สมาชิก
แลกเปลี่ยน

หนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน : วันเปิดตัวโครงการว่าด้วย "พลังงานและบ้านดิน" ของชาววิศวะ มมส

 เป็นความ “ท้าทาย” อันยิ่งใหญ่ของการนำชาวบ้านกลุ่มเดิมๆ ที่เคยเรียนรู้เรื่องเหล่านี้จากปีที่แล้วให้หันกลับมาร่วมทำงานในครั้งนี้ได้อีก 

วันนี้ (10 มิถุนายน 2555) ภายใต้ภารกิจอันเร่งรีบหลายอย่าง ผมไม่ลืมปลีกตัวเข้าร่วมสังเกตการณ์การจัดกิจกรรม “1 หลักสูตร 1 ชุมชน” ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ ณ วัดเจริญผล บ้านท่าขอนยาง ต.ท่าขอนยาง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม

กิจกรรมที่ว่านั้นประกอบด้วย 2 กิจกรรม คือ (1)  โครงการ “ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสร้างอาคารดินอบสมุนไพรเพื่อความยั่งยืนของชุมชนบ้านท่าขอนยาง” และ (2) โครงการ “ให้ความรู้และการถ่ายทอดเทคนิคการสร้างอาคารดินพลังงานแสงอาทิตย์ตามแนวพระราชดำริการใช้พลังงานทดแทน”

 

 

ทั้งสองโครงการมีวัตถุประสงค์หลักๆ ที่หนุนเนื่องไปด้วยกัน เช่น  สร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชนเพื่อการลดพลังงาน  ติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์กับอาคารดินเป็นต้นแบบของพลังงานสะอาดภายในชุมชน และพัฒนาบ้านดินโดยใช้วัสดุในท้องถิ่นสำหรับใช้เป็นห้องอบสมุนไพรเพื่อสุขภาพแก่ชุมชนบ้านท่าขอนยาง เพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชนภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงและความยั่งยืน โดยโครงการแรกนั้น อาจารย์ศิริลักษณ์ วงศ์เกษม เป็นผู้รับผิดชอบหลัก ส่วนโครงการหลังนั้น อาจารย์จินดาพร   จำรัสเลิศลักษณ์ เป็นผู้รับผิดชอบหลัก


กิจกรรมในวันนั้น  เสมือนการเปิดตัวโครงการโดยทั่วไป  มีการพบปะพูดคุยเพื่อบอกเล่าถึงประเด็นสำคัญๆ เช่น วัตถุประสงค์ เป้าหมาย แผนการดำเนินงาน  เสมือนว่าใช้เวทีในวันนี้เป็นเครื่องมือในการ “ประชาสัมพันธ์” กิจกรรมไปในตัว  แต่แทนที่จะมาบอกเล่าเฉยๆ ทางคณะกลับใช้กลยุทธเชิงรุกหนุนเสริมเข้ามาด้วย นั่นก็คือการบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่อง “การประหยัดพลังงาน” อาทิ

  • วิธีการประหยัดไฟฟ้าอย่างง่าย

  • 108 วิธีประหยัดพลังงาน

  • แผงรับพลังงานแสงอาทิตย์

 

 

การบรรยายดังกล่าว จัดขึ้นบนศาลาวัด จัดวางเก้าอี้ให้ชาวบ้านและนิสิตได้นั่งอย่างเป็นระบบระเบียบ มีสื่อมาจัดแสดงประกอบการบรรยาย หรือการบอกเล่า พอเล่าเสร็จก็มีการประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้แต่ละครัวเรือนสมัครเข้าร่วมเป็น “ครอบครัวประหยัดพลังงาน”  โดยในแต่ละเดือน มหาวิทยาลัยฯ จะเข้ามาประเมินปริมาณการใช้ไฟฟ้าของแต่ละครัวเรือน

  • หากใครลดพลังงาน หรือประหยัดไฟฟ้าได้มากที่สุด ก็จะมีรางวัล รวมถึงนำเงินรางวัลมามอบให้

 

 

