เมื่อเราพูดถึงคำว่า "เทคโนโลยีทางการศึกษา" ในปัจจุบัน เรามักมุ่งไปที่คอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษาเป็นหลัก ในประเด็นแรกที่ผมจะกล่าวถึงจึงขอพิจารณาจากความมุ่งหมายโดยทั่วไปนั้น อย่างไรก็ตาม ผมจะพิจารณาในสิ่งที่เอื้อต่อการศึกษาซึ่งอาจจะมาจากคอมพิวเตอร์และไม่ใช่คอมพิวเตอร์ก็ได้ โดยเข้าใจว่าสิ่งนั้นน่าจะเป็นเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาด้วย
ก. คอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษา
เมื่อคอมพิวเตอร์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต สมัยก่อนเราอาจต้องใช้เิงินจำนวนแสนบาท-กว่าล้านบาทเพื่อให้ได้คอมพิวเตอร์มาจำนวนหนึ่งชุด (ผมเห็นคอมพิวเตอร์ครั้งแรกเมื่อ อ.ประมวล ยั่งยืนและคณะสงฆ์ ซื้อถวายในงานฉลอง...(?) ดร.พระมหาองอาจ ปัจจุบันคือ เจ้าคณะจังหวัดชุมพร ทั้งนี้เพื่อใช้ในกิจการคณะสงฆ์จังหวัดชุมพร ราคาที่จำได้ในตอนนั้นคือประมาณแสนกว่าบาท/ชุด) ปัจจุบันเราอาจหาซื้อคอมพิวเตอร์จำนวนหนึ่งชุดได้ในราคาไม่ถึงหมื่นบาท (ถ้าใครเงินเดือนๆละหมื่นบาทก็ถือว่าคอมพิวเตอร์ยังราคาสูงอยู่) อย่างไรก็ตาม จากวันนั้นมาจนถึงวันนี้ คอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทในชีวิตของเรา ในบางคนเราขาดมันไม่ได้อีกแล้ว เพราะหากขาดมันหมายถึงชีวิตที่มืดตื้อ โดยเฉพาะปัจจุบัน ข้อมูลจำนวนมหาศาลที่มีอยู่บนโลก ถูกจัดรวมไว้ในคอมพิวเตอร์และเครือข่ายให้เราได้ศึกษาเรียนรู้ไม่จบสิ้น คอมพิวเตอร์จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เราจะเห็นภาพยนตร์จินตนาการบางเรื่อง ที่เราสามารถเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์กับโลกอีกโลกหนึ่งคือโลกเสมือน ซึ่งเราอาจทดสอบด้วยตัวเองคือ กรณีที่เรานั่งพิมพ์อะไรบางอย่างเพื่อสื่อสารต่อคนอื่นในโลกเสมือนนั้น ทั้งความรู้สึก กิริยา ฯลฯ ดูจะแตกต่างจากการที่เราพบปะสังสรรกับคนนอกเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เช่น ญาติพี่น้องที่เขาไม่เคยรับรู้เรื่องคอมพิวเตอร์ คนแก่คนเฒ่าที่เขายังใช้ชีวิตซึ่งไม่ได้ผูกพันกับคอมพิวเตอร์ ในบางครั้งทำให้เรารู้สึกว่า เรากำลังอยู่ในสองโลก โลกแรกคือโลกแห่งชีวิตท่ามกลางคนโบราณที่มีวิถีชีวิตแบบเดิมๆ ซึ่งปัจจัย ๔ ยังคงเป็นปัจจัยพื้นฐานของการดำรงชีวิต อีกโลกหนึ่งคือโลกเสมือน ซึ่งดูเหมือนแต่ละคนจะรู้ึสึกอิสระกับการได้เข้าสู่โลกแบบนี้ แม้เราจะพยายามหากฎมาใส่ในโลกเสมือนนี้ ในบางครั้งเราอาจเผลอคิดไปว่า ตกลงว่า โลกแบบไหนคือโลกแห่งความจริงกันแน่
(๑) คอมพิวเตอร์กับการเรียนรู้
