ไชยบูลย์สอนผิดอย่างไร ๗

บันทึกเกี่ยวกับ "ไชยบูลย์สอนผิดอย่างไร" ในบันทึกนี้ ได้นำมาจากหนังสือ "ภาวนาธรรม" ซึ่งน่าจะเขียนโดยพระมหาสุวิทย์ วิชฺเชสโก ป.ธ. ๙  ส่วนที่นำมาวิเคราะห์นี้ อยู่ในหนังสือหน้า 69- 74  ชื่อเรื่องของส่วนนี้ว่า "วิธีฝึกสมาธิเบื้องต้น"

มหาสุวิทย์อ้างว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำสอนไว้ดังนี้

นึกกำหนดนิมิต เป็น "ดวงแก้วกลมใส" ขนาดเท่าแก้วตาดำ ใสบริสุทธิ์ ปราศจากราคี หรือรอยตำหนิใดๆ ขาวใส เย็นตา เย็นใจ ดังประกายของดวงดาว ดวงแก้วกลมใสนี้เรียกว่า "บริกรรมนิมิต"

พวกลูกศิษย์ของไชยบูลย์นี่ มักจะหาคำศัพท์ใหม่ๆ มาสร้างสรรค์คำสอน  มันดูดี แต่การกระทำอย่างนี้ ทำให้ผู้เรียนเห็นดวงธรรมได้ยากมาก เพราะ ทำให้ใจหยุดนิ่งได้ยาก

ดวงแก้วที่ใส "ดังประกายของดวงดาว" มันเป็นอย่างไร มหาสุวิทย์เองจะรู้หรือเปล่าก็ไม่รู้ ถ้าสอนใครแล้วให้นึกดวงนิมิตมีประกายแบบดวงดาว ชาตินี้ ชาติหน้า ชาติไหนๆ ก็ไม่ต้องเห็นดวงธรรมกัน

เหลวไหลสิ้นดี............

ข้อความที่ว่านี้ "ดวงแก้วกลมใสนี้เรียกว่า "บริกรรมนิมิต" ก็ผิด แสดงว่าท่านมหาไม่ได้เข้าใจวิชาธรรมกายอย่างแท้จริง ฟังไม่ได้ศัพท์ก็จับมากระเดียด 

ดวงแก้วที่เรานึกในตอนแรกก่อนที่จะเห็นดวงปฐมมรรคนี้ เป็น "นิมิต"  การที่เรานึกให้เห็นนิมิตตลอดเวลา จึงจะเป็น "บริกรรมนิมิต"

นึกสบายๆ เหมือนดวงแก้วนั้น มานิ่งสนิทอยู่ ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 นึกไป ภาวนาไปอย่างนุ่มนวล เป็นพุทธานุสติว่า "สัมมาอะระหัง"

ตรงนี้เกือบจะถูกอยู่แล้ว ถ้าไม่มัวไปแต่งเติมเสริมแต่งคำพูด

ดวงนิมิตนั้น เราต้องนึกที่ศูนย์กลางกาย เหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ ซึ่งก็คือฐานที่ 7 นึกตรงนั้น  ไม่ใช่นึกให้ลอยไปลอยมา แล้วมาตายสนิทอยู่ตรงศูนย์กลางกายฐานที่ 7  

หรือค่อยๆ น้อมนึกดวงแก้วกลมใสให้ค่อยๆ เคลื่อนเขาสู่ศูนย์กลางกายตามแนวฐาน โดยเริ่มตั้งแต่ฐานที่หนึ่งเป็นต้นไป น้อมด้วยการนึกอย่างสบายๆ ใจเย็นๆ ไปพร้อมๆ กับคำภาวนาว่า สัมมาอะระหัง

มหาท่านนี้ ท่านนึกว่า การนำดวงนิมิตเข้าไปตามฐานนั้น เป็นตัวเลือกที่จะทำก็ได้ไม่ทำก็ได้ ซึ่งผิด การนำดวงนิมิตเข้าไปตามฐาน เป็นกฎบังคับ ไม่ทำไม่ได้

การนำดวงนิมิตเข้าไปตามฐานก็ไม่ใช่ว่า นึกให้ลอยเข้าไปตามฐานแบบสุ่มเสี่ยงไปเรื่อย ในแต่ละฐานนั้น เราต้องภาวนา "สัมมาอะระหัง" 3 ครั้ง  ก่อนที่จะเลื่อนไปฐานต่อไป ต้องนึกให้ดวงนิมิตสว่างขึ้นด้วย

อนึ่ง เมื่อนิมิตดวงใส กลมสนิทปรากฎแล้ว ณ กลางกาย ให้วางอารมณ์สบายๆ กับนิมิตนั้น จนเหมือนกับว่าดวงนิมิตเป็นส่วนหนึ่งของอารมณ์

เห็นสาวกไชยบูลย์อธิบายวิชาแล้ว อยากจะไปลาหมาแก่ตาย ดวงนิมิตจะไปเป็นส่วนหนึ่งของอารมณ์ได้อย่างไร และมันเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ สอนเรื่อยเฉื่อยกันไป  ไม่นึกถึงความเป็นจริง ว่าทำได้หรือไม่

หากดวงนิมิตนั้น อันตรธานหายไป ก็ไม่ต้องนึกเสียดาย ให้วางอารมณ์สบาย แล้วนึกนิมิตนั้น ขึ้นมาใหม่แทนดวงเก่า หรือเมื่อนิมิตนั้น ไปปรากฏที่อื่น ที่มิใช่ศูนย์กลางกาย ให้ค่อยๆ น้อมนิมิตเข้ามา อย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่มีการบังคับ

แหม......... ใช้ศัพท์แบบลิเกเลย "หากดวงนิมิตนั้น อันตรธานหายไป" ถ้าดวงนิมิตหายไป ก็นึกใหม่ที่ศูนย์กลางกาย แต่ถ้าเห็นอยู่ใกล้ๆ ฐานที่ 7 ก็ต้องบังคับให้อยู่ที่ฐานที่ 7 ให้ได้

