คำกล่าวของบุคคลตัวอย่างสองท่าน "เมื่อเราตายไปแล้ว เราเอาอะไรติดตัวไปไม่ได้ มีเพียงจิตที่ถูกพัฒนาแล้วเท่านั้น" และ “อยากเปลี่ยนภพเป็นภูมิก็ต้องอาศัยการศึกษาควบคู่ไปกับการเป็นคนดีมีศีลธรรม”

ความหมายคำว่า “การศึกษา”

 

คำว่า “การศึกษา” ภาษาอังกฤษ “eduction” มีรากศัพท์มาจากภาษาละติน “educare” หมายถึงเลี้ยงดู อบรม บ่มเพาะ (“to bring up")  ซึ่งประกอบด้วยคำว่า “e” ภายนอก และ “ducere” นำไปสู่, เจริญก้าวหน้า ("to lead; to bring forward")  ดังนั้น การศึกษาจึงมีนัยยะถึงการทำให้เกิดความจริญงอกงามและเป็นการดึงศักยภาพจากภายในออกมาสู่ภายนอก

 

ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๔ นิยามคำว่า  “การศึกษา” หมายความว่า “กระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคม      โดยการถ่ายทอดความรู้ การฝึกการอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลง ความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจากการจัดสภาพแวดล้อมสังคม การเรียนรู้และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต”  

 

คำว่าการศึกษาจึงเป็นกระบวนการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาให้เด็กเจริญเติบโตงอกงาม โดยเมื่อพิจารณาเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติตามมาตรา ๖  จะเห็นชัดเจนว่าการจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิตสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข

 

คำว่า “มนุษย์ที่สมบูรณ์” ทั้งกาย ใจ และสติปัญญาจึงเป็นเป้าหมายสำคัญของการศึกษา ปัญหามีอยู่ว่าจะพัฒนาอย่างไรให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

 

 

ขอกลับมาที่ความหมายของคำว่า “การศึกษา” อีกครั้ง ซึ่งจะทำให้เข้าใจคำว่า “มนุษย์ที่สมบูรณ์” มากยิ่งขึ้น เมื่อพิจารณา คำว่า “ศึกษา” ที่คนไทยนำมาใช้มีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า “สิกขา” ในภาษาบาลี อันประกอบด้วยที่มาของความหมายดังนี้[1]

 

๑.    สิกฺขา มาจากคำว่า สยํ + อิกฺข  สยํ แปลว่า เอง   อิกฺข แปลว่า เห็น  หมายถึง “เห็นเอง”

 

๒. สิกฺขา มาจากคำว่า สห + อิกฺข    สห แปลว่า ร่วม ร่วมกัน  อิกฺข แปลว่า เห็น  หมายถึง “เห็นร่วมกัน”

 

 ๓. สิกฺขา มาจากคำว่า สยํ + อิกฺข  สมฺมา แปลว่า ดี ชอบ  อิกฺข แปลว่า เห็น หมายถึง “เห็นดี เห็นชอบ”

 

ศึกษาหรือสิกขาตามแนวพุทธจึงหมายถึง “การศึกษาเล่าเรียนหรือการเรียนรู้ ประสบการณ์ในด้านต่าง ๆ อันเกิดจากการเห็นเอง เห็นร่วมกัน ส่งผลให้เกิดความรู้ที่เป็นความรู้ที่ดีที่ชอบประกอบด้วยประโยชน์” ซึ่งตามหลักไตรสิกขา หรือ สิกขา ๓ ประกอบด้วย

๑. สีลสิกขา ศึกษาเรื่องศีล ความปกติทางกายทวารของตัวเรา

๒. สมาธิสิกขา ศึกษาเรื่องสมาธิ ความตั้งมั่นทางจิตใจของตัวเรา

๓. ปัญญาสิกขา ศึกษาเรื่องปัญญา ความรู้ ความสามารถที่เกิดจากการเรียนรู้สั่งสมประสบการณ์ด้วยตัวเอง

 "ศึกษา" และ "สิกขา" จึงมีรากฐานตามแนวพุทธวิถี ซึ่งสอดคล้องกับความเป็นจริงที่จะต้องศึกษาให้ "รู้"  ถึง "กาย" "ใจ" นำไปสู่  "ปัญญา" ที่งอกงามขึ้นตามลำดับ

 

 การพัฒนาสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

การศึกษาจึงเป็นเรื่องของการพัฒนาทั้งในด้านกาย ใจและสติปัญญา ทั้งนี้  การอธิบายความหมาย “การศึกษา” ข้างต้นโดยเริ่มจากรากศัพท์ เพียงเพื่อจะนำไปสู่การพิจารณาว่าไม่ว่าทิศทางการพัฒนาการศึกษาจะเป็นไปอย่างไรตามนโยบายหรือการขับเคลื่อนของทุกภาคส่วน แต่สิ่งที่สำคัญคือรากเหง้าอันได้แก่ “ภูมินิเวศน์”  ที่จะต้องปลูกฝังให้เยาวชนไทยได้ศึกษาครบมิติทั้งประวัติศาสตร์ สังคมและการเมืองของไทยไปจนถึงการทำความเข้าใจในทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของถิ่นฐานบ้านเกิดที่เราได้ใช้ชีวิตสืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น  และโดยเฉพาะ “ภูมิธรรม” ซึ่งจะเป็นภูมิคุ้มกันมิให้เยาวชนเติบโตอย่างผิดทิศผิดทาง

 

 

การศึกษาเพื่อการพัฒนาให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์นั้นตรงกับหลักพุทธศาสนา โดยพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต)  เรียกว่าการพัฒนา ๔ ด้าน[2]

“๑.    พัฒนากาย… แยกได้เป็นหลายอย่าง อย่างง่ายที่สุดก็คือพัฒนาร่างกายให้แข็งแรง มีสุขภาพดี หายโรคหายภัย ปราศจากโรค เท่าที่เป็นไปได้… แต่พุทธศาสนายังพูดต่อไปอีกถึงการพัฒนากายในความหมายว่าเป็นการพัฒนาความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพอย่างถูกต้องดีงาม …                                      

 ๒. พัฒนาศีล… คือ การพัฒนาการอยู่ร่วมกันในสัมคมด้วยดี อย่างเกื้อกูลเป็นประโยชน์และมีอาชีพที่ถูกต้อง… พัฒนาศีลนี่เป็นปัจจุบันเขาเรียกว่า “พัฒนาการทางสังคม”

๓. พัฒนาจิต… เป็นการฝึกอบรมเสริมสร้างจิตใจให้พรั่ง พร้อมสมบูรณ์ด้วยคุณสมบัติทั้ง  ๓  ด้าน คือ

๑)  คุณภาพจิต ได้แก่ คุณธรรมต่าง ๆ คือ สร้างเสริมจิตใจให้ดีงาม…

๒)  สมรรถภาพจิต หรือความสามารถของจิต

๓)  สุขภาพจิต คือ มีจิตที่มีสุขภาพดี

๔. พัฒนาปัญญา… แบ่งเป็นอย่างคร่าว ๆ ดังนี้

(ขั้นที่ ๑)  คือ ปัญญาที่เป็นความรู้ความเข้าใจในศิลปวิทยาการ…

(ขั้นที่ ๒) ลึกซึ้งลงไปอีก คือ การรับรู้เรียนรู้อย่างถูกต้องตามความจริง ไม่บิดเบือนหรือเอนเอียงด้วยอคติ…

 (ขั้นที่ ๓) เหนือจากการรับรู้ไป… คือการคิดการวินิจฉัย ซึ่งหมายถึงการคิดวินิจฉัย ด้วยการใช้ปัญญาโดยบริสุทธิ์ใจ...

(ขั้นที่ ๔) คือปัญญาที่รู้จักเข้าใจโลก และชีวิตตามความเป็นจริงทางเสื่อมทางเจริญและเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง รู้วิธีแก้ไขปัญหาและสร้างสรรค์ความสำเร็จ ที่ทำให้พัฒนาคน พัฒนาชีวิตและสังคม ให้เจริญดีงามยิ่ง ๆ ขึ้นไป

(ขั้นสุดท้าย) ได้แก่ ปัญญาที่รู้เท่าทันธรรมดาของสังขาร คือโลกและชีวิต เข้าถึงความจริงแท้ ถึงขั้นทำให้จิตในเป็นอิสระ หลุดพ้นจากความทุกข์โดยสมบูรณ์…

 

          การพัฒนาทั้ง ๔ ด้านดังกล่าวเป็นการพัฒนาไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ซึ่งแน่นอนว่าย่อมจะต้องใช้ระยะเวลายาวนานมาก ถ้าพิจารณาให้ดี จะเห็นว่าการพัฒนาปัญญาในการศึกษาของไทยเราเพียงแค่ขั้นที่ ๑ เท่านั้น จึงยังอีกห่างไกลมากและยากที่จะทำให้ใครเข้าใจถึงปัญญาในขั้นที่สูงขึ้นเรื่่อย ๆ แต่หากเริ่มต้นปลูกฝังตั้งแต่เยาว์วัยก็จะเป็นการติดตั้งเครื่องมือการเรียนรู้ให้กับเด็ก ทำให้เด็กมองเห็นต้นทางที่จะพัฒนาต่อไปได้ด้วยตนเอง

