สมาชิก
แลกเปลี่ยน
 

การศึกษาในอเมริกา

การศึกษาในอเมริกา

 

เด็กไทยที่เกิดที่อเมริกา พ่อแม่พามาเข้าวัด พ่อแม่เด็กๆจะเอาเครื่องเขียนและกระดาษมาด้วย  ให้เด็กๆได้มีงานทำ  เด็กที่นี้ชอบเขียนและระบายสีมากๆ

 

คุณครูสกาย สาระใต้  เคยเขียนเชิญชวนผมให้เขียนเรื่องการศึกษาในอเมริกา  แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรออกมา  

คุณครูประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ  สมัยเมื่อมาดูงานการศึกษาที่อเมริกาเมื่อสามสิบปีที่แล้ว  เธอบอกกับผมว่า  โรงเรียนที่เลวที่สุดของที่นี้(อเมริกา) ยังดีกว่าโรงเรียนที่ดีสุดของประเทศไทย  ยากที่จะเชื่อครับ

แสดงว่าในปี 2020 การศึกษาของเมืองไทย คงจะคล้ายๆกับการศึกษาของที่นี้(อเมริกา) ปี  2012  ไม่รู้ว่าเราจะล้าหลังประเทศมหาอำนาจไปสักกี่ปี

 

ให้กระดาษให้ที่เขียน อยากจะทำอะไรก็ตามใจ

แต่ภายในสามสิบปี การศึกษาของอเมริกาเกือบจะไม่เปลี่ยนเลย  มีแต่ว่าจะทรุดลง  สมัยลูกผมเรียนเมื่อยี่สิบปีก่อน  เด็กๆต้องหัดคัดลายมือ  เดียวนี้คงไม่มีแล้ว

เด็กสาวอยู่ในหมู่บ้านเดียวกับผม กำลังเดินไปรอรถโรงเรียนตอนเช้า

นักเรียนที่นี้ไม่มีเครื่องแบบนักเรียน อยากจะใส่อะไร สั้นแค่ไหนก็ตามใจ


 

วัฒนธรรมของการเข้าแถว ทุกคนต้องเข้าแถว ไม่ต้องให้บอก  ถ้าเราไปแซงเขา เขาจะมองด้วยสายตา  อาจจะมีคำต่อว่าให้ฟัง

 

สิ่งที่การศึกษาไทยควรจะมี และน่าจะมีคือ  ให้นักเรียนอยู่ใกล้ที่ไหนก็เรียนที่นั้น  ถ้าเป็นเช่นนี้ จะมีรถโรงเรียนมารับเด็กนักเรียนได้ เพราะนักเรียนเรียนไม่ไกลจากโรงเรียน  รถโรงเรียนที่นี้จะมารับนักเรียนให้ฟรี ตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนจบชั้นมัธยมปลาย  ฟรีตลอดไม่ต้องเสียเงิน  ถ้าลูกยังเล็ก พ่อแม่จะมาคอยส่งลูกขึ้นรถโรงเรียนในตอนเช้า และจะมารอรับลูกตอนเย็นๆ

ค่าเล่าเรียนก็ฟรีเช่นกัน  จะมีบ้างในตอนนี้ก็คือเก็บค่าหนังสือ (หนังสือเรียนแต่ก่อนฟรี  เรียนเสร็จแล้วก็นำไปคืนที่โรงเรียน) ห้ามเขียนอะไรในหนังสือเรียน รุ่นต่อมาจะได้ใช้อีก  เป็นการประหยัดเงินของผู้ปกครอง  ตอนนี้มีการเก็บค่า Lab แล้ว เนื่องจากทางโรงเรียนไม่มีงบประมาณพอ

มีวิชาหนึ่งซึ่งผมเห็นว่าจำเป็นมาก  คือวิชาสอนขับรถ  ซึ่งมีอยู่ในชั้นมัธยมตอนปลาย  เด็กนักเรียนที่นี้จะอยากเรียนวิชานี้  เพราะถ้าผ่าน จะได้รับใบอนุญาตให้ขับรถยนต์ได้ตอนอายุสิบห้าสิบหก  ไม่เช่นนั้นต้องรอจะถึงอายุสิบแปดจึงจะสามารถไปสอบใบขับขี่ได้  เมืองไทยไม่ทราบว่ามีวิชานี้หรือเปล่า  ซึ่งก็น่าจะมี  จะได้สอนวิธีการขับรถที่ถูกต้องตั้งแต่เป็นเด็กๆ

