คำร้องทำนอง : จีวัน BAND
แรงบันดาลใจ : อาจารย์พุทธทาสภิกขุ
ไปโรงเรียนโตแล้วก็ไปโรงเรียน ไปโรงเรียนหัดเขียนร่ำเรียนวิชา
ในโรงเรียนของไทยโบราณนานมา เน้นวิชาศีลธรรมประจำใจ
แต่โรงเรียนวันนี้ไม่มีใครสน เด็กซุกซนเสียจนว้าเหว่ใจ
เลยก่อเรื่องให้ผู้ใหญ่ขัดเคืองใจ เพราะอะไรให้ลองไปคิดกันดู
ท่านพุทธทาสภิกขุวิพากษ์การศึกษา ดูเหมือนหมาหางด้วนชวนอดสู
ในโรงเรียนให้เก่งกันน่าดู แต่ไม่สู้สอนให้เด็กเป็นคนดี
สังคมเลยมีแต่คนเก่ง คอยอวดเบ่งกูเก่งกว่าใครทั้งปี
ตัวกูของกูคับปฐพี โลกเรานี้มีแต่เก่งไม่เก่งดี
เปิดโรงเรียนต่อหางให้กับสุนัข จะขจัดปัญหาที่มากมี
สังคมสิ้นทุกข์สุขทวี เมื่อคนดีคนเก่งคนเดียวกัน
ความรู้ ==> สร้างปัญญา
มีความรู้ ==> ไม่มีปัญญา = ความรู้ท่วมหัว "แต่" เอาตัวไม่รอด
ขอบคุณบทความดีดีของท่าน อ.อนุ มากค่ะ
|
|
ไอดิน-กลิ่นไม้
2012-07-13 08:48:36 +0700
|
|
|
แว่นธรรมทอง
2012-07-13 09:48:16 +0700
|
" การศึกษาที่สร้างปัญญา ทำให้ได้มาซึ่งความรู้ด้วย แต่การศึกษาที่เน้นสร้างแต่ความรู้ มักไม่ได้สร้างปัญญา เหมือนการขึ้นต้นไม้ทางปลาย" ขอบคูณ สำหรับ ข้อคิดที่ ทำให้เกิดปัญญา ครับ
ขอบคุณบันทึกดีดี ของ อ.นุ คะ
ดี เก่ง มีสุข..สังคมคงจะดีกว่าตอนนี้เป็นไหนๆ
จิตใจดี ความรู้มี ปัญญาเกิด
แม้ผมจะจบการศึกษาในเมืองไทยบ้าง ต่างประเทศบ้าง แต่อยากบอกว่า..การศึกษานั้นแท้จริงแล้วไม่มีส่วนทำให้คนเป็นคนดีได้ทั้งหมด..กระทรวงศึกษาเองก็มีคนไม่ดีเกือบเต็มกระทรวงแต่อาจจะมิใช่ลูกหม้อก็เป็นได้..เพียงแต่เข้ามาทำงานที่นี่แล้วเวลามีจำกัดจึงต้องรีบทำการย้ายอุปกรณ์ต่างๆที่ไม่มีใครสั่งซื้อไปไว้ตามสถานที่ต่างๆ พอถึงเวลานั้นจริง..ข้าฯไม่สนใครทั้งสิ้นเพราะแบ่งเงินกันแล้ว..นี่หว่า ! พอเกิดปัญหากูก็ย้ายพวกมัน..เท่านั้นเองเรื่องแบบนี้จึงเกิดขึ้นแบบไม่มีที่สิ้นสุด..ไม่มีคดีใดใดตามหลัง..เออถึงจะมีก็เบาและแสนจะคุ้มเพราะติดคุกสามปี ได้เงินกว่า ๕ ล้าน ติดจริงๆปีเศษๆก็ได้อภัยกันอีกแล้ว..ทำงานทั้งชีวิตกูไม่เคยมีเงินล้านเลย..โกงบ้านเมืองจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด ฉะนั้นพวกหมาทั้งหลายจึงอยากจะหางด้วนตามตามกัน..หางดีแต่จนกับหางด้วนแล้วรวย..อ่านจบก็เลือกเองน๊ะไอ้เลว !!! สำหรับผมทำแบบท่านไม่ได้เพราะหางเก่ายังงอกไม่เต็มที่..
|
|
ธนิตย์ สุวรรณเจริญ
2012-07-13 16:25:05 +0700
|
|
|
นาง นงนาท สนธิสุวรรณ
2012-07-13 20:55:27 +0700
|
วิถีคุณธรรมนำชีวิตเป็นสุขแก่ตนและผู้อื่นค่ะ..

เรายังคงถือวัตถุ..มากกว่าจิตใจ
นานไป...ก็ลืมคำว่า"สติปัญญา"
ท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ กล่าวสรุปไว้ได้ชัดเจนว่า
“ทั้งหมดที่เป็นปัญหา เพราะการศึกษา ไม่ถูกต้อง
ศีลธรรมแฟบ.. การศึกษาเฟ็ด.. ประชาธิปไตยเฟ้อ.. ยุวชนฟุ้ง..