 

         แนวทางการปลูกฝังดังกล่าว ครู ผู้ปกครอง ผู้ใหญ่ควรมุ่งเน้นที่การศึกษาแบบให้เกิดการเรียนรู้ที่ดึงศักยภาพภายในออกมาภายนอก หรือเป็นการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ สอดคล้องกับคำกล่าวของศ.นพ.ประเวศ วะสีจากหนังสือ “ธรรมชาติของสรรพสิ่ง การเข้าถึงความจริงทั้งหมด”  ที่ว่า

         

การเรียนรู้ต้องปฏิสัมพันธ์กันทั้งภายนอกและภายใน และ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายใน หรือ จิตใจตัวเองด้วยทุกครั้งไปที่มีการเรียนรู้ การเรียนรู้จึงจะพัฒนาความเป็นมนุษย์ หรือ ก่อให้เกิดความเจริญอย่างแท้จริง...”

 

มาถึงตรงนี้ คำว่าการศึกษาจึงชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ หากมองให้ถึงแก่นแท้ว่าการศึกษาคือการเปลี่ยนแปลงจากภายในให้เจริญงอกงามได้ด้วยตนเอง

 

การสอนให้เด็ก “เก่ง” “ฉลาด” จึงไม่สำคัญเท่ากับสอนให้ “ดี” และการสอนให้ “ดี” นั้นยากมาก เพราะการจะดีหรือไม่ อยู่ภายในที่ลึกยากแท้หยั่งถึง ไม่เหมือน “ฉลาด” ที่วัดไอคิวได้ หรือ “เก่ง” ที่วัดจากความสามารถประเภทต่าง ๆ ได้ ความดีอาจไม่ใช่สิ่งที่ปรากฎให้เห็นจากภายนอกเท่านั้น แต่คือปัญญาที่เหนือกว่าปัญญาทั่วไป มีความเป็นปกติ ธรรมดา สงบเย็นและงดงามจากภายใน 

 

 

ในชีวิตของผู้เขียน พบท่านผู้หนึ่งซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีในการอธิบายคำว่า “มนุษย์ที่สมบูรณ์” ท่านเป็น “อาจารย์หมอศิริราช” แต่มานั่งเรียนกฎหมายทั้งที่อีกไม่ถึง ๑๐ ปีท่านก็จะเกษียณอายุราชการแล้ว  ท่านเป็นศิษย์หลวงพ่อจรัญ เป็นคุณหมอที่สมถะมาก มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ว่าผู้ที่ท่านจะพูดคุยทักทายด้วยเป็นใคร ท่านจะใช้คำพูดว่า "ท่าน" กับ "กระผม" และลงท้ายว่า "ครับท่าน" อยู่เนืองๆ และมีรอยยิ้มที่แจ่มใส น้ำเสียงอ่อนโยน  ท่านมีภรรยาซึ่งเป็นหมอและใฝ่ธรรมะเช่นกัน  ท่านเคยพาผู้เขียนและครอบครัวไปเยี่ยมบ้านของท่าน ท่านพานั่งรถกระบะธรรมดาคันหนึ่งไป  บ้านของท่านคือคอนโดห้องไม่ใหญ่โตอะไร มีห้องนอน ห้องน้ำ มีมุมทานอาหาร และมุมนั่งสมาธิ คอนโดนี้อยู่ใกล้ริมน้ำที่เป็นคลองแยกออกมาจากแม่น้ำเจ้าพระยา อยู่ไม่ไกลโรงพยาบาลศิริราช

 

ผู้เขียนไม่กล้าถามว่าท่านมาเรียนกฎหมายทำไม และจริง ๆ แล้วท่านก็ไม่ได้เรียนแค่นี้ ท่านยังเรียนอีกหลายสาขาวิชา หลังจากจบนิติศาสตร์ ท่านก็เรียนภาษาบาลีอย่างจริง ๆ จัง ๆ ต่อเนื่องไป ในแต่ละปี ท่านจะเชิญชวนให้แพทย์ พยาบาลและเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเดินทางไปปฏิธรรมที่วัดหลวงพ่อจรัญ จ. สิงห์บุรี และมีกิจกรรมทำบุญหลายอย่าง ได้แก่ ปล่อยโคกระบือ คำกล่าวหนึ่งที่ท่านบอกผู้เขียนก็คือ "เมื่อเราตายไปแล้ว เราเอาอะไรติดตัวไปไม่ได้ มีเพียงจิตที่ถูกพัฒนาแล้วเท่านั้น" และท่านยังแนะนำผู้เขียนว่าหากอยากเปลี่ยนภพเปลี่ยนภูมิให้เริ่มจากอธิษฐานบารมี และพากเพียรที่จะปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง  ทุกวันนี้ สิ่งที่ผู้เขียนเห็นคือชีวิตท่านสงบสุขเรียบง่าย ไม่พะรุงพะรัง 