การบังคับนั้น ไม่ใช่ว่า จะใช้ปืน M. 16 บังคับดวงนิมิตให้มาอยู่ที่ฐานที่ 7 เป็นการบังคับในทางปฏิบัติธรรม  ถ้าไม่บังคับนี่  จะกราบดวงนิมิตแล้ว พูดว่า "ดวงนิมิตจ๋า มาอยู่ที่ฐานที่ 7 นะจ๊ะ นะจ๊ะ" หรืออย่างไร

และเมื่อนิมิตมาหยุดสนิท ณ ศูนย์กลางกาย ให้วางสติลงไปยังจุดศูนย์กลางของดวงนิมิต ด้วยความรู้สึกกล้ายมีดวงดาวดวงเล็กๆ อีกดวงหนึ่ง ซ้อนอยู่ตรงกลางดวงนิมิตดวงเดิม

ตรงนี้ "สติ" มาเกี่ยวได้อย่างไร แล้วหลวงพ่อวัดปากน้ำไม่เคยสอนเลยว่า ให้นึกว่ามีดวงดาวอยู่ในดวงนิมิต 

ก็ใช้คำว่า "ใจหยุด ใจนิ่ง" ก็พอแล้ว ถูกต้องแล้ว 

พระมหาสุวิทย์ท่านคงเพ้อไป สอนไป..

แล้วสนใจเอาใจใส่แต่ดวงเล็กๆ ตรงกลางนั้นไปเรื่อยๆ ใจจะค่อยๆ ปรับ จนหยุดได้ถูกส่วน  แล้วจากนั้น ทุกอย่างจะค่อยๆ ปรากฎให้เห็นได้ด้วยตนเอง เป็นภาวะของดวงกลมที่ทั้งใส ทั้งสว่าง ผุดซ้อนขึ้นมาจากกึ่งกลางดวงนิมิต ตรงที่เราเอาใจใส่อย่างสม่ำเสม

ตรงนี้ก็มั่วนิ่มกันไป  เมื่อใจเราหยุดถูกส่วน ถึงแม้จะไม่ได้นึกให้เห็นดวงนิมิต (คำว่าใจหยุดถูกส่วนต้องอธิบายกันยาว เลยขอละไว้ก่อน)  เราก็จะเห็นดวงธรรม ยกตัวอย่างเช่น หลวงพ่อวัดปากน้ำ ตอนที่ท่านเห็นดวงนิมิต ท่านก็ใช้ "พุทโธ"

โดยปกติท่านที่ฝึกใหม่ๆ จะไม่รู้สึกเลยว่า ดวงนิมิตเปลี่ยนไปเป็นดวงปฐมมรรคตั้งแต่เมื่อไหร่  แต่ไม่ใช่ "ผุดซ้อนขึ้นมาจากกึ่งกลางดวงนิมิต" อย่างมหาสุวิทย์สอนแน่ๆ

ดวงนี้เรียกว่า "ดวงธรรม" หรือ "ดวงปฐมมรรค" อันเป็นประตูเบื้องต้นที่จะเปิดไปสู่หนทางแห่งมรรคผลนิพพาน การระลึกนึกถึงนิมิต หรือดวงปฐมมรรคสามารถทำได้ในทุกแห่งทุกที่ ทุกอิริยาบถ เพราะ ดวงธรรมนี้คือ ที่พึ่งที่ระลึกอันประเสริฐของมนุษย์

ตรงนี้ถูก  มีถูกเหมือนกันแฮะ..

ข้อแนะนำ คือ ต้องทำให้สม่ำเสมอเป็นประจำ ทำเรื่อยๆ อย่างสบายๆ ไม่เร่ง ไม่บังคับ ทำได้แค่ไหนให้พอใจแค่นั้น อันจะเป็นเครื่องกัดกั้นมิให้เกิดความอยากจนเกินไป ถึงกับทำให้ใจต้องสูญเสียความเป็นกลาง

ตรงนี้ถูกแต่ไม่ทั้งหมด  แต่ศัพท์เดิมของไชยบูลย์คือ "ทำให้ใจต้องสูญเสียความเป็นกลาง" มันเป็นอย่างไร ผมยังงงๆ อยู่  ทำใจให้ไปเข้าข้างฮุนเซ็นหรือไง

และเมื่อการปฏิบัติบังเกิดผลแล้ว ให้หมั่นตรึกระลึกนึกถึงอยู่เสมอ จนกระทั่งดวงปฐมมรรคกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับลมหายใจ หรือนึกเมื่อใดเป็นเห็นได้ทุกที

ตรงนี้ผิดแน่ๆ มั่วแน่ๆ ดวงปฐมมรรคนั้น เมื่อเราตรึกนึกถึง เราก็จะเห็น แต่ไม่นึก เราก็ไม่เห็น แต่การเห็นอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าดวงปฐมมรรคกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับลมหายใจ

มั่วนิ่มไปได้ ท่านมหา..

อย่างนี้แล้ว ผลแห่งสมาธิจะทำให้ชีวิตดำรงอยู่บนเส้นทางแห่งความสุข ความสำเร็จ และความไม่ประมาทได้ตลอดไป ทั้งยังจะทำให้สมาธิละเอียดอ่อนก้าวหน้าไปเรื่อยๆ ได้อีกด้วย

จะสังเกตได้ว่า กลุ่มพวกวัดพระธรรมกายนี่ ไม่เคยพูดถึงเนื้อหาวิชาที่สูงกว่าการเห็นดวงปฐมมรรคเลย

มหาสุวิทย์รู้จักหนังสือคู่มือสมภารเป็นอย่างดี เป็นหนังสือคู่มือสมภารที่วัดพระธรรมกายพิมพ์แจกในงานศพคุณยายจันทร์

แต่มหาสุวิทย์ไม่เคยนำมาสอนเลย..........

โดยสรุป แม้กระทั่งการสอนให้เห็นดวงธรรม สานุศิษย์และไชยบูลย์ก็สอนมั่วไป มั่วมา  แล้วจะมาโอ้อวดว่าเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อวัดปากน้ำได้อย่างไร  เอาชื่อหลวงพ่อมาหากินเท่านั้น

ตายไปจะรู้สึกมากกว่านี้..

