34 ยาที่มีความเสี่ยงสูง (high-alert drugs) กับการระมัดระวังในการใช้สำหรับนักศึกษาพยาบาล

 34 ยาที่มีความเสี่ยงสูง (high-alert drugs) กับการระมัดระวังในการใช้สำหรับนักศึกษาพยาบาล โดยภาณุ อดกลั้น 

34 ยาที่มีความเสี่ยงสูง (high-alert drugs) กับการระมัดระวังในการใช้สำหรับนักศึกษาพยาบาล 

ภาณุ  อดกลั้น

ความหมาย : ยาที่มีความเสี่ยงสูง (high-alert drugs)  หมายถึงยาที่เสี่ยงสูงที่จะก่อให้เกิดอันตราย หรือผลเสียต่อผู้ป่วยที่รุนแรง ถ้าหากมีความผิดพลาดในการสั่งใช้ยา  คัดลอกคำสั่งใช้ยา  จ่ายยา  หรือการให้ยา

แนวทางปฏิบัติเมื่อมีการสั่งใช้ยาที่มีความเสี่ยงสูง

  1. 1.      การสั่งใช้ยาโดยแพทย์ 

1.1  เขียนคำสั่งใช้ยาอย่างครบถ้วน และชัดเจน เช่นระบุความแรง  วิถีทางให้ยา และความถี่ของการให้ยา

1.2  หลีกเลี่ยงการใช้คำย่อที่ไม่เป็นสากล

1.3  หลีกเลี่ยงการสั่งจ่ายยาโดยวาจา/ทางโทรศัพท์ ถ้าจำเป็นให้ตรวจสอบและเซ็นต์กำกับคำสั่งใช้ยานั้นทันทีที่สามารถทำได้

  1. 2.      การคัดลอกคำสั่งใช้ยา 

2.1  ทบทวนคำสั่งใช้ยาให้เข้าใจทั้งชื่อยา ขนาดยา และวิธีการให้ยา หากไม่ชัดเจนควรติดต่อแพทย์ผู้เขียนคำสั่งโดยตรง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ก่อนลอกคำสั่งลงในการ์ดยา

2.2  คัดลอกคำสั่งแพทย์ลงในใบสั่งยาให้ครบถ้วนทั้งชื่อยา  ขนาดยา  และวิธีการให้ยา  โดยหลีกเลี่ยงการใช้คำย่อที่ไม่เป็นสากล

  1. 3.      การตรวจสอบยา และการจ่ายยา 

3.1  ตรวจสอบความถูกต้องทั้งชื่อผู้ป่วย ชนิดยา ขนาดยา  และวิธีการให้ยา อย่างน้อย 2 ครั้งก่อนจ่ายยา หากไม่ชัดเจนให้ติดต่อกลับไปที่หอผู้ป่วย หรือแพทย์ผู้สั่งใช้ยาโดยตรง

3.2  ตรวจสอบวันหมดอายุของยา

3.3  ตรวจสอบความถูกต้องของการเตรียมยา เช่น การใช้ตัวทำละลายที่เหมาะสมในกรณีที่ต้องละลายหรือเจือจางยา

3.4  หลีกเลี่ยงการรับคำสั่งใช้ยาทางโทรศัพท์ โดยคำสั่งใช้ยาต้องเป็นลายลักษณ์อักษร

  1. 4.      การให้ยา 

4.1  จัดเตรียมยาสำหรับผู้ป่วยตามคำสั่งแพทย์

4.2  ให้ยาอย่างถูกต้องตามหลัก 6 R คือ ถูกต้องตามชนิดของยา  ถูกต้องตามขนาดยา  ถูกต้องตามวิถีทาง  ถูกต้องตามเวลา  ถูกต้องตามผู้ป่วย  และการบันทึกการให้ยาถูกต้อง

4.3  ประเมินผลการตอบสนองของยานั้น และสังเกตอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา หากเกิดขึ้นให้รายงานแพทย์ และแจ้งให้เภสัชกรทราบ

 

  1. 5.      การเก็บรักษา 

5.1  เก็บรักษายาให้เหมาะสมกับชนิดของยา เช่น ยาที่ต้องแช่เย็นเก็บในตู้เย็น  ยากันแสงต้องเก็บในซองสีชา หรืออยู่ในภาชนะบรรจุที่ป้องกันแสง

5.2  ควรแยกยากลุ่มนี้ไว้ห่างกับยาที่มีรูปลักษณ์ภายนอกของภาชนะบรรจุที่คล้ายคลึงกัน เพื่อลดความคลาดเคลื่อนในการจ่าย/เตรียมยา

5.3  ติด Sticker สีแดงที่ภาชนะที่เก็บยา เพื่อให้ชัดเจน และเพิ่มความระวังในการใช้ยามากขึ้น

 

34 ยาที่มีความเสี่ยงสูง (high-alert drugs) ที่ต้องรู้ 

1.Adrenaline Injection

แนวทางการบริหารยา

1.ใช้ในกรณี แก้แพ้ยา หลอดลมตีบ หัวใจหยุดเต้น ความดันโลหิตต่ำอย่างรุนแรง

2.ผลข้างเคียง คลื่นไส้ เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ สั่น วิงเวียน หน้ามืด

3.ข้อควรระวัง  ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว หยุดหายใจ อาจเกิด ventricular fibrillation, pulmonary edema ซึ่งถึงแก่ชีวิตได้

บทบาทของพยาบาล

1.ตรวจดู vital sign: BP ทุก 3-5 นาที, pulse rate

2.รายงานแพทย์ทันทีเมื่อพบอาการ tachycardia, palpitation, BP สูง

3.ตรวจดู IV site เพราะอาจเกิด tissue necrosis ได้ ถ้ามียารั่วออกมา

 

