สมาชิก
แลกเปลี่ยน

ความสุขจากการปล่อยวางและให้อภัย

 ความสุขอยู่กับความพอใจ การอยู่กับปัจจุบัน เท่าทันอารมณ์ ให้อภัยและปล่อยวาง 

ความสุขจากการปล่อยวางและอภัย

        เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา   ดิฉันกับสามีพาลูกชายไปถวายสังฆทานที่วัดอุโมงค์  จังหวัดเชียงใหม่  ได้กราบนมัสการ ดร.พระมหาณรงค์  กตตสีโล ท่านได้ให้พรเรื่องความสุขจากการปล่อยวางและการอยู่กับปัจจุบัน   ทำให้เราได้ข้อคิดกลับมาทบทวนตนเอง  เช่นเดียวกันวันนี้คุณหมอนาย(พญ.นารีลักษณ์  พิทักษ์ดำรงวงศ์) กุมารแพทย์ประจำโรงพยาบาลใกล้หมอ   คุณหมอนายเป็นผู้ปฏิบัติธรรมตามคำสอนพระพุทธองค์เป็นเนืองนิจและเป็นกัลยมิตรทางธรรมของดิฉัน ได้กรุณาส่งข้อคิดและคติเตือนใจเกี้ยวกับความสุขจากการปล่อยวาง  การอยู่กับปัจจุบันและการให้อภัยมาให้อ่าน  มีประเด็นที่สะกิดใจมากมายจึงอยากแบ่งปันดังนี้คะ

            ...หนังสือ time magazine บอกว่า ได้มีงานวิจัยพบ ว่าคนที่มีความสุขมากที่สุดใน โลกก็คือพระใน ทางพุทธศาสนา   โดย ทดสอบด้วยการสแกนสมองของพระที่ทำสมาธิและได้ผลลัพธ์ออกมาว่าเป็นจริง   ที่เป็นเช่นนี้เชื่อว่า  เกิดจากการปฏิบัติตามเป็นหลักคำสอนของศาสนาพุทธคือ เหตุที่ทำให้ เกิดความสุข คืออยู่กับปัจจุบัน การปล่อยวางได้ในสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว การควบคุมความอยาก ที่ไม่มีสิ้นสุด  การไม่ใช้ความรุนแรง ไม่ทะเลาะ และ ใช้หลักเวรย่อม ระงับด้วยการ ไม่จองเวร การให้อภัยตัวเองและผู้อื่น มีจิตใจเมตตา กรุณา และเสียสละเพื่อผู้อื่น   อนึ่งหลักอริยะสัจ 4 สิ่ง ที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบและบอกไว้คือ ทุกข์ สมุทัย มรรค  นิโรธ แท้จริงแล้วก็คือทางเดินไปหาคำว่า "ความ สุข"  เพราะ ถ้าเมื่อไรเรา กำจัด "ความ ทุกข์" ได้ แล้วความสุขก็ จะเกิดขึ้นทันที  อุปสรรคของความสุขก็ คือแรงปรารถนา และ ตัณหา พระอาจารย์บอกว่า

