การกีดกัน การศึกษาตามอัธยาศัยหรือการศึกษาตลอดชีวิต ไปสู่ชายขอบความรู้ ตอนที่ 2

 การกีดกัน การศึกษาตามอัธยาศัยหรือการศึกษาตลอดชีวิต ไปสู่ชายขอบความรู้ ตอนที่ 2

เมื่อตอนก่อนกล่าวถึงปัจจัยที่ทำให้ถูกกีดกัน วันนี้จะมาต่อกัน
ว่าทำไมกระบวนการเรียนรู้แบบนี้ได้ถูกกีดกัน ไปสู่ชายขอบความรู้
การศึกษาตามอัธยาศัยหรือการเรียนรู้ตลอดชีวิต ไม่ได้ใช้งบประมาณ
อะไรมากมาย แค่อ้างอิง การใช้ทรัพยากรของการศึกษาสองอันดับแรก
ก็มีทรัพยากรเหลือเฟือแล้ว  ไม่รวมพิพิธภัณฑ์ แหล่งเรียนรู้เอกชน
อะไรที่ไม่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก จึงไม่มีคนสนใจที่จะอยากทำ
คนมักสนใจทำอะไรที่ใหญ่ ๆ มีงบประมาณเยอะ ๆ มีรูปแบบวูบวาบ น่าสนใจ
แต่ไม่เข้าสู้การเรียนรู้จริง ๆ นั่นก็คือความสนใจของนักวิชาการ  ที่สร้างรูปแบบ
ให้จำกัดแค่หน้าที่ในห้องเรียน แค่กระบวนการเรียนของครูต่อนักเรียน
คนที่อยู่ระดับสูงก็จ้องเก็บแต่ ตัวเลข ผลการสอบจากการท่องจำ เพื่อจะได้
โฆษณาว่า โปรเจคนี้  มีความก้าวหน้า ถูกต้อง และดีแล้ว


ที่สำคัญ การศึกษาตามอัธยาศัย ไม่มีใครจัดได้  นอกจากผู้เรียน แบบนี้จึงไม่มีคน
ที่จะเป็นตัวแทนให้ การศึกษาเรียนรู้รูปแบบนี้จริง ๆ ก็อยู่ในชีวิตผู้คนอยู่แล้ว
เพียงแต่กระตุ้น  ให้ความสำคัญ ผ่านสื่อต่าง ๆ ให้เห็นพลังและความสำคัญ
หาเวที  หาช่องทางจากอินเตอร์เนต  ในการนำเสนอ จะพบว่ามีการจัดการความรู้
อย่างมากมายมหาศาล โดยเฉพาะชุมชนชาวบ้าน ขบวนการปราชญ์ชาวบ้าน
ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมอีกมากมาย  คนกลุ่มใหญ่ขนาดนี้ไม่มีปริญญา
แต่มีปัญญา  บางคนไม่ได้เรียนหนังสือ แต่ได้เรียนรู้และประสบความสำเร็จ
มีมากมาย  ต้องพิมพ์หนังสือให้เห็นได้ชัดเจน ถอดบทเรียนและประสบการณ์
ว่าเขาทำได้อย่างไร เขาคิดอย่างไร
 ยุคสมัยที่วิทยาศาสตร์ครอบงำสรรพสิ่ง  การศึกษาในรูปแบบก็รับเอาวิธีคิด
แบบวิทยาศาสตร์แบบเดิม ๆ เข้ามา คือ คนที่ฉลาดทางปัญญาต้องวัดด้วย
ตรรกะความคิด  จึงเกิดรูปแบบการวัดไอคิวเกิดขึ้น และก็สรุปอย่างบิดเบี้ยว
ในสังคมของอเมริกันยุคนั้นว่า คนขาวฉลาด คนดำโง่  เพราะข้อสอบไอคิว
ผลิตโดยคนผิวขาว และเหตุการณ์บริบทของคนผิวขาว
ต่อมาวิทยาศาสตร์ยุคใหม่เจริญขึ้นมีการศึกษาวิทยาการของสมองและปัญญา
โฮวาร์ด  การ์ดเนอร์   ได้นำเสนอปัญญาที่แตกต่างหลากหลายถึงแปดรูปแบบ
ซึ่งก็ขัดกับระบบการเรียนรู้ในรูปแบบ ที่มีปัญญาเพียงระบบเดียวคือ
ระบบตรรกะทางวิทยาศาสตร์  ซึ่งก็เป็นตัวชูโรงของยุคคลาสสิคทันสมัย
ปัญญาระบบนั้นก็คือ ระบบการท่องจำแล้วนำไปสอบ  ใครสอบได้สิบหรือ
ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ของห้องนั้นเก่ง  ใครเรียนวิทย์แล้วฉลาด  ใครเรียนศิลป์นั้นโง่
การกีดกันคนที่ฉลาดทางการกีฬา  ดนตรี ศิลปะ  ออกจากระบบการศึกษา
คนที่ฉลาดทางกีฬา ดนตรี ศิลปะ มักจะเป็นคนระดับกลาง ๆ ในโค้งปกติ
หากได้รับการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต อาจทำเขาเป็นอัจริยะด้านนั้น ๆ

