สมาชิก
แลกเปลี่ยน

หลักการเบื้องต้นของการวิเคราะห์วาทกรรมแนววิพากษ์

 

การวิเคราะห์วาทกรรมเชิงวิพากษ์เป็นการวิเคราะห์ ตัวบท (text) ที่อยู่ภายใต้บริบททางสังคม (social context) เชื่อมโยงเข้ากับแบบแผนปฏิบัติในเชิงโครงสร้าง หรือการปฏิบัติทางสังคม (social practice)  โดยแบบแผนเชิงโครงสร้างนี้มีผลต่อความทรงจำ ที่จะถูกทบทวน รื้อฟื้น ถึงแบบแผนปฏิบัติทางสังคมในสถานการณ์ต่าง ๆ  เพื่อนำมาใช้เป็นแนวทางในการแสดงการกระทำ ในภาคปฏิบัติการของวาทกรรม (discursive practice)

Text                  

Discursive Practice                           

 

Social Practice

 

 

แนวคิดนี้ต่างไปจากแนวโครงสร้างนิยม ที่เชื่อเรื่องแบบแผนเชิงโครงสร้าง มีผลต่อการการแสดง-การกระทำของคนแบบสมบูรณ์   แต่เชื่อว่าคนสามารถจะปะทะประสาน ผลิต สร้างสรรค์ ตอบโต้ ต่อรอง แบบแผนเชิงโครงสร้าง โดยผ่านกระบวนการตีความ และผลิตสร้างความหมายที่แตกต่างจากเดิม พร้อมไปกับการสร้างสรรค์แบบแผนปฏิบัติทางสังคมชุดใหม่ขึ้นพร้อม ๆ ไปกับการผลิตซ้ำวาทกรรมทางอำนาจเดิม ซึ่งเป็นกระบวนการตอบโต้ เชื่อมโยง ผสมกลมกลืน ประทะประสานกันระหว่าง ตัวบท – ภาคปฏิบัติทางวาทกรรม และแบบแผนทางสังคม ดังนี้

 

1. ตัวบท (Text) เป็นสิ่งที่ถูกผลิตสร้างขึ้น จากภาคปฏิบัติทางวาทกรรม และแบบแผนปฏิบัติทางสังคม  ตัวบทช่วยให้ภาพความทรงจำเกี่ยวกับโลกทางสังคม  ขณะเดียวกันก็ถูกสร้างขึ้นภายใต้โลกทางสังคมที่มีอยู่มาก่อน เพื่อผลิตซ้ำ- ส่งผ่านความหมายชุดใหม่ ในภาคปฏิบัติทางวาทกรรม

2. วาทกรรม (Discourse) โดยทั่วไปแล้ว วาทกรรมประกอบขึ้นด้วยตัวบท ที่บรรจุความหมายและบ่งบอกแบบแผนการปฏิบัติ ที่มีอำนาจชี้นำการแสดง-การกระทำให้กับคนในสังคม แต่วาทกรรมไม่ได้เป็นสิ่งที่ผลิตสร้างแบบแผนการปฏิบัติทางสังคมเท่านั้น ตัววาทกรรมเองก็ถูกสร้างขึ้นภายใต้แบบแผนการปฏิบัติชุดเดิมที่มีอยู่มาก่อนด้วยเช่นเดียวกัน  ดังนั้นวาทกรรมจึงมีลักษณะการสร้างสิ่งใหม่ ๆ ในเชิงควบคุมบังคับไปพร้อม ๆ กับการถูกสร้างขึ้นในขณะเดียวกัน

3. การวิเคราะห็ตัวบท ในงานวิเคราะห์วาทกรรมเชิงวิพากษ์จะไม่วิเคราะห์ตัวบทที่เปล่าเปลือย หรืออยู่โดดเดียว หากแต่เป็นการวิเคราะห์ภายใต้บริบททางสังคม (social context) ในภาคปฏิบัติทางวาทกรรม