การปกครองเฟือน.. การเมืองฟุบ.. สังคมเฟ้อ.. เศรษฐกิจฟ่าม..
ศาสนาฟั่น.. วัฒนธรรมเฟี้ยว.. ประเทศชาติฟอน..
รัฐธรรมนูญฟาง.. ความเป็นไทยก็เฟื้อย..
ทั้งหมดนี้ เป็นเพราะการศึกษาไม่ถูกต้อง
การศึกษาไม่สมบูรณ์แบบ ไม่ตรงกับกฎของธรรมชาติ หรือที่พระเจ้าต้องการ"
หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ปี 2020 การศึกษาไทยจะพัฒนาขึ้น
อย่างถูกทิศ ถูกทาง และตรงธรรม ตามที่พวกเราฝันไว้นะครับ
ขอบคุณครับ...
บันทึกนี้เขย่าความคิดของผมและนักการศึกษาทั้งหลายได้อย่างมีแรงบันดาลใจจริงๆ ครับผม
|
|
Nopparat Pongsuk
2012-07-15 22:14:26 +0700
|
เชื่อว่าครูหลายท่าน ที่ทำไปก็เพื่อ คนดี คนเก่ง ที่ รร. ทั้งนั้น แต่ช่วงนี้คุณครูหลายท่าน ตั้งใจทำผลงาน คศ. 3 , 4 ทำเพื่อใคร.......
|
|
นาย ประทีป วัฒนสิทธิ์
2012-07-17 12:20:24 +0700
|
ขอฝากไว้ด้วย จาก "ธรรมชาติธรรมค้ำจุนโลก" http://www.nature-dhrama.com
ถ้าจะให้ธรรมะครองโลก ก็ต้องจัดการศึกษาใหม่
(จากธรรมโฆษณ์ ...เมื่อธรรมครองโลก)
ถ้าเด็ก ๆ มีจิตใจเต็มเปี่ยมด้วยธรรมะอย่างนี้ ก็เรียกว่าเรามีการศึกษาอย่างใหม่
อันใหม่ที่ตรงกันข้ามจากที่กำลังเป็นอยู่ แต่ถ้าว่ากันโดยเนื้อแท้แล้ว ไม่มีธรรมะอะไรเลย ธรรมะนั้นไม่รู้จักใหม่ไม่รู้จักเก่าเป็นของอย่างนั้นเอง นี้ละเลยกันเสียนาน จนกลายเป็น เหมือนกับว่าเป็นของใหม่อย่างนี้เป็นต้น
นี้คือการศึกษาใหม่ สำหรับยุคที่กำลังจะพินาศ จะต้องศึกษาให้มันตรงกันข้าม
จากที่กำลังเป็นอยู่ หรือก้าวไป ไม่ตามกันวัตถุนิยม ทำให้มีหิริโอตตัปปะ และธรรมะอื่น ๆ ที่จำเป็น ที่โลกจะต้องมี
สำหรับหิริและโอตัปปะนี้ จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับที่จะต้องมีในโลก โลกอยู่ได ้เพราะ
ธรรมนี้ ไม่ใช่อยู่ได้เพราะกฎหมาย เพราะอาชญา หรือเพราะการหลกอก การลวง การจ้าง การอะไรกัน อย่างอื่นนั้นมันเป็นเรื่องหลอกลวง
เมื่อถามว่าการศึกษาคืออะไร พวกนักการศึกษาในโลกนี้ก็ตอบไว้มากจนเวียนหัว
คนหนึ่งก็ตอบอย่างหนึ่ง ยุคหนึ่งก็ตอบอย่างหนึ่ง จนมากจนเวียนหัว แต่ในที่สุดก็พอสรุป ได้เป็นใจความสำคัญว่า
การศึกษานั้นมุ่งให้เยาวชนมีสติปัญญา ความเฉลียวฉลาดพอที่จะดำเนินอาชีพ
หรือชีวิตของตนให้พ้นจากความยากลำบากไปได้ หรือให้ลึกลงไปอีกหน่อยก็ว่า เพื่อพัฒนาสัญชาตญาณง่าย ๆ เลว ๆ ต่ำ ๆนั่นให้มันดีขึ้น เป็นสติปัญญาที่ดีขึ้นมา เอาไปใช้อะไรก็ได้
ความรู้อันนี้ สติปัญญาอันนี้เอาไปใช้เพื่อประโยชน์อะไรก็ได้ แต่ในที่สุด
