บทบาทอำนาจหน้าที่ของปลัดเทศบาล

 ปลัดเทศบาล, นักบริหารงานเทศบาล, อำนาจหน้าที่, การถ่วงดุลอำนาจการบริหารงานบุคคลของนายกเทศมนตรี 

ตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 รวมที่แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 13 พ.ศ. 2552 มาตรา 48 เอกูนวีสติ บัญญัติว่า “ให้มี ปลัดเทศบาล คนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานเทศบาลและลูกจ้างเทศบาลรองจากนายกเทศมนตรี และรับผิดชอบควบคุมดูแลราชการประจำของเทศบาลให้เป็นไปตามนโยบาย และมีอำนาจหน้าที่อื่นตามที่มีกฎหมายกำหนดหรือตามที่มีกฎหมายกำหนดหรือตามที่นายกเทศมนตรีมอบหมาย...”

มาตรา 48 เอกวีสติ บัญญัติว่า “ในการปฏิบัติหน้าที่ ให้นายกเทศมนตรี รองนายกเทศมนตรี และ พนักงานเทศบาลเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา”

 

การปฏิบัติงานในหน้าที่  ในการดำรงตำแหน่ง “ปลัดเทศบาล” หรือ “นักบริหารงานเทศบาล” จึงเป็นตำแหน่งที่จะต้องมีความรู้  ความสามารถในการบริหารจัดการ และการประสานงาน เป็นอย่างยิ่ง ใน 3 ส่วนหลัก คือ

(1) ภาคประชาชน ในฐานะ ประชาชนคือเป้าหมายหลักในการรับใช้ ให้บริการ

(2) ภาคองค์กร ในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของฝ่ายประจำ ต้องยึดระเบียบกฎหมายเป็นที่ตั้ง

(3) ภาคผู้บริหาร ในฐานะเป็นผู้นำนโยบายของผู้บริหาร ไปสู่การปฏิบัติ  ซึ่งเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน 

ดังนั้น “ปลัดเทศบาล”  จึงจำเป็นต้องใช้ "ศาสตร์และศิลป์" ควบคู่กัน  อันจะนำมาซึ่งผลสำเร็จที่แท้จริงก็คือประโยชน์สุขที่จะเกิดขึ้นแก่ประชาชนโดยตรงนั่นเอง

ขอบข่ายตำแหน่ง “ปลัดเทศบาล” “รองปลัดเทศบาล”หรือ "นักบริหารงานเทศบาล"

มีระเบียบกฎหมายที่กำหนดอำนาจหน้าที่ของ “ปลัดเทศบาล” และ “รองปลัดเทศบาล” ไว้ ดังนี้

(1) ตามประกาศคณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล เรื่อง มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการ วิธีการบริหาร และการปฏิบัติงานของพนักงานเทศบาล และกิจการอันเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลในเทศบาล

“ข้อ 11 ในการปฏิบัติงานของพนักงานเทศบาลเกี่ยวกับการวินิจฉัยปัญหาและสั่งการให้ใช้หลักการแบ่งอำนาจและหน้าที่ตามลักษณะของเรื่องดังต่อไปนี้

ปลัดเทศบาล 

(1) เรื่องที่นายกเทศมนตรีสั่งการเกี่ยวกับนโยบายของเทศบาล

(2) เรื่องที่กฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับระบุให้เป็นอำนาจหน้าที่ของปลัดเทศบาล

(3) เรื่องซึ่งตกลงกันไม่ได้ระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ภายใต้บังคับบัญชา

(4) เรื่องในหน้าที่สำนักงานเทศบาล

(5) เรื่องที่หัวหน้าส่วนราชการเห็นเป็นปัญหาและเสนอมาเพื่อรับคำวินิจฉัยหรือในกรณีพิเศษอื่นใด

(6) เรื่องที่ปลัดเทศบาลสั่งการโดยเฉพาะ

(7) เรื่องที่หัวหน้าส่วนราชการต่าง ๆ เห็นสมควรเสนอเพื่อทราบ

รองปลัดเทศบาล 

เรื่องใดที่มีกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ระบุให้เป็นอำนาจหน้าที่ปลัดเทศบาล หากกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับนั้นมิได้กำหนดในเรื่องการมอบอำนาจไว้เป็นอย่างอื่น ปลัดเทศบาลจะมอบอำนาจโดยทำเป็นหนังสือให้รองปลัดเทศบาลปฏิบัติราชการแทนในนามของปลัดเทศบาลก็ได้”

(2) ตามประกาศคณะกรรมการพนักงานเทศบาล จังหวัด เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของเทศบาล

“ข้อ 264 ในการปฏิบัติงานของพนักงานเทศบาลเกี่ยวกับการวินิจฉัยปัญหาและสั่งการให้ใช้หลักการแบ่งอำนาจและหน้าที่ตามลักษณะของเรื่องดังต่อไปนี้

