ปัญหาและข้อจำกัดของหลักนิติธรรมในสังคมไทย : วิพากษ์แนวสิทธิมนุษยชน

 นิติปรัชญาแบบไทย Thai Style Legal Philosophy,สิทธิมนุษยชน Human Rights,หลักนิติธรรม The Rule of Law 

12 กันยายน 2554

คำนำ

 

            การจัดทำรายงานเรื่อง ปัญหาและข้อจำกัดของหลักนิติธรรมในสังคมไทย : วิพากษ์แนวสิทธิมนุษยชน มีแรงบันดาลใจจากการอ่านบทความของ “อมาตยา เซน” ผู้รับรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ปี 1998 ซึ่งได้มาปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “การลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมในสังคม (Building social justice to close the social GAP) ในเวทีประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2553 จึงอยากศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่อง “สิทธิมนุษยชน” เพราะสังคมปัจจุบันมีความเหลื่อมล้ำกันมากขึ้นเรื่อย ๆ จนก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ และปัญหาสังคมอื่น ๆ ตามมา  แต่การศึกษาปัญหานี้ค่อนข้างยาก เนื่องจากเป็นเรื่องที่กว้าง ฉะนั้น การนำมาจัดทำรายงาน “นิติปรัชญา” จึงมีข้อจำกัด รายงานฉบับนี้เป็นการศึกษาถึงข้อเท็จจริงที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทยทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง โดยพยายามโยงคิดไปถึงหลักนิติปรัชญา  อย่างไรก็ตาม ผู้ศึกษาได้พยายามจำกัดขอบข่ายการศึกษาและได้รวบรวมหลักการและแนวคิดต่าง ๆ ตามความรู้และสามารถที่ค้นคว้าได้

            ข้อมูลวิชาการมาจากเอกสารวิชาการ แต่ข้อมูลเกี่ยวกับข้อเท็จจริงต่าง ๆ ส่วนใหญ่เป็นข้อมูลสดจากเวบไซต์ และ ข่าวหนังสือพิมพ์ โดยสอดแทรกหลักการและความคิดเห็นส่วนตัว ประกอบ

 

บทคัดย่อ

 

ผู้เขียนศึกษาหลักนิติธรรม ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน(Human Rights) อย่างกว้าง ๆ (Over View) สำหรับสังคมไทยปัจจุบัน และ กำหนดแนวทางในการวิเคราะห์ หลักนิติธรรม (The Rule of Law) ดังนี้

 

1. วิพากษ์ หลักนิติธรรม

2. สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย กฎหมายรัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนปัจจุบัน

3. นิติปรัชญาแนวตะวันตก

4. นิติปรัชญาแนวตะวันออก

5. นิติปรัชญาแบบไทย

 

 ผู้เขียนนำเสนอแนวนิติปรัชญาแบบไทย (Thai Style Legal Philosophy)ขึ้น เพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่าสังคมไทย มีเอกลักษณ์ มีตัวตนของตนเอง มีลักษณะพิเศษบางอย่างที่ไม่เหมือนใคร และ ไม่มีใครเหมือน

 

บทสรุป

 

ปัญหาข้อจำกัดของสังคมไทย โดยเฉพาะหลักนิติธรรม ต้องโยงไปถึงแนวคิดหรือวิถีชีวิตคนไทยที่ฝังรากลึกอยู่กับพุทธศาสนา ความเชื่อเรื่องบาปบุญ รวมไปถึง การมีระบบอุปถัมภ์ที่เหนียวแน่น นอกจากนี้ นักวิชาการไทย ยังได้สรุปว่าสังคมไทยชอบ อำนาจนิยม ราชานิยม

 

ข้อเสนอแนะ

 

นิติปรัชญาในเรื่อง หลักนิติธรรม กับเรื่อง สิทธิมนุษยชน สำหรับสังคมไทยที่ต้องถือว่าอยู่ในระยะเปลี่ยนผ่าน (Transition) เพราะจากสภาพสังคมแบบเดิม ๆ คงต้องมีการวิวัฒนาการไปสู่เป้าหมายที่ดีกว่า สามารถแข่งขันกับสังคมโลกในอนาคตได้ โดยเฉพาะสังคมใน ย่านประชาคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ ASEAN ซึ่งจะเปิดเสรีการค้าในปี 2015 หรือ พ.ศ. 2558

 

“ปัญหาและข้อจำกัดของหลักนิติธรรมในสังคมไทย : วิพากษ์แนวสิทธิมนุษยชน”

 

บทที่ 1 

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 

 

1.1 กล่าวนำและประเด็นปัญหา 

 

ประเทศไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจาก “สมบูรณาญาสิทธิราช” เป็น “ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข” ซึ่งมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศในการบริหารบ้านเมือง เริ่มนับตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2475 (ค.ศ.1932) เป็นต้นไป

 

สภาพปัญหาเดิมที่มีก็คือความไม่มั่นคง เสถียรภาพของ “รัฐธรรมนูญ” เพราะมีการล้มล้างแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่เนือง ๆ นับถึงปัจจุบัน พ.ศ.2554 ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญ(รวมธรรมนูญและฉบับชั่วคราว) มีจำนวนทั้งสิ้น 21 ฉบับ จึงเป็นปัญหาหนึ่งที่สังคมไทยประสบ เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ หากมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขบ่อยครั้ง ก็จะทำให้การปกครองไม่มีเสถียรภาพมั่นคงแน่นอน  

 

ประกอบกับสถานการณ์โลกปัจจุบันที่ต้องดำเนินการตามกระแสโลก หรือการจัดระเบียบโลกใหม่ (New World Order)หรือ ตามกระแสโลกภิวัตน์ (Globalization) การวิเคราะห์สภาพปัญหา “สังคมไทย” ในมุมมองด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง กฎหมาย อย่างรอบด้านรวมถึงข้อจำกัดต่าง ๆ ด้วย จึงเป็นสิ่งจำเป็น  โดยเฉพาะกระแส “สิทธิมนุษยชน” (Human Rights) กับหลัก “นิติธรรม” (The Rule of Law) ว่ามีปัญหาและหรือข้อจำกัดประการใดบ้าง

 

1.2 วัตถุประสงค์ของการศึกษา 

1.2.1 เพื่อทราบถึงปัญหาและข้อจำกัดของหลักนิติธรรมในสังคมไทย

1.2.2 เพื่อศึกษาถึงแนวโน้มด้านสิทธิมนุษยชนในสังคมไทย

 

1.3 ขอบเขตของการศึกษา 

ผู้เขียนจำกัดขอบข่ายการศึกษาหลักนิติธรรม ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนอย่างกว้าง ๆ (Over View) สำหรับสังคมไทยปัจจุบัน

 

1.4 วิธีการศึกษา

            ดำเนินการโดยการศึกษาค้นคว้าจากเอกสาร (Documentary Research)

 

1.5 ประโยชน์ที่จะได้รับ 

            ทำให้ทราบถึงปัญหาและข้อจำกัดของหลักนิติธรรมในสังคมไทย และ ทราบถึงแนวโน้มด้านสิทธิมนุษยชนในสังคมไทย

 

1.6 รายงาน ผลการศึกษา วิจัยที่เกี่ยวข้อง 

            จากการค้นคว้าผลการศึกษาวิจัยไม่พบผลการศึกษาโดยตรง แต่ได้รวบรวมผลการศึกษาที่พอจะเกี่ยวข้อง  ดังนี้

 

1.6.1 เอกลักษณ์ ลิ้มศิริลักษณ์ (“แนวความคิดทางกฎหมายมหาชนในประเทศไทย ว่าด้วยอำนาจรัฐ ตั้งแต่ พุทธศักราช 2411 ถึง พุทธศักราช 2475.” วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2546.)

ได้ศึกษาเพื่อให้เห็นถึงพัฒนาการของแนวความคิดทางด้านกฎหมายมหาชนสมัยใหม่ เกี่ยวกับอำนาจรัฐที่มีอิทธิพลต่อการจัดระเบียบการปกครองของไทย ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทำให้เกิดระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด (Absolute Monarchy) และมีลักษณะความเป็นรัฐสมัยใหม่ (Modern State) ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำริพยายามจะพระราชทานรัฐธรรมนูญให้แก่ประชาชนถึง 2 ครั้ง แต่ก็ได้รับการคัดค้านจากพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ ทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลังเลพระทัย และยังไม่ได้พระราชทานรัฐธรรมนูญให้แก่ประชาชน จนเกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองขึ้นในปีพุทธศักราช 2475.

1.6.2 สุทธิพร  วนิชนพรัตน์ (“ความสอดคล้องของพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 กับหลักนิติธรรม.” วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาเศรษฐศาสตร์การเมือง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2550.)

ผลการศึกษาสรุปดังนี้

1. กระบวนการในการออกพระราชกำหนดฉบับนี้มิใช่กรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ฯ เพราะปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นสั่งสมมาเป็นเวลานานแล้ว อีกทั้งยังมีกฎหมายฉบับเก่าหลายฉบับยังคงใช้อยู่แกนแล้ว

2. การนำพระราชกำหนดฉบับนี้ไปใช้บังคับก่อให้เกิดผลกระทบในทางลบทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

3. ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความสำเร็จในการนำพระราชกำหนดฉบับนี้ไปใช้เพื่อแก้ไขปัญหา พบว่าแม้รัฐบาลจะนำปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง เข้ามาแก้ไขโดยการนำนโยบายการเมืองนำการทหาร ส่งเสริมอาชีพให้ประชาชนมีรายได้ ส่งเสริมประชาชนให้มีการศึกษา ตลอดจนจัดตั้งคณะกรรมการอิสระฯเพื่อแก้ปัญหา แต่ก็ไม่สามารถจัดการกับปัญหาความไม่สงบให้เบาบางลงได้ แต่กลับทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น.

1.6.3 ศุภชัย  บุญใจเพ็ชร (“แนวคิดเกี่ยวกับความเป็นธรรมตามหลักนิติรัฐ : กรณีศึกษาจากพระราชดำรัสของพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบัน ช่วงปี พ.ศ. 2493 จนถึงปัจจุบัน.” วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาเศรษฐศาสตร์การเมือง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2547.)

พระราชดำริเกี่ยวกับกฎหมายและการปกครอง ทรงมีพระราชดำริว่า ความเป็นธรรมจากกฎหมายนั้นขึ้นอยู่กับผู้ใช้กฎหมายโดยเฉพาะผู้พิพากษา กฎหมายเป็นเพียงเครื่องมือสำหรับผดุงความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมเท่านั้น ดั้นผู้พิพากษาต้องเป็นผู้มีศีลธรรมจรรยา มีความเป็นกลางทั้งขณะอยู่ในศาลและนอกศาล

ผลการเปรียบเทียบการจัดการปัญหาตามแนวคิดนิติรัฐกับหลักการจัดการปัญหาตามพระราชดำรัส พบว่า ทรงมีพระราชดำริว่าฝ่ายบริหาร ตุลาการ และนิติบัญญัติ อาศัยหลักความชอบธรรมบนพื้นฐานของที่มาของอำนาจและมีพระราชดำริให้ทุกฝ่ายพิจารณาบริบทให้รอบคอบ สร้างความเป็นธรรมในจิตใจ ซึ่งจะนำไปสู่ความเป็นธรรมที่สมบูรณ์.

1.6.4 นิวัติ  ทองวล (“การศึกษาเปรียบเทียบลัทธินิติธรรมนิยมของหัน เฟย จื้อ กับลัทธิ เหมา.” วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาปรัชญา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2535.)

