ครับจุดพลิกผันครั้งสำคัญของผู้ไทดำและผู้ไทขาว ในเวียดนามครั้งสำคัญช่วงหนึ่งคือช่วงฝรั่งเศสล่าอาณานิคม ประวัติศาสตร์ถูกจารึกว่าครั้งหนึ่งผู้ไทเคยเป็นประเทศ ในนาม “สหพันธ์รัฐไท”
ในบันทึกสัมมนาผู้ไทนานาชาติที่เขาวง กาฬสินธุ์ (4) พระมหาแล อาสโย ขำสุข ถามผมว่า......ได้ฟังเพลงไทยดำรำพันมาตั้งแต่เด็กแล้ว ฟังอย่างเดียวไม่เคยรู้เรื่องราวความเป็นมาอะไรเลย รู้ว่าเพลงนี้ ฟังเพราะก็แค่นั้น แต่ฟังให้ดีก็รู้สึกสะท้อนความพลัดพราก จากบ้านจากเมืองที่เคยอยู่สุขสบาย แล้วไปผจญภัยข้างหน้าประมาณนั้น...ถามแบบไม่ได้ค้นคว้าข้อมูลเลยว่า เพลงนี้เกี่ยวกับผู้ไท ผู้ไทดำไหม(ดูชื่อเพลงเหมือนจะเกี่ยวโดยตรงเลยเนาะ)
.........
นี่คือบทเพลง "ไทดำรำพัน” เพลงลาว
ร้องโดย ก. วิเสส นักร้องลาว ที่มีการกล่าวถึงเรืองราวผู้ไทดำ
แล้วไทดำรำพึงรำพันอะไรหล่ะ
http://youtu.be/IZFq-mqAhwc
.....

และนี่คือสิ่งที่ผมตอบ พระมหาแล อาสโย ขำสุข
นมัสการ พระมหาแล อาสโย ขำสุข
-
"เพลงไทดำรำพัน” เป็นเพลงลาว ที่มีเนื้อร้องกล่าวถึงคนผู้ไทดำ กล่าวถึงความพลัดพราก จากบ้านจากเมืองที่เคยอยู่สุขสบายของคนผู้ไทดำครับ บันทึกแผ่นเสียงครั้งแรกในปี พ.ศ. 2512 ผู้ขับร้องเพลง ไทดำรำพัน เป็นคนแรก คือ ก. วิเสส นักร้องวงดนตรีราบอากาศวังเวียง ผู้แต่งเพลงนี้คือหมีดำ [ร.ท.สนอง อุ่นวงศ์]
-
ก. วิเสส มีชื่อจริงว่า กันตัง ราดปากดี ซึ่งอาจจะเขียนว่า กันตัง ราษฎร์ปากดี ก็ได้ มีถิ่นกำเนิดที่บ้านสีไค เมืองศรีโคตรบอง กำแพงนครเวียงจันท์ ประเทศลาว หลังจากที่จบ ป. 4 ท้าวกันตังได้ไปสมัครเป็นทหารอากาศ สังกัดหน่วยพลร่ม
-
เพลงไทดำรำพัน ได้สร้างชื่อเสียงให้กับ ก.วิเสส อย่างมาก กระทั่งต้องยกทั้งวงดนตรีข้ามโขงมาอัดเสียงที่ห้องอัดกมลสุโกศล กรุงเทพฯ และเพลงของ ก.วิเสส ก็โด่งดังข้ามมาถึงเมืองไทยในปลายปี 2513 ถึงปี 2514
-
ในระยะต่อมาเพลงนี้ได้มีนักร้องรุ่นหลังนำมาขับร้องใหม่หลายคน ซึ่งล้วนได้รับความนิยมจากประชาชนอย่างมาก
-
ต่อคำถามว่าเพลงนี้เกี่ยวกับผู้ไทดำโดยตรงไหม ทำไมไทดำถึงต้องรำพัน อะไรเป็นเหตุจูงใจให้ “หมีดำ” แต่งเพลงนี้
-
ข้อสันนิษฐานของผมนะครับ ผมเห็นว่าน่าจะเกี่ยวกับ เหตุการณ์ฝรั่งเศสแพ้สงครามที่เดียนเบียนฟู หรือเมืองแถน เมื่อ 7 มีนาคม 2497 ด้วยไทดำอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นในเมืองแถนหรือเดียนเบียนฟู ตามประวัติศาสตร์ ผู้ไทดำมีทั้งฝ่ายที่เข้ากับฝั่งฝรั่งเศส และฝ่ายที่ร่วมรบกับโฮจิมินท์
