การประกอบ “สัมมาอาชีวะ” ในทางพระพุทธศาสนาไม่ว่าจะเป็นสาขาอาชีพใด ๆ สิ่งสำคัญที่ยิ่งใหญ่นั้นไซร้ต้องมี “ความซื่อสัตย์” เป็นบาทฐานแห่งการประกอบการงานทั้งปวงจึงจะทำให้กิจลุล่วงไปได้ด้วยความสวัสดี เป็นไปในคติที่ว่า “ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน” ดั่งในนิทานชาดกที่จะหยิบยกขึ้นมาเพื่อเป็นตัวอย่าง :

 

            กิระดังได้ฟังมาความว่าไว้.... ในอดีตกาลนานมาเกินกว่าจะระบุวันเวลาได้ ในสมัยนั้นท่านว่ามีพ่อค้าเร่ขายของอยู่สองนายจากเมืองเสริวรัฐ ได้เดินทางเพื่อนำเอาสินค้าของตนไปขายยังเมืองต่าง ๆ

            ว่าถึงอุปนิสัยใจคอของพ่อค้าทั้งสองคนนั้น ท่านว่าแตกต่างกันเป็นอย่างมาก

               เวฬุริยะ : เป็นพ่อค้าที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตน พูดจามีหลักการ สุภาพเรียบร้อย มีคุณธรรมสัตย์ซื่อ

               ปาวกะ   : เป็นพ่อค้าที่มีวาจาโผงผาง ชอบวางกล้ามกับคนที่อ่อนแอ และมีความโลภเกาะติดในจิตใจอย่างมากมายเป็นปฐมฐาน

           แต่ถึงกระนั้นคนทั้งสองก็ได้ร่วมอาชีพเป็นพ่อค้าเร่มาด้วยกันรวมทั้งร่วมทางในการค้าขายไปด้วยกันในทุกที่ตั้งแต่เริ่มต้นอาชีพมา สินค้าที่ทั้งสองนำไปขายส่วนใหญ่นั้น ได้แก่ เครื่องใช้ไม้สอยต่าง ๆ ที่จำเป็นในครัวเรือนรวมถึงเครื่องประดับต่าง ๆ ที่เจริญหูเจริญตาต่ออิสตรีทั้งหลาย เช่น กำไล สร้อยคอ ต่างหู ที่ทำด้วยแก้ว หิน ลูกปัด ทอง เงิน และโลหะผสมต่าง ๆ เป็นต้น ในการค้าขายสมัยนั้นจะมีเครื่องมือทำมาหากินที่สำคัญอันหนึ่งซึ่งพ่อค้าเร่จะพึงขาดเสียไม่ได้ก็คือ “ตาชั่งมือถือ” ซึ่งข้างหนึ่งถ่วงด้วยมาตรวัดน้ำหนัก บางทีก็เป็นก้อนหินหรือลูกเหล็กแทนน้ำหนักครึ่งกิโลกรัมหรือหนึ่งกิโลกรัม ส่วนอีกข้างหนึ่งใช้วางสินค้าที่จะขายเพื่อเปรียบเทียบน้ำหนัก ดูให้น้ำหนักของทั้งสองข้างเท่ากันก็เป็นอันว่าได้น้ำหนักของสินค้าที่จะขายนั้น

           จะว่าไปในสมัยก่อนพ่อค้าเร่ถือได้ว่าเป็นสีสันของชาวบ้าน ชาวเมืองที่อยู่ห่างไกลความเจริญหรือถิ่นทุรกันดาน  นาน ๆ ทีจะมีสินค้าที่เจริญหูเจริญตามาเยือนทำให้บรรดาแม่บ้าน รวมถึงสาวน้อย – ใหญ่ทั้งหลายพึงพอใจที่จะได้ยลและจับจ่ายซื้อหาเพื่อเป็นเจ้าของสินค้าสวย ๆ งาม ๆ และแปลกใหม่เหล่านั้น การซื้อขายส่วนใหญ่จะเป็นไปในลักษณะของการใช้เงินหรือว่าจะนำเอาของ (เก่า) ที่มีอยู่ในบ้านแล้วแต่ไม่เป็นที่ต้องการโดยเอามาแลกกับของใหม่ที่ดูสวยสะดุดตาต้องใจก็ได้ แล้วแต่จะตกลงกันให้เกิดความพึงพอใจในทั้งสองฝ่าย (ผู้ซื้อกับผู้ขาย)

        

          กาลเวลาผ่านไปในวันหนึ่งซึ่งพ่อค้าเร่ทั้งสองนายได้นำของ (สินค้า) ไปขายที่เมืองอริฏฐปุระ เมื่อเดินทางไปถึงแล้วพ่อค้าทั้งสองก็ตกลงกันดังเช่นที่เคยทำมาโดยการแยกย้ายกันไปขายของคนละทาง (ไม่ให้ทับเส้นทางทำมาหากินของกันและกัน) โดยที่ทั้งคู่ต้องอยู่ขายของที่นี่หลายวันกว่าจะครบทุกเส้นทางเนื่องจากเป็นเมืองใหญ่