ประเด็นดังกล่าวยอมรับว่าขับเคลื่อนเหมือนประชานิยมอยู่ไม่น้อย แต่ถ้าไม่ติดยึดเรื่อง “รางวัล” หรือสิ่งของแลกเปลี่ยนมากนัก ก็พอมองได้ว่านั่นคือ “รางวัลของการทำดี”  เป็นกลไกของการกระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจในการดูแลโลกใบนี้ร่วมกันในอีกมิติหนึ่ง  แต่ก็ต้องไม่ยิ่งใหญ่เกินกว่ากระบวนการที่ต้องมุ่งเรียนรู้ร่วมกัน  เพื่อหนุนส่งให้ชาวบ้านเกิดความตระหนักในเรื่องเหล่านี้อย่างจริงๆ จังๆ (จริงจัง-จริงใจ)

   

  • ไม่ใช่ถือปฏิบัติตามกระแส พอโครงการปิดตัวลง หรือไม่ได้รางวัล ก็ค่อยๆ ล้มเลิกความตั้งใจไปเฉยๆ

  • รวมถึงกระบวนการให้ “ชาวบ้าน”   ได้เป็นผู้ดูแลตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ด้วยตนเองตลอดจนกระตุ้นให้เกิดการ “รวมกลุ่ม” ขึ้นมาในชุมชน เพื่อขับเคลื่อนเรื่องเหล่านี้โดยตรง ก็ยิ่งดีไปใหญ่

 

  

ครับ-ด้วยความที่ว่าผมเพิ่งมีโอกาสได้เข้าร่วมสังเกตการณ์ ประกอบกับในห้วงเวลาเช่นนั้น  ไม่มีโอกาสได้สนทนากับอาจารย์และนิสิตมากมายนัก  จึงไม่อาจรู้ได้ว่ากระบวนการลงสู่ชุมชนนั้น ขับเคลื่อนเป็นระยะๆ มาอย่างไร  รู้แต่เพียงแต่ว่า  เมื่อปีที่แล้ว คณะวิศวกรรมศาสตร์  เคยได้จัดกิจกรรมการบริการวิชาการแก่สังคมในชุมชนแห่งนี้ถึง 2 กิจกรรม  นั่นคือ “โครงการบริการวิชาการบ้านดิน และชุมชนบ้านท่าขอนยางเพื่อความยั่งยืน”  และ "โครงการออกแบบและสร้างรถไอน้ำโดยใช้ถ่านไม้เป็นเชื้อเพลิง”

 

ด้วยเหตุนี้จึงนับได้ว่ากิจกรรมที่กำลังเกิดขึ้นนั้น เป็นเสมือนการ “ต่อยอด” จากเรื่องเดิมๆ  การขับเคลื่อนเช่นนี้ จึงมีลักษณะเด่นด้วยการมี “ทุน”  ในการทำงานอยู่อย่างพอตัว  ทั้งในมิติของการสานต่อภารกิจ อันเป็นความต้องการของชุมชน (Need Assessment) รวมถึงการมีเครือข่าย หรือมีความคุ้นเคยกับพื้นที่นั่นเอง

 

 


อย่างไรก็ตามในกระบวนการทำงานทั้งปวงนั้น  ผมไม่กังขาต่อ “องค์ความรู้” ของคณะ ทั้งโดยอาจารย์ เจ้าหน้าที่และนิสิต หรือแม้แต่องค์ความรู้ หรือภูมิปัญญาชาวบ้าน (People’s Knowledge) ของชาวบ้านเลยแม้แต่น้อย  เพราะเชื่อว่าทุกภาคส่วนมี “ความรู้เป็นอาวุธ” อยู่ในตัวอย่างหลากล้นอยู่แล้ว  ขึ้นอยู่กับว่าจะสามารถบูรณาการเข้าด้วยกันได้อย่างไร  อีกทั้งยังเป็นความ “ท้าทาย” อันยิ่งใหญ่ของการนำชาวบ้านกลุ่มเดิมๆ ที่เคยเรียนรู้เรื่องเหล่านี้จากปีที่แล้วให้หันกลับมาร่วมทำงานในครั้งนี้ได้อีก

 

  • ผมมองว่าประเด็นนี้ คือภาพสะท้อนความเข้มแข็ง-ยั่งยืนได้เหมือนกัน

 

แน่นอนครับ สิ่งหนึ่งที่ผมมีโอกาสได้ถามทักนิสิตแบบง่ายๆ ก็คือ “เคยรู้เรื่องราวชุมชนนี้หรือไม่”  เช่น ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น  สถานที่สำคัญ เป็นต้น ซึ่งนิสิตก็ตอบแบบใสซื่อว่า “ยังไม่ได้ศึกษาเลยครับ”