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 หมายเลขบันทึก: 437226
 เขียน:  
 ดอกไม้:  ความเห็น: 23  อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ

ความเห็น

พิราบคาบข่าว
IP: xxx.183.208.216
เขียนเมื่อ Thu Apr 28 2011 12:40:35 GMT+0700 (ICT)

ไปพบเจอมานะคร้าบบบ....เชิญ ดร.มนัส และผู้สนใจไปอ่าน...





พิราบคาบข่าว
IP: xxx.183.208.216
เขียนเมื่อ Thu Apr 28 2011 12:42:11 GMT+0700 (ICT)

ไปพบเจอมานะคร้าบบบ....เชิญ ดร.มนัส และผู้สนใจไปอ่าน...

หนังสือ เจาะลึกที่มาวัดพระธรรมกาย เหอๆ ลองอ่านดูๆ

http://www.ubmthai.com/leksoundsmf3/index.php?topic=43728.0

ดร. มนัส โกมลฑา
เขียนเมื่อ Thu Apr 28 2011 14:43:15 GMT+0700 (ICT)

เรียน คุณพิราบคาบข่าว

หนังสือแฉโพยความผิด ความไม่ดีของไชยบูลย์ผมมีทุกเล่มแหละครับ

ซื้อตอนที่ข่าวกำลังดัง หลังๆ นี่แจกเขาไปเยอะแล้ว

ต่อไปจะค่อยๆ นำเอามาเปิดเผย เฉพาะที่พอเอามาเปิดเผยได้

บางเรื่องต้องเก็บไว้ก่อน ตายเมื่อไหร่ค่อยเอาออกมา

น่าจะเป็นไปได้
IP: xxx.168.23.189
เขียนเมื่อ Sun May 01 2011 01:22:41 GMT+0700 (ICT)

ถ้ามองในแง่ที่ว่าสอนฆราวาสแล้ว ถ้าไปถึง 18 กายอาจจะยากเกิน และอาจเกินความจำเป็นรึป่าว

ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพระในวัดพระธรรมกายเค้าอาจจะมีการสอนระดับลึกๆ แต่ฆราวาสสอนแค่พื้นๆ

เพราะธรรมกายนั้นไม่ใช่ของง่ายๆ ที่ใครจะทำไ้ด้ทุกคน

ริท
IP: xxx.183.188.68
เขียนเมื่อ Sun May 01 2011 10:04:00 GMT+0700 (ICT)

เรียน คุณน่าจะเป็นใปใด้

ใม่เกินความจำเป็นหรอกครับเเละใม่ยากอย่างที่คิด สำหรับสำหรับเราเเล้วเป็นเรื่องปกติ

ที่ใด้รับมอบหมายมาลูกศิษเทควันโดของผมสอน18กายเกือบครบเเล้วเเต่วิทยารทุกคน

ผ่าการสอบก่อนจึงจะสอนใด้

ดร. มนัส โกมลฑา
เขียนเมื่อ Sun May 01 2011 21:33:02 GMT+0700 (ICT)

คุณน่าจะเป็นไปได้ [IP: 110.168.23.189]

ไปแสดงความน่าจะเป็นแบบโง่ๆ ที่อื่น ที่นี่มีแต่คนฉลาด

ไปอ่านบันทึกที่ผมเขียนให้ครบเสียก่อน แล้วค่อยมาแสดงความโง่ใหม่

บอกให้หายโง่หน่อยก็ได้

วิชา 18 กายเป็นวิชาระดับอนุบาล ถ้าสอนตั้งแต่เด็กรับรองผล 100 % เพราะสอนมามากแล้ว

เด็กตา, เด็กปัญญา, เด็กหู (กลุ่มที่พิการ คำศัพท์ในโรงเรียนเรียกอย่างนั้น) เด็กในสถานพินิจ (เด็กที่กระความผิดแต่ศาลยังไม่ตัดสิน) เด็กในศูนย์ฝึก (เด็กที่กระทำความผิดแต่ศาลตัดสินแล้ว)

สอนมาแล้ว เห็นมาแล้วทั้งนั้น

อยากช่วยไชยบูลย์อ่านให้มากกว่านี้ โง่ๆ แบบนี้ เก็บความโง่เอาไว้ก่อน อย่าเพิ่งแสดงความเห็น

เพิ่งมาจากสอนที่บ้านเธียรสวน มีคนหนึ่งเป็นคนวัดพระธรรมกาย ตอนเช้าไปวัด ไปมาหลายปีแล้ว ตอนบ่ายมาหาเรา

วิทยากรใช้เวลาชั่วโมงเดียว ผ่านวิชาสอน 18 กายไปแล้ว ส่วนคนอื่นๆ ที่มาตั้งแต่เช้า ผ่านวิชาขอรัตนะเจ็ด

น่า............โง่ก็เก็บความโง่ไว้เงียบๆ อย่ามาแสดงความโง่ในที่สาธารณะ

เสียชื่อเสียงวงศ์ตระกูลหมด..........

IP: xxx.120.183.199
เขียนเมื่อ Mon May 02 2011 00:21:49 GMT+0700 (ICT)

เรียนถาม ดร.มนัส ครับ ผมคนหนึ่งเคยไปเจอคุณลุงการุณมาแล้วครับ แต่ก่อนก็เคยเข้าวัดพระธรรมกายครับ ไม่ได้เข้าอย่างเดียวยังชวนคนอื่นเข้าด้วยครับ

ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณคุณลุงการุณกับดร. ครับที่ช่วยให้ผมได้รู้จักกับวิชาธรรมกายที่แท้จริงครับ

ผมมีเรื่องอยากจะถาม ดร. ครับว่า ถ้าหากเราเคยชวนคนเข้าวัดพระธรรมกายแล้วผมจะตกนรกหรือเปล่าครับ ถ้าตกจะพอมีทางแก้หรือเปล่าครับ เนื่องจากตอนนี้ก็ได้พยายามทำให้เขาได้รู้จักกับวิชาธรรมกายที่แท้จริงอยู่ (พยายามชวนเขามาอบรมกับ ดร.) แต่ตอนนี้คงเป็นเรื่องยากเข้าไปใหญ่แล้วครับที่จะชวนออกมาเขาได้เขาเข้าไปเป็นอุบาสกในวัดพระธรรมกายเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ แล้วเขาก็มองผมเป็น "มาร" ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วยเหมือนกัน