           ผ่านไปในวันหนึ่งซึ่งพ่อค้าเร่ที่ชื่อปาวกะ ได้เข็นรถขายสินค้าของตนเร่ขายไปตามถนนสายหนึ่งของเมือง สายตาของเขาเหลือบไปเห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งกะคร่าว ๆ อายุคงราวไม่เกินสิบขวบกำลังนั่งเล่นอยู่หน้าบ้าน เขาพินิจพิจารณาเห็นว่าเป็นบ้านหลังใหญ่ถึงแม้จะแปรสภาพไปในทางที่เก่าและทรุดโทรมผุพังไปบ้าง แต่ก็ยังบ่งชี้ถึงอดีตได้ดีว่าน่าจะเคยเป็นบ้านของคนที่ดูดีมีฐานะ (เศรษฐีเก่า) เป็นแน่แท้ เมื่อแลดังนั้นจึงทำการตะโกนร้องเร่เสนอขายสินค้าที่ตนเองนำมาในอันที่คิดว่าจะเป็นที่พึงพอใจและปรารถนาของกุมาริกาผู้นั้นโดยมีสาระสำคัญที่ว่า

            “เครื่องประดับสวย ๆ งาม ๆ แปลกใหม่ใครเห็นเป็นต้องชอบและอยากได้ไว้เชยชมและประดับกายามาแล้วจ๊ะ”

            “เครื่องประดับสวย ๆ งาม ๆ แปลกใหม่ใครเห็นเป็นต้องชอบและอยากได้ไว้เชยชมและประดับกายามาแล้วจ๊ะ”...

     

          ฝ่ายกุมาริกาผู้เดียงสาต่อโลกแห่งวัตถุเมื่อจู่ ๆ มีพ่อค้าเร่ผ่านมาพรั่งพร้อมไปด้วยสินค้าอันตระการตาที่ยั่วยวนอายตนะได้ดีแท้อันได้แก่ เครื่องประดับ สร้อยคอ กำไล ที่วางเรียงรายมากมายอยู่ในรถเข็นของพ่อค้า โอ...อนิจจาด้วยกุมาริกาเคยเห็นเด็กรุ่นวัยเดียวกับตนสวมใส่กำไลซึ่งทำให้ลำแขนของหญิงสาวเหล่านั้นดูงดงามต้องตาน่าชมเสียนี่กระไร แม้แต่ตนเป็นหญิงด้วยกันยังประจักษ์แจ้งถึงความข้อนั้นไฉนกันหากแม้นว่าผู้ใดที่ได้เห็นจะมิเกิดความพึงพอใจ เมื่อคิดได้ดังนั้นเด็กหญิงก็ได้แต่คิดอยากที่จะได้แต่ก็เก็บเอาไว้ภายในใจเพียงลำพังเพราะยังไม่มีโอกาสและวาสนา แต่ทว่าวันนี้ความฝันที่เคยเฝ้าถวิลหามาช้านานได้คลืบคลานเข้าไปใกล้ในความเป็นจริงทุกขณะกับกำไลที่มีเรียงรายอยู่ตรงหน้า กุมาริกาจึงไม่สามารถที่จะหักห้ามใจในความอยากได้ของตนเองลงไป สุญญากาศทางสติได้คลืบคลานเข้ามาหาความเดียงสาของเด็กน้อย เธอรีบปล่อยของเล่นชิ้นเก่าที่กำลังถืออยู่ในมือแล้วรีบวิ่งเข้าไปรบเร้ายายในทำนองที่ว่า

        “ยายจ๋า...ยาย หนูเห็นกำไลสวยงามอยู่พวงหนึ่ง หนูอยากได้ ยายใจดี๊ดีซื้อกำไลให้หนูทีนะจ๊ะ”...

        ฝ่ายยายเมื่อเห็นหลานสาวอันเป็นที่รักดั่งดวงใจได้รบเล้าและไหว้ขอร้องอ้อนวอนก็ได้แต่ถอนหายใจ เอามือเหี่ยวย่นที่ทรุดโทรมไปตามสังขารลูบที่ศีรษะของหลานเบา ๆ และกล่าวกับกุมาริกาว่า

       “นางฟ้าตัวน้อยของยายจ๊ะ หนูดูงดงามทั้งภายนอกภายในโดยไม่ต้องอาศัยกำไลหรือเครื่องประดับเหล่านั้น และที่สำคัญฐานะของเราตอนนี้ยากจนข้นแค้นยิ่งนัก อย่าว่าแต่กำไลพวงหนึ่งเลยแม้แต่เพียงกึ่งพวงยายก็จนปัญญา ลำพังเพียงจะหาอาหารมาประทังชีวิตเลี้ยงปากเลี้ยงท้องของเราทั้งสองก็ดูสุดแสนจะลำบากหนักหนา”