-
เมื่อฝ่ายฝรั่งเศสแพ้สงคราม ฝ่ายที่อยู่ข้างฝรั่งเศสจึงอพยพหนีภัยสงครามจากคอมมิวนิสต์แตกไปหลายแห่งหน ผู้ไทดำส่วนหนึ่งได้อพยพเข้ามาอยู่ในลาว ซึ่งหากนับเวลาตั้งแต่เมื่อครั้งเมืองแถนแตก คือ ตั้งแต่ปี 2497 จนถึงปี ที่หมีดำแต่งเพลงนี้ ในปีพ.ศ. 2512 ก็เป็นเวลา 15 ปีพอดีครับ
-
ผมจึงได้แต่เพียงสันนิษฐานตามเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ของผู้ไทดำนะครับ ว่าน่าจะมีสาเหตุมาจากการอพยพโยกย้ายถิ่นของ ผู้ไทดำจากเมืองแถนและเมืองใกล้เคียงจากสงครามครั้งนั้นทำให้คนผู้ไทดำรำพันถึงบ้านเกิดเมืองอนที่เมืองแถน(และเมืองข้างเคียง)ครับ
-
นมัสการครับ

ภาพคนผู้ไทดำในเวียดนาม ภาพโดย
อ.ธีรภาพ โลหิตกุล
...............
ครับจุดพลิกผันครั้งหนึ่งของผู้ไทดำและผู้ไทขาว ในเวียดนามครั้งสำคัญช่วงหนึ่งคือช่วงฝรั่งเศสล่าอาณานิคม ประวัติศาสตร์ได้ถูกจารึกว่าครั้งหนึ่งผู้ไทเคยเป็นประเทศ ในนาม “สหพันธ์รัฐไท”
แว่นแค้นแดนผู้ไทตั้งแต่นานมา
ตั้งถิ่นฐานอยู่ระหว่างอาณาจักรที่เข็มแข็งกว่า คือจีน เวียดนาม
และลาว ผู้ไทต้องส่งบรรณาการให้กับทั้งสามฝ่าย บางครั้ง
จึงถูกเรียกว่า เมืองสามฝ่านฟ้า คนผู้ไทอยู่เป็นเมืองๆ
ผลัดกันนำตามแต่ยุคสมัย เมืองหลักที่มีบทบาทนำมากที่สุดคือเมืองแถน
และเมืองไล
ยุคฝรั่งเศสล่าอาณานิคมผู้นำผู้ไท(ทั้งผู้ไทดำ
ผู้ไทขาวและผู้ไท)ที่มีซื่อเสียงมากในการต่อสู้การรุกรานของฝรั่งเศส
คือท้าววันตรี
แม้จะพยายามสู้ในทุกทางอย่างเด็ดเดี่ยวแต่สู้อำนาจอาวุธยุโธปกรณ์ของฝรั่งเศสไม่ไหว
ท้าววันตรีจึงเสียดินแดนผู้ไททั้งหมด (ทั้งผู้ไทดำ
ผู้ไทขาวและผู้ไท)ให้แก่ฝรั่งเศสทีละเล็กละน้อยจนหมดสิ้น
ท้าววันตรีถึงแก่กรรม พ.ศ. 2451(ร.5 สวรรคต พ.ศ. 2453)
หลังจากนั้นฝรั่งเศสก็ตัดทอนอำนาจตำแหน่งเจ้าเมือง ของผู้ครองแว่นแคว้น/เมืองต่างๆของผู้ไท(ระบบเจ้าฟ้าเดิมถูกทำลายลง) แล้วรวบรวมหัวเมืองผู้ไททั้งหลายให้อยู่ภายใต้การปกครองของเวียดนามภายใต้การคุ้มครองของฝรั่งเศสและฝรั่งเศสจัดการปกครองผู้ไทเป็น 12 เมือง จึงมักถูกเรียกว่าเป็นเขต "สิบสองจุไท" หรือ "สิบสองเจ้าไท" ที่จริงในเขตติดต่อกันยังมีผู้ไทอยู่ในเขตของจีนอีก 6 เมือง หากรวมกันก็จะเป็น 18 จุเมืองครับ
........