 

 

นอกจากตัวอย่างพี่หมอท่านนี้แล้ว  ผู้เขียนก็นึกถึงอาจารย์ของผู้เขียน ท่านเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกาและเป็นอาจารย์สอนกฎหมายด้วย  ท่านบอกว่าคนขับรถของท่านขับรถพาท่านไปทำงาน ไปบรรยายในสถาบันการศึกษาต่าง ๆ อยู่เสมอ  ท่านเห็นว่าเขาเป็นคนซื่อสัตย์ขยันหมั่นเพียร จึงแนะนำให้เรียนกฎหมาย คนขับรถของท่านก็หาเวลาไปเรียน เวลาว่างรอรับท่าน ก็อ่านหนังสือ ชอบช่วยเหลือคนรอบข้างและเป็นคนชอบนั่งสมาธิวิปัสสนา ทำบุญอยู่เสมอ เวลาผ่านไปไม่ถึงสิบปี เขาก็สอบเป็นผู้พิพากษาได้ อาจารย์ของผู้เขียนกล่าวมาคำหนึ่งว่า “อยากเปลี่ยนภพเป็นภูมิก็ต้องอาศัยการศึกษาควบคู่ไปกับการเป็นคนดีมีศีลธรรม” เห็นไหมคนขับรถของอาจารย์สามารถทำได้

 

ทั้งสองตัวอย่างหากพิจารณาเชื่อมโยงกัน สิ่งที่ผู้เขียน "ฉุกคิด" คือท่านทั้งสองจะพูดถึงเรื่องการเปลี่ยนภพเปลี่ยนภูมิ และเน้นการศึกษา ซึ่งเป็นการศึกษาที่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรหากเปลี่ยนแปลงจาก "ข้างใน" เราได้ เราจะเปลี่ยนภพเปลี่ยนภูมิเราทั้งในปัจจุบันและไร้กาลเวลา  ทำให้ผู้เขียนนึกถึงคำกล่าวที่ตนเคยพูดไว้ในการอบรมครั้งหนึ่งว่า "รู้เพื่อละ" มิใช่  "รู้เพื่อตอบสนองกิเลส" 

 

"จิต" เราเปลี่ยนได้ทุกขณะ เป็นสภาวะที่มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา จึงไม่ควรละเว้นการให้อาหารจิต โน้มเอียงไปสู่การสร้างกุศลจากภายในสู่ภายนอก 

 

การสอน การสร้างคน ๆ หนึ่งให้เป็นคนดีที่ผู้เขียนขอเสนอในเบื้องต้น ณ ที่นี้ คือการสอนให้เด็กมี “จิตเป็นกุศล" อยู่เนือง ๆ ได้แก่ การสร้างจิตสาธารณะให้แก่เด็ก  ซึ่งเป็นการสร้างเสริมผลบุญให้กับตัวเด็กเองด้วย การสอนเช่นนี้เป็นการสอนให้รู้จักคำว่า"ให้" และเห็นแก่ตัวเองน้อยลง นึกถึงส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ส่วนวิธีการสอนเชิงรูปธรรมจะเป็นอย่างไรนั้น ผู้เขียนมีความเชื่อมั่นว่าบิดามารดาครูบาอาจารย์และผู้ใหญ่ทุกท่านมีวิธีการสอนที่ดีอย่างแน่นอน 

 

  

มาถึงตอนนี้ ผู้เขียนเพิ่งสังเกตเห็นว่า

            การเป็นคนที่ดีให้ได้ นั่นคือรางวัลของครู

http://youtu.be/02_EA9OT_VM

 

                                                    

 

 



[1]แหล่งข้อมูล  http://www.kroobannok.com/blog/21107

[2] จิตรกร  ตั้งเกษมสุข และธรรมเกียรติ  กันอริ,  หยาดเพชร หยาดธรรม, ภูมิปัญญาเพื่อการศึกษาไทย รวบรวมและเรียบเรียงจากงานนิพนธ์ของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต), น. ๒๘ – ๒๙.