         ฝ่ายกุมาริกาถึงแม้ว่าจะเข้าใจในฐานะแต่ทว่าเมื่อถูกตัณหาความอยากได้เข้าครอบงำนำพา ยิ่งเพ่งพินิจถึงความสวยงามของกำไลก็สุดที่จะห้ามใจเอาไว้ได้...ไหนจะเป็นกำไล ไหนจะเป็นต่างหู ไหนจะเป็นสร้อยคอ ซึ่งล้วนแล้วแต่สร้างความพึงพอใจให้เธอเป็นอย่างมาก เมื่อความต้องการไม่ได้รับการสนองตอบเพราะถูกตีกรอบจากฐานะทางการเงิน เด็กหญิงจึงพยายามมองหาส่วนเกินสิ่งของเครื่องใช้ภายในบ้านที่ไม่ต้องการเพื่อที่จะได้นำไปแลกกับสินค้าที่ตนเองปรารถนา

         “ยายจ๋า...หนูจำได้ว่าในบ้านของเรามีถาดเก่า ๆ อยู่ใบหนึ่งซึ่งไม่ได้ใช้ หากเก็บเอาไว้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ถ้ายังไงเราเอาถาดเก่าใบนั้นที่ไม่ต้องการใช้ไปแลกกับกำไลได้ไหมจ๊ะยาย”

        เมื่อได้รับอนุญาตจากผู้เป็นยายหัวใจของกุมาริการู้สึกได้ว่าพองโตด้วยความปีติที่จะได้กำไลสมใจปรารถนา จึงรีบวิ่งถลาไปหยิบถาดใบเก่านั้นมาให้ยายพร้อมทั้งออกไปเชื้อเชิญพ่อค้าเร่ให้เข้ามาในบ้านของตน ฝ่ายยายก็กุลีกุจอหาผ้าที่พอมีอยู่มาปูไว้ให้พ่อค้าเร่ได้นั่งและสั่งผู้เป็นหลานสาวให้เอาน้ำมารับรองเขา หลังจากที่กล่าวทักทายปราศัยกันตามธรรมเนียมแล้ว ผู้เป็นยายก็เสนอขายถาดเก่า ๆ หนึ่งใบเพื่อแลกกับกำไลที่หลานสาวของตนอยากได้

 

          ฝ่ายปาวกะพ่อค้าเร่ผู้ช่ำชองด้านวาณิชเพ่งพินิจพิจารณาถาดใบเก่าที่อยู่ตรงหน้า พร้อมกับยกถาดขึ้นมาดู พลันแรกสัมผัสก็รู้สึกได้ว่าถาดนี้ไม่ธรรมดา เพราะว่ามีน้ำหนักมากกว่าถาดโลหะที่ดูด้อยค่าโดยทั่วไปที่เขาเคยสัมผัสมา โอ...ถาดนี้หนาสงสัยน่าจะเป็นถาดทองเป็นแน่แท้ แต่ก็ยังไม่แน่ใจเท่าใดนัก เพื่อให้เกิดความประจักษ์เราจักต้องพิสูจน์ให้เห็นกับตา ว่าแล้วเขาก็ร้องขอน้ำดื่มอีกแก้วเพื่อเบนความสนใจของสองยายหลาน ระหว่างนั้นเขาก็พลิกถาดคว่ำลงและเอาเข็มขูดที่หลังถาด ด้วยสายตาที่ชาญฉลาดและช่ำชองของเขา ก็เข้าใจได้ในทันทีว่าเป็นถาดทอง!

          หัวสมองเจ้าเล่ห์ของเขาเริ่มทำงานในทันที...ดี! ที่หญิงแก่และกุมาริกาไม่รู้ค่าว่าสิ่งของที่มีค่าของพวกตนเป็นถาดทอง เราจะต้องหาอุบายหลอกคนทั้งสองเพื่อให้ได้ครอบครองถาดทองใบนี้โดยที่ไม่ต้องเสียอะไรหรือแม้แต่เครื่องประดับสักเพียงชิ้นเดียว! เพียงเสี้ยวอึดใจไม่กี่นาทีเขาทำทีเพ่งพินิจพิจารณาถาดอีกสักครู่ จู่ ๆ เขาก็แสร้งขมวดคิ้วและทำตาโตพร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงที่โมโหเมื่อเงยหน้าขึ้นมาว่า

         “ถาดใบนี้ไม่มีราคาค่างวดอะไร! ขายไม่ได้แม้กึ่งมาสก แม้ยกให้ฟรี ๆ ก็ยังต้องคิดหนัก...เสียเวลาทำมาหากินจริง ๆ เลย” เขาสบถออกมาพร้อมกับโยนถาดใบนั้นทิ้งไปบนพื้นดินอย่างไม่สนใจใยดี โดยที่ปาวกะหารู้ไม่ว่าได้โยนเอาดวงใจน้อย ๆ หนึ่งดวงพ่วงลงไปพร้อมด้วย!  เสร็จสรรพเขาก็ลุกขึ้นเข็นรถขายของออกไปในทันใด ขณะที่ในใจก็เฝ้าครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลาว่าจะหาหนทางอย่างไรให้ได้ถาดทองคำใบนั้นฟรี ๆ โดยที่ไม่ต้องเสียทรัพย์อะไรไปเลย

