ปราสาทเขาพระวิหาร ตอนที่ 8 MOU 2543 ประวัติโดยย่อ

MOU (เอ็มโอยู) คืออะไร

     MOU (Memorandum of Understanding - MOU) เป็นบันทึกความเข้าใจ ซึ่งเป็น “agreement to negotiate” (การตกลงว่าจะเจรจากัน)มิใช่ “agreement to agree” (การตกลงว่าจะตกลงกัน) โดยอาจกำหนดพื้นฐานทางกฎหมายที่ผู้ทำบันทึกทั้งสองฝ่ายเข้าใจร่วมกันในการดำเนินความสัมพันธ์ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

     สำหรับ MOU ที่เป็นความตกลงระหว่างประเทศนั้น คือ การที่ประเทศสองประเทศตกลงกันในเรื่องความเข้าใจพื้นฐาน หรือกติกาพื้นฐานของการเจรจาหรือการมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันให้เข้าใจตรงกัน ก่อนที่จะมีการเข้าเจรจาหรือมีปฏิสัมพันธ์กันจริง ๆ เพื่อให้การเจรจาหรือปฏิสัมพันธ์นั้น ๆ ตั้งอยู่บนพื้นฐานหรือกติกาที่ทั้งสองฝ่ายเข้าใจตรงกันแล้ว กรณี MOU 2543 เป็นบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทย และรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก(Memorandum of Understanding between the Government of theKingdom of Thailand and the Kingdom of Cambodia on the Survey and Demarcation of Land Boundary) กำหนดพื้นฐานทางกฎหมายว่า การเจรจาเขตแดนไทย – กัมพูชานั้นใช้เอกสารใดในการเจรจา แต่นั่นมิได้หมายความว่าอีกฝ่ายยอมรับว่าเอกสารดังกล่างผูกพันตนเองแล้วแต่อย่างใด

 ความเป็นมาของ MOU 2543

     ประมาณปี 2537 หลังจากที่ประเทศกัมพูชาสามารถจัดการปัญหาการเมืองภายในและมีการจัดตั้งรัฐบาล รัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชา ได้เริ่มเจรจาปัญหาเขตแดนอีกครั้ง เหตุผลหลักที่ประเทศไทยต้องการเจรจาปัญหาเขตแดนกับกัมพูชา คือ1. หลังจากศาลโลกพิพากษาในปี 2505 ประเด็นปัญหาเรื่องเขตแดนไทย - กัมพูชา ถูกละทิ้งเป็นเวลานานกว่า 30 ปี 2. เหตุการณ์สู้รบระหว่างทหารไทยกับลาว บริเวณบ้านร่มเกล้าชายแดนจังหวัดพิษณุโลก ทำให้รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาเขตแดนและนำไปสู่ความจำเป็นในการดำเนินการแก้ไขปัญหาเขตแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 3. รัฐบาลมีนโยบายไม่ให้เรื่องเขตแดนกลายเป็นประเด็นทางการเมือง แต่เป็นเรื่องของกฎหมายและเรื่องทางเทคนิค  4. รัฐบาลตระหนักถึงความจำเป็นที่จะใช้กฎหมายระหว่างประเทศในการเจรจาเขตแดน

     ดังนั้น เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2540 พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยและกัมพูชา ได้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมเพื่อจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมจัดทำหลักเขตแดนสำหรับเขตแดนทางบก (Joint Statement on the Establishment of the Thai - Cambodian Joint Commission on the Demarcation for Land Boundary) ต่อมาในการประชุม คณะกรรมาธิการร่วมฯ ครั้งที่ 1 (30 มิถุนายน - 2 กรกฎาคม 2542) ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการเขตแดน ร่วมฯ ขึ้นและเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2543 ประธานคณะกรรมาธิการ เขตแดนร่วมฯ ของทั้งสองฝ่าย คือ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายวาร์ กิม ฮง ที่ปรึกษารัฐบาลผู้รับผิดชอบกิจการชายแดน ได้ลงนามใน MOU 2543 โดย MOU 2543 โดยสรุปมีใจความว่าต้องยอมรับแผนที่ 1: 200,000 เท่านั้น