2. Amiodarone (CordaroneÒ) Injection, Tablet

แนวทางการบริหารยา    

1.cardiac arrest (VF/pulseless VT)

                                Step 1: 300 mg. dilute 5%D/W 30 ml. IV push 3-5 นาที (ซ้ำได้อีก 150 mg. IV) สูงสุดไม่เกิน 2.2 g/ 24 hrs

                2.wide complex tachycardia (stable) 24 ชั่วโมงแรก ให้ยา 1000 mg. โดยให้ตามลำดับ ดังนี้

                                Step 1: 150 mg (100 ml.) ใน 10 นาทีแรก (ผสม 3 ml. ใน 100 ml. D-5-W)

                                Step 2: 360 mg. (200 ml) ใน 6 ชั่วโมงถัดไป (ผสม 18 ml. ใน 500 ml. D-5-W)

                                Step 3: 540 mg. (300 ml.) ใน 18 ชั่วโมงถัดไป

บทบาทของพยาบาล

1.ตรวจการทำงานของหัวใจเสมอ วัดชีพจร สังเกตความแรง ความถี่ และการเป็นจังหวะ

2.เตรียม Dopamine ไว้ใช้แก้ไขยามฉุกเฉิน

3.แนะนำงดสุรา ไวน์เบียร์ งดสูบบุหรี่ เตือนผู้ป่วยให้งดคาเฟอีน ในชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง และระวังการใช้ร่วมกับยาบางชนิด เช่น Cafergot

4.อาจเกิด prolong QT interval (เช่นให้ร่วมกับยา procainamide)

3. Atropine Injection

แนวทางการบริหารยา

                1.ให้ 1 mg ฉีดเข้าทางเส้นเลือดดำช้าๆ และให้ซ้ำได้ 3-5 นาที หากยังไม่ตอบสนอง แต่ไม่เกิน 3 mg

                2.กรณีหัวใจเต้นช้า อาจให้ขนาด 0.5-1 mg ซ้าได้ทุก 3-5 นาที ขนาดโดยรวมไม่เกิน 3 mg หรือ 0.04mg/kg

บทบาทของพยาบาล

                1.ติดตามอัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต และ Mental status

                2.ห้ามผสมยาร่วมกับยา Ampicillin,Chloramphenicol,Adrenaline,Heparin,Warfarin

                3.อาการข้างเคียงที่อาจพบได้ เช่น ปากแห้ง,ตาพร่ามัว,หัวใจเต้นช้า,ชีพจรเต้นเร็ว,รูม่านตาขยายและการปรับภาพเสีย

 

4. Calcium gluconate Injection

แนวทางการบริหารยา

1.ข้อบ่งใช้ ในผู้ป่วยที่มีหรือสงสัยว่ามี Hyperkalemia (เช่น ผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง) หรือภาวะ Calcium ต่ำ (เช่น หลังได้รับเลือดหลายครั้ง)

2.ค่าปกติ 4.5-5.5 mEq/L (Ionized Calcium)

-          Calcium ต่ำ จะชักกระตุก ปากเบี้ยว นิ้วชา กล้ามเนื้อเป็นตะคริว เลือดออกง่าย หัวใจบีบตัวอ่อนลง

-          Calcium สูง กล้ามเนื้อจะเปลี้ย ปวดบริเวณกระดูก

บทบาทของพยาบาล

1.ควรผสม Calcium ใน D-5-W ไม่ควรใช้ NSS เพราะ sodium ทำให้ calcium ขับออกเร็วขึ้น

2.ห้ามผสมใน Bicarbonate เพราะจะตกตะกอน

3.ดูการใช้ยาอื่นร่วมด้วย เช่น

-          Calcium เสริมฤทธิ์ digoxin

-          HCTZ เสริมฤทธิ์ calcium ในเลือด

-          Calcium blocker, Tatracycline, NaCl ลด Calcium ในเลือด

 

  1. 5.      Cyclophosphamide

แนวทางการบริหารยา

1.ควรรับประทานยาพร้อมอาหารหรือหลังอาหารเพื่อลดผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหาร

2.ในระหว่างการใช้ยาควรดื่มน้ำประมาณ 2-3 ลิตร/วัน และปัสสาวะทิ้งบ่อยๆ เพื่อลดอัตราการเกิดเลือดออกในกระเพาะปัสสาวะ (Hemorrhagic cystitis) ซึ่งจะมีปัสสาวะเป็นสีแดงจางหรือเป็นเลือดได้

3.ก่อนใช้ยาต้องตรวจเม็ดเลือดขาวและเกร็ดเลือด โดยเม็ดเลือดขาวต้องมากกว่า 3000/มม3 และ เกร็ดเลือดมากกว่า 100,000/มม3  

4.ในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน ควรมีการตรวจระดับน้ำตาลเพื่อป้องกันการเกิด hypoglycemia

5.เนื่องจากยามีผลต่อการกดไขกระดูก   ดังนั้นจึงควรแนะนำให้ผู้ป่วยระมัดระวังการติดเชื้อ หากมีไข้ เจ็บคอให้รีบมาพบแพทย์เพื่อทำการตรวจหาสาเหตุต่อไป

 

6. Digoxin Injection,Tablet ,Elixir

แนวทางการบริหารยา

            1.ควรหลีกเลี่ยงการใช้ชื่อการค้า Lanoxin

                2.ขนาดยารับประทานทั่วไปในผู้ใหญ่ 0.125-0.375 มิลลิกรัม/วัน  วันละครั้ง (ยกเว้นผู้ป่วยที่ต้องการยาระดับสูงทันที อาจให้เพิ่มขนาดครึ่งถึงหนึ่งเท่าครึ่งของขนาดปกติ ทุก 6-8 ชั่วโมง ซึ่งต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์)