           อันที่จริงจะว่าไปในความหลังครั้งก่อนนั้น หลานกับยายไม่ใช่คนยากไร้แต่ทั้งสองเป็นผู้เกิดในตระกูลเศรษฐีที่มั่งคั่ง ทว่าด้วยเคราะห์กรรมบางอย่างที่เกิดขึ้นกับตระกูลนี้ทำให้คนอื่น ๆ ล้มหายตายจากรวมทั้งทรัพย์สมบัติทั้งหลายก็หมดสิ้นไปด้วย คงเหลือเพียงแค่ผู้เป็นยายกับหลานสาวทั้งสองที่ต้องดำเนินชีวิตด้วยการรับจ้างคนอื่นเพื่อหาเงินมายังชีพไปวัน ๆ

           ว่าถึงถาดทองใบนั้นเล่ากล่าวกันว่าเป็นถาดที่มหาเศรษฐีเคยใช้สอยมาในสมัยที่มั่งคั่ง ก่อนที่ยายของกุมาริกาจะมาสู่เรื่อนของสามี ถาดทองมีอยู่มากมายหลากหลายเมื่อครั้งที่ครอบครัวยังเฟื่องฟู ทำให้บางถาดถูกเก็บเอาไว้ปะปนรวมกับภาชนะใช้สอยอื่น ๆ เมื่อครั้นผ่านไปในนานวันไม่ได้นำออกมาใช้ทำให้เศษฝุ่นและเขม่าจับจนฝังแน่น เนื้อทองจึงหมองไปจนดูไม่ออกว่าเป็นของที่มีค่า

            ปาวกะจากไปไม่นานนัก เวฬุริยะเพื่อนร่วมอาชีพพ่อค้าเร่ขายของในถนนอีกสายหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนักนัยว่าเป็นถนนที่ทะลุถึงกันได้ เมื่อเสร็จกิจจากการขายของที่ถนนเส้นนั้นแล้วบังเอิญเดินเข็นรถทะลุเส้นทางมาทับบนเส้นทางเดียวกันกับปาวกะโดยที่ไม่มีเจตนา พ่อค้าหนุ่มเข็นรถผ่านเรื่อยมาจนกระทั่งถึงหน้าบ้านของสองยายหลาน เขาเหลือบไปเห็นอาการของกุมาริกาที่ยืนหน้าเศร้าอยู่รั้วบ้าน เวฬุริยะจึงส่งยิ้มให้เพื่อเป็นการทักทายด้วยเป็นคนที่มีจิตใจดีอยู่ในตัว กุมาริกาถึงแม้ว่าจะมีอารมณ์ที่ขุ่นมัวจากการที่ไม่สมอารมณ์หมายในกำไลที่อยากได้ แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มของผู้ใหญ่ที่ใจดีนั้นก็พลันยิ้มตอบและสายตาใสซื่อบริสุทธิ์ก็เหลือบไปเห็นกำไลในรถของเขา จิตใจที่เหี่ยวเฉาเมื่อสักครู่อยู่ ๆ ก็พองโตขึ้นมาอีกเพราะความอยากได้

           “น้าจ๋า...น้ารออยู่ตรงนี้ก่อนนะจ๊ะหนูจะไปบอกยายให้ซื้อกำไลให้หนู” พูดจบหญิงสาวก็วิ่งเข้าไปในบ้านอีกครั้งด้วยความหวังทีเต็มเปี่ยมเหมือนครั้งก่อนเพื่อรบเร้ายายให้ซื้อกำไลให้ ฝ่ายยายเมื่อเห็นท่าทางของหลานสาวที่อยากได้ก็ยิ่งสงสารจับใจ แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง...นอกจากพูดในทำนองปลอบใจไปว่า

           “นางฟ้าตัวน้อยของยายจ๊ะ พ่อค้าเร่คนก่อนเพิ่งจะบอกว่าถาดใบเก่าของเราไม่มีราคาค่างวดอะไรพร้อมกับโยนมันทิ้งไป ตอนนี้ยายก็ไม่รู้จะเอาอะไรไปแลกกำไลให้กับหนู...ดูท่ายายว่าหนูควรตัดใจจากกำไลซะเถอะหลาน”

            ความต้องการที่อยากจะได้กำไลด้วยจิตใจใสซื่อบริสุทธิ์ เด็กหญิงจึงหยุดคิดเพื่อมองหาสิ่งของมีค่าอย่างอื่นเพื่อนำไปแลกกับกำไล แต่ก็ไม่มีความกระจ่างปรากฏขึ้นในหัวสมองน้อย ๆ เธอจึงค่อย ๆ อ้อนวอนกับยายใหม่อีกครั้งว่า