ปลัดเทศบาล 

(1) เรื่องที่นายกเทศมนตรีสั่งการเกี่ยวกับนโยบายของเทศบาล

(2) เรื่องที่กฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับระบุให้เป็นอำนาจหน้าที่ของปลัดเทศบาล

(3) เรื่องซึ่งตกลงกันไม่ได้ระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ภายใต้บังคับบัญชา

(4) เรื่องในหน้าที่สำนักงานเทศบาล

(5) เรื่องที่หัวหน้าส่วนราชการเห็นเป็นปัญหาและเสนอมาเพื่อรับคำวินิจฉัยหรือในกรณีพิเศษอื่นใด

(6) เรื่องที่ปลัดเทศบาลสั่งการโดยเฉพาะ

(7) เรื่องที่หัวหน้าส่วนราชการต่าง ๆ เห็นสมควรเสนอเพื่อทราบ

รองปลัดเทศบาล 

เรื่องใดที่มีกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ระบุให้เป็นอำนาจหน้าที่ปลัดเทศบาล หากกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับนั้นมิได้กำหนดในเรื่องการมอบอำนาจไว้เป็นอย่างอื่น ปลัดเทศบาลจะมอบอำนาจโดยทำเป็นหนังสือให้รองปลัดเทศบาลปฏิบัติราชการแทนในนามของปลัดเทศบาลก็ได้”

(3) ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยวิธีปฏิบัติงานของเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ ลงวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๔๙๖
ข้อ ๖ ในการปฏิบัติงานของเทศบาลเกี่ยวกับการวินิจฉัยปัญหาและการสั่งการให้ใช้หลักการแบ่งอำนาจและหน้าที่ตามลักษณะของเรื่อง ดังต่อไปนี้
ก. นายกเทศมนตรี
(๑) ในเรื่องเกี่ยวกับสภาเทศบาลหรือสมาชิกสภาเทศบาลตามกฎหมายว่าด้วยการเทศบาล
(๒) เรื่องที่จะต้องรายงานต่ออำเภอ หรือจังหวัด หรือกระทรวงมหาดไทยแล้วแต่กรณี
(๓) เรื่องที่กฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับระบุไว้ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะเทศมนตรี
(๔) เรื่องที่เกี่ยวกับการออกเทศบัญญัติ หรือยกเลิกแก้ไขเพิ่มเติมเทศบัญญัติที่มีอยู่แล้ว
(๕) เรื่องที่ดำริขึ้นใหม่ซึ่งอาจจะต้องมีโครงการ หรือแผนการหรือระเบียบการขึ้นใหม่
(๖) เรื่องซึ่งปลัดเทศบาลเห็นเป็นปัญหาหรือเป็นกรณีพิเศษที่ควรได้รับการวินิจฉัยจากนายกเทศมนตรี
(๗) เรื่องซึ่งนายกเทศมนตรีมีอำนาจสั่งการโดยเฉพาะ
(๘) เรื่องที่ปลัดเทศบาลเห็นสมควรเสนอเพื่อทราบ
ข. เทศมนตรี
(๑) เรื่องที่คณะเทศมนตรี หรือนายกเทศมนตรี มอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบในงานประเภทหนึ่งประเภทใดโดยเฉพาะ
(๒) เรื่องที่จะต้องรายงานต่อนายกเทศมนตรี
(๓) เรื่องที่กฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับระบุไว้ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของปลัดเทศมนตรี
ค. ปลัดเทศบาล
(๑) เรื่องที่นายกเทศมนตรีสั่งการเกี่ยวกับนโยบายของเทศบาล
(๒) เรื่องที่กฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับ ระบุให้เป็นอำนาจหน้าที่ของปลัดเทศบาล
“เรื่องใดที่มีระเบียบ ข้อบังคับ ระบุให้เป็นอำนาจหน้าที่ปลัดเทศบาลหากระเบียบ ข้อบังคับนั้นมิได้กำหนดในเรื่องการมอบอำนาจไว้เป็นอย่างอื่นปลัดเทศบาลจะมอบอำนาจ โดยทำเป็นหนังสือให้รองปลัดเทศบาลทำการแทนในนามของปลัดเทศบาลได้”
(ข้อ ๖ ค (๒) นี้ ถูกเพิ่มความเป็นวรรค ๒ โดยระเบียบกระทรวงมหาดไทยข้อ ๔ ว่าด้วยวิธีปฏิบัติงานของเทศบาล (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๐๒)
(๓) เรื่องซึ่งตกลงกันไม่ได้ระหว่างหน่วยงานต่างๆ ภายใต้บังคับบัญชา
(๔) เรื่องในหน้าที่สำนักงานเทศบาล
(๕) เรื่องที่หัวหน้าหน่วยงานเห็นเป็นปัญหาและเสนอมาเพื่อรับคำวินิจฉัยหรือในเรื่องพิเศษอื่นใด
(๖) เรื่องที่ปลัดเทศบาลสั่งการโดยเฉพาะ
(๗) เรื่องที่หัวหน้าหน่วยงานต่างๆ เห็นสมควรเสนอเพื่อทราบ
ง. หัวหน้าหน่วยงาน
(๑) เรื่องใดที่ตกเป็นหน้าที่ของหน่วยงานใดอยู่แล้ว หรือซึ่งจะได้รับมอบหมายกิจการใหม่ ให้หัวหน้าหน่วยงานนั้นเป็นผู้สั่งการและรับผิดชอบโดยตรง
(๒) เรื่องเข้าลักษณะที่จะต้องเสนอนายกเทศมนตรี หรือปลัดเทศบาลให้เสนอปลัดเทศบาลตามลำดับ เมื่อนายกเทศมนตรีหรือปลัดเทศบาลพิจารณาวินิจฉัยสั่งการประการใดแล้วให้หัวหน้าหน่วยงานพึงปฏิบัติตามคำสั่งนั้น
(๓) การปฏิบัติงานภายในหน่วยงานนั้น หัวหน้าหน่วยงานพึงอนุโลมตามหลักดังกล่าวข้างต้นตามลำดับชั้น

