ชนิดของคำตามแนวคิดใหม่ (๕)

 คำเชือม คำบุพบท 

คำเชื่อม

คำเชื่อม คือ คำที่ใช้เชื่อมคำ วลี หรือประโยคเข้าด้วยกัน คำเชื่อมมี  ๔  ชนิด คือ คำเชื่อมสมภาค คำเชื่อมอนุประโยค คำเชื่อมเสริม และคำเชื่อมประพันธสาร

๑.  คำเชื่อมสมภาค  (อ่านว่า สะ – มะ – พาก) คือ คำที่ใช้เชื่อมหน่วยทางภาษาตั้งแต่  ๒  หน่วยขึ้นไปเข้าเป็นหน่วยเดียวกัน หน่วยภาษาที่เชื่อมด้วยคำเชื่อมสมภาคต้องเป็นหน่วยภาษาประเภทเดียวกัน อาจเป็นคำนามกับคำนาม คำสรรพนามกับคำสรรพนาม คำนามกับคำสรรพนาม นามวลีกับนามวลี ปริมาณวลีกับปริมาณวลี กริยาวลีกับกริยาวลี บุพบทวลีกับบุพบทวลี ประโยคย่อยกับประโยคย่อย หรืออนุประโยคกับอนุประโยคก็ได้ หน่วยภาษา  ๒  หน่วยที่เชื่อมด้วยคำเชื่อมสมภาคยังคงมีหน้าที่เหมือนกับหน่วยภาษาที่มารวมกันนั้น เพียงแต่เป็นหน่วยภาษาที่ใหญ่กว่า คำเชื่อมสมภาค ได้แก่ กับ (หรือ กะ) และ หรือ แต่ เช่น

คำเชื่อมสมภาคเชื่อมคำนามกับคำนามหรือนามวลีกับนามวลี เช่น

            น้ำกะน้ำมันเข้ากันไม่ได้

            พ่อและแม่เป็นผู้ให้กำเนิดลูก

            เธอชอบข้าวเจ้าหรือข้าวเหนียว

คำเชื่อมสมภาคที่เชื่อมคำสรรพนามกับคำสรรพนาม หรือนามวลีกับนามวลี เช่น

            ฉันกับเขาช่วยกันก่อตั้งบริษัทนี้ขึ้นมา

            คุณกับผมจะพูดกันดี ๆไม่ได้หรือ

คำเชื่อมสมภาคเชื่อมปริมาณวลีกับปริมาณวลี

            รายการนี้จะออกอากาศในเวลา  ๑๒  นาฬิกากับ ๑๗  นาฬิกา

คำเชื่อมสมภาคเชื่อมวิเศษณ์วลีกับวิเศษณ์วลี

            พวกเขาโต้เถียงกันอย่างรุนแรงและอย่างไม่เกรงใจกัน

คำเชื่อมสมภาคเชื่อมกริยาวลีกับกริยาวลี

            เขาจะไปดูหนังหรือฟังเพลง

            เธอจะอยู่ที่นี่หรือจะไปกับฉัน

            หมอจะไปตรวจหรือไปเยี่ยมคนไข้

คำเชื่อมสมภาคเชื่อมบุพบทวลีกับบุพบทวลี

            เธอจะไปกับพ่อหรือกับแม่

เขายอมย้ายไปทำงานต่างประเทศเพื่อชื่อเสียงและความมั่นคงในอนาคต

คำเชื่อมสมภาคเชื่อมประโยคย่อยกับประโยคย่อย

            น้องชอบดูฟุตบอลแต่พี่ชอบดูเทนนิส

            เขาจะไปแล้วและเขาจะกลับมาที่นี่อีก

 

คำเชื่อมสมภาคเชื่อมอนุประโยคกับอนุประโยค

            ครูที่คอยเอาใจใส่ดูแลลูกศิษย์และที่ทุ่มเทให้กับการสอนเป็นครูที่หาได้ยาก

            เขาบอกว่าเธอเป็นคนมีน้ำใจแต่ก็ว่าชอบเอาแต่ใจตนเอง

๒.  คำเชื่อมอนุประโยค

            หมายถึงคำที่นำหน้าอนุประโยคแล้วทำหน้าที่ร่วมกันเป็นส่วนประกอบส่วนใดส่วนหนึ่งของประโยคหลัก คือ อาจเป็นหน่วยประธาน หน่วยกรรม หน่วยเติมเต็ม หรือเป็นส่วนขยายส่วนใดส่วนหนึ่งของประโยคหลัก คำเชื่อมอนุประโยคมี ๓ ชนิด ได้แก่ คำเชื่อมนามานุประโยค คำเชื่อมคุณานุประโยคและคำเชื่อมวิเศษณานุประโยค