 


ครับ-ดังที่กล่าวอ้างข้างต้น  การงานในวันนี้เป็นการเปิดตัวโครงการฯ ยังไม่ปักหลักลงไม้ลงมือกันอย่างเต็มสูบ  เพราะยังต้องทำแผนการดำเนินงานร่วมกับชุมชนอีกรอบ  แต่ถึงกระนั้นผมก็ยังขบคิดลึกๆ ถึงกระบวนการในระบบ “ต้นน้ำ-กลางน้ำ” อยู่วันยังค่ำ  เพราะจะเป็นการดีอย่างยิ่งหากนิสิตที่เข้าร่วมถูกคัดกรอง หรือเตรียมความพร้อมก่อนการลงสู่ชุมชนอย่าง “เนียนๆ” เป็นต้นว่า  มีการปฐมนิเทศนิสิตให้รู้ถึงรายละเอียดโครงการ  รู้ถึงบริบทเฉพาะท้องถิ่น (Local Context) รู้บทบาทหน้าที่ทั้งในมิติของการเป็น “ผู้เรียนรู้” และมิติของการเป็น “ผู้ให้บริการ” ฯลฯ

 

สิ่งเหล่านี้นับเป็นสิ่งจำเป็น และเป็นหัวใจหลักของการทำงานร่วมกับชุมชน เพราะจะทำให้เราเข้าใจถึง “ฮีตคอง” ของชุมชนนั้นๆ เสมือน “เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม”  หรือไม่ก็เหมือนกับที่ผมเคยเขียนถึงกลวิธีในการลงสู่ชุมชนของชาวค่ายฯ ว่า “รู้ตัวตนโครงการ.. รู้ว่าทุกถิ่นฐานมีเรื่องเล่า” นั่นแหละ

  •  ยิ่งหากนิสิตมีสมุดบันทึกการเรียนรู้เป็นของตัวเองคนละเล่ม  แล้วบันทึกเรื่องราวที่ได้ทำ ได้เห็น ...บันทึกในสิ่งที่ตนเองรู้สึก...บันทึกมุมมองต่อปรากฏการณ์ของกิจกรรมที่กำลังทำ 

  • ผมเชื่อว่าจะเป็นกลไกอันดีในการที่จะพัฒนานิสิตผ่านโครงการดังกล่าว


 ครับ-เหตุผมที่ผมคิดเช่นนั้นก็คือชุมชนแห่งนี้เป็นชุมชนที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน กลุ่มคนที่อาศัยอยู่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่เรียกตนเองว่า “เผ่าไทญ้อ” ที่อพยพข้ามฝั่งโขงมาตั้งรกรากเป็นบ้านเรือนในช่วงสมัยรัชกาลที่ 3 มีประเพณีวัฒนธรรมที่เป็นอัตลักษณ์ของตนเอง

 


ศาลาวัฒนธรรมฯ ที่อยากให้นิสิตเข้าไปเรียนรู้

 

นอกจากนี้ชุมชนแห่งนี้ยังมี “ศาลาวัฒนธรรมพื้นบ้านท่าขอนยาง”  อันเป็นผลพวงที่นิสิตคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ฯ (ม.มหาสารคาม)  เคยขับเคลื่อนเข้าสู่โครงการ “กล้าใหม่..ใฝ่รู้” ของธนาคารไทยพาณิชย์ฯ ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์จากทางธนาคารฯ โดยการจัดบุญกฐินนำงบประมาณมาสมทบดำเนินการจำนวนหนึ่งล้านเจ็ดแสนบาท

 

ครับ-นั่นคือเหตุผลง่ายๆ ที่อยากให้นิสิตได้เรียนรู้เรื่องราวของชุมชนไปในตัว เสมือนสอนให้เขารู้ว่า เมื่อไปทำงานในองค์กรใด ก็จงอย่าละเลยที่จะเรียนรู้บริบท หรือวัฒนธรรมองค์กรนั้นๆ เช่นเดียวกับการเรียนรู้ชุมชนตรงนี้แล้ว ก็อย่าลืมหันกลับไปทบทวนเรื่องราวชุมชนอันเป็นบ้านเกิดของตนเองด้วยเหมือนกัน