ก็เพื่อทำมาหากิน แล้วในที่สุดจริง ๆก็เพื่อความก้าวหน้าในทางวัตถุเป็นวัตถุนิยม เจริญชนิดที่ทำโลกนี้ให้พินาศ อย่างที่เห็น ๆ กันอยู่ แต่เขาก็ได้ให้คำจำกัดไว้ดีว่า "การศึกษานี้เพื่อความอยู่รอดของมนุษย์" แต่แล้วก็เล็งถึงความอยู่รอดในทางวัตถ ุ ทางร่างกายเสียมากกว่า เขาสอนกันอย่างนั้น โลกนี้จึงมีความรอดในทางร่างกาย แล้วก็รอดมากเตลิดเปิดเปิงไป จนเป็นปัญหาอย่างอื่น เป็นความทุกข์อย่างอื่นขึ้นมา
นี่การศึกษานี้ไม่พอ ที่จะทำโลกนี้ให้มีสันติ ไม่ต้องไปคาดคะเนหรือว่าไป
อ้างเหตุผลอะไรที่ไหน ก็ดูเวลานี้ ซึ่งเขาก็อวดกันว่าการศึกษากำลังเจริญที่สุด พวกที่เขาเป็นผู้จัดการศึกษากำลังอวดว่าเจริญที่สุด พวกที่ป่าเถื่อนล้าหลังก็ไปตามเขา ว่ากำลังจะเจริญตามเขา ว่ากำลังจะเจริญตามเขา ว่าโลกนี้มันกำลังเจริญด้วยการศึกษา แต่ผลที่ออกมาในลักษณะที่ว่าโลกนี้กำลังยุ่งยากลำบากขึ้นกว่าแต่ก่อน ในส่วน น้อย ๆ ย่อย ๆ นี้ก็ลำบาก ส่วนตัวบุคคลนี้ก็ลำบาก ส่วนประเทศนี้ก็ลำบาก ทั้งโลกนี้ ก็ลำบาก ยิ่งลำบากยิ่งขึ้น ไม่เห็นว่าตรงไหนมันมีความลำบากน้อยลง ฉะนั้น การศึกษาที่กำลังมีอยู่ก็พิสูจน์ตัวมันเองว่า มันยังไม่ถูกแน่ เพราะว่ายิ่งนับวัน ยิ่งไกลต่อสันติภาพ
ที่นี้ถ้าให้พวกเราพุทธบริษัทเป็นผู้ตอบปัญหากันบ้าง เราก็จะไม้ตอบ
อย่างนั้น เพราะว่า จะตอบตามทัศนะของพุทธบริษัท มองสิ่งต่าง ๆในสายตาของ พุทธบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มองการศึกษาตามวิธีการของพุทธบริษัท เราก็จะ ตอบไปในทางที่ว่า "การศึกนั้นคือ การยกสถานะทางวิญญาณของคนในโลกให้สูงขึ้น"
สถานะทางวิญญาณของคนในโลกตกต่ำ ด้วยอำนาจของโมหะ ของอวิชา
ของความลุ่มหลง จนเกิดกิเลสปลีกย่อยอีกมากมาย ต้องมีการยกจิตใจ หรือวิญญาณ ของมนุษย์ในโลกนี้ให้สูงขึ้นคือ อย่าให้กิเลสเหล่านั้นมาครอบงำได้ นี้คือการศึกษา ในทัศนะของพุทธบริษัท ไม่พูดถึงร่างกาย โดยเอาร่างกายเป็นสิ่งที่ไปตามอำนาจ ของจิต แล้วจิตก็เป็นไปตามอำนาจของความรู้ วิชาความรู้ สติปัญญาซึ่งจะเรียก ในมี่นี้ว่าวิญญาณ ฉะนั้นจะเป็นการยกดวงวิญญาณของสัตว์ให้สูงขึ้น
เรื่องวัตถุนั้นเกือบจะไม่ต้องพูดถึง เพราะมันเพ้อแล้ว แล้วยิ่งมาทำให้เรื่อง
ทางจิตทางวิญญาณกระทบกระเทือน หรือว่าตกต่ำเพราะทางวัตถุนั้น มันล่อลวงคน ในโลกได้ดีที่สุด เรื่องทางจิตทางวิญญาณนี้มันไม่ล่อลวงมันจึงมีอำนาจน้อย
นี้เรียกว่า จำกัดความลงไปได้ว่า การศึกษาคือการยกสถานะของวิญญาณของคน
ในโลกให้มันสูงขึ้น ๆ กิเลสครอบงำไม่ได้ ไม่หลงด้วยวัตถุ ไม่ทำลายวัตถุเปล่า ๆ ไม่ทำลายการประพฤติปฏิบัติที่ถูกต้อง ที่เป็นธรรมะนั้นด้วย โลกก็มีสันติ การศึกษา ก็เพื่อโลกมีสันติ ด้วยเหตุที่มนุษย์มีจิตใจสูงขึ้น ๆ เมื่อจิตใจสูงขึ้นจริงแล้วก็ทำอะไร ถูกเอง และก็ไม่ทำให้มากเกินไป แล้วก็ไม่ทำในสิ่งที่ไม่จำเป็น เพราะความลุ่มหลง ในเรื่องทางวัตถุเหล่านั้น
เดี๋ยวนี้ละเลยกันมาก เพราะไปเป็นทาสของวัตถุนิยม พ่อต้องไปทำงานหากิน