ไอน์สไตน์  เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดเกี่ยวกับปัญญาชนิดนี้ การที่ไอน์สไตน์เป็นที่รู้จัก
ก็เพราะยุควิทยาศาสตร์คลาสสิค ทันสมัย ที่ครอบงำโลกอยู่ เขาจึงเป็นที่รู้จักในนาม
ของอัจริยะทางวิทยาศาสตร์  ทั้งที่เขาถูกประณามว่าโง่ และ ไม่สามารถเรียนจบได้
เขาเรียนไม่จบที่ประเทศเยอรมัน ต้องไปเรียนมัธยม และปริญญาที่สวิสเซอร์แลนด์
วิชาทางศิลปศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นภาษา วรรณกรรม เขาไม่ถนัดและสอบตบด้วยซ้ำไป

การที่การศึกษาที่นิยมกันมีเพียงระบบเดียว และไม่เข้าใจในปัญญาที่แท้จริง
ว่าไปแล้วก็เป็นการลงทุนที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ทีได้คนแค่สิบหรือยี่สิบเปอร์เซ็นต์
และเป็นคนที่ถนัดด้านตรรกะ คณิตศาสตร์  เข้ามาเป็นชนชั้นนำในสังคม  ทิ้งคนที่มี
ปัญญาอีกเจ็ดอย่างเอาไว้ท้าย ๆ   หากใช้การศึกษาตามอัธยาศัยที่ก่อรูปขึ้น
อาศัยพรหมวิหารทั้งสี่  เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา  ที่จะเข้าใจความแตกต่างของมนุษย์ ว่ามนุษย์นั้นมีความแตกต่างกันทุกด้าน ดังนั้นจะมีมีวิธีการอย่างหลากหลาย
รวมกลุ่มกัน เสริมพลัง หาแหล่งความรู้ แหล่งการพัฒนา ตามความถนัดของเขา
ให้เรียนรู้อย่างมีความสุข อย่างถนัด และ มีศักดิ์ศรี มีคุณค่า  แม้จะไม่ได้ใบอะไรสักใบเดียว
แต่เขาได้ทักษะปัญญาที่เขาต้องการเรียนรู้ 

ถ้าไม่ทำอย่างนี้แล้ว วิกฤติปัญหาต่าง ๆ จะรุนแรง สะสมเพิ่มมากขึ้น
ยกตัวอย่าง ปัญหาด้านสาธารณสุข การรวมศูนย์อำนาจของการบริหารความรู้ของสาธารณสุข
ทำให้คนป่วยพึ่งพาโรงพยาบาลมากขึ้น จะเห็นได้ว่ามีคนล้นโรงพยาบาล ทำให้แพทย์
และพยาบาลของรัฐทำงานอย่างหนักและเหนื่อยมากขึ้น   โรคเรื้อรังบางอย่างเช่นมะเร็ง
องค์ความรู้ของแพทย์วิทยาศาสตร์  ไม่สามารถจัดการให้หายขาดเหมือนกันโรคที่เกิดจาก
เชื้อโรคได้  หลายคนได้พึ่งตนเองในการรักษาพยาบาล ยกตัวอย่างปรากฎการณ์หมอเขียว
ที่ฟันธงว่า  หมอที่ดีที่สุด คือ ตัวคุณเอง

สำหรับการศึกษาก็เช่นกัน  สักวันหนื่งก็จะมีคนพูดว่า
ครูที่ดีที่สุด คือ  ตัวคุณเอง  และคนจะหันมาใช้การเรียนรู้ตลอดชีวิตหรือตามอัธยาศัย
เป็นเครื่องมือในการพึ่งตนเองในการเรียนรู้


 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 คำสำคัญ (keywords): เรียนรู้ตลอดชีวิต 
 หมายเลขบันทึก: 505447
 เขียน:  
 ดอกไม้:  ความเห็น:  อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ

ความเห็น

เพ็ญศรี
เขียนเมื่อ Sun Oct 14 2012 06:25:32 GMT+0700 (ICT)

ถูกต้องค่ะ ไม่ต้องไปจ้างติวที่ไหนด้วย ถ้าแค่ 60 %ของเด็ก เป็นครูของตนเอง......ไม่อยากคิด ปัจจัยสำคัญคือ พ่อ แม่ ยังเข้าใจผิด

บางท่านพูดว่า อยากกลับไปสอนลูกใหม่ ลืมสอนทักษะชีวิตให้ลูก

 อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
 ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์
 
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า