สำหรับการงานในครั้งนี้  ผมถือว่าทางคณะได้เปิดเวที หรือเปิดโครงการสู่ชุมชนได้อย่างดียิ่งแล้ว  ส่วนข้อสังเกตของผมนั้น  เป็นเพียงกระบวนการเล็กๆ ที่จะหนุนเสริมให้การเรียนรู้ของนิสิตในโครงการทั้งสองนี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และมี “ชีวิต” มากขึ้น

 

ซึ่งผมเชื่อว่าทางคณะก็ได้วางแผนกลยุทธการเรียนรู้เหล่านี้ไว้แล้ว  ไม่ว่าจะอยู่ในรูปเวทีที่เชิญให้ชาวบ้านบอกเล่าให้นิสิตฟัง หรือให้นิสิตฝากตัวเป็น “ลูกฮัก”  ไปสู่การเรียนรู้ตามอัธยาศัย หรือไม่ก็แบ่งกลุ่มให้นิสิต “เดินเท้าเข้าหมู่บาน”  จัดเก็บข้อมูลเรื่องเหล่านี้ด้วยตนเองก็ไม่ผิด

 


อาคารดินอบสมุนไพร

 

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ยืนยันครับว่า “มีความสุข และอิ่มใจกับเวทีเปิดตัวโครงการฯ นี้มาก

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

· คำสำคัญ: การบริการวิชาการแก่สังคม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม คณะวิศวกรรมศาสตร์ กิจกรรมนิสิต บ้านท่าขอนยาง หนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน วัดเจริญผล 
· หมายเลขบันทึก: 491133 · เขียน:  
· ดอกไม้:
13
 · ความเห็น:
23
 · อ่าน: แสดง 
· สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า
นงนาท สนธิสุวรรณ
เขียนเมื่อ Thu Jun 14 2012 10:22:40 GMT+0700 (ICT)

* ..แบบอย่างของ "รางวัลแห่งความดี"..จากการสร้างประโยชน์บนความมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายค่ะ..

* เก็บภาพมาฝากจากบันทึกนี้ค่ะ :

http://www.gotoknow.org/blogs/posts/483375

 

กาละเวลา
เขียนเมื่อ Thu Jun 14 2012 11:39:42 GMT+0700 (ICT)

ชื่นชม ค่ะ และก็มีความสุขกับการเฝ้ามองกิจกรรมการเรียนการสอนเชิงบูรณาการแบบนี้ซึ่งไม่มีที่ไหน ส่วนหนึ่งของงานพัมนา เรามองว่าการมีส่วนร่วมของชุมชน และการให้ทุกคนได้มาเรียนรู้ร่วมกัน ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผลประโยชน์ จะทำให้เกิดกระบวนการพัฒนาที่จะนำไปสู่ความยั่งยืนค่ะ

Dr. Ple
เขียนเมื่อ Thu Jun 14 2012 12:34:35 GMT+0700 (ICT)

 

บันทึกการเรียนรู้.....เป็นของตัวเองคนละเล่ม...เป็นแนวคิดที่ดีมากค่ะ

ขอบคุณมากนะคะ

ขุนแผ่นดินเย็น
เขียนเมื่อ Thu Jun 14 2012 14:43:52 GMT+0700 (ICT)
  • ก่อนอื่นต้องขอสวัสดีพี่พนัส (บอสสส) ที่เคารพรักนะครับล คืดถึงมากมายเลย
  • ดีใจและรู้สึกภาคภุฒฺฬ๗ฌ)นที่สุดที่ได้เห็นกระบวนการกิจกรรมนิสิต ถูกขับเคลื่อนเป็นยุทธศาสตร์หลักของมหาวิทยาลัยในวันนี้
  • เห็นด้วยกับพี่นัสที่ว่า ทำงานกับชุมชนใด “เคยรู้เรื่องราวชุมชนนี้หรือไม่” เพราะทุกที่ย่อมมีอัตลักษณ์ทางชุมชนที่ต่างกัน
  • ปัจจุบันในการเรียนการสอน ผมเองก็พยายามนำเอาเรื่องราว และกระบวนการในการเรียนรู้บริบทของชุมชน และสังคม ทุกที่มีเรื่องเล่า มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการสอน ซึ่งนักษศึกษาเขาบอกว่าแปลกแต่สนุกดี...ต้องขอขอบคุณที่ได้มีโอกาสเรียนรู้กับบอสส จนใช้ได้ในชีวิตประจำวันนะครับ