ผลการวิจัย ทำให้ทราบว่า หัน เฟย จื้อ มีแนวความคิดเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ว่า มนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน แต่เพราะสันดานที่เห็นแก่ตัวของมนุษย์จึงทำให้เกิดความยุ่งยากและความไม่เสมอภาคขึ้นในสังคม กฎหมายที่เข้มงวดรุนแรงเท่านั้นที่จะควบคุมพฤติการณ์ของมนุษย์ได้

จากสมมุติฐานในการวิจัยว่า ลัทธิเหมาเป็นการฟื้นตัวของลัทธินิติธรรมนิยมของหัน เฟย จื้อ  ทำให้ทราบว่า เหมา เจ๋อ ตุง รับอิทธิพลทางความคิดจาก หัน เฟย จื้อ แน่นอน โดยผ่านทางการศึกษาประวัติศาสตร์ การปกครองของ จิ๋น ซี ฮ่องเต้ ซึ่งเป็นผู้นำเอาแนวคิดของ หัน เฟย จื้อ มาใช้ปฏิรูปราชอาณาจักรของพระองค์ จึงกล่าวได้ว่า ความสัมพันธ์ทางความคิดทางการเมืองและสังคมของ เหมา เจ๋อ ตุง กับ หัน เฟย จื้อ เป็นความสัมพันธ์โดยอ้อม อย่างไรก็ตาม ถ้าหากมองในแง่ของพัฒนาการแล้ว ถือได้ว่าเป็นพัฒนาการทางการเมืองอีกชั้นหนึ่งของประเทศจีน.

 

บทที่ 2

แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน

 

2.1 กล่าวนำ

            “รัฐไทย” หรือ ประเทศไทยเริ่มนับตั้งแต่อดีตสมัยสุโขทัยประมาณปี 1800 หรือ ค.ศ.1257 สังคมไทยมีวิวัฒนาการปกครองจากระบบแบบ “พ่อปกครองลูก” (Paternalism) ต่อมาแนวความคิดเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ก็ได้เปลี่ยนแปลงไปตามคติพราหมณ์ซึ่งพวกขอมนำมา  โดยถือว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นตัวแทนของพระผู้เป็นเจ้า หรือ สมมุติเทพ หรือผู้ที่ได้รับอำนาจจากสวรรค์ตามแนวความคิดแบบ“เทวราชา” หรือ “ลัทธิเทวสิทธิ์” (Devine Rights) ในสมัยอยุธยา สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (อู่ทอง) ประมาณปี พ.ศ.1893 (ค.ศ.1350)  โดยถือว่า อำนาจในการปกครองของ “กษัตริย์” นั้น พระมหากษัตริย์ทรงได้รับมาจากสวรรค์  หรือเป็นไปตามเทวโองการ  การกระทำของพระมหากษัตริย์ถือเป็นความต้องการของพระเจ้า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นเหมือนสมมุติเทพ  หรือพระเจ้า  หรือผู้แทนพระเจ้า  ซึ่งเป็นแนวคิดที่แพร่หลายในสังคมโลกสมัยใหม่ในยุคนั้น 

จวบจนถึงสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เริ่มนับตั้งแต่การจัดทำสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง (Bowring Treaty) กับประเทศอังกฤษ ในปี 2398 (ค.ศ.1855) ซึ่งถือได้ว่ารัฐไทยได้เปิดประตูรับแขกชาติตะวันตกแล้ว อันจะทำให้มีการไหลบ่าทางวัฒนธรรมต่าง ๆ เข้ามา ยังผลให้วิถีชีวิตของคนไทยและรัฐไทยต้องมีการปรับเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ นับระยะเวลาแล้วได้ประมาณ 505 ปี หรือประมาณ 5 ศตวรรษ ประเทศไทยซึ่งได้พัฒนาการปกครองมาเป็น “สมบูรณาญาสิทธิราช” (Absolute Monarchy) ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ก็ยังถือตามคติเดิมที่ว่ากษัตริย์ ก็คือสมมุติเทพอยู่เช่นเดิม 

ซึ่งหลักการปกครองดังกล่าวข้างต้นแม้รัฐไทยจะอยู่ในซีกโลกตะวันออก ต่างก็ไม่ได้ผิดแผกแนวคิดในการปกครองกันแต่อย่างใด เพราะในซีกโลกตะวันตกได้พัฒนารูปแบบการปกครองจากแบบเทวสิทธิ์ (Devine Rights)  แบบศักดินา (Feudalism) จนกระทั่งมาถึงยุค “รัฐชาติ” (National State) ในราวศตวรรษที่ 18 – 19 สรุปว่า บรรดาชาติต่าง ๆ ในยุโรป ต่างก็มีพัฒนาการรูปแบบการปกครองคล้าย ๆ กันกับไทย

            ครั้นมาถึงสมัยปฏิรูปการปกครองของไทยในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 (ปี 2411-2453 ค.ศ.1868-1910)ได้เริ่มมีการปรับเปลี่ยนปฏิรูปการปกครองให้ทันสมัยโดยการยกเลิกจตุสดมภ์ เปลี่ยนเป็น กระทรวง กรม กอง ฯ เป็นผลสืบเนื่องมาจากสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง ที่สำคัญจากปัญหาสิทธิสภาพนอกอาณาเขตของคนในบังคับมหาอำนาจ อังกฤษ ฝรั่งเศส จึงทำให้ประเทศไทยต้องมีการปฏิรูประบบกฎหมายตามแบบยุโรป

            ไทยได้เริ่มใช้ประมวลกฎหมาย ตั้งต้นด้วยกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 (พ.ศ.2451)และต่อมาก็ได้บัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประมวลกฎหมายเหล่านี้ส่วนมากได้คัดลอกเทียบเคียงมาจากประมวลกฎหมายประเทศภาคพื้นยุโรป ประมวลกฎหมายไทยในเวลาปัจจุบันได้คัดเลือกหรือเทียบเคียงมาจากประเทศภาคพื้น ยุโรป (และบางส่วนจากประมวลกฎหมายของอินเดีย แต่เป็นส่วนน้อย) ฉะนั้น ผู้เขียนจึงถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิด “นิติปรัชญา”

ถึงวันที่ 24 มิถุนายน 2475 (ค.ศ.1932) คณะราษฎร์ ซึ่งประกอบด้วย ข้าราชการสายทหารบก ทหารเรือ และสายพลเรือน จำนวน 99 คน โดยมีพระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นหัวหน้า ได้ร่วมกันทำการยึดอำนาจการปกครองประเทศจากพระมหากษัตริย์ ประเทศไทยก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจาก “สมบูรณาญาสิทธิราช” เป็น “ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข” ซึ่งมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศในการบริหารบ้านเมือง

            นับจากจุดนี้ไป ผู้เขียน ถือว่าเป็นจุดเริ่มของรัฐไทยในฐานะสังคมชาติรัฐสมัยใหม่ (Modern State) เพราะ นับจากจุดนี้ไป สังคมไทยเป็นสังคมประชาธิปไตย เหมือนนานาอารยะประเทศ ที่มีกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นแม่บทในการบริหารประเทศตามหลักสากล ตามแบบแผนที่ถูกสร้างไว้ตามแบบสังคมตะวันตก (Westernized)

 

2.2 ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน 1948/2491

            สิทธิมนุษยชน (Human Right) เป็นสิทธิของมนุษย์โดยตรงที่มีขึ้นมาพร้อมกับกำเนิดของมนุษย์ หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ได้ก่อตั้งองค์การสหประชาชาติ (United Nations) ร่วมกันร่างกฎบัตรสหประชาชาติไว้ในคำนำว่า “ชนชาติต่าง ๆ ในสหประชาชาติจะยึดมั่นในความเชื่อในสิทธิมนุษยชนขั้นมูลฐานในศักดิ์ศรีและ คุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ในสิทธิเท่าเทียมกันระหว่างชายหญิงและชนชาติทั้ง ใหญ่น้อย” และในมาตรา 55 บัญญัติว่า “โดยมุ่งหมายที่จะก่อให้เกิดสถานการณ์ที่มั่นคงและความผาสุกซึ่งจำเป็น สำหรับความสัมพันธ์โดยสันติ และฉันท์มิตรระหว่างประเทศ ซึ่งตั้งอยู่บนความเคารพในหลักการแห่งความเสมอภาค และการตัดสินใจด้วยตนเองของมวลชน สหประชาชาติจะส่งเสริมความเคารพต่อและรักษาไว้ซึ่งสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพ ขั้นมูลฐานของมวลชนโดยไม่มีความแตกต่างในเรื่องเชื้อชาติ เพศภาษาหรือศาสนา” (กุลพล  พลวัน, 2538 อ้างใน พรรณกรณ์, 2548) ซึ่งประเทศไทยได้ลงนามรับรองเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 1948/2491 (นพนิธิ  สุริยะ,2542 อ้างใน พรรณกรณ์, 2548, Ibid.)

 

            ดูบางข้อในปฏิญญาสากลว่าด้วยเรื่อง สิทธิมนุษยชน

            ข้อ 1 มนุษย์ทั้งหลายทั้งหลายเกิดมามีอิสรเสรี เท่าเทียมกันทั้งศักดิ์ศรีและสิทธิ ทุกคนได้รับการประสิทธิ์ประสาทเหตุผลและมโนธรรม และควรปฏิบัติต่อกันอย่างฉันพี่น้อง

            ข้อ 3 บุคคลมีสิทธิในการดำเนินชีวิต ในเสรีธรรมและในความมั่นคงแห่งร่างกาย

            ข้อ 4 บุคคลใดจะถูกบังคับให้เป็นทาส หรืออยู่ในภาระจำยอมใดๆมิได้ การเป็นทาสและการค้าทาสจะมีไม่ได้ทุกรูปแบบ

            ข้อ 5 บุคคลใดจะถูกทรมานหรือได้รับการปฏิบัติ หรือลงทัณฑ์ซึ่งทารุณโหด ไร้มนุษยธรรมหรือเหยียดหยามเกียรติมิได้

            ข้อ 7 ทุกๆคน ต่างเสมอกันในกฎหมายและชอบที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติใดๆ ทุกคนชอบที่จะได้รับการคุ้มครองอย่างเสมอหน้าจากการเลือกปฏิบัติใดๆ อันเป็นการล่วงละเมิดปฏิญญานี้ และต่อการยุยงส่งเสริมให้เกิดการเลือกปฏิบัติเช่นนั้น

            ข้อ 9 บุคคลใดจะถูกจับ กักขัง หรือเนรเทศโดยพลการมิได้

 

            ในทางสากลก็ได้รับการยอมรับและถือปฏิบัติเป็นหลักการสำคัญว่า สิทธิมนุษยชนมีความเกี่ยวข้องกับบุคคล กลุ่มบุคคล พลเมือง และเกี่ยวข้องกับการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ที่เรียกว่า หลักการ 5 ประการแห่งสิทธิมนุษยชน ซึ่งสิทธิแต่ละอย่างต่างพึ่งพากัน ได้แก่ (นายศราวุฒิ  ประทุมราช, มปป.)

            1.  สิทธิพลเมือง (Civil Rights) เป็นการยอมรับ 2 หลักการที่ว่า สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล เช่น การเกณฑ์แรงงาน การถูกนำมาเป็นทาส การถูกทรมาน จะกระทำมิได้ และการกำหนดเจตจำนงของตนเองของชุมชนนั้น เช่น การเลือกตั้งสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)ในบ้านเรา ซึ่งในอนาคต อบต.จะกลายเป็นองค์การปกครองและบริหารชุมชนท้องถิ่นตามความต้องการของตำบลนั้น ๆ เป็นต้น พลเมืองทั้งปวงมีสิทธิในการกำหนดเจตจำนงในการดำรงชีวิตของตน ชุมชนมีสิทธิในการเลือกที่จะพัฒนาชุมชนเองตามวิถีทางวัฒนธรรมที่ชุมชนเห็นพ้องด้วย

            2.  สิทธิทางการเมือง (Political Rights) หมายถึง สิทธิในการเลือกตั้ง การรวมตัวเป็นพรรคการเมือง รวมถึงเสรีภาพในการรวมกลุ่มเป็นสมาคม ชมรม สหภาพ สหกรณ์ หรือรูปแบบอื่น ๆ โดยไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายรองรับความเป็นกลุ่มนั้น ๆ เพื่อให้พลเมืองสามารถแสดงความคิดเห็นทางการเมืองได้อย่างเสรี

            3.  สิทธิทางเศรษฐกิจ (Economic Rights) ได้แก่ ความเสมอภาคของบุคคลในการได้รับการทำงานโดยเป็นงานที่ตนเลือกเองอย่างเสรี โดยรัฐต้องสร้างหลักประกันรับรองสิทธิของทุกคนในมาตาฐานค่าครองชีพที่เพียงพอสำหรับตนเองและครอบครัว ค่าจ้างที่เป็นธรรม รายได้เท่ากันสำหรับงานที่มีคุณค่าเท่ากัน โดยเฉพาะผู้หญิงต้องได้รับค่าจ้างที่ไม่ด้อยกว่าชายในลักษณะงานที่คล้ายกัน การไม่มีระบบผูกขาดทางการค้า เป็นต้น

            4.  สิทธิทางสังคม (Social Rights) หมายถึงการรับรองสิทธิของครอบครัว ความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคล ครอบครัว การที่มารดาไดรับการคุ้มครองพิเศษระหว่างตั้งครรภ์ การดูแลบุตรที่ยังเป็นเด็กอ่อน การได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียมกันและมีสิทธิเลือกโรงเรียนสำหรับเด็ก การได้รับการประกันสังคม สวัสดิการสังคม เป็นต้น

            5.  สิทธิทางวัฒนธรรม (Cultural Rights) หมายถึง สิทธิในการดำเนินชีวิตตามลักษณะวัฒนธรรม ภาษา ศาสนา เพศ การได้รับความคุ้มครองประโยชน์ทางด้านศีลธรรมและวัตถุอันเป็นผลผลิตทางวิทยาศาสตร์ วรรณกรรม ศิลปกรรม ดนตรี ซึ่งตนเองเป็นเจ้าของ เป็นต้น

 

2.3 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550

มาตรา 3 อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข

ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้

การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ

และหน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม

มาตรา 4 ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคล

ย่อมได้รับความคุ้มครอง

มาตรา 6 รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้

มาตรา 28 บุคคลย่อมอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน

บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้ สามารถยกบทบัญญัติ

แห่งรัฐธรรมนูญนี้เพื่อใช้สิทธิทางศาลหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลได้ ...