 

แม้แต่ขี่จักรยาน เด็กก็ยังต้องใส่หมวกกันน็อค ไม่ใช่เป็นกฏหมาย แต่เป็นเครื่องของความปลอดภัย ที่พ่อแม่ต้องหาซื้อมาให้ครับ

 

กีฬาควรจะมี  เพราะกีฬาสอนให้รู้แพ้ รู้ชนะ สมัยผมเรียนที่เมืองไทย อาทิตย์หนึ่งมีวิชาพละชั่วโมงเดียว  คุณครูก็ปล่อยให้ไปเล่นฟุตบอลกันตามสบาย  

ที่นี้มีสอนเกือบทุกอย่าง เล่นเทนนิส ว่ายน้ำ ฟุตบอล วอลเลยบอล  วันละชั่วโมงสำหรับวิชาพละศึกษา (PE) เริ่มตั้งแต่ชั้นประถม จนถึงชั้นมัธยม

วันละหนึ่งคาบ คาบละห้าสิบนาที ความฝันเป็นจริง เพราะได้ออกกำลังกาย 

 

 

ผมเอาหลานชายจากเมืองไทยมาเรียนชั้นประถมตอนต้นที่นี้ให้มาอยู่กับผม โดยผมรับเป็นผู้ปกครอง เรียนฟรีครับ ตอนมาใหม่จบชั้นประถมสี่ ไม่รู้เอ บี ซี เพราะตอนนั้นเมืองไทยห้ามสอนภาษาอังกฤษ  มาใหม่ๆคุณครูให้ไปเรียนภาษาอังกฤษกับนักเรียนชั้นประถมหนึ่ง  แต่วิชาอื่นให้เรียนชั้นเดียวกัน  ยกเว้นวิชาภาษาอังกฤษแล้ว เพราะอายเด็กนักเรียนชั้นประถมหนึ่ง หลานชายชอบโรงเรียนที่นี้มาก เพราะได้เล่นฟุตบอลทุกวัน  ตอนนี้หลานชายจบปริญญาโทที่นี้แล้ว ภาษาอังกฤษยังดีกว่าผมเสียอีก  เพราะเรียนภาษาอังกฤษมาตั้งแต่ชั้นประถม 

ดนตรี เป็นวิชาที่ถูกตัดก่อนวิชาอื่น  แต่ตอนนี้ก็ยังมีอยู่ครับ เพียงแต่ว่าไม่มีวิชาที่สอนเครื่องดนตรียากๆ และแพง เช่น ไวโอลิน  ถ้าจะเป็นเครื่องเป่า เช่นขลุ่ย แซกโซโฟน ก็ยังมีอยู่ครับ 

 

แต่ที่แปลกอยู่อย่างหนึ่งก็คือ ที่นี้ไม่มีการสอนศาสนาในโรงเรียน ไม่มีการสวดมนต์ ไหว้พระ ยกเว้นโรงเรียนเอกชน แต่นักเรียนส่วนมากไม่ค่อยมีปัญหา

อะไรที่สำคัญที่สุดสำหรับการศึกษาไทย ปี 2020 ก็คงจะเป็นวิชาพื้นฐาน  ต้องอ่านออก เขียนได้ ยิ่งเป็นภาษาอังกฤษยิ่งดี  เพราะทุกอย่างถึงกันหมดแล้ว ทางอีเทอร์เน็ตส่วนมากก็เป็นภาษาอังกฤษ   ถ้าเด็กของเรารู้ภาษาอังกฤษ  โอกาสจะได้งานทำก็มีสูง อ่านงานวิจัยของคนอื่นได้ง่ายขึ้น 