                3.ห้ามใช้ในผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตาย โรคไตขั้นรุนแรง ผู้ป่วยที่มี K ต่ำ

4.อาการพิษ ได้แก่ หัวใจเต้นช้า หัวใจหยุดเต้น กดสมอง อาจทำให้เสียชีวิตได้

บทบาทของพยาบาล

1.สอนผู้ป่วยให้จับชีพจรตนเองก่อนกินยา ถ้าต่ำกว่า 60 ครั้ง/นาที ต้องบอกพยาบาล/แพทย์

2.แนะนำให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารที่มี K สูง เช่น กล้วย ส้ม

3.เมื่อให้ยาน้ำต้องใช้หลอดหยดที่มีขีดระบุชัดเจน

4.ถ้าต้องทำ cardiovasion ในผู้ป่วยที่ได้ digoxin ไปแล้ว ต้องใช้กำลังไฟฟ้าต่ำ (10-20 J)

7. Dobutamine Injection

แนวทางการบริหารยา

            1.ขนาดบริหารยาทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แตกต่างตามวัตถุประสงค์และต่ำกว่า Dopamine และขนาดสูงสุด 40 mcg/kg/min IV ในผู้ใหญ่และเด็ก (USFDA ไม่รับรองการใช้ในเด็ก)

                2.ไม่มีข้อบ่งใช้ในการรักษาผู้ป่วยความดันเลือดต่ำ

บทบาทของพยาบาล

1.จัดวางยาให้ห่างจาก dopamine

 2.ไม่ควรสำรองยาบนหอผู้ป่วยเพื่อลดโอกาสสับสนกับ dopamine เนื่องจากไม่มีข้อบ่งใช้ที่ฉุกเฉิน

3.ไม่ผสมร่วมกับ Sodium bicarbonate หรือสารละลายที่เป็นด่างแก่

 

8. Dopamine Injection

แนวทางการบริหารยา

1.ระวัง ห้ามใช้ร่วมกับ Dilantin เพราะทำให้ความดันต่ำ และหัวใจเต้นช้าลง (Bradycardia)

2.Sodium bicarb. ทำให้ Dopamine หมดฤทธิ์ได้ และห้ามให้ยาในสายเดียวกัน

3.ข้อบ่งใช้ รักษา symptomatic bradycardia ที่รักษาด้วย atropine ไม่ได้ผล หรือรักษาภาวะความดันโลหิตต่ำ (ไม่มี hypovolemia)

บทบาทของพยาบาล

1.ตรวจบริเวณที่ให้ยาทุก 30-60 นาที เพราะยาอาจรั่วซึม ทำให้เกิดเนื้อตายได้

2.ให้ทางเส้นเลือดใหญ่ เช่น central vein

3.ควรใช้ infusion pump ในการให้ยาเสมอ

4.ถ้าสารละลายเปลี่ยนสีจากสีเหลืองอ่อน  ๆ ต้องทิ้ง

5.ห้ามหยุดยากะทันหัน เพราะจะทำให้ความดันลดต่ำมากทันที

6.การหยุดยาต้องค่อย ๆ ลดขนาดยาทีละน้อย

7.ห้ามผสมกับ Sodium bicarbonate

8.จัดวางยาให้ห่างจาก Dobutamine เพื่อป้องกันการหยิบยาผิด

 

9. Enoxaparin sodium (0.4,0.6 ml)

แนวทางการบริหารยา

                1.ห้ามฉีดเข้ากล้าม

                2.ห้ามใช้ยาในภาวะที่กำลังมีเลือดออกอย่างมาก หรืออยู่ในภาวะที่มีความเสี่ยงสูงต่อการมีเลือดออกที่ควบคุมไม่ได้ รวมถึงเคยเกิดหลอดเลือดในสมองแตกเมื่อไม่นานมานี้

                3.เมื่อมีการทำ Spinal/Epidural anesthesia ร่วมกับการใช้ Enoxaparin การใส่และถอด catheter ควรทำเมื่อฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือดจากการให้ Enoxaparin ผ่านไปนาน 10-12 ชม.

                4.ระมัดระวังการใช้ร่วมกับยา ASA,NSAIDs,Ticlid,Dextran40,Glucocorticoids,Thrombolytics and anticoagulants เนื่องจากจะยิ่งทำให้มี bleed มากขึ้น

บทบาทของพยาบาล

            1.ไม่ควรไล่ฟองอากาศก่อนฉีดยา ควรฉีดในขณะที่ผู้ป่วยนอนราบ ฉีดยาเข้าใต้ผิวหนังบริเวณผนังหน้าท้องด้านข้างของลำตัวโดยฉีดสลับด้านซ้ายและขวา

                2.ควรติดตามตรวจนับจำนวนของเกล็ดเลือดในระหว่างการใช้ยา ถ้าต่ำกว่า 30-50%ของค่าเริ่มต้น ต้องหยุดยาทันที

                3.แก้ไขภาวะการได้รับยาเกินขนาดด้วยการให้ protamine

                4.หากเกิด skin necrosis บริเวณที่ฉีดยา ซึ่งมักมีอาการนำมาก่อน เช่น มีจุดเลือดออกใต้ผิวหนัง หรือแผ่นผิวหนังเป็นรอยแดงแข็ง และเจ็บปวดบริเวณนั้น ให้หยุดยาทันที