http://tumboltasai.go.th/modules/law/1346755790.pdf

(4) สรุปอำนาจหน้าที่รวม ๆ

ปลัดเทศบาลในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของฝ่ายประจำในเทศบาล มีอำนาจหน้าที่โดยรวม ๆ คือ

(4.1) ความรับผิดชอบ 3 ประการ

  1. ควบคุมงานของหน่วยงานต่าง ๆ ในเทศบาล
  2. ปกครองผู้ใต้บังคับบัญชา โดยเป็นหัวหน้าฝ่ายประจำ
  3. ปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย จากคณะผู้บริหาร (ฝ่ายบริหาร) หรือ ตามกฎหมาย โดยเฉพาะการปฏิบัติหน้าที่ระหว่าง ฝ่ายบริหาร และ ฝ่ายประจำ ยึดหลักการที่ว่า ฝ่ายบริหาร เป็นผู้ "จะทำอะไร"  และ ฝ่ายประจำ เป็นผู้ "จะทำอย่างไร"

(4.2) ลักษณะงานที่ปฏิบัติ 5 ประการ

  1. ทำความเห็นเสนอผู้บริหาร สรุปรายงานเสนอแนะ (อิงระเบียบกฎหมาย)
  2. ปฏิบัติตามกฎหมายในฐานะผู้อนุญาต อนุมัติ เห็นชอบ
  3. เป็นนายทะเบียนท้องถิ่น (งานทะเบียนราษฎร)
  4. เป็นผู้อำนวยการเลือกตั้งสมาชิกสภา และ ผู้บริหารเทศบาล
  5. เป็นเจ้าหน้าที่งบประมาณ เป็นเลขานุการแผนพัฒนาเทศบาล  ปฏิบัติงานสภาเทศบาล(ทั้งโดยตรงและโดยปริยาย)

(4.3) ความรู้ความสามารถ 7 ประการ

  1. มีความรู้ในด้านวิชาการปกครอง เช่น หลักรัฐศาสตร์ การประนีประนอม ฯลฯ
  2. มีความรู้ความเข้าใจในกฎหมายเทศบาล พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายระเบียบว่าด้วยการบริหารงานบุคคล ฯลฯ
  3. มีความเข้าใจนโยบายและแผนงาน
  4. มีความสามารถในการจัดทำแผน ควบคุมกำกับดูแล ตรวจสอบ ปรึกษาที่ดี
  5. มีความสามารถในการปกครองบังคับบัญชา และติดต่อประสานงาน
  6. รู้หลักการบริหารงานบุคคล
  7. มีความรู้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

การถ่วงดุลของข้าราชการ"ฝ่ายประจำ" กับ "ฝ่ายบริหาร" ซึ่งเป็นฝ่ายการเมือง

ปัญหาทางปฏิบติระหว่าง "ฝ่ายประจำ" หมายถึง ข้าราชการท้องถิ่น กับ "ฝ่ายบริหาร" หมายถึง ผู้บริหารท้องถิ่น เป็นฝ่ายการเมืองท้องถิ่น ประกอบด้วย บุคคลหลักคือ นายกเทศมนตรี และ รองนายกเทศมนตรี  นอกจากนี้ยังมี เลขานุการนายกเทศมนตรี และ ที่ปรึกษานายกเทศมนตรี ตามจำนวนชั้นเทศบาล (เทศบาลนคร, เทศบาลเมือง และ เทศบาลตำบล)

มาตรา 7 แห่งพรบ.เทศบาลฯ ระบุว่า "...เทศบาลเป็นทบวงการเมือง มีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้และกฎหมายอื่น"

เนื่องจาก "ฝ่ายประจำ" นำโดย "ปลัดเทศบาล" จะเป็นผู้นำนโยบายของ "ฝ่ายบริหาร" (หรือฝ่ายการเมือง) ไปปฏิบัติ  จึงเหมือนปาท่องโก๋ที่ต้องทำงานผูกติดกันตลอด โดยการปฏิบัติต้องปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการและ "ยึดระเบียบ" เป็นที่ตั้ง  เนื่องจาก ฝ่ายประจำ ถูกจำกัดกรอบการปฏิบัติไว้ด้วย "วินัยข้าราชการ" สำหรับ "ฝ่ายการเมือง" ไม่ได้มีวินัยแต่อย่างใด 

ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 โดยผู้ตรวจการแผ่นดินจะกำหนดกรอบให้ "ฝ่ายการเมือง" และ "ฝ่ายประจำ" จะต้องจัดทำประมวลจริยธรรมไว้ (มาตรา 279 "มาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐแต่ละประเภท ให้เป็นไปตามประมวลจริยธรรมที่กำหนดขึ้น...")