4. เป้าหมายสำหรับการวิเคราะห์วาทกรรมเชิงวิพากษ์อยู่ที่การแสดงให้เห็นว่า ภาคปฏิบัติการทางวาทกรรมได้ส่งเสริมให้เกิดการสร้าง หรือการผลิตซ้ำ ความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างคนกลุ่มต่าง ๆ ในสังคมอย่างไร  โดยมีมโนทัศน์ที่มีจุดร่วมกันของการศึกษาแนวนี้ได้แก่  ชนชั้นทางสังคม, บทบาทหญิง-ชาย, ชนกลุ่มน้อย ชนชายขอบ เป็นต้น

5. การวิเคราะห์วาทกรรมเชิงวิพากษ์ ผู้วิเคราะห์ไม่ได้วางตัวเป็นกลางปราศจากอคติหรือความคิดเห็น แต่เลือกยืนอยู่ด้านเสียงข้างน้อย ฝ่ายที่ถูกกระทำโดยอำนาจ ชนชั้น กลุ่มคนผู้ถูกเอารัดเอาเปรียบ เพื่อเผยให้เห็นสิทธิ เสรีภาพ ความไม่เท่าเทียมกัน ที่กลุ่มชนเหล่านั้นถูกกดทับ เก็บกั้นไว้

6. สิ่งสำคัญที่ต้องระลึกไว้เสมอก็คือ งานวิเคราะห์วาทกรรมไม่ใช่การมองโลกในแง่ร้าย หรือวิจารณ์ในมุมมองทางลบต่อสิ่งที่เราวิเคราะห์ ในทางตรงข้ามการวิเคราะห์วาทกรรมคือการมองโลกในทางบวก เพื่อช่วยเหลือ ปลดปล่อย เปิดเผยตัว ให้กับผู้ถูกกดทับ บดบัง ทำร้ายด้วยวาทกรรม

 

สำหรับการวิเคราะห์วาทกรรมเชิงวิพากษ์ที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้  เป็นการวิเคราะห์ตามทฤษฎีของ แฟร์คลอฟ  (Fairclough) ซึ่งถือเป็นต้นแบบของการวิเคราะห์วาทกรรมเชิงวิพากษ์ที่ถูกกล่าวถึง และนำมาอ้างอิงใช้มากที่สุด

 

ความหมายและผลิตผลของวาทกรรม

 

แม้จะมีการให้ความหมายของวาทกรรมที่แตกต่างกันไปมากมาย แต่ท้ายที่สุดแล้ววาทกรรมในความหมายของงานวิเคราะห์เชิงวิพากษ์มีลักษณะร่วมกันใน 3 ลักษณะ กล่าวคือ 1) วาทกรรมในฐานะที่เป็นภาษา ที่ถูกใช้ในการปฏิบัติทางสังคม ซึ่งอยู่ในรูปของ การพูด และการเขียน หรือการส่งผ่านความหมายด้วยการใช้ภาษา ซึ่งไม่จำกัดเฉพาะภาษาเขียนที่เป็นทางการเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึง ภาพ, สัญญาณ, ภาษามือ, ภาษาท่าทาง รวมถึงสิ่งใด ๆ ที่สามารถอ่าน ตีความได้   2) วาทกรรมในฐานะที่เป็นมโนทัศน์ในสาขาวิชาเฉพาะ ซึ่งเป็นคำศัพท์ทางวิชาการ หรือภาษาเฉพาะที่ใช้ในวงการ ซึ่งบ่งบอกชุดของคำ และความหมายมากมายที่มาบรรจุอยู่ในมโนทัศน์นั้น ๆ เช่น “ประชาธิปไตย”  “ความยุติธรรม”  “ความมั่งคงแห่งชาติ”  “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นต้น  3) วาทกรรมในฐานะที่เป็นแบบแผนปฏิบัติทางสังคม ซึ่งชี้บอกสิ่งที่พึงกระทำ และพึงละเว้นการกระทำ ซึ่งอาจอยู่ในรูปของ ระบบ ระเบียบ ที่เต็มไปด้วยชุดของความเชื่อที่มีผลต่อการแสดงออก การเคลื่อนไหว วิธีคิด วิธีพูด รวมทั้งสิทธิอำนาจที่มอบให้กับคน เช่น “พลเมืองดี”  “ความเป็นคนไทย”  “ความจงรักภักดี” 