     อย่างไรก็ตาม ยังคงมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับเรื่องปักปันพื้นที่เขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชา โดยมีการยกเรื่อง"บันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding : MoU)  ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย และรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ว่าด้วยการสำรวจและการจัดทำหลักเขตแดนทางบก" ลงนาม ณ กรุงพนมเปญ ราชอาณาจักรกัมพูชา วันที่ 14 มิถุนายน 2543 หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า  MOU ปี 43

     โดยทางกลุ่มพันธมิตรฯ ได้เรียกร้องให้นายกฯ อภิสิทธิ์ ยกเลิก MOU ปี 43 โดยมองว่า ใน MOU ปี 43 ที่ไทยลงนามยอมรับนั้นกัมพูชาได้อ้างอิงแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ตารางกิโลเมตรเท่ากับว่า ไทยยอมรับแผนที่ของฝรั่งเศสไปโดยปริยาย (ฝ่ายไทยใช้แผนที่ 1:50,000 ตารางกิโลเมตร) ซึ่งจะส่งผลต่อการปักปันเขตแดนพื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหาร และทำให้ประเทศไทยสูญเสียพื้นที่ 1.5 ล้านไร่นอกจากนี้ยังเป็นช่องทางให้กัมพูชาขอจดทะเบียนเป็นมรดกโลกด้วย

     ขณะที่ทางนายกฯ อภิสิทธิ์ ออกมายืนยันว่า การที่ไม่ยกเลิก MOU ปี 43 น่าจะเป็นผลดีมากกว่า เพราะ MOU ปี 43 เป็นสัญญาที่บ่งชี้ว่า พื้นที่บริเวณชายแดนส่วนนี้ยังมีปัญหากันอยู่ ยังไม่สามารถอ้างสิทธิ์ครอบครองได้ ดังนั้น จึงทำให้กัมพูชาที่จะเสนอแผนจัดการพื้นที่โดยรอบเขาพระวิหารมีปัญหามาก เพราะมีสัญญา MOU ปี 43 ค้ำไว้อยู่ ขณะเดียวกันก็ยืนยันว่า การลงนาม MOU ปี 43 ไม่ได้หมายความว่า ไทยยอมรับแผนที่ 1:200,000 ของกัมพูชา เพราะไทยยึดหลักสันปันน้ำในการแบ่งเขตมาโดยตลอด ตามที่ระบุไว้ใน MOU ปี 43 ข้อ 1 (ค) ที่ระบุให้มีการปักปันเขตแดนตามอนุสัญญาฉบับปี ค.ศ.1904 ซึ่งก็คือการยึดหลักสันปันน้ำ เป็นข้อตกลงสำคัญ 

     สอดคล้องกับ นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ที่กล่าวถึงเรื่องแผนที่ 1:200,000 ว่า ใน MOU ปี 43 ไม่ได้ระบุไว้ แต่ข้อความนี้มาระบุในการจัดทำแผนแม่บทและข้อกำหนดอำนาจหน้าที่ในการสำรวจเขตแดนร่วมเมื่อปี 2546 หรือ TOR 2546ซึ่งข้อความเกือบจะทั้งหมดของ TOR 2546 แทบจะคัดลอกมาจาก MOU ปี 43 ต่างกันตรงที่มีการเพิ่มข้อความ 1:200,000 เข้าไป ซึ่งยืนยันได้ว่า การอ้างแผนที่ 1:200,000 ไม่ใช่มาจาก MOU ปี 43 แต่เป็น TOR 2546 ที่จัดทำขึ้นในรัฐบาลอื่น 

      TOR 2546 คือ เป็นแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทยกับเขมร ทำขึ้นในสมัยรัฐบาลทักษิณ ในการยินยอมให้เขมรนำปราสาทพระวิหารไปขึ้นทะเบียนมรดกโลกได้ เป็นแถลงการณ์ที่รัฐบาลนายสมัคร ที่มีนายนดพล ปัทมะ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนำไปใช ทีโออาร์ 2546 นี้ศาลปกครองเคยพิพากษาตัดสินให้ยกเลิก เพราะไม่ได้นำเข้าพิจารณาในรัฐสภาตามข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญปี 40  เรื่องการตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างไทยกับเขมร เพื่อปักหลักเขตแดนระหว่างกันให้ถูกต้องนั้นเป็นเรื่องที่ดี เพราะหลักเขตแดนบางช่วงในพื้นที่สูญหาย หรือถูกโยกถอนออกไปจากพวกตัดไม้ทำลายป่า แต่ที่ไม่ดีและไม่ถูกต้องก็คือการยินยอมให้มีการนำแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 200,000 เข้ามาไว้ในบันทึก เอ็มโอยู 2543 เป็นพื้นฐานในการปักหลักเขตแดน นำมาซึ่งความเสียหายที่จะเกิดขึ้นวันข้างหน้าเกี่ยวกับพื้นที่ระหว่างไทยกับเขมรที่จะต้องเสียไปตามแผนที่ฉบับนี้ ทั้งทางบกและทางทะเล