        คนเราจะมีความสุขหรือไม่มี ใช่ขึ้นอยู่กับว่า"มี เท่าไร" แต่ขึ้นอยู่ที่ว่า เรา "พอเมื่อไร" ความ สุขไม่ได้ขึ้น กับจำนวนสิ่งของที่เรามี หรือเราได้   
            ท่าน สังเกตเอาจาก ชาวนาที่ จ อุบล ถ้าบ้านไหนมีควายไว้ช่วยทำนา 1 ตัว บ้านนั้นจะมี ความสุข แต่เมื่อไรที่ชาวนาคนไหนอยากจะได้ ควายตัวที่ 2  ชาวนาคนนั้นจะไม่มี ความสุขเลย  เพราะต้องเริ่มคิดว่าจะทำไงดีถึงจะได้ควายอีกสักตัว เราก็เหมือนกัน  เมื่อไรที่เรา อยากได้รถคัน ใหม่ อยากได้บ้านใหม่  อยาก ไปเที่ยว  ฯลฯ เราจะเริ่มเป็นทุกข์  เพราะเราต้อง คิดหาทางที่จะ เอามันมา ให้ได้มาเป็นของเรา..
            ดังนั้นวิธีจะมี ความสุขอันดับแรกต้อง "หยุด ให้เป็น และ พอใจให้ได้" ถ้าเราไม่หยุดความ อยาก(ที่มาก เกินไป)ของเรา แล้วละก็เรา ก็จะต้องวิ่ง ไล่ตามหลายสิ่ง ที่เรา "อยาก ได้" แล้ว นั่นมันเหนื่อย และความทุกข์ ก็จะตามมา...
            ข้อต่อมาที่ทำให้ เราเป็นสุขคือ การมองทุกอย่าง ในแง่บวก  เมื่อเสร็จงานแล้วกลับถึงบ้าน คนที่บ้านถาม ว่าวันนี้เป็น ไงบ้าง ? ส่วน ใหญ่เราจะตอบ ว่า "โดนเจ้านายด่า งานวุ่นวาย ลูกค้างี่เง่า เพื่อนร่วมงานไม่ได้ดั่งใจ ฯลฯ " ทำไมเราถึงชอบคิด ถึงแต่เรืองไม่ ดี  ในชีวิตแต่ละวัน แน่นอนเราต้อง เจอทั้งเรื่อง ดี และไม่ดี แต่ถ้าเราอยากจะมีความสุข เราต้องเริ่ม ด้วยการมองแต่ สิ่งดีๆ มองให้เป็นบวก เพื่อ ที่ใจเราจะได้ เป็นบวก คิดถึงสิ่งที่เราทำสำเร็จแล้วในวันนี้สิ่งดีๆที่เรา ได้ทำ....
            ข้อต่อมาคือการให้ หมายรวมถึงการ ให้ในรูปแบบ สิ่งของหรือ เงิน เรียกว่าบริจาค และการให้ความ เมตตากรุณาต่อกัน  ให้อภัยทั้งตัวเอง และคนอื่น สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัย  ทำให้เรามีความสุข....
            การ ปล่อยวางให้ได้ ในทุกสิ่งที่ เกิดขึ้นแล้ว และที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต  ไม่ว่าเรื่องจะ ร้ายแรงและ เศร้าโศกเพียง ใด   จำไว้ว่ามันจะโดน เวลาพัดพามันไป จากเราไม่ช้าก็ เร็ว เราจะผ่านพ้นไปได้....และยอมรับในความเป็นจริงของชีวิต
            ไม่ว่าจะเป็น เรื่องที่เรา ไม่ชอบเพียงใด ไม่ว่าผิดหวัง สูญเสีย เจ็บป่วย ล้วนแล้วแต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา  เราทุกคนต้องได้ ผ่านบททดสอบนี้ ทั้งสิ้น ไม่ว่าเราจะเป็นใคร... ขอ ให้เรารักษาใจ เราให้เป็น สุขอยู่เสมอ เพราะความสุขมันอยู่ใกล้แค่นี้เอง  แค่ที่ใจของเรา นี่เอง

คติเตือนใจ 
1.ทำให้ตนเองสดใสได้ ด้วยการยิ้มให้ตนเอง ทำให้คนอื่นสดใสได้ ด้วยการยิ้มให้เขา การยิ้มไม่ต้องลงทุนอะไรเลย แต่สร้างความสดใสได้มาก ยิ้มแย้มอย่างแจ่มใส เห็นใครทักก่อน นี่คือ.. วิธีแสดงเสน่ห์แบบง่ายๆ แต่ให้ผลมาก