ในกรณีนี้ ดร. พอจะมีข้อแนะนำมั้ยครับ หรือมีวิธีแก้ไข หรือแนวทางในการปฏิบัติหรือเปล่าครับ

บอกตรงๆ ตอนนี้ร้อนใจมากๆ ครับ เนื่องจากผมเป็นต้นเหตุให้หลายๆ คนต้องเข้าไปอยู่ในวัดพระธรรมกายครับ

ดร. มนัส โกมลฑา
เขียนเมื่อ Mon May 02 2011 08:52:49 GMT+0700 (ICT)

เรียน คุณ [IP: 124.120.183.199]

1) การที่ชวนคนเข้าวัดนั้น มี 2 ยุค ยุคแรกๆ นั้น คนที่เข้าวัดยังเป็นคนของภาคขาวแต่มารเขาเอาบารมีไปได้ เพราะ การที่พวกนั้นเข้าวัดเป็นเพราะมารเข้ามาดลใจ

สำหรับยุคหลังๆ นี้ คนที่เข้าวัดมารเขาถือว่า "เป็นสาวกมาร" พอถืออย่างนี้ พระพุทธเจ้าช่วยไม่ได้เลย

มารกับพระมีกฎกติกากันอยู่ว่า สาวกของใคร ผู้นั้นดูแล คนที่อยู่ในศีลในธรรมก็เป็นสาวกของพระ คนที่ไม่อยู่ศีลในธรรมก็เป็นสาวกของมาร

สาวกของมารก็จะพบกับความทุกข์ตลอดไป สุขก็สุขหลอกๆ ตามวิสัยของมาร

คุณพาคนเข้าวัดในยุคไหน ถ้ายุคแรกไม่มีโทษเลย ยุคที่สองนี้ น่าจะมีบ้าง แต่ไม่ทำให้คุณถึงกับตกนรกหมกไหม้อะไรหรอก เพราะ เราตั้งใจดีในตอนนั้น

2) ทางแก้ก็คือ เราก็บอกเขาเท่าที่เรารู้ คือ บอกว่าที่ผ่านมาเข้าใจผิด ที่ถูกเป็นอย่างนี้ เขาเชื่อก็ดี เขาไม่เชื่อก็ดี คุณก็หลุดพ้นจากโทษทั้งหลายแล้ว

3) ไปสอบเป็นวิทยากร เพราะ เราจะกลายเป็นเด็กเส้นของธาตุธรรมฝ่ายขาว มารมันมายุ่ง มันก็ต้องโดนดับ

4) ทำหน้าที่แก้ไขคนอื่นต่อไป คือ เพื่อนเรา เราแก้ไม่ได้แล้ว เราก็ไปแก้กับคนอื่นๆ ที่พอบอกได้ มันต้องมีน่า.........

ผมอบรมอยู่ทุกเดือนนี้ คนของวัดพระกายมาเข้าอบรมทุกเดือน หลายๆ คนไม่เข้าวัดอีกเลย

5) เดี๋ยวไชยบูลย์ก็จะตายแล้ว ความดี ความเลว ความชั่วก็จะออกมาเอง วัดพระธรรมกายจะกลายเป็น "วัดร้าง" ไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง

เพื่อนของคุณก็จะมาหาคุณเองนั่นแหละ

ไชยบูลย์ตายเมื่อไหร่ โจทก์เก่าๆ เช่น หนังสือพิมพ์ ญาติพระที่ตายในวัด ญาติของคนที่ครอบครัวแตกแยกเพราะไชยบูลย์ ฯลฯ ออกมาชำระแค้นแน่

IP: xxx.120.183.199
เขียนเมื่อ Mon May 02 2011 13:05:53 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณ ดร. ครับ ตอนนี้ก็กำลังเอาวิชาขึ้นมาท่องใหม่ครับ หลังจากที่เคยท่องไปแล้วแต่ท่องยังไม่จบก็เกิดขี้เกียจขึ้นมาดื้อๆ และก็เลิกท่องไปเลย จากที่เคยนั่ง 18 กายเกือบทุกวัน ตอนนี้ก็เหลือนั่งแค่ 4 กายธรรม รู้สึกจะทดถอยลงคลองไปเรื่อยๆ

เดือนหน้าคิดว่าจะเข้าไปอบรมกับ ดร. ครับก่อนที่อะไรจะสายเกินไป...

สงสัย
IP: xxx.25.241.210
เขียนเมื่อ Mon May 02 2011 18:26:49 GMT+0700 (ICT)

ทำไมวิชาธรรมกายไม่ได้นั่งวันเดียววิชาก็ถอยหรอครับ คุณมนัส

แล้วพระอรหันท่านจะวิชาถอยได้ไหมครับ

ฟังดูแล้วเหนือยเหมือนกันนะ

ผ่าน 18 กาย ขอรัตนะเจ็ดไปแล้ว จนถึงปราบมารได้

แล้วสำเร็จอรหันไหมครับ

แล้วถ้าไม่ได้นั่งวันเดียว จากอรหันต์ เหลือปุถุชนเลยรึป่าว

ถ้าเป็นงั้นพระอรหันท่านคงเครียดน่าดู

ดร. มนัส โกมลฑา
เขียนเมื่อ Mon May 02 2011 21:32:35 GMT+0700 (ICT)

เรียน คุณสงสัย [IP: 125.25.241.210]

 

อ่านให้มากๆ หน่อย คุณสงสัย  ไม่ใช่สงสัยอะไรก็ถามเลย 

1) ทำไมวิชาธรรมกายไม่ได้นั่งวันเดียววิชาก็ถอยหรอครับ คุณมนัส

ปกติต้อง 3 วัน ถึงจะเห็นอาการ  วันเดียวไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่ปัญหาสำคัญก็คือ พี่มารเขาจะเข้ามาแทรกซ้อนให้รำคาญได้