ภายหลังสงครามเอเชียบูรพาฝรั่งเศสได้ให้การสนับสนุนการสถาปนา“สหพันธ์รัฐไท”ขึ้น โดยให้ “ท้าววันลอง” (ผู้ไทขาว)เป็นประธานสหพันธ์ไท โดยการแนะนำของที่ปรึกษาฝรั่งเศส มีรัฐธรรมนูญ มีกองทัพ มีกลไกจนท.รัฐสมัยใหม่เป็นของตัวเอง(แทนระบบเจ้าฟ้าหรือเจ้าเมืองที่เคยมีเดิม) มีสถานะเช่นเดียวกับประเทศลาวในความคุ้มครองของฝรั่งเศส มีเมืองหลวงอยู่ที่เมืองไล หรือเมืองไลเจา ซึ่งเป็นเมืองหลักของผู้ไทขาว และต่อมาฝรั่งเศสก็ยิ่งให้การรับรอง “สหพันธ์รัฐไท”มากขึ้น มีสถานะเป็นรัฐอิสระมากขึ้นเทียบเท่าประเทศในอาณานิคมของฝรั่งเศส ........
ภาพลุงโฮพบท่านปรีดี พนมยงค์ภาพหลังการกู้ชาติจากฝรั่งเศสสำเร็จ
ช่วงเวลาเดียวกัน โฮจิมินห์ ก็ได้จัดตั้งขบวนการกู้ชาติเวียดนามขึ้น เรียกว่าขบวนการเวียตมินห์ คนผู้ไทจึงแตกแยกแบ่งเป็น 2 พวก 2 ฝ่าย บุคคลชั้นผู้นำของผู้ไทที่เข้าข้างฝ่ายเวียตมินห์ ได้แก่ คำวันดวง สาวันมินห์ และโลวันฮัก(ผู้ไทดำ) สำหรับโลวันฮักคนนี้เคยเป็นเจ้าเมืองแถนมาก่อน เคยร่วมทำงานกับ ฝรั่งเศส ในนามคณะผู้บริหาร“สหพันธ์รัฐไท”มาก่อน แต่ต่อมาถูกลดฐานะลง(เทียบเท่ากับนายอำเภอ) ภายหลังจึงเกิดการผิดใจกันมากขึ้น จึงหนีไปร่วมกับขบวนการเวียดมินห์(โลวันฮักเป็นอดีตเจ้าเมืองแถนสืบเชื้อสายเจ้าฟ้าของผู้ไทดำ)
กองกำลังของขบวนการเวียดมินห์เติบโตเข้มแข็งมากขึ้น โดยมีผู้ไทดำเป็นกำลังหลัก(ในระยะแรก) ขบวนการเวียตมินห์มีกองทัพผู้ไทเข้าร่วมรบอย่างคึกคัก มีทหารผู้ไทร่วมรบหลายกรม เช่น กรม 312 มีนายพลผู้ไท ชื่อนายพล "ตรองทาน”เป็นผู้นำ กรม 316 มีนายพลผู้ไท ชื่อนายพล "เลอ กวาง บา”เป็นผู้นำ รวมทั้งกรม 148 ก็มีทหารส่วนใหญ่เป็นผู้ไท(ผู้ไทในที่นี่รวมผู้ไทดำ ผู้ไทขาว และผู้ไท)
4 พ.ย. 2496 ด้วยการรุกคืบของขบวนการเวียดมินห์ทำให้ทหารฝรั่งเศส พร้อมคณะผู้ปกครอง “สหพันธ์รัฐไท” ต้องถอนกำลังจากเมืองหลวงคือเมืองเมืองไล หรือเมืองไลเจา ไปตังหลักอยู่ที่เมืองแถน หรือเมืองเดียนเบียนฟู
และแล้ว 7 มีนาคม 2497ฝรั่งเศสพร้อมคณะผู้ปกครอง “สหพันธรัฐไท” ก็พ่ายแพ้สงครามที่เดียนเบียนฟู หรือเมืองแถน อย่างอัปยศอดสู ให้กับขบวนการเวียดมินห์ พร้อมกองทัพผู้ไทที่เข้าร่วมกับ ขบวนการ เวียดมินห์ ตำนานแห่งรัฐ “สหพันธ์รัฐไท” ก็สิ้นสุดลงพร้อมกับความพ่ายแพ้ของฝรั่งเศสที่เดียนเบียนฟูครับ .............