นั้นถูกต้องแล้ว แต่ถ้าแม่ทิ้งลูกไปเสียด้วย ไปหาเงินอีกเหมือนกัน มันก็ผิดแน่ เพราะว่าวิญญาณของลูกนี้มันจะถูกภูตผีปีศาจคร่าเอาไป กลายเป็นไม่ใช่ลูกมนุษย์ แม้จะไม่ฝากไว้ที่โรงเรียน เขาก็สอนกันแต่เรื่องวัตถุนิยม ก็ตกไปเป็นภูตผีปีศาจ อีกชนิดหนึ่ง แม้ว่าเรียนไปถึงขั้นมหาวิทยาลัยก็เป็นธาตุของวัตถุนิยม แล้วจะเป็น ทาสของอื่น ๆแทรกเข้ามาอีกมาก ไม่เป็นมนุษย์ที่ประกอบไปด้วยมนุษยธรรม ที่จะทำความสงบระงับ
ฉะนั้นการศึกษานั้นคือสิ่งที่พ่อแม่จะต้องทำ เพื่อยกระดับทางวิญญาณ
ของทารกให้ดีขึ้น แล้วก็เป็นสิ่งที่ครูบาอาจารย์ที่โรงเรียน ที่วัด ที่ไหน ก็จะต้องทำ
เดี๋ยวนี้เมื่อความนิยมมันเปลี่ยนไป แม้แต่บิดามารดาก็ยังต้องการให้สอน
อย่างอื่น ไม่ต้องการให้สอนไปในทางที่ให้มีจิตใจสูงประกอบไปด้วยธรรม เขาต้องการสอนหนังสือ รู้หนังสือเร็ว ๆ ประกอบวิชาชีพเร็ว ๆ ไปหาเงิน หาเกียรติอะไรได้เร็ว ๆ เป็นเสียอย่างนี้ ก็เลยไม่มีการสอนเรื่องที่จำทำจิตวิญญาณ ให้มันสูง มันก็ขาดไป
การศึกษาต้องเล็งถึงสิ่งดังกล่าวมานี้ ไม่ใช่ให้รู้หนังสือ การรู้หนังสือ
เดี๋ยวนี้เขาทำกันเก่งจนเพ้อ จนเป็นคนฉลาดที่จะเป็นผู้ทำลายโลก เดี๋ยวนี้มีวิชา ความรู้ทางหนังสือ ทางเทคโนโลยี่ ทางอะไรต่าง ๆ มากมาย จนถึงกับสามารถ เป็นผู้ทำลายโลกกันได้ด้วยกันแทบทุกคน แต่เรื่องจิต ทางวิญญาณนั้นไม่มีก็เลยต่ำ
การศึกษาตามความหมายของพระพุทธเจ้า เป็นการศึกษาที่ไม่ใช่ท่องบ่น
อย่างในโรงเรียน แต่เป็นการศึกษาที่จะต้องปฏิบัติอยู่ที่ กาย วาจา ใจ ท่านเรียกว่า ไตรศึกษา หรือไตรสิกขา คือศึกษาสามอย่างเรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา มัน กระทำลงไปที่กาย วาจา และ ใจ ให้มีลักษณะอย่างนั้น ๆ เรียกว่าศีล อย่างนั้น ๆ เรียกว่าสมาธิ อย่างนั้น ๆ เรียกว่าปัญญา นี้คือการศึกษา แล้วก็ต้องทำอยู่ที่เนื้อที่ตัว แล้วทำตลอดเวลาด้วย การศึกษาคืออย่างนี้
ทีนี้นักศึกษาในโลกนี้ หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักปรัชญาทางการศึกษา
ของโลกนี้ เขาไม่เคยคิดอย่างนี้ ไม่เคยมองอย่างนี้ มีแต่จำทำให้เด็กรู้หนังสือเร็ว ๆ แล้วก็อย่างวิธีที่สนุกสนาน ไม่ต้องเคารพครูบาอาจารย์ ต่อไปก็อาจจะนั่งไหว้ตู้ทีวี ตู้วิทยุ เป็นต้น เพราะว่าเขากำลังจะเรียนทางวิทยุ ทางที.วี กัน โดยไม่ต้อง ใช้ครูบาอาจารย์ก็ได้ ในอนาคตนี่ แต่ในที่สุดมันก็ไม่มีผลทางจิตใจ มีความรู้ ที่เหลือเฟือแล้วก็เฟ้อ เฟ้อจนทำลายตัวเอง
ถ้าวิญญาณสูง วิญญาณนั้นจะไม่ตะกละตะกลามในเรื่องกิน กาม เกียรติ
สามอย่างนี้เราเคยเรียกสั้น ๆ ว่า สาม ก. สามก. คือ กิน คือกาม คือเกียรติ สาม ส. คือสะอาด สว่าง สงบ สามคู่นี้มันเป็นข้าศึกแก่กัน เดี๋ยวนี้เป็นเรื่องสาม ก.