            ๒.๑  คำเชื่อมนามานุประโยค ได้แก่ ที่ ว่า ที่ว่า ซึ่งนำหน้านามานุประโยค คืออนุประโยคที่ทำหน้าที่เป็นหน่วยประธาน หน่วยกรรมหรือหน่วยเติมเต็มของประโยคซ้อน เช่น

                    ที่เธอทำอย่างนั้นดีแล้ว

            ที่เธอทำอย่างนั้น เป็นนามานุประโยค ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยคซ้อน คำว่า ที่ทำหน้าที่เป็นคำเชื่อมนามานุประโยค

                    เขาพูดว่าเขาจะมา

            ว่าเขาจะมาเป็นนามานุประโยค ทำหน้าที่เป็นกรรมของประโยคซ้อน คำว่า ว่า เป็นคำเชื่อมนามานุประโยค

                    แม่บอกให้น้องไปตลาด

            ให้น้องไปตลาด เป็นนามานุประโยค ทำหน้าที่เป็นหน่วยกรรมของกริยาวลี บอกและร่วมกับกริยาวลี บอกเป็นกริยาวลีของประโยคซ้อน คำว่า ให้เป็นคำเชื่อมนามานุประโยค

                    เขาดีใจว่าพ่อจะยกที่ดินให้

            ที่ว่าพ่อจะยกที่ดินให้เขา เป็นนามานุประโยค ทำหน้าที่เป็นหน่วยเติมเต็มของกริยาวลี ดีใจ และร่วมกับกริยาวลี ดีใจเป็นกริยาวลีของประโยคซ้อน คำว่า ที่ว่า   เป็นคำเชื่อมของนามานุประโยค

2.2      คำเชื่อมคุณานุประโยค ได้แก่ ที่ ซึ่งอัน ซึ่งนำหน้าคุณานุประโยค คือ

อนุประโยคที่ขยายนามวลีในประโยคซ้อน เช่น

                    เด็กที่ได้รับรางวัลเป็นน้องฉัน

            ที่ได้รับรางวัล เป็นคุณานุประโยค ทำหน้าที่ขยายนามวลี เด็ก และร่วมกับนามวลี เด็กเป็นประธานของประโยคซ้อน คำว่า ที่ เป็นคำเชื่อมคุณานุประโยค

                    เหตุการณ์ซึ่งไม่น่าเกิดขึ้นก็เกิดขึ้นได้

            ซึ่งไม่น่าเกิดขึ้นเป็นคุณานุประโยคทำหน้าที่ขยายนามวลี เหตุการณ์และร่วมกับนามวลี เหตุการณ์ เป็นประธานของประโยคซ้อน คำว่า ซึ่ง เป็นคำเชื่อมคุณานุประโยค

                    เขาสนับสนุนโครงการอันจะเป็นประโยชน์แก่เยาวชน

            อันจะเป็นประโยชน์แก่เยาวชน เป็นคุณานุประโยค ทำหน้าที่ขยายนามวลี โครงการและร่วมกับนามวลี โครงการเป็นนามวลีเดียวกันทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยาวลีสนับสนุน ในประโยครวม คำว่า อัน เป็นคำเชื่อมคุณานุประโยค

                    ๒.๓  คำเชื่อมวิเศษณานุประโยค  คือ คำเชื่อมซึ่งนำหน้าวิเศษณานุประโยค คือ อนุประโยคที่ทำหน้าที่ขยายกริยาวลีและทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของกริยาวลีในประโยคซ้อน

            คำเชื่อมวิเศษณานุประโยคมี ๒ ประเภท คือ คำเชื่อมวิเศษณานุประโยคที่ปรากฏหลังประโยคหลัก กับคำเชื่อมวิเศษณานุประโยคที่ปรากฏต้นประโยค

                            ๑)  คำเชื่อมวิเศษณานุประโยคที่ปรากฏหลังประโยคหลัก เช่น เพราะ ถ้า จนกระทั่ง เมื่อ ขณะที่ ฯลฯ ในตัวอย่างต่อไปนี้