           “ยายจ๋า...ถึงแม้ว่าถาดเก่าใบนั้นจะไม่มีค่า แต่ดูจากท่าทางแล้วพ่อค้าเร่คนนี้น่าจะมีจิตใจที่ดีกว่าพ่อค้าเร่คนก่อน ถ้ายังไงเราลองอ้อนวอนเขาดูไหมจ๊ะ เผื่อว่าเขาจะสงสารและเห็นใจรับแลกกำไลกับถาดเก่าของเรา”

           ด้วยความเวทนาและสงสารหลานจับใจที่อยากได้กำไลเป็นเครื่องประดับเหมือนเด็กข้างบ้าน

          “ถ้าอย่างนั้น หลานออกไปเรียกเขาเข้ามาในบ้านลองดูก็ได้จ๊ะ” ผู้เป็นยายพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่มั่นใจนัก

           ฝ่ายกุมาริการีบวิ่งไปเก็บถาดเก่าใบนั้นมาให้ยาย แล้วก็ออกไปเชื้อเชิญเวฬุริยะพ่อค้าเร่ผู้ใจดีให้เข้ามาในบ้าน เมื่อเข้ามาพูดจาทักทายปราศัยกันตามธรรมเนียมแล้ว ผู้เป็นยายก็ได้ยื่นถาดใบนั้นให้แก่พ่อค้าหนุ่มคนใหม่พร้อมกับแจ้งเงื่อนไขความประสงค์ของตนว่าจะขอแลกถาดเก่าหนึ่งใบกับกำไลหนึ่งพวง

 

            เวฬุริยะพ่อค้าเร่ที่มีจิตใจสัตย์ซื่อ เมื่อถือถาดใบนั้นมาพิจารณาแล้วก็รู้ได้ว่าเป็นถาดทอง จึงพูดขึ้นในทำนองที่ว่า

          “คุณยายครับเห็นที่เงื่อนไขดังกล่าวผมคงจะรับไว้ไม่ได้” เขาหยุดเว้นระยะในขณะที่หัวใจของสองหลานยายเหมือนแตกสลายไปต่อหน้า ดวงน้อยนั้นแตกสลายเพราะไม่ได้สิ่งของต้องประสงค์ดังใจในขณะที่ดวงใหญ่แตกสลายเพราะความสงสารหลานสาวจับใจ!

           เมื่อเวฬุริยะดื่มน้ำเพื่อดับกระหายแล้วเขาจึงพูดต่อว่า “ที่ผมพูดอย่างนั้นก็เพราะว่า ถาดใบนี้เป็นถาดทองคำ! มีค่าตั้งเป็นแสนกหาปณะ อย่าว่าแต่กำไลหนึ่งพวงเลยแม้แต่สินค้าทั้งหมดในรถของผมก็มีค่าไม่เท่าถาดทองใบนี้!”

           ทันทีที่ผู้เป็นยายได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกสับสนและตกใจจนคาดไม่ถึง พ่อค้าคนหนึ่งบอกว่าถาดใบนี้ไม่มีราคาค่างวดอะไร ในขณะที่อีกคนหนึ่งบอกว่าเป็นถาดทองคำ ทำให้ในหัวสมองของยายเกิดความสับสนมากมายจึงได้แต่คิดว่า ‘ไม่เป็นไรในเมื่อเรามีจิตใจที่บริสุทธิ์เห็นทีปัญหานี้ควรที่จะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพ่อค้าหนุ่มคนนี้จะดีกว่า” จึงตัดสินใจพูดขึ้นว่า

           “พ่อหนุ่มจ๊ะ ก่อนหน้านี้มีพ่อค้าเร่คนหนึ่งผ่านมาเขาตีราคาถาดนี้ว่ามีค่าไม่ถึงแม้แต่กึ่งมาสกและโยนถาดนี้ทิ้งไป แต่ทว่าถาดใบนี้กลับกลายไปเป็นถาดทองคำขึ้นมาเมื่ออยู่ในมือที่มีบุญของท่าน เราสองยายหลานไม่มีความต้องการในประโยชน์ของถาดใบนี้เห็นทีว่าจะยกให้กับท่านเพื่อแลกกับอะไรก็ได้ที่ท่านเห็นสมควร”

           เวฬุริยะพ่อค้าหนุ่มที่ซื่อสัตย์เมื่อได้ฟังดังนั้นก็ดีใจในความเอื้ออาทรของคุณยาย จึงได้หยิบเงินทั้งหมดที่มีติดตัวอันเกิดจากการค้าขายมานับได้ทั้งหมด ๕๐๐ กหาปณะรวมทั้งสินค้าของตนที่มีเหลืออยู่ซึ่งประมาณค่าได้อีก ๕๐๐ กหาปณะ เขาจึงยกเงินและสิ่งของทั้งหมดให้กับยายหลานเพื่อแลกกับการเป็นเจ้าของในถาดทองใบนั้น โดยขอเพียงตาชั่งกับถุงและขอเงินติดตัวไว้ ๘ กหาปณะเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับบ้าน