ถ้าถามว่า "อย่างนั้นอย่าเรียนวิชาธรรมกายดีกว่ามารจะได้ไม่แทรกซ้อน"

ถ้าไม่เรียนวิชาธรรมกาย มารมันไม่แทรกซ้อนหรอกครับ มันขโมยบุญ ขโมยบารมี ลำบากแสนสาหัส  เราก็นึกว่าเป็นกรรมของเรา แต่ไม่ใช่หรอก มารมันทำต่างหาก

ดังนั้น ระหว่างไม่เรียนวิชา กับเรียนวิชา  การไม่เรียนวิชาต้องเป็นขี้ข้าของมารไปอีกไม่ต้องนับเวลา 

ถ้าเรียนเราอาจจะชนะมารได้ ถึงไม่ชนะมาร แต่เราก็ไม่แพ้ 

เท่ห์.. ดีเหมือนกัน

2) แล้วพระอรหันท่านจะวิชาถอยได้ไหมครับ

พระอรหันต์เห็นกายธรรมพระอรหัตตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เสื่อมถอย

3) ฟังดูแล้วเหนื่อยเหมือนกันนะ

การเดินวิชามันไม่ได้เหนื่อยขนาดนั้น ผมทำอย่างน้อย 7 รอบต่อวัน 

ถ้าไม่ทำ แล้วมารมันเล่นงานเรา อีทีนี้ เหนื่อยแน่

4) ผ่าน 18 กาย ขอรัตนะเจ็ดไปแล้ว จนถึงปราบมารได้ แล้วสำเร็จอรหันไหมครับ

วิชา 18 กายเป็นวิชาระดับอนุบาล  ขอรัตนะเจ็ดก็ยังนับว่าเป็นระดับอนุบาลด้วย 

การปราบมารเป็นเรื่องของคุณลุง เราอย่าไปยุ่ง

การสำเร็จพระอรหันต์ต้องทำวิชชา 3 กับ วิปัสสนาญาณ 10  ถ้าเห็นกายธรรมพระอรหัตตลอด 24 ชั่วโมงก็ถือว่าบรรลุแล้ว

ถ้าเห็นไม่ครบ 24 ชั่วโมงก็ยังไม่ใช่ แต่ก็ใกล้เคียงแล้ว  ส่วนใหญ่จะเป็นพระอริยบุคคลไปแล้ว

 

สงสัย
IP: xxx.121.185.5
เขียนเมื่อ Mon May 02 2011 22:21:07 GMT+0700 (ICT)

เรียนคุณ มนัส

ผมพอจะเข้าใจบ้างแล้วครับ แต่ขอถามอีกนึดนึงนะครัับ

เรื่องของกรรมนี่ เกิดจากมารมันทำอย่างเดียวเลยหรือป่าว

ไอ้เรื่องของมารที่มันมาทำให้เราลำบาก ทุกข์ยาก ก็พอจะเชื่อได้

แต่อยากรู้ว่าไอ้ที่ว่ากรรม นี้ มารเป็นคนทำแต่ผู้เีดียวรึป่าว

และถ้าผมอยากเรียนกับ ดร.มนัส จะให้ ดร.ช่วยคำนวณบารมีให้ผมหน่อยได้ไหมครับ

ดร. มนัส โกมลฑา
เขียนเมื่อ Tue May 03 2011 08:25:00 GMT+0700 (ICT)

เรียน คุณสงสัย [IP: 124.121.185.5]

ต่อไปนี้เป็นเงื่อนไข ผมจะไม่ตอบปัญหาของคุณต่อไปข้างหน้า ถ้าคุณไม่อ่านหนังสือของหลวงพ่อวัดปากน้ำกับคุณลุงให้มากพอสมควร

ติดต่อมาที่นี่ komoltha4299@gmail.com

ผมอยากจะรู้ว่า คุณมีหนังสือเล่มไหนบ้างแล้ว  อ่านเล่มไหนไปบ้างแล้ว

ตอนนี้ ผมเดาเอาว่า คุณฟังคนโน้นคนนี้มา  แล้วจับแพะชนแกะไปเรื่อย  อย่าทำอย่างนั้น  มันอันตรายมาก

1) เรื่องของกรรมนี่ เกิดจากมารมันทำอย่างเดียวเลยหรือป่าว

กรรมชั่วทั้งหลายนั้น  คุณเป็นคนทำ คุณจึงต้องรับผลของกรรมชั่วเหล่านั้น  มารเขาไม่ได้ทำ  แต่มารเป็นผู้สอดแทรกยุแยงใจให้คุณทำ

ในทางตรงกันข้าม ถ้าคุณทำความดี แสดงว่า ภาคพระเข้าแทรกแซงใจคุณให้คุณทำความดี  กรรมดีที่ได้ก็ส่งผลให้คุณประสบแต่สิ่งดีๆ

2) และถ้าผมอยากเรียนกับ ดร.มนัส จะให้ ดร.ช่วยคำนวณบารมีให้ผมหน่อยได้ไหมครับ

คุณจะบ้าหรือไง..  ผู้ที่จะคำนวณบารมีให้ใครได้ คือ พระพุทธเจ้าเท่านั้น  หาเรื่องให้ผมลงเซฟซะแล้ว

ผมทำได้แต่เพียง "แนะนำ" หนทางที่ทำความดีเท่านั้น 

คุณสงสัย ผมเป็นด็อกเตอร์นะคุณ  ถามปัญหานั้น  ควรจะลึกพอสมควร  อ่านก่อน พอพบปัญหาลึกๆ ค่อยมาถาม 

ถามปัญหาตื้นๆ แบบไม่อ่านมาเลยนี่  มันเซ็งๆ นะคุณ

 

สงสัย
IP: xxx.121.185.5
เขียนเมื่อ Tue May 03 2011 09:27:12 GMT+0700 (ICT)

