{{ kv.owner.fullname | truncate:15 }}
สมาชิก
แลกเปลี่ยน

"แปะตำปึง"

ต้นแปะตำปึง เป็นพรรณไม้ปลูกไม้ สรรพคุณด้านการรักษาหลากหลายบางคนรับประทานสด บางคนก็นำมาแปรรูปเป็นผักเคียงน้ำพริก


"ต้นแปะตำปึงต้นใหญ่ ยอดแหว่งเพราะครูนกตัดไปผสมกับไข่ทำไข่เจียว"

          "พี่นก รู้จักต้นนี้หรือเปล่า"  ครูนกหันไปตามเสียงเรียกของครูรุ่นน้องเอกฟิสิกส์ที่เพิ่งจะบรรจุเป็นครูได้ไม่กี่เดือน   พิศรูปพรรณสัณฐานไม่รู้จักน้องก็เลยเฉลยว่า
"ต้นแปะตำปึง"  คุยกันได้สักระยะน้องอีกคนวิชาเอกชีววิทยา "ที่บ้านน้องมี พี่นกเยอะเลย เดี๋ยวจะเอามาให้ไปปลูกที่บ้าน"  น้องๆบอกว่า จะทานสดก็ได้ จะนำไปหั่นทำหมวดข้าวยำก็ได้อีก
           หลังจากนั้นไม่นานครูนกก็ได้หอบต้นแปะตำปึงกลับบ้าน  วางไว้กับไม้อื่นๆ จนลืมไปปิดภาคเรียนได้มีเวลากลับมาสำรวจต้นไม้ใบหญ้ารอบบ้านพบว่า ต้นแปะตำปึง ครูนกกำลังงาม วันนั่นเลยจัดการตัดยอดอ่อนไปหั่นผสมกับไข่ทำไข่เจียว กลิ่นไม่หอมและไม่ฉุนออกกลิ่นแนวร้อนๆ เพื่อบรรเทาอาการหวัดของตนเอง  แล้วตั้งใจว่าจะย้ายกระถางและเปลี่ยนดินให้
           วันนี้ได้ฤกษ์งามยามดีตอนเช้าจัดการย้ายจากถุงดำลงกระถาง  เพิ่มดินอยากเห็นความงอกงามของต้นแปะตำปึงถึงขั้นมีดอก เพราะไปค้นข้อมูลเจอว่า มีดอกด้วย
           ข้อมูลที่ค้นได้น่าสนใจในด้านความหลากหลายของสรรพคุณ
                                                                  

                                              ต้นแปะตำปึง หรือจักรนารายณ์


              "แปะตำปึง" พรรณไม้จากเมืองจีน คนไทยตั้งชื่อใหม่ว่า "จักรนารายณ์" มีประโยชน์ทั้งเป็นอาหาร ใบมีสรรพคุณทางยามากมาย อาทิ ฟอกเลือด แก้หอบ แก้เบาหวาน ความดัน ภูมิแพ้ แก้ปวดหลัง ปวดเส้น แก้พิษแมลงกัดต่อย รวมถึงรักษาโรคเริมและงูสวัด เป็นต้น
              ชื่อวิทยาศาสตร์ Gynura divaricata DC. สูง 1-3 ฟุต อายุราว 1 ปี ลำต้นขนาดเล็กกลมสีเขียวเป็นปล้องๆ เป็นพืชล้มลุก
              ใบเป็นใบเดี่ยวออกเวียนสลับตามลำต้น ทรงรี โคนใบสอบ ปลายใบแหลม กว้าง 4-6 เซนติเมตร ยาว 6-10 เซนติเมตร ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย  
               ดอก ออกเป็นช่อสีเหลือง ประกอบด้วยดอกย่อยเล็กๆ อยู่รวมเป็นกระจุกที่ปลายกิ่ง คล้ายดอกดาวเรือง เวลาบานโคนดอกเป็นรูปถ้วยสีเขียว        สรรพคุณ   ของใบยา ได้แก่ จะฟอกเลือด  ปรับระบบเลือดให้ดีขึ้น  น้ำเหลืองจะดีขึ้น  รักษาแผลภายใน - ภายนอก  ชะล้างสารพิษภายในร่ายกายออกทาง (อุจจาระ  ปัสสาวะ  และทางตา)  ทำให้กินข้าวใด้นอนหลับอาการปวดต่าง ๆ ก็จะหาย  ระบบหายใจจะดีขึ้นไม่เหนื่อยหอบ  ขับลมแน่นภายในช่องท้อง  โรคที่ใบยาแปะตำปึง  ได้รักษาหายมาแล้ว  ได้แก่โรคเบาหวาน  ความดันสูง-ต่ำ  โรคหืดหอบ-ภูมิแพ้  โรคมะเร็งทุกชนิด  ริดสีดวงทวารหนัก  งูสวัด โรคเก๊า  ขับนิ่ว  แผลสะเก็ดเงิน  แผดฝีหนองทั่วไป  โรคหัวใจ  โรคโลหิตจาง  เนื้องอกต่าง ๆ ในไต  ปวดเหงือก  ปวดฟันแผลอักเสบ  ปวดท้องประจำเดือน  คอเรสเตอรอล  ไขมันในเส้นเลือด  ไทรอยท์  ปวดเส้น  ปวดหลัง  โรคกระเพาะ ดวงตาที่เป็นต้อ  ดวงตาอับเสบ  ขุ่นมัว  โรคผิวหนังทั่วไป  (สิว  ฝ้า  เป็นด่าง) <โรคเอดส์ถ้าทานใบยาก็จะมีผลให้สุขภาพดีขึ้น>  