นี่แสดงโดยผล วิญญาณสูงก็คือพ้น หลุดจากความผูกพันในทางวิญญาณ
ไม่มีอะไรผูกพันทางวิญญาณ หมายความว่าไม่มีความทุกข์ วิญญาณถูกผูกพันนั้น คือความทุกข์ ถูกผูกพันด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความอะไรต่าง ๆ นี้ เลยรวมอยู่ความยึดมั่นว่า ตัวกู ว่าของกู นี่คือความผูกพันของวิญญาณ
พระพุทธเจ้าเป็นบุคคลผู้นึกถึงผู้อื่นก่อน ไปสอบสวนดูในพุทธภาษิต
ทั้งหลาย การตั้งปณิธานเพื่อเป็นพระพุทธเจ้านั้นเป็นเรื่องเพื่อผู้อื่น ยิ่งกว่าเพื่อ พระองค์ ฉะนั้นจึงยอมลงทุนมาก คือบำเพ็ญบารมีเพื่อจะให้ได้แก่ผู้อื่น ถ้าต้องการเพื่อตัวเองคนเดียวแล้ว ไม่ต้องบขำเพ็ญบารมีมากถึงขนาดนั้น
ฉะนั้นการนึกถึงผู้อื่นนั้นแม้จะนึกตั้งแต่ที่แรกไปก็ได้ แต่เดี๋ยวนี้เรา
เอาเป็นว่า เรื่องของเรามันพอ พอสมควรแล้ว พอได้พักผ่อนแล้ว ก็นึกถึงอื่น นึกถึงผู้อื่นอย่างไม่น้อยกว่านึกถึงตัว หรือว่านึกถึงผู้อื่นยิ่งกว่าตัว หรือว่านึกถึง ผู้อื่นหมดเลย หมดเลยเรื่องของเราไม่นึกอย่างนี้ก็ทำได้ ไปลองดูเถอะ ไม่ตายบางทีมันจะเจริญเร็วกว่าเสียอีก
ถ้าว่านึกถึงผู้อื่นยิ่งกว่าตัวเอง นี้ก็เป็นอุบายอันหนึ่ง เพราะว่าคนเรามัน
มักจะเห็นแก่ตัว นึกให้มากไว้ เผื่อมันรั่วไหลเสียบ้าง มันก็ยังจะพอดี หรือกล้า นึกถึงผู้อื่นหมดเลยก็ยิ่งเก่งมาก แต่คนเห็นแก่ตัวเขาไม่ยอม เพราะว่าเขาขี้ขลาด ที่จริงไม่ควรจะขี้ขลาด ถ้านึกถึงผู้อื่นทั้งหมด นั่นมันมากไป แล้วมัน ก็ได้แก่ตัวก่อน ก่อนที่จะไปได้กับผู้อื่น
เพราะว่าเราเป็นผู้นำ แม้ว่าเราจะทำอย่างช่วยเขา เราก็ได้การกระทำ
หรือได้ผลการกระทำนั้นก่อนเสมอ แต่ไม่ควรจะตั้งใจชนิดที่ไม่ซื่อ ไม่ซื่อตรงแบบนี้ ถ้าว่านึกถึงผู้อื่น ก็ให้นึกถึงผู้อื่นจริง ๆ ที่มันจะมาหาตัวนั้น มันมาของมันเอง มาก็ได้ไม่มาก็ได้ นี่เรียกว่ามีวิญญาณสูง
เดี๋ยวนี้คนเราไม่ต้องการเป็นแต่เพียงเรื่องพูด ต้องการเป็นเรื่องทำจริง แล้วก็เป็นเรื่องที่ว่ามีเหตุผลแสดงอยู่ชัดเจนอย่างเรื่องวิทยาศาสตร์ เพราะว่าเรา
ไม่ชอบปรัชญา ซึ่งเป็นเรื่องลม ๆ แล้ง ๆ ไม่มีตัวมีตน และเราชอบอย่างวิธี ว ิทยาศาสตร์ คือมีข้อเท็จจริงที่เห็นชัดอยู่แล้วก็ทำได้จริง ๆ เหมือนกับทำแก่วัตถุ
การศึกษาที่สูงก็คือการศึกษาที่ถูกต้อง พอพูดว่าศึกษาเฉย ๆ มันพร่า
มันต่ำก็ได้ ยิ่งอยู่ในมือของพวกวัตถุนิยมแล้ว มันก็ต่ำมาก เมื่อการศึกษาสูง ก็ต้องมีความถูกต้องหลายประการ แสดงอยู่ในตัวมันเอง ว่าสูงจริง
อย่างแรกที่สุดอยากจะระบุว่า เรียนรู้แต่สิ่งที่มนุษย์ควรเรียน ที่ไม่จำเป็น
ที่ไม่จำเป็นแก่มนุษย์ อย่าไปเรียน มันทำให้มาก ทำให้ยุ่ง จนที่จำเป็นนั้น ไม่ได้เรียน เรียนได้น้อย เรียนได้ด้วยความยากลำบาก สิ่งที่มนุษย์ควรเรียน ด้วยความจำเป็นไม่เพ้อ นี่คือการศึกษาที่ถูกต้องหรือสูง มันถูกจุด มีจุดหมายที่ถูกต้อง