ในทางปฏิบัติในหลาย ๆ ท้องถิ่นมีปัญหาเรื่อง "วุฒิภาวะ" ที่แตกต่างกันของ ฝ่ายประจำ และ ฝ่ายการเมือง ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ "วุฒิภาวะความรู้" หาใช่วุฒิภาวะทางด้านประสบการณ์แต่อย่างใดไม่  กล่าวคือ ต่างฝ่ายต่างมีความแตกต่างกันในการรับรู้ และความเข้าใจในเรื่องของกฎ ระเบียบ อาจรวมไปถึงเรื่องวิธีการปฏิบัติ และสุดท้ายในเรื่องความรับผิดชอบทางด้านกฎหมายที่แตกต่างกันระหว่างฝ่ายประจำกับฝ่ายการเมือง

อย่างไรก็ตาม มาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติบริหารงานบุคคล พ.ศ. 2542 กำหนดให้นายเทศมนตรีมีอำนาจเด็ดขาดทางด้านการบริหารงานบุคคล คือ ข้อจำกัดในการบริหารงานท้องถิ่น ที่ไม่สามารถปลดล็อคออกได้ในระยะเวลาสั้น ๆ

(มาตรา 15 การออกคำสั่งเกี่ยวกับการบรรจุและแต่งตั้ง การย้าย การโอนการรับโอน การเลื่อนระดับ การเลื่อนขั้นเงินเดือน การสอบสวน การลงโทษทางวินัย การให้ออกจากราชการ การอุทธรณ์และการร้องทุกข์ หรือ การอื่นใดที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล ให้เป็นอำนาจของนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำหนด แต่สำหรับการออกคำสั่งแต่งตั้ง และการให้ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดพ้นจากตำแหน่ง ต้องได้รับ ความเห็นชอบจากคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดก่อน

อำนาจในการดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลตามวรรคหนึ่ง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอาจมอบหมายให้ผู้บังคับบัญชาข้าราชการในตำแหน่งใดขององค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งนั้นเป็นผู้ใช้อำนาจแทนนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้ ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำหนด

มาตรา 23 วรรคท้าย

"...ให้นำความในมาตรา 10 มาตรา 11 มาตรา 12 มาตรา 13 มาตรา 14 และมาตรา 15 มาใช้บังคับกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการพนักงานเทศบาลด้วยโดยอนุโลมทั้งนี้ โดยให้การใช้อำนาจหน้าที่ตามบทบัญญัติดังกล่าวเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล คณะกรรมการพนักงานเทศบาล หรือนายกเทศมนตรีแล้วแต่กรณี")

ข้อเสนอการลดและถ่วงดุลอำนาจการบริหารงานบุคคลท้องถิ่น ของ ผู้บริหารท้องถิ่น

จากข้อเท็จจริงและระเบียบกฎหมายที่ไม่มีระบบถ่วงดุลตรวจสอบ มักทำให้ขาดระบบคุณธรรม (Merit System) ในการบริหารงานบุคคล จากการใช้อำนาจบริหารงานบุคคลดังกล่าวอยู่เนือง ๆำ โดยไม่มีมาตรการใดมาควบคุมตรวจสอบได้อย่างมีประสิืทธิภาพ  ซึ่งข้าราชการส่วนท้องถิ่นมักกล่าวถึงเรื่องนี้เป็นเสียงเดียวกันว่า "ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่ปลายปากกานายกฯ"  ซึ่งอาจทำให้บุคคลอื่นที่ได้ฟังไม่เข้าใจ และพาลคิดไปว่า "ท้องถิ่น" วิเศษมาก

การบริหารงานบุคคล ของท้องถิ่น (อบต. เทศบาล อบจ.) ปัจจุบัน มีปัญหาในการบริหารงานเนื่องจากอำนาจในการบริหารงานบุคคล อยู่ที่ผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งมาจากการเมือง มักเข้ามาครอบงำการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ ข้าราชการประจำ

มีอำนาจมากในการให้คุณให้โทษ ถ้าไม่สนองตามนโยบาย เหมือนดาบสองคม ถ้าใช้ในทางถูกต้องก็ดี แต่ข้อเท็จจริง ผู้บริหารท้องถิ่น ใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้อง ขาดระบบคุณธรรม ไม่มีการถ่วงดุลในการใช้อำนาจการบริหารงานบุคคล