ผมอ่านมาพอสมควรแล้วครับ ผมอ่านปราบมาร 1-5 มาบ้างแล้ว แล้วก็ คู่มือเห็นดวงธรรม อะไรซักอย่างของหลวงพ่อวัดปากน้ำน่ะครับแต่บางเรื่องไม่เข้าใจ อ่า่นแล้วยังไงไม่รู้ครับไม่ค่อยรู้เรื่อง ผมเคยอ่านประวัติที่ให้แม่ชีตรวจดูว่าคนที่ตายนี้อยู่ที่ไหน ต้องใช้แม่ชี 3 ท่านตรวจ ว่าเห็นตรงกันมั้ย แต่ ริว สแกนกรรมเค้าไม่เห็นนั่งสมาธิอะไรเลย เค้าก็เห็นผีได้ รู้วิธีแก้กรรมต่างๆ เป็นต้น

อันนี้เป็นวิชาของภาคมารรึป่าวครับ ทำไมถึงแน่ขนาดนั้น ขอออกนอกเรื่องหน่อยนะครับเพราะอยากรู้

ดร. มนัส โกมลฑา
เขียนเมื่อ Tue May 03 2011 11:02:51 GMT+0700 (ICT)

เรียน คุณสงสัย [IP: 124.121.185.5]

อ่านใหม่ให้เป็นระบบ  ตั้งใจอ่านด้วย  ไม่ใช่อ่านผ่านๆ ไป

หนังสือผู้ใดเห็นดวงธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต ตถาคตคือ ธรรมกาย  คุณลุงการุณย์ บุญมานุชเป็นคนเขียน  ไม่ใช่หลวงพ่อวัดปากน้ำเขียน  แต่คุณลุงเขียนเพื่อขยายความหนังสือ "ทางมรรคผล วิธีไหว้พระ บูชาพระก่อนเวลาภาวนา" เพราะ คนอ่านหนังสือของหลวงพ่อวัดปากน้ำแล้วไม่รู้จะปฏิบัติตามอย่างไร

แม่ชีอะไรนั้น ผมไม่รู้เรื่องของท่าน  จึงไม่กล้าวิจารณ์  การตรวจว่าคนตายแล้วไปไหน ไปสุคติ หรือไปอบายภูมิ  วิทยากรของเราตรวจได้หลายคน

และไม่ต้องมาตรวจเพื่อ check ว่า เห็นตรงกันหรือไม่  ใครตรวจก็เหมือนกัน 

คนที่ scan กรรม X-ray กรรม  ตรวจกรรม  แก้กรรมในสื่อทั้งหลายนั้น  เท่าที่ตรวจดูเป็นบางคน พวกนั้นเป็นสาวกของมาร

ผมไม่ได้ตรวจสอบทุกคน  และไม่ได้บอกว่าเป็นใครนะ  ไม่ได้กลัวหรอก  แต่มันจะยุ่ง เพราะที่นี่คือที่สาธารณะ

อยากรู้ตอนมาเรียนให้มาถามใหม่  ถ้าคุณผ่านวิชา 18 กาย คุณสามารถตรวจสอบได้ด้วยตนเอง

ขอแถมนิดหนึ่ง  ที่ scan มั่ง X-ray มั่ง ทั้งหลายนั้น  "ไม่จริง"  มารมันชักจูงไปให้เห็นอย่างนั้น

บางคนก็ใช้เทคนิควิธีคล้ายกับการเล่นกล

ไร้สาระน่า......... มันไม่ได้ทำให้เราพ้นทุกข์ได้  ดูเอามันเหมือนดูหนัง  ให้โทษด้วย ถ้าไปยึดติด

 

สงสัย
IP: xxx.122.41.1
เขียนเมื่อ Wed May 04 2011 09:38:32 GMT+0700 (ICT)

แต่ยังไงผมอ่านๆ ไปแล้ววิชาธรรมกายก็ไม่ค่อยจะสอดคล้องกับพระไตรปิฎกซักเท่าไหร่นะครับ

ในส่วนที่ว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต ส่วนธรรมกายบอกว่า ผู้ใดเห็นดวงธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต

หลวงพ่อพุทธทาส แปลในส่วนของคำว่าตถาคต ว่า ตถตา ก็ได้ ที่แปลว่าเช่นนั้นเอง พระพุทธเจ้า ท่านเห็นความเป็นเช่นนั้นเอง

ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นความเป็นเช่นนั้นเอง มันผิดกันคนละโยชน์เลย ที่ระหว่างเห็นตถาคต เป็น บุคคล กับ เห็น ตถาคต ว่าเป็นธรรมดาหรือเช่นนั้นเอง ผมสงสัยว่า ผู้ใดเห็นดวงธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต มันจะดูเพี้ยนๆ ไปรึป่าว และที่พระพุทธเ้จ้าท่านเคยตรัสว่า พรหมกายก็ดี

ธรรมกายก็ดี ต่างเป็นชื่อของตถาคต ถ้าอย่างนั้น ผู้ใดเห็นดวงธรรม ผู้นั้นเห็นพรหมกายก็ได้สิครับ ข้อมูลตรงนี้ยังไม่มีน้ำหนักที่ว่า

ธรรมกาย เป็นชื่อตถาคตเฉยๆ แต่ไม่่ใช่รึป่าวครับ

IP: xxx.10.87.79
เขียนเมื่อ Wed May 04 2011 11:29:14 GMT+0700 (ICT)

แอบมาแซวคุณสงสัย... ผ่าน 18 กายให้ไ้ด้ด่วน! แล้วจะเข้าใจอะไรได้ดีขึ้นครับ

ดร. มนัส โกมลฑา
เขียนเมื่อ Wed May 04 2011 15:20:13 GMT+0700 (ICT)

เรียน คุณสงสัย [IP: 124.122.41.1]

คุณสงสัยผมเตือนคุณอีกครั้งหนึ่งว่า ให้อ่านมากๆ ก่อน คิดให้มากก่อน แล้วค่อยมาถาม ไม่ใช่นึกสงสัยอะไร ก็ถามอย่างเดียว

ที่คุณสงสัยมาหนนี้ ผมยังเห็นว่า การตอบคุณยังมีประโยชน์มากกว่าที่จะไม่ตอบ จึงตอบอีกครั้งหนึ่ง ต่อไปนี้ ผมจะไม่เกรงใจแล้ว