 

แดนไท
เขียนเมื่อ Thu Jun 14 2012 17:09:22 GMT+0700 (ICT)

เมื่อไปทำงานในองค์กรใด ก็จงอย่าละเลยที่จะเรียนรู้บริบท หรือวัฒนธรรมองค์กรนั้นๆ ชอบประโยคนี้ที่สุดค่ะ เพราะถ้าเราคิดจะไปทำงานกับองค์กรใดเราก็ต้องรู้จักเรื่องราวความเป็นไปเป็นมาขององค์กรนั้นให้ชัดแจง ก่อนที่เราจะเข้าไปทำงานร่วมกับเขาเพื่อให้งานนั้นดำเนินกันไปด้วยความสอดคล้องกันและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

เล็ก
เขียนเมื่อ Thu Jun 14 2012 21:38:26 GMT+0700 (ICT)

การเริ่มต้น/เปิดตัว ที่จะทำอะไรสักอย่างหนึ่งนับเป็นสิ่งที่ดี น่ายกย่อง สำหรับความคิดและการกล้าตัดสินใจลงมือเริ่มต้น แต่หลายอย่างหลังการเริ่มต้นกลับหยุดนิ่งหรือยุติลงอย่างเงียบ ๆ และเลือนหายไปจากสังคม การหันมามองการเริ่มต้นใหม่หรือการเปิดตัวใหม่ในมุมมองใหม่อาจจะทำให้ดูด้อยค่าลงไปในบางเรื่อง ในขณะที่การ "ต่อยอด" ได้รับความสนใจน้อยกว่าการเริ่มต้น แต่ผมว่ามันก็ไม่มีอะไรที่จะด้อยกว่าการเริ่มต้น แต่ผมยังมองว่าการต่อยอดมี "คุณค่าและมีความหมายมากหว่าการเริ่มต้น" เราอาจไม่จำเป็นต้องไปมุ่งแสวงหาเพื่อเริ่มต้นใหม่ แต่เพียงแค่เอาของเก่ามาปัดฝุ่นใช้และประคองตลอดไปก็เป็นอีกมิติหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้การเริ่มต้น

แผ่นดิน
เขียนเมื่อ Thu Jun 14 2012 23:01:33 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับ พี่ใหญ่ นงนาท สนธิสุวรรณ

ลงพื้นที่ต่อเนื่องกันมาตั้งแต่วันอาทิตย์เลยก็ว่าได้  ยิ่งเดินทางยิ่งเห็นคุณค่าของการเรียนรู้ เห็นขุมพลังความรู้ที่ซ่อนตัวอยู่ในชุมชน ทั้งที่เป็นความรู้ประเภทชัดแจ้งและที่ฝังลึก

ในทุกครั้งที่เดินทางไปยังชุมชน  ผมมักทำตัวนิ่งเนียนในเนื้องาน  ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ จะไม่แสดงตนเลยก็ว่า  จะให้นิสิต หรือเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องดำเนินการเป็นด้วยตนเอง มีบ้าง หรือบ่อยครั้งที่ต้องกระชับพื้นที่เข้าติดตาม  กำกับ ให้คำเสนอแนะในกระบวนการเหล่านั้น

ครับสิ่งเหล่านั้นล้วนมาจากวาทกรรม "สอนงานสร้างทีม : พูดให้ฟัง ทำให้ดู อยู่เป็นเพื่อน" ...

ขอบพระคุณครับ

แผ่นดิน
เขียนเมื่อ Thu Jun 14 2012 23:07:47 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับ กาละเวลา

เห็นด้วยอย่างยิ่งเลยกับวาทกรรม "เรียนรู้ร่วมกัน ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผลประโยชน์"  เพราะสิ่งเหล่านี้คือกระบวนการของการจัดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (PARTICIPATORY  LEARNING PROCESS) 
 
ครับและที่สำคัญเพิ่มเติม คือ
  • ร่วมคิด
  • ร่วมตัดสินใจ
  • ร่วมรับผลประโยชน์ / ผลกระทบ

ขอบคุณครับ 

 
แผ่นดิน
เขียนเมื่อ Thu Jun 14 2012 23:13:01 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับ พี่Somsri