มาตรา 29 การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้และเท่าที่จำเป็น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้

กฎหมายตามวรรคหนึ่งต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป และไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง ทั้งต้องระบุบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจในการตรากฎหมายนั้นด้วย

บทบัญญัติในวรรคหนึ่งและวรรคสองให้นำมาใช้บังคับกับกฎที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายด้วยโดยอนุโลม

 

2.4 พระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2542

มาตรา 3 ในพระราชบัญญัตินี้

“สิทธิมนุษยชน” หมายความว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพและความเสมอภาคของบุคคลที่ได้รับการรับรองหรือคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือตามกฎหมายไทย หรือตามสนธิสัญญาที่ประเทศไทยมีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตาม


 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 หมายเลขบันทึก: 460308
 เขียน:  
 ดอกไม้:  ความเห็น:  อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ

ความเห็น

Phachern Thammasarangkoon
เขียนเมื่อ Sun Nov 13 2011 19:08:39 GMT+0700 (ICT)

ทีมงานองค์การสหประชาชาติประจำประเทศไทย และ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ.   “ศักดิ์ศรีและความยุติธรรมสำหรับทุกคน เสียงของเราที่ได้ยินบนแผ่นดินไทย.” 2550. [Online]. Available URL : http://www.un.or.th/documents/UND_UDHR_TH_031208_V10_Final.pdf

 

ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนเสียงสะท้อนและทัศนะ

ข้อ 1 ทัศนะโดย คุณอานันท์ ปันยารชุน
ข้อ 2 ทัศนะโดย คุณเตือนใจ ดีเทศน์
ข้อ 3 ทัศนะโดย คุณชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ
ข้อ 4 ทัศนะโดย ดร.สายสุรีย์ จุติกุล
ข้อ 5 ทัศนะโดย คุณนัทธี จิตสว่าง
ข้อ 6 ทัศนะโดย ดร.ศรีประภา เพชรมีศรี
ข้อ 7 ทัศนะโดย คุณสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
ข้อ 8 ทัศนะโดย ศาสตราจารย์วิฑิต มันตาภรณ์
ข้อ 9 ทัศนะโดย คุณทองใบ ทองเปาด์
ข้อ 10 ทัศนะโดย คุณสุรสีห์ โกศลนาวิน
ข้อ 11 ทัศนะโดย คุณสุวณา สุวรรณจูฑะ
ข้อ 12 ทัศนะโดย คุณเมธินี เทพมณี
ข้อ 13 ทัศนะโดย คุณสมชาย หอมลออ
ข้อ 14 ทัศนะโดย ดร.สุภางค์ จันทวานิช
ข้อ 15 ทัศนะโดย รศ.ดร.พันธ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร
ข้อ 16 ทัศนะโดย คุณนัยนา สุภาพึ่ง
ข้อ 17 ทัศนะโดย คุณสุนี ไชยรส
ข้อ 18 ทัศนะโดย ศาสตราจารย์อัสมา จานาเกียร์
ข้อ 19 ทัศนะโดย คุณกวี จงกิจถาวร
ข้อ 20 ทัศนะโดย คุณเดชอุดม ไกรฤทธิ์
ข้อ 21 ทัศนะโดย คุณวรินทร์ เทียมจรัส
ข้อ 22 ทัศนะโดย คุณพรชัย อยู่ประยงค์
ข้อ 23 ทัศนะโดย คุณวิไลวรรณ แซ่เตีย
ข้อ 24 ทัศนะโดย รองศาสตราจารย์สุริชัย หวันแก้ว
ข้อ 25 ทัศนะโดย คุณมีชัย วีระไวทยะ
ข้อ 26 ทัศนะโดย คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา
ข้อ 27 ทัศนะโดย ศาสตราจารย์พิเศษ วิชัย อริยนันทกะ
ข้อ 28 ทัศนะโดย คุณกวี-โยป ซน
ข้อ 29 ทัศนะโดย คุณสมสุข บุณณะบัญชา
ข้อ 30 ทัศนะโดย ศาสตราจารย์วิทิต มันตาภรณ์

Phachern Thammasarangkoon
เขียนเมื่อ Thu Dec 22 2011 22:09:03 GMT+0700 (ICT)

http://www.meechaithailand.com/index1.html

"...มาตรา 112 ห้ามการกระทำเพียง 3 อย่าง คือ

ห้ามหมิ่นประมาท

ห้ามดูหมิ่น และ

ห้ามอาฆาตมาดร้าย

พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

การกระทำทั้ง 3 อย่างนั้น อย่าว่าแต่จะทำกับประมุขของประเทศเลย ทำกับคนธรรมดา ก็ยังไม่ได้ เสรีภาพของบุคคลนั้นย่อมมีขอบเขตอันจำกัดที่จะต้องไม่ไปละเมิดคนอื่น ถ้าคำนึงถึงแต่เสรีภาพของบุคคลโดยไม่คำนึงถึงสิทธิของคนอื่น สังคมก็คงกลียุค..."

มีชัย ฤชุพันธุ์

21 ธันวาคม 2554

(หมายเหตุ : ที่มา : www.meechaithailand.com)

Phachern Thammasarangkoon
เขียนเมื่อ Sat Jan 28 2012 16:24:25 GMT+0700 (ICT)

บทที่ 3

บทวิเคราะห์

ผู้เขียนขอกำหนดแนวทางในการวิเคราะห์ “หลักนิติธรรม” โดยสังเขป ดังนี้

3.1 วิพากษ์ “หลักนิติธรรม”

3.2 สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย กฎหมายรัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนปัจจุบัน

3.3 นิติปรัชญาแนวตะวันตก

3.4 นิติปรัชญาแนวตะวันออก

3.5 นิติปรัชญาแบบไทย

3.1 วิพากษ์ “หลักนิติธรรม” “หลักนิติรัฐ”

มีคำนิยามศัพท์ (Technical Term) อยู่ 2 คำในภาษาไทยที่ต้องทำความเข้าใจ เพื่อป้องกันความสับสน ไม่เข้าใจ หรือ อาจเกิดมายาคติ (Myth, Illusion) ด้วยประการใด ๆ แม้ตัวระดับผู้นำประเทศที่ผ่านมา ก็มีการกล่าวนำคำว่า “ประเทศเราต้องยึดหลักนิติรัฐ” “กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย” เป็นต้น ทำให้เกิดคำถามย้อนกลับไปว่า หาก “กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย” ที่ว่า มันไม่ “ชอบธรรม” หรือ “ไม่เป็นธรรม” แล้ว การกล่าวอ้างว่า บ้านเมืองต้องเคารพกฎหมาย ใครทำผิดก็ต้องรับโทษ คำกล่าวต่าง ๆ เหล่านี้อาจใช้ไม่ได้ หากปรากฏว่า กฎหมายดังกล่าว ไม่ถูกต้อง ไม่ชอบธรรม อันก่อให้เกิดการต่อต้าน คัดค้าน ไม่ยอมรับ ไม่ปฏิบัติตาม เป็นการดื้อแพ่ง (Civil Disobedience) หรือที่เรียกกันว่า “อารยะขัดขืน” ซึ่งหากมีกรณีเช่นนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ สังคมโดยรวมก็จะเกิดการแข็งขืน ต่อต้าน จากจุดที่สันติวิธีนำไปสู่ความรุนแรง (Violence) ได้

คำแรกคือคำว่า “หลักนิติรัฐ” (Rechtsstaatsprinzip) จะพบว่าคำนี้ในภาษาไทยไม่ปรากฏในรัฐธรรมนูญ แต่มีคำว่า “หลักนิติธรรม” (The Rule of Law) ซึ่งเป็นคำที่สอง ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 3 วรรคสอง ว่า “...การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม...” ซึ่งตามหลักฐานการร่างรัฐธรรมเดิม ใช้คำว่า “นิติรัฐ” แต่ภายหลังมีการเปลี่ยนมาใช้คำว่า “นิติธรรม” โดยไม่มีคำอธิบายที่มาที่ไปไว้แต่อย่างใด ผู้เขียนมีความเห็นว่า เหตุหนึ่งที่ผู้ร่างเดิมได้ตัดสินใจเปลี่ยนคำ อาจเนื่องมาจาก ความคิดที่ว่า “หลักนิติธรรม” เป็นหลักที่มีขอบเขตความหมายที่กินความกว้างขวางครอบคลุมคำว่า “นิติรัฐ” ไว้ด้วย

ผู้ช่างสังเกตเริ่มมีประเด็นความสับสนเกิดตรงที่ว่า คำสองคำนี้เหมือนกันหรือไม่ ใช้แทนกันได้หรือไม่ หรือ ถ้า มีความต่าง จะแตกต่างกันเพียงใด อย่างไร ฯลฯ เป็นต้น

ผู้เขียนได้เทียบความแตกต่างของคำศัพท์ทั้งสองคำจากนักวิชาการหลายคน พอจะสรุปได้อย่างง่าย ๆ ตามแนวทางของวรเจตน์ ภาคีรัตน์ (2553) ดังนี้

“หลักนิติรัฐ” (Rechtsstaatsprinzip) มาจากภาษาเยอรมันว่า Rechtsstaat (นิติรัฐ) ภาษาอังกฤษว่า rule of law หรือ state-under-law ฝรั่งเศสว่า état de droit ในสหรัฐอเมริกา เทียบเคียงกับคำว่า due-process-clause หรือ limited government

วรเจตน์ กล่าวว่า “...ความหมายนิติรัฐในเบื้องต้นที่ตรงที่สุด คือ รัฐที่ปกครองโดยกฎหมาย ไม่ใช่โดยมนุษย์ (government of law and not of men) ...ในนิติรัฐ รัฐไม่อาจใช้มาตรการใดๆก็ได้เพื่อที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตนต้องการ ด้วยเหตุนี้ แนวคิด The end justifies the means จึงไปด้วยกันไม่ได้กับนิติรัฐ...”

“หลักนิติธรรม” (The Rule of Law ) เป็นหลักพื้นฐานในระบบกฎหมายอังกฤษ ที่ว่ามนุษย์ไม่ควรต้องถูกปกครองโดยมนุษย์ แต่ควรต้องถูกปกครองโดยกฎหมาย (วรเจตน์,2553)

พบว่าหลักนิติรัฐและหลักนิติธรรมมีความแตกต่างกันอยู่ ทั้งในแง่ของบ่อเกิดของกฎหมาย วิธีการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน การกำหนดให้มีหรือไม่มีศาลปกครองและระบบวิธีพิจารณาคดี ตลอดจนการแบ่งแยกอำนาจ (วรเจตน์,2553)

อย่างไรก็ตาม มีนักวิชาการรุ่นแรก ได้ให้ความหมายแยกแยะไว้ เช่น หยุด แสงอุทัย ว่า “นิติรัฐเป็นความคิดของประชาชนที่ฝักใฝ่ลัทธิปัจเจกชนนิยมและรัฐธรรมนูญของรัฐที่เป็นนิติรัฐนี้ต้องมีบทบัญญัติในประการที่ให้ความสำคัญถึงเสรีภาพของราษฎร เช่น เสรีภาพในร่างกาย เสรีภาพในทรัพย์สิน เสรีภาพในการทำสัญญา และเสรีภาพในการประกอบอาชีพ” (หยุด,2513. อ้างใน ศุภชัย บุญใจเพ็ชร,2547.)

