คำถามปลายปิดที่เปิด คำถามปลายเปิดที่ปิด

 คำถามที่เราชอบถาม "ใช่ไม่ใช่" "จริงไหม" ..ไม่ค่อยมีใครอยากตอบ - คำถามที่คนส่วนใหญ่อยากตอบ " รู้สึกอย่างไร" " คิดอย่างไร" ..กลับไม่ค่อยมีใครถาม...// คิดต่อ (โดยคุณครูธนิตย์) เหตุมาจากสังคมเรารึเปล่า? / สังคมซึ่งเน้นกันที่ความเร่ง ความรีบ อะไรก็ต้องด่วนไว้ก่อน เพื่อความเร็วในการรู้/ สังคมซึ่งเน้นสำเร็จรูป เราต้องการคำตอบแบบไม่ต้องไปคิดต่อ ชอบแบบนำไปใช้ได้ทันทีเลย / สังคมที่สนใจแต่ตัวเอง เน้นตัวเองเป็นศูนย์กลาง จนลืมนึกถึงว่าคนอื่นก็มีหัวใจ../สังคมที่ติดกับคำถามแบบมีคำตอบให้เลือก(จากโรงเรียน) (ฮา)/ หรืออื่นๆ.... 
คุณบี (นามสมมติ) เป็นอดีตข้าราชการ
มาด้วยอาการปวดตามร่างกายเรื้อรัง
เคยไปรักษากับแพทย์หลายสาขา หลายท่าน กินยาหลายขนาน
ล่าสุดได้รับการวินิจฉัยเป็น "Fibromyalgia"
หลังจากได้รับการฝังเข็มโดยแพทย์จีน
มาพบแพทย์ธรรมดา เพื่อรับใบรับรองแพทย์ตั้งเบิก
" รู้สึกดีขึ้นไหมค่ะ" แพทย์ถาม
" อืมม์ ก็น่าจะดีนะ แต่ตอนนี้เฉยๆ  ไม่รู้สึกอะไร"
 คุณบีตอบ ด้วยสีหน้าคล้ายในภาพนี้
 
 
 
ภาพจาก http://bjp.rcpsych.org: อาการแสดงทางสีหน้าของผู้มีความเครียด ซึมเศร้า
วงสีแดง รอยย่นตรงหว่างคิ้ว เรียกว่า Omega sign เพราะคล้ายตัว Ωω  วงสีน้ำเงิน รอยย่นจาก ขอบเปลือกตาบนไปหัวคิ้ว เรียกว่า Veraguth fold เพราะ นักจิตวิทยาชาวสวัส คุณ Otto Veraguth ช่างสังเกตเจอเป็นคนแรก 
 
"มีอ่อนเพลียไหมค่ะ" แพทย์ถาม
คุณบีพยักหน้า "เรื่องความดันต่ำเป็นมานานแล้ว ทำให้เวียนหัว แต่ไม่เอายาน่ะ"
"นอนหลับดีไหมค่ะ"
"มันหลับๆ ตื่นๆ ชอบลุกมาตอนดึก แต่จริงๆ จะให้นอนจริงๆ ก็ได้ ไม่มีปัญหา" คุณบีตอบ
"เรื่องการทานอาหารเป็นอย่างไรบ้าง"
"กินน้อย แต่ก็ไม่หิวแล้วก็กินครบห้าหมู่ ไม่คิดว่ามีปัญหาน่ะ"
 "รู้สึกซึมเศร้าหรือเปล่าค่ะ  คือ บางทีสารเคมีในสมองแปรปรวน
  ที่ก่อให้เกิดโรคซึมเศร้า ก็ทำให้เกิดอาการที่กล่าวมา และปวดกล้ามเนื้อเรื้อรังได้" 
" เกี่ยวกับเคมีในสมองด้วยหรือค่ะ แต่ ดิฉันไม่ได้ซึมเศร้านี่ค่ะ" คุณบีมีน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจ
" รู้สึกเบื่อหน่ายงานอดิเรกที่เคยชอบทำหรือเปล่าค่ะ" 
" เคยชอบทำงานฝีมือ แต่ตอนนี้ปวดมือ ใครต่อใครเลยห้าม ก็ไม่ได้ทำแล้ว..ก็ไม่เบื่อ คิดว่ายังอย่ากทำอยู่"
คุณบี มีน้ำตาคลอเบ้าขึ้นมา
...
คุยต่อไปสองสามประโยค
เขื่อนน้ำตาของคุณบีก็ทลาย
พร้อมกับเรื่องราวใหญ่ เล็ก ที่พันกันเป็นปม 
หลังจาก 15 นาทีผ่านไป บทสรุปก็คือ
"หลายอย่าง พยายามทำใจ ให้มันผ่านๆ ไป"
เรื่องที่คุณบีเล่าออกมา จึงเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง
ด้านล่างยังมีอีกเป็นแน่ แต่ลึกและกว้างเพียงใดเกินจะรู้ได้
 