ในสถานศึกษา เราจะมีห้องพิเศษซึ่งควบคู่กับห้องสมุดและดูเหมือนจะมีความสำคัญที่กำลังจะเดินไปไกลกว่าห้องสมุดนั้นคือห้องคอมพิวเตอร์ โดยสังเกตได้จากการเข้าใช้บริการ คอมพิวเตอร์กลายเป็นสื่อกลางเพื่อเข้าถึงแหล่งเรียนรู้โดยไม่จำกัด แตกต่างจากแหล่งเรียนรู้อย่างห้องสมุดที่จำกัดความรู้และอยากรู้ของคน เพราะหนังสือแต่ละเล่มที่ถูกคัดเลือกเข้าสู่ห้องสมุด คือหนังสือที่คณะกรรมการคัดเลือกแล้วว่าดีและเหมาะสมกับการเรียนรู้ แต่คนไม่ได้อยากรู้เฉพาะสิ่งที่มีอยู่ในหนังสือในห้องสมุด ขณะเดียวกัน หนังสือแต่ละเล่มก็ไม่ได้ให้คำตอบหรือรายละเอียดเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยบางอย่างไว้ คอมพิวเตอร์ให้คำตอบได้ดี รวดเร็วและครบครันมากกว่าการหาเนื้อหาจากห้องสมุด สำนวนที่เรามักพูดกันคือ "อยากรู้อะไรให้ถามครูกู" ซึ่งดูจะเป็นเรื่องที่ดีเพราะมันหมายถึงความสะดวก สบาย รวดเร็ว ครบถ้วน ฯลฯ มากกว่า ปัญหาที่น่าพิจารณาคือ ความรู้ในคอมพิวเตอร์ (สื่อผ่านคอมพิวเตอร์) ไม่ได้ผ่านการคัดกรอง และไม่จำกัดความต้องการอยากรู้ เช่น เด็กคนใดอยากรู้การทำระเบิด เขาสามารถค้นหาข้อมูลได้และลองปฏิบัติได้ในชั่วพริบตา เด็กคนใดรู้สึกเก็บกด เขาอยากจะบอกให้โลกรู้ว่าเขาอัดอั้นอะไร เขาสามารถทำได้ เมื่อเด็กชาย ก. ทำได้ เด็กชาย ข.เห็นเด็กชาย ก. ทำได้ เขาก็ทำได้ จึงมีคำกล่าวว่า "โลกไร้พรมแดน" เราอาจเคยได้ยินคำนี้ "จิตของคนมักตกไปสู่ที่ต่ำ" ซึ่งไม่แปลก เพราะที่ต่ำที่ว่านั้น อาจเป็นชั้นที่สูงกว่าชั้นที่ต่ำกว่า และเมื่อตกได้ก็ต้องขึ้นมาได้เช่นกัน คำถามคือ ในการเรียนรู้ของคน เราจะเรียนรู้เรื่องไร สิ่งที่คนจะเรียนรู้คือ "อะไรที่สังคมไม่ให้เราเรียนรู้ เราจะเรียนรู้เรื่องนั้น" เมื่อข้อมูลไม่ได้ผ่านการคัดกรอง คนยุคสมัยการเรียนรู้กับคอมพิวเตอร์จึงกลายเป็นคนอีกมิติหนึ่งต่างจากสมัยการเรียนรู้ผ่านตัวคน และสมัยการเรียนรู้ผ่านหนังสือ ซึ่งสองสมัยหลังจะผ่านการคัดกรองจากผู้ให้ความรู้ ผู้เรียนจึงมีแบบจากผู้ให้ความรู้และหนังสือ แตกต่างจากสมัยของคอมพิวเตอร์ เราจะได้รับแบบของการเรียนรู้จากแหล่งที่ระบุไม่ได้ เพราะทันทีที่เราอ่านข้อมูล ข้อมูลนั้นจะเข้ามาสู่ตัวเราทันที หากเรามีแบบที่มั่นคงในบางแบบ แบบใหม่ก็จะไม่กระทบกับเรา ยกเว้นว่าแบบใหม่นั้นสอบรับกับสิ่งที่เรามีเราเป็นอยู่แล้ว แต่ถ้าเราไร้แบบ เมื่อแบบใหม่เข้ามา ความเป็นเราที่เข้าถึงได้จะไม่มีและสุดท้ายเราไม่รู้ว่าเราเป็นอะไร ซึ่งความไม่รู้ว่าเราเป็นอะไรนี้ ก็มาจากการเรียนรู้ที่ไม่รู้นี่เอง
(๒) คอมพิวเตอร์กับความจำเป็นของชีวิต