           เมื่อตกลงกันได้ดังนั้นก็เกิดการแลกเปลี่ยนที่สร้างความพึงพอใจให้กับทั้งสองฝ่าย โดยยายกับหลานได้เงินกับรถเข็นรวมทั้งสินค้าที่เหลือทั้งหมดไป ส่วนฝ่ายเวฬุริยะพ่อค้าหนุ่มก็ได้ถาดทองคำใบนั้นอันเป็นผลที่เกิดจากความซื่อสัตย์ในอาชีพของตน หลังจากนั้นเขาได้เร่งรุดไปยังฝั่งแม่น้ำนีลพาหะ เพื่อที่จะจ้างเรือเป็นเงินจำนวน ๘ กหาปณะกลับไปสู่เมืองเสริวรัฐอันเป็นปิตุภูมิมาตุคามของเขา

            ครั้นกล่าวถึงฝ่ายชายหนุ่มปาวกะพ่อค้าเร่ร่วมอาชีพอีกคนที่ในใจสารวนเฝ้าคิดแต่จะพิชิตเอาถาดทองมาเป็นของตนโดยไม่ยอมสูญเสียอะไรเลย ทำให้ตลอดเส้นทางที่ผ่านมาไม่ได้ค้าขายสินค้าอะไรเลยสักชิ้น เพราะในใจเฝ้าถวิลหาแต่ถาดทอง แต่เพราะต้องการที่จะสร้างอำนาจการต่อรองจึงจำต้องทำทีเป็นเดินหนีจากมาอย่างไม่สนใจใยดี ครั้นผ่านมาได้สักพักก็ยอมหักใจที่จะสูญเสียของมีค่าแต่เพียงเล็กน้อยบางอย่างเพื่อแลกกับถาดทองคำใบนั้นจึงหวนกลับไปยังบ้านของยายหลานทั้งสองอีกครั้ง แล้วพูดขึ้นว่า

          “เอาหละ... ไหน ๆ วันนี้ฉันก็ขายของได้กำไรมากมาย...ฉันนั้นเป็นคนใจดีเลยอยากทำบุญสงเคราะห์คนแก่กับเด็กสักครั้ง โดยจะยอมให้ของแก่ท่านบางอย่างเพื่อแลกกับถาดอันอุบาศก์ใบนั้น”

          ครั้นเมื่อหญิงชราได้ยินได้ฟังดังนั้นก็พูดสวนกลับไปว่า

         “หนอยแนะ...เจ้าพ่อค้าใจคดยังมีหน้ามาพูดปดอย่างไม่อาย ถาดทองใบนี้มีค่าอย่างมากมายกว่าแสนกหาปณะ แต่เจ้ากลับตีราคาให้ไม่ถึงกึ่งมาสก พวกเราได้ยกถาดทองให้กับพ่อค้าเร่ท่านหนึ่งซึ่งมีใจสัตย์ซื่อถือคุณธรรมโดยแลกกับเงิน ๕๐๐ กหาปณะและสินค้าทั้งหมดของเขา” พูดจบหญิงชราก็ได้ชี้นิ้วให้ดูรถเข็นสินค้าที่ข้างบ้านของตนนั้น

          ทันทีที่ได้รับรู้เรื่องราวปาวกะถึงกับเข่าอ่อน หมดแรง หน้ามืดคล้ายจะเป็นลม เสียงแห่งความขมขื่นตะโกนก้องร้องอยู่ในใจ ‘โอ...ถาดทองของข้าอันมีค่ามากมายเจ้าได้มลายหายไปแล้วหรือนี่ ไม่จริง...มันไม่จริง’ ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้นทั้งเจ็บใจและเสียดายทำให้อุณหภูมิโทสะในร่างกายลุกโชนจนทะลุจุดเดือด เขาได้ขว้างเงินทองรวมทั้งสิ่งของทั้งหมดทิ้งไปอย่างคนเสียสติพร้อมทั้งตีอกชกตัวอย่างคนบ้าคลั่งแล้วหันหลังออกวิ่งไปโดยมีจุดหมายปลายทางที่ฝั่งแม่น้ำนีลพาหะ เมื่อมาถึงเห็นเวฬุริยะนั่งอยู่ในเรือที่กำลังลอยอยู่กลางน้ำ จึงตะโกนร้องเรียกให้นายเรือกลับมารับเขาไปด้วยคนแต่ก็จนด้วยปัญญาเมื่อเรือไม่มีทีท่าว่าจะหวนกลับมารับเขา เรือลำน้อยค่อย ๆ เคลื่อนห่างออกไปประหนึ่งคล้ายหัวใจของปาวกะจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ เขายังเฝ้าตะโกนอย่างสุดเสียงอยู่อย่างนั้นด้วยความอาฆาตและเจ็บใจ จนในที่สุดความอัดอั้นตันใจที่รุนแรงก็แปลงค่าออกมาเป็นการกระอักโลหิตทำให้เขาเสียชีวิตอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำดังกล่าวนั่นเอง