หรือในกรณีของ วิสาร พันธุนะ (2535.) กล่าวว่า ...ความรู้สึกยอมรับต่อกฎเกณฑ์ซึ่งอยู่บนรากฐานแห่งความชอบธรรมนี้แหละที่เรียกว่า “หลักนิติธรรม”...

…นิติรัฐ…การที่รัฐจะเคารพต่อเสรีภาพต่าง ๆ ของราษฎรได้นั้น ย่อมมีอยู่วิธีเดียว ก็คือ การที่รัฐยมตนอยู่ใต้บังคับแห่งกฎหมายโดยเคร่งครัดเท่านั้นและตราบใดที่กฎหมายยังใช้อยู่ กฎหมายนั้นก็ผูกมัดรัฐอยู่เสมอ ... แนวความคิดเรื่องนิติรัฐนี้เองก่อให้เกิดหลักนิติธรรมขึ้นในระบบกฎหมายต่าง ๆ อันมีที่มาจากแนวคิดของอริสโตเติลที่ว่า การปกครองที่ดีไม่ใช่การปกครองโดยปุถุชน หากแต่เป็นการปกครองโดยกฎหมาย เพราะการปกครองโดยปุถุชนย่อมเสี่ยงต่อการปกครองตามอำเภอใจ... (อ้างใน http:www.punyathai.or.th/wiki/)

ในคำถามที่พยายามถามคำตอบว่า “เป็นไปตามหลักนิติธรรมหรือไม่” ก็คือ การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 สื่อมวลชนต่างชาติ นักวิชาการต่างชาติ รวมถึง มหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา เห็นว่า ไม่มีเหตุผลเพียงพอในการยึดอำนาจ จึงเป็นคำถามที่ตอบไป ก็ถูกว่า “ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม” (ดู วิกิพีเดีย)

ฉะนั้น คำกล่าวของ Thomas Hobbes (1588-1679) ที่กล่าวว่า “ไม่มีกฎหมายใดที่ไม่ยุติธรรม” (No Law Can be Unjust) จึงคงใช้ได้ไม่มีเปลี่ยนแปลง (ดู จรัญ,2550)

สุดท้าย คำว่าการดื้อแพ่ง หรือ อารยะขัดขืน จึงถูกนำมาใช้ในสังคมไทยมากขึ้น และ ถี่ขึ้น โดยเฉพาะในแวดวงนักวิชาการ ในชั้นเรียนของนักศึกษา

ขอแถมท้ายด้วยแนวคิดของราชบัณฑิตสาขารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คือ ศจ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน ซึ่งได้กล่าวอ้างถึงระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาว่า นายกรัฐมนตรีต้องเสมอกัน ไม่เหนือใคร (ดู ลิขิต, 2549.) ดังนี้

“...ในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยระบบรัฐสภา นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นรัฐมนตรีคนหนึ่งนั้นเป็นเอกอุของผู้เสมอภาคกัน (primus inter pares หรือ first among equals) นายกรัฐมนตรีจึงเป็นผู้ยืนอยู่หน้าแถวในหมู่ที่เท่ากัน กล่าวคือ เป็นคนแรกของคณะรัฐมนตรีที่มีความเสมอภาค นายกรัฐมนตรีไม่ใช่ top among unequals หรือ Chief Executive Officer - CEO ของบริษัทที่จะสั่งการให้ลูกน้องปฏิบัติตาม และนี่เป็นประเด็นสำคัญที่สุด คำกล่าวทำนองที่ว่า "นายกรัฐมนตรีเป็นหลัก รัฐมนตรีเป็นมือไม้คอยช่วย"เสมือนหนึ่งเจ้าหน้าที่ในบริษัทที่คอยช่วยเหลือ CEO จึงไม่สอดคล้องกับแก่นแท้ของระบบประชาธิปไตย…”

3.2 สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย กฎหมายรัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนปัจจุบัน

สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ใน 4 ด้าน คือ เรื่องสิทธิ เรื่องเสรีภาพ เรื่องความเสมอภาค และ เรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ปรากฏในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 และ กฎหมายที่ตราขึ้นเป็นการเฉพาะ

ในรอบปี 2552 ประเภทสิทธิมนุษยชนที่มีการร้องเรียนว่าถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) หยิบยกเพื่อตรวจสอบ มีจำนวน 695 เรื่อง จำแนกข้อมูลตามประเภทสิทธิที่มีการร้องเรียนฯ พบว่า (อ้างจากเว็บไซต์คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ)

- การกระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเภทสิทธิในชีวิตและร่างกาย สูงสุด จำนวน 133 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 20.59

- การกระทำการละเมิดสิทธิในกระบวนการยุติธรรม จำนวน 116 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 17.96

- การละเมิดสิทธิในการสื่อสาร จำนวน 2 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 0.31

มีรายการปัญหาหนึ่งที่น่าสนใจคือ ในรายงานข้อ 7 ประเด็นสิทธิมนุษยชนที่สำคัญอื่น ๆ หัวข้อหนึ่งระบุเกี่ยวกับเรื่อง “ปัญหาการกระทำผิดแล้วไม่ต้องรับผิด (Impunity)” โดยกล่าวว่า “กำลังจะกลายเป็นประเพณี วัฒนธรรมทางการเมือง ซึ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคมประชาธิปไตยและหลักแห่งกฎหมาย แต่กลับจะเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมอย่างร้ายแรง หากผู้มีอำนาจได้กระทำความผิดแล้ว มีกระบวนการลบล้างความผิด ก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติ หรือ “ระบบสองมาตรฐาน” ขึ้นในสังคม อันจะนำมาซึ่งความถดถอย และเสื่อมคลายความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมอย่างรุนแรงในอนาคต (อ้างจากเว็บไซต์คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ)

สังเกตว่า รายงานฉบับนี้ กล่าวอ้างถึง “หลักแห่งกฎหมาย” และ “การเลือกปฏิบัติ” ซึ่งก็คือคำว่า “The Rule of Law” and “Discrimination” กล่าวคือ เป็นการพูดถึงความยุติธรรมที่แปลกแยก มีการเลือกปฏิบัติ การที่จุดยืนของกระบวนการยุติธรรมถูกทำให้เบี่ยงเบนไป แม้ บางครั้งอาจมีการอ้างเรื่องหลักข้อยกเว้นก็ตาม แต่เมื่อชั่งน้ำหนักเหตุผลแล้ว กลับไม่น่าเชื่อถือ ถือว่าเป็นรายงานที่กล่าวอ้างประเด็นเรื่อง “สิทธิมนุษยชน” ในกระแส “นิติปรัชญาแนววิพากษ์” (Critical Legal Studies :CLS) ถือเป็นแนวใหม่ ซึ่ง สิทธิกร ศักดิ์แสง (2550.) ได้กล่าวอ้างไว้ในบทความปริทัศน์

เรื่องการเลือกปฏิบัติ หรือ สองมาตรฐานดังกล่าวข้างข้น ถือเป็นเรื่องสำคัญมากในสังคมไทยในระยะเปลี่ยนผ่านเช่นนี้ ที่ความเปราะบาง ย่อมมีเป็นธรรมดา การลดความความมีทิฏฐิลงบ้าง ไม่ถืออัตตา จะเป็นสิ่งที่ดี ในแนวทางนี้เรื่องการเลือกปฏิบัติ ช่างใกล้เคียงกับความไม่เป็นธรรมเป็นอย่างยิ่ง เหมือนอย่าง กรณีที่คุณดา ตอร์ปิโด ได้รับจากความไม่เป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรม (ดู สมภาร พรมทา,2554)

กรณีที่ใกล้เคียงกันยิ่งก็คือ กรณีของอาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ที่ถูกกองทัพฟ้องคดีหมิ่นเบื้องสูง ตามป.อาญา ม.112 ซึ่งนักวิชาการต่างชาติต่างวิพากษ์วิจารณ์กันในแนวทางที่ฉงน ไม่อยากเชื่อว่า เป็นไปได้อย่างไร ที่มีการฟ้องร้องทางกฎหมายที่มีต่อนักวิชาการที่มีชื่อเสียง (เควิน ฮิววิสัน. อ้างใน อัจฉรา อัชฌยกชาติ,2554.) หรือ ในกรณีของรศ.ใจ อึ๊งภากรณ์ ที่ได้หลบหนีหมายจับ ในกรณีดูหมิ่นฯ ตาม ป.อาญา ม.112 เช่นเดียวกัน

นี่แสดงให้เห็นว่า เสรีภาพของบุคคล (ซึ่งถือเป็นสิทธิมนุษยชนอย่างหนึ่ง) กำลังถูกล่วงละเมิดในสังคมไทย ถือว่า ขัดแย้งสวนทางกับ “หลักนิติธรรม” เป็นอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม เห็นว่า นิติปรัชญากฎหมายประวัติศาสตร์ (Historical Law) และ นิติปรัชญาเชิงสังคมวิทยา (Sociological Jurisprudence) ก็เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างมาก ในเรื่องของวิวัฒนาการทางสังคมที่เปลี่ยนผ่านจากยุคสู่ยุค จากรุ่นปู่ ย่า รุ่นพ่อ แม่ สู่ รุ่นลูก หลาน เวียนมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อเกิดปัญหาขึ้น “กฎหมาย” จึงเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาสังคม เหมือนดัง “วิศวกรสังคม” (Social Engineering) ด้วยสมัยก่อน ยังไม่มีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำต่าง ๆ ไม่มีปัญหาสังคม แต่ปัจจุบันได้เกิดมีปัญหาดังกล่าวขึ้น เพราะสภาพสังคมที่แปรเปลี่ยนไปตามเส้นทางของประวัติศาสตร์ และพัฒนาการของสังคม เช่น เกิดกฎหมายประกันสังคม กฎหมายต่อต้านการค้ามนุษย์ กฎหมายคุ้มครองเด็ก กฎหมายป้องกันการกระทำรุนแรงในครอบครัว หรือแม้กระทั่ง กฎหมายโสเภณี เป็นต้น

นิติปรัชญาแนวกฎหมายธรรมชาติ (Natural Law) ในโลกปัจจุบันก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย ด้วย “ความยุติธรรม” (Justice) แยกไม่ออกจากศีลธรรม (Moral) ซึ่งต้องมาก่อน “กฎหมาย” เสมอ ด้วยความแท้จริง มีอยู่แล้วในธรรมชาติ มิได้มีอะไรมาปรุงแต่ง เป็นของแท้ ๆ ไม่มีเทียม บริสุทธิ์ กฎหมายใดที่ฝ่าฝืนหลักการนี้ ถือว่าไม่มีผลบังคับ ก่อให้เกิดการดื้อแพ่งต่อกฎหมายได้

เนื่องจากกฎหมายต่าง ๆ เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ที่ได้ตราขึ้นมามีมากมาย ในที่นี้ขอยกตัวอย่าง กลุ่มสิทธิมนุษยชนของผู้ด้อยโอกาส คือ “เด็กและเยาวชน” มีกฎหมายใหม่ที่สำคัญที่มีผลบังคับใช้แล้วในรอบ 14 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี พ.ศ.2539 – 2553 อาทิ

1.พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553.