เมื่อเราให้ความสำคัญกับคอมพิวเตอร์คือชีวิต คอมพิวเตอร์จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตอย่างแยกไม่ออก ผมเคยคิดเล่นๆ ว่า หากวันหนึ่งคอมพิวเตอร์มันยุติลงอย่างฉับพลัน จะด้วยเหตุใดก็ตาม เราจะทำอะไรเป็นกันบ้าง (ในความเป็นจริงไม่มีใครเชื่อหรอกว่าคอมพิวเตอร์จะยุติลงฉับพลัน) ผมคิดว่า คงเกิดโกลาหลกันทั้งโลก อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริง คอมพิวเตอร์มีความจำเป็นต่อชีวิตมากน้อยเพียงใด ผมยังเห็นด้วยกับท่านอาจารย์ไพศาล วิสาโลที่ว่า คอมพิวเตอร์เป็นเพียงเครื่องมือเพื่อสิ่งหนึ่ง แต่ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของชีวิต(แต่ความเห็นของผมกับการปฏิบัติดูจะไม่สอดคล้องกัน เพราะเมื่อผมมาที่ทำงานผมจะต้องเปิดคอมพิวเตอร์และทำอะไรหลายๆอย่างในคอมพิวเตอร์ แต่เมื่อผมกลับไปบ้านที่จังหวัดชุมพร ซึ่งไม่มีคอมพิวเตอร์(หากไม่หิ้วคอมพิวเตอร์ไป) ไม่มีสายโทรศัพท์ ก่อนนั้นผมต้องวิ่งไปตลาดเพื่อเข้าร้านคอมพิวเตอร์ ปัจจุบัน อาจไม่ถึงขนาดนั้น แต่ก็ดูเหมือนจะขาดบางสิ่งไป) อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนคอมพิวเตอร์จะกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตไปแล้ว ดูอย่างอุปกรณ์รักษาสุขภาพ หากไม่ใช่คอมพิวเตอร์เราจะให้ความเชื่อถือน้อยกว่าระบบคอมพิวเตอร์
(๓) คอมพิวเตอร์กับการเปลี่ยนผ่านชีวิต
เมื่อคอมพิวเตอร์กลายเป็นสิ่งจำเป็น ชีวิตของคนจึงต้องเปลี่ยนจากยุคใหม่สู่ยุคที่ผนวกชีวิตเข้ากับคอมพิวเตอร์ เพราะทันทีที่ขาดมันก็หมายถึงการชะงักงันของชีวิต ชีวิตในโลกใหม่จึงดูเหมือนจะเป็นชีวิตที่คาดเดาไม่ได้ เพราะเราระบุแหล่งที่มาของสิ่งที่เราจะคาดเดานั้นไม่ได้
ข. ปัญหาเทคโนโลยีอื่นๆเพื่อการศึกษา
(๑) การจัดการศึกษาในอดีต
สมัยโบราณ เมื่อมีการเรียนการสอนเพื่อความเข้าใจในแขนงวิชาหนึ่งวิชาใด จะมีภาพให้เราได้เรียนรู้ ๒ ภาพคือ ภาพทางธรรมชาติ และภาพในจินตนาการ ภาพทางธรรมชาติเป็นภาพที่เหมาะสมกับงานทางวิทยาศาสตร์ ส่วนภาพในจินตนาการเป็นภาพที่เหมาะสมกับงานทางศิลปะ นั่นหมายความว่า หากเราต้องการเรียนแบบวิทยาศาสตร์ เราจะมีสิ่งต่างๆรอบตัวเป็นสื่อสำคัญ ซึ่งครูคือปัจจัยหลักที่จะเชื่อมโยงระหว่างผู้เรียนกับความรู้ "สิ่งแวดล้อมชี้นำ" คือตัวสนับสนุนความรู้ และอาจเป็นสิ่งที่จะพิสูจน์ได้ว่า สิ่งที่ครูสอนและบอกกล่าวนั้นมีความจริงหรือไม่ แต่ถ้าเราต้องการเรียนแบบศิลปะ การจินตนาการหรือการตรึกตรองถึงสิ่งน่าจะเป็น เป็นสิ่งที่มีค่าในตัวเอง เราอาจแปลงจินตนาการออกมาเป็นบทกวี ภาพศิลป์ ศิลปะประดิษฐ์ ฯลฯ ได้ (ทำอย่างไรให้โลกจินตนาการกลายเป็นความจริงทางวิทยาศาสตร์) สิ่งที่ดูจะหนักเอาการคือผู้เิรียนที่ต้องแปลงสภาพโลกจินตนาการออกสู่งานที่คนทั่วไปสัมผัสได้ (และอาจสัมผัสไม่ได้เพราะอยู่คนละมิติความคิด) ในการค้นหาความจริงของโลก สิ่งที่เป็นปัญหาสำหรับคนคือ ศักยภาพของคนไม่อาจเข้าถึงความจริงได้อีกจำนวนมากได้ เช่น เรามองไม่เห็นเชื้อโรค เราจึงทำลายเชื้อโรคไม่ได้
