วิธีใช้น้ำมันมะพร้าวเพื่อลดความอ้วน

 น้ำมันมะพร้าวช่วยลดความอ้วน 

วิธีใช้น้ำมันมะพร้าวเพื่อลดความอ้วน

เราสามารถบริโภคน้ำมันมะพร้าวเพื่อลดความอ้วนได้ 4 วิธี คือ:

1.  บริโภคน้ำมันโดยตรง

ได้แก่การนำน้ำมันมะพร้าวเข้าปาก โดยใช้ช้อน หรือดื่มจากภาชนะ การใช้ช้อน จะช่วยให้กะปริมาณได้ใกล้เคียงกับที่ต้องการ เช่น กี่ช้อนโต๊ะ ในขณะที่ดื่มจากภาชนะ สะดวก แต่กะปริมาณไม่ได้ดี หลายคนมักจะคิดว่า การบริโภคน้ำมันมะพร้าว เป็นของยาก เพราะใจคิดอยู่เสมอว่าน้ำมันมะพร้าว ก็คือน้ำมันพืช ซึ่งเหนียวเหนอะหนะ และเวลาดื่มเข้าไปในลำคอ จะติดคอ และอาจคลื่นไส้ แต่ในความเป็นจริง น้ำมันมะพร้าว มีกลิ่นหอม ไม่เหนียวเหนอะหนะ และสามารถดื่มลงคอได้โดยสะดวก ไม่มีติดอยู่ที่คอเหมือนน้ำมันพืชอื่น ๆ

 

2. ผสมลงในอาหารและเครื่องดื่ม

           น้ำมันมะพร้าวสามารถเข้ากันได้กับอาหารและเครื่องดื่มหลายชนิด เช่นซุบ โจ๊ก แกงจืด น้ำส้ม น้ำผลไม้ ชา กาแฟ โอวัลติน ฯลฯ โดยไม่ได้ทำให้อาหารและเครื่องดื่ม เปลี่ยนรสชาติ หรือสูญเสียคุณค่าทางอาหาร และความอร่อยไป

 

3.  ปรุงไปในอาหาร

           เราสามารถใช้น้ำมันมะพร้าว ปรุงอาหารได้ โดยการผัด หรือทอด (ซึ่งไม่มีการเปลี่ยนเป็นทรานส์แฟตส์ (trans fats) ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เหมือนน้ำมันไม่อิ่มตัวทั้งหลายที่ถูกกับความร้อนสูง) หรือแม้แต่เป็นตัวทำให้อาหารไม่ติดกระทะหรือภาชนะ เช่นในการเจียวไข่ ทำพิซซ่า

 

4.  ใช้ร่วมกับสปา

สปา (spa) เป็นคำย่อของศัพทภาษาละติน คือ Sanus Per Aqua หมายถึง วิธีการดูแลรักษาสุขภาพโดยการทําความสะอาด และเสริมอาหารบํารุงใหลึกถึงผิวชั้นใน มีวิธีตาง ๆ เชน การนวด การบําบัดดวยน้ำ การใชกระแสไฟฟา ปัจจุบัน มีการใช้น้ำมันมะพร้าวในกิจการสปามากมาย เพราะซึมเข้าในร่างกายได้เร็ว มักผสมด้วยน้ำมันหอมระเหยเพื่อช่วยให้มีกลิ่นหอม โดยใช้นวดเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ และในขณะเดียวกัน ก็ช่วยลดความอ้วนไปในตัว

 

 บทส่งท้าย

บทนี้ ไม่ได้เสนอข้อมูลใหม่ แต่ต้องการสรุปเพื่อให้ผู้อ่านจับประเด็นสำคัญที่ได้อ่านมาแล้ว โดยแยกเป็นประเด็นต่าง ๆ คือ:

1. ความเข้าใจผิดต่อไขมันของแพทย์และนักโภชนาการบางคน

ไขมันถูกปรักปรำว่าเป็นสาเหตุของโรคอ้วน และโรคหัวใจ ดังนั้น แพทย์และนักโภชนาการบางคนจึงแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการกินไขมันหรือให้ กินอาหารที่มีไขมันต่ำ หรือปราศจากไขมัน  ผลก็คือ คนที่เชื่อก็พากันอ้วนเอา ๆ เพราะไขมันเป็นสิ่งที่ช่วยทำให้เราอิ่มนานขึ้น และลดการกินอาหารในมื้อถัดไป ทำให้บริโภคแคลอรีต่อวันลดลง จึงไม่อ้วนเหมือนผู้ที่ไม่ยอมกินไขมัน

 

2.  คุณสมบัติของน้ำมันมะพร้าว

น้ำมันมะพร้าว มีคุณสมบัติที่ช่วยลดความอ้วนอยู่ 5 ประการ ได้แก่:

ก.  เป็นกรดไขมันขนาดกลาง ที่ถูกย่อยได้ง่าย และเคลื่อนที่ได้เร็ว

ข. เป็นกรดไขมันอิ่มตัว ไม่ถูกเติมออกซิเจนและไฮโดรเจนที่เป็นสาเหตุของโรคแห่งความเสื่อม รวมทั้งโรคอ้วน

ค.  ทำให้อาหารมีรสชาติ และอิ่มนานขึ้น

ง.  เพิ่มพลังงาน แต่ก็ให้พลังงานน้อยกว่าน้ำมันอื่น ๆ

แม้ว่าในแต่ละข้อ น้ำมันมะพร้าวจะไม่ได้มีความแตกต่างกับน้ำมันอื่น ๆ มากนัก แต่ถ้าเราบริโภคน้ำมันในทุก ๆ มื้อ ไม่ว่าจะเป็นอาหารทอด ผัด แกง หรือในขนมหวาน ความแตกต่างที่ดูเหมือนน้อย ก็จะเพิ่มมากขึ้น