เคยได้ยินว่าสิ่งที่ดีสุดที่ประเทศอังกฤษทิ้งไว้ให้เป็นมรดกแก่ประเทศอินเดียสมัยอินเดียเป็นเมืองขึ้นของประเทศอังกฤษ คือรางรถไฟ และภาษาอังกฤษ

ตอนนี้ชาวอินเดียมีงานทำทั่วโลก ก็เพราะอินเดียพูดภาษาอังกฤษได้  ภาษาไทยก็สำคัญครับ  แต่ภาษาอังกฤษนั้นทิ้งไม่ได้ สอนไปเถิดครับ ผิดๆถูกๆ ก็ยังดีกว่าไม่รู้เอาเสียเลย  อย่างน้อยเอาไว้อ่านชื่อถนนหนทาง ตอนมาเที่ยวเมืองนอก จะได้ไม่หลง

คณิตศาสตร์ก็ต้องเรียน ต้องเรียนเลขคณิต เรขาคณิต อย่างน้อยเรียนเอาไว้สอนลูกตอนเธอเรียน จะได้ตรวจการบ้านให้ได้ ส่วนวิชาตรีโกณมิติ กับวิชา แคลคูลัส  ตั้งแต่ผมเรียนจบมาไม่คอยใช้  นอกจากลูกมาถามการบ้าน  ซึ่งก็ลืมไปหมดแล้ว

วิชาพิมพ์ดีด พิมพ์สัมผัส ต้องเรียนครับ  ยิ่งพิมพ์เร็วแค่ไหน การบ้านยิ่งเสร็จเร็วแค่นั้น ตอนไปทำงานก็ต้องพิมพ์งานส่ง  เขียนบล๊อคก็ต้องใช้วิชาพิมพ์ดีด

ที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนี้ สรุปได้คำเดียว  อ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น  ก็น่าจะพอแล้ว  อย่างอื่นเป็นส่วนประกอบ

 

เด็กไทยมีบุญวาสนาได้ตักบาตรกับพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ท่านพระอาจารย์นพดล ลูกศิษย์หลวงตามหาบัว ดูให้ดี คุณแม่สอนให้เธอถอดรองเท้าก่อนที่จะใส่บาตร

 

ส่วนศาสนา ความดี ความถูกต้อง ความโปร่งใส พ่อแม่ต้องสอนเองครับ  ต้องพาไปวัด ไปไหว้พระ สวดมนต์ สมาธิภาวนา ปฏิบัติกันเอง  เด็กไทยที่นี้เวลาแต่งงานจะเปลี่ยนศาสนาจากศาสนาพุทธ ไปเป็นศาสนาอื่น  เพราะเด็กไทยที่นี้ไม่รู้หลักจริงๆของศาสนาพุทธ ไปวัดก็ไม่เข้าใจพระเทศน์  บทสวดมนต์ก็อ่านไม่ออก ไปนั่งก็เหมือนไปทรมาณตนเสียมากกว่า   แต่พอเธอเข้าฝึกสมาธิภาวนาเธอจะไม่เปลี่ยนศาสนาง่ายๆหรอกครับ

เพราะอะไร......

เพราะว่าเธอได้พบกับความสุข ความสงบ ที่ไม่มีวิชาใด และศาสนาใดที่จะสอนเธอได้  

เธอเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองครับ

 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า
· คำสำคัญ: การศึกษาไทย 2020 
· หมายเลขบันทึก: 494837
· สร้าง:    · อ่าน: แสดง · ดอกไม้:
19
 · ความเห็น:
14
 
· สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
แจ้งลบ
แจ้งลบ
แว่นธรรมทอง
เขียนเมื่อ Sun Jul 15 2012 04:33:18 GMT+0700 (ICT)

การตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ในสมัยก่อน ก็ดีอย่าง นะได้ใช้ภาษาอังกฤษ แต่อย่างไรก็ไม่สู้เป็นเอกราช ภาษาเรียนทีหลังก็ได้ การจัดการเรียนการสอน ต่างประเทศ สอนวิชาทักษะที่ใช้ในชีวิตได้จริง เช่น วิชาสอนขับรถ เดี๋ยวนี้ ไทยเราวิชาพละ มีกีฬาให้เล่นมากแล้วครับ สมัยผมเรียน เรียนกระบี่กระบอง ไม่เห็นได้ใช้เลย เห็นด้วยครับ สอนให้อ่านออก เขียนได้ เป็นพื้นฐานให้ดีก่อน จำเป็นที่สุด สวัสดีครับ