 

จะเห็นได้ว่าจากนิทานชาดกที่หยิบยกมาเป็นตัวอย่างดังกล่าว การประกอบสัมมาอาชีพ (ค้าขาย) โดยสุจริตต่อลูกค้านำพามาซึ่งความสวัสดีมากกว่าความคิดคดทุจริตที่จ้องแต่จะเอาเปรียบลูกค้า หรือเข้าทำนองสุภาษิตที่ว่า “โลภมากมักลาภหาย” เมื่อมองในสังคมเศรษฐกิจยุคปัจจุบันนั้นความซื่อสัตย์ถือเป็นจริยธรรมขั้นพื้นฐานที่พึงมีของผู้ประกอบ “สัมมาอาชีวะ” นอกจากจะทำให้ตนเองและสังคมบรรลุถึงซึ่งความสวัสดีมีศานติสุขแล้วยังมีความสัมพันธ์อันเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดทั้งทางตรงและทางอ้อม

             ปรัชญาการทำธุรกิจโดยส่วนใหญ่ที่เข้าใจตรงกันก็คือ “ใช้ต้นทุนต่ำสุด เพื่อให้ได้กำไรสูงสุด” ในการทำธุรกิจหากผู้ประกอบการเห็นแก่ตัวโดยขาดความซื่อสัตย์ต่อสัมมาอาชีพของตนเองแล้วอาจจะทำทุกวิถีทางที่จะทำให้ธุรกิจของตัวเองบรรลุสู่จุดหมายดังกล่าว เช่น อาจจะใช้วัตถุดิบคุณภาพต่ำบางชนิดเพื่อผลิตสินค้าหรืออาจจะใช้สารเคมีปนเปื้อนต่าง ๆ เพื่อลดต้นทุนในการผลิต เมื่อผู้บริโภคเสพสินค้าดังกล่าวก็จะได้รับสินค้าที่มีคุณภาพต่ำกว่าราคาที่ต้องจ่ายไปหรือในบางกรณีอาจมีผลต่อชีวิตหากได้รับสารเคมีที่อันตรายจากการบริโภคสินค้าที่มีสารปนเปื้อนดังกล่าว และที่สำคัญหากผู้ประกอบการเหล่านั้นส่งสินค้าออกไปขายยังต่างประเทศก็อาจจะส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม โดยที่ประเทศผู้นำเข้าเหล่านั้นอาจจะระงับหรือมีการตั้งเงื่อนในการนำเข้าเพิ่มขึ้นรวมทั้งขั้นรุนแรงอาจจะยกเลิกการนำเข้าสินค้าที่มีปัญหาประเภทดังกล่าวทั้งหมดจากประเทศไทย มีผลทำให้สูญเสียรายได้จากการส่งออกตามมาซึ่งแน่นอนที่สุดก็จะต้องส่งผลกระทบต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องภายในประเทศโดยตรงรวมทั้งกระทบต่อการจ้างงานของอุตสาหกรรมตามมา และสิ่งสำคัญประเทศไทยมีสัดส่วนของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจหรือจีดีพีที่พึ่งพาภาคการค้าต่างประเทศมากกว่าร้อยละ ๗๐ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product) ดังนั้นเมื่อมีปัญหาทางด้านภาคการส่งออกจึงส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