หลังจากร้องไห้แล้ว คุณบี ก็ยิ้ม บอกว่า สบายใจขึ้น
ปฎิเสธรับยาแก้ปวดใดๆ  
...
ข้าพเจ้ามานั่งย้อนนึก
rewind วีดีโอย้อนกลับ
คำพูดที่สะกิดให้ คุณบี พรั่งพรูเรื่องราวออกมา
นั้นคือ
"คุณบี มีอะไรอยู่ในใจหรือเปล่าค่ะ"
 
###
 
นักศึกษาแพทย์ถามว่า
จะประเมินปัญหาอย่างองค์รวมจะต้องถามอย่างไรบ้าง
ข้าพเจ้าตอบเขาไปว่า   
ทฤษฎีแบบ step by step - A B C D  นั้น
นักศึกษารู้ไว้ก็เป็นประโยชน์
หาอ่านในตำรามาตรฐานเองละกัน 
แต่มีอีกแบบหนึ่งมาจากตำราไม่มาตรฐาน
ที่ชื่อว่า "ประสบการณ์"
...
ก่อนใครจะเปิดเผยเรื่องส่วนตัว
ก็เหมือนห้องเรากับเขามีประตูกั้นอยู่ 
ยิ่งเราตั้งหน้าตั้งตาถามเค้นเอาปัญหา
ก็เหมือนไปทุบ พยายามงัดแงะ..
เขาก็ยิ่งใส่กลอนแน่นเข้าไปอีก
จะได้ผลกว่าไหมถ้า..
เชื้อเชิญเขา แบบ "ไปเดินเล่นด้วยกัน"
ถ้าภายในห้องเขา มีความอึดอัดคับข้องจริงๆ
เดี๋ยวก็ออกมาเอง
...
คำถามสี่ระดับช่วย "เปิดใจ" จากน้อยไปมาก
1. คำถามปลายปิดที่ปิด   :  "ลุงไม่กินยา เพราะลืมหรือเปล่า"
     คำถามที่ต้องการ ใช่ หรือ ไม่ -- ที่ไม่ต้องการคำอธิบาย
2. คำถามปลายเปิดที่ปิด  : "ลุงไม่กินยา แล้วจะให้ทำอย่างไร" 
     คำถามที่เปิดให้อธิบาย -- แต่เหมือนไม่ต้องการคำอธิบาย                       
3. คำถามปลายปิดที่เปิด  :  "คุณลุงมีอุปสรรคอะไรในการกินยาหรือเปล่า" 
     คำถามที่ดูเผินๆ ท้ายลงด้วย ใช่ หรือไม่ --แต่มีพื้นที่ให้อธิบาย
4. คำถามปลายเปิดที่เปิด: "ลุงคิดอย่างไรกับยาที่กิน"
     คำถามที่เปิดให้อธิบายเต็มที่
...
คำถามที่เราชอบถาม
"ใช่ไม่ใช่"
"จริงไหม"
..ไม่ค่อยมีใครอยากตอบ
 