ไอดิน-กลิ่นไม้
เขียนเมื่อ Sun Jul 15 2012 05:12:17 GMT+0700 (ICT)
  • หลักสูตรในเมืองไทย กำหนดให้สอนอะไรต่างๆ มากมายค่ะ "คุณน้อง" และหลายๆ อย่างก็ใช้เรียนเพื่อนำไปตอบข้อสอบเท่านั้นแล้วก็จบกัน ไม่ได้นำไปใช้ประโชน์อะไรอีกในชีวิต
  • พี่เองพยายามเลือกเนื้อหาและวิธีการจัดการเรียนรู้ที่จะทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ในเนื้อหาและได้รับประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเกิดทักษะชีวิตที่จะนำไปใช้ประโยชน์ในการดำเนินชีวิต และการทำงาน คือพยายามสอน "ทักษะชีวิต" ค่ะ ซึ่งจริงๆ แล้วหลักสูตรมัธยมศึกษาในปัจจุบันก็ได้กำหนดไว้ในกิจกรรมการพัฒนาผู้เรียน แต่ครูมักไม่ค่อยได้ปฏิบัติกัน หรือขาดทักษะในการปฏิบัติ ทำให้ไม่บังเกิดผล เห็นข่าวนักศึกษาหญิงจากมหาวิทยาลัยชื่อดังของเมืองไทย มีผลการศึกษาระดับเกียรตินิยมแต่ฆ่าตัวตาย ข่าวเบื้องต้นบอกว่า อาจเกิดจากสาเหตุที่ไปทำศัลยกรรมใบหน้ามา แล้วเพื่อนล้อว่าไม่สวยทำให้เครียด (พี่ไม่ได้ติดตามต่อ) นี่เป็นตัวอย่างของการขาด "ทักษะชีวิต" ค่ะ
  • ชอบมากค่ะ ที่คุณน้องทิ้งท้ายไว้ว่า "...ส่วนศาสนา ความดี ความถูกต้อง  พ่อแม่ต้องสอนเองครับ ต้องพาไปวัด ไปไหว้พระ สวดมนต์ สมาธิภาวนา ปฏิบัติกันเอง เด็กไทยที่นี่เวลาแต่งงานจะเปลี่ยนศาสนาจากศาสนาพุทธ ไปเป็นศาสนาอื่น  เพราะเด็กไทยที่นี่ไม่รู้หลักจริงๆของศาสนาพุทธ ไปวัดก็ไม่เข้าใจพระเทศน์  บทสวดมนต์ก็อ่านไม่ออก ไปนั่งก็เหมือนไปทรมาณตนเสียมากกว่า  แต่พอเธอเข้าฝึกสมาธิภาวนาเธอจะไม่เปลี่ยนศาสนาง่ายๆหรอกครับ เพราะอะไร......เพราะว่าเธอได้พบกับความสุข ความสงบ ที่ไม่มีวิชาใด และศาสนาใดที่จะสอนเธอได้ เธอเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองครับ" (อย่างที่ลูกสาวของคุณน้อง คนที่เรียนหมอได้เรียนรู้ไปใช่ไหมคะ)
  • หวังว่าคุณน้องและทุกๆ คนในครอบครัวคงสบายดีนะคะ

 

ทิมดาบ
เขียนเมื่อ Sun Jul 15 2012 08:11:46 GMT+0700 (ICT)

ได้รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้เลยครับ...ขอบคุณครับ

ธวัชชัย
เขียนเมื่อ Sun Jul 15 2012 09:41:16 GMT+0700 (ICT)