คือ ผมอาจจะไม่ตอบข้อสงสัยของคุณ หรืออาจจะลบทิ้งไปเลยก็ได้

ถ้าตอบกันต่อไป ก็จะไม่มีประโยชน์อะไรต่อท่านผู้อ่าน

ผมเคยเขียนรวมๆ ไปว่า "พุทธวิชาการ" นั้น ศึกษาศาสนาอย่างไม่เชื่อถือพระไตรปิฎก แต่ไปเชื่อวิทยาศาสตร์กับปรัชญาตะวันตก

ท่านพุทธทาสก็เป็นหนึ่งในนั้น ข้อดีของท่านพุทธทาสก็คือ ท่านเปิดเผย ท่านเชื่ออะไร ท่านคิดอะไร ท่านก็บอกมาตรงๆ

พุทธทาสเคยเสนอให้เผาพระอภิธรรมทิ้งไปเลย เป็นที่ฮือฮามาก..

พุทธวิชาการอีกเป็นจำนวนมาก ทำตัวเป็นอีแอบ เชื่อวิทยาศาสตร์แต่แกล้งโจมตีวิทยาศาสตร์ พุทธวิชาการเหล่านี้ ทำให้ความเชื่อเรื่องนรก-สวรรค์เป็นเรื่องเหลวไหล

คือ ลึกๆ ไม่เชื่อศาสนา แต่เชื่อวิทยาศาสตร์ อธิบายดูเหมือนจะโจมตีวิทยาศาสตร์ แต่ความเป็นจริงโจมตีศาสนาพุทธเสียเอง

เห็นใครสอนไม่ได้ดังใจตัวเอง ก็หาว่า ทำลายพระไตรปิฎก ไม่เชื่อพระไตรปิฎก ตัวเองนั้น ไม่เชื่อพระไตรปิฎกไปเกือบ 40 เล่ม คือ เชื่อนิดเดียว

เวลาจะโจมตีใครก็เลือกเอาพระสูตรไปตีความเพื่อโจมตี พุทธวิชาการพวกนี้ ตายแล้วไปอบายภูมิทั้งหมด

ผมในฐานะนักภาษาศาสตร์ จบปริญญาเอกปรัชญาดุษฎีบันฑิต (สหวิทยาการ) ผมขอยืนยันว่า วิชาธรรมกายสอนถูกต้องตรงตามพระไตรปิฎกทุกประการ สามารถอธิบายได้ทุกพระสูตร

พุทธวิชาการนั้น มั่วตัวจริงเสียงจริง สายปฏิบัติธรรมอื่นๆ ก็อธิบายพระไตรปิฏกไม่ครบถ้วน อธิบายขัดแย้งกันไปหมด

พวกที่เชื่อ ก็เชื่อกันไปอย่างมืดบอดทางปัญญา ไม่มีมันสมองส่วนคิดว่าอย่างนั้นเถอะ

คำว่า ผู้ใดเห็นดวงธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต ตถาคตคือธรรมกาย" นั้น ถูกต้องแล้ว คุณ [IP: 58.10.87.79] บอกไว้ถูกต้องแล้ว

คือ ในดวงธรรมจะมีกายธรรมอยู่ ในกายธรรมก็จะมีดวงธรรมอยู่ กายธรรมหรือธรรมกายนั้นก็คือ พระพุทธเจ้าหรือตถาคต

คำว่า "ธรรม" นั้น ในส่วนละเอียดมีลักษณะเป็น "ดวง" ทั้งหมด ทางเราจึงเรียก "ดวงธรรม"

ถ้าผ่านวิชา 18 กายจะเห็นอย่างชัดเจน ไม่ต้อง "ตีความ" มั่วไปมั่วมาอย่างพุทธวิชาการ

ขอเตือนอีกครั้งหนึ่งเป็นครั้งสุดท้าย อ่านให้มากกว่านี้ ถ้าสงสัยในเนื้อหา เช่น อ่านเนื้อหาตรงนี้ ไม่เข้าใจ สงสัย ยกเนื้อหามาถามกัน อย่างนั้นพอรับได้

จับแพะชนแกะมั่วไป ทั้งๆ ที่ไม่มีความรู้ อย่างนั้น ของร้องอย่ามาถามอีกเลย

บุญธรรม
IP: xxx.47.44.14
เขียนเมื่อ Fri Oct 21 2011 16:26:45 GMT+0700 (ICT)

เรียนคุณ ดร.มนัส

รู้สึกจะพูดได้น่าอ่น เจอกันคงได้ฟังอะไรดีๆ น๊อ?

โดยเฉพาะที่บอกว่า "คนมีศีลมีธรรม" ของคุณ ดร.นั่นน่ะ

เป็นอย่างไรกันหนอ? ถึงได้เที่ยวด่าว่าคนโน้นคนนี้ให้วุ่นวายไปหมด

แถมยังแสดงความ "หลง" ตัวเอง อีกมากมาย.. เป็น ดร. เนี่ย คงรู้ดีทุกเรื่องน๊อ

ศีล ๕ คงสะอาดบริสุทธิ์หมดจดดีแล้วกระมัง.. โอวาทปาฏิโมกข์ ก็คงท่องได้คล่องปาก

ขึ้นใจแน่ๆ.. แต่ถ้าปฏิบัติได้บ้างไม่ต้องมากหรอกน่ะ แค่สํก ๑๐-๒๐% อาจจะดูสม

ศักดิ์ศรี คนที่จะเป็น "ครู" ของใครๆ โดยเฉพาะในเรื่องวิชชาธรรมกาย

สงสัยจะติดนิสัยแบบเดียวกะ "ตะลุงการุณย์" น๊อ.. ปากดีจริงๆ

รึดีแต่ปากกันแน่น๊า.. พูดไปตอนนี้ก็ไลฟ์บอย

รอพิสูจน์กันตอนตาย..คงยังไม่สายกระมัง..