                  วิธีการรับประทาน ใบสด  ควรรับประทานวันละ 1 ครั้ง  ประมาณ 2,3 หรือ 5 ใบ  เวลาที่ควรรับประทานใบยาที่ดีที่สุดคือ  ตี 5-7 โมงเช้า  เพราะลำไส้เริ่มทำงาน  ท้องยังว่างอยู่จะได้ผลเร็ว  ถ้าบางท่านที่ปวดเหงือก - ปวดฟัน ปากเป็นแผลลำคออักเสบ  ควรรับประทานใบยาในเวลากลางคืน (แปรงฟันให้เรียบร้อย)  ค่อยรับประทานใบยาเคี้ยวและอมทิ้งไว้สักระยะเวลาหนี่งแล้วค่อยกลืน  ผลที่จะได้รับคือ  ตื่นเช้าอาการปวดจะหายไป  จะขับถ่ายโล่งสบาย  จะมีขี้ตาออกมาเยอะหน่อย เพราะใบยาจะขับสารพิษออกทางตา  ถ้าใครปวดท้องและเป็นโรคกระเพาะให้รับประทานใบยาเดี่ยวนั้น  สักพักหนึ่งอาการปวดของโรคกระเพาะก็จะหายไป  ยังช่วยขับลมแก๊สที่แน่นในท้องออกด้วย  ยังสามารถนำใบยาแปะตำปึงใปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้อีก นอกเหนือจากรับประทานใบสดแล้ว ได้แก่ 


                 1.นำใบยามาทำเป็นอาหาร  เช่น แกงจืด (15-20 ใบต่อ 1 ท่าน)

                 2.นำมาพอกตาสำหรับคนที่ดวงตาเป็นต้อ  ดวงตาอักเสบ  ตามัว  นำใบยาประมาณ 7-8 ใบ  มาขยี้ หรือใช้ครกตำก็ได้ บีบน้ำยาใส่ที่ดวงตา  แบ่งใบยาเป็น 2 ส่วน พอกไว้  20-30  นาที  ค่อยล้างออก  ผลที่ได้รับคือ  ดวงตาจะสว่างขึ้น  แผลต่าง ๆ จะหายไป รวมทั้งต้อด้วย  ถ้าท่านใดเป็นมาก  ควรทำไว้สักระยะหนึ่ง 

                  3. ท่านที่เป็นริดสีดวงทวารหนัก  ควรทานใบสด  และควรนำใบยามาขยี้หรือตำให้ได้พอเหมาะยัดใส่ทวารหนัก  จำทำให้แผลหายเร็ว  ติ่งที่โผล่ยุบเลือดที่ออกก็จะหยุด  