ทางด้านเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา จึงเป็นเทคโนโลยีที่ไม่ซับซ้อน (หากมองจากปัจจุบัน) ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของคนโบราณแตกต่างจากความต้องการของคนปัจจุบันอย่างต่างมิติ อย่างไรก็ตาม ผมอาจมองการศึกษาในฐานะที่ไม่ค่อยได้เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีมากมายอะไร
(๒) การจัดการศึกษาที่ผ่านมา
เมื่อคนเริ่มประดิษฐ์สิ่งต่างๆขึ้นมาอย่างมากมาย โดยมากเพื่อตอบสนองความต้องการของคน ระบบการศึกษาไม่ได้น้อยหน้า เพราะเราได้นำเอาความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเข้ามาใช้ มีการเปิดหลักสูตรเทคโนโลยีการศึกษา ซึี่งไม่ใช่เพียงคอมพิวเตอร์ช่วยเรียนรู้ แต่หมายถึง วิทยุ โทรทัศน์ ฯลฯ เพื่อสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ แต่ดูเหมือนครูยังเข้ามามีบทบาทหลักเพื่อการจัดการศึกษา แต่สิ่งที่เราค่อยๆเห็นคือ การแยกครูออกจากความสัมพันธ์ของศิษย์ โดยศิษย์จะไม่ใช่ศิษย์ในความหมายเดิม(ลองอ่านพิจารณาความสัมพันธ์ของศิษย์กับอาจารย์จากตัวอย่างนี้) ดังนั้นที่ผ่านมาจากศิษย์กับอาจารย์ จึงกลายเป็น ผู้เรียน กับ ผู้สอน โดยศิษย์กับอาจารย์จะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ขณะที่ผู้เรียนกับผู้สอนจะมีช่องว่างเชิงธุรกิจเข้ามาแทรกซ้อน จึงไม่แปลกที่ผู้สอนจะทำตำรา สื่อฯลฯ เพื่อให้ผู้เรียนซื้อหา ดังนั้น ความสำนึกว่าเขาเป็นครูเราจึงเบาบางกว่าในอดีต ขณะที่ความสำนึกว่าฉันเป็นครูก็เบาบางกว่าอดีตเช่นกัน จึงกลายเป็นต่างคนต่างอยู่ ผมคิดว่า ฝรั่งเขาพัฒนาเรื่องต่างคนต่างอยู่ไปไกลกว่าไทยมากทีเดียว เมื่อเรามีเทคโนโลยี เราจึงไม่จำเป็นต้องพึ่งพาใคร ดังนั้น ผลที่ตามมาคือเราไม่จำเป็นต้องสำนึกว่าใครเอื้อเฟื้อต่อเรา การเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการศึกษา แน่นอนว่า มันเป็นสิ่งที่ดี มันสะดวกในหลายๆอย่าง แต่ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีปัญหา เช่น(เรื่องจริง) นักศึกษาคนหนึ่งเดินทางจากอ.ลานสกา มาเรียนหนังสือที่ มรภ.แห่งหนึ่งน่าจะใจกลางเมืองหลวง(อดีตคือนักเรียน ป.๔ที่ผมเคยสอน) เขาเรียนจากบทเรียนทางโทรทัศน์ปัญหาที่เขาบอกผมคือ บางอย่างไม่เข้าใจแต่ไม่สามารถจะถามจากอาจารย์ได้ ทำให้ผมคิดว่า เทคโนโลยีนั้นดีในระดับหนึ่ง แต่คนควรเข้าไปกำกับเรื่องนี้ด้วยตนเอง เพราะอย่างไรเสีย เทคโนโลยีก็ไม่อาจเข้าถึงจิตใจของคนได้
(๓) การจัดการศึกษาแบบใหม่