ผมเชื่อว่าการเขียนบันทึก  ไม่เพียงช่วยเรื่องการจดจำเท่านั้น  หากแต่มีอานุภาพมากกว่านั้น  เช่น  จัดระเบียบความคิด  ผ่อนคลาย  สร้างสมาธิ  ฯลฯ  แต่ที่แน่ๆ ก็คือ ยิ่งเขียนในสิ่งสร้างสรรค์ ยิ่งเป็นการติดอาวุธทางปัญญา  ยิ่งเขียนสิ่งนำพาไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี

ขอบคุณครับ

แผ่นดิน
เขียนเมื่อ Thu Jun 14 2012 23:17:51 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับ อ.สมปอง ขุนแผ่นดินเย็น

 

เราล้วนเรียนรู้และเติบโตในทางกระบวนการมาด้วยกัน  เติมเต็มทักษะกันและกันเสมอมา

ครับ-กระบวนการสอนให้นิสิตนักศึกษา เชื่อและศรัทธาว่า "ไม่มีที่ใดปราศจากเรื่องเล่า...ไม่มีที่ใดปราศจากความรู้...ไม่มีที่ใดปราศจากการเรียนรู้" นั้น ถือเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้เพื่อเติบโตอย่างแท้จริง 

เพราะสิ่งนั้น  จะบ่มเพาะให้ผู้เรียนเป็นเปิดใจเรียนรู้ต่อสรรพสิ่งรายรอบตัว   แต่ก็อย่างว่าครับ "สิ่งที่เห็น อาจไม่ได้เป็นดังที่เห็น..." ทุกอย่างยังต้อง "ตีความ-ถอดบทเรียน" ให้ลึกซึ้ง  เพื่อให้เข้าใจในปรากฏการณ์ หรือสัญลักษณ์เหล่านั้น

สิ่งเหล่านั้น จะเกิดผลได้ ก็ขึ้นอยู่กับต้นทุนของแต่ละคนเหมือนกัน...

ขอบคุณครับ

 

แผ่นดิน
เขียนเมื่อ Thu Jun 14 2012 23:24:00 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับ คุณแดนไท

ในกองกิจการนิสิต เป็นองค์กรที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทั้งทางกายภาพ และชีวภาพ  การทำความเข้าใจต่อข้อเท็จจริงเหล่านั้น จะกลายเป็นกลยุทธของการบริหารความต่างในองค์กรได้เป็นอย่างดี  พอเข้าใจตรงนั้น ก็จะง่ายต่อการขับเคลื่อนวัฒนธรรมองค์กรคือ ...

  • สอนงาน สร้างทีม
  • พูดให้ฟัง ทำให้ดู อยู่เป็นเพื่อน

การพัฒนานิสิต  ไม่ใช่เห็นผลในเวลาอันรวดเร็ว  เพราะกิจกรรม ไม่ใช่วิชาเรียนที่จะวัดกันด้วยคะแนนจากข้อสอบ..ทุกอย่างต้องใช้เวลาอย่างมากมาย  และที่สำคัญการพัฒนานิสิตในกระบวนการกิจกรรมนั้น  ต้องเปิดพื้นที่ให้นิสิตได้คิด และลองทำด้วยตนเอง  ส่วนหน่วยงานคือผู้หนุนเสริม-เยียวยา...

ขอบคุณครับ 

แผ่นดิน
เขียนเมื่อ Thu Jun 14 2012 23:49:54 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับ เล็ก

เห็นด้วยเช่นกันนะครับ  แต่สำคัญเราต้องดูบริบทต่างๆ ประกอบเข้าด้วยกัน  ไม่มีที่ใดปราศจาก "มรดกทางวัฒนธรรม"  เช่นเดียวกับเมื่อลงมือทำสิ่งใดแล้ว  หากหวนกลับไปยังที่เดิม ก็จำต้องศึกษาร่วมกันอย่างละเอียดว่า หากต้องลงมือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ณ ที่เดิมนั้น อะไรคือสิ่งที่ต้องทำ  บางอย่างที่เคยลงมือทำ อาจบรรลุล่วงแล้ว และชุมชนสามารถยืนหยัดได้ ก็คงต้องละวาง หรือเฝ้ามอง คอยหนุนเสริมเป็นระยะๆ แต่ไม่ใช่ปล่อยมือแบบขาดสะบั้น -

