ฟอร์มาลีน

                                                                    ฟอร์มาลีน

                                                 นายอานนท์   ภาคมาลี (หมอแดง)

ฟอร์มาลิน เป็นสารเคมีชนิดหนึ่งซึ่งมีพิษ ประกอบด้วยก๊าซฟอร์มาลดีไฮด์ (formaldehyde) ละลายน้ำด้วยความเข้มข้นร้อยละ 37 โดยน้ำหนัก และมีเมทิลแอลกอฮอล์ (methyl alcohol) ประมาณร้อยละ 10-15 เป็นองค์ประกอบด้วย มีลักษณะเป็นน้ำใส มีกลิ่นฉุน แสบจมูกและตา ใช้เป็นน้ำยาทำลายเชื้อโรคฟอร์มาลินในทาง การแพทย์นั้นใช้ในการดองหรือฉีดศพไม่ให้เน่าเปื่อย ใช้เป็นยาดับกลิ่นฆ่าเชื้อโรคเพราะทำให้โปรตีนแข็งตัว ทางด้านอุตสาหกรรมสิ่งทอจะใช้เป็นน้ำยาอาบผ้าไม่ให้ย่น นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติฆ่าเชื้อโรคและเชื้อราในการเก็บรักษาธัญพืชหลังการเก็บเกี่ยวและใช้เพื่อป้องกันแมลงแต่ไม่อนุญาตให้ใช้ในอาหาร
ฟอร์มาลินเจือปนในอาหาร
ได้มีการนำฟอร์มาลินผสมน้ำไปราดใส่อาหารบางชนิด เช่น ปลาทู เนื้อหมู เพื่อป้องกันการเน่าเสีย โดยอาหารเหล่านี้จะถูกแช่ฟอร์มาลินก่อนนำมาวางขายเพื่อให้มีความสดได้นาน ไม่เน่าเสียเร็ว นอกจากนี้ยังมีการนำฟอร์มาลินมาใช้กับผักหลายชนิด โดยเฉพาะผักคะน้า ผักกาดขาว ผักกาดหอม ถั่วฝักยาว แตงกวา หน่อไม้ ยอดมะพร้าว และอื่นๆ โดยอ้างว่าใช้ฆ่าแมลงบนผักได้ดี และยังทำให้ผักสดอยู่ได้นานแถมราคายังถูกกว่าสารพิษฆ่าแมลงชนิดอื่นๆ ด้วย นอกจากจะใช้ฟอร์มาลินฉีดผักแล้ว บางครั้งฟอร์มาลินอาจมาจากปุ๋ย และสารพิษฆ่าแมลงที่ใช้ด้วย ฟอร์มาลินที่จงใจฉีดหรือแช่ในผักหรือเนื้อสัตว์นั้น หากใช้ปริมาณมากเกินไปและมีตกค้างย่อมเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคแน่นอน
พิษต่อระบบต่างๆ ในร่างกาย
หากสูดดมฟอร์มาลินจะทำให้มีผลต่อระบบหายใจ คือ แสบจมูก เจ็บคอ ไอ หายใจไม่ออก ปอดอักเสบ น้ำท่วมปอด และอาจถึงตายได้ถ้าสูดดมในปริมาณมาก นอกจากผลต่อระบบหายใจแล้ว ยังมีผลต่อระบบผิวหนัง คือ ทำให้เกิดผื่นคัน จนถึงผิวหนังอาจไหม้เปลี่ยนเป็นสีขาวได้หากสัมผัสกับฟอร์มาลินโดยตรง สำหรับพิษต่อระบบทางเดินอาหารนั้นเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะมีการนำมาใช้กับอาหารกันมาก เมื่อกินอาหารที่ปนเปื้อนฟอร์มาลินในปริมาณมากจะมีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง ปวดท้อง ในปากและคอจะแห้ง หัวใจเต้นเร็ว แน่นหน้าอก อาจมีการถ่ายท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ปัสสาวะไม่ออกหรือปัสสาวะเป็นเลือด มีอาการเพลีย เหงื่อออก ตัวเย็น คอแข็ง ได้มีรายงานว่า มีผู้กินฟอร์มาลิน 2 ช้อนโต๊ะ เพื่อฆ่าตัวตาย พบว่า ตายภายใน 3 ชั่วโมงหลังจากได้รับสารดังกล่าว และเมื่อผ่าศพผู้ตายพบแผลไหม้ในหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็ก

