การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยก่อนและหลังผ่าตัด

    เมื่อผู้ป่วยได้รับคำแนะนำจากแพทย์ว่า ควรจะได้รับการผ่าตัด ย่อมจะรู้สึกอึดอัด แม้ผู้ป่วยจะมีความลำบากจากอาการของโรคที่เป็นอยู่มากก็ตาม ส่วนใหญ่พบว่า เกิดจากความไม่รู้ว่า จะต้องเตรียมตัวอย่างไร สิ่งที่จะพบในห้องผ่าตัดมีอะไรบ้าง การปฏิบัติตัวหลังจากกลับมาจากการทำผ่าตัดและความวิตกกังวลจากผลของการรักษาโดยการผ่าตัด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ศัลยแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดจะอธิบายให้ผู้ป่วยฟังก่อนที่จะทำการผ่าตัดพอสังเขป

     เมื่อเข้าห้องผ่าตัดก็ยังรู้สึกใจคอหวาดหวั่นอยู่ดี เพราะผู้อยู่แวดล้อมในห้องผ่าตัด ที่มีทั้งแพทย์ผ่าตัดถึงจะเป็นคนที่เคยคุ้นหน้าตาแต่เจอในสภาพแวดล้อมใหม่ เครื่องมืออุปกรณ์ที่หน้าตาแปลกไป  วิสัญญีแพทย์และบรรดาพยาบาลในห้องผ่าตัดซึ่งอาจเป็นคนใหม่ที่ไม่คุ้นหน้ากันมาก่อน รวมถึงขั้นตอน วิธีการดำเนินการผ่าตัดซึ่งถึงแม้แพทย์จะอธิบายแต่ยังไม่เห็นภาพ ความวิตกกังวลเกี่ยวกับผลการรักษา ทั้งหมดนี้จะเป็นปัจจัยส่งเสริมให้ผู้ป่วยเกิดความไม่มั่นใจ ดังนั้น พยาบาลจึงเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการเสริมพลังให้ผู้ป่วยลดความวิตกกังวลและเตรียมตัวเพื่อเข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัดได้อย่างมั่นใจ ปฏิบัติตัวเมื่อกลับมาจากห้องผ่าตัดได้อย่างถูกต้องเพื่อลดภาวะแทรกซ้อน (complications) หรือภาวะไม่พึงประสงค์(sentinel events)
ก่อนตัดสินใจผ่าตัด

  • ผู้ป่วยมักจะได้รับอธิบายจากแพทย์ว่า โดยที่บางครั้งแพทย์ก็รู้แล้วว่าเป็นโรคอะไร รู้วิธีและเป้าหมายการผ่าตัดที่ชัดเจน บางครั้งก็ยังไม่รู้ว่าเป็นโรคอะไรแน่ มีความเป็นไปได้หลายอย่าง มีบางอย่างที่จำเป็นต้องผ่าตัดและรุนแรง ซึ่งถ้าไม่รีบการแก้ไขแล้วจะเป็นอันตราย เช่น สงสัยว่า จะมีลำไส้อุดตันต้องผ่าด้วยเหตุผลเพื่อการวินิจฉัย หรือมีไส้ติ่งอักเสบ ต้องรักษาด้วยการผ่าตัด เป็นต้น ถ้าหากว่า ไม่ได้อยู่ในสถาการณ์ที่เป็นการรีบด่วนนัก ท่านควรจะได้ถามแพทย์ว่า ถ้าผ่าตัดแพทย์จะทำอะไร ทำแล้วผลที่คาดหวังจะเป็นอย่างไร มีการรักษาวิธีอื่นหรือไม่ ที่จะให้เลือก มีข้อดีข้อเสียอย่างไร แล้วท่านจึงเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะรับการผ่าตัดหรือรักษาวิธีอื่น

การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด ก่อนผ่าตัดศัลยแพทย์จะอธิบายกับท่านว่า จะผ่าตัดด้วยจุดมุ่งหมายอะไร ผ่าตัดอย่างไร ที่ไหน วิธีให้ยาระงับความรู้สึกหรือยาสลบอย่างไร และการผ่าตัดเป็นแบบผู้ป่วยนอก หรือต้องนอนโรงพยาบาล สิ่งที่ท่านควรจะเตรียมตัวก่อนผ่าตัดดังนี้คือ

  • การลงนามยินยอมรับการรักษา ผู้ป่วยทุกคนที่เข้ามารับการรักษาต้องยินยอมให้ทำการรักษา การเซ็นการยินยอมเป็นเอกสารทางกฎหมายที่ยืนยันได้ว่า ผู้ป่วยได้รับการบอกกล่าวและเข้าใจทุกอย่างที่จะรับการรักษา หรือการสอดใส่อุปกรณ์บางอย่างเข้าไปตัวของผู้ป่วย รวมถึงการได้รับเลือดและส่วนประกอบของเลือดอีกด้วย ก่อนที่ผู้ป่วยจะเซ็นใบยินยอม ควรมั่นใจว่า เข้าใจทุกขั้นตอนของการผ่าตัด วิธีให้ยาระงับความรู้สึก อัตราเสี่ยงหรือภาวะแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้นทั้งระหว่างและหลังการผ่าตัด ภาวะเสี่ยงต่อความพิการหรือการเสียชีวิต ส่วนของร่างกายที่ถูกตัดออก ปกติผู้ป่วยควรเป็นผู้ลงนามในใบยินยอมรับการรักษาด้วยตนเอง เว้น แต่อยู่ในภาวะไม่รู้สติ หรืออยู่ในภาวะที่กฎหมายไม่อนุญาต เช่น สติวิปลาส และอายุไม่ครบเกณฑ์ 18 ปี
  • การให้ประวัติความเจ็บป่วย การรักษาและการใช้ยา หรือสิ่งเสพติดอื่นๆ
    • ท่านต้องบอกกับแพทย์ว่าท่านเป็นโรคอะไรที่กำลังรับการรักษาอยู่ รับประทานยาอะไรเป็นประจำหรือเปล่า เช่น เป็นหืด เป็นเบาหวาน เป็นโรคเลือดออกง่าย มีจ้ำเลือดตามร่างกาย กำลังรักษาอยู่ด้วยยาอะไรบ้าง หรือนำยามาให้แพทย์/พยาบาล ถามแพทย์ว่าควรใช้ยาต่อหรือทำอย่างไร โดยเฉพาะท่านที่ใช้ยาที่มีส่วนผสมของสารต้านการแข็งตัวของเลือด หรือรับประทานสมุนไพรอะไรอยู่บ้าง ท่านเคยแพ้ยาอะไรบ้าง แพ้แล้วมีอาการอย่างไร
    • ท่านเคยผ่าตัดมาก่อนหรือเปล่า ผ่าตัดอะไร ใช้ยาชาหรือดมยาสลบ มีผลแทรกซ้อนอะไรบ้างเพื่อเป็นทางเลือกสำหรับวิสัญญีแพทย์ในการใช้วิธีการระงับความรู้สึก
    • ถ้าท่านเคยดื่มเหล้าหรือสูบบุหรี่เป็นประจำ ก็ควรจะงดเว้นก่อนอย่างน้อย 2 สัปดาห์ หรือ 1 เดือน หรือตามคำสั่งการรักษาของแพทย์ โดยเฉพาะถ้าท่านต้องใช้วิธีดมยาสลบ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากปอดทำงานไม่ดีซึ่งจะส่งผลให้เกิดภาวะปอดอักเสบจากการสูดสำลัก (aspiration pneumonia) หรือ ไอมากหลังผ่าตัดซึ่งจะส่งผลให้เกิดแผลแยกในผู้ป่วยที่มีการทำผ่าตัดทางหน้าท้อง
    • ควรจะปล่อยวางเรื่องงานบางอย่างให้ลดลงช่วงก่อนและหลังผ่าตัด รักษาสุขภาพทั้งเรื่องการรับประทานอาหาร การออกกำลังกายและการพักผ่อนตามสมควร รวมทั้งการรับประทานยาบำรุงร่างกาย เช่นยาบำรุงเลือดที่แพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ
    • ถ้าเป็นการผ่าตัดใหญ่และอาจต้องเสียเลือด ไม่รีบด่วนนัก ก็ให้เลือดของท่านเองเตรียมไว้เผื่อท่านจำเป็นต้องได้รับเลือดทดแทนที่เสียไปจากการผ่าตัด
    • ระหว่างวันใกล้ผ่าตัดหรือก่อนการทำผ่าตัด ถ้าไม่สบายด้วยเรื่องอะไรแม้เพียงเล็กน้อย เช่น เป็นหวัด มีผื่นคัน ฯลฯ ควรบอกกับแพทย์ด้วย