เรื่องคุณภาพของหลักสูตรก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญเลยครับ นานมาแล้วผมได้ยินคนพูดกึ่งเล่นกึ่งจริงว่า "ในขณะที่เด็กไทยฝึกท่องสูตรคูณ เด็กฝรั่งฝึกคิดเลขในใจ" ปรากฎว่าตอนนี้เห็นเด็กข้างบ้านสามสี่ขวบกำลังท่องสูตรเสียงแจ๋วๆ มีสอบด้วย (โชคดีที่ลูกผมผมฝึกให้คิดเลข)

ผมปั่นจักรยานไปตามชนบทเห็นโรงเรียนวัด (ภาคใต้) แล้วน่าเรียนมากเลยครับ บรรยากาศดีกว่าโรงเรียนในเมืองมาก เขียวชอุ่ม โอบล้วมด้วยภูเขา บางที่ก็ใกล้กับลำธาร ถ้าไม่กลัวเรื่องหลักสูตรและคุณภาพการสอน ผมอยากให้ลูกผมเรียนโรงเรียนวัดมากกว่าโรงเรียนในเมืองครับ

ยายธี
เขียนเมื่อ Sun Jul 15 2012 13:47:23 GMT+0700 (ICT)

ÄÄÄ.....การศึกษาในเยอรมัน..ที่ได้สัมผัสมา...เป็นการศึกษา..ตลอดชีวิต..."ตั้งแต่..เกิด..จน ตาย"..ไม่ใช่จุดหมายที่ปริญญาและราคา...แต่ ณ เวลานี้..อิทธิพลตะวันออก..กำลัง..ทำให้..การศึกษาเปลี่ยนทิศทาง..ไปตามลม..เหมือนกัน..ใครอยากเรียนจบเร็วใช้เงิน..ซื้อได้...ปริญญา..ที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า"แบคเชอรเล่อร์..ดีกรี...เรียน..สี่ปี..บ้าง..สามปีบ้าง..ทำ..มาสเตอร์ได้..รวดเร็วเหมือนอเมริกา...และต้องใช้ค่าใช้จ่าย..สูง.."...เมื่อ..ตอนเรียน(ยายธี)..เรียน..ในมหาวิทยาลัยที่นี่(เรียนเซรามิค)..ไม่ต้องเสียค่าวัสดุแม้แต่สตางค์แดงเดียว...เป็นนักศึกษา..มีสิทธิเท่าเทียมกับนักเรียนเยอรมัน...มีประกันสุขภาพ..คิดเวลาเรียนให้เหมือนเวลาที่เริ่มต้นทำงาน..ซึ่งใช้เป็นทุนต่อ..การประกัน..สังคม..เมื่อแก่...สำหรับนักเรียนนักศึกษาชาวเยอรมันเอง..หากพ่อแม่มีรายได้ไม่สูงลูกจะได้รับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันจากรัฐ...(ซึ่งทำให้..การเรียน..แบบตลอดชีวิต..มีปัญหาเกิดขึ้น..เมื่อ..ระบบอุตสาหกรรม..เริ่มเสื่อมถอย..การว่างงาน..และ..มีแต่..คนแก่..ที่เพิ่มขึ้น...คนเกิด..ลดลง..ความสมดุล..ระยะยาว...บกพร่อง...)....สวัสดีเจ้าค่ะคุณคนบ้านไกล..ขออนุญาติ..เรื่องการเรียนที่ประสพมาเล็กน้อย.ในเยอรมัน.มาต่อไว้..ตรงนี้นิดนึง..เจ้าค่ะ..ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด..อ้ะ..ยายธี

นาย เพชร พรหมสูตร์
เขียนเมื่อ Sun Jul 15 2012 13:49:02 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับคุณ Blank อ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น ก็น่าจะพอแล้ว อย่างอื่นเป็นส่วนประกอบ ง่ายดีและก็ใช้ได้ด้วยครับ ขอบคุณนะครับ

คนบ้านไกล
เขียนเมื่อ Mon Jul 16 2012 07:12:42 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับ เพิ่งไปถามลูก  ว่าตอนเรียนมัธยม มีวิชาพละทุกวันหรือเปล่า