นอก จากผลในระยะสั้นที่มีอาการปรากฏชัดเจนแล้ว ผลในระยะยาวเคยมีรายงานว่า สารฟอร์มาลดีไฮด์ (formaldehyde) ซึ่งเป็นสารประกอบของฟอร์มาลินเป็นสารที่กระตุ้นให้เกิดมะเร็งได้อีกด้วย ฟอร์มาลินในอาหาร ผักหลายชนิดนอกจากจะฉีดสารพิษฆ่าแมลงแล้ว ยังมีการนำไปแช่ฟอร์มาลินอีกก่อนจำหน่าย เพื่อให้สดอยู่ได้นาน สังเกตได้จากผักในตลาดสดที่วางจำหน่ายไว้ 3-4 วันก็ยังสดอยู่ ไม่เหี่ยวเฉา ทั้งๆ ที่อากาศร้อน ผักที่อาจมีการปนเปื้อนของฟอร์มาลิน ได้แก่ ชะอม คะน้า ผักกระเฉด ผักชี ตั้งโอ๋ มะระ บวบ ถั่วฝักยาว ผักกาดขาว ฯลฯ ทั้งนี้ปริมาณฟอร์มาลดีไฮด์ที่ตรวจพบในผักชนิดเดียวกันจะแตกต่างกัน ในเนื้อสัตว์ เคยมีรายงานตรวจพบฟอร์มาลดีไฮด์ในปลาทู ปลากระเบน ปลาจวด ปลาตาโต เนื้อไก่ เนื้อวัว เนื้อหมู กุ้ง ถึงแม้จะเป็นเนื้อสัตว์ชนิดเดียวกัน แต่ถ้ามาจากแหล่งที่แตกต่างกัน ก็พบว่า ปริมาณฟอร์มาลดีไฮด์ที่ตรวจพบก็แตกต่างกันไป บางแหล่งอาจไม่พบเลยก็มี ส่วนอาหารแห้งที่พบว่า มีปริมาณฟอร์มาลดีไฮด์ในปริมาณสูง คือ เห็ดหอมแห้ง เห็ดหูหนูแห้ง ซึ่งปริมาณที่พบว่าสูงนี้มีอยู่เองตามธรรมชาติ และหากเป็นฟอร์มาลดีไฮด์ที่มีอยู่เองตามธรรมชาติก็ไม่พบว่ามีอันตรายต่อ สุขภาพของผู้บริโภค

การเลือกบริโภค คือ เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณและครอบครัว คงต้องพิถีพิถันเลือกบริโภคกันหน่อย แต่ไม่ต้องถึงกับงดบริโภคผักเพราะกลัวสารพิษฆ่าแมลงหรือฟอร์มาลิน เพราะถึงคุณจะเลี่ยงไปบริโภคอย่างอื่นก็คงเจอกับสารพิษอย่างอื่นอีกนั่นแหละ ดังนั้นการรู้จักเลือกซื้อ เลือกบริโภค และรู้วิธีการเตรียมอาหาร คงจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด วิธีสังเกตว่าผักที่ซื้อมามีฟอร์มาลินหรือไม่นั้น ควรดมที่ใบหรือหักก้านดม ถ้ามีกลิ่นฉุนแสบจมูกก็อย่าซื้อมาบริโภคอีก สังเกตดูผักที่วางขายว่าสด ใบงาม (เกินความเป็นจริง) ไม่มีรูพรุนจากการกัดของแมลงเลย ตั้งขายไว้เป็นวันๆ ยังไม่เหี่ยว ก็ไม่ควรเลือกซื้อเพราะอาจมีฟอร์มาลินและสารพิษฆ่าแมลงซึ่งยังไม่หมดฤทธิ์ สะสมอยู่ด้วย คุณอาจเลือกบริโภคผักพื้นบ้าน เช่น ตำลึง ชะอม กระถิน ผักกระเฉด ฟัก บวบ หัวปลี และผักชนิดอื่นๆ เพราะผักเหล่านี้จะทนโรค ไม่จำเป็นต้องใช้สารพิษฆ่าแมลงหรือถ้าจำเป็นต้องใช้ก็ใช้น้อย ถ้าจะให้ปลอดภัยก็อาจเลือกบริโภคในช่วงฤดูฝน เพราะช่วงนี้ผักพื้นบ้านเจริญได้ดี อาจไม่ต้องใช้สารพิษฆ่าแมลง แต่ถ้าเป็นฤดูร้อนและฤดูหนาว ผักเหล่านี้มักถูกแมลงรบกวน ดังนั้นเกษตรกรอาจนำสารพิษฆ่าแมลงและฟอร์มาลินมาใช้ ในกรณีที่ซื้อมาแล้วยังไม่แน่ในว่าอาจมีฟอร์มาลินติดมาอีก ก็ควรนำผักมาล้างน้ำไหล 5-10 นาที หรือแช่น้ำนิ่งราว 1 ชั่วโมง ซึ่งมีรายงานว่า ฟอร์มาลินส่วนมากจะถูกชะล้างออกไปหมด คุณจะซื้อผักที่ปราศจากสารพิษปลอมปนมาในผักได้ ก็คือ ผักปลอดสารพิษ ซึ่งปลูกโดยกลุ่มเกษตรกรในโครงการของกรมส่งเสริมการเกษตร โดยจะมีการปลูกแบบกางมุ้งคลุมแปลงผักเพื่อป้องกันแมลงรบกวน แต่การปลูกด้วยวิธีนี้อาจเกิดเชื้อราง่ายเพราะความชื้นสูง อาจมีการฉีดสารพิษฆ่าเชื้อรา หรือสารพิษฆ่าแมลงบ้าง แต่จะเก็บมาขายเมื่อสารหมดฤทธิ์ตกค้างในพืชแล้ว นอกจากนี้ผักที่ปลูกโดยชาวบ้านที่ใช้สารกำจัดศัตรูพืชที่ทำจากสมุนไพร เช่น สะเดา ข่า ตะไคร้หอม ก็จะทำให้ไม่มีสารพิษตกค้าง การบริโภคผักเหล่านี้คงจะปลอดภัยกว่าผักที่ใช้สารพิษฆ่าแมลง การเลือกซื้อเนื้อสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อวัว ตลอดจนปลา คงต้องสังเกตว่าลักษณะเนื้อนั้นสดผิดปกติหรือไม่ เพราะถ้าเป็นเนื้อที่ไม่แช่ฟอร์มาลินวางขายในตลาดสด ถ้าถูกแดดถูกลมนานๆ เนื้อแดงๆ นั้นจะเหี่ยว หรือถ้ามีกลิ่นฉุนๆ แปลกๆ แสบจมูก ก็ไม่ควรจะซื้อมาบริโภค เพราะคงต้องแช่ฟอร์มาลินอย่างแน่นอน ตราบใดที่เรายังคงอยู่ในสังคมที่เป็นพิษ และพ่อค้าแม่ค้ายังขาดความรับผิดชอบต่อสังคม ขาดคุณธรรม หวังแต่ผลประโยชน์ทางการค้า การคุ้มครองผู้บริโภคของรัฐฯ ยังครอบคลุมได้ไม่ทั่วถึง โอกาสที่ผู้บริโภคจะได้รับสารพิษในอาหารก็จะดำเนินต่อไป สิ่งเดียวที่ทำได้ขณะนี้ คือ การรู้จักระมัดระวังเลือกบริโภค เลือกซื้อสักนิด เพื่อจะได้มีชีวิตอยู่ในสังคมที่เป็นพิษนี้ไปได้อีกนานๆ

ฟอร์มาลีน-ฟอร์มัลดีไฮด์ สารก่อมะเร็ง  ทั้งสองตัวนี้ในทางเคมีคือสารตัวเดียวกัน เพียงแต่ว่าเมื่ออยู่ในรูปของสารละลายจะเรียกว่า ฟอร์มาลีน ซึ่งเป็นชื่อที่เราคุ้น ๆ กันดีก็คือน้ำยาดองหรือฉีดศพนั่นเอง ส่วน ฟอร์มัลดีไฮด์”มีสถานะเป็นก๊าซที่อุณหะภูมิปกติ มีกลิ่นฉุนแสบจมูก ส่วนมากที่จำหน่ายกันอยู่ทั่วไปอยู่ในรูปของสารละลายน้ำภายใต้ชื่อน้ำยาฟอร์มาลีน จะระคายตา จมูก และผิวหนัง ทำให้เป็นแผลหรือถึงขั้นตาบอด ถ้าสูดดมเข้าไปมาก ๆ จะทำให้น้ำท่วมปอด จนหายใจไม่ออก แน่นหน้าอก และตายในที่สุด อาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นหลายชั่วโมงหลังจากได้รับสารโดยไม่มีอาการเจ็บปวด เลยก็ได้ หากได้รับปริมาณน้อยเป็นเวลานาน จะมีอาการไอและหายใจติดขัดเพราะหลอดลมอักเสบเป็นต้น สารเคมีมี ประโยชน์ถ้าใช้อย่างถูกต้อง เมื่อทราบพิษภัยของมันแล้ว จงอย่าคิดนำฟอร์มาลีนไปล้างผักอย่างที่พ่อค้าแม่ค้าหลายคนกระทำกันอยู่ และเป็นข่าวอยู่เสมอ สิ่งตกค้างย่อมเป็นอันตรายได้เมื่อกินเข้าไป โดยเฉพาะฟอร์มัลดีไฮด์นี้มีข้อพิสูจน์ที่พอจะเชื่อได้ว่าเป็นสารก่อมะเร็ง
ฟอร์มาลินเพื่อไม่ให้ศพเน่าเปื่อย ใช้ฆ่าเชื้อโรค ฆ่าเชื้อรา และทำความสะอาดห้องคนป่วย ดังนั้นพ่อค้า แม่ค้าจึงนิยมนำฟอร์มาลินมาแช่ผัก เนื้อสัตว์ และอาหารทะเลสด ทำให้อาหารต่างๆ สดอยู่ได้นาน โดยไม่เน่าเสียเร็ว แต่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคได้ ดังนั้นฟอร์มาลินหรือสารละลายฟอร์มาลดีไฮด์ เป็นวัตถุห้ามใช้ในอาหารตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข หากใครใส่สารนี้ในอาหาร จะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน20,000บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
ฟอร์มาลิน เป็นสารที่นิยมใช้ในวงการอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ พลาสติก และสิ่งทอ ดังนั้นจึงสามารถพบฟอร์มาดีไฮด์ซึ่งเป็นไอระเหยที่เป็นพิษได้จากวัสดุ สังเคราะห์และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ เช่น กาว (วิทยาศาสตร์) ฝ้าเพดานสำเร็จรูป ผ้าใยสังเคราะห์ เตาแก๊สหุงต้ม สีทาบ้าน น้ำยาเคลือบเงาไม้ วัสดุบุผิว เฟอร์นิเจอร์ พาร์ติเคิลบอร์ด พรมสังเคราะห์ กระดาษทิชชู  น้ำยาทำความสะอาด เป็นต้น ซึ่งไอระเหยฟอร์มาดีไฮด์นั้นจัดเป็นสารพิษในอากาศ ทำให้เกิดมลพิษในอากาศและถ้าพบฟอร์มาดีไฮด์ในปริมาณมากก็อาจเป็นอันตรายกับผู้ที่ได้รับได้