ทั่น ดร...คุณลุงการุณย์.. เฮ้อ กำๆๆๆ

สงสารนะจ๊ะ.. อิอิ

บุญธรรม

ดร. มนัส โกมลฑา
เขียนเมื่อ Fri Oct 21 2011 17:52:36 GMT+0700 (ICT)

คุณบุญธรรม

เพิ่งกลับจากกินหญ้ามาหรือไง สมองหมา ปัญญาควายจริงๆ นะคุณ ที่ผมเขียนไปข้างบนนั้น มันถูกหรือผิด

ถ้ามันผิดในความเห็นคุณ มันผิดอย่างไร

จมูกนั้น ไปรักษามั่ง อภิมหาอมตะมารสมีไชยบูลย์มันจูงจนเป็นแผลแล้ว มันทั้งหลอกลวง ทั้งเอาเงินจากคุณไป ยังจะไปนับถือมันได้อย่างไร

โง่ไม่มีที่ติ..โง่กันทั้งตระกูล..

ผมจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ ผมสอนคนให้เห็นดวงธรรม เห็นกายธรรม ผ่านวิชา 18 กาย ผ่านวิชาขอรัตนะเจ็ดก็แล้วกัน

เคยได้ยินไหม วิชาที่กล่าวไปนั้น

โง่ก็ไปนอกปลักอยู่เฉยๆ นะดีแล้ว หรือตอนนี้น้ำท่วม เลยต้องออกมาจากปลัก..

หรือจะเป็นมหาสุวิทย์ปลอมตัวมาหว่า........

นาย สมพร บุญฤทธิ
เขียนเมื่อ Tue Oct 25 2011 12:27:44 GMT+0700 (ICT)

วัดพระธรรมกายไม่มีการเผยแผ่วิชชาธรรมกายทั้งเบื้องกลาง และเบื้องสูง สอนให้แต่เบื้องต้น ผู้คนที่เห็นนิมิตเป็นดวงแก้วกลมใสแล้ว (ถูกไม่ถูกไม่รู้ด้วย) หรือบางท่านเห็นองค์พระ (จริงไม่จริงไม่รู้) ก็ปฏิบัติต่อไม่เป็น ได้แต่ให้รักษาไว้ หรือประคองนิมิตไว้เท่านั้น ไม่มีการพัฒนาต่อไป (ไม่เจริญวิชชา)

มียายท่านหนึ่งอยู่หมู่บ้านเดียวกัน มาเล่าให้ฟังว่า เห็นธรรมกายมานานแล้ว (ไปปฏิบัติธรรมที่วัดธรรมกาย มีรถรับส่ง) แต่ปฏิบัติต่อไปไม่เป็น ผมก็เลยแนะวิธีต่อธรรมะให้ หลังจากต่อธรรมะไปแล้ว ยายท่านนี้ ดีใจมากที่สามารถปฏิบัติต่อไปได้อีก ไม่หยุดอยู่กับที่หรือถอยหลัง...

ดร. มนัส โกมลฑา
เขียนเมื่อ Tue Oct 25 2011 17:40:51 GMT+0700 (ICT)

คุณสมพร

จากประสบการณ์ของผมนะ ผมฟันธงเลย "ไม่มีใครในวัดไชยบูลย์ที่เห็นดวงธรรมกับกายธรรมอย่างถูกต้องตามหลักวิชา" ดวงธรรมกับกายธรรมที่คนในวัดเห็นนั้น เป็นการเห็นแบบนิมิต ยังไม่ใช่การเห็นตามหลักวิชา 18 กาย

เพราะ คนนั่งไป พยายามทำใจให้หยุดไป มีโอกาสที่จะเห็น "นิมิต" เป็นดวงใสก็ได้ เป็นพระขาวใสก็ได้ เห็นเป็นพระพุทธรูปต่างๆ ก็ได้

การเห็นแบบนี้ ยังไม่ใช่การเห็นที่ถูกหลักวิชา พอเห็นแล้ว ก็อย่างที่คุณว่า เหมือนหมาเห็นเครื่องบิน คนเห็นก็ไม่รู้จะทำต่ออย่างไร

พระในวัดก็ไม่รู้จะสอนต่ออย่างไร

กรรมของสาวกมาร...

นาย สมพร บุญฤทธิ
เขียนเมื่อ Wed Oct 26 2011 08:53:07 GMT+0700 (ICT)

มีข้อสังเกตอยู่อย่างหนึ่งครับ ยายท่านนี้ ไม่เห็นพระธรรมกายเหมือนกับที่วัดธรรมกายจำลองแบบออกมา กลับเห็นต่างออกไป คือ เห็นเป็นพระพุทธปฏิมากร ขาวใส สว่าง เกตุดอกบัวตูม ประทับนั่งอยู่บนองค์ฌาน เหมือนพระพุทธรูปที่คนเขาปั้นไว้ในโบสถ์ในวิหาร

ผมก็ได้ข้อคิดว่า คนโบราณที่เขาปั้นพระพุทธรูปออกมานั้น คนสมัยก่อน เขาคงเห็น "กายพระ" ณ ภายในจึงปั้นออกมาอย่างนั้น ไม่ใช่เป็นศิลปะอะไรๆๆ ที่ศิลปิน หรือเราๆ เข้าใจกันหรอกครับ คนโบราณเขาต้องการสื่อให้คนได้รู้จักและเห็นกาย ณ ภายในของตนที่เป็นที่พึ่งที่ระลึกของเราเอง ได้กราบไว้ บูชา เพราะพระพุทธปฏิมากร "ไม่ใช่" รูปกาย(เนื้อ)มนุษย์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เป็นกาย ณ ภายใน หรือ "ธรรมกาย" นั่นเอง

คนต่อๆ มาเลย ได้เห็นพระพุทธปฏิมากร ซึ่งก็คือ "ธรรมกาย" แต่ไม่ใช่ ศิลปะอะไรที่ศิลปิน หรือ ช่างปั้นจะพึงบรรจงทำไปตามอารมณ์ตัวเองได้

ซึ่งในคัมภีร์ก็มีการกล่าวไว้อย่างชัดเจน ว่า พระอรหันต์ ท่านก็เห็น "ธรรมกาย" หรือ พุทธปฏิมากร ซึ่งเป็นกาย ณ ภายในของสัตว์โลกทุกตัวตน

 อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
 ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์
 
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า