วันก่อนผ่าตัดท่านจะได้รับการนัดมาโรงพยาบาลในวันเดียวกันกับหรือวันก่อนหน้าวันผ่าตัด

  • ควรทำความสะอาดผิวหนังและร่างกายในคืนก่อนทำผ่าตัด เนื่องจากบริเวณที่จะทำผ่าตัดต้องสะอาด ควรทำความสะอาดด้วยสบู่และน้ำสะอาดเพื่อลดจำนวนแบคทีเรียที่ผิวหนัง อาจมีบางการผ่าตัดที่แพทย์มีคำสั่งการรักษาให้โกนขนบริเวณที่จะทำผ่าตัด
  • ควรงดดื่มน้ำและรับประทานอาหารทุกชนิด ก่อนเวลาผ่าตัดประมาณ 6-8 ช.ม. (ถ้าเผอิญคุณดื่มหรือรับประทานอาหารอะไรระหว่างช่วงเวลานี้อย่าลืมบอกแพทย์-พยาบาลด้วย) หากมียาที่จำเป็นต้องรับประทานในเช้าวันผ่าตัด เช่น ผู้ป่วยโรคหัวใจ ควรรับประทานยาและน้ำปริมาณเพียงเล็กน้อย เพื่อช่วยลดอาการอาเจียน หรือการสำลักอาเจียนเข้าไปในทางเดินหายใจ ลดอัตราเสี่ยงจากลำไส้อุดตัน ในรายที่ได้รับการผ่าตัดช่องท้อง จะทำให้ศัลยแพทย์มองเห็นส่วนต่างๆของลำไส้ขณะที่ทำผ่าตัด และป้องกันการปนเปื้อนของอุจาระในลำไส้ระหว่างที่ทำผ่าตัด
  • ในกรณีที่มีการทำผ่าตัดเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร รอบๆทวารหนักและอุ้งเชิงกรานอาจจะได้รับยาระบาย หรือสวนอุจจาระก่อนการทำผ่าตัด
  • คุณอาจจะได้รับการตรวจร่างกาย ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ เอกซ์เรย์ปอด ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
  • ไม่ควรนำของมีค่า เช่น เครื่องประดับ หรือเงินจำนวนมากติดตัวไป เนื่องจากอาจเกิดการสูญหาย ให้นำเฉพาะของใช้ส่วนตัวจริง ๆ หรืออาจให้ญาตินำมาให้ภายหลัง
  • หากท่านมีฟันปลอม หรือมีฟันผุ ฟันโยกควรแจ้งให้ศัลยแพทย์ วิสัญญีแพทย์หรือพยาบาลทราบก่อนผ่าตัดเนื่องจากอาจเกิดฟันหลุดร่วงลงไปในลำคอระหว่างการใส่ท่อช่วยหายใจในรายที่มีการให้ยาระงับความรู้สึกแบบทั่วไป (general anesthesia)

วันที่ทำผ่าตัด

ที่หอผู้ป่วย

  • ท่านอาจได้รับน้ำเกลือเข้าเส้นเลือด และการคาสายสวนปัสสาวะตั้งแต่ที่หอผู้ป่วย หรือได้รับน้ำเกลือและคาสายสวนปัสสาวะที่ห้องผ่าตัด