                  การเก็บรักษาให้ได้นาน ถ้ามีใบยาที่แก่และเหลือง  นำมาล้างแล้วผึ่งให้แห้ง  นำมาปั่นหรือตำก็ได้  บีบน้ำยาใส่ถ้วย  นำไปนึ่งให้สุกปล่อยให้เย็นแล้วใส่ขวดเก็บไว้ในตู้เย็น เก็บไว้ใช้ได้นาน  ถ้าเป็นงูสวัด และแผลต่าง ๆ  ใช้น้ำยาทา  หรือนำใบยาสดมาตำพอกก็ได้  ตากแห้งทำใบชาได้

              จากข้อมูลเหล่านี้ครูนกคงต้องนำพืชชนิดนี้ไปแนะนำกับเด็กๆชุมนุมอนุรักษ์พืชสมุนไพรในท้องถิ่นภาคใต้ แม้จะไม่ใช่พรรณไม้บ้านเรา  
อ้างอิงจาก

-  ว็บไซด์คมชัดลึก

-  เว็บไซด์คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

 

· คำสำคัญ (keywords): happy ba8, พืชสมุนไพร
· เลขที่บันทึก: 506866
· อ่าน: แสดง · ดอกไม้: 11 · ความเห็น: 8 · สร้าง: 2012-10-26 15:51:02 +0700
· สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
แจ้งลบ
แจ้งลบ
Ico48
Tawandin
2012-10-26 20:32:21 +0700

สวัสดีค่ะคุณครูนก

ลืม "แปะตำปึง" ผักสมุนไพรที่ปลูกง่ายแสนง่ายไปสนิทเลยค่ะ

ช่วงอยู่บนตึกหลายปี มีเค้าเป็นหลัก เป็นผักสวนครัวลอยฟ้าค่ะ

พลอยเป็นไม้ประดับระเบียงไปด้วย เพราะกิ่งก้านห้อยย้อยลงไปสวยงามมากค่ะ

ฝรั่งต่างชาติผ่านมายังขอขึ้นมาดูเลยค่ะ (แต่จำเป็นต้องแบกกระถางลง เพราะหนักระเบียงเกินไป)

มีการเล่าต่อๆกันมาว่า เด็ดใบแปะตำปึงเคี้ยวตอนเช้าๆ วันละเพียงเจ็ดใบ ติดต่อกันสิบห้าวัน

จะป้องกันและรักษาอาการป่วย ได้หลายโรคตามข้อมูลของครูนี้หละค่ะ

แต่มีข้อควรระวังนิดหนึ่งค่ะ ถ้าทานมากไป เลือดจะเหลวค่ะ

เชียร์ ๆๆ ต้องหามาปลูกที่ต่างจังหวัดแล้วค่ะ

ขอบคุณมากนะคะ

 

เขาว่าดีมีประโยชน์

แต่ว่ายังไม่ได้ทดลองใช้งานอย่างเป็นทางการ

Ico48
Bright Lily
2012-10-26 20:49:45 +0700

มีปลูกในกระถางไว้สวยงามที่บ้านค่ะ ดีจริงๆ ค่ะ แต่ดิฉันไม่ชอบทาน กลิ่นแปลกๆ ค่ะ

Ico48
noktalay
2012-10-26 21:57:58 +0700

ขอบคุณ คุณTawandin ที่มาเติมเต็มจากประสบการณ์ตรง ครูนกยังไม่กล้าทานสดเพราะพื้นฐานเป็นคนเพิ่งมาหัดทานผักแปลกๆตอนอายุมากขึ้นนะค่ะ ต้องแทรกไปกับไข่เจียวไปก่อนค่ะ

Ico48
noktalay
2012-10-26 22:00:10 +0700

สวัสดีค่ะ อาจารย์โสภณ ลองแล้วได้ผลอย่างไรมาเล่ากันบ้างนะค่ะ

Ico48
noktalay
2012-10-26 22:00:45 +0700

ขอบคุณค่ะ คุณ Bright Lily ครูนกก็อยากเห็นดอกว่าจะสวย และคล้ายดาวเรืองหรือไม่ค่ะ

สุดยอดครับ

Ico48
kunrapee
2012-10-28 11:57:51 +0700

ไม่แน่ใจว่าเคยเหฌนรึป่าวค่ะครูนก

{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็น