2.พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 20 และ 21) พ.ศ.2550 และ 2551

3.พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22, 25, 26 และ 28) พ.ศ.2547, 2550, 2550 และ 2551

4.พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551

5.พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551

6.พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550

7.พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ พ.ศ.2550

8.พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550

9.พระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ.2550

10.พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546

11.พระราชบัญญัติคุ้มครองพยาน พ.ศ.2546

12.พระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดการสวัสดิการสังคม พ.ศ.2546

13.พระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายฯ ในคดีอาญาฯ พ.ศ.2544

14.พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราบการฟอกเงิน พ.ศ.2542

15.พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539

3.3 นิติปรัชญาแนวตะวันตก

สภาพสังคมโลก และ แนวโน้มไทย

นับตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 20 (1980’s) เป็นต้นมา กระแส “โลกาภิวัตน์” (Globalization) ได้แผ่ขยายไปทั่วทุกมุมโลก ประกอบกับประเทศสหรัฐอเมริกาโดยนายจอร์จ บุช(ผู้พ่อ) ได้ประกาศการจัดระเบียบโลกใหม่ (New World Order) เมื่อวันที่ 11 กันยายน 1990 (พ.ศ.2533)ใน 5 เรื่อง (issues) ที่สำคัญ คือ (1) เรื่องความเป็นประชาธิปไตย (Democracy) (2) เรื่องสิทธิมนุษยชน (Human Right) (3) เรื่องสภาพแวดล้อม (Environment) (4) เรื่องการค้าเสรี (Free Trade) และ (5) เรื่องลิขสิทธิ์และสิทธิบัตร (Copyright) (อิศราวดี ชำนาญกิจ, 2552)

ประกอบกับความก้าวหน้าทางข่าวสารเทคโนโลยี ( Information Technology) ตามทัศนะของ Alvin Toffler (1980) (ปรเมศวร์ กุมารบุญ, 2550) เห็นว่า โลกปัจจุบันเป็น “ยุคแห่งข่าวสาร” ซึ่งเป็น “คลื่นลูกที่สาม” (Third wave) อันเป็นผลต่อเนื่องมาจาก “คลื่นลูกที่หนึ่ง” (ยุคสังคมแบบการเกษตร) และ “คลื่นลูกที่สอง” (ยุคสังคมแบบการผลิตอุตสาหกรรม) มีการแพร่ขยายของลัทธิบริโภคนิยม (Consumerism) ซึ่งเน้นการผลิตเพื่อการบริโภค เพื่อการพาณิชย์ การค้าขาย มิใช่เพื่อการยังชีพ หรือ การพออยู่พอกินตามอัตภาพ เหมือนดังแต่ก่อน ฉะนั้น แนวคิดต่าง ๆ เกี่ยวกับ “การค้าเสรี” จึงมีอิทธิพลของกระแสโลกาภิวัตน์อยู่มาก ฉะนั้น ระบบเศรษฐกิจโลกรวมถึงระบบเศรษฐกิจไทย ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องอยู่ในกระแสอิทธิพลของกระแส “โลกาภิวัตน์” นี้

มีการกล่าวกันว่าระบบเศรษฐกิจโลกปัจจุบันนี้ เป็นเรื่องของ “การค้าที่จัดการโดยบรรษัทข้ามชาติ” (Corporate Managed Trade) ซึ่งแผ่ขยายมาพร้อมกับการขายตัวของเขตการค้าเสรี ตามกฎเกณฑ์ของ WTO กลับส่งเสริมโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจที่เรียกได้ว่า "การค้าที่จัดการโดยบรรษัทข้ามชาติ" (Corporate Managed Trade) ให้กลายเป็นระบบการปกครองโลกในรูปแบบใหม่ขึ้น ผู้ชนะที่แท้จริงคือบรรษัทข้ามชาติและธุรกิจขนาดใหญ่ที่ได้ผลประโยชน์จากโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ ส่วนผู้แพ้คือประชาชนทั้งในประเทศที่ร่ำรวยและยากจน (Lori Wallach and Michelle Sforza, 1999)

จากสภาพสังคมเป็นตัวกำหนดวิถีชีวิตของคนตะวันออก นับตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคม จนถึงยุคปัจจุบันที่สังคมตะวันตกคอยยัดเยียดความ “เจริญก้าวหน้า” ตามลัทธิ “บริโภคนิยม” (Consumerism) ก่อให้เกิดสภาพปัญหาสังคมต่าง ๆ ขึ้น เกิดความเหลื่อมล้ำ (GAP) ขึ้นทั่วไป

ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย

อมาตยา เซน กล่าวปาฐกถาพิเศษเมื่อ17 ธันวาคม 2553 ในหัวข้อ “การลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมในสังคม” (Building social justice to close the social GAP) ในเวทีประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 3 ประจำปี พ.ศ.2553 ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ โดยมีสาระสำคัญที่น่าสนใจ ดังนี้ (มติชนออนไลน์, 17 ธ.ค. 2553)

" อมาตยา เซน " กล่าวว่า ทุกวันนี้เชื่อว่าความยุติธรรมทางสังคมต้องเน้นไปที่คุณภาพชีวิตควบคู่กับ เศรษฐกิจและสังคม ซึ่งตอนนี้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยอาจถดถอยกว่าในอดีต เพราะมีความไม่พอใจในเรื่องการกระจายอำนาจทางการเมืองอยู่บ้าง อย่างไรก็ตามประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ และประเทศไทยก็เป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่และผมเองก็ชอบมากด้วย

สมัชชาสุขภาพแห่งชาติเป็นสถาบันที่ดีมาก ทำให้เกิดความก้าวหน้าทางสังคม จำเป็นต้องให้เกิดขึ้นเพื่อบรรลุความยุติธรรม ช่องว่างอาจจะมีอยู่จริง ความไม่พอใจอาจเป็นความไม่พอใจแบบรุนแรง อย่างไรก็ตามต้องมีการประชุม มีการพูดคุยหารือกัน เพราะสิ่งที่คนเห็นในประเทศว่าเกิดอะไรนั้นเป็นเรื่องสำคัญ คนในสังคมก็แสดงความคิดเห็นออกมามากมาย ซึ่งสังคมต้องนำมาแก้ไขและมองเห็นช่องว่างทางสังคมว่าเป็นช่องว่างในเชิง ภูมิภาคหรือเชิงพื้นที่ หรือแม้กระทั่งช่องว่างความแตกต่างระหว่างเมืองกับชนบท เพราะแต่ละภูมิภาคประสบปัญหาไม่เหมือนกัน

ปัญหาความแตกต่างด้านภูมิภาคเกิดขึ้นทั่วโลกควร ช่วยกันแก้ไขปัญหา ส่วนช่องว่างที่เกิดขึ้นมานานก็คือ ช่องว่างเชิงชนชั้น ในความไม่เท่าเทียมกันระหว่างคนจนกับคนรวย ซึ่งนำพาไปสู่ความไม่ลงรอยกันเหมือนประเทศอื่นๆในภูมิภาค นี่ถือเป็นปัญหาที่ควรแก้ไขและคิดกันใหม่เกี่ยวกับความสัมพันธ์และความไม่ เท่าเทียมกันทางชนชั้น

ในเรื่องเพศวิถีนั้น ความแตกต่างระหว่างชายกับหญิงเกิดขึ้นสูง และยังคงเป็นปัญหาใหญ่ในหลาย ๆ ประเทศ โอกาสทางสังคมมีน้อย เศรษฐกิจในหลายภาคส่วนไม่เกิด เสียงทางการเมือง ขาดความสมดุล จนทำให้รัฐบาลได้ประโยชน์มากในทางการเมือง ซึ่งต้องมีการตรวจสอบ มีช่องว่างหลายช่องทำให้ประเทศชาติไม่ได้ประโยชน์ จึงต้องมีการเข้ามาตรวจสอบตรงนี้จุดนี้ให้มาก

ส่วนเรื่องของศาสนาเป็นเรื่องที่อาจนำไปสู่การแบ่งแยกของคนในชุมชน ความไม่เสมอภาคย่อมเกิดตามมา การดูแลคนกลุ่มน้อยอาจจะเป็นเรื่องที่ดูท้าทายดี ในประชาธิปไตยนั้นคนกลุ่มใหญ่จะต้องมีความเข้าใจในปัญหาร่วมกัน ซึ่งก็ควรมีในประเทศไทยเช่นกัน ในการดูแลคนคนพิการ 6 ล้านคน จาก 6,000 ล้านคนทั่วโลก มีน้อยมาก ซึ่งมีผลต่อการหารายได้และการใช้ชีวิตของคนเหล่านั้นด้วย ซึ่งสังคมต้องพยายามให้ความช่วยเหลือคนพิการในส่วนนี้ เพื่อคนพิการจะได้ใช้แขนขาเทียมตามความต้องการ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญเราจำเป็นต้องร่วมกันคิดร่วมกันทำว่ามีอะไรบ้างที่นำไปสู่ความ แตกแยกของคนในสังคม เมื่อความแตกแยกมารวมกันก็จะมีความรุนแรงเกิดขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ และเชื่อว่า "ปัญหาสังคมไม่มีเพียงแค่นี้ ช่องว่างต่าง ๆ เป็นสิ่งที่นำไปสู่การแบ่งแยก และสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งคือความแตกแยกหลายอย่างมารวมตัวกันก็จะกลายเป็น ความยิ่งใหญ่ของปัญหา"

นักปรัชญาฝ่ายซ้าย มักเห็นว่า กฎหมาย คือ การเมือง (Law is Politics) ด้วยเห็นว่ากฎหมายเป็นเครื่องมือของฝ่ายการเมือง ซึ่ง ดร.ลิขิต ธีรเวคิน ราชบัณฑิต ก็ได้เขียนบทความหนึ่ง บรรยายถึงเรื่องการเมืองไว้สรุปว่า “นี่คือการเมือง” (This is Politics) ดังจะขอยกมาอ้างอิงดังนี้ (ดู ลิขิต,2553)

คำว่า “นี่คือการเมือง” เป็นคำกล่าวเมื่อมีการกระทำที่ผิดแผกไปจากสภาวะปกติ บางครั้งมีการขัดต่อจริยธรรม ศีลธรรม และความยุติธรรม เมื่อมีปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นก็จะมีการอธิบายว่า “นี่คือการเมือง” ในแง่หนึ่งคำกล่าวอ้างนั้นเสมือนหนึ่งเป็นการให้อภัย (apologia) หรือแก้ตัว (excuse) กับการกระทำที่ขัดต่อความยุติธรรม ศีลธรรมและจริยธรรม เช่น การพูดโกหกใส่ร้ายฝ่ายตรงกันข้าม การปั้นเรื่องเท็จเพื่อผลทางการเมือง การโจมตีฝ่ายตรงกันข้ามบนพื้นฐานของความไม่จริง การใช้กลยุทธ์เพื่อเอาชนะคะคานในลักษณะชกใต้เข็มขัด และเมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้นก็จะมีการแก้ต่างว่า “นี่คือการเมือง”...

...“การเมืองคือศิลปะแห่งการทำให้เป็นไปได้” (Politics is the art of the possible) บ่อยครั้งจะมีการตัดสินใจเพื่อความสะดวกหรือเพื่อผลประโยชน์โดยไม่คำนึงถึงอะไรทั้งสิ้น ที่เรียกว่า political expediency...

"...การสร้างแนวร่วมหรือการสร้างรัฐบาลผสมจะมีการสับเปลี่ยนขั้วกันตลอดเวลาโดยอิงผลประโยชน์เป็นที่ตั้ง จนเกิดคำกล่าวที่ว่า “ผลประโยชน์เท่านั้นนิรันดร” ในกรณีของไทยนั้น มีการกล่าวว่า “ไม่มีมิตรแท้ ไม่มีศัตรูถาวรทางการเมือง”

การเมืองจึงเป็นเรื่องของการเกี่ยวข้องกับอำนาจ และอำนาจเป็นสิ่งที่หอมหวน ใครๆ ก็อยากจะได้ จึงทำให้การแปรสภาพทางจิตใจของผู้ที่เกี่ยวข้องทางการเมือง ทำให้เกิดความรู้สึกว่านักการเมืองที่เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการแสวงหาอำนาจทางการเมืองนั้นเป็นบุคคลที่ไว้ใจยาก เพราะจะมุ่งผลประโยชน์ อำนาจ เกียรติยศชื่อเสียง เป็นหลัก การพูดการจาจะต้องฟังหูไว้หู เพราะมีทักษะในการพูดจาหว่านล้อมให้คนเชื่อถือ และมีจุดมุ่งมั่นที่ชัดเจนที่สุด นั่นคือ การได้ประโยชน์จากคนที่ตนพบปะ ในกรณีของประชาชนก็คือการได้รับการสนับสนุนจากคะแนนเสียง ในกรณีที่พบกับนักธุรกิจก็หวังจะได้รับการสนับสนุนทางการเงินและเส้นสายโยงใย ในกรณีที่พบกับข้าราชการทั้งทหารและพลเรือนก็คือการสร้างฐานของความเชื่อมโยงในการบริหารประเทศในอนาคต แต่ละจุด แต่ละขั้น แต่ละตอน มักจะมีระเบียบวาระซ่อนเร้นอยู่ในทุกๆ เรื่อง ทำให้นักการเมืองถูกมองว่าเป็นบุคคลที่ไม่น่าไว้วางใจ เพราะนักการเมืองคือผู้ซึ่งใฝ่หาอำนาจและตำแหน่ง จึงเป็นความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นชั่วคราว เฉพาะกิจ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงก็จะสร้างความสัมพันธ์ใหม่ กับวงการใหม่ กับกลุ่มคนใหม่ ขณะเดียวกันก็สามารถจะหันกลับมาสู่ความสัมพันธ์เดิมได้อีกถ้าเอื้อประโยชน์ให้แก่ตน ..."