ที่ห้องผ่าตัด

  • วิธีการให้ยาระงับความรู้สึก การใช้วิธีไม่ให้คนไข้ปวดมีหลายวิธีที่แพทย์จะเลือกใช้ตามความเหมาะสมแล้วแต่อวัยวะที่จะผ่าตัด เช่น ผ่าตัดเล็กน้อย เช่น ผ่าฝีที่ผิวหนัง, ผ่าถุงน้ำที่ผิวหนัง ก็ใช้แค่ยาชาฉีดเฉพาะที่จะผ่าตัด
    แต่ถ้าเป็นการผ่าตัดใหญ่ เช่น กระดูกแขน ขาหัก ก็จะต้อง block เส้นประสาทด้วยยาชาให้มีส่วนที่ชาเป็นพื้นที่กว้าง ถ้าผ่าตัดเกี่ยวกับช่องท้อง ศีรษะ หรือหลาย ๆ อวัยวะในคราวเดียวกัน ก็ใช้วิธีดมยาสลบ การ block หลังก็เป็นการใช้ยาชาเฉพาะส่วนอย่างหนึ่ง เพื่อให้ส่วนล่างของร่างกายไม่รู้สึกเจ็บ เช่น การผ่าตัดไส้ติ่ง
  • เครื่องมือและอุปกรณ์ ในกรณีที่ผู้ป่วยได้รับยาระงับความรู้สึกแบบทั่วไป (general anesthesia) ท่านจะได้รับการใส่ท่อช่วยหายใจผ่านทางปาก โดยฉีดยานำสลบและยาคลายกล้ามเนื้อ จากนั้นวิสัญญีแพทย์จะสอดท่อช่วยหายใจเข้าทางปากเพื่อใส่ลงไปในหลอดลม และเมื่อการผ่าตัดเสร็จสิ้น วิสัญญีแพทย์จะถอดท่อช่วยหายใจออก ซึ่งท่อช่วยหายใจและยาคลายกล้ามเนื้อจะส่งผลให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บคอ หรือระคายคอ มีเสมหะ ภายหลังจากการผ่าตัด

หลังผ่าตัด

ห้องพักฟื้น

  • เมื่อผ่าตัดเสร็จแพทย์จะให้อยู่ในห้องพักฟื้นเพื่อสังเกตอาการประมาณ 1-2 ชั่วโมง จึงให้ไปยังหอผู้ป่วยได้ทั้งนี้ ขึ้นกับอาการของผู้ป่วยขณะผ่าตัดและหลังผ่าตัด โดยที่พยาบาลประจำห้องพักฟื้นจะวัดสัญญาณชีพ เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ อัตราการหายใจ ปริมาณออกซิเจนที่อวัยวะส่วนปลาย ความดันโลหิตและปริมาณน้ำปัสสาวะ ระหว่างนี้ ผู้ป่วยอาจมีอาการปวด หนาวสั่น คลื่นไส้อาเจียนบ้างระยะสั้น ๆ ถ้ามีอาการดังกล่าวให้แจ้งแพทย์หรือพยาบาลในห้องพักฟื้นนั้นๆ