                5.เฝ้าระวังอาการ bleed เช่น จ้ำเลือด,เลือดกำเดา, เลือดออกตามไรฟัน,ปัสสาวะเป็นเลือด เลือดออกในทางเดินอาหาร

 

 

 


10. Heparin

แนวทางการบริหารยา

1.ห้ามฉีดเข้ากล้ามเพราะอาจเกิดอันตรายจากการห้อเลือด

2.ห้ามใช้ในผู้ป่วยระหว่างผ่าตัดตา สมอง หรือไขสันหลัง และภายหลังจากการผ่าตัดเหล่านี้

3.ห้ามใช้ในผู้ป่วยโรคเลือดออก รวมทั้ง haemophilia มีการซึมออกของเลือดหลังผ่าตัด โรคแผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้ วัณโรคที่มีอาการรุนแรง การทำแท้ง โรคตับและไต ดีซ่าน หรือความดันโลหิตสูงอย่างรุนแรง

4.ไม่ควรใช้ร่วมกัน Aspirin เนื่องจากจะไปเพิ่มฤทธิ์ของ Heparin

บทบาทของพยาบาล

1.Side effects เกร็ดเลือดต่ำ เลือดออกง่าย โปแตสเซียมสูง

2.Monitor PTT, Platelet count, Hemoglobin, สังเกตอาการเลือดออกที่อวัยวะต่างๆ เช่นผิวหนังมีจ้ำเลือด โดยเฉพาะเมื่อมีการให้ร่วมกับ Warfarin

3.ห้ามผสมกับยา Amikacin,Amiodarone,Amphotericin B,Atracurium,Ciprofloxacin, Dobutamine

4.Antidote ให้ฉีด Protamine sulfate ช้าๆ

 

11. Insulin

แนวทางการบริหารยา

1.ระวังการเกิดน้ำตาลในเลือดต่ำหรือสูงเกินไป ซึ่งอาจเกิดจากการให้ยาผิดชนิด ผิดขนาด ให้ผิดเวลา ให้ผิดคน หรือผู้ป่วยเองรับประทานอาหารผิดเวลา หรือรับประทานอาหารมากหรือน้อยผิดปกติ

2.แพทย์ควรระบุชนิดของอินซูลินที่ต้องการใช้ให้ชัดเจน ควรสั่งใช้โดยระบุชื่อสามัญทางยา ในทุกขั้นตอนของการให้ยา

บทบาทของพยาบาล

1.ตรวจสอบชนิดยาอินซุลินและวันหมดอายุของยา ก่อนให้ยาผู้ป่วย

2.สอนผู้ป่วยให้สังเกตตัวเองเวลาระดับน้ำตาลต่ำ และสอนวิธีแก้ไข เช่น ดื่มน้ำหวานหรืออมลูกอมรสหวาน

3.ดู Vital sign เพราะอาจเกิด Tachycardia ได้

4.ดูระดับน้ำตาลในเลือด ค่าปกติของน้ำตาลในเลือด(DTX) ควรเป็น 60-100 mg/dl ในพลาสมา(FBS)ควรเป็น 70-110 mg/dl

5.สอนวิธีการดูดยาและวิธีฉีดยาที่ถูกต้อง

 

12. Magnesium sulfate inj

แนวทางการบริหารยา

1.งดการใช้ชื่อย่อที่ก่อให้เกิดความสับสนกับยาอื่น เช่น MgSO4 vs MSO4

2.มี 2 ขนาดคือ      10%MgSO4 10 ml (MgSO4 1 g มี Mg2+ 8 mEq ใน 10 ml)

50%MgSO4 2 ml (MgSO4 1 g มี Mg2+ 8 mEq ใน 2 ml)

        3. ระวังสับสนกับ Morphine sulphate

4.ระวังในผู้ป่วยที่ใช้ยา digoxin เนื่องจากอาจทำให้เกิด heart block ได้

5.ห้ามใช้ในในผู้ป่วยที่เกิด heart block หรือมี myocardial damage,ผู้ป่วย pre-eclampsia ที่อยู่ในระหว่างการคลอด 2 ชั่วโมง,ในผู้ป่วยที่มีภาวะไตบกพร่องอย่างรุนแรง

บทบาทของพยาบาล

1.ตรวจสอบ infusion pump ขณะให้ Magnesium sulfate เสมอ

2. การให้ IM ควรฉีดที่กล้ามเนื้อลึกๆ (deep IM) ของขนาดที่ไม่เจือจาง 50% (ในเด็กต้องเจือจางให้ความเข้มข้นไม่เกิน 20%) ส่วนการให้ IV push ต้องเจือจางและไม่ให้เร็วกว่า 150 mg/min ส่วน IV infusion ให้ไม่เกิน 1.5 ml/min ของความเข้มข้น 10% ยกเว้นกรณีที่เป็น severe eclampsia (อาจให้ 2 g/hr เพื่อป้องกันการเกิด hypotension กรณีที่เป็นรุนแรงอาจให้ 4 g/hr)

3.ติดตามอาการพิษจากยา ได้แก่ หัวใจเต้นช้า, หน้าแดง, ปวดศีรษะ, คลื่นไส้, อาเจียน, ไม่มีแรง, หายใจสั้น เหงื่อออก, ความดันเลือดต่ำ, อาการไม่รู้สึก (stupor), กดการตอบสนอง (depressed reflexes), อุณหภูมิต่ำ

การแก้พิษ:

-          ดูแลเรื่องความดันโลหิตและการหายใจของผู้ป่วยให้เป็นปกติ

-          ฉีด calcium gluconate ช้าๆ (Ca 5-10 mEq) หรือ 10-20 ml ของ สารละลาย 10% (อาจเจือจางด้วย 0.9% sodium chloride) เพื่อ reverse heart block หรือ respiration depression