คำถามที่คนส่วนใหญ่อยากตอบ
" รู้สึกอย่างไร"
" คิดอย่างไร"
..กลับไม่ค่อยมีใครถาม

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 หมายเลขบันทึก: 488976
 เขียน:  
 ดอกไม้: 28  ความเห็น: 20  อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ

ความเห็น

Wasawat Deemarn
เขียนเมื่อ Thu May 24 2012 00:48:59 GMT+0700 (ICT)

ชีวิตเป็นเรื่องที่น่าละเอียดอ่อนเหลือเกินนะครับ ;)...

นงนาท สนธิสุวรรณ
เขียนเมื่อ Thu May 24 2012 05:00:29 GMT+0700 (ICT)

* เป็นการเปิดใจสู่กัน เชื่อมร้อยความมีส่วนร่วมในการพูดคุยอย่างเป็นมิตร..และให้เกียรติกัน..

* ในระดับครอบครัว ชุมชน สังคม และระหว่างประเทศ หากใช้สะพานใจเช่นนี้ สันติสุขบังเกิดมีอย่างยั่งยืน

ทิมดาบ
เขียนเมื่อ Thu May 24 2012 06:25:47 GMT+0700 (ICT)

เรียน อาจารย์ครับ...ได้เคล็ดลับวิชาในการตั้งคำถามครับ...คำถามที่ไม่ค่อยได้ถามจริงๆ...หลายครั้งมีเงื่อนไขที่ทำให้เราไม่ได้ตั้งคำถามดี และได้คำตอบที่มาจากใจที่แท้จริง...นับเป็นศาสตร์และศิลปะแขนงหนึ่งที่สำคัญในก้านสุขภาพ...เพราะหลายครั้งผมสังเกตว่า...เมื่อผู้รับบริการมาที่อนามัย...บางครั้งซักประวัติบ่งบอกอาการของโรคอย่างหนึ่ง....ต้องการยานั้นยานี้....แต่พอคุยกันแล้ว....ไม่ขอรับยาอะไรเลย....กลับบ้านไม่มาหาหมออีกนานครับ...

ครูอ้อย แซ่เฮ
เขียนเมื่อ Thu May 24 2012 06:28:43 GMT+0700 (ICT)

ชื่อบันทึกเหมือนที่ครูอ้อยกำลังจัดการเลยค่ะ  สอนด้วยการตั้งคำถาม...ดีจริงๆ

ป.
เขียนเมื่อ Thu May 24 2012 17:30:46 GMT+0700 (ICT)

จิตใจมนุษย์ยากแท้หยั่งถึง
แม้แต่ตัวเอง ยังค้นกันแทบแย่ ;) นะค่ะ 

ป.
เขียนเมื่อ Thu May 24 2012 19:40:00 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณค่ะพี่ใหญ่

ขอนำดอกบัวโกมุท มาคู่กับดอกบัวสัตบงกช นะค่ะ :)

 

ป.
เขียนเมื่อ Thu May 24 2012 20:36:39 GMT+0700 (ICT)

.บางครั้งซักประวัติบ่งบอกอาการของโรคอย่างหนึ่ง....ต้องการยานั้นยานี้....แต่พอคุยกันแล้ว....ไม่ขอรับยาอะไรเลย....กลับบ้านไม่มาหาหมออีกนานครับ

ขอบคุณที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์ค่ะ

เมื่อนักศึกษาแพทย์ออกตรวจคลินิกครั้งแรก
เขามักกังวลจะ ซักประวัติอาการไม่ครบ ตั้งสมมติฐานวินิจฉัยไม่ถูก
จริงๆ แล้ว สิ่งที่คาดหวัง เพียง ให้เขา "ใช้คำถามเป็น" 
คำถามมีประโยชน์ นอกจากเพื่อเอาข้อมูล
ยังเป็นการแนะนำโดยไม่ต้องบอก
เยียวยา
และเรียนรู้ตลอดชีวิต
เชื่อว่า คุณหมออดิเรก ก็เป็นผู้เชี่ยวชาญการตั้งคำถามคนหนึ่ง
สะท้อนจากมุมมองลึกซึ้งในบันทึก ตลอดมาค่ะ :)