หอผู้ป่วย

  • จะมีอาการเจ็บแผล ซึ่งจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับยาชาหรือยาแก้ปวดที่ให้และลักษณะการผ่าตัด แล้วอาการจะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ หากเจ็บแผลควรแจ้งพยาบาล โดยอาจจะใช้วิธีการประเมินความเจ็บปวดแบบตัวเลข (numeric scale) หรือรูปหน้า (face pain rating scale) ผู้ป่วยควรแจ้งพยาบาลทุกครั้งที่มีอาการปวดจนรบกวนการพักผ่อนเนื่องจากการได้รับยาแก้ปวดในระยะสั้นจะไม่ทำให้ติดยา
  • อุปกรณ์หรือท่อต่างๆที่ต่อออกมาจากตัวผู้ป่วยเพื่อระบายของเหลวจากบริเวณที่ทำผ่าตัดออกสู่ภายนอก จะช่วยกระตุ้นให้แผลหายเร็วขึ้น ควรระมัดระวังเวลาเคลื่อนย้ายเนื่องจากท่อเหล่านี้จะใช้หลักการระบายของเหลวออกสู่ภายนอกด้วยการใช้แรงโน้มถ่วงดังนั้น ถุงที่ต่อจากท่อระบายเหล่านี้จะต้องอยู่ต่ำกว่าบริเวณที่ใส่ท่อระบาย สายต้องไม่บิด หัก พับงอ
  • เครื่องให้สารน้ำทางหลอดเลือด มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับสารน้ำ สารอาหาร หรือยา
  • หากรู้สึกระคายเคือง มีเสมหะอยู่ในลำคอ ควรไอออกมาเพื่อช่วยให้เสมหะที่ตกค้างอยู่ในหลอดลมถูกขับออกมาได้ง่ายขึ้น โดยต้องฝึกการไออย่างมีประสิทธิภาพ
  • การรับประทานอาหาร หลังจากที่ออกมาจากห้องผ่าตัด ส่วนใหญ่ในระยะ 24 ชั่วโมงแรกแพทย์จะยังมีแผนการรักษาให้งดน้ำงดอาหารไว้ก่อน ต่อมาจึงเริ่มแผนการรักษาให้เริ่มจิบน้ำ อาหารเหลวใส อาหารอ่อนและอาหารธรรมดาหรืออาหารเฉพาะโรคตามลำดับ
  • ในรายที่ได้รับยาระงับความรู้สึกทางไขสันหลัง แพทย์จะให้นอนราบอย่างน้อย 8 ชั่วโมงเพื่อป้องกันภาวะสมองเคลื่อน (brain herniation)
  • เมื่อรู้สึกแข็งแรงแล้วควรมีการเคลื่อนไหว เพื่อกระตุ้นให้ลำไส้ทำงานเร็วขึ้นป้องกันภาวะท้องอืดในกรณีที่มีการผ่าตัดระบบทางเดินอาหาร ป้องกันภาวะปอดแฟบ และปอดอักเสบจากการจำกัดการเคลื่อนไหว ซึ่งการลุกจากเตียงจะทำได้เร็วหรือช้าแค่ไหนขึ้นอยู่กับอวัยวะและการผ่าตัด แต่ผู้ป่วยอาจจะเริ่มจากการพลิกตัว ออกกำลังกายบนเตียง เช่น การไออย่างมีประสิทธิภาพ บริหารแขนขาและลุกจากเตียง เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวได้

 

การปฏิบัติตัวและออกกำลังกายภายหลังจากการผ่าตัด

การหายใจเข้าออกยาวๆ ลึกๆ ( deep-breathing exercises )จะช่วยป้องกันภาวะ แทรกซ้อนหลังการผ่าตัด สอนและให้ผู้ป่วยทำให้ได้ก่อนผ่าตัดทั้งการหายใจลึกๆ การหายใจและการไออย่างมีประสิทธิภาพช่วยขยายถุงลมเล็กๆในปอดและป้องกันการเกิดปอดอักเสบและถุงลมแฟบหลังผ่าตัด และช่วยขับสารที่ใช้ในการดมยาสลบออกจากร่างกายโดยเร็วการสาธิตวิธีหายใจลึกๆ ที่ถูกต้อง ได้แก่ การหายใจเข้าทางจมูกช้าๆ จนหน้าท้องตึงและหายใจออกช้าๆทางปาก สาธิตให้ผู้ป่วยดูและให้ปฏิบัติตามเพื่อให้แน่ใจว่าปฏิบัติถูกต้อง และแนะนำให้ผู้ป่วยปฏิบัติบ่อยๆ เท่าที่จะทำได้อย่างน้อย 5-10 ครั้งทุกชั่วโมง ในระยะหลังผ่าตัดที่ยังไม่ลุกขึ้นจากเตียง