              ในด้านของจริยธรรมความซื่อสัตย์และโปร่งใสดังกล่าวจากข่าวสารที่มีมาในอดีตเฉกเช่นกรณีของธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ (BBC) ที่เกิดคดีการยักยอก ฉ้อโกงผสมโรงกันทั้งนักธุรกิจและนักการเมืองบางกลุ่มที่ลุ่มหลงในการแปลงค่าเงินตรามาเป็นอำนาจเพื่อใช้ผูกขาดในผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง จึงเกิดการทุจริตฉ้อโกงกันมากมายมหาศาลหลายหมื่นล้านบาท นำไปสู่การล้มละลายและสร้างความเสียหายให้กับระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศดังที่เป็นข่าวคึกโครมเมื่อกว่าทศวรรษที่ผ่านมา หรือแม้แต่สหรัฐอเมริกาประเทศที่บูชา “ธรรมมาภิบาล” เป็นต้นแบบถึงกับเที่ยวเทศนาให้นานาประเทศยึดติดถือมั่นในหลักธรรมภิบาลดังกล่าว ก็ยังมีข่าวของการเกิดปัญหาจริยธรรมทางด้านของความซื่อสัตย์โปร่งใสในองค์กรธุรกิจดังเช่นกรณีของบริษัทเอนรอนซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ทางด้านพลังงานที่จดทะเบียนในตลาดหุ้น โดยได้รับการยกย่องในขณะนั้นว่าเป็นบริษัทที่มีการเจริญเติบโตทางด้านผลประกอบการที่ดีที่สุดและได้รับรางวัลบริษัทยอดเยี่ยมในตลาดหุ้นถึงห้าปีซ้อน! แต่แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นกับบริษัทเอนรอนนั้นได้สร้างความฉงนงุนงงอย่างไม่น่าเชื่อเมื่อเกิดล้มละลายลงภายในไม่กี่ปีและที่น่าอัปยศที่สุดคือเป็นการล้มละลายจากระบบทุนนิยมที่เล่นพรรคเล่นพวก ทุจริตเพื่อผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องเป็นไปในลักษณะของการตกแต่งตัวเลขทางบัญชีเพื่อปั่นราคาหุ้นให้สูงขึ้นซึ่งราคาหุ้นยิ่งสูงเท่าไหร่ก็ยิ่งสร้างกำไรและความมั่งคั่งให้กับกลุ่มนายทุนเท่านั้น ท้ายที่สุดก็พังทลายลงท่ามกลางซากปลักหักพังของตัวเลขที่ถูกปั่นขึ้นไป และที่สำคัญกลุ่มนักวิเคราะห์ต่าง ๆ ของสหรัฐอเมริกาในขณะนั้นยังเชื่อว่ามีบริษัทอื่นที่มีการตบแต่งบัญชีเหมือนกับกรณีเอนรอนอีกเป็นจำนวนมาก...

 

           ถ้าจะพูดถึงรากเง้าแห่งปัญหาจากกรณีตัวอย่างที่ผ่านมาก็สรุปได้ว่าเกิดจาก กิเลส เป็นกิเลสที่นำไปสู่ความอยากและความอยากก็จะนำไปสู่การกระทำที่ตอบสนองแห่งความอยากนั้นจนท้ายที่สุดก็นำไปสู่ผลอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งจะได้รับจากการกระทำนั้น ๆ โดยธรรมมาภิบาลภาษาตะวันตกใช้คำว่า Good Governance หรือถ้าเป็นบริษัทเอกชนจะเรียกว่า Good Corporate Governance ซึ่งหากดูความหมายจากคำดังกล่าวกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วจะเน้นหนักในเรื่องการดำเนินการในด้านบริหารจัดการที่ดีซึ่งก็คือ ความซื่อสัตย์สุจริตเปิดเผยโปร่งใสสามารถตรวจสอบได้และมีความชอบธรรมตามกฎหมาย แต่ในขณะที่หากมองตามหลักพระพุทธศาสนานั้น ธรรมาภิบาล ในแง่ของความหมายจะลึกซึ้งมากกว่าเพราะจะลงลึกไปถึงในด้านของคุณธรรมและจริยธรรมของหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และองค์กรต่าง ๆ สิ่งที่แน่นอนที่สุด คือ ถ้าการกระทำใด ๆ ถูกต้องตามหลักศีลธรรมมีคุณธรรมและจริยธรรมแล้วย่อมนำไปสู่การบริหารงานที่โปร่งใสตรวจสอบได้และถูกต้องตามกฎหมาย แต่ในขณะเดียวกันการกระทำใด ๆ ที่ซื่อสัตย์ โปร่งใส ตรวจสอบได้และถูกกฎหมายก็ไม่ใช่ว่าจะมีคุณธรรมและจริยธรรมเสมอไป เพราะ Good Governance หรือ Good Corporate Governance ของตะวันตกมองความถูกต้องในด้านของสิ่งที่สามารถจับต้องได้ภายนอกซึ่งก็คือภาพมายาหรือสิ่งสมมติในด้านของตรรกะตัวเลข ซึ่งไม่ได้ให้ความสำคัญถึงวิธีการที่ได้มาว่าเป็นอย่างไร ซึ่งถ้าหากเห็นว่าบรรลุซึ่งเป้าหมายตรงกันแล้วก็ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องถูกกฎหมายและรวมถึงบอกว่าเป็นสิ่งที่ชอบธรรมไปด้วยในท้ายที่สุด

 

********************************************************************************************************************

 

ผู้เขียนเรียบเรียงขึ้นมาใหม่...ในเดิมทีท่านว่าชื่อพ่อค้าทั้งสองคือ ‘เสรีวะ’ โดยคนหนึ่งเป็นคนโลภและอีกคนเป็นคนซื่อสัตย์

 

มาสก ถือได้ว่าเป็นหน่วยเงินตราในสมัยพุทธกาล

              ๒๐ มาสก   เท่ากับ   ๑ กหาปณะ

โดยที่        ๕ มาสก   เท่ากับ   ๑ บาท    ดังนั้น     ๔ บาท     เท่ากับ   ๑ กหาปณะ