ผลจากการแตกพ่ายที่เมืองแถนทำให้คนผู้ไทดำและผู้ไทขาว ส่วนหนึ่งที่ไม่ได้เข้าร่วมกับขบวนการเวียดมินห์ ได้อพยพหลบลี้หนีภัยสงคราม มาที่ลาว คนลาว(อาจจะม่เชื้อสายผู้ไทดำ)จึงได้แต่งเพลงที่มีเนื้อหากล่าวถึงความพลัดพรากจากบ้านจากเมืองที่เคยอยู่สุขสบายของคนผู้ไทดำ(ไม่รู้สะบายจริงหรือเปล่า)ครับ
บ้านลุงโฮที่นาจอก นครพนม ลุงโฮเคยมาพักที่นี่ขณะเตรียมการกู้ชาติขับไล่ฝรั่งเศส
คำร้อง/เนื้อร้อง บทเพลง ไทดำรำพัน จากพระมหาแล อาสโย ขำสุข ครับ
http://www.gotoknow.org/activities/users/sombatk?activity_page=2&escape=false
ท่านได้ให้ข้อสังเกตในการเขียนภาษาลาวครั้งนั้นด้วย อีกทั้ได้ให้ความรู้เพิ่มเติมเรื่องการนับศักราชแบบลาวด้วย ดังนี้
" ผมขออนุญาตให้คะแนนตั้งใจ(เขียนภาษาลาว) 100 คะแนนเต็มครับ แต่ว่าตัวอักษร น.นก กับ ม.แมว ต้องสังเกตดูดี ๆ ส่วนใหญ่แล้วคนไทยมักสับสนกับอักษรลาว 2 ตัวนี้ โดยเฉพาะอักษรควบคือ ตัวหนอ กับตัวหมอ ถ้าผิดนิดเดียว คำว่าหนา ก็จะกลายเป็นหมา หรือคำว่าหมาก็จะอ่านว่าหนาไป เป็นซะอย่างนั้น
อีกอย่างครับ ปีพุทธศักราช ขอยกตัวอย่างเมื่อวานนี้ผมไปเวียงจันทน์มา(ความจริงก็ไปเกือบทุกวัน) ขณะขับรถอยู่ได้เปิดสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งชาติลาวฟังไปด้วย
คนลาวนี่ถ้าเป็นทางการ เขาใช้คริสตศักราช เช่น 2011 ถ้าเป็นเรื่องในทางพระพุทธศาสนา ประเพณี วัฒนธรรม เขาจะใช้พุทธศักราชครับ
เมื่อวานโฆษกสถานีอ่านว่าปีพุดทะสังกาด 2553 (อ่านว่า สองพันห้าฮ้อยห้าสิบสาม) คนที่นั่งรถไปกับผมถามว่าโฆษกอ่านผิดหรือเปล่า ผมตอบว่า ไม่ผิดหรอกครับ เขาอ่านถูกต้องแล้ว ปี 2554 ของลาว(ปีนี้)เขาจะเริ่มต้นในวันที่ 14 เมษายน 2554
คนที่นั่งไปด้วยหลาย ๆ คน ต่างก็ไม่เคยทราบมาก่อนว่า ประเทศลาวเขาใช้วิธีนับปีพุทธศักราชกันอย่างนี้ "
ส่วนเรื่องเพลงไทดำรำพันนั้น อาตมาไม่ได้ถามประวัิติความเป็นมาของเพลงท่านเลยไม่ได้กล่าวถึง แต่ท่านได้ช่วยแปลบทพูดในเพลงให้ทราบแทน ดังนี้
" เพลงไตดำรำพันนั้นคุ้นเคยกับคนไทยมาหลายสิบปี ถ้าไม่ทราบความเป็นมา หลาย ๆ ท่านอาจเข้าใจไปว่าเป็นเพลงไทยไปแล้วก็มี เช่นเดียวกับเพลง กุหลาบปากซัน
บทพูดตอนท้ายของเพลงไตดำรำพันนั้น พอจะแปลความได้ว่า.....