ผู้เรียนกลายเป็นครูของผู้สอน โดยผู้สอนกลายเป็นผู้กำกับชั้นเรียน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีที่เราสร้างผู้เรียนแบบใหม่โดยให้เขาสร้างความรู้ด้วยตนเอง และความรู้ที่บอกไม่ได้ว่าอันใดถูกต้องที่สุด แตกต่างจากอดีตที่ครูสามารถบอกได้ว่าอะไรถูกต้องที่สุด (ซึ่งอาจไม่ใช้ถูกต้องที่สุด) และสุดท้ายคือเราเป็นเพื่อนเรียนรู้ร่วมกัน ละลายความเป็นครู อาจารย์ ศิษย์ ฯลฯ เหลือเพียงเพื่อนร่วมเรียนรู้ร่วมกัน อดีตผู้สอนสามารถเรียนรู้จากความรู้ของอดีตผู้เรียนได้ และความรู้จะเหลือเพียงอะไรที่ปฏิบัติได้คือความรู้ และความรู้เหล่านั้นจะอยู่ในฐานข้อมูลคือคอมพิวเตอร์ตลอดถึงสื่อเก็บข้อมูลอื่นๆ
การศึกษาแบบใหม่เป็นการศึกษาที่ดูจะฝากไว้กับเทคโนโลยีมากกว่า ผมเคยถามอาจารย์คณิตศาสตร์ท่านหนึ่ง กรณีอนุญาตให้นักศึกษานำเครื่องคิดเลขหรืออะไรก็ได้ที่สามารถคิดแทนได้เข้าห้องสอบ ผมถามว่า ทำไมไม่ให้นักศึกษาคิดเอง ท่านตอบว่า จะเสียเวลาในการคิดเองทำไม ในเมื่อเรามีเครื่องมือพร้อม
ที่กล่าวมานี้ อาจไม่ใช่ปัญหาในการนำเทคโนโลยีไปใช้ หากแต่เป็นความเปลี่ยนแปลงของสังคมการศึกษาบนฐานของเทคโนโลยีมากกว่า ซึ่งจะบอกว่าเป็นปัญหาก็ดูกระไรอยู่ เพราะหากเราเรียนแนวคิดทางสังคม เราจะรู้ว่า สังคมมีความเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปกติ และความเปลี่ยนแปลงก็มาจากความต้องการของคนเป็นหลัก ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคือเกิดจากความต้องการของคน ในการปรับตัวแรกๆอาจขัดแย้งกับอดีต แต่เมื่ออยู่กันจนชินเราก็ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นเป็นปัญหาเลย
ค. แนวทางแก้ปัญหา
อย่างไรก็ตาม ที่กล่าวมานี้ อาจไม่ใช่เนื้อหาที่เราต้องการ เพราะดูเหมือนว่า สิ่งที่เราต้องการคือ "เรามีปัญหาอะไรเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีการศึกษาไปใช้" กล่าวคือ "เรามีปัญหาอะไรกับการนำคอมพิวเตอร์ไปใช้ในการศึกษา" ผมจะพิจารณาเรื่องนี้ในหัวข้อนี้
(๑) ประสบการณ์จริงของการนำเทคโนโลยีไปใช้ในการศึกษา
(ก) คอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษา...ผมต้องใช้เวลาจำนวนหนึ่งในการศึกษาศาสตร์ด้านนี้ด้วยตนเองและต้องดำเนินการทำบทเรียนเพื่อการศึกษา แน่นอนนักเรียนฝึกหัดหรือจะเทียบเท่าสายตรง ปัญหาของผมคือ ผมต้องใช้โปรแกรมละเมิดลิขสิทธิ์จากพันทิพย์บ้าง เซียร์รังสิตบ้าง และไอทีสะแควที่หลักสี่บ้าง ครั้งหนึ่งทางไมโครซอฟมาอบรมการใช้โปรแกรมที่คณะครุศาสตร์ เขาพูดถึงลิขสิทธิ์ ผมรู้สึกละอายใจอย่างยิ่ง ปัญหาคือ เราสร้างโปรแกรมของเราเองได้หรือไม่เพื่อใช้กันทั่วประเทศเหมือนจุฬาเวิร์ดสมัยก่อน และเนื่องจากผมไม่มีความชำนาญในการใช้โปรแกรมผมจึงเขียนเวบได้ในระดับหนึ่งแข็งๆ สิ่งที่เราใช้กันในวงการศึกษาทั้งผู้สอนและผุ้เรียนคือ PowerPoint