มิติต่าง ๆ ของความหมายของวาทกรรมข้างต้น มักมีการซ้อนทับ เกี่ยวโยง สัมพันธ์กันอยู่ อย่างไม่สามารถจะแยกขาดจากกันได้ มีส่วนที่หยุดนิ่ง แข็งตัว และเคลื่อนไหว ในบริบทที่แตกต่างกันไปในเชิงพื้นที่และเวลา

 

   วาทกรรมเหล่านี้นอกจากจะถูกสร้างด้วยอำนาจ ความรู้ ในทัศนะของฟูโกต์ หรือสร้างขึ้นจากตัวบท และวาทกรรมที่มีมาก่อนหน้าในทัศนะของ แฟร์คลอฟแล้ว วาทกรรมยังผลิตสร้างตัวความรู้ และความหมาย ให้มีการเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง ซ้ำยังสามารถสร้างแบบแผนทางสังคม ในเชิงความสัมพันธ์ที่มีชั้นสูงต่ำไม่เท่าเทียม และประทับอัตลักษณ์ให้กับกลุ่มทางสังคมด้วย

 

จุดสนใจของการวิเคราะห์ตามแนวของ แฟร์คลอฟ 

 

จุดสนใจของการวิเคราะห์ตามแนวนี้อยู่ที่ การส่งผ่านความหมายด้วยการใช้ภาษา การจัดระเบียบความคิดของผู้รับความหมายด้วยตัวบท (text) ที่ถูกจัดการเพื่อการรับรู้เป็นองค์ประกอบสำคัญ ที่ต้องแยกแยะให้เห็นแง่มุมของการประกอบสร้าง ให้วาทกรรมดำรงอยู่อย่างเป็นระเบียบแบบแผน  (order of discourse) ขณะเดียวกันก็ต้องแสดงให้เห็นถึงบริบททางสังคมที่ตัวบทเหล่านั้นทำงาน และส่งผ่านความหมายซึมซับเข้าไปสู่ตัวบุคคลด้วย ดังนั้นจุดสนใจของการวิเคราะห์จึงอยู่ที่ การจัดระเบียบแบบแผนของวาทกรรม  และสถานการณ์การสื่อสาร (communication events) ซึ่งทั้งสองส่วนทำงานร่วมกัน ปะทะ ประสาน และซึมซับความหมายซึ่งกันและกันตลอดเวลาในพื้นที่ทางสังคม

 

1. การวิเคราะห์ระเบียบแบบแผนของวาทกรรม (order of discourse) เป็นการแยกแยะองค์ประกอบที่ก่อรูปขึ้นเป็นวาทกรรมในเชิงโครงสร้างของตัวบท โดยแสดงให้เห็นถึง

            1.1 การมาอยู่ร่วมกันของตัวบท ในรูปของการจัดวาง การเลือกใช้คำศัพท์  การเรียงลำดับคำ  โครงสร้างของประโยค รูปแบบของประโยค  การเรียงประโยค และภาพรวมความเชื่อมโยงกันของสารที่ถูกเสนอในตัวบท  รวมทั้งการนำคำหรือตัวบทที่ถูกกล่าวถึงแล้วมาใช้ซ้ำ เปลี่ยนตำแหน่ง เพื่อเน้นย้ำ หรือสร้างความหมายขึ้นใหม่ หรือลบล้างความหมายเดิมลงไป  การวิเคราะห์ตัวบทนี้จึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงกลวิธีการสร้าง การผูกโยง การรื้อทำลาย เน้นย้ำ สร้างอารมณ์ความรู้สึก โดยใช้ตัวบทเป็นพาหะการส่งสาร