ลูกบอกว่า ใช่ ถามทำไม

ตอนนี้คนรุ่นใหม่ของอินเดีย ได้ดิบได้ดีมีงานทำทั่วโลก ก็เพราะภาษาอังกฤษ

อีกหน่อยคนที่มีงานทำไฮเท็ค ไม่เป็นอินเดีย ก็เป็นคนจีนครับ

งาน ไอที ถูกย้ายไปทำที่อินเดียเกือบหมดแล้ว

 

ป.
เขียนเมื่อ Mon Jul 16 2012 07:24:33 GMT+0700 (ICT)

ตอนมาใหม่จบชั้นประถมสี่ ไม่รู้เอ บี ซี เพราะตอนนั้นเมืองไทยห้ามสอนภาษาอังกฤษ... จำได้ค่ะ สมัยนั้น เริ่ม A B C ตอน ป. 5 เรื่องภาษาอังกฤษคงต้องเป็นวาระแห่งชาติอย่างที่คุณไกลบ้านบอก .. เคยได้ยิน มาว่า อเมริกาก็มีโรงเรียนเป็นรัฐบาล กับเอกชน ทั้งสองแบบนี้แตกต่างกันมากเพียงไรค่ะ

คนบ้านไกล
เขียนเมื่อ Mon Jul 16 2012 07:32:09 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับคุณพี่   อีกไม่กี่เดือนคุณพี่ก็จะต้องอำลาจากวงการยุทธจักรทางการศึกษาแล้ว

ขอความโชคดี และเจริญในธรรมจงมีแด่พี่

ผมกับภรรรยาจะไปพักร้อนเมืองไทยสักสามอาทิตย์ปลายปีนี้  บ้านพี่อยู่ใกล้กับเมืองกาญจบุรีหรือเปล่า   เพราะผมและภรรยาจะไปกราบนมัสการเจ้าคุณเสือ พระอาจารย์ของผม  ถ้าอยู่ใกล้ผมและภรรยาจะได้แวะไปเยี่ยมคุณพี่และพี่สอ สามีพี่

ลูกสาวคนโตจบเภสัช สอบได้ใบประกอบโรคศิลป์แล้ว  ตอนนี้กำลังมีความสุขในการทำงานหาเงินอยู่   พอเริ่มทำงาน บุคลิกก็เปลี่ยนไปเป็นผู้ใหญ่ขึ้น เพราะต้องให้คำปรึกษาแนะนำผู้ป่วยเกือบทุกวัน  ลูกไม่ใช่เด็กๆอีกแล้ว  และก็สมควรจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ

พอเธอมีเงินใช้เอง  ซึ่งมากมายเกินกว่าที่เธอเคยมี  พาน้องๆไปช๊อปปิ้ง บอกจะเอาอะไรเลือกได้เลย พี่จ่ายเองวันนี้  

น้องๆถามอย่างไม่แน่ใจ  (เพราะพี่ขี้เหนียวมากๆ)

จริงๆหรือพี่ -  Are you sure?

ว่าแล้วก็ไปเลือกซื้อเสื้อผ้ากันอย่างสนุกสนาน

ผู้เป็นแม่พูดแล้วพูดอีกว่า

ดีใจจริงๆ ดีใจจริง

 

 

คนบ้านไกล
เขียนเมื่อ Mon Jul 16 2012 07:34:19 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับ  ผมไม่อยู่เมืองไทยเสียนานเลยไม่รู้ว่าการเรียนการสอนทางนี้เป็นอย่างไร  คุณหมอได้ช่วยคนเป็นจำนวนมาก ทุกๆวัน ขออนุโมทนาด้วยครับ

คนบ้านไกล
เขียนเมื่อ Mon Jul 16 2012 07:46:44 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับอาจารย์

ผมอยากให้ลูกผมเรียนโรงเรียนวัดมากกว่าโรงเรียนในเมืองครับ

มันไม่ง่ายอย่างที่อาจารย์คิดหรอกครับ  พอจะทำจริงๆ อาจารย์จัน ภรรยาของอาจารย์ไหนเลยจะยอม ที่จะให้ลูกชายเรียนโรงเรียนวัด