 

3.  ลักษณะที่ดีเด่นของน้ำมันมะพร้าว

เมื่อเปรียบเทียบกับกรดไขมัน LCT ที่มีสายโซ่ขนาดยาว ซึ่งเป็นองค์ ประกอบหลักของน้ำมันพืช น้ำมันสัตว์ นม และแม้กระทั่งน้ำมันปลา   น้ำมันมะพร้าวมีสายโซ่ขนาดกลาง (MCT) กว่า 2 ใน 3 ซึ่งทำให้มันมีคุณลักษณะที่ดีเด่น และช่วยลดน้ำหนักได้ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้:

ก. ขนาดเล็กกว่า จึงง่ายต่อการย่อย ดูดซึม และเคลื่อนย้ายไปสู่ตับได้เร็ว พร้อมทั้งเปลี่ยนไปเป็นพลังงานได้เร็ว และไม่ไปสะสมเป็นไขมันในร่างกาย

ข. มีแคลอรีต่อกรัมที่จะเผาผลาญเป็นพลังงานน้อยกว่า ทำให้ไม่มีพลังงานเหลือที่จะเปลี่ยนไปเป็นไขมันในร่างกาย

ค. ช่วยให้ใช้พลังงานมากในขณะที่ถูกเปลี่ยนไปเป็นพลังงานเพื่อทำกิจกรรม ใด ๆ ทำให้ไม่มีพลังงานเหลือ ที่จะเปลี่ยนไปเป็นไขมันในร่างกาย

ง.  ช่วยให้อาหารน่ากิน จึงใช้น้อยลงในสูตรอาหาร

จ.  มีผิวสัมผัส (texture) ที่ดี จึงใช้น้อยลงในสูตรอาหารเช่นกัน

ฉ.  ช่วยทำให้มีความรู้สึกว่า “อิ่มแล้ว” ได้เร็วขึ้น จึงกินอาหารน้อยลง

 

4.  ไขมันแคลอรีต่ำ

น้ำมันมะพร้าวได้รับการขนานนามว่าเป็น “ไขมันแคลอรีต่ำ” ซึ่งดูเหมือน จะเป็นแนวความคิดที่ไม่เป็นที่ยอมรับของแพทย์และนักโภชนาการบางคน  แต่น้ำมันมะพร้าว ก็มีคุณสมบัติตรงตามแนวความคิดนั้นทุกประการ กล่าวคือ:

ก.   มีแคลอรีน้อยกว่าไขมันอื่น (8.6 เทียบกับ 9.0 กิโลแคลอรีต่อกรัม)

ข.   บำบัดความหิวได้ดีกว่าไขมันหรืออาหารอื่น ผู้ที่กินน้ำมันมะพร้าวจะไม่

หิวเป็นเวลานาน และตลอดทั้งวัน จึงกินอาหารน้อยกว่าผู้ที่กินน้ำมันอื่น ๆ ทำให้มีแคลอรีน้อยกว่า จนไม่มีเหลือสะสมเป็นไขมัน

ค. ช่วยเพิ่มอัตราเมตาบอลิสซึม ทำให้อาหารหรือปริมาณแคลอรี ถูกเปลี่ยน ไปเป็นพลังงานในอัตราที่สูงกว่าน้ำมันอื่น ๆ การเพิ่มอัตราเมตาบอลิสซึม ไม่ได้นานแค่ 1-2 ชั่วโมง แต่ทอดยาวไปถึง 24 ชั่วโมง ทำให้ได้พลังงานมากขึ้น และไม่มีแคลอรีเหลือสำหรับนำไปเก็บไว้ในรูปของไขมัน

 

 

ขอบคุณ "วิธีใช้น้ำมันมะพร้าวเพื่อลดความอ้วน" จากหนังสือวิชาการเรื่อง "ลดความอ้วนได้อย่างไร ? "

โดย ดร.ณรงค์ โฉมเฉลา ประธานชมรมอนุรักษ์และพัฒนาน้ำมันมะพร้าวแห่งประเทศไทย

ด้วยความปรารถนาดี  กานดา แสนมณี 

 



 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 หมายเลขบันทึก: 485931
 เขียน:  
 ดอกไม้:  ความเห็น:  อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ

ความเห็น

มนัสดา
เขียนเมื่อ Tue Apr 24 2012 14:02:03 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะพี่ดา

  • น้องขออนุญาตนำไปเล่าต่อนะคะ
  • ไอศกรีมนี่ก็มีส่วนผสมของมะพร้าวด้วย อร่อยมากค่ะ

 

กาญจนา สุวรรณเจริญ
เขียนเมื่อ Tue Apr 24 2012 14:19:50 GMT+0700 (ICT)
  • โอ้โฮ!พี่ดาเจ้า..
  • เพิ่งทราบข้อมูลละเอียดๆจากบันทึกนี้เองค่ะ ติ๋มเคยทานบ้าง ทาผิวบ้างเหมือนกัน ส่วนลดความอ้วนเนี่ย ต้องทำตามที่พี่ดาบอก
  • ขอบคุณมากๆเลยค่ะ คิดถึงนะคะ
ถาวร
เขียนเมื่อ Thu Apr 26 2012 11:13:44 GMT+0700 (ICT)

ได้ความรู้ดีๆจากพี่ดาเสมอๆ ขอบคุณมากค่ะ

 อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
 ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์
 
บันทึกที่เกี่ยวข้อง
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า