ผมก็ทำได้ในระดับหนึ่งแต่ไม่หวือหวาเหมือนผู้เอาใจใส่ทั่วไป ดังนั้น ปัญหาคือ ความเอาใจใส่ที่มีน้อยของผมต่อการใช้เทคโนโลยี ทางด้านการเรียน ผู้เรียนจะให้ความสำคัญกับข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตค่อนข้างมากและไม่ได้กลั่นกรอง ดังนั้น งานที่รังสรรออกมาจึงเป็นงานแบบแ้ก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยหาจากอินเตอร์เน็ตบางคนไม่ตัดต่อด้วยซ้ำ(เล่นกันทั้งดุ้น) ในการศึกษาของผม(ทำงานด้วยเรียนด้วย) เพื่อนบางคนได้รับยกย่องจากอาจารย์ว่าเขียนงานมาดีทั้งที่ผมและท่านอื่นๆรู้ดีว่าเพื่อนที่ได้รับชื่นชมจากอาจารย์นั้นตัดต่อเก่งมากแตกต่างจากผมที่พยายามคิดด้วยตนเองแต่ไม่เอาอ่าวและทะเลเลย อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่า...ปัญหาสำคัญในการใช้เทคโนโลยีคือ การไม่รู้จักเทคโนโลยีอย่างครบส่วนมากกว่า นอกจากนั้น เราคือผู้สืบเชื้อสายผู้บริโภคมากกว่าเป็นผู้ผลิต
(ข) สื่ออื่นๆเพื่อการศึกษา...ก่อนปี ๒๕๓๙ ผมเคยคิดขณะที่นั่งฟังเทศน์ว่า หากพระที่กำลังเทศน์ ระหว่างเทศน์มีการฉายสไลด์ไปด้วยน่าจะดีไม่น้อย ปัจจุบัน ในการบรรยายของพระ ท่านทันสมัยมาก ท่านขนจอหนัง จอภาพ คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไปบรรยายด้วย สำหรับวงการศึกษา หากยังไม่แทงจำหน่ายอุปกรณ์เพื่อการศึกษา เราจะเห็นเทคโนโลยีต่างๆที่เหล่าครูอาจารย์ได้ใช้กันในอดีต ซึ่งดูจะเลิกใช้แล้ว เช่น VDO เทป สไลด์ เทปคาสเส็ต นี่คือร่องรอยก่อนมุ่งมั่นเข้าสู่วงการคอมพิวเตอร์ ผมเห็นสิ่งดังกล่าวนี้แล้วรู้สึกเสียดาย อยากนำเอามาปัดฝุ่นเพื่อใช้ต่อ เพราะผมเห็นว่า อะไรก็ PowerPoint ดูจะชินไปทุกวัน หากเราหันกลับไปใช้สิ่งอดีตน่าจะสร้างแรงจูงใจได้ในระดับหนึ่ง ผมคิดว่า เราน่าจะเคยเข้าอบรมกรณีใช้กระดาษขาวและสีเขียนแทนการใช้อุปกรณ์สมัยใหม่ สิ่งที่ผมพบคือ อารมณ์ที่แตกต่าง และดูจะอิสระกว่า(ที่อิสระกว่าเพราะเราไม่ชำนาญในเทคโนโลยีสมัยใหม่) อย่างไรก็ตาม ปัญหาของเทคโนโลยีสมัยใหม่คือ ความรวดเร็วแบบเบ็ดเสร็จ ในเมื่อทุกอย่างมันเร็วมากเราจึงไม่ได้ใช้ความคิดที่แตกต่างจากสิ่งที่เห็น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าครูกำลังลากช็อกบนกระดานเพื่อเขียนภาพอะไรบางอย่าง เราอาจจินตนาการนอกทางได้และคาดเดากับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น แตกต่างจากข้อมูลแบบเบ็ดเสร็จเราไม่ได้มีโอกาสคิดระหว่างเดินทางจากจุดหนึ่งเพื่อลากเส้นไปสู่อีกจุดหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ในเมื่อเวลามีค่าเป็นเงินเป็นทอง ความเร็วจึงมีค่าต่อเรามาก เราไม่ต้องการรายละเอียด แต่เราต้องการข้อมูล หมายถึง ไม่ได้สนใจที่มา แต่สนใจสิ่งที่ได้มาเท่านั้น อย่างไรก็ตาม สื่ออื่นๆเพื่อการศึกษานี้ ผมคิดว่ามันเป็นอดีตไปแล้ว แต่ไม่ได้คิดว่ามันจะไม่มีความหมาย เพียงแต่ว่ามันไม่สะดวกเหมือนสิ่งใหม่ๆเท่านั้น นอกจากนั้น ในการเรียนรู้ปัจจุบัน ผมคิดว่า เราไม่จำเป็นต้องเรียนในห้องอีกแล้ว เพราะความรู้มันอยู่ตรงหน้าเราตลอดเวลา