มักมีข่าวว่าองค์กรท้องถิ่นเกิดการทุจริต ประพฤติมิชอบ จึงมีแนวคิดในการแก้ไขในประเด็นอำนาจการบริหารงานบุคคล บรรจุ แต่งตั้ง โอน ย้าย เลื่อนขั้นเงินเดือน เลื่อนระดับ การลงโทษทางวินัย ของผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งมาจากการเมืองท้องถิ่น ให้ลดลง หรือมีการถ่วงดุลการใช้อำนาจดังกล่าว ซึ่งเป็นปัญหาของข้าราชการประจำ

 

ระบบบริหารงานบุคคลของราชการส่วนท้องถิ่น(แต่เดิม)มีปัญหาที่สำคัญ ดังนี้

1. บุคลากรมีฐานะต่างกัน เพราะบางคนเป็นข้าราชการ บางคนเป็นพนักงาน ทำให้สิทธิที่จะได้รับจากราชการแตกต่างกัน อาทิ เครื่องราชย์อิสิริยาภรณ์ ทั้ง ๆที่ทำงานในท้องถิ่นเดียวกัน (ปัจจุบัน รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 288 ให้เรียกพนักงานส่วนท้องถิ่นว่า "ข้าราชการส่วนท้องถิ่น"

"การแต่งตั้งและการให้ข้าราชการและลูกจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพ้นจากตำแหน่ง ต้องเป็นไปตามความเหมาะสมและความจำเป็นของแต่ละท้องถิ่น โดยการบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมีมาตรฐานสอดคล้องกัน และอาจได้รับการพัฒนาร่วมกันหรือสับเปลี่ยนบุคลากรระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันได้ รวมทั้งต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการข้าราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นองค์กรกลางบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นก่อน ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ...")

2. กรณีที่มีระบบบริหารงานบุคคลแยกออกจากกัน เพราะมีองค์กรบริหารงานบุคคลแยกต่างหากจากกันมากมายถึงท้องถิ่นละ 76 องค์กรตามจำนวนจังหวัด (76 จังหวัด) กล่าวคือ อบต.มี 76 องค์กร และ เทศบาลมี 76 องค์กร (ยกเว้น พัทยา, กทม. มีองค์กรบริหารงานบุคคลเพียงองค์กรเดียว) ผลที่ตามมาคือการโยกย้ายถ่ายเทข้าราชการการระหว่างหน่วยงานท้องถิ่นต่างประเภทกันมีข้อจำกัด ทำไม่ได้ การก้าวสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นจึงประสบปัญหา

(หมายเหตุ มีคำวินิจฉัยว่า องค์กรบริหารงานบุคคลกลางของท้องถิ่น คือ "คณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นจังหวัด" ทุกจังหวัด)

3. การบริหารงานบุคคลท้องถิ่นในอดีตจนถึงปัจจุบัน ที่ผ่านมาคนที่เข้ามาบริหารงานท้องถิ่นเป็นคนของรัฐบาลทั้งสิ้น รัฐบาลผูกขาดทั้งหมด คนในท้องถิ่นไม่ได้เข้ามามีส่วนบริหารงานบุคคล จึงทำให้บุคคลในท้องถิ่นไม่มีโอกาสเข้ามาจัดการ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่นนั้น

ซึ่ง"ข้าราชการท้องถิ่น"ส่วนใหญ่เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวทั้ง 3 ข้อ ยังคงมีอยู่ เพียงแต่ไม่รู้จะไปเรียกร้องให้แก้ไขกับหน่วยงานที่มีอำนาจใดได้ ด้วยติดที่เงื่อนไขของกฎหมาย พรบ.บริหารงานบุคคล ยังไม่สามารถแก้ไขตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 288 ได้ (หมายความว่ามันติดล็อคด้วย"กฎหมาย"นั่นเอง)

ผู้ร่างรัฐธรรมนูญเห็นปัญหาที่เกิดขึ้น จึงกำหนดให้มีการสร้างองค์กรใหม่ขึ้นเรียกว่า “คณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่น” ในมาตรา 288 เพื่อต้องการให้มีการรวมอำนาจเข้าไว้ด้วยกันที่คณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วย

(1) ฝ่ายรัฐบาล
(2) ฝ่ายท้องถิ่น
(3) ผู้ทรงคุณวุฒิ

เจตนารมณ์ที่ตั้งกรรมการชุดนี้ขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหา 3 ประการ คือ

1. กำหนดให้มีผู้บริหารงานบุคคลท้องถิ่นเป็นพนักงานทั้งหมด

2. ทำให้ท้องถิ่นทุกท้องถิ่นสังกัดเดียวกันคือ คณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่น ทำให้การโยกย้ายถ่ายเทบุคลากรไม่เกิดปัญหาติดขัด