จะเห็นได้ว่า แนวคิดที่ ดร.ลิขิต ได้กล่าวอ้างไว้ ใกล้เคียงกับแนวคิดที่ว่า กฎหมาย คือ การเมืองยิ่งนัก (ผู้เขียน)

Phachern Thammasarangkoon
เขียนเมื่อ Sat Jan 28 2012 16:25:06 GMT+0700 (ICT)

3.4 นิติปรัชญาแนวตะวันออก

นักปรัชญาตะวันออก มีมีผลต่อนิติปรัชญาของไทย ในที่นี้น่าจะหมายถึง แนวนิติปรัชญาสายพุทธ หรือ นิติปรัชญาพุทธรรมนิยม ซึ่งมีนักปราชญ์ที่เป็นพระสงฆ์หลายท่าน ได้ให้แนวทางไว้ เช่น ท่านพุทธทาสภิกขุ ให้แนวกฎหมายธรรมชาติไว้ หรือท่านประยุทธ ปยุตโต ต่างก็ถือแนวพุทธศาสน์ ที่ถือว่า “ธรรม” คือ “กฎธรรมชาติ” “วินัย” คือ “กฎมนุษย์” (โสต สุตานันท์,2550.)หรือ จะสรุปอย่างง่าย ๆ ว่า “กฎหมาย” คือ “วินัย”(พระ) เพราะมีถึง 227 ข้อ รวบรวมกฎ ข้อปฏิบัติไว้หมดทุกอย่าง หรือ แนวสอนท่านพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (หลวงพ่อธัมมชโย) วัดพระธรรมกาย (ดู Dhamma Media Channel, www.dmc.tv)

วรรณกรรมบทหนึ่งที่ผู้เขียนอ่านแล้ว เห็นว่า ดีนัก เสียดแทงใจดำสังคมไทยได้เป็นอย่างดี คือ “สิ่งตรงยิ่งคดลึก” “ก็เกิดมามือเปล่า แล้วยังจะเอาคด เอาตรงไปทำอะไร”

(ดู พระธรรมโกษาจารย์-พุทธทาสภิกขุ,มปป [Online],. Available URL : http://dhammapoem.blogspot.com/2010/08/blog-post_31.html.)

“ยิ่งตรงยิ่งคดลึก”

ยิ่งจะให้ ตรงมาก ยิ่งคดลึก

เป็นข้าศึก เร้นลับ กลับร้ายใหญ่

อยากจะตรง เพราะอยากดี อยากมีชัย

มันตรงอยู่ เมื่อไร? ใครคิดดู

อวดว่าตรง ตามเขาว่า น่าสรรเสริญ

ยังตรงเกิน ต้องนอนจม พยศอยู่

ที่อยากตรง เพื่อให้ใคร เขาอุ้มชู

ไว้ให้หนู เด็กๆเขา เราโตครัน

จิตที่แจ่ม จนปล่อย เสียได้หมด

ทั้งตรง-คด ไม่เห็น เป็นแผกผัน

พ้นคด-ตรง จนไม่หลง ในเรามัน

จะสุทธิ์สันติ์ พ้นโลก หมดโยกเอยฯ

แนวทางนี้นิติปรัชญาไทย จึงไม่พ้นแนวนิติปรัชญาต่าง ๆ ที่ผูกติดกับแนวคิดของศาสนาพุทธ เรื่อง กรรม บุญ-บาป การเวียนว่ายตายเกิด การหลุดพ้น ซึ่งแฝงไว้ด้วยความเชื่อและวัฒนธรรมแบบพราหมณ์ ผสมผเสกัน จนตกผลึกมาเป็นแบบไทย ๆ

อย่างไรก็ตาม มีแนวนิติปรัชญาตะวันออก เรื่อง เซน เรื่องสมาธิ จาก ท่านติช นัท ฮันห์ (Thich Nhat Hanh) พระสงฆ์ชาวเวียดนาม ที่ถือ “one is all” เห็นว่าความเป็นหนึ่งเดียวของสรรพสิ่ง (โลกุตตระ สุญญตา) (ดูhttp://www.facebook.com/note.php?note_id=197545926958274) หรือ แนวโบราณจีน หัน เฟย จื่อ (280-233 BC.)นักกฎหมายนิยมซึ่งเห็นโต้แย้งกับขงจื้อ แต่ เหมา เซ ตุง เลื่อมใส นำแนวคิดของ หัน เฟย จื่อ มาถือปฏิบัติ

ดร.ลิขิต ธีรเวคิน ได้เขียนบทความเกี่ยวกับมนุษย์กับธรรมชาติ โดยได้กล่าวถึงลัทธิเต๋า ซึ่งเป็นลัทธิที่ผูกติดกับธรรมชาติ (ดู ลิขิต,2554.) ซึ่งได้ตัดใจความโดยย่อ ดังนี้

“ลัทธิเต๋าเชื่อว่าวิถีชีวิตที่ดีที่สุดคือการอยู่กับธรรมชาติ ธรรมชาติเป็นสิ่งซึ่งดำเนินไปตามครรลอง จึงไม่ควรฝืนธรรมชาติจนเกินเลย…”

“…ความพยายามที่จะควบคุมธรรมชาติหรือเป็นนายธรรมชาติทำได้ในระดับหนึ่ง…”

“…ความต้องการชีวิตที่สะดวกสบาย ยากที่จะหลีกเลี่ยงการไม่ใช้เทคโนโลยีเพื่อควบคุมธรรมชาติ แต่ในกระบวนการดังกล่าวก็คือการละเมิดกฎแห่งการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ

ทางออกของมนุษย์คืออะไร จะใช้ลัทธิเต๋าอย่างเต็มรูปแบบก็คงทำไม่ได้ จะควบคุมธรรมชาติโดยไม่คำนึงถึงดุลยภาพของธรรมชาติก็จะเป็นการทำลายตัวเอง ทางสายกลางที่จะเกิดดุลยภาพระหว่างการอยู่กับธรรมชาติและการควบคุมธรรมชาติคืออะไร ประเด็นนี้จะเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดของการอยู่รอดของมนุษยชาติ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต”

3.5 นิติปรัชญาแบบไทย

ผู้เขียนนำเสนอแนวนิติปรัชญาแบบไทย (Thai Style Legal Philosophy)ขึ้น เพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่าสังคมไทย มีเอกลักษณ์ มีตัวตนของตนเอง มีลักษณะพิเศษบางอย่างที่ไม่เหมือนใคร และ ไม่มีใครเหมือน

เอกลักษณ์อย่างแรก ก็คือ การที่มีแนวคิดอยู่ในสังคมแบบ “สมมุติเทพ” มีเจ้านาย กษัตริย์ที่ถือว่าเป็นตัวแทนของพระผู้เป็นเจ้ามานานร่วม 500 ปี เศษ คือตั้งแต่สมัยพระรามาธิบดีที่ 1 (อู่ทอง) ปี พ.ศ.1893 มาจนถึงสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ พ.ศ.2398 ลักษณะดังกล่าวก่อให้เกิดความจงรักภักดี เชื่อฟัง เคารพอย่างเทิดทูน นอบน้อมถ่อมตน ไม่โต้แย้งขัดขืน โดยเฉพาะผู้ที่ใหญ่กว่า ผู้อาวุโสกว่า ผู้มีบารมีมากกว่า หรือแม้กระทั่งผู้ที่เก่งกว่า ซึ่งก่อให้เกิดระบบ “อุปถัมภ์” (Patronage System) อย่างเหนียวแน่นมาจนถึงปัจจุบัน และสังคมไทยเป็นสังคมเบ้าหลอมอันเดียวกัน (Homogenous) มิใช่สังคมแบบหลากหลาย แบบพหุ ที่มีความแตกต่างกันมากมาย แต่อย่างไรก็ตาม John Embree นักสังคมวิทยา เห็นว่า “สังคมไทยมีโครงสร้างที่หลวม ๆ” (Loosely Structured) มีพฤติกรรมความเป็นปัจเจกบุคคล (บทวิจัยคณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,มปป.) แต่มีนักวิชาการไทย(บุญสนอง บุณโยทยาน)โต้แย้งไม่เห็นด้วย

จากลักษณะโครงสร้างสังคมดังกล่าว ที่มีลักษณะระบบ “อุปถัมภ์” อย่างเหนียวแน่นและมีโครงสร้างที่หลวม ๆ ธวัช วิชัยดิษฐ จึงสรุปว่า หากสังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลง ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงแบบหน้ามือเป็นหลังมือ แบบที่เรียกว่า “การปฏิวัติ” แบบถอนรากถอนโคน ผู้เขียนเห็นว่านี่คือเอกลักษณ์หนึ่งของสังคมไทย

นอกจากนี้นิติปรัชญาแบบไทย ยังผูกติดกับความเชื่อในทางพุทธศาสนา หรือ แนวนิติปรัชญาพุทธรรมนิยม (Legal-Buddhism Philosophy) อีกด้วย ซึ่ง จรัญ โฆษณานันท์ (2546) กล่าวว่า มีนัยแห่งการเชื่อมวัฒนธรรมตะวันตกและตะวันออกเข้าด้วยกัน

สังคมไทยชอบ “อำนาจนิยม” “ราชาชาตินิยม” (สายชล สัตยานุรักษ์, 2547 และ ธงชัย วินิจจะกูล, 2544) ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ซึ่ง ดร.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ได้พยายามวิเคราะห์การเป็นสมัยใหม่ (Modernity) ของสังคมไทยสมัย ร.5 ถึงพ.ศ.2523 ใน 4 มิติ คือ วัฒนธรรม การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม (ดู ผาสุก พงษ์ไพจิตร,2554)

ความจริงเรื่องนี้ นักวิชาการไทยได้วิพากษ์มานานแล้ว ตั้งแต่หลังรัฐประการ 19 กันยายน 2549 ถึงกระแสความขัดแย้ง ต่อสู้กันของบุคคล 2 กลุ่ม คือ กลุ่ม Conservative and Elitism (กลุ่มจารีตนิยม/ราชานิยม ซึ่งเป็นชนชั้นนำ ซึ่งอาจเรียกว่ากลุ่มอำมาตย์) กับฝ่าย Alternative and Liberal (กลุ่มทางเลือกเสรีนิยม) (ดู พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์,2550.)

สุดท้ายพระองค์ผู้ทรงรอบรู้ และแก้ไขวิกฤติของสังคมไทยมาหลายต่อหลายครั้ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับกฎหมายอยู่หลายต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะต่อผู้พิพากษา ตุลาการ โดยทรงเห็นว่า “ความยุติธรรมต้องมาก่อนกฎหมาย” ซึ่งสอดคล้องกับแนวนิติปรัชญากฎหมายธรรมชาติ ซึ่ง ชาญชัย ลิขิตจิตถะ องคมนตรี ก็เสริมและเห็นเช่นเดียวกัน ทรงมีบทบาทในการชี้แนะ แนะนำด้านกฎหมายแก่ผู้ใช้กฎหมาย (ผู้พิพากษา ตุลาการ) เท่ากับว่า ผู้พิพากษา ตุลาการ ต้องกล้าที่กระทำตาม มิฉะนั้น อาจเป็นได้ว่า เกรงกลัวต่อสิ่งใด ๆ เหมือนกับที่ ดร.คณิต ณ นคร ได้ ให้ความเห็นเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า กระบวนการยุติธรรมของไทยนั้น ไม่กล้า ว่า “...พฤติกรรมที่น่ารังเกียจของบุคคลในกระบวนการยุติธรรม คือไม่กระฉับกระเฉงในการทำงาน ขี้กลัว และชอบประจบ ทุกหน่วยงานกินของเก่า ไม่สร้างบุญบารมีเพิ่ม...” (ดู คณิต, 2554.)