เมื่อเห็นว่า ยังต้อง "ต่อยอด" ในเรื่องนั้นๆ ในพื้นที่เดิมๆ  ก็จำต้องเดินหน้าต่อยอดให้จงได้ จึงกลายเป็นโครงการต่อเนื่องในพื้นที่เดิมๆ ด้วยกิจกรรมเดิม แต่อาจปรับแต่งกระบวนการ  ยกตัวอย่างเช่น ในชุมชนแห่งนี้เคยได้อบรมให้ความรู้เกี่ยวกับบ้านดิน  มาปีนี้ก็ทำบ้านดินให้เป็นรูปธรรม พอทำเสร็จก็ต่อยอดด้วยการวางระบบพลังงานแสงอาทิตย์เข้าสู่อาคารบ้านดิน...สิ่งเหล่านี้ถือเป็นการต่อยอด

กรณีอื่นๆ เช่น  สมมติเคยจัดกิจกรรมระบบสถาบันการเงินชุมชน  พอมาวิเคราะห์ดู  เห็นว่าในปีนี้  ระบบการบริหารจัดการภายในเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว แต่ยังขาดสมาชิก ก็อาจขยายสมาชิกไปสู่ชุมชนใกล้เคียง หรือโรงเรียนใกล้ๆ เพื่อให้นักเรียนนำเงินมาฝากในสถาบันการเงินชุมชนของตนเองด้วยก็ได้

...

แต่สำหรับปีนี้ มมส..มีทั้งกิจกรรมใหม่ในนาม "1 หลักสูตร 1 ชุมชน"  และยังต่อยอดจากปีที่แล้ว ด้วยการพิจารณาคัดเลือกโครงการต่างๆ ให้ต่อยอดในพื้นที่เดิมคือ "1 คณะ 1 ชุมชน"

..

ขอบคุณครับ

ขจิต ฝอยทอง
เขียนเมื่อ Fri Jun 15 2012 10:14:10 GMT+0700 (ICT)
  • น้องแผ่นดินครับ
  • เห็นโครงการแต่ละโครงการแล้วมีความสุข
  • นิสิตและชุมชนได้เรียนรู้การทำงานร่วมกัน นอกจากนี้ SCB ยังสนับสนุนด้วย
  • เอารูปหล่อมาฝากเย้ๆๆ
แผ่นดิน
เขียนเมื่อ Fri Jun 15 2012 12:22:14 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับ อ.ขจิต ฝอยทอง

ไม่ขอยืนยันว่าหล่อ หรอกนะครับ
แต่ยืนยันว่า "จริงจัง-จริงใจ" แทนละกัน

เย้ๆ

นุ้ยcsmsu
เขียนเมื่อ Fri Jun 15 2012 14:16:07 GMT+0700 (ICT)

เป็นกิจกรรมที่น่าสนใจและน่าชื่นชมจังเลยค่ะ ถ้าเรานำมาจัดกระบวนสู่นิสิต คงได้เรียนรู้และลงมือปฏิบัติอย่างมีคุณค่าทางสังคม

ชื่นชมค่ะ

แผ่นดิน
เขียนเมื่อ Fri Jun 15 2012 14:54:08 GMT+0700 (ICT)

นุ้ยcsmsu

ในทางกระบวนการของนิสิตนั้น เชื่อว่าอาจารย์จะนำพานิสิตเรียนรู้ชุมชนได้อย่างไม่ต้องกังขา  เพียงแต่ตอนนี้เป็นระยะต้น เปิดตัวโครงการฯ เท่านั้น  แต่ก็เหมือนที่ว่าการงานในแต่ละครั้ง เราเคยสอนนิสิตเสมอมาว่าทำงาน ต้องแบบบูรณาการ

เรารู้ดีว่า การบูรณาการคือความหลากหลาย
แต่จุดอ่อน ก็คือ ไม่ลึกพอ...

แต่มันก็จำเป็นจริงๆ นะครับ โดยเฉพาะงานชุมชน การเรียนรู้บริบท เป็นเรื่องใหญ่มาก...