-          อาจทำ dialysis ถ้าการทำงานของไตผู้ป่วยลดลง

4.monitoring การทำงานของไต, อัตราการเต้นของหัวใจ, ความดันโลหิต, อัตราการหายใจ, วัดระดับ Mg ในเลือด ทุก 12-24 ชม.หลังการ infusion

 

13. Methotrexate tablet

แนวทางการบริหารยา

1.แพทย์ควรเขียนคำสั่งใช้ยาอย่างสมบูรณ์ และระบุขนาดยาว่า 2.5 mg ทุกครั้ง รวมทั้งวิธีการให้ยา

2.ควรมีการสั่งตรวจLab การทำงานของตับ (AST และ ALT) และไต (BUN และ Creatinine) เป็น baseline ก่อนได้รับยา

            3.ตรวจสอบประวัติการเป็นไวรัสตับอักเสบ ,ดีซ่าน,ตัวเหลือง,ตาเหลือง ของผู้ป่วย

            4. ไม่ควรใช้ตัวย่อ MTX เพราะอาจสับสนกับ MTV

5.ระวังการใช้ร่วมกับยา Salicylate,Sulfonamides,High doses of penicillins,NSAIDS เพราะจะเพิ่มพิษของ Methotrexate

6.ห้ามใช้ในคนไข้โรคตับและไตอักเสบหรือคนไข้โรคโลหิตจางอย่างรุนแรง leucopenia ,thrombocytopenia,alcoholic liver diseases,AIDS,pre-existing blood dyscrasias ห้ามใช้ในสตรีมีครรภ์หรือให้นมบุตร

บทบาทของพยาบาล

1.ให้ผู้ป่วยงดการดื่มแอลกอฮอล์

2.เฝ้าระวังอาการที่แสดงว่ามีระดับยาสูง ได้แก่ ปัสสาวะมีสีส้มแดง,อุจจาระสีดำ,เป็นไข้,มีแผลในปาก,มีจ้ำเลือดหรือเลือดออกผิดปกติ,อาเจียน,เท้าหรือข้อเท้าบวม,ชัก

3. วิธีแก้พิษเมื่อได้รับยาเกินขนาด : โดยให้ Calcium leucovorin ทันที ส่วนในกรณีที่ป้องกันการตกตะกอนของยา Methotrexate ในไต ควรให้สารน้ำและปรับปัสสาวะให้เป็นด่าง หรืออาจทำ hemodialysis หรือ peritoneal dialysis ซึ่งสามารถช่วยให้การกำจัด Methotrexate ดีขึ้น

 

14. Nitroglycerine injection (glyceryl trinitrate) (50mg/10mL.)

แนวทางการบริหารยา

1.การให้ยาต้องฉีดแบบ IV Infusion เท่านั้น

2.Dilution ที่ใช้อาจจะเป็น 5% Dextrose Inj. B.P. หรือ 0.9% NSS โดยสารละลายจะต้องอยู่ในภาชนะที่เป็นแก้วเท่านั้น เพราะภาชนะที่เป็นพลาสติกจะดูดสารละลายยาเข้าไปได้ 

3.ไม่ควรให้ยากับผู้ป่วยที่เป็นโรคโลหิตจาง หรือผู้ป่วยบาดเจ็บหรือมีเลือดออกในสมองเพราะยาอาจไปเพิ่มความดันในกระโหลกศีรษะได้, ไม่ควรให้ยากับผู้ป่วยที่เป็นต้อหินเพราะยาอาจไปเพิ่มความดันของลูกตาได้, ไม่ควรให้ยาร่วมกับแอลกอฮอล์เพราะอาจทำให้ความดันโลหิตลดต่ำลงได้

บทบาทของพยาบาล

1. Monitor Blood pressure, Heart rate, PCWP

2. ไม่ควรผสมสารละลายยา Nitroglycerin Injection กับยาตัวอื่นๆ

3.ต้องระวังกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการของความดันโลหิตต่ำ เช่นเป็นลม วิงเวียน อ่อนเพลีย โดยเฉพาะความดันโลหิตต่ำเมื่อเปลี่ยนอิริยาบทอันเนื่องมาจากได้รับยาเกินขนาด ต้อง consult แพทย์ เพื่อลดขนาดยาลง

 

15. Nitroprusside Sodium Injection

แนวทางการบริหารยา

1.ให้ IV เท่านั้น

2.ห้ามผสมยาอื่นใน syringe เดียวกัน

3.ระวังความดันโลหิตต่ำลงอย่างรุนแรง หยุดหายใจ กล้ามเนื้อกระตุก หัวใจหยุดเต้น

บทบาทของพยาบาล

1.วิธีการบริหารยา

1.1 ละลาย sodium nitroprusside 50 mg ด้วย 5% dextrose in water 2-3 ml (ต้องเป็น

5% dextrose in water เท่านั้น)

                1.2 เจือจางด้วย 5% dextrose in water เพื่อให้ได้ความเข้มข้นที่ต้องการ

ขนาด sodium nitroprusside (mg)

50

ปริมาณของ 5% dextrose in water (ml)

250

500

1000

ความเข้มข้นที่ได้ (mcg/ml)

200

100

50

หมายเหตุ บริษัทยาแนะนำให้ใช้ 5% dextrose in water เป็นตัวทำละลายเท่านั้น แต่การใช้ sterile water for  injection ก็สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย

2.หุ้มขวดหรือถุงใส่สารละลายตลอดสาย IV เพื่อกันแสง

3.ให้ยาภายใน 24 ชั่วโมง หลังผสมเสร็จ ถ้าเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม หรือสีฟ้าห้ามใช้