      อย่างไรก็ตามได้มีผู้วิเคราะห์กันว่า  แม้ใน MOU ปี 43 จะไม่ได้ระบุว่าแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ตารางกิโลเมตร แต่ในความเป็นจริง MOU ปี 43 นั้น ได้กำหนดกรอบการสำรวจและปักหลักเขตแดนทางบก โดยใช้หลักฐาน 3 ส่วน คือ 


 1. อนุสัญญา ปี ค.ศ.1904 
 2. สนธิสัญญาปี ค.ศ.1907 
 3. แผนที่ที่จัดขึ้นตามผลงานของการปักปันเขตแดน
 

       ที่สำคัญในบันทึกข้อความของสำนักเลขาธิการนายกฯ เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ.2543 ที่เสนอเรื่องให้นายกฯ นำข้อเสนอการทำ MOU ปี 43 ให้ ครม.รับทราบ ได้สรุปความเกี่ยวกับแผนที่ในข้อ 3 ไว้ว่า"แผนที่แสดงเส้นเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา มาตราส่วน 1:200,000 ซึ่งจัดทำขึ้นตามผลงานของคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีน"แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไทยยอมรับความจริงของแผนที่ที่ไม่ฝ่ายไทยไม่เคยยอมรับ จนส่งผลให้เกิดปัญหาพื้นที่ทับซ้อนตามมานั่นเอง เพราะไทยใช้แผนที่อัตราส่วน 1:50,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งละเอียดกว่าทางกัมพูชา และหากยึดแผนที่ตามอัตราส่วน 1 : 200,000 ที่ขีดไม่เรียบร้อยอาจจะไม่ตรงกับเส้นสันปันน้ำ ซึ่งหากผิดเพียง 1-2 มิลลิเมตร จะผิดเพี้ยนไปจากเป็นจริงประมาณ 200-400 เมตรเลยทีเดียว จึงทำให้เกิดความคลาดเคลื่อน และถูกมองว่าไทยอาจจะเสียเปรียบกัมพูชา

       ขณะเดียวกันก็มีผู้ที่ได้ให้ความคิดเห็นสอดคล้องกับรัฐบาลด้วย คือไม่ควรยกเลิก MOU ปี 43 เนื่องจาก ใน MOU ปี 43มีการระบุว่า ให้ตั้งคณะกรรมธิการเขตแดนร่วม  (Joint Boundary Commission: JBC) เพื่อรับผิดชอบการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกโดยการใช้แผนที่มาตราส่วน 1: 200,000 ร่วมกันด้วย นี่จึงเป็นหลักฐานยืนยันได้ว่า พื้นที่บริเวณนี้ยังปักปันไม่เสร็จ ดังนั้นทั้งสองประเทศจึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงภูมิประเทศ หรือกระทำการใด ๆ ได้ระหว่างที่ยังเจรจาไม่บรรลุผล เจบีซีได้มีการประชุมร่วมของคณะกรรมาธิการชุดนี้ เสร็จสิ้นไปแล้ว 3 ครั้ง โดยได้จัดทำบันทึกการประชุมขึ้นมา 3 ฉบับ ซึ่งกำลังเสนอเข้ารับความเห็นชอบจากรัฐสภา ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 10 - 12 พฤศจิกายน 2551  ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 3 - 4 กุมภาพันธ์ 2552 ฉบับที่ 3 ลงวันที่ 6 - 7 เมษายน 2552  ทั้ง 3 ฉบับดังกล่าวปรากฏว่า เจบีซี ถือโอกาสใช้เอ็มโอยู 2543 ที่เกี่ยวกับแผนที่ฝรั่งเศสมาตราส่วน 1 ต่อ 200,000 ซึ่งบรรจุอยู่ใน เอ็มโอยู 2543 เข้าไปสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนในพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารด้วย ทั้งๆ ที่บริเวณรอบปราสาทพระวิหาร 4.6 ตารางกิโลเมตรนั้น เป็นของไทย ไม่ใช่ของเขมรตามคำตัดสินของศาลโลก เจบีซี ทำงานเกินอำนาจหน้าที่
       กลับมาต่อเรื่อง MOU ปี 43 ทั้งนี้ในการเซ็นสัญญา MOU ปี 43 ไม่ได้มีการยอมรับแผนที่ 1:200,000  แต่เป็นการให้รื้อแก้แผนที่อัตราส่วนนี้ใหม่ เพราะแผนที่อัตราส่วน 1:200,000 จัดทำขึ้นมาภายหลัง และมีเพียง พ.อ.แบร์นาร์ด ชาวฝรั่งเศส และผู้ช่วยซึ่งเป็นทหารกัมพูชาเป็นผู้จัดทำโดยฝ่ายไทยไม่ได้มีส่วนร่วมในการสำรวจด้วย จึงเป็นแผนที่ที่จัดทำขึ้นมาอย่างไม่ถูกต้องตามอนุสัญญาระหว่างกรุงสยามและฝรั่งเศส 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1904

        นอกจากนี้ ยังมีการวิเคราะห์กันว่าการที่ไทยยึดหลักปักปันเขตแดนตามหลักสากลที่ใช้ "สันปันน้ำ" ย่อมหมายความว่า พื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหารทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้อธิปไตยของไทย และอาจรวมถึงปราสาทพระวิหารด้วยซ้ำแต่ไม่เคยมีรัฐบาลชุดใดออกมายื่นโต้แย้งคำพิพากษาของศาลโลก ตามสิทธิสงวนไว้มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2505

       ความเพิกเฉยและความไม่กล้าหาญในการแสดงสิทธิ์ของรัฐบาลหลาย ๆ ชุด ทำให้เกิดความคลุมเครือ และความไม่ชัดเจนเรื่องพื้นที่บริเวณโดยรอบเขาพระวิหาร  จนกลายมาเป็นประเด็นให้คนถกเถียงกัน ทั้งสนับสนุน และคัดค้าน MOU ฉบับนี้เพราะไม่ชัดเจนว่า "ใครได้เปรียบ-เสียเปรียบ"

       ขณะที่อีกประเด็นคือ การที่นายกฯ อภิสิทธิ์ ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่าจุดที่ไทยเสียเปรียบกัมพูชากรณีขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหาร เกิดขึ้นเมื่อปี 2551 ซึ่งนายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในสมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ได้ออกแถลงการณ์ร่วมไทย - กัมพูชา เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ.2551 สนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ถือเป็นการเปิดประตูให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนมรดกโลกได้เพียงฝ่ายเดียว 

       โดยสำหรับแถลงการณ์ร่วมไทย - กัมพูชา ยูเนสโก เมื่อปี พ.ศ.2551 นี้ เนื้อหาได้ระบุถึงการที่ประเทศไทยสนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนประสาทพระวิหาร เข้าไว้ในบัญชีมรดกโลก โดยครอบคลุมพื้นที่กันชนทางด้านตะวันออกและด้านใต้ของปราสาท แต่ไม่รวมถึงด้านเหนือและด้านตะวันตก โดยมีผู้แทนจากยูเนสโกลงนามรับรอง อย่างไรก็ตาม ก็ได้มีผู้ออกมาวิเคราะห์ถึงแถลงการณ์ฉบับนี้ว่า เป็นการแสดงให้เห็นว่า ไทยสละสิทธิ์ในการทวงคืนปราสาทพระวิหาร ซึ่งสามารถยื่นคำร้องโต้แย้งคำพิพากษาศาลโลกได้ และยังทำให้ไทยสูญเสียดินแดนพื้นที่กันชนทางด้านตะวันออกและด้านใต้ของตัวปราสาทไปด้วย ซึ่งแต่เดิมนั้นคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในปี พ.ศ.2505 ไม่ได้ระบุรวมถึงพื้นที่ส่วนนี้ แต่การที่ไทยยอมรับในแถลงการณ์ฉบับนี้ เท่ากับว่าไทยยอมรับพื้นที่ส่วนอื่น ๆ ที่ศาลไม่ได้ตัดสิน ให้อยู่ในอำนาจอธิปไตยของกัมพูชาไปโดยปริยาย
        เมื่อเกิดประเด็นขัดแย้งเช่นนี้ จึงทำให้นายนพดล ปัทมะ ออกมาปฏิเสธว่า แถลงการณ์ฉบับนี้ ไม่มีข้อความตอนใดที่ระบุว่า ไทยสละสิทธิ์ในการทวงคืนปราสาทเขาพระวิหาร และการลงนามครั้งนี้ ทำให้พื้นที่ทับซ้อน 4.6 กิโลเมตรไม่ถูกกัมพูชานำไปขึ้นทะเบียนพร้อมตัวปราสาทเขาพระวิหารด้วย

       
แต่ทว่า ต่อมาศาลปกครองได้พิพากษาให้แถลงการณ์ฉบับนี้เป็นโมฆะ เนื่องจากแถลงการณ์ฉบับนี้ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนมีการตกลง เพราะมีผลต่อความมั่นคงและอาณาเขตของประเทศ ที่กำหนดไว้ในมาตรา 190 ตามรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่หากทำอะไรที่เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ และส่งผลกระทบเขตแดนหรืออธิปไตย จะต้องผ่านความเห็นชอบของสภาก่อน ดังนั้น ปัจจุบันแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ฉบับนี้ จึงไม่มีสภาพบังคับใช้แล้ว และแม้จะมีการทำหนังสือแจ้งไปยังทางการกัมพูชาให้สิ้นสุดข้อสัญญาแล้ว แต่ทางการกัมพูชาตอบกลับมาว่า ไม่ยอมรับแถลงการณ์โมฆะของไทย เพราะได้นำปราสาทเขาพระวิหารเสนอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกไปแล้วเช่นกัน 

        นั่นจึงทำให้เกิดสถานการณ์ขัดแย้งขึ้นต่อทั้งสองประเทศ ซึ่งทางรัฐบาลไทยเองได้เดินหน้าคัดค้านแผนการจัดการพื้นที่โดยรอบเขาพระวิหารของกัมพูชาอย่างเต็มที่ เนื่องจากหากคณะกรรมการมรดกโลกจะเข้ามากำหนดแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ในเขาพระวิหารแล้ว แน่นอนว่าคงต้องมาจัดการดูแลบริเวณรอบ ๆ ซึ่งรวมไปถึงทางขึ้นเขาพระวิหารที่สะดวกที่สุด ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดศรีสะเกษของประเทศไทยด้วย ดังนั้นรัฐบาลไทยจึงต้องพยายามคัดค้านการขึ้นทะเบียนให้ถึงที่สุด เพื่อไม่ให้สูญเสียอธิปไตย 

    โดยนัยนี้ทุกรัฐบาลเริ่มต้นตั้งแต่สมัยพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ทำใ้ห้แข็งแกร่งในสมัยชวน หลีกภัย ทำให้เขมรนำเอาปราสาทพระวิหารขึ้นเป็นมรดกโลกในสมัยนายสมัคร สุนทรเวช และไม่รับผิดชอบในนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทั้งหมดนี้ล้วนแต่ต้องรับผิดชอบทุกรัฐบาล


หนังสืออ้างอิง

กระปุกดอทคอม. ถก MOU 2543 เขาพระวิหาร ไทยได้เปรียบ-เสียเปรียบ? http://hilight.kapook.com/view/50959 เข้าถึงเมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2556

ทนายเบิ้ม ณ สัมมากร. MOU (เอ็มโอยู) คืออะไร. http://www.oknation.net/blog/hardcorelawyer/2013/01/15/entry-1 เข้าถึงเมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2556

ตาโป๋เป่าปี่. อัปยศหดหู่เอ็มโอยู 2543  (2).

http://www.ryt9.com/s/nnd/1036292  เข้าถึงเมื่อวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2556


  

ตาโป๋เป่าปี่.ความโง่ 5ประการที่ต้องขจัด. 

http://www.15thmove.net/article/viharn-tapo-5-stupidities/ 

เข้าถึงเมื่อวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2556




บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 คำสำคัญ: MOU 2543 ึความเป็นมา 
 หมายเลขบันทึก: 533040
 เขียน:  
 ดอกไม้:  อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า

ความเห็น

 อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
 ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์