การหายใจลึกๆ ( deep breathing )หลังผ่าตัด

1.ให้ผู้ป่วยนั่งตัวตรงที่ข้างเตียง หรือช่วยให้อยู่ในท่า semi-Fowler’s position

2.ใช้มือทั้งสองข้างจับที่ท้องจะได้รู้สึกเวลาหน้าอกขยายจะบ่งชี้ว่าปอดขยายตัว

3.ให้ผู้ป่วยหายใจเข้าทางจมูกจนรู้สึกว่าหน้าท้องขยาย

4.ให้ผู้ป่วยหายใจทางปากขณะกล้ามเนื้อหน้าหน้าท้องหดตัว

5.ให้ทำแบบนี้ซ้ำทุกชั่วโมงในวันแรกหลังผ่าตัด

 การฝึกการไออย่างมีประสิทธิภาพ (effective cough) การไอช่วยให้เสมหะที่ตกค้างอยู่ในท่อหลอดลม ทางเดินหายใจใหญ่ออกมาภายนอก การไออาจทำให้ปวดแผลต้องให้ยาระงับปวด    การฝึกการไอ ให้ผู้ป่วยอยู่ในท่านั่งหรือท่านอนศีรษะสูง (semi-fowler หรือ fowler position) สอนให้ผู้ป่วยประคองแผลที่ทำผ่าตัด เพื่อลดแรงดันและควบคุมความเจ็บป่วยขณะไอ ประคองแผลให้กางมือกดให้แน่นบริเวณแผลก่อนไอ หรือใช้หมอนใบเล็ก ผ้าเช็ดตัวม้วนประคองแผลแทน บางครั้งสอนผู้ป่วยให้ hold the heart เมื่อไอ แนะนำให้หายใจลึกๆ 3 ครั้ง และหายใจออกทางปากก่อนจะช่วยกระตุ้นปฏิกิริยาการไอ และไอเอาเสมหะที่ตกค้างออกมา ผู้ป่วยส่วนมากรู้สึกคอโล่งเมื่อไอแรงๆกระตุ้นให้ผู้ป่วยไอแรงๆ

การใช้สไปโรมิเตอร์ (Incentive spirometer) เพื่อขยายถุงลมในปอดหลังผ่าตัดให้เป่าถึงระดับที่ตั้งไว้ให้ปอดขยายตัว วิธีนี้ช่วยให้ลมเข้าไปในถุงลมและช่วยทำให้กล้ามเนื้อที่ช่วยในการหายใจแข็งแรง ซึ่งกล้ามเนื้อนี้จะอ่อนแรงในขณะที่ได้รับยาสลบ ผู้ป่วยควรฝึกใช้เครื่องช่วยหายใจทั้งก่อนและหลังผ่า ส่วนมากสอนให้ผู้ป่วยทำ 5-10 ครั้งต่อชั่วโมงหลังผ่าตัด

  การพลิกตัว (turning exercises) ให้ผู้ป่วยหัดพลิกตัวจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่งโดยใช้ไม้กั้นเตียงช่วยในการพลิกตัว การพลิกตัวช่วยป้องกันการคั่งของเลือดดำ ( venous stasis ) หลอดเลือดดำอุดตัน (thrombophlebitis ) แผลกดทับและอาการแทรกซ้อนในระบบทางเดินหายใจ แนะนำให้พลิกตัวและเปลี่ยนท่านอนบนเตียงทุก 1-2 ชั่วโมง ในระยะหลังผ่าตัด

การออกกำลังกายแขน-ขา ( extremity exercises) การออกกำลังกายแขน-ขาหลังผ่าตัดช่วยป้องกันปัญหาเกี่ยวกับกรไหลเวียนโลหิต เช่นหลอดเลือดดำอุดตัน ช่วยให้เลือดดำไหลกลับสู่หัวใจดีขึ้น สอนให้ผู้ป่วยงอและเหยียดข้อต่างๆ ทุกข้อ โดยเฉพาะข้อสะโพก ข้อเข่า ข้อเท้าขณะนอนราบหลังและขาอยู่แนวราบเหยียดตรงเท้าต้องหมุนเป็นวงกลมขณะนอนหรือนั่ง กระตุ้นให้ทำก่อนผ่าตัดเพื่อความคุ้นเคยและนำไปใช้หลังผ่าตัด

