ทฤษฎีความรักของ สเตอร์นเบิร์ก (Sternberg. 1988)
ที่ได้อธิบายถึงองค์ประกอบของความรักว่ามี 3 องค์ประกอบ คือ
ความใกล้ชิดสนิทสนม (intimacy) ความผูกพัน อุทิศตัวต่อกัน
(commitment) และความเสน่หา อารมณ์รัก (passion) อันก่อให้เกิดความรัก
7 แบบ คือ ความใกล้ชิดผูกพันอย่างเดียว
ซึ่งมีผลต่อการก่อรูปแบบความรักรูปแบบอื่น ได้แก่ ความรักแบบเพื่อน
(liking) ความเสน่หาอย่างเดียวเป็นความรักแบบลุ่มหลง(infatuation)
ความผูกพันอย่างเดียวถือเป็นความรักแบบว่างเปล่า(empty love)
ความรักแบบเพ้อฝัน (romantic love) เป็นความรักที่ประกอบด้วย
ความใกล้ชิดสนิทสนมและอารมณ์รัก ความรักฉันท์มิตรภาพ (companionate
love) เป็นความรักที่ประกอบด้วย ความใกล้ชิดสนิทสนมและความผูกพัน
ความรักลวงตา (fatuous love) เป็นความรักที่ประกอบด้วย
เสน่หาอารมณ์รัก และผูกพัน สุดท้ายคือความรักที่สมบูรณ์แบบ
(consummate love) เป็นความรักที่ประกอบไปด้วย ความใกล้ชิด สนิทสนม
ความผูกพัน และเสน่หา อารมณ์รัก (Sternberg. 1988: online)

ในบทความต่อไปนี้จะยกเนื้อหาจากสารนิพนธ์ของสัตกร
วงศ์สงคราม เรื่องการศึกษาความรักของวัยรุ่น
ซึ่งสรุปเนื้อความได้ดังนี้
- วัยรุ่นชายให้ความสำคัญกับความรักสูงกว่าวัยรุ่นหญิง
ที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะว่า
การศึกษาในครั้งนี้มุ่งศึกษากลุ่มตัวอย่างที่เป็นวัยรุ่นตอนปลาย
เป็นระยะที่วัยรุ่นชายเริ่มสนใจเพศตรงข้ามเพิ่มมากขึ้น
ต่างจากเมื่อตอนเป็นวัยรุ่นตอนต้นวัยรุ่นชายมักจะไม่สนใจต่อเพศตรงข้าม
โดยในขณะที่วัยรุ่นหญิงจะเริ่มสนใจในเพศตรงข้ามตั้งแต่ก้าวสู่การเป็นวัยรุ่นตอนต้น
สอดคล้องกับการศึกษาของ วิลาวรรณ์ ทวิชศรี (2546 : 85)
-
ส่วนเพศหญิงเริ่มให้ความสนใจเพศตรงข้ามในลักษณะคู่รักแต่เป็นรุ่นพี่
และเริ่มพิถีพิถันเรื่องการแต่งกายแต่พอเข้าระยะวัยรุ่นตอนปลายความสนใจในเพศตรงข้ามของวัยรุ่นเพศชายจะเพิ่มมากขึ้น
- จิระ จึงเจริญศิลป์ (2523: 44)
ศึกษาค่านิยมในการคบเพื่อนต่างเพศของเด็กวัยรุ่นในแหล่งเสื่อมโทรมคลองเตย
พบว่าวัยรุ่นชายมีค่านิยมในการคบเพื่อนต่างเพศแตกต่างจากวัยรุ่นเพศหญิง
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
และพบว่าเพศชายรู้สึกเสรีในการปฏิบัติตนเกี่ยวกับการคบเพื่อนต่างเพศมากกว่าเพศหญิง
สอดคล้องกับ เรณู เจริญศรี (2525: 67)
- วัยรุ่นที่ระดับการศึกษาแตกต่างกัน ได้แก่ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
อนุปริญญาและปริญญาตรีให้ความสำคัญกับความรักแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติในองค์ประกอบรวม
ส่วนในองค์ประกอบย่อย
วัยรุ่นที่มีระดับการศึกษาต่างกันให้ความสำคัญกับความรักในด้านความเสน่หาต่างกัน
โดยวัยรุ่นที่ศึกษาในระดับอนุปริญญาให้ความสำคัญกับเสน่หามากกว่าวัยรุ่นที่ศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและปริญญาตรีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ
.05 การที่ผลการศึกษาพบว่าวัยรุ่นที่ศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
อนุปริญญา
และปริญญาตรีมีคะแนนความรักแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิตินั้น
อาจเป็นเพราะว่าการศึกษาในครั้งนี้เกิดจากการศึกษาในกลุ่มวัยรุ่นเพียงกลุ่มเดียวคือ
วัยรุ่นตอนปลาย ซึ่งมีความคิด ความรู้สึกใกล้เคียงกันในวัยไล่เลี่ยกัน
การศึกษาจึงไม่ส่งผลต่อระดับความรู้สึกที่มีต่อความรักมากนัก
-
การศึกษาความเกี่ยวข้องระหว่างประสบการณ์การมีคู่รักของวัยรุ่นและความรักของวัยรุ่น
พบว่าวัยรุ่นที่มีประสบการณ์การมีคู่รักแตกต่างกันให้ความสำคัญกับความรักที่แตกต่างกันกล่าวคือ
วัยรุ่นที่ยังไม่เคยมีคู่รัก เคยมีคู่รักแล้ว (แต่ปัจจุบันไม่มี)
และมีคู่รัก (ในปัจจุบัน) มีคะแนนความรักที่แตกต่างกัน
ทั้งในองค์ประกอบรวมและองค์ประกอบย่อยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ
.01 สรุปได้ว่า
วัยรุ่นที่เคยมีคู่รักให้ความสำคัญกับความรักสูงกว่าวัยรุ่นที่เคยมีคู่รัก
(ปัจจุบันไม่มี)
และวัยรุ่นที่ไม่เคยมีคู่รักอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05
-
จากผลการวิจัยสามารถอภิปรายผลได้ว่าการที่วัยรุ่นอยู่ในครอบครัวที่เต็มไปด้วยความรักความอบอุ่น
บิดา มารดา ปฏิบัติหน้าที่ได้ดีในฐานะผู้ปกครอง
ในขณะเดียวกันวัยรุ่นก็ทำหน้าที่ของตนได้ดีในฐานะบุตร
ไม่ว่าจะเป็นการทำหน้าที่ในด้านการแก้ไขปัญหา การสื่อสาร
บทบาทของสมาชิกภายในครอบครัว การตอบสนองทางด้านอารมณ์
ความผูกพันทางอารมณ์ การควบคุมพฤติกรรมและการทำหน้าที่ทั่วไป
ที่เต็มอิ่มไปด้วยความสมบูรณ์มักจะปรารถนาความรักความอบอุ่นจากบุคคลภายในนอกน้อยลง
จากการศึกษาข้างต้น สรุปได้ว่า มีความแตกต่างระหว่างชายและหญิง และ
ครอบครัวมีส่วนต่อความรักในวัยเรียนมาก
Ref...thesis.swu.ac.th/swuthesis/Gui_Cou_Psy/Sattakorn_W.pdf
ติดตามบทความเรื่อง
ความรักในวัยเรียน(2) ได้ในไม่ช้าครับ