                                    เขาไม่มาทำงานเพราะลูกไม่สบาย

                            เพราะลูกไม่สบายเป็นวิเศษณานุประโยคทำหน้าที่ขยายกริยาวลี ไม่มาทำงาน วิเศษณานุประโยคร่วมกับ ไม่มาทำงาน ทำหน้าที่เป็นกริยาวลีของประโยคซ้อน เขาไม่มาทำงานเพราะลูกไม่สบาย เพราะ  เป็นคำเชื่อมวิเศษณานุประโยค

                                    เราจะไปชายหาดกันถ้าฝนไม่ตก

                            ถ้าฝนไม่ตกเป็นวิเศษณานุประโยค ทำหน้าที่ขยายกริยาวลี จะไปชายหาดกัน วิเศษณานุประโยคร่วมกับ จะไปชายหาดกัน ทำหน้าที่เป็นกริยาวลีของประโยคซ้อน เราจะไปชายหาดกันถ้าฝนไม่ตก คำว่า ถ้า เป็นคำเชื่อมวิเศษณานุประโยค

                                    เธออยู่ที่ทำงานจนเสร็จงาน

                            จนเสร็จงานเป็นวิเศษณานุประโยค ทำหน้าที่ขยายกริยาวลี อยู่ที่ทำงาน วิเศษณานุประโยคร่วมกับ อยู่ที่ทำงาน ทำหน้าที่เป็นกริยาวลีของประโยคซ้อน เธออยู่ที่ทำงานจนเสร็จงาน คำว่า จน เป็นคำเชื่อมวิเศษณานุประโยค

                            ๒)  คำเชื่อมวิเศษณานุประโยคที่ปรากฏต้นประโยค เมื่อคำเชื่อมวิเศษณานุประโยคปรากฏต้นประโยคมักปรากฏคำเชื่อมเสริม จึง เลย ถึง ก็ ในประโยคหลักซึ่งปรากฏหลังวิเศษณานุประโยค เช่น

                                    เพราะฝนตกแต่เช้ารถจึงติดหนัก

                                    จนถึงเมื่อวานเขาก็ยังไม่ติดต่อมา

                                    ถ้าเขาไม่มาก็ให้คนอื่นทำแทนได้เลย

                                    เมื่อพูดกันไม่รู้เรื่องก็อย่าพูดกันอีกเลย

                            คำว่า เพราะ จน ถ้า เมื่อ เป็นคำเชื่อมวิเศษณานุประโยค ส่วน จึง ก็ เป็นคำเชื่อมเสริม

๓.  คำเชื่อมเสริม  หมายถึง คำเชื่อมที่เพิ่มขึ้นเพื่อทำให้หน่วยภาษา ๒ หน่วยสัมพันธ์กันได้อย่างชัดเจนขึ้น คำเชื่อมเสริมได้แก่ จึง เลย ถึง ก็

คำเชื่อมเสริมอาจปรากฏในประโยคสามัญ ประโยครวม ประโยคซ้อน หรือปรากฏในประโยคซึ่งเป็นหน่วยของสัมพันธสารก็ได้

ประโยคสามัญที่ผู้พูดกล่าวขึ้นมาลอย ๆ มักปรากฏคำเชื่อมเสริมหน้าประโยคสามัญหรือหน้ากริยาวลี คำเชื่อมเสริมนี้ใช้เชื่อมประโยคกับสถานการณ์หรือสิ่งที่กล่าวถึงมาก่อนหน้า เช่น

            ก็เธอไม่ยอมไปกินข้าวกับพวกเราเองนี่นา

            ฉันก็อยากรู้เรื่องนี้เหมือนกัน

            ก็ใช่

            ก็ถูกของคุณ

            มันก็ไม่ถึงกับแย่เสียทีเดียว

ประโยคสามัญที่ปรากฏคำวิเศษณ์แสดงคำถามต้นประโยค มักปรากฏคำเชื่อมเสริม จึง ถึง หน้าคำกริยา เช่น

            ทำไมบ่ายป่านนี้ถึงยังไม่กินข้าว

            เหตุใดจึงมานั่งเศร้าคนเดียว

ประโยคสามัญที่ปรากฏคำสรรพนามแยกส่วน ต่าง บ้าง อาจปรากฏคำเชื่อมเสริม ก็ หน้าคำกริยา เช่น