อีกอย่างเด็กต้องอยู่ในระดับเดียวกัน  คือจะต้องเก่งพอๆกัน  ถึงจะเรียนไปได้สวยไม่เบื่อ  ถ้าคุณครูมัวแต่มาสอนเด็กที่เรียนได้ช้า  เด็กที่เรียนได้เร็วจะเบื่อ ไม่อยากเรียน  หรือไม่ก็ไม่มีสิ่งที่จะมากระตุ้นเตือนให้อยากเรียนอยากรู้สิ่งใหม่ๆ  เพราะรู้หมดแล้ว  หรือเรียนได้เร็วมาก

เพื่อน  ครู และโรงเรียนดี  เป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่จะทำให้ลูกอาจารย์มีโอกาสดีๆมากขึ้น

ยกเว้นแต่ว่า.....

อาจารย์ให้ลูกชายบวชเป็นเณร  เสียตั้งแต่เด็กๆ 

พอเป็นพระ ก็อาจจะพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ  เป็นกำลังของพระาศาสนาต่อไปในอนาคต 

ว่าแต่ว่า ภรรยาอาจารย์จะยอมหรือครับ


คนบ้านไกล
เขียนเมื่อ Mon Jul 16 2012 08:01:42 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับคุณยายธี

ที่คุณยายเขียนมา มันเป็นสังคมนิยม ที่ใครๆก็อยากได้  

เสียแต่ว่า ประเทศต้องไม่ใหญ่มาก  คนจนต้องมีไม่มาก 

รัฐบาลมีเงินเยอะๆ  รับรองไปได้สวย

ตอนนี้ระบบการเงินของยุโรปกำลังมีปัญหา  คนชาวเยอรมันอาจจะออกเสียง

ที่จะออกจากตลาดการเงินร่วมของยุโรป เพราะแบกภาระไม่ไหว

เขียนเรื่องเยอรมันมานะครับ  รับรองว่ามีคนอยากอ่านกันหลายคนครับ

คนบ้านไกล
เขียนเมื่อ Mon Jul 16 2012 08:02:41 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับคุณ  เป็นอย่างไรครับ การเรียนของลูกสาว

ลงตัวลงหรือยัง

เอาใจช่วยครับ

คนบ้านไกล
เขียนเมื่อ Mon Jul 16 2012 08:16:10 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับคุณหมอ 

ที่นี้คนอยู่ต่างจังหวัด หรือนอกเมือง จะให้ลูกเรียนโรงเรียนของรัฐ เพราะฟรี  และมาตราฐานการศึกษาสูงมาก ดีพอๆหรือดีกว่าโรงเรียนเอกชน  เพราะได้รับเงินสนับสนุนจากเงินภาษีของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น

โรงเรียนในเมืองหลวง  ต่างจากเมืองไทย ไม่มีใครอยากเรียนโรงเรียนของรัฐเพราะก็เหตุผลแบบเดียวกัน  ฟรี....

เนื่องจากฟรีนี้เอง  ทำให้ลูกคนจน คนรวย มาเรียนโรงเรียนเดียวกัน  ลูกคนจนมาเรียนพร้อมกับปัญาหาทางครอบครัว  ซึ่งมาพร้อมๆกับยาเสพติด และความรุนแรง (ยิงกัน)  ดังนี้คนมีเงินจึงนิยมส่งลูกของตนไปเรียนตามโรงเรียนเอกชน ซึ่งเก็บค่าเล่าเรียนแพงๆ  จะได้ไม่ต้องพบกับปัญหายาเสพติดให้ปวดหัว

อีกอย่างก็เป็นเหตุผลทางศาสนา  บางคนอยากให้ลูกได้เรียนศาสนาคริสต์ ก็เลยส่งไปโรงเรียนคาทอลิก  เพราะโรงเรีนรัฐบาลจะสอนศาสนาไม่ได้ มีกฏหมายห้ามครับ

ตั้งแต่คุณหมอกลับเมืองไทยแล้ว  อ่านบันทึกของคุณหมอไม่ค่อยจะสนุกเหมือนก่อน

เพราะมีแต่วิชาการ  เลยไม่ค่อยได้มีโอกาสมาให้ความเห็นเหมือนก่อนครับ

 

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็น