2.คาถาที่ควรมีไว้ประจำใจ เมื่อจะซื้อของกินของใช้ให้ท่องคาถาว่า จำเป็นไหม  จำเป็นไหม
3. ถ้าขาดความพยายามแล้ว อย่าว่าแต่เข็ญครกขึ้นเขาเลย แม้แต่เข็ญครกลงเขา ก็ไม่มีทางทำได้
4.การให้อภัยไม่ต้องลงทุนอะไรเลย แต่การแก้แค้นลงทุนมาก เขาด่าว่าเราไม่ถึงนาที เขาอาจลืมไปแล้วด้วย แต่เรายังจดจำ ยังเจ็บใจอยู่...นี่เราฉลาดหรือโง่กันแน่
5.บ่นแล้วหมดปัญหาก็น่าบ่น บ่นแล้วมีปัญหา ไม่รู้จะบ่นหาอะไร
6.เรายังเคยเข้าใจผิดผู้อื่น ถ้าคนอื่นเข้าใจเราผิดบ้าง ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องแปลกอะไรทำไมต้องเศร้าหมอง ในเมื่อเราไม่ได้เป็นอย่างที่ใครเข้าใจ
7.อย่าโกรธฟุ่มเฟือย อย่าโกรธจุกจิก  อย่าโกรธไม่เป็นเวลา อย่าโกรธมาก จะเสียสุขภาพกาย และสุขภาพจิต  แม้จะฝึกให้เป็นผู้ไม่โกรธไม่ได้ แต่ฝึกให้เป็นผู้ไม่โกรธบ่อยได้ ฝึกให้เป็นผู้รู้จักให้อภัยได้
8.การนินทาว่าร้ายเป็นเรื่องของเขา การให้อภัยเป็นเรื่องของเรา
9.การชอบพูดถึงความดีของเขา คือความดีของเรา การชอบพูดถึงความไม่ดีของเขา คือความไม่ดีของเรา 
10.เราเข้าใจเขาผิด เรายังรู้สึกเสียใจ เขาเข้าใจเราผิด ถึงเขาไม่พูด เขาก็คงรู้สึกเสียใจบ้างเหมือนกัน  

11.โทษคนอื่นแก้ไขอะไรไม่ได้ โทษตนเองแก้ไขได้
12. การแก้ตัวไม่ได้ช่วยอะไร แต่แก้ไขช่วยให้ดีขึ้น
13.การนอนหลับเป็นการพักกาย  การทำสมาธิเป็นการพักใจ คนส่วนใหญ่พักแต่กาย ไม่ค่อยพักใจ
14.แม้อยู่ในสังคมที่เร่าร้อน เราก็ไม่จำเป็นต้องเร่าร้อนตาม แม้จะอยู่ในสังคมที่เครียดเราก็ไม่จะเป็นต้องเครียด 
15.รู้จักทำใจให้รักผู้บังคับบัญชา รู้จักทำใจให้รักลูกน้อง   รู้จักทำใจให้รักเพื่อนร่วมงานสวรรค์ก็อยู่ที่ทำงาน
16.เกลียดผู้บังคับบัญชา เกลียดลูกน้อง เกลียดผู้ร่วมงาน นรก ก็อยู่ที่ทำงาน
17.การที่เรายังต้องแสวงหาความสุข แสดงว่าเรายังขาดความสุข  แต่ถ้าเรารู้จักทำใจให้เป็นสุขได้เอง  ก็ไม่ต้องไปดิ้นรนแสวงหาที่ไหน  รวยแต่ยังเป็นทุกข์มาก  มีเกียรติ แต่ยังเป็นทุกข์มาก  มีชื่อเสียง แต่ยังเป็นทุกข์มากนั่นเพราะว่า... ความทุกข์มากหรือทุกข์น้อยไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งเหล่านี้  แต่อยู่ที่... ความยึดมั่นถือมั่นมากหรือน้อยกว่ากันเท่านั้น 
18.โอกาสที่จะเป็นเศรษฐี มีไม่เท่ากัน  แต่โอกาสที่จะเป็นคนดี มีเท่ากัน 
19.การทำบุญไม่ต้องรอตอนแก่ เพราะไม่แน่ว่าจะได้อยู่จนแก่หรือไม่ เพราะบางคนแก่แล้ว ยังไม่ได้ทำบุญก็มีคนไม่ดี มักสนใจในความไม่ดีของคนอื่น  คนดี มักสนใจในความดีของผู้อื่น 
20.อ่อนน้อม อ่อนโยน อ่อนหวาน นั้นดี.... อ่อนข้อให้เขาบ้างก็ยังดี แต่...อ่อนแอนั้น ไม่ดี 
21.การคบคน ศิลปะใดๆ ก็สู้ความจริงใจไม่ได้