บทที่ 4

บทสรุปและข้อเสนอแนะ

4.1 บทสรุป

ปัญหาข้อจำกัดของสังคมไทย โดยเฉพาะหลักนิติธรรม ต้องโยงไปถึงแนวคิดหรือวิถีชีวิตคนไทยที่ฝังรากลึกอยู่กับพุทธศาสนา ความเชื่อเรื่องบาปบุญ รวมไปถึง การมีระบบอุปถัมภ์ที่เหนียวแน่น

นอกจากนี้ นักวิชาการไทย ยังได้สรุปว่าสังคมไทยชอบ “อำนาจนิยม” “ราชานิยม” ซึ่งเป็นเรื่องปกติ เพราะวิถีไทยมีเอกลักษณ์ในตัว ฉะนั้น สังคมไทย จึงถือว่าสังคมไทยมีความเป็นตัวของตัวเอง

“กฎหมาย” ถือเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งของสังคม แต่อย่างไรก็ตาม กฎหมายต้องรับใช้สังคม ไม่บิดเบือน มีความยุติธรรม และเป็น ธรรม สำหรับสังคมไทยนั้น แม้เป็นสังคมเบ้าหลอมอันเดียวกัน (Homogenous) มิใช่สังคมแบบหลากหลาย แบบพหุ ที่มีความแตกต่างกันมากมาย

แนวนิติปรัชญา “กฎหมายธรรมชาติ” ที่เห็นเรื่องศีลธรรม ความถูกต้อง ยุติธรรม และ “แนวนิติปรัชญาเชิงวิพากษ์” ที่เห็นอกเห็นใจผู้เสียเปรียบทางสังคม ซึ่งออกมาในแนวของสิทธิมนุษยชน จึงเข้ามามีบทบาทมากขึ้น

4.2 ข้อเสนอแนะ

นิติปรัชญาในเรื่อง “หลักนิติธรรม” กับเรื่อง “สิทธิมนุษยชน” สำหรับสังคมไทยที่ต้องถือว่าอยู่ในระยะเปลี่ยนผ่าน (Transition) เพราะจากสภาพสังคมแบบเดิม ๆ คงต้องมีการวิวัฒนาการไปสู่เป้าหมายที่ดีกว่า สามารถแข่งขันกับสังคมโลกในอนาคตได้ โดยเฉพาะสังคมใน “ย่านประชาคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” หรือ ASEAN ซึ่งจะเปิดเสรีการค้าในปี 2015 หรือ พ.ศ. 2558 นี้

ในอนาคตอันใกล้นี้ผู้เขียนคาดว่า สถานการณ์เรื่องสิทธิมนุษยชนต้องมีความเข้มข้น รุนแรงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสิทธิมนุษยชนเรื่องความคิด หรือ การเมือง หรือ สิทธิเรื่อง ใด ๆ ก็ตาม เพราะ สังคมโลกปัจจุบัน กำลังจะเป็นเบ้าหลอมอันเดียวกัน และมีสภาพสังคมไม่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ ด้วยฤทธิ์ของ “โลกาภิวัตน์” (Globalization) และ “แนวคิดการจัดระเบียบโลกใหม่” (New World Order)

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนอดเป็นห่วงสังคมไทยเสียไม่ได้ เพราะ ลักษณะสังคมไทยมีเอกลักษณ์พิเศษเฉพาะตัว ซึ่งอาจเป็นจุดด้อย หรือ จุดอ่อนที่เปราะบาง หวั่นไหวได้ง่าย เมื่อประสบกับความร้ายแรงของสังคมที่มาจู่โจม อาทิเช่น ญี่ปุ่นประสบภัยสึนามิ สูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินมาก เป็นต้น ซึ่งสังคมไทยยังไม่เคยประสบเหตุการณ์ร้ายแรงเช่นนี้มาร่วม 244 ปี แล้ว (นับจากเสียกรุงฯ ปี พ.ศ.2310)

ฉะนั้น การเตรียมพร้อม และมีจุดยืน สำนึกรับผิดชอบในตัวตน (Consciousness) และ คุณธรรม (Moral) เริ่มจากปัจเจกบุคคลเป็นต้นไปจนถึงครอบครัว ชุมชน สังคม เมือง และ ประเทศชาติในที่สุด

บรรณานุกรม

กฎหมาย พระราชบัญญัติ ระเบียบ

ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ประมวลกฎหมายอาญา

พระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2542

“คำแถลงนโยบายคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 23 สิงหาคม 2554.”

[Online]., Available URL : http://most.go.th/main/files/230811.pdf

บทความ ข่าว หนังสือพิมพ์ วารสาร

“การศึกษาวัฒนธรรมองค์การของราชการไทย.” บทวิจัยคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มปป. [Online]., Available URL : www.polsci.tu.ac.th/research/abstract/6.doc

โกศาจารย์, พระธรรม (เงื่อม พุทธทาส อินทปญฺโญ). “ยิ่งตรงยิ่งคดลึก.”หนังสือหัวข้อธรรมในคำกลอน[Online],. Available URL : http://dhammapoem.blogspot.com/2010/08/blog-post_31.html

“คณิตสับเละยุติธรรมไทย "ทะเลาะกันเอง-อัยการไม่ทำงาน" บีบให้สอบฆ่าตัดตอน 2.5 พันศพสุดท้ายเรื่องเงียบ.” 18 สิงหาคม 2554, [Online]., Available URL : http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1313672569&grpid=00&catid=&subcatid=

จรัญ โฆษณานันท์. “นิติปรัชญาแนววิพากษ์: Critical Legal Philosophies.” ตุลาคม 2550. [Online]., Available URL : http://www.se-ed.com/eShop/

ธงชัย วินิจจะกูล, "ประวัติศาสตร์ไทยแบบราชาชาตินิยม." ศิลปวัฒนธรรม, ปีที่ 23, ฉบับที่ 1 (พ.ย. 2544)

ประภาส ปิ่นตบแต่ง และกฤษฎา บุญชัย. “จากสิทธิมนุษยชนสู่สิทธิชุมชน : วิวาทะเสรีนิยมกับชุมชนนิยมในสังคมไทย.” [Online],. Available URL :

http://www4.msu.ac.th/politics/chrn/bot/b_1.htm

ปรเมศวร์ กุมารบุญ, “คิดตามหนังสือเก่า “ทฤษฎีคลื่นลูกที่สาม” ของอัลวิน ทอฟเลอร์.” 2550 [Online], Available URL : http://lab.tosdn.com/?p=40

ประเสริฐ ตัณศิริ และ จรัญ โฆษณานันท์. “เอกสารประกอบคำบรรยาย LA 701 นิติปรัชญา Legal Philosophey.” หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต ภาคพิเศษ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2554.

“ปาฐกถาพิเศษ “อมาตยา เซน” การลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมในสังคม.” มติชนออนไลน์, 17 ธันวาคม 2553. [Online],. Available URL : http://www.thaiindy.org/thailand/th_title_details.php?cont_id=&title_id=thpolt2010121701&row_order=5

ผาสุก พงษ์ไพจิตร. “การฟื้นคืนพลังอนุรักษนิยมจารีตเป็น “ผู้เกินกว่าราชา”.” มติชนออนไลน์ , คอลัมน์ ดุลยภาพ ดุลยพินิจ, 18 สิงหาคม 2553. [Online],. Available URL :

http://www.thaiindy.org/thailand/th_title_details.php?cont_id=thpolt&title_id=thpolt2010081801

พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์. “จารีตนิยม จากปลายปืน.” คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 12 ธันวาคม 2550. [Online],. Available URL :

http://www.212cafe.com/freewebboard/view.php?user=psuma3&id=51

รุ่งโรจน์ วรรณศูทร. “ข้อเสนอ 6 ข้อ สร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์(ปรับปรุงครั้งที่4).” 22 เมษายน 2554. [Online],. Available URL : http://article.arinwan.com/2011/05/6.html

ลิขิต ธีรเวคิน. “นี่คือการเมือง (This is politics).” 20 กันยายน 2553. [Online],. Available URL : http://www.chaoprayanews.com/2010/09/20/

ลิขิต ธีรเวคิน. “มนุษย์กับธรรมชาติ(ลัทธิเต๋า).” หนังสือพิมพ์สยามรัฐ, 7 เมษายน 2554. [Online],. Available URL : http://www.dhiravegin.com/detail.php?item_id=000936

Or http://www.siamrath.co.th/web/?q=node/47707

ลิขิต ธีรเวคิน. “ระบบประชาธิปไตยเป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้ง.” 23 สิงหาคม 2549. [Online],. Available URL : http://www.sahanetilaw.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=341937&Ntype=3

วรเจตน์ ภาคีรัตน์. “หลักนิติรัฐและหลักนิติธรรม.” 17 กันยายน 2553. [Online],. Available URL : http:// www.enlightened-jurists.com/directory/60/Rechtstaat-vs-Rules-of-Law.htm

วิสาร พันธุนะ. “หลักนิติธรรม.” วารสารสุโขทัยธรรมาธิราช, ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2535.

ศราวุฒิ ประทุมราช. “กลไกในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 : ศึกษาเฉพาะการใช้สิทธิทางศาลตามมาตรา 28 และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ.” งานวิจัยหลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง วิทยาลัยการยุติธรรม สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม สำนักงานศาลยุติธรรม. [Online]., Available URL : http://elib.coj.go.th/Article/12.pdf

สมภาร พรมทา. “ความยุติธรรมและมนุษยธรรม.” วารสารปัญญา วารสารออนไลน์, ฉบับที่ 11 สิงหาคม 2554, หน้า 703. อ้างใน สุรพศ ทวีศักดิ์.

สฤณี อาชวานันทกุล (ผู้แปล). “ความเหลื่อมล้ำมายาคติของ "การปะทะระหว่างอารยธรรม"(The Myth of 'The Clash of Civilizations').” โดย เอ็ดวาร์ด ซาอิด (Edward Said), [Online],. Available URL : http://61.47.2.69/~midnight/midnight2545/document95178.html

สายชล สัตยานุรักษ์. “สองร้อยปีวัฒนธรรมไทย และความยุติธรรม.” ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2547. [Online],. Available URL : http://isc.ru.ac.th/data/LA0000604.doc

สิทธิกร ศักดิ์แสง. “สิทธิมนุษยชนในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2540 : การต่อสู้เพื่อคำนิยามปรัชญากฎหมายเชิงอุดมคติ.” คณะนิติศาสตร์ วิทยาลัยตาปี, Songklanakarin J. of Social Science & Humanities, Vol. 13 No. 2, Apr. - Jun. 2007. [Online]., Available URL : http://kaekae.oas.psu.ac.th/psuhsej/printarticle.php?id=429&layout=ps

สุรพศ ทวีศักดิ์. “ความไม่เป็นธรรมที่ ‘ดา ตอร์ปิโด’ ได้รับ : มองจากทัศนะทางพุทธศาสนา.” 9 กันยายน 2554. [Online],. Available URL : http://www.prachatai3.info/journal/2011/09/36837 or http://forum1.arinwan.com/index.php?topic=3126.msg4471#msg4471

เสาวลักษณ์ พัวพัฒนกุล. “โสกราตีส นักปราชญ์แห่งโลกผู้ยินดีถูกคุมขังและรับโทษประหารโดยไม่มีความผิดเพื่อ...” 11 กันยายน 2554. [Online],. Available URL : http://www.gotoknow.org/blog/nuirw/459752

โสต สุตานันท์. “นิติศาสตร์แนวพุทธ.” มติชน, 23 ตุลาคม พ.ศ. 2550. [Online],. Available URL : http://board.palungjit.com/ or http://www.gotoknow.org/blog/juscogens/158463

“หานเฟยจื่อ Han Feizi.”[Online]., Available URL : http://archaeologythai.com/index.php?option=com_content&view=article&id=288:2010-11-14-02-15-13&catid=48:personal&Itemid=133 , [Online]., Available URL : http://thai.cri.cn/chinaabc/chapter17/chapter170201.htm

อัจฉรา อัชฌายกชาติ . “เสียงสะท้อนจากนักวิชาการต่างชาติ หลังสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ถูกกองทัพฟ้องร้องในคดีหมิ่นฯ.” มติชนออนไลน์, 12 พฤษภาคม 2554. [Online],. Available URL : http://www.thaiindy.org/thailand/th_title_details.php?cont_id=&title_id=thpolt2011051201&row_order=1

อิศราวดี ชำนาญกิจ. “แนวโน้มเศรษฐกิจโลก2011.” 8 กุมภาพันธ์ 2554. [Online]., Available URL : http://www.gotoknow.org/blog/best-training/424839

วิทยานิพนธ์

นิวัติ ทองวล. “การศึกษาเปรียบเทียบลัทธินิติธรรมนิยมของหัน เฟย จื้อ กับลัทธิ เหมา.” วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาปรัชญา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2535.