อันตรายจากฟอร์มาลิน       ฟอร์มาลินนั้นมีพิษต่อระบบต่างๆ เกือบทั่วทั้งร่างกาย ดังนี้

1.  พิษต่อระบบทางเดินหายใจ  หากได้รับในรูปของไอระเหยของฟอร์มัลดีไฮด์ แม้จะปริมาณต่ำ ๆ ถ้าถูกตาจะระคายเคืองตามาก  ถ้าสูดดมเข้าไปจะทำให้หลอดลมบวม  ทำให้แสบจมูก เจ็บคอ ไอ หายใจไม่ออก ปอดอักเสบ น้ำท่วมปอด ทำให้เป็นแผลหรือถึงขั้นตาบอด ถ้าสูดดมเข้าไปมาก ๆ จะทำให้น้ำท่วมปอด จนหายใจไม่ออก แน่นหน้าอก  และตายในที่สุด  อาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นหลายชั่วโมงหลังจากได้รับสารโดยไม่มีอาการเจ็บปวด เลยก็ได้  หากได้รับปริมาณน้อยเป็นเวลานาน จะมีอาการไอและหายใจติดขัดเพราะหลอดลมอักเสบ เป็นต้น

2.  พิษร้ายแรงต่อระบบทางเดินอาหาร  เมื่อรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนฟอร์มาลินในปริมาณมาก  จะทำให้ปวดศีรษะอย่างรุนแรง    หัวใจเต้นเร็ว แน่นหน้าอก ปากและคอแห้ง คลื่นไส้อาเจียน ถ่ายท้อง ปวดท้องอย่างรุนแรง กระเพาะอาหารอักเสบ เกิดแผลในกระเพาะอาหาร หากได้รับสารนี้โดยการบริโภค จะเกิดอาการพิษโดยเฉียบพลัน ซึ่งอาการมีตั้งแต่ปวดท้องอย่างรุนแรง  อาเจียน อุจจาระร่วง  ปัสสาวะไม่ออก หมดสติ  ถ้าปล่อยทิ้งไว้อาจเสียชีวิตเพราะระบบหมุนเวียนเลือดล้มเหลว ถ้าหากได้รับในปริมาณ 60-90 ซีซี จะทำให้การทำงานของตับ ไต หัวใจ และสมองเสื่อมลง และก่อให้เกิดการปวดแสบปวดร้อนที่คอและปาก  เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุทางเดินหายใจ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องอย่างรุนแรง หมดสติได้ นอกจากนี้ยังพบว่าฟอร์มาลินเป็นสารก่อมะเร็งด้วย

3.  มีผลต่อผิวหนัง  เมื่อสัมผัสจะเกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง ทำให้เกิดผื่นคัน  เป็นผื่นแดงเหมือนลมพิษจนถึงผิวหนังไหม้เปลี่ยนเป็นสีขาวได้หากสัมผัสโดยตรง


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 หมายเลขบันทึก: 534144
 เขียน:  
 ดอกไม้:  ความเห็น:  อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า

ความเห็น

kunrapee
เขียนเมื่อ Sun Apr 28 2013 13:03:35 GMT+0700 (ICT)

ในห้องผ่าตัดใช้แช่ชิ้นเนื้อ.. ที่เตรียมส่งไปตรวจ Patho

วอญ่า-ผู้เฒ่า-natachoei--
เขียนเมื่อ Sun Apr 28 2013 13:14:25 GMT+0700 (ICT)

ปี 2525 รพชช. หลังผ่าตัดเล็ก หรือทำหมัน  มีหน้าทีี่ทำความสะอาดห้องผ่าตัด  และอบห้องฆ่าเชื้อด้วย ฟอมาลีนทุกครั้ง ปี 2535 จึงรังสี อุลตร้าไวโอเลส มาใช้จนถึงวันนี้

tuknarak
เขียนเมื่อ Mon Apr 29 2013 13:30:36 GMT+0700 (ICT)

กลิ่นมันฉุนจริงๆ ค่ะ แทบจะเป็นลม

 อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
 ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์