22.จงประหยัด คำติ แต่อย่าตระหนี่ คำชม
23.อภัยให้แก่กันในวันนี้ ดีกว่าอโหสิให้กันตอนตาย
24.ถ้าคิดทำความดี ให้ทำได้ทันที
25.ถ้าคิดทำความชั่ว ให้เลิกคิดทันที ถ้าเลิกคิดไม่ได้ ก็อย่าทำวันนี้ ให้พลัดวันไปเรื่อยๆ
26.ถึงจะรู้ร้อยเรื่องพันเรื่อง ก็ไม่สู้รู้เรื่องดับทุกข์
27.โลกสว่างด้วยแสงไฟ ใจสว่างด้วยแสงธรรม แสงธรรมส่องใจ แสงไฟส่องทาง
28.ผู้สนใจธรรม สู้ผู้รู้ธรรมไม่ได้ ผู้รู้ธรรม สู้ผู้ปฎิบัติธรรมไม่ได้  ผู้ปฎิบัติธรรม สู้ผู้ที่เข้าถึงธรรมไม่ได้  มีทรัพย์มาก ย่อมมีความสะดวกมาก  มีธรรมะมาก ย่อมมีความสุขมาก
29.เมื่อก่อนยังไม่มีเรา  เราเพิ่งมีมาเมื่อไม่นานมานี้เอง  และอีกไม่นานก็จะไม่มีเราอีก จึงควรรีบทำดี ในขณะที่ยังมี...เรา      ( ปล. ทราบว่าข้อมูลดังกล่าวมาจากคุณ กิติศักดิ์)

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

· คำสำคัญ: ความสุข ความทุกข์ การปล่อยวาง การให้อภัย 
· หมายเลขบันทึก: 453451 · เขียน:  
· ดอกไม้:
4
 · ความเห็น:
4
 · อ่าน: แสดง 
· สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า
อัมพร
เขียนเมื่อ Thu Aug 11 2011 21:35:02 GMT+0700 (ICT)
  • สวัสดีค่ะ
  • มาสนับสนุนแนวความคิดการปล่อยวางและการให้อภัยทำให้เกิดความสุขได้จริงๆ  ค่ะ
โสภณ เปียสนิท
เขียนเมื่อ Thu Aug 11 2011 21:39:25 GMT+0700 (ICT)

ใจเหมือนถาดทองคำ

ไม่ควรนำใสของเปรอะเปื้อน 

Nopparat Pongsuk
เขียนเมื่อ Thu Aug 11 2011 23:01:12 GMT+0700 (ICT)

อ่านบันทึกนี้แล้ว รู้สึกว่าสารเอ็นโดฟิน พุ่งปี้ด เลยอ่ะ

นี่สินะที่เค้าเรียกว่า "สุขที่ไม่ขึ้นกับเงื่อนไข"

ขอบคุณค่ะสำหรับสาระแง่คิดดีๆ รวมทั้งคติธรรมที่นำมาให้อ่าน

Vanna
IP: xxx.55.161.88
เขียนเมื่อ Tue Mar 19 2013 00:23:15 GMT+0700 (ICT)

อ่านแล้วรู้สืกดีมากๆคะ:เพราะเราเปันคนใจร้อนแล้วชอบคิดมากคะ 

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์