ป.
เขียนเมื่อ Thu May 24 2012 20:37:52 GMT+0700 (ICT)

บทความน่ารักมาก ขออนุญาตลิงค์ไว้เลย
ขอบคุณค่ะ 

มนัญญา ~ natachoei ( หน้าตาเฉย)
เขียนเมื่อ Fri May 25 2012 09:33:14 GMT+0700 (ICT)

จริงอย่างอาจารย์ว่า

ในการพูดคุย   หรือซักประวัติผู้รับบริการ

เรามักชอบถามว่า  ทำไมๆๆๆๆ

แทนการถามว่า  อย่างไร

ขอบคุณมากค่ะ  ที่ช่วยเตือนอีกคน

Bonnie
เขียนเมื่อ Fri May 25 2012 20:34:37 GMT+0700 (ICT)

การได้ระบายในสิ่งที่อัดอั้นตันใจไม่รู้จะพูดให้ใครฟังค่ะ

ให้คนที่รู้สึกดีด้วยได้รับฟัง

ก็ดีขึ้นในบางคน

เหมือนได้พูดออกไป

แล้วรู้สึกดี

เป็นกำลังใจให้กับท่านด้วยค่ะ

noktalay
เขียนเมื่อ Fri May 25 2012 21:46:58 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะ อาจารย์ ป.

           คำถามเป็นสิ่งที่ท้าทายครูผู้สอนเช่นกันค่ะ ถามอย่างไรจึงจะพัฒนานร.ได้ถูกจุด

ป.
เขียนเมื่อ Sat May 26 2012 08:45:59 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณค่ะ คุณมนัญญา จุดประกายให้หวนคิด
ถึงประสบการณ์สอนนักศึกษาแพทย์ด้วยค่ะ
เราให้ความสำคัญกับ "why" จนถามนักศึกษา
"ทำไมๆๆๆ" แต่แล้ว ก็รู้สึกเหมือนไปต้อนเขาเข้ามุม 
ตอนหลังจึงเปลี่ยนเป็น เริ่มด้วย "คิดอย่างไร", "รู้สึกอย่างไร"
แล้วค่อยเจาะทีละประเด็น
ก็รู้สึกบรรยากาศดีขึ้นค่ะ 

ป.
เขียนเมื่อ Sat May 26 2012 08:54:03 GMT+0700 (ICT)

ใช่ค่ะคุณครู Bonnie 
การได้ระบายความอัดอั้น ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่เหตุโดยตรง
เป็นเพียงบรรเทาความสับสน ให้เขาเห็นภาพปัญหาชัดขึ้น
บางคน ดีขึ้นมาก
บางคน เมื่อระบายแล้ว ก็ยังวนกลับไปเหมือนเดิม
ถ้าจะให้ครบวงจรจริงๆ หลังจากสบายใจขึ้นแล้ว
ยังต้องการ "ปฎิบัติ" เป็นรูปธรรมด้วย

ป.
เขียนเมื่อ Sat May 26 2012 08:59:19 GMT+0700 (ICT)

คำถามสั้นๆ ที่เป็นเรื่องใหญ่...น่านำไปเป็นประเด็นมาอภิปรายกันยาวเลยค่ะ

 ถามอย่างไรจึงจะพัฒนานร.ได้ถูกจุด



krugui
เขียนเมื่อ Sat May 26 2012 18:46:14 GMT+0700 (ICT)

อ่านแล้วเข้าใจถึงความรู้สึกของคนที่จะตอบได้ทันทีเลยค่ะ

บางอย่างบางเรื่องมันยากที่จะอธิบาย.....