อย่างที่สองนี่ การศึกษาสูงจริง มันต้องด้วยประสบการณ์ หรือเรียน
จากประสบการณ์แล้วก็เกิดมีประสบการณใหม่ ที่จะเป็นตัวการศึกษาจริง ๆ ขึ้นมา แต่โดยเฉพาะที่มันกำจัดความทุกข์ได้ กำจัดความโลภ ความโกรธ ความหลงได้ กำจัดกิเลสได้ การศึกษาที่สูง ต้องอย่างนี้ ไม่ใช่ไปจดไว้ในตำรา ท่องตำรา ตอบตามนั้นได้แล้วก็ได้ปริญญา เป็นเรื่องถ่ายทอดวิชาหนังสอ
อย่างที่สาม การศึกษาที่แท้จริงไม่ต้องอยู่ที่ประกาศนียบัตร
ไม่ต้องอยู่ที่เกียรติ ไม่ต้องอยู่ที่อะไร นอกไปจากความจริง แล้วก็เป็นจริงกว่า ที่คนธรรมดาเขาจะมองเห็นกัน คือไม่มองข้ามสิ่งสูงสุดที่มีอยู่แล้ว ที่จริงการที่ ไม่มีอะไรในทางวัตถุ แต่มันมันก็สูงในทางจิตใจ นั่นแหละมันสูงอยู่แล้ว
อย่างที่สี่นี้ การศึกษาที่สูงที่สุดต้องให้คนรู้จักสิ่งที่ดีที่สูง ที่มีอยู่จริง
แล้วบางทีจะว่า จะต้องมีอาบเหงื่อต่างน้ำด้วยซ้ำไป ที่มันดีจะสูง ไม่ใช่มัน ไปทำนิด ๆ หน่อย ๆ แล้วได้เงินมาก ได้เกียรติมาก ได้อะไรมาก แล้วจะเรียกว่าดี ว่าสูง ชนิดนั้นจะทำโลกให้ยุ่ง จำทำโลกให้ขาดแคลน ให้ไม่พอยิ่งขึ้นทุกที
แต่ถ้ามีคนที่เห็นว่า เป็นสุขด้วยการอาบเหงื่อทำขนมขายนี้มันก็จะ
ทำโลกนี้ให้พอ คือทำโลกนี้ให้เหลือ ให้มีสิ่งที่มนุษย์ต้องการ นั้นมันเหลือ คนจะไม่ต้องแย่งงาน คนไม่ต้องสไตรค์ กรรมกรจะไม่ต้องสไตรค์ อะไรต่าง ๆ มันจะเรียบร้อยไปหมดได้ เพราะเขามีธรรมะเป็นเครื่องช่วย
อย่างที่ห้า หรืออีกทีหนึ่งก็ว่า การศึกษาสูงนั้นต้องไม่แพง ต้องไม่มีที่แพง
ขอให้นึกถึงการศึกษาที่พระพุทธเจ้าท่านให้แก่เรา เดี๋ยวนี้เราก็นึกละอายอย่างยิ่ง พอนึกเรื่องนี้ ที่ว่าต้องมานั่งบนธรรมาสน์ แล้วก็ในสถานที่ที่ก่อขึ้นอย่างนี้ แล้วจึงมาพูดกัน ในเมื่อพระพุทธเจ้าท่านประทับตามพื้นดินสอนสาวกของท่าน กลางพื้นดินเป็นส่วนใหญ่ แม้แต่ในวิหาร วิหารนั้นก็พื้นดินตามทางเดินบนขอนไม้ อะไรต่าง ๆ นี้ก็ปรากฏในหลายเรื่องหลายราว หลายสูตรที่ท่านสอนได ้ ไม่ต้องการตึกมหาวิทยาลัย ที่มันแพงมาก แล้วจึงจะสั่งสอนกัน
นี่เราจ่ายเงินเพื่อการศึกษากันมากมาย แล้วก็ร้องว่าไม่พอกันอยู่เสมอ
เพราะเราเอามาละเลงในแม่น้ำ ไม่ได้ผลคุ้มกันเลย เท่าไรมันก็ไม่พอ ยิ่งไปจัดตาม แบบใหม่ ๆ เข้าแล้ว มันก็ยิ่งไม่พอ แม้แต่การสร้างสถานที่ก็ไม่พอ เงินเดือนครู ก็ไม่พอ อะไร ๆ มันก็ดีเกินไป มันแพงเกินไปแต่ผลมันได้นิดเดียว ไปขยาย โรงเรียน ไปเพิ่มครูให้มากขึ้น แต่ตัวการศึกษานี้มันเลวลง เพราะว่ามันไม่ทำ ให้ใครมีจิตใจสูงตามแบบนี้ได้ แล้วครูก็มีจิตใจต่ำ เพราะฉะนั้นเรียนจบก็เป็น อันธพาลกัน ในบ้านในเมืองนี้มีมากขึ้น เพราะว่าฉลาดสำหรับที่จะเป็น อันธพาล การศึกษาแบบนี้
ถ้าจะเป็นการศึกษาที่ตามธรรมชาติมากขึ้น แล้วคนก็มีจิตใจสะอาด