เมื่อหวลคิดขึ้นมา(คราใด) น้ำตา(คน)ไต(มัก)ไหล(ริน) ยามเมื่อจากไกล ปู่เจ้าเซินลา (วิญญาณบรรพบุรุษของพี่น้องชาวไตดำซึ่งอยู่ที่เมืองเซินลา หรือ Son La ในเวียดนามเหนือ ใกล้ๆ กับเมืองแอด แขวงหัวพันของลาว)
อพยพหลบลี้ไพรีมา(อันนี้ชัดอยู่แล้ว) ไตดำตั้วหน้า(ทั้งมวล)ยังคนึงหา(ถิ่นฐานบ้านเกิดเมืองนอนของตน) อย่างไม่เคยลืมเลือน "
เป็นคนผู้ไทเหมือนกันค่ะสันนิฐานว่าผู้ไทดำเพราะใช้เสื้อผ้าที่ตัดเย็บด้วยผ้าสีดำแล้วตกแต่งลวดลายด้วยผ้าแถบที่ทอด้วยมือ ซึ่งจากการเล่าของตายายว่าสมัยก่อน(สมัยท่านผู้ที่เล่า)ชุดแต่งงานของสตรี/ชายผู้ไทจะใช้ชุดสีดำ ที่เรียกว่าเสื้อแขบ ซิ่นหมี่ สะโร่ง ก็ขอชื่นชมในความมีอัตลักษณ์และเอกลักษณ์ของคนผู้ไท
ยินดีรู้จักคนผู้ไทคือเด๋ว
คุณนุจจิรา สารจิตร
ตอนสยามไปกวาดต้อนมา ไว้ที่เมืิองเพชรก็เรียกว่าลาวโซ่ง หรือลาวโซ่งดำ หรือเรียกไทยทรงดำในเวลาต่อมา
นมัสการ
พระมหาแล อาสโย ขำสุข
ขอบคุณพระคุณครับ
สุเทพ ไชยขันธุ์
หลายวันก่อนไปรื้อกองหนังสือ เจอกับหนังสือที่ซื้อไว้นานแล้ว ปกหนังสือเขียนว่า ผู้ไทเวียดนาม
(ภาพโดยคุณวันชัย)
ข่าวว่ากวีซีไรท์คนล่าสุดมาร่วมงานด้วย สนใจเชิญนะครับ จะนอนค้างในหมู่บ้าน เลยก็ได้นะครับ รวมทั้งจะอยู่ถ่ายภาพ การลงข่วง เข็นฝ้ายของสาวผู้ไท บ้านผม ที่บ้านเหล่าใหญ่ อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธ์ ในคืนวันที่ 8 มี.ค. 55 ครับ
เครื่องแต่งกายของชาวผู้ไท สีที่โดดเด่นที่สุดคือสีดำ สีดำที่ชาวผู้ไทเรียกกันคือสีดำย้อมหม้อการย้อมเสื้อผ้าของชาวผู้ไทนั้นจะใช้ครามเป็นตัวย้อมแต่เมื่อย้อมเสร็จแล้วจะเรียกผ้าชนิดนั้นว่าผ้าดำ ถึงแม้ว่าผ้าจะออกมาเป็นสีน้ำเงินหรือสีกรมท่าก็ตามแต่ก็ยังเรียกว่าผ้าดำหม้อ ถ้าถามคนแก่อายุ70ปีขึ้นไปจะเรียกว่าผ้าดำทั้งนั้น เพราะการย้อมหม้อนิลหรือหม้อครามนั้น ความเข้มของสีจะขึ้นอยู่กับจำนวนหม้อที่ใช้ย้อม การย้อมมะเกลือของชาวผู้ไทก็มีแต่จะไม่นิยมย้อมผ้าเท่าหม้อครามหรือหม้อนิล การย้อมผ้า การอิ้วฝ้าย เข็นฝ้าย ลักษณะนี้จะมีอยู่ทุกชาติพันธุ์เพราะเครื่องนุ่งห่มเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ ฉะนั้นการจะศึกษาเรื่องผู้ไทโดยผ่านผ้าต้องรู้ลักษณะเด่นของผ้าผู้ไทที่ต่างไปจากผ้าของกลุ่มชาติพันธุ์อื่น เพราะลักษณะของสีผ้า ลายผ้า และการผลิต เหมือนกันกับชาติพันธุ์อื่น