 

กานดาน้ำมันมะพร้าว
เขียนเมื่อ Sat Jun 16 2012 08:22:29 GMT+0700 (ICT)

ชื่นชมมากๆค่ะ ฝากน้ำพริกมะอึกให้ชุมชน ด้วยนะคะ

 

น้อย น้ำพอง
เขียนเมื่อ Sat Jun 16 2012 21:40:13 GMT+0700 (ICT)
 สวัสดีค่ะอาจารย์...

...ดีใจค่ะที่ได้เห็นต้นแบบและแบบอย่างที่เข้มแข็งสร้างสรรค์จากภาคการศึกษาสู่สังคมชุมชนค่ะ.

บุษยมาศ
เขียนเมื่อ Sun Jun 17 2012 12:32:16 GMT+0700 (ICT)

ชื่นชมค่ะ...ถูกต้องค่ะ เมื่อเราอยู่ที่ไหนแล้ว เราควรเรียนรู้วัฒนธรรมองค์กรของที่นั่น และเมื่อเรารู้แล้วควรนำความรู้กลับไปบูรณาการกับท้องถิ่นที่เราเคยอยู่มาค่ะ...สำหรับพี่แล้วขอสัญญาค่ะ ว่าต้องกลับไป ขณะนี้ก็กำลังปรับปรุงบางสิ่งบางอย่างให้ดีขึ้น พร้อมรับที่เราจะกลับไปอยู่ค่ะ..."ขอสัญญา" http://www.youtube.com/watch?v=5EkhBGKact4

Sila Phu-Chaya
เขียนเมื่อ Sun Jun 17 2012 17:17:05 GMT+0700 (ICT)
  • เป็นบันทึกที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับชุมชนได้หลากหลายมิติ แทบจะครบทุกมิติเลยนะคะ ทั้งประวัติศาสตร์ สังคม วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม
  • อยากเล่าเรื่องพื้นที่ที่กำลังศึกษาเป็นบันทึกเพื่อแลกเปลี่ยนกับอาจารย์อยู่เหมือนกันค่ะ แต่ไม่ใช่เวลานี้ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีความขัดแย้งสูงมาก เกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย เป็นชุมชนที่ไม่ธรรมดา มีการเคลื่อนไหวต่อสู้อย่างเข้มข้น ฝ่ายตรงข้ามเขา เป็นคนที่เราต่างนึกไม่ถึง หรือนึกถึงแต่ทำอะไรไม่ได้
  • ในเวลานี้ จึงทำได้แค่แอบมาเรียนรู้ หยิบยืมเครื่องมือของอาจารย์ไปใช้เป็นแว่นส่องพื้นที่ที่กำลังศึกษาไปพลาง ๆ ก่อนค่ะ หากว่าวันหนึ่งข้อมูลและการศึกษาเสร็จสิ้นแล้ว (ในอีกสองปีโดยประมาณ) จะมาร่วมแลกเปลี่ยนด้วยค่ะ
  • เพราะฉะนั้น อาจารย์มีเคล็ดวิชาอะไรก็เปิดเผยมาเลยนะคะ จะได้แวะมาเรียนรู้บ่อย ๆ ค่ะ
แผ่นดิน
เขียนเมื่อ Sun Jun 17 2012 20:31:18 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับ พี่กานดา น้ำมันมะพร้าว

เห็นผักแล้ว คิดถึงแจ่มแมงดามากเลยทีเดียว 
ยิ่งได้กินกับผักสด ยิ่งอร่อย..

ขอบคุณครับ

แผ่นดิน
เขียนเมื่อ Sun Jun 17 2012 20:33:24 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับ พี่น้อย น้ำพอง

..เพราะมหาวิทยาลัยเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน...นั่นคือวาทกรรมที่ผมใช้สอนนิสิตมาระยะหนึ่ง  ชุมชนเป็นห้องเรียนที่กว่างใหญ่อย่างที่สุด เป็นห้องเรียนที่เต็มไปด้วยชีวิต และเต็มไปด้วยความท้าทายในการถอดรหัสของชีวิตและสังคมมนุษย์..

กิจกรรมเหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งของการบริการวิชาการแก่สังคมด้วยเช่นกัน

ขอบคุณครับ

manicanok
IP: xxx.130.162.4
เขียนเมื่อ Sun Sep 16 2012 15:46:26 GMT+0700 (ICT)

โทษนนค่ะนี้คืโครงงานเดียวกับที่ ไปจัดนิเทศการงานThailand researh Expo2012 รึป่าวค่ะ

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์