สมาชิก
แลกเปลี่ยน

นิทาน : สุนัขจิ้งจอกกับหมี

  สุนัขจิ้งจอกเป็นนักศึกษาอยู่ที่ Forest University วันนี้เขานั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ตั้งแต่เช้าจวบจนเกือบบ่ายโมง เห็นว่าท้องร้องจ๊อกแจ๊กยังกับนกกระจอกจะแย่งกันบินเข้ารัง จึงปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์มุ่งหน้าไปสู่โรงอาหาร โรงอาหารวันนี้มีคนน้อยเหลือเกิน อันน่าจะเกิดจากเป็นวันหยุด เหล่านักศึกษาคงกลับไปเยี่ยมบ้านกัน ทำไมนักศึกษาอย่างสุนัขจิ้งจอกจึงไม่ยอมกลับบ้านเหมือนกับนักศึกษาทั่วไป สัตว์หลายตัวอาจตั้งข้อสังเกตเช่นนั้น และคงไขข้อสังเกตทั่วไปด้วยเหตุผลในแนวร้ายมากกว่าดี เช่น สุนัขจิ้งจอกอาจปัญหาครอบครัว สุนัขจิ้งจอกอาจไม่มีบ้าน ผู้รู้ทั้งหลายกล่าวว่า "เราไม่อาจจะรู้เหตุผลของผู้ใดผู้หนึ่งได้จนกว่าเราจะเป็นผู้นั้น เราไม่อาจจะเป็นผู้นั้นได้เพราะเราไม่ใช่ผู้นั้น พฤติกรรมทั้งหลายเป็นเพียงพฤติกรรม กิริยาทั้งหลายเป็นเพียงกิริยา ไม่มีอะไรเลยที่อธิบายไม่ได้ การที่อธิบายไม่ได้เพราะเราไม่อาจเข้าถึงคำอธิบายนั้นได้ต่างหาก" 

  สุนัขจิ้งจอกมุ่งหน้าไปที่หน้าร้านแห่งหนึ่งแล้วสั่งบะหมี่เหลืองน้ำใส หลังจากจ่ายเงินและรับบะหมี่มาแล้วจึงเดินไปเติมน้ำปลา น้ำตาล พริก น้ำส้ม ตามแต่ต้องการรสชาดเน้นในด้านใด เขาเข้าไปนั่งหน้าจอโทรทัศน์พร้อมกับดูรายการตลกในวันหยุดไปด้วย เขากินบะหมี่ไป ดูทีวีไปอย่างเพลิดเพลิน สนุกสนานตามประสาสัตว์ ขณะที่บะหมี่กำลังจะหมดชาม และเป็นเวลาที่หมีตัวหนึ่งเดินมานั่งไม่ห่างจากเขา "ยังจะดูโทรทัศน์ช่องนี้ไหม" หมีตัวนั้นเอ่ยถามแบบซื่อๆ พร้อมกับรอยยิ้มและสายตาแห่งไมตรี ผู้รู้กล่าวว่า "ความเป็นมิตรและมีไมตรีสามารถดูได้จากรอยยิ้มของดวงตาและเราสามารถที่จะชั่งน้ำหนักได้ว่ามากหรือน้อย" "อ๋อ ไม่เป็นไรหรอก ตามอัธยาศัยนะ" สุนัขจิ้งจอกบอกออกไปด้วยไมตรีแห่งสายตาและรอยยิ้มเช่นกัน 

   ผู้รู้กล่าวว่า "แสงที่ว่าเดินทางเร็วแล้ว ความเร็วยังไม่เท่าความเร็วของจิต แต่ความเร็วของจิตที่ว่าเร็ว ก็ไม่เร็วเกินไปกว่าสติจะกำหนดได้ ในคำหนึ่งประโยคที่เสนอออกไป ใต้ประโยคของคำนั้นมีความหมายเสมอ"

   หลังจากกินบะหมี่เสร็จ สุนัขจิ้งจอกจึงขอตัวลุกออกจากที่นั่ง ยังไม่วายที่จะส่งไมตรีนั้นให้กับหมีที่ตั้งใจดูมวยไทยในวันหยุด เขาวางภาชนะลงบนที่วางพร้อมกับยิ้มในใจและเดินคิดไปว่า หมีเห็นอยู่ว่าสัตว์ตัวหนึ่งกำลังกินอาหารและดูโทรทัศน์อย่างเพลิดเพลิน ปกติหากสังเกตสัตว์ที่กำลังดูโทรทัศน์อย่างเพลิดเพลิน คงไม่มีใครกล้าที่จะขอดูช่องอื่น เพราะจะเป็นการทำลายความสุนทรีย์ของเขา นอกจากว่าไม่คิดอะไรมากหากแต่รู้ว่าเวลานี้มีรายการทีวีที่ชอบและดูอยู่ทุกวัน หากขาดรายการนี้ไปแล้วมันช่างน่าเสียดาย ในเมื่อไม่สามารถจะดูผ่านโทรทัศน์ของตัวเองได้ ก็จำเป็นต้องยอมขอความเมตตาจากสัตว์อื่นเพื่อสนองอารมณ์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดวิสัยอันใดสำหรับสัตว์โลก การที่ถูกถามว่า "ยังจะดูโทรทัศน์ช่องนี้ไหม" เป็นอันน่าจะเข้าใจดีว่าเหตุผลเบื้องหลังคำพูดนั้นคือ "ผู้ถามไม่อยากดูช่องนี้และอยากดูช่องอื่น" ถ้าผู้ถูกขอยืนยันที่จะดูช่องเดิมนั้นคือการยืนยันที่จะสนองอารมณ์ตนมากกว่าการเข้าใจผู้อื่น ใน forest University มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย บางเรื่องเกิดจากสาเหตุเล็กน้อย บางเรื่องมันไม่น่าจะเกิดจากสาเหตุของเรื่องนั้นด้วยซ้ำ การที่สัตว์บางตัวยืนยันที่จะสนองอารมณ์ของตนมากกว่าการเอื้อต่อผู้อื่น ก็แสดงให้เห็นถึง "ตัวกู-ของกู (คำของพุทธทาสภิกขุ)" ที่ซ่อนลึกอยู่ในจิตใต้สำนึก สัตว์บางตัวอยู่กับสิ่งนั้นนาน เช่น อยู่ใน Forest University เป็นเวลานาน จนเข้าใจว่า FU คือของตัว โดยลืมไปว่า ตนคือผู้อาศัยเท่านั้นไม่ใช่เจ้าของ FU อันผู้อาศัยที่มีจิตสำนึกดีย่อมทำที่อาศัยนั้นให้สวยงาม ไม่ใช่เพียงสักแต่ว่าอาศัยจนทำให้ที่อาศัยนั้นชำรุดทรุดโทรมไปพร้อมกับตน สุนัขจิ้งจอกนึกถึงเพื่อนตัวหนึ่งคือนก "มัยหก" เอาแต่จับเจ่าอยู่กับต้นไม้พร้อมกับโพทนาว่า "ของกู ของกู" เสียงลั่นป่า ต้นไม้ที่ตนจับเจ่าอยู่นั้นหักพังร่วงโรยไปตามกาลเวลาเหลือแต่ซากตอเปล่า หวนคิดไปถึงหมีตัวนั้น คงกำลังสนุกเพลิดเพลินไปกับช่องรายการที่ชอบ "นี่คือรางวัลเล็กๆของฉันในวันนี้" สุนัขจิ้งจอกรำพึง

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

· คำสำคัญ: เรื่องเล่า นิทาน ข้อคิด 
· หมายเลขบันทึก: 459669 · เขียน:  
· อ่าน: แสดง 
· สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า
อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์