การศึกษาทางด้านภาษาศาสตร์นั้นคิดว่าข้อจำกัดมันอยู่ที่ว่า ผู้ไทในไทยปัจจุบันนั้นรับเอาวัฒนธรรมทั้งของลาวและไทยมามาก ส่วนทางด้านผู้ไทเวียดนามและจีนก็รับเอาความเป็นเวียดนามและจีนจากส่วนกลางมาบางแล้ว ฉะนั้นการที่จะหาเปรียบเทียบภาษาทั้งสามประเทศคงต้องอาศัยนักภาษาศาตร์มาช่วยในการวิเคราะห์ทางด้านภาษา เพราะคนตระกูลไท ที่ใช้ภาษาตระกูลไท-กะได นั้นมีหลากหลายชาติพันธุ์ ฉะนั้นเราจึงต้องหาข้อแตกต่างระหว่างภาษาผู้ไทกับชาติพันธุ์อื่นว่าแตกต่างกันตรงไหนอย่างไร ขอเสนอแนะว่า เราควรที่จะลงพื้นที่ผู้ไทในไทยเพื่อเก็บข้อมูลในเรื่องต่างๆ เช่น ภาษา สิ่งของเครื่องใช้ พิธีกรรม ความเชื่อเป็นต้น การศึกษาในที่นี้เป็นการศึกษาเอาเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีตซึ่งในปัจจุบันเลือนหายไปแล้วหรือไม่มีการสืบต่อแต่ยังมีผู้รู้หรือเคยได้ยินบรรพบุรุษเคยกล่าวเอาไว้ และข้อมูลอื่นๆที่เป็นประโยชน์ในการศึกษาต่อยอด อีกทั้งศึกษาถึงอดีตของผู้ไทเวียดนามและจีนในเรื่องต่างๆให้มีข้อมูลที่มากพอสมควร แล้วมาพบกันครึ่งทางระหว่างผู้ไทในไทยกับผู้ไทในต่างแดน อาจจะทำให้เราได้พบกับสิ่งที่เราต้องการก็เป็นได้ แต่ถ้าเราจะศึกษาถึงประวัติความเป็นมาจากสิ่งต่างๆที่เป็นผู้ไทปัจจุบัน ที่ถูกวัฒนธรรมเมืองกลืนไปบ้างแล้วนั้นอาจจะเป้นหรือยากหรือไม่ในการศึกษาความเป็นมาของผู้ไท
หมีดำแต่งเพลงไทดำรำพัน หรือเอามาจาก มาจากท้าวฮุง ท้าวเฮืองคนไทดำ ซึ่งไปตายที่ฝรั่งเศส ทั้งสองเคยฟ้องหมีดำ ซึ่งเป็นนายทหารเรื่องลิขสิทธิ์เพลงนี้ คดีความยังไม่สิ่้น หมีดำ ฮ ตกตาย
ไทดำแตกแยกออกเป็น๒ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเข้าข้างฝรั่งเศส อีกฝ่ายเข้าข้างเวียดนาม เพราะหลงเชื่อโฮจิมินห์ที่โฆษณาว่าถ้าร่วมกันต่อสู้ฝรั่งเศสจนชนะ จะให้เอกราชแก่สิบสองจุไท เมื่อชนะฝรั่งเศสจริง โฮจิมินห์ก็ให้แค่เป็นเขตปกครองพิเศษ พอให้หลงดีใจเล่นๆ พอผ่านมาหลายปีประมาณปี๒๕๑๘ ก็ยุบเลิกเขตปกครองพิเศษ ให้ไทดำหรือสิบสองจุไทมีสถานะเหมือนเมืองอื่นๆในเวียดนาม ถ้าฝรั่งเศสชนะ ก็มีโอกาสได้เอกราชเหมือนอาณานิคมอื่นๆของฝรั่งเศส ประวัติศาสตร์ของสิบสองจุไทหรือเดียนเบียนฟูช่างไม่แตกต่างกับไทยใหญ่ในรัฐฉานของพม่าเลย
ชอบประวัติศาสตร์ของผู้คนแถบลุ่มน้ำโขง โดยเฉพาะ พี่น้องทางฝั่ง สปป.ลาว