สว่าง สงบ หรือว่ามีจิตใจสูงมากขึ้น ให้มีการศึกษาสวยงามหรูหรา เล่นหัวมากขึ้น คนที่เรียนแล้วจะมีจิตใจเลวลง มีนิสัยแห่งความมักง่าย สะเพร่า สำรวย สำอาง สำออย อะไรต่าง ๆ มากขึ้น เพราะอุปกรณ์การศึกษาที่ว่ามันดีเกินไป การศึกษาสูงมันต้องไม่ใช้วัตถุแพง
อย่าคิดว่าไปอยู่ในบ้านเมืองที่เจริญ เช่นเมืองนอกเมืองนาแล้วจิตใจมัน
จะสูง มันจะยิ่งต่ำกว่าอยู่ที่เมืองไทย อยู่ที่เมืองไทยนี่แหละ ถ้าอยู่ในป่าดงมันจะมี จิตใจที่สูงกว่าที่ไปอยู่ในเมืองหลวงได้ เรื่องที่มีมาแล้ว หรือมันจะมีต่อไปอีกก็ได้ กำลังมีอยู่ก็ได้
ถ้าเราอยู่ในที่ที่ว่ามีจิตใจสูงสะอาด สว่าง สงบ นี้มันดีกว่า นี่อยากไป
สนุกสนาน อยากไปหาความอิสระในทางกิเลส บางคนถึงกับหลอกพ่อแม่ให้สิ้น เนื้อประดาตัวก็มี มันมีจิตใจทรามตั้งแต่ก่อนไปแล้วเอาละ ว่าเป็นผู้ดี สอบไล่ชิงทุน ได้อะไรได้ก็ตามเถอะ แต่ความเห่อเหิมทำนองนี้ไม่จัดว่าเป็นของดีไปได้ อยากมาก ก็เป็นของธรรมดา แต่ส่วนมากมันไม่เป็นอย่างนั้น มันไปด้วยความทะเยอทะยาน
แล้วที่มันร้ายไปกว่านั้น ก็พอกลับมาถึง ก็เอาของวิเศษเมืองนอกนั่นแหละ
มา ติดตัวมา แล้วก็มาไล่อะไรต่าง ๆ ที่เป็นของไทยออกไป มาไล่วัฒนธรรมไทยแท้ บริสุทธิ์สะอาดออกไป เอาวัฒนธรรมวัตถุตะวันตกมา เอาของใหม่มาไล่ของเก่า เขาของนอกโน้นมาไล่ของในออกไป นี่ระวังให้ดี นี่คือความทรามอย่างยิ่ง
เอาของนอกมาปรับปรุงของในให้มันดีขึ้น นี้ถูกต้อง แต่ว่าเอาของนอกมา
ไล่ของในออกไป เอาของนอกใส่แทนนี้ผิดอย่างยิ่ง อย่าไปยกเลิกของในหรือ ของเดิม ที่สืบ ๆ กันมาไม่รู้กี่สิบชั่วบรรพบุรุษแล้ว อย่าไปเอาของใหม่มาลาของเก่า ออกไป ขอให้ฟังให้ดี เรากำลังจะเข้าใจผิด บางทีก็เนื่องด้วยคำพูด
ข้อนี้อยากจะขอรบกวนเวลา ให้สนใจสักหน่อย มันมีความสำคัญมาก
ความเป็นไทยของเราต้องเหลืออยู่ อิสรภาพหมดไป ก็เหลือแต่ความเป็นสุนัขรับใช้ คำนี้ได้ยินมากที่สุกในวิทยุ อิสรภาพหมดไปแล้วก็เหลือความเป็นสุนัขรับใช้ เพราะมันตรงกันข้าม เป็นไทยกับเป็นทาส
นี้ระวังว่า อย่าเอาตะวันตกมาใส่แทนตะวันออก ไล่ความเป็นตะวันออก
วัฒนธรรมตะวันออก หรือคนไทยอย่างนี้ไปเสีย มันจะสูญความหมายเดิม มันจะ ทำได้ก็เพียงว่า เอาส่วนประกอบผิว ๆ นอก ๆ นั้นมาปรับปรุงแก้ไข ตกแต่ง วิญญาณเดิม ๆ ของเราให้มันดีขึ้น ให้มันทันสมัยขึ้น หรือให้มันเข้ากับสิ่งแวดล้อม สมัยปัจจุบันดีขึ้น
เดี๋ยวนี้ไม่เป็นอย่างนั้น พิจารณาดูแล้ว คล้าย ๆ กับจะรับเอาระบบศึกษา
ตะวันตกทั้งดุ้น มาดุนวิญญาณเดิม ๆ ของการศึกษาอย่างไทย ๆ นี้ออกไปหมด ให้ของฝรั่งนั้นมาอยู่แทน นี้มันจะหมดความเป็นไทย แล้วจะเหลือความเป็น สุนัขรับใช้ ซึ่งไม่ใช่คนแล้วที่นี้
นี่จึงกล่าวเป็นเครื่องให้สังเกตได้ง่าย ๆ สำหรับจำใช้ไปสังเกตต่อไปว่า
