สมาชิก
แลกเปลี่ยน

ฉันทะกับตัณหา และ กรรมกับกิริยา

มีคำที่น่าสนใจอยู่ ๔คำ ที่เกี่ยวเนื่องกัน คือ ฉันทะ, ตัณหา, กรรม และ กิริยา

ฉันทะ นั้น แปลตามพจนานุกรม มคธ ไทย ว่า สภาพผู้อาศัยจิตนอนอยู่, ความตั้งใจ, ความพอใจ, ความชอบใจ, ความปรารถนา, ความต้องการ, ความอยาก, ความอยากได้, ความมุ่งหมาย, ความยินดี, ความรัก, ความใคร่, ความสมัคร, ความสมัครใจ, ความเต็มใจ, ความอยู่ในอำนาจ, อัธยาศัย, ตัณหา, พระเวท.*

อรรถกถาจารย์ได้แบ่งฉันทะเป็น ๓ ประเภท คือ**

๑.กัตตุกัมยตาฉันทะ แปลว่า ความพอใจคือความที่แห่งตนเป็นผู้ใคร่เพื่ออันทำ ฉันทะคือความใคร่เพื่อจะทำ เป็นฉันทะที่เป็นกลางๆ ไม่ดี ไม่ชั่ว เข้าได้ทั้งกุศลและอกุศล แต่โดยทั่วไปท่านจัดเข้าเป็นฝ่ายดี

๒ตัณหาฉันทะ ฉันทะคือตัณหา หรือ ฉันทะที่เป็นฝ่ายตัณหา เป็นฝ่ายชั่วหรืออกุศล

๓.กุศลธรรมฉันทะ ฉันทะในกุศลธรรม เป็นฝ่ายกุศล ฝ่ายดี บางทีเรียก ธรรมฉันทะ หรือ กุศลฉันทะ

มีข้อพิจารณาคือ หากฉันทะใด เป็นความใคร่เพื่อจะทำให้สิ่งนั้นอยู่ในภาวะสมบูรณ์ เพื่อความดีงามของสิ่งนั้นเอง ฉันทะนั้นก็จัดเป็นกุศล

ส่วนฉันทะใดเป็นความใคร่เพื่อให้ตนเป็นผู้ได้ผลประโยชน์ เป็นความต้องการเพื่อตัวตน ฉันทะนั้นก็จัดเป็นตัณหา

โดยทั่วไป เรามักเรียกฉันทะที่เป็นกุศลว่า ฉันทะ และเรียกฉันทะที่เป็นอกุศลว่า ตัณหา

ดังนั้น จึงมีคำกล่าวว่า พระอรหันต์ไม่มีตัณหา เพราะไม่มีฉันทะที่มีตนเป็นผู้รับผลประโยชน์ เนื่องจากท่านไม่มีความเห็นว่า เป็นตน เสียแล้ว จะมีการกระทำเพื่อให้ ตน เป็นผู้รับผลมาแต่ไหน

การกระทำของท่านจึงเป็นเพียงกายกิริยา ไม่ใช่ กายกรรม (ซึ่งกายกรรมนั้น เป็นการกระทำที่ทำให้ยังวนอยู่ในวัฏฏะต่อๆไป) ดังคำอธิบายของสมเด็จพระสังฆราชนี้

อนึ่ง พึงทำความเข้าใจว่า ในปฏิจจสมุปบาททั้ง ๒ สายนี้*** มุ่งแสดงถึงธรรมที่เนื่องกันเป็นสาย อาศัยกิเลสมีอวิชชาเป็นต้น และอาการที่บังเกิดสืบเนื่องกันไปเป็นสายนั้น ก็สืบเนื่องมาจากกิเลส เมื่อดับกิเลสแล้ว อาการที่เป็นวิบากขันธ์ก็คงดำรงอยู่ มีอยู่จนกระทั่งดับขันธ์ เมื่อยังไม่ดับขันธ์ อาการของขันธ์ก็มีอยู่ แต่ว่าไม่มีกิเลส

ฉะนั้น อวิชชาดับ สังขารที่เป็นกรรมดับ แต่ว่าสังขารที่เป็นกิริยาอันไม่มีกรรมยังมีอยู่ ดังจะพึงเห็นได้ว่า กายสังขาร การปรุงทางกาย วจีสังขาร การปรุงทางวาจา จิตตสังขาร การปรุงทางใจ ก็ยังมีอยู่ เพราะยังต้องทำอะไรทางกาย ยังต้องพูดอะไรทางวาจา และยังต้องนึกคิดเรื่องต่างๆ

แต่ว่า เมื่อยังมีอวิชชานั้น สังขารดังกล่าวนับว่าเป็น กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม แต่เมื่อดับอวิชชาได้แล้ว สังขารดังกล่าว ก็เป็นเพียง กายกิริยา กิริยาที่กระทำทางกาย วจีกิริยา กิริยาที่กระทำทางวาจา มโนกิริยา กิริยาที่กระทำทางใจ เพราะไม่มีอวิชชา อันหมายถึงไม่มีตัณหาอุปาทาน ไม่มีภพ คือความยึดถือเป็นอัตตา เป็นเรา เป็นของเราในสังขารคือการปรุงแต่งทั้งปวงนั้น จึงมีกิริยาไม่เป็นกรรม วิญญาณก็มีอยู่ นามรูปก็มีอยู่ ผัสสะก็มีอยู่ เวทนาก็มีอยู่ แต่ว่าไม่มีตัณหา เวทนาไม่เป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา คือ ยังมีเสวยสุข เสวยทุกข์ เสวยภาวะเป็นกลางๆ ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข แต่ว่าไม่มีตัณหาในเวทนา

สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) หลักธรรมสำคัญในพระพุทธศาสนา หน้า ๒๐๑ ๒๐๒

......................

  • อ้างอิงจาก พันตรี ป. หลงสมบูรณ์ พจนานุกรมมคธ ไทย
  • อ้างอิงจาก พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) พุทธธรรมฉบับปรับขยาย
  • หมายถึงปฏิจจสมุปบาทสายอนุโลม และ ปฏิโลม

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

· คำสำคัญ: ฉันทะ ตัณหา 
· หมายเลขบันทึก: 502049 · เขียน:  
· ดอกไม้:
18
 · ความเห็น:
2
 · อ่าน: แสดง 
· สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า
ธรรมหรรษา
เขียนเมื่อ Wed Sep 12 2012 18:16:58 GMT+0700 (ICT)

อนุโมทนาสำหรับเนื้อหาดีๆ ที่นำมาฝากพวกเราด้วยดีเสมอมา

วิชญธรรม
เขียนเมื่อ Thu Sep 13 2012 08:42:10 GMT+0700 (ICT)

ข้อธรรมในคววามหมายที่ลึกซึ่งอีกขั้น....

ฉันทะมีความหมายได้ ทั้งทางบวก และทางลบ.....

กรรมไม่เป็นนิยามสำหรับพระอรหัน เขียนอย่างนี้ถูกไหมครับ

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์