วันหลังต้องหาโอกาสมาเจอคุณหมอนะคะ

ธนิตย์ สุวรรณเจริญ
เขียนเมื่อ Sat May 26 2012 22:11:00 GMT+0700 (ICT)

คำถามที่เราชอบถาม

"ใช่ไม่ใช่"

"จริงไหม"

..ไม่ค่อยมีใครอยากตอบ

คำถามที่คนส่วนใหญ่อยากตอบ

"รู้สึกอย่างไร"

"คิดอย่างไร"

..กลับไม่ค่อยมีใครถาม

......................................................

น่าคิดมากๆเลยครับ เหตุมาจากสังคมเรารึเปล่า?

  1. สังคมซึ่งเน้นกันที่ความเร่ง ความรีบ อะไรก็ต้องด่วนไว้ก่อน เพื่อความเร็วในการรู้ 
  2. สังคมซึ่งเน้นสำเร็จรูป เราต้องการคำตอบแบบไม่ต้องไปคิดต่อ ชอบแบบนำไปใช้ได้ทันทีเลย 
  3. สังคมที่สนใจแต่ตัวเอง เน้นตัวเองเป็นศูนย์กลาง จนลืมนึกถึงว่าคนอื่นก็มีหัวใจ.. 
  4. สังคมที่ติดกับคำถามแบบมีคำตอบให้เลือก(จากโรงเรียน) (ฮา)   
  5. ..........................ฯลฯ

ขอบคุณอาจารย์หมอป.ครับที่ทำให้ได้คิด..

ป.
เขียนเมื่อ Sun May 27 2012 07:40:14 GMT+0700 (ICT)

"บางอย่างบางเรื่องมันยากที่จะอธิบาย"

เมื่อมีใครถามว่า "คิดแบบนี้ใช่ไหม" เลยบอกไม่ถูก
เพราะความคิดคนเราซับซ้อน จนใช้ภาษาอธิบายไม่ได้ก็มีนะค่ะ
 

kunrapee
เขียนเมื่อ Sun May 27 2012 08:10:04 GMT+0700 (ICT)

ขอนำประโยคนี้.. ไปใช้บ้างนะคะ "มีอะไรอยู่ในใจหรือเปล่าค่ะ" เคยอบรมเหมือนกันค่ะ แต่ว่าลืมไป..

ป.
เขียนเมื่อ Sun May 27 2012 08:11:48 GMT+0700 (ICT)

ชื่นชม การเป็นนักวิทยาศาสตร์ ของคุณครูธนิตย์มากค่ะ
เมื่อเห็นปัญหา ก็ตั้งสมมติฐานต่อ 
ขอนำไปใส่ตรงคำโปรยเลยนะค่ะ :)
.. 
สังเกตว่า เด็กนักศึกษา รวมทั้งตัวเองสมัยเป็น นศพ.
ชอบเรียนแบบ "จะสอบอะไรก็บอกมา" 
อุปนิสัยนี้ ติดมา เวลาถามผู้ป่วย
ก็จะเพ่งแค่ว่า "จะให้ทำอะไรก็บอกมา"  
 

ป.
เขียนเมื่อ Sun May 27 2012 08:25:11 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณค่ะ
กลับไปทบทวนบันทึกนี้

ได้ตกผลึก เกี่ยวกับ "กุญแจไขใจ" ว่า
ถามได้สองแบบ
"มีอะไรในใจไหม = do you have question"
อย่างที่ใช้ในผู้ป่วยนี้ได้ผล 
เพราะผู้ป่วยรายนี้ มีอาวุโสมากกว่าคนถาม
และไม่ชอบให้ใครตั้ง assumption ว่าเป็นอย่างนั้น อย่างนี้
... 

"คิดอะไรอยู่ในใจหรือ = what question do you have"
เป็นคำถามที่ตัวเองที่อาวุโสน้อย
การมี assumption บ้าง
กลับทำให้สะดวกใจตอบกว่าแบบแรก

 

 

 อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
 ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์
 
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า