การบริหารขา ( Leg Exercises) การบริหารขาช่วยการไหลเวียนของหลอดเลือดดำกลับสู่หัวใจดีขึ้น พยาบาลควรสอนผู้ป่วยในระยะก่อนผ่าตัด ให้บริหารกล้ามเนื้อและข้อต่างๆ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถปฏิบัติได้ถูกต้องหลังผ่าตัด ดังนี้

การบริหารท่าที่ 1

  1. ให้ผู้ป่วยนอนบนเตียงให้ศีรษะสูงประมาณ 45 องศา ใช้ semi-Fowler’ position การบริหารเพื่อให้การไหลเวียนเลือดของโลหิตส่วนปลายดีขึ้น ป้องกันการเกิด thrombus และกล้ามเนื้อแข็งแรง                                                                                                             
  2. ขาขวางอหัวเข่ายกเท้าขึ้นจากเตียงค้างไว้ 2-3 วินาที                                                       
  3. ยืดขาเหยียดเข่าและวางลงบนเตียง                                                                                    
  4. ทำซ้ำ 4 ครั้งที่ขาข้างขวา และทำที่ขาข้างซ้าย 4 ครั้งเช่นเดียวกัน

 

 

การบริหารท่าที่ 2     

ขาข้างขวาชี้หัวแม่เท้าและงอลงไปทางพื้นเตียง และกระดกปลายเท้าขึ้นมาหาตัวเอง ทำหลายๆหน ทั้งขาข้างขวาและข้างซ้าย

การบริหารท่าที่ 3

ขาข้างขวาหมุนข้อเท้าจากซ้ายไปขวา ทำซ้ำหมุนจากขวาไปซ้ายทำซ้ำหลายๆครั้ง ทั้งขวาและซ้าย

การบริหารท่าที่ 4

งอหัวเข่าขึ้นมาวางปลายเท้าราบและกดปลายเท้าลงไปให้น่องและขาตึงทำซ้ำหลายๆครั้ง        

การลุกจากเตียง ( ambulation )ให้ลุกเร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดหลายอย่าง สอนผู้ป่วยก่อนผ่าตัดโดยให้ข้อคิดว่าควรลุกขึ้นจากเตียงหลังผ่าตัดเมื่อใด สิ่งสำคัญต้องสอนวิธีที่ถูกต้องที่ลุกโดยไม่ปวดและไม่เกิดความดันโลหิตต่ำขณะยืน ผู้ที่ทำผ่าตัดช่องท้องวิธีหนึ่งที่ช่วยลดความเจ็บปวดให้ตะแคงก่อนลุกนั่งใช้แขนช่วยลดความตึงของช่องท้อง แนะนำให้ลุกนั่งช้าๆและหยุดพักก่อนยืน ใช้การประคองบริเวณแผลเช่นเดียวกับการไอ และหายใจลึกๆเพื่อลดความเจ็บปวดเมื่อยืน

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 หมายเลขบันทึก: 451676
 เขียน:  
 ความเห็น:  อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ

ความเห็น

Benchawan
IP: xxx.129.54.82
เขียนเมื่อ Sun Feb 17 2013 18:39:26 GMT+0700 (ICT)

ขอบบคุณสำหรับความรู้ดีๆนะคะ


 

แมว
IP: xxx.49.225.30
เขียนเมื่อ Sat Aug 03 2013 17:05:31 GMT+0700 (ICT)

เป็นคำแนะนำที่ดีมากค่ะ

 

บิว
IP: xxx.67.228.73
เขียนเมื่อ Mon Sep 09 2013 02:24:07 GMT+0700 (ICT)

ดีใจที่ค้นเจอคำแนะนำนี้ ขอบคุณค่ะ

phorn
IP: xxx.0.97.79
เขียนเมื่อ Thu Feb 20 2014 21:09:37 GMT+0700 (ICT)

รักษานานมั้ยคะกว่าจะหาย

 อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
 ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์
 
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า