            เราต่างก็โต ๆ กันแล้ว

            เต่าทะเลเหล่านี้บ้างก็ว่ายน้ำไปติดอวนของชาวประมง

ในประโยครวมซึ่งเชื่อมด้วยคำเชื่อมสมภาค คำเชื่อมเสริมมักปรากฏหน้ากริยาวลีซึ่งอยู่หลังวลีอื่น เช่น

            เขาเป็นไข้และเจ็บคออย่างหนัก

            เขาโดนจับมาหลายครั้งแต่ก็ไม่เข็ด

ในประโยคซ้อนที่ใช้คำเชื่อมสมภาคเชื่อมนามานุประโยค คำเชื่อมเสริมมักปรากฏหลังคำเชื่อมสมภาคและหน้าคำเชื่อมนามานุประโยค เช่น

            เขาบ่นว่า เธอขาดเรียนบ่อย และก็ว่าชอบหลับในห้องเรียน

ในประโยคที่ขึ้นต้นด้วยวิเศษณานุประโยคคำเชื่อมเสริมจะปรากฏหน้ากริยาวลีในประโยคหลัก เช่น

            เพราะใช้ชีวิตอยู่อย่างเพียงพอครอบครัวของเขาจึงไม่มีหนี้

            พอความโลภเข้าครอบงำเขาเลยลงทุนไปจนหมดตัว

            จนพ่อไปตามเขาถึงยอมกลับมาบ้าน

            ถ้าให้การเท็จคุณก็ถูกดำเนินคดีไปด้วย

            เมื่อไม่สบายก็ควรพักผ่อนให้มาก ๆ

ในสัมพันธสารคำเชื่อมเสริมมักปรากฏหน้ากริยาของประโยคที่ตามหลังประโยคอื่น เช่น

            # เขาเป็นโรควิตกอย่างรุนแรง # นอนไม่หลับ # บางครั้งก็ละเมอร้าย #

๔.  คำเชื่อมสัมพันธสาร  หมายถึง คำเชื่อมประโยคตั้งแต่ ๒ ประโยคขึ้นไปให้รวมกันเป็นสัมพันธสารเดียวกัน เช่น กล่าวคือ อย่างไรก็ตาม อย่างไรก็ดี อย่างไรเสีย แม้กระนั้น ในที่สุด ทว่า แต่ทว่า ทั้งนี้ อนึ่ง ฯลฯ เช่น

# ความรักช่วยสร้างสันติภาพแก่โลก # กล่าวคือ # เมื่อมนุษย์มอบและแบ่งปันความรักให้แก่กันและกัน ก็จะไม่บังเกิดความริษยา ความเกลียดชัง ซึ่งเป็นต้นตอของความขัดแย้งอันจะนำไปสู่สงคราม #

# เขาเพียรพูดคุยเพื่อปลอบประโลมเธอหลายครั้ง #พาไปเที่ยวก็แล้ว # พาไปดูหนังก็หลายหน # แม้กระนั้น # เธอก็ไม่อาจคลายความเศร้าคิดถึงสามีที่ด่วนจากไป

# มีคำทำนายมากมายเกี่ยวกับอวสานของโลก # คำทำนายเหล่านั้นล้วนแต่น่าขนลุกขนพอง # อย่างไรก็ตาม # ไม่ว่าคำทำนายเหล่านั้นจะเป็นจริงหรือไม่ # ภาวะโลกร้อนที่เราประสบอยู่ทุกวันนี้ ก็ชวนให้ประหวั่นพรั่นพรึงถึงหายนะที่จ่ออยู่ตรงหน้า #

คำสันธานบางคำมีรูปซ้ำกับคำเชื่อมสมภาค คำเชื่อมวิเศษณานุประโยค และสัมพันธสาร เช่น

# นมมีประโยชน์ต่อร่างกายมากโดยเฉพาะกับเด็กที่อยู่ในวัยเจริญเติบโต # นมมีส่วนอย่างสำคัญที่ทำให้สมองเด็กพัฒนา # และ ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อและกระดูกให้เติบโตแข็งแรง #

# ระหว่างที่นั่งรถไปโรงพยาบาล ฉันเกิดเจ็บครรภ์ขึ้นมากะทันหัน # รถก็ติดมาก # โรงพยาบาลก็ยังอยู่อีกไกล # แล้ว # ฉันก็คลอดออกมาในรถแท็กซี่คันนั้นเอง #