3. แก้ไขปัญหารัฐบาลผูกขาดอำนาจในการบริหารจัดการได้ เพราะคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นที่ตั้งขึ้นมาจาก 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายท้องถิ่น และผู้ทรงคุณวุฒิ ไม่ใช่มีรัฐบาลแต่เพียงฝ่ายเดียว อย่างไรก็ดี พ.ร.บ. ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ที่ออกมายังไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ

ด้วยเงื่อนไขการล้มลุกคลุกคลานของรัฐบาล  จึงทำให้การเสนอ "ร่างพระราชบัญญัติบริหารงานบุคคลท้องถิ่น" ฉบับใหม่ ตามหลักการของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 288 สะดุดหยุดอยู่ จนกระทั่งเปลี่ยนรัฐบาลใหม่  จึงทำให้ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหา "การบริหารงานบุคคล" ของท้องถิ่นได้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542-2554 รวมเวลาได้ 12 ปีพอดี .....นานไป....

ข้อเสนอแนะเบื้องต้น (โดย นายท้องถิ่นไทย(นามแฝง)เสนอเมื่อ 14 มิย. 50)

(1) ผู้บริหารท้องถิ่นที่มาจากการเมือง ใช้อำนาจการบริหารงานบุคคลเฉพาะข้าราชการประจำตำแหน่งสูงสุด คือ ปลัดท้องถิ่น เพราะเป็นผู้ปฏิบัติตามนโยบายของบริหารท้องถิ่น และสั่งการข้าราชการประจำ ถ้าไม่สนองนโยบาย สามารถโยกย้าย สับเปลี่ยนได้

(2) ในส่วนข้าราชการตำแหน่งบริหารรองลงมา คือ ส่วนราชการต่าง ๆ ได้แก่ สำนัก /กอง /ฝ่าย / ส่วน ให้เป็นอำนาจของปลัดท้องถิ่น โดยความเห็นชอบของผู้บริหารท้องถิ่น ส่วนข้าราชการตำแหน่งปฏิบัติให้เป็นอำนาจของปลัดท้องถิ่น เพราะ การใช้อำนาจการบริหารงานบุคคลที่ผ่านมา ผู้บริหารท้องถิ่น เป็นผู้ใช้อำนาจแต่เพียงผู้เดียว  โดยเฉพาะตำแหน่งข้าราชการที่ต่ำกว่าสัญญาบัตร (ระดับ3 ลงมา)

(3) โดยอนุมัติของ ผู้บริหารท้องถิ่น และ หรือ คณะกรรมการข้าราชการส่วนท้องถิ่นจังหวัด (รวมสามคณะกรรมการกลางจังหวัด-รวม3ก.)

(4) มาตรการตรวจสอบควบคุมภายในขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ค่อนข้างหลวม ขาดประสิทธิภาพตามที่ควรจะเป็น ผู้ควบคุมดูแล (ผวจ. และนายอำเภอเป็นผู้ช่วย ผวจ.ควบคุมดูแลเทศบาลตำบล ตามม. 71 พรบ.เทศบาล พ.ศ. 2496) อาจมีอิทธิพลของฝ่ายการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง แม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 284 วรรคท้าย จะบัญญัติว่า "ให้นำบทบัญญัติมาตรา 265 มาตรา 266 มาตรา 267 และมาตรา 268 มาใช้บังคับกับสมาชิกสภาท้องถิ่น คณะผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น แล้วแต่กรณี ด้วยโดยอนุโลม" แต่ก็ยังไม่มีผลเป็นรูปธรรม เนื่องจากยังไม่มีการแก้ไขปริวรรตกฎหมายในระดับรองลงมาให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแต่อยางใด (ข้อเสนอแนะข้อนี้ โดยผู้เขียน)

จากแนวคิดเบื้องต้นดังกล่าวออกจะถูกโต้แย้งจากฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งได้รับผลกระทบไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อมได้  โดยเฉพาะการที่ไม่มีมาตรการในการแก้ไขในประเด็นปัญหาต่าง ๆ ที่มีอยู่ไว้อย่างชัดเจน

บทวิพากษ์เกี่ยวกับอำนาจของนายก อปท.ที่มีอำนาจมาก ควรได้รับการพิจารณาจัดสรรใหม่ หรือมีมาตรการควบคุมการใช้อำนาจของนายก อปท.ที่เหมาะสมด้วย (คำวิพากษ์วิจารณ์นี้เขียนกันเมื่อ เมย.-มิย.2551)

http://thaimisc.pukpik.com/cgi-bin/freepoll/comment.pl?user=inn.ph&id=7

จากเรื่อง"บริหารงานบุคคล" มาเรื่อง "บริหารทั่ว ๆ ไป" แถมท้ายจากบทความของ สุรชาติ   แสนทวีสุข

เรื่อง  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  การบริหารไม่โปร่งใส เพราะการควบคุมภายในบกพร่อง 