(๒) การแก้ปัญหา
(ก) ปัญหาการกระทบต่อคุณภาพชีวิต เราต้องตกลงกันก่อนว่าเราต้องการอนาคตของคนแบบไหน จากนั้นจึงสร้างคุณภาพทางความคิดก่อน ก่อนที่จะใช้ชีวิตกับเทคโนโลยี
(ข) ปัญหาความไม่รู้เทคโนโลยีอย่างครบส่วน เมื่อไม่รู้ก็ต้องเรียน
(ค) ปัญหาการเป็นผู้บริโภคมากกว่าผู้ผลิต ก็ต้องสร้างนักผลิตมากกว่านักบริโภค
(ง) เทคโนโลยีอาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของการศึกษา ในการพัฒนาเด็กหนึ่งคน เรามักกลัวว่าเขาจะตามโลกไม่ทัน ผมเคยมานั่งคิดว่า โลกแบบไหน ถ้าโลกแบบใช้ทิ้งใช้โยน หากจะไม่ทันก็ไม่น่าจะเป็นไร ในสังคมมนุษย์มีโลกหลายแบบ ลองคำนวนว่า ในวันหนึ่งๆ เราเสียเวลากับเทคโนโลยีมากน้อยเพียงใด ผมคิดว่า เรายังน่าจะนำสิ่งรอบตัวมาใช้แทนเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ได้
จึงขอยุติลงไว้แต่เพียงเท่านี้ ผิดพลาดประการใด ขออภัยยิ่ง ขอบคุณครับ
12.39 น. 23 กรกฎาคม 2555
.............................................................
เรื่องเล่า...ชีวิตกับคอมพิวเตอร์ ผมเคยไปสอบเข้าทำงานที่ มอ.๓ ครั้ง แต่ก็สอบไม่ผ่านทั้งสามครั้ง ล่าสุดเมื่อพฤษภาคมที่ผ่านมา สำหรับข้อเขียน ผมขัดใจมาก เพราะชีวิตมันเคยชินกับการพิมพ์มากกว่าการเขียน ผมจึงไม่สามารถเขียนแบบคัดลายมือเพื่ออ่านง่ายได้

โลกใหม่ในการสอบหรืออะไรต่อมีอะไร เราคงต้องมีเครื่องพิมพ์ไว้แทนการเขียนด้วยมือแล้วแน่นอน เพราะเมื่อเราพิมพ์จนเคยชิน เครื่องพิมพ์จึงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต หากเราย้ายจากการพิมพ์ไปเขียน เราจะชะงักงันกับการเขียนไม่มากก็น้อย
อีกเรื่องหนึ่ง หลายวันก่อน มีนักศึกษาและเจ้าหน้าที่ถามว่า ไอ้เลขแบบนั้นมันคืออะไร?

ยันต์หรือเปล่า ผมบอกว่า ไม่ใช่หรอก เ็ป็นเลขไทย นี่เราไม่รู้จักเลขไทยหรือ เขาทำหน้างง...แล้วทำไมเขียนแบบนั้น...ผมก็ตอบว่า การเขียนค่ำ-แรมสมัยก่อนน่ะ...
เราคงย้อนกลับไปอดีตไม่ได้อีก เพราะสิ่งที่เป็นอดีตก็ต้องเป็นอดีต สิ่งที่เป็นอนาคตก็ต้องเป็นอนาคต ส่วนสิ่งที่เป็นปัจจุบันเราก็ต้องปรับตัวเพื่ออยู่ให้ได้กับสิ่งที่มันเป็นต่อไป
GotoKnow เป็นบริการสังคมของ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้รับการสนับสนุนโดย
GotoKnow ให้บริการโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ภายใต้เงื่อนไขที่สมาชิกใช้บริการโดยไม่หวังผลทางการค้า
![]()