ศุภชัย บุญใจเพ็ชร. “แนวคิดเกี่ยวกับความเป็นธรรมตามหลักนิติรัฐ : กรณีศึกษาจากพระราชดำรัสของพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบัน ช่วงปี พ.ศ. 2493 จนถึงปัจจุบัน.” วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาเศรษฐศาสตร์การเมือง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2547.

สุทธิพร วนิชนพรัตน์. “ความสอดคล้องของพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 กับหลักนิติธรรม.” วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาเศรษฐศาสตร์การเมือง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2550.

เอกลักษณ์ ลิ้มศิริลักษณ์. “แนวความคิดทางกฎหมายมหาชนในประเทศไทย ว่าด้วยอำนาจรัฐ ตั้งแต่ พุทธศักราช 2411 ถึง พุทธศักราช 2475.” วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2546. [Online]., Available URL :

URL: http://thailis-db.car.chula.ac.th/CU_DC/Thesis/December2005/Akekalak.pdf

เว็บไซต์

เว็บไซต์กฎหมายไทย http://www.thailaws.com/

เว็บไซต์กูเกิลกูรู http://guru.google.co.th/

เว็บไซต์ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์อิเล็กทรอนิกส์ (TKC e-Thesis) http://www.tkc.go.th/thesis/

เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ http://www.manager.co.th/

เว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน http://www.midnightuniv.org/

เว็บไซต์รวมลิงค์กฎหมายไทย http://www.lawamendment.go.th/totallink.asp

เว็บไซต์ระบบฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย http://www.thaithesis.org/

เว็บไซต์รัฐบาลไทย http://www.thaigov.go.th/

เว็บไซต์วิกิพีเดีย http://th.wikipedia.org/wiki/

เว็บไซต์ศูนย์บริการช่วยสืบค้นข้อมูลทางวิชาการ มหาวิทยาลัยรามคำแหง http://isc.ru.ac.th/

เว็บไซต์สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) http://www.tdri.or.th/

เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ http://www.nhrc.or.th/

เว็บไซต์ห้องสมุดออนไลน์ https://history.myfirstinfo.com/

Phachern Thammasarangkoon
เขียนเมื่อ Sat Jan 28 2012 16:26:48 GMT+0700 (ICT)

กิตติศักดิ์ ปรกติ. "สิ่งที่คล้ายกันพึงได้รับการปฏิบัติอย่างเดียวกัน แต่ไม่พึงปฏิบัติอย่างเดียวกันกับสิ่งที่ต่างกัน." ASTVผู้จัดการออนไลน์, 28 กันยายน 2554. [Online]. Available URL :

http://www.manager.co.th/daily/ViewNews.aspx?NewsID=9540000123483

 

 

"คอป.หลุดปากหนุน"นิติเรด" "คณิต"เลิกแอ๊บ! โดนสวนล้างปฏิวัติต้องย้อนยุค2475." ASTVผู้จัดการออนไลน์, 2 ตุลาคม 2554. [Online]. Available URL :

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9540000125412

 

 

ทวิช จิตรสมบูรณ์ . "โต้นิติราษฎร์." 28 กันยายน 2554. [Online]. Available URL : http://www.gotoknow.org/blog/trailblazer/462972

 

 

สุทธิชัย หยุ่น . "ถึงกลุ่ม “นิติราษฎร์” : รัฐบาลที่มาจริง รธน. เลวเป็นรัฐบาลที่ดีหรือไม่?." 29 กันยายน 2554. [Online]. Available URL : http://www.talkystory.com/?p=18917

 

 

"อ.นิติฯ มธ.ชี้ข้อเสนอ “นิติราษฎร์” ช่วยทักษิณ ผลักให้บ้านเมืองขัดแย้งสู่กลียุค." ASTVผู้จัดการออนไลน์, 1 ตุลาคม 2554. [Online]. Available URL :  http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9540000125048

 

 

"อ.นิติฯ มธ.อัด “นิติราษฎร์” ยกศาลยุคนาซีเปรียบศาลไทย ชี้คนละเรื่อง ."  ASTVผู้จัดการออนไลน์ 27 กันยายน 2554.  [Online]. Available URL :  http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9540000122748

 

 

"อาจารย์ มธ.ย้อนตั้งคำถามโต้แนวคิดนิติราษฎร์." 28 กันยายน 2554. [Online]. Available URL : http://hilight.kapook.com/view/63197

 

ทีมงานองค์การสหประชาชาติประจำประเทศไทย และ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ.   “ศักดิ์ศรีและความยุติธรรมสำหรับทุกคน เสียงของเราที่ได้ยินบนแผ่นดินไทย.” 2550. [Online]. Available URL : http://www.un.or.th/documents/UND_UDHR_TH_031208_V10_Final.pdf

 

“ถ้าเราไม่รู้เรื่องสิทธิเราก็จะไม่รู้ว่าเราถูกละเมิด”

ชายผู้หนึ่งจากจังหวัดสกลนคร เสียงสะท้อน บทที่ 6 

 

“กฎหมายถือว่าการทรมานและทำร้ายผู้ต้องหาผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เห็นว่ายังจำเป็นต้องพัฒนาระบบต่างๆ เพื่อปกป้องสิทธิของผู้ต้องขังต่อไป เพื่อประกันว่าผู้ต้องขังจะได้รับสิทธิสมบูรณ์จริงๆ”

คุณนัทธี จิตสว่าง อธิบดี กรมราชทัณฑ์ กระทรวงการยุติธรรม ทัศนะ บทที่ 5 

 

“ถ้าไม่มีความยุติธรรมบาดแผลจะไม่ได้รับการเยียวยา”

คุณอังคนา นีละไพจิตร ประธานคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ ทัศนะ บทที่ 8

 

“ฉันเป็นคนเดียวในห้องเรียนที่ไม่มีบัตรประชาชน บางครั้งฉันรู้สึกหดหู่เสียใจ ที่มีได้รับทุนการศึกษา”

เด็กหญิงกำพร้า 2 คน อายุ 16 ปี จังหวัดเชียงราย เสียงสะท้อน บทที่ 15

 

“ทุกประเทศควรปรับกระบวนทัศน์ต่อสิทธิมนุษยชน ในการธำรงไว้เพื่อประโยชน์ของประชาชน”

คุณนายเตช บุนนาค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ทัศนะ บทที่ 28

Phachern Thammasarangkoon
เขียนเมื่อ Thu Mar 01 2012 22:28:32 GMT+0700 (ICT)

สิทธิและเสรีภาพในการแสดงความเห็นต่าง

http://www.midnightuniv.org/สิทธิและเสรีภาพในการแส

13 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 13.00 – 15.30 น. ห้องประชุมชั้น 4 อาคารปฏิบัติการ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

นำเสวนาโดย รศ. ดร. อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ ชำนาญ จันทร์เรือง ทศพล ทรรศนกุลพันธ์ รศ. สมชาย ปรีชาศิลปกุล มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน และคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

แถลงการณ์ร่วมจากองค์กรสิทธิมนุษชนในประเทศไทย ส่งต่อโดยคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (Asian Human Rights Commission: AHRC)

ประเทศไทย: องค์กรสิทธิห่วงใยสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และสิทธิในการมีส่วนร่วมในการเสนอแก้ไขกฎหมายตามกรอบรัฐธรรมนูญ ที่กำลังถูกคุกคาม

http://www.humanrights.asia/news/forwarded-news/AHRC-FST-007-2012-TH

เรียน ทุกท่าน

เราปรารถนาที่จะแบ่งปันแถลงการณ์ร่วมโดย มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (มสพ.) มูลนิธิผสานวัฒนธรรม คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.) เครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (คนส.) และโครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม ต่อกรณีการเสนอแก้ไขกฎหมายตามกรอบรัฐธรรมนูญ

คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (Asian Human Rights Commission)

ฮ่องกง

-------------

เพื่อการเผยแพร่ทันที

AHRC-FST-007-2012-TH

6 กุมภาพันธ์ 2555

Phachern Thammasarangkoon
เขียนเมื่อ Thu Mar 01 2012 22:48:39 GMT+0700 (ICT)

Globalization and Legal Consciousness

http://www.midnightuniv.org/globalization-and-legal-consciousness

“ปี 2463 ประเทศตุรกีมีการปฏิรูประบบกฎหมาย ในขณะนั้นพวกเขาต้องการประมวลกฎหมายครอบครัวใหม่ รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมถามว่า ทำไมเราจะต้องเสียเวลาเขียนกฎหมายใหม่ขึ้นมา ในเมื่อมันมีกฎหมายที่ดีมากพร้อมอยู่แล้ว สิ่งที่เราจะต้องทำคือนำกฎหมายนั้นมาเรียบเรียงขึ้นใหม่และแปลเป็นภาษาของเราเท่านั้น”

ปาฐกถาคณะนิติศาสตร์ เรื่อง

Globalization and Legal Consciousness

โดย Professor David M. Engel

ณ ห้องประชุมชั้น 2 สำนักบริการเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ITSC)

วันที่ 21 มกราคม 2554

เนื่องในโอกาสพิธีพระราชทานปริญญาบัตรประจำปี 2553

Phachern Thammasarangkoon
เขียนเมื่อ Fri Nov 16 2012 23:12:05 GMT+0700 (ICT)

หนังสือนิติปรัชญา โดย รศ.จรัญ โฆษณานันท์
http://www.mediafire.com/?7a5gcl67e2hoslp


“รากเหง้าความขัดแย้งสังคมไทย เหตุเกิดจาก"ทักษิณ"ซุกหุ้น”.ASTVผู้จัดการออนไลน์ 17 ธันวาคม 2554.  [Online]. Available URL :
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9540000160292
 
“"ปานเทพ" มั่นใจต้านม.112 ทำเป็นขบวนการ - "พิภพ" ชี้ถึงเวลาต้องพิจารณากฎหมายนี้อย่างจริงจัง”. ASTVผู้จัดการออนไลน์ 17 ธันวาคม 2554.[Online]. Available URL :
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9540000160385
 
“"อากง" หาใช่ชายแก่ ที่แท้แดงฮาร์ดคอร์ "ล้มเจ้า"”.ASTVผู้จัดการรายวัน 17 ธันวาคม 2554. [Online]. Available URL :
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9540000160360
 

'รัฐ'ล้มเหลวสิทธิมนุษยชนไทยเสื่อมถอย

http://www.komchadluek.net/detail/20120123/121055/รัฐล้มเหลวสิทธิมนุษยชนไทยเสื่อมถอย.html

23 ม.ค.55

องค์การฮิวแมนไรท์วอท์ช เผยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยเสื่อมถอยลงในปี 2554 หลัง 'รัฐบาล' ล้มเหลวในการแก้ไขปัญหา และ 'รบ.' ใหม่ไม่ได้ดำเนินการปฏิรูปตามที่สัญญาไว้


อรัญ สร้อยวัน. "เสรีภาพ ใน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หายไปจริงหรือ?." มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,3 กุมภาพันธ์ 2555. http://www.learners.in.th/blogs/posts/514194
    

"ธงชัย" โวผิดพลาดมหันต์ครั้งประวัติศาสตร์ถ้าไม่เชื่อ "นิติราษฎร์ - ครก.112"

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 12 กุมภาพันธ์ 2555 08:26 น.

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9550000019435

 อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
 ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์