[Online]., Available URL : www.local.moi.go.th/2009/article/article1.doc 

เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปทั้งจากผลงานการวิจัย  บทความและปรากฏการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นผ่านสื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ  ทั้งทางโทรทัศน์  วิทยุ  หนังสือพิมพ์และสื่ออิเลคทรอนิคส์  ต่างยอมรับว่าการทุจริตประพฤติมิชอบเกิดขึ้นในทุกวงการ ทั้งในท้องถิ่น  ระดับชาติหรือระดับนานาชาติ   ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานองค์กรภาครัฐ  ภาคเอกชนหรือแม้แต่องค์กรระดับโลก  ก็มีการทุจริตประพฤติมิชอบเกิดขึ้นและปรากฏเป็นข่าวอย่างสม่ำเสมอตลอดมา

ในหน่วยงานต่าง ๆ ของประเทศไทยก็มีข่าวการทุจริตประพฤติมิชอบเกิดขึ้นอยู่เสมอ  ทั้งที่ตรวจสอบพบโดยหน่วยงานของรัฐเอง หรือตรวจสอบพบการทุจริตโดยภาคประชาชนหรือสื่อมวลชน  เพราะการทุจริตประพฤติมิชอบเป็นสิ่งที่สั่งสมและหยั่งรากลึกมายาวนาน  จนกลายเป็นค่านิยมของสังคมโดยเห็นว่า  การทุจริตประพฤติมิชอบจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้องอย่างง่ายดายโดยไม่ต้องลงทุน

มีข้อมูลที่น่าตกใจจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินที่เปิดเผยออกมา ก็คือ  ผลการตรวจสอบการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งพบว่าเกือบ  90  %   ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  มีการบริหารงานที่บกพร่อง ไม่โปร่งใส เพราะการควบคุมภายในบกพร่อง อันอาจก่อให้เกิดการทุจริตประพฤติมิชอบขึ้นได้

การแก้ไขหรือกวาดล้างการทุจริตประพฤติมิชอบให้หมดไปจากสังคมไทยเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยากและต้องอาศัยเวลาที่ยาวนาน  เพราะมีมูลเหตุมาจากหลายปัจจัย  ส่วนแนวทางการป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นควรเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่จะต้องช่วยกันดูแลแก้ไข  การเสริมสร้างระบบการควบคุมภายในให้มีสภาพแวดล้อมที่ดีไม่ให้มีช่องทางที่ก่อให้เกิดการทุจริต  ก็เป็นแนวทางอีกทางหนึ่งที่ควรเร่งรัดดำเนินการให้มีขึ้น

การควบคุมภายใน  สำคัญอย่างไร

จากรายงานขององค์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แห่งสหประชาชาติ  (UNDP)  ที่ระบุในรายงาน เมื่อปี  2004  (UNDP, 2004 : 1-33 )  ว่า  หากไม่มีการควบคุมภายในที่ดีพอจะทำให้เกิดการทุจริต   โดยใช้การติดสินบน (Brigery)   การรีดไถ (Extrosion)    การใช้อิทธิพลมืด  (Influence Peddling)  การช่วยเหลือเครือญาติ (Nepotism)  การฉ้อโกง (Froud)  การใช้เงินเร่งความเร็ว (Speed Money)  การบังหลวง (Embrezzlement)  ตลอดจนการกระทำที่ขาดหลักศีลธรรม   

แต่   Klitguard  และ  Baser   ( อ้างจาก  สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน , 2547 : 34 )  ระบุว่า  มูลเหตุของการทุจริตเกิดจากการผูกขาดอำนาจในการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งไว้ที่บุคคลหนึ่งคนใดแต่เพียงผู้เดียว  รวมกับการใช้ดุลยพินิจของตนโดยพลการที่ขาดการควบคุมกำกับจากผู้อื่น  ทำการนั้นเพื่อเกิดผลประโยชน์ต่อตัวเองและพวกพ้อง  โดยขาดความรับผิดชอบในสิ่งที่กระทำนั้นว่าจะเกิดการสูญเสียหรือเสียหายแก่ผู้อื่น  ซึ่ง   Klitguard  และ  Baser    ได้เสนอแนะสูตรของการเกิดทุจริตดังที่กล่าวไว้  ดังนี้

C  =  M  +  D  -  A

โดยที่

C  =  Corruption ( การทุจริต)

M =  Monopoly  (การผูกขาดอำนาจ)

D  =  Discretion  (การใช้ดุลยพินิจ)

A  =  Accountability (ความรับผิดชอบ)

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 หมายเลขบันทึก: 451907
 เขียน:  
 ดอกไม้:  ความเห็น:  อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ

ความเห็น

sr
IP: xxx.165.77.28
เขียนเมื่อ Mon Aug 01 2011 04:43:41 GMT+0700 (ICT)

Thanks for this useful info. ;-)

Phachern Thammasarangkoon
เขียนเมื่อ Wed Feb 22 2012 19:06:13 GMT+0700 (ICT)

http://www.thailocalmeet.com/index.php/topic,13857.msg139563.html#msg139563

เปิดผลสำรวจโคตรโกง การทุจริตในภาครัฐ ตำรวจไทยยังมาแรง

คอลัมน์ สดจากสนามข่าววันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 19 ฉบับที่ 6936 ข่าวสดรายวัน