            1.2 การใช้วาทกรรม ที่มีมาก่อนหน้า ทำการผลิตซ้ำ หรือเชื่อมโยงวาทกรรมหลากหลายเข้าด้วยกันเพื่อผลิตวาทกรรมใหม่ ๆ  เรียกว่า interdiscursive relationship เช่น การเชื่อมโยงวาทกรรมการพัฒนาแนววัฒนธรรมชุมชน เข้ากับวาทกรรมการพึ่งตนเอง กลายเป็นวาทกรรมเศรษฐกิจพอเพียง เป็นต้น  หรือการใช้ตัวบทเดิมมาผลิตซ้ำในบริบทใหม่เพื่อเน้นย้ำ หรือสร้างความอ่อนด้อยลงให้กับตัวบทการหยิบยืมลอกเลียน กล่าวอ้างถึงในรูปของสัมพัทธบท  (intertextuality) และการใช้ถ้อยคำเข้ามาใส่ในบริบทใหม่ เพื่อเปลี่ยนรูปร่าง ความหมายไปจากเดิม

                        1.3 การวิเคราะห์ให้เห็นประเภทของสื่อ-ศิลป์ (Genres)  ที่ใช้ ในการสร้างระเบียบของวาทกรรม  สื่อ-ศิลป์ในที่นี้คือประเภทของงานศิลป การจัดแบ่งรูปแบบของการรับรู้ในทางอารมณ์ของผู้เสพงาน ซึ่งเป็นการประกอบสร้างขึ้นให้มีความแตกต่างกันเพื่อสามารถสื่อถึงอารมณ์ ความรู้สึก ที่แตกต่าง ดังเช่น ภาพเขียนแบบ Expressionism  ใช้สีที่รุนแรง เกินความเป็นจริง โดยเน้นความพอใจของศิลปินเป็นหลัก ไม่ยึดถือ กฏเกณฑ์ และธรรมเนียมใดๆ สีที่ใช้สื่อถึง พลังที่ถูกบีบคั้นบังคับกดดัน ที่อยู่ในความรู้สึกนึกคิด ของจิตใจคน เป็นการปดปล่อยอารมณ์ผ่านสี และฝีแปรงที่ให้ความรู้สึก ที่แข็ง ดิบ รุนแรง  หรือสถาปัตยกรรมแนว Modern เป็นงานออกแบบที่คำนึงถึงคุณค่าและศักยภาพการใช้งาน   ประโยชน์ใช้สอยที่คุ้มค่า ประหยัดวัสดุและแรงงานในการก่อสร้าง ใช้รูปทรงเรขาคณิตขั้นพื้นฐานที่มีความเรียบง่าย ไม่มีการตกแต่งหรือปกปิดพื้นผิว  บ้านโมเดิร์นมีลักษณะเด่นในการใช้รูปทรงเรขาคณิต เช่น สี่เหลี่ยมหรือเส้นโค้งที่เกิดจากส่วนของวงกลม เป็นต้น สำหรับในแวดวงสื่อสารมวลชนการใช้สื่อ-ศิลป์มีความแตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์ และเนื้อหา เช่น ภาษาหนังสือพิมพ์, รายการสารคดี, ข่าวในราชสำนัก, ประกาศ แถลงการณ์ ของรัฐบาล, ละครโทรทัศน์ ล้วนมีความแตกต่างในรูปแบบการนำเสนอ  การวิเคราะห์ประเภทของสื่อ-ศิลป์ จึงพิจาณาไปที่ จังหวะ, น้ำเสียง, ลีลา, การปรากฎตัว, การแต่งกาย, รูปทรง, ฉาก, แสง, ซึ่งประกอบรวมกันเข้าเพื่อสร้างความหมายบางอย่าง และจัดวางตำแหน่งของผู้อ่านให้มีสถานะ เป็นผู้รู้, ผู้มีอำนาจ, ผู้ไม่รู้, ผู้กระหายหิว, ผู้กระทำผิด, เช่นการใช้ เสียงที่เหนื่อยหน่าย ระอาใจ กับพฤติกรรมของคนยากจน ในโฆษณาของ ส.ส.ส.

2. สถานการณ์การสื่อสาร (Communication Events)

          การวิเคราะห์สถานการณ์การสื่อสารได้แก่การวิเคราะห์บริบทที่เกิดการส่งผ่าน และรับรู้ความหมายของวาทกรรม ซึ่งถือเป็นขั้นตอนที่มาปะทะประสานกันระหว่าง ตัวบท – ภาคปฏิบัติทางวาทกรรม – และแบบแผนปฏิบัติทางสังคม โดยมีจุดสนใจอยู่ที่

            2.1 ภาคปฏิบัติทางวาทกรรม (discursive practice) เป็นกระบวนการที่ทำงานร่วมกันระหว่าง การตีความในเชิงความหมาย และแบบแผนการปฏิบัติ กับการรับรู้หรือบริโภคความหมาย ในบริบทที่การสื่อสารนั้น ๆ เกิดขึ้น การวิเคราะห์ภาคปฏิบัติทางวาทกรรมจะต้องมองให้เห็นถึง ความรู้ ความคิด ที่ถูกผลิตซ้ำ และความรู้ความคิดที่ถูกนำมา ปรับปรุง ตกแต่ง และก่อรูปขึ้นใหม่  ในอาณาบริเวณที่วาทกรรม ตัวบท ต่าง ๆ ได้มาปะทะประสานกัน  ในบริบทแวดล้อม ที่มีองค์ประกอบแตกต่างกัน ทั้งเครื่องไม้ เครื่องมือ ตัวแสดง การจัดวางบรรยากาศ แสงสี การวิเคราะห์ภาคปฏิบัตินี้ฟูโกต์ได้แสดงให้เห็นถึง การใช้อำนาจที่เกิดขึ้นในสถานที่ปิดล้อม ที่ถูกสถาปนาให้มีสิทธิอำนาจในรูปของสถาบันทางสังคม เช่น ในห้องเรียน ในเรือนจำ ในโรงพยาบาล ซึ่งทุกสิ่งจะถูกจัดวางเพื่อฝึกฝนให้ร่างกายมีวินัย เชื่องซื่อ และยอมตามอำนาจ

            2.2 แบบแผนการปฏิบัติทางสังคม (social practice)  คือระบบ ระเบียบทางสังคมที่เป็นผลผลิตที่มองเห็น รับรู้ได้ในรูปของการสื่อสารสัมพันธ์กันของคนในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่มีแบบแผนการปฏิบัติบ่งบอกเพื่อชี้แนะการแสดงการกระทำ แบบแผนทางสังคมก่อรูปขึ้นด้วยระเบียบแบบแผนของวาทกรรม ขณะเดียวกันมันก็ทำการผลิตซ้ำแบบแผนของวาทกรรมด้วย เช่น การยืนตรงเคารพธงชาติ เมื่อได้ยินเสียงเพลงชาติ  หรือการให้เงินบุคคลที่นั่งลงริมทางเดินและมีขันสังกะสีอยู่ตรงหน้า  นอกจากนั้นแบบแผนทางสังคมสามารถจะก่อรูปแบบแผนใหม่ ๆ ขึ้นในบริบทของภาคปฏิบัติทางวาทกรรม ที่อาจจะแตกต่างไปจากแบบแผนทางสังคมเดิมก็ได้ เช่น แทนที่เราจะยืนตรงเคารพธงชาติ หรือเพลงสรรเสริญพระบารมีเราก็อาจตั้งใจนั่งลง หรือไม่ลุกขึ้นยืน หรือกรณีของขอทาน ที่เราปฏิเสธการให้เงินขอทาน ด้วยเหตุผลที่ว่าจะทำให้อาชีพขอทานที่มีกระบวนการในเชิงธุรกิจขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นการผลิตแบบแผนการปฏิบัติทางสังคมชุดใหม่ ภายใต้การผลิตซ้ำแบบแผนเดิมที่สังคมรับรู้  

การวิเคราะห์แบบแผนปฏิบัติทางสังคม คือการแสดงให้เห็นว่า เรารับรู้ และมีความทรงจำต่อระเบียบแบบแผนชุดเดิมในสังคมอย่างไร ก่อนที่จะใช้สิ่งที่รับรู้นั้นตีความสิ่งที่ผู้กระทำทางสังคมกำลังเผชิญหน้าในสนามทางวาทกรรม ซึ่งผลของการตีความอาจทำให้เราเลือกรับรู้ในสิ่งที่แตกต่างออกไป และทำการผลิตแบบแผนการปฏิบัติการทางสังคมใหม่ ๆ ขึ้น

การวิเคราะห์สถานการณ์การสื่อสารจึงเป็นการวิเคราะห์กระบวนการปะทะประสานกันระหว่าง ภาคปฏิบัติทางวาทกรรม กับแบบแผนการปฏิบัติทางสังคม ในบริบทของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น แบบแผนการปฏิบัติของการทำประชาคม ในภาคปฏิบัติคือ ผู้ทำประชาคม ซึ่งได้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือองค์กรพัฒนาเอกชน เข้าไปรวมกลุ่มชาวบ้านให้มาประชุมกัน มีการสนทนาพูดคุย ตั้งประเด็นปัญหาที่จะต้องตกลงร่วมกัน โดยที่ผู้ทำประชาคมจะต้องเรียกแบบแผนการปฏิบัติในชุดที่เรียกว่า วิธีการทำประชาคมขึ้นมาใช้ โดยมีบุคคล และเครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ เข้ามาช่วย เช่น ผู้จดบันทึก ผู้สังเกตการ กระดานดำ  ภาพถ่าย  เครื่องขยายเสียง  หรือแม้แต่การใช้คนที่ตกลงพูดคุยกันไว้ก่อนเพื่อเข้าร่วมทำประชาคม ซึ่งบริบทที่เกิดขึ้นจริงจะมีความแตกต่างกับ ตัวบทที่เขียนไว้เป็นระเบียบปฏิบัติว่าด้วยการทำประชาคม

นอกจากนั้นการวิเคราะห์ในขั้นตอนนี้จำเป็นจะต้องอาศัยแนวคิด ทฤษฎีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยด้วย เช่น การทำประชาคมภายใต้ ทฤษฎีการมีส่วนร่วม เพื่อสร้างความชอบธรรมให้เกิดขึ้นกับโครงการพัฒนาของรัฐ  โดยการทำประชาคมก็เพื่อแสดงให้เห็นรูปธรรมของการยอมรับโครงการ และอ้างถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฯ

สรุป 

            จากแผนภูมิจะเห็นมิติ 3 ด้านสำหรับการวิเคราะห์ของ แฟร์คลอฟ ซึ่งในแต่ละกรอบการวิเคราะห์ ไม่ได้แยกเสร็จเด็ดขาดจากกันดังในแผนภูมิหากแต่มีการซ้อนทับ ก้ำกึ่ง และปนเปกันในแต่ละชั้น

 

                                แผนภูมิแสดง 3 มิติของการวิเคราะห์วาทกรรมเรียกว่า Fairclough’s Model

การวิเคราะห์วาทกรรมแนวนี้จึงเป็นการวิเคราะห์ในบริบททางสังคมมากกว่า จะวิเคราะห์ในระดับโครงสร้าง หรือระดับมหภาค ดังเช่นการวิเคราะห์ของฟูโกต์ แต่หากนำทั้งสองแนวมาวิเคราะห์ร่วมกันก็จะให้ภาพที่คมชัดขึ้นระหว่างวาทกรรมในรูปของ อุดมการณ์ ความเชื่อ ความรู้อันยิ่งใหญ่ กับบริบททางสังคมของการส่งผ่านความหมาย และการตีความเหล่านั้นในระดับปฏิบัติการ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า
· คำสำคัญ: วาทกรรม การวิเคราะห์ 
· หมายเลขบันทึก: 459177 · เขียน:  
· อ่าน: แสดง
· สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
แจ้งลบ
แจ้งลบ
อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
ใส่รูปหรือไฟล์