# ฉันเตือนแล้วนะว่าไปกันไปตามลำพัง # มันอันตราย # ก็ ตามใจพวกเธอก็แล้วกัน # เมื่อเตือนแล้วไม่รู้จักฟัง #

# พูดอีก # ก็ # ถูกอีก #

คำบุพบท

คำบุพบท หรือ คำบุรพบท คือ คำที่ปรากฏหน้านามวลีและประกอบกันเข้าเป็นบุพบทวลี คำบุพบทมักมีความหมายเพื่อบอกตำแหน่ง หน้าที่ ความเกี่ยวข้อง ความมุ่งหมาย ความเป็นเจ้าของ ฯลฯ ของนามวลีที่สัมพันธ์กับคำกริยาหรือบอกความสัมพันธ์ระหว่างนามวลีกับนามวลีในประโยคเดียวกัน

คำบุพบทรวมกับนามวลีที่ตามมาเป็นบุพบทวลีทำหน้าที่เป็นส่วนขยายนามวลีหรือกริยาวลีที่อยู่ข้างหน้า เช่น

            ปากกาของฉันหายบ่อย

ของ เป็นคำบุพบท ปรากฏหน้านามวลี ฉัน และรวมกันเป็นบุพบทวลี ของฉัน ใช้ขยายคำนาม ปากกา บุพบทวลีของฉัน รวมกับนามวลี ปากกา กลายเป็นนามวลีเดียวกันว่า ปากกาของฉัน

            พ่อตัดแต่งต้นไม้หลายต้นในสวน

ใน  เป็นคำบุพบทปรากฏหน้านามวลี สวน และรวมกันเป็นบุพบทวลีในสวน ใช้ขยายนามวลี ต้นไม้หลายต้น บุพบทวลีในสวน รวมกับนามวลี ต้นไม้หลายต้น กลายเป็นนามวลีเดียวกันว่า ต้นไม้หลายต้นในสวน

คำบุพบทโดยทั่วไป ยกเว้น ของ เมื่อปรากฏหน้านามวลีและประกอบเข้าเป็นบุพบทวลี ยังอาจใช้เป็นส่วนขยายกริยาวลีในกริยาวลีได้เช่น

            เขานอนบนโซฟา

บน เป็นคำบุพบท ปรากฏหน้านามวลี โซฟา กลายเป็นบุพบทวลี บนโซฟาและใช้ขยายกริยาวลี นอน บุพบทวลี บนโซฟา รวมกับกริยาวลี นอน กลายเป็นกริยาวลีเดียวกันว่า นอนบนโซฟา

คำบุพบทใช้บอกความหมายหลายประการ ที่พบมากได้แก่คำบุพบทที่บอกความหมายดังต่อไปนี้

บอกตำแหน่ง ที่ตั้ง สถานที่ เช่น

            ผมขอลงตรงสะพานลอย

            พวกเราแวะซื้อขนมข้างทาง

บอกสาเหตุ เช่น

            เขามีกำลังใจต่อสู้โรคร้ายเพราะความช่วยเหลือของเธอ

บอกความมุ่งหมาย เช่น

            น้องตั้งใจต่อโทเพื่ออนาคตของตนเอง

บอกความเป็นเจ้าของ เช่น

            แมวของคุณแหววหายไปจากบ้าน

 

บอกผู้ที่ทำกริยาร่วมกัน เช่น

            เขาวางแผนไปเที่ยวกับเพื่อน ๆ

            เรารวมพลังกันต่อสู้กับศัตรู

บอกผู้รับประโยชน์ เช่น

            ในหลวงพระราชทานพรแก่ปวงชนชาวไทย

            เรากล่าวคำสรรเสริญแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

บอกเวลา เช่น

            เขากลับมาเมืองไทยเมื่อวันก่อน

            เขามาหลับเอาตอนตีสาม

บอกเครื่องมือที่ใช้ทำ เช่น

            เขาจับเสือด้วยมือเปล่า

บอกสิ่งที่ต้องการเปรียบเทียบ เช่น

            เขารักเหายิ่งกว่าผม

  

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 หมายเลขบันทึก: 488674
 เขียน:  
 ความเห็น:  อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ

ความเห็น

Satida Sittirat
IP: xxx.205.203.196
เขียนเมื่อ Tue Jan 07 2014 08:54:14 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณค่ะ อาจาย์ :)

มลฑิรา สังข์งาม
เขียนเมื่อ Mon Mar 03 2014 19:18:17 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณครูประเสริฐมากๆค่ะ ที่ให้ความรูํ มลฑิรา สังข์งาม ม5/3 เลขที่17

 อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
 ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์
 
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า