คมกฤช ราชเวียง รายงาน

Phachern Thammasarangkoon
เขียนเมื่อ Wed Feb 22 2012 20:07:25 GMT+0700 (ICT)

"กลุ่มผลประโยชน์" กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

เมื่อ: 21 พฤษภาคม 2009, 11:16:14 PM

http://www.thailocalmeet.com/index.php/topic,6545.0.html

http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2007q3/2007july05p2.htm

มุมมองบ้านสามย่าน : น.ส.สุพรรณี เกลื่อนกลาด กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

ท้องถิ่นภิวัฒน์ในกระแสโลกาภิวัตน์

เมื่อ: 9 ตุลาคม 2010, 09:46:22 AM

http://www.thailocalmeet.com/index.php/topic,23675.0.html

บทความวิจัยท้องถิ่นภิวัฒน์ในกระแสโลกาภิวัตน์

ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส

สรุปความจากการสัมมนาผู้นำท้องถิ่นเหลียวหลังมองปัจจุบันกับการคาดหวังขอนแก่นทศวรรษหน้า

วันที่ 24 ตุลาคม 2551 ณ ห้องมงกุฎเพชร โรงแรมโฆษะ

Phachern Thammasarangkoon
เขียนเมื่อ Thu Mar 01 2012 22:45:39 GMT+0700 (ICT)

การจัดการตนเองของท้องถิ่น

http://www.midnightuniv.org/การจัดการตนเองของท้องถ

“การณรงค์ให้ยกเลิกการบริหารราชการส่วนภูมิภาคในต่างจังหวัดนั้นเป็นไปด้วยความคึกคักเป็นอย่างยิ่งในบางจังหวัด เช่น ที่อำนาจเจริญถึงกับมีการขึ้นคัตเอาท์เพื่อขอจัดการตนเองเลยก็มี”

ยกเลิกการบริหารราชการส่วนภูมิภาค

ชำนาญ จันทร์เรือง

Phachern Thammasarangkoon
เขียนเมื่อ Fri May 11 2012 21:44:05 GMT+0700 (ICT)

ธนาคารโลก เผยประเทศไทยจนลง - คนไทยรวยขึ้น
http://hilight.kapook.com/view/71170
คนไทยรวยขึ้นเหตุรายได้กระจุกในเมืองหลวง (ไอเอ็นเอ็น)


            ธนาคารโลก เผย ประเทศไทยจนลง - คนไทยรวยขึ้น จากความเหลื่อมล้ำทางสังคม เหตุรายได้กระจุกในเมืองหลวง ปกครองท้องถิ่นไร้ประสิทธิภาพ แนะควบรวม ลดซ้ำซ้อน

            นางแอนเน็ต ดิกสัน ผู้อำนวยการธนาคารโลก ประจำประเทศไทย เปิดเผยถึงรายงานการบริหารการเงินการคลังสาธารณะของประเทศไทย ว่า  ธนาคารโลกสำรวจพบว่า ประเทศไทยมีความยากจนทางรายได้ลดลงจากเดิมค่อนข้างมาก ประชากรมีรายได้สูงขึ้น แต่ความเหลื่อมล้ำยังอยู่ในระดับสูง และแทบจะไม่มีการปรับตัวดีขึ้นเลย เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคอาเซียนโดย

            ความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นมาจากการกระจุกตัวของการกระจายรายได้ ที่ยังอยู่ในเขตเมืองหลวงมากกว่าต่างจังหวัด โดยมีอยู่ 3 ปัจจัย ที่นำมาสู่ความไม่เสมอภาค คือ...

            1.การกระจุกตัวของงบประมาณและการให้บริการสาธารณะ
            2.โครงสร้างการปกครองท้องถิ่นของไทยมีความซ้ำซ้อนในหน้าที่รับผิดชอบมากเกินไป
            3.การติดตามและประเมินผลงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ยังไม่มีประสิทธิภาพ

            ทั้งนี้ ธนาคารโลก เสนอแนะว่า ควรลดความซ้ำซ้อนของ อปท.จากปัจจุบัน เนื่องจาก อปท.ที่มีประชาชนในความดูแลน้อยกว่า 5,000 คน มีจำนวนมากถึง 3,000 แห่ง ซึ่งการบริหารอย่างมีประสิทธิภาพต้องมีประชาชนมากกว่า 10,000 คน และหากควบรวม อปท.ไม่ให้ซ้ำซ้อนมากเกินไปได้ การจัดการด้านงบประมาณจะทำได้ดีขึ้น ทั้งเรื่องการจัดการทางภาษีท้องถิ่นที่จะเพิ่มงบประมาณต่อหน่วยงานได้มากขึ้น แต่รัฐบาลเองจะต้องปรับปรุงให้การกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น จนถึงหน่วยงานท้องถิ่นไม่มีรอยตะเข็บ เพื่อให้เงินงบประมาณลงสู่ท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

 

 อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
 ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์