ถ้าไม่มีการบังคับกิเลสแล้ว เป็นไม่ใช่การศึกษา จะระดับอนุบาลก็ดี ประถมก็ดี มัธยมก็ดี วิทยาลัยก็ดี มหาวิทยาลัยก็ดี หรือจะมีอะไรที่สูงไปกว่านั้นก็ตาม ถ้าไม่มีการบังคับกิเลสแล้ว นั่นไม่ใช่การศึกษา เป็นอุบายอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อการได้ทำตามกิเลสของคนเหล่านั้น
ที่นี้ว่า เมื่อเป็นกิเลสแล้ว มันก็ทำกับมันยากแหละ เพราะว่ามันมีโฉมหน้าที่
หลอกลวง รู้เท่าทันได้ยาก สิ่งที่เรียกว่ากิเลส มันโกง มันคด ฉะนั้นต้องระวังมาก กว่าธรรมดา กิเลสหลอกให้ไปหาเหยื่อต่าง ๆ ให้เกียรติแก่กิเลส มันหาเหยื่อ ให ้แก่โมหะ หาเหยื่อให้แก่ความโง่ ที่จะได้โง่หนักขึ้นไปกว่าเดิม นั่นแหละคือกิเลส ถ้ายิ่งก้าวหน้าในทางศึกษาแบบนี้ มันก็ยิ่งเพิ่มวิกฤติการณ์ คือเพิ่มความทุกข์ขึ้นมา ในโลก ต้องจัดการศึกษาใหม่ ในลักษณะที่จะทำให้โลกนี้มีธรรมะมาคุ้มครอง มีพระเจ้ามาคุ้มครอง แล้วโลกนี้ก็มีสันติ
นี่อาตมาขอร้องซ้ำอีกครั้งหนึ่งว่า เรื่องนี้อย่าไปถือเสียว่าไม่ใช่ธุระของเรา
ถ้ายังคงเป็นพุทธบริษัทอยู่เพียงใด ยังเคารพ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่เพียง ใดแล้ว ก็ต้องรู้เถิดว่า วัตถุประสงค์ของพระพุทธเจ้านั้น ท่านต้องการให้พุทธบริษัท ทุกคนยอมรับรู้เรื่องของเพื่อนมนุษย์ทั่วไปหมดทั้งโลก ทั้งสากลจักรวาล แล้วการ ที่เราไปนึกถึงคนเหล่านั้น ก็ใช่ว่าจำเป็นว่าเราจะต้องสูญเสีย หรือทำลายอะไรที่เป็น ประโยชน์ของเราเอง มันทำไปได้พร้อมกัน
การที่เราจะไม่นึกถึงสัตว์ทั้งหลายนั้นแหละ มันจะเกิดความเห็นแก่ตัวขึ้นมา
ไม่ทันรู้ แล้วมันก็จะถูก ดึง เลี้ยว ไปในทางกิเลสไม่ทันรู้อีกเหมือนกัน ฉะนั้นการ นึกถึงผู้อื่น ด้วยจิตใจบริสุทธิ์นี้ก็เป็นเครื่องคุ้มครองที่ดีด้วย เป็นการบำเพ็ญกุศลที่ สูงสุดพร้อมกันไป หลาย ๆ อย่างด้วย เรียกว่าประโยชน์ตนก็ได้ ประโยชน์ผู้อื่นก็ได ้ แล้วก็ช่วยกันทำโลกให้มีสันติ ตามความมุ่งหมายของพุทธประสงค์
|
|
นาย ประทีป วัฒนสิทธิ์
2012-07-17 12:22:55 +0700
|
สวัสดีครับ หากท่านสนใจ เรื่องอื่น ๆ โปรดคลิก ที่นี่สู่เว็บไซต์ กระผมทันที่ครับ
http://www.nature-dhrama.com
|
|
ครูน้อยคนหนึ่ง ศิริลักษณ์ ชมภูคำ
2013-01-14 01:56:20 +0700
|
ปัจจุบันคนเรามุ่งแต่แข่งขันแต่ไม่แบ่งปันหางไกลธรรมชีวิตจึงเร่าร้อนชื่นใจที่ยังมีพื้นที่สวยงามใหัได้พักพิงค่ะ
GotoKnow เป็นบริการสังคมของ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้รับการสนับสนุนโดย
GotoKnow ให้บริการโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ภายใต้เงื่อนไขที่สมาชิกใช้บริการโดยไม่หวังผลทางการค้า
![]()
ขอบคุณอาจารย์ครับ....ที่ทำให้ผมระลึกถึงหมาหางด้วน...การปีนป่ายต้นไม้แห่งปัญญา...บทเพลงเยียวยาชีวิต....และบุคคลที่ธรรมดาแต่ยิ่งใหญ๋...ท่านพุทธทาส...ในยามเช้าครับ