4.ระวังยารั่วออกจากเส้นเลือด จะทำให้ปวดมาก

5.ห้ามหยุดยากะทันหัน

6. metabolite ของ sodium nitroprusside คือ cyanide และ thiocyanate ดังนั้นจึงต้องเฝ้าระวังพิษของ thiocyanate  และ CO2 retention ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการ metabolic acidosis, confusion, blurred vision, nausea และ ataxia4

 

 

16. Potassium Chloride injection (KCl20 meq/10 ml)

แนวทางการบริหารยา

1. การสั่งจ่ายต้องสั่งในหน่วย mEq เท่านั้น และให้ระบุหน่วยทุกครั้ง รวมทั้งปริมาณ LVP ที่ให้  

2.การสั่ง Peripheral IV ห้ามเกิน 40 mEq/L ส่วน Central Line ห้ามเกิน 80 mEq/L และต้อง monitor

3. ห้ามให้ IV push, IV bolus เพราะทำให้หัวใจหยุดเต้นได้

บทบาทของพยาบาล

1.เมื่ออัตราเร็วในการให้ยามากกว่า 10 meq/hr ควรใช้ infusion pump

2.ผู้ป่วยที่มีการทำงานของไตบกพร่องหรือ Heart block ควรลดอัตราเร็วในการบริหารยาลงประมาณครึ่งหนึ่ง

3.เฝ้าระวังอาการที่แสดงว่ามีระดับโปแตสเซียมสูง หากพบ Serum potassium เกิน 5.5 meq/L ต้องตามแพทย์ ได้แก่อาการ ท้องเสีย คลื่นไส้อาเจียน ท้องอืด หัวใจเต้นช้า ปัสสาวะบ่อย อ่อนเพลีย ชาปลายมือปลายเท้า

4.การแก้ไขภาวะพิษของโปแตสเซียมสูง

-ให้ RI 10 units + 50% glucose 50-100 ml IV stat

-ให้ Sodium bicarbonate สำหรับภาวะ acidosis

-ให้ 10% Calcium gluconate 10 ml ทาง IV ช้าๆใน 5 นาที อาจให้ซ้ำได้อีกหลังให้ยาครั้งแรกนาน 5 นาที ถ้า EKG ยังผิดปกติ

5. monitor EKG , Vital sign

6. ถ้าปริมาณปัสสาวะน้อยกว่า 600 mg/day อาจเกิด K+ สะสมได้

 

17. Sodium Bicarbonate Injection(NaHCO3)

แนวทางการบริหารยา

1.Dosage form: 7.5% (7.5 mg/mL=8.92 mEq/ 10 mL) ขนาดบรรจุ10 ml และ 50 ml.

            2.การให้ยาในเด็กอายุ < 2 ปี การให้ยาในอัตราเร็วอาจทำให้เกิดภาวะ Hypernatremia, CSF pressure ลดลง และภาวะเลือดออกในสมอง

                3.การใช้ I.V. NaHCO3 ใช้สำหรับภาวะmetabolic acidosis และภาวะ Hyperkalemia ซึ่งเหนี่ยวนำให้เกิดหัวใจวายได้

4.Cardiac arrest ไม่แนะนำให้ใช้เป็นประจำ (โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ CPR โดยไม่ใส่ท่อช่วยหายใจ)

-Infant &children: I.V. 0.5-1 mEq/kg/dose ให้ซ้ำทุก 10 นาที อัตราเร็วของการให้ยา ไม่

ควรเกิน 10 mEq/นาที

-Neonate &children < 2 ปี ควรได้รับยาขนาด 4.2% solution (0.5mEq/mL)

-Adult :I.V. bolusเริ่มต้น 1mEq/kg/dose 1 ครั้ง ,Maintenance  0.5 mEq/kg/dose ทุก 10 นาที

บทบาทของพยาบาล

1.เก็บที่อุณหภูมิห้อง ห้ามใช้เมื่อเปลี่ยนสีหรือมีตะกอน

2.Monitor -Vital sign ,pH

-Serum Na:135-147 mEq/L(Overdose:Hypernatremia >150 mEq/L การรักษาให้diuretic,free water supplement)

-Seizure (การรักษาให้ Diazepam 0.1-0.25 mg/kg)

3.ห้ามผสมรวมกับยา Amphotericin B,Amino acid,Amiodarone,Atropine,Calcium gluconate, Ciprofloxacin,Dopamine

4.flush IV line ก่อนและให้ยาระหว่าง CPR

 

18.  Streptokinase injection 1.5 mIU

แนวทางการบริหารยา

                1.ไม่ควรใช้ชื่อย่อ

2.ให้ยาทาง IV หรือ Intracoronary เท่านั้น  (หลีกเลี่ยงการให้ IM)

3.ก่อนสั่งใช้ยา แพทย์ควรพิจารณาถึงความเสี่ยงและประโยชน์ที่จะได้รับ โดยเฉพาะในรายที่มีเลือดออก หรือการใช้ร่วมกับยาที่มีผลต่อการทำงานของเกล็ดเลือด ได้แก่ aspirin,NSAIDS,Ticlopidine

4.สั่งใช้ยาอย่างระมัดระวังในผู้ป่วยที่เคยใช้ Streptokinase ภายใน 1 ปี เพราะมีการสร้าง Streptokinase  antibody ขึ้น อาจจะลดประสิทธิภาพของยาและอาจเกิดปฏิกิริยาการแพ้ได้

บทบาทของพยาบาล

1. ควรทดสอบปฏิกิริยาการแพ้ก่อนให้ยา โดยทำ Intradermal Skin Test. Streptokinase 100 IU หากไม่พบผลบวก หลังทดสอบ 15-20 นาที จึงสามารถให้ยาได้

2.ควรมีการตกลงร่วมกันในการรับยาด่วนที่ห้องจ่ายยา เช่น ให้เขียนดาวสีแดงที่หน้าชื่อยา พร้อมทั้งนำใบสั่งยายื่นให้ถึงมือเจ้าหน้าที่ห้องยา พร้อมกำชับว่า “ยาด่วน” เพื่อขอรับยาทันที

3.วิธีเตรียมยา Streptokinase 1,500,000 IU (1 vial) ละลายใน 0.9%NSS 10 ml จนหมดโดยไม่ควรเขย่า เพราะทำให้เกิดฟอง หลังผสมยาแล้วให้เก็บในตู้เย็นที่อุณหภูมิ 4 C ใช้ได้ภายใน 24 ชั่วโมง และที่ 25 C ใช้ได้ภายใน 8 ชั่วโมง

4.ในกรณีที่ต้องให้ยาโดยวิธี IV infusion ควรให้ยาผ่าน infusion pump และตรวจสอบเครื่องให้มีประสิทธิภาพและพร้อมใช้งานได้ตลอดเวลา ก่อนให้ยาควรตรวจสอบความถูกต้องของปริมาณยาที่ให้กับเวลาที่ใช้ในการให้ยาผ่านเครื่อง infusion pump

5. Monitor BP, PTT,aPTT, Platelet count, Hematocrit ,Sign of bleeding ติดตามการเกิดภาวะเลือดออกอย่างใกล้ชิดทุก 15 นาที ใน 1 ชั่วโมงแรกที่ให้ยา หากเกิดอาการ เช่นไอเป็นเลือด เลือดออกตามไรฟัน ปัสสาวะเป็นเลือด หรือมีจ้ำเลือดตามผิวหนัง ให้หยุดยา และอาจพิจารณาให้ Whole blood หรือ Pack Red cell

6.ไม่ควรผสมกับยาอื่น

 

 

19. Warfarin

แนวทางการบริหารยา

                1.ห้ามใช้ในหญิงมีครรภ์

2.หากพบว่า มีการสั่งใช้ยา Warfarin มากกว่าวันละครั้ง หรือมีการสั่งรับประทานยามากกว่า 10 mg/day  และหากเป็นการสั่งใช้ยาในเด็ก หรือผู้สูงอายุ  ให้ยืนยันความถูกต้องของใบสั่งยาว่าตรงกับผู้ป่วยอีกครั้ง

                3.กรณีที่เป็นผู้ป่วยใหม่ ควรมีการประสานการติดตามค่า INR ทุกวันจนกว่าจะคงที่ และปรับเป็นทุกสัปดาห์หรือทุกเดือนตามความเหมาะสมในการติดตามผลการรักษา

4.โดยทั่วไปค่า INR ที่เหมาะสม จะอยู่ระหว่าง 2-3.5 หากแตกต่างจากช่วงดังกล่าวให้ปรึกษาแพทย์

บทบาทของพยาบาล

1.ติดตามระดับเกล็ดเลือดของผู้ป่วยเสมอ

2.ช่วยดูว่ามีเลือดออกในปาก เลือดกำเดา เลือดในปัสสาวะ จ้ำเลือดที่ผิวหนังหรือไม่

3.ผู้สูงอายุต้องดูแลพิเศษเพราะมีผิวบาง และเส้นเลือดเปราะ

4.เตรียมยาแก้อาการเลือดออกไม่หยุดไว้ เช่น Vitamin K

5.ห้ามผู้ปวยสูบบุหรี่

6.แนะนำผู้ป่วยให้บอกทันตแพทย์ทุกครั้งว่าใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดอยู่

7.แนะนำผู้ป่วยให้ระวังบาดแผล เช่น ควรใช้มีดโกนหนวดไฟฟ้าแทนใบมีดธรรมดา

8.เขียนชื่อยาที่ใช้ติดตัวไว้เสมอเผื่อเกิดอุบัติเหตุรุนแรง

9.สอนวิธีห้ามเลือดง่ายๆ เช่นใช้ผ้าสะอดากดที่แผล 5-10 นาที


20. Morphine Sulfate

(Morphine Sulfate Prolonged release 30 mg/tab หรือ injection 10mg/ml)

แนวทางการบริหารยา

1.การใหยาทางหลอดเลือดดําควรใหแบบ continuous infusion

2.การให้ยาโดย IV infusion ควรผสมใน NSS หรือ 5%DW ความเข้มข้น 50 mg/ 50 ml

บทบาทของพยาบาล

1.ยาเม็ด Morphine tab มีชื่อการค้า MST ContinusÒ อยู่ในรูป Prolonged release จึงห้ามบดยานี้

2.การให้ยาทางหลอดเลือดดําโดยตรง (IV direct) ควรฉีดช้าๆ เพราะหากให้ยาเร็วเกินไป อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงเพิ่มขึ้นได้

3.ห้ามใช้ยานี้ในผู้ป่วยหอบหืด ความดันในสมองสูง ผู้ป่วยช็อค ผู้ป่วยไตวาย

4.ผลข้างเคียงของยา จะทำให้เบื่ออาหาร ท้องผูก วิงเวียน ตาพร่า หัวใจเต้นช้า เหงื่อออก คัน

5.ระมัดระวังเรื่องการกดการหายใจ โดยเฉพาะเมื่อให้ร่วมกับยาอื่นที่เพิ่มฤทธิ์กดการหายใจ เช่น ยานอนหลับ ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาคลายกังวล

6.การสังเกตอาการผู้ป่วยที่เกิดยา Overdose ให้ตรวจดูม่านตาผู้ป่วยจะหดเป็นรูเล็กๆ ความดันเลือด

ต่ำ เกิดภาวะหัวใจเต้นเร็ว (Bradycardia)

7.การแก้พิษยา overdose ให้ใช้ Naloxone (Narcan)

7.1 หากเกิดการกดหายใจ ให้จัดการช่วยการหายใจ Airway support

7.2 Naloxone 2 mg IV (สำหรับเด็กให้ขนาด 0.01 mg/kg) และให้ซ้ำหากจำเป็น อาจให้ได้ขนาดรวมถึง 10 mg

 

21. Pethidine Hydrochloride (Injection 50 mg/ml)

แนวทางการบริหารยา

            1.บริหารยาได้ทั้งIM , IV และ SC

                2.กรณีฉีดเข้าหลอดเลือดดำให้เจือจางก่อนแล้วฉีดช้าๆ (10 mg/ml)

3.การแก้พิษยา overdose ขั้นแรกหากเกิดการกดหายใจ ให้จัดการช่วยการหายใจ Airway support หลังจากนั้นใช้ Naloxone (Narcan) 2 mg I.V. (สำหรับเด็กให้ขนาด 0.01 mg/kg) และให้ช้ำหากจำเป็น อาจให้ได้ขนาดรวมถึง 10 mg

4.ไม่ควรใช้ในหญิงมีครรภ์ เนื่องจากยาสามารถผ่านรก และส่งผลต่อการหายใจและกดประสาทของทารกได้

5.ควรหลีกเลี่ยงหรือใช้อย่างระมัดระวังในผู้ป่วย COPD ,โรคตับ,การทำงานของไตเสียไป

บทบาทพยาบาล

            1.ตรวจสอบการเปลี่ยนสีของยาและสารแปลกปลอมในผลิตภัณฑ์ก่อนฉีด

                2.ติดตามภาวะ Overdose ของยา จากการสังเกตอาการต่างๆ ซึ่งแสดงภาวะต่อไปนี้ CNS depression, กดการหายใจ, รูม่านตาหด, pulmonary edema, chronic tremor, อาการชัก (seizure)

                3.การแก้พิษ ให้ใช้ Naloxone (Narcan)

                3.1หากเกิดการกดการหายใจ ให้จัดการช่วยการหายใจ Airway support

                3.2Naloxone 2 mg IV (สำหรับเด็กให้ขนาด 0.01 mg/kg ) และให้ซ้ำหากจำเป็ฯ อาจให้ได้ขนาดรวมถึง 10 mg

 

 

22. Oxytocin (Synto ®, Injection 10 IU/ 1 ml)

แนวทางการบริหารยา

1.เพื่อช่วยในการคลอด (Induction or stimulation labor): เติม oxytocin  10 units ใน 0.9% NSS หรือใน LRS 1000 mL ให้ได้ปริมาณของ oxytocin 10 milliunits/minute ผสมสารละลายให้เข้ากัน (ฉีด I.V. ต้องใช้ infusion pump set)

2. สำหรับรักษาอาการเลือดออกหลังคลอด (Postpartum bleeding): เติม oxytocin 10-40 units ใน I.V. infusion Dose สูงสุด 40 units/1000 mL.

3.สำหรับห้ามเลือดในรายที่เกิดการแท้ง (Adjuctive treatment of abortion) เติม oxytocin 10 units ใน 500 mL. ของ saline solution หรือ D5W

4.เก็บที่อุณหภูมิ 2-8 °C (36-46°F) ห้ามแช่แข็ง ยามีอายุได้นาน 2 ปี เมื่อเก็บที่อุณหภูมิไม่เกิน 25 °C และได้นาน 3 ปี ที่อุณหภูมิ 2-15 °C

5.ทำให้เกิด water intoxication การแก้พิษคือ หยุดยา และให้ยาขับปัสสาวะ เพื่อเร่งการขับถ่ายยานี้

บทบาทพยาบาล

1.ตรวจวัดระดับสารน้ำที่ให้เข้าไป เนื่องจาก oxytocin มีฤทธิ์ antidiuretic จะทำให้การดูดซึมน้ำกลับจากกรวยไตเพิ่มขึ้นได้  เกิดอาการ water intoxication ที่รุนแรง และอาการชักโคม่าจนถึงเสียชีวิตเกิดขึ้นได้ในผู้ป่วยที่ได้รับยาโดยปล่อยเข้าหลอดเลือดช้าๆ นานกว่า 24 ชั่วโมง

2.ติดตามดูอาการผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดหากเกิดการหดเกร็งของมดลูกมากเกินไป การไหลเวียนของเลือดเข้ามดลูกไม่ดี มดลูกถูกทำลาย ผู้ป่วยอาจเกิดอาการชัก รีบแจ้งแพทย์ทันที

 

23. Misoprostol tab (CytotecÒ250mcg/tab)

แนวทางการบริหารยา

1.การใช้ยาต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

2.ผลข้างเคียงที่พบได้ คือ กระตุ้นการบีบตัวของมดลูก ทำให้ปวดเกร็งบริเวณช่องท้องส่วนล่างหรือบริเวณกระเพาะอาหาร มีเลือดออกบริเวณช่องคลอด อาจมีอาการปวดศีรษะ ผลต่อระบบทางเดินอาหาร เช่น ปวดท้อง ท้องเสีย ท้องผูก dyspepsia คลื่นไส้ อาเจียน

3.อาการเมื่อยาเกินขนาด คือ ปวดท้อง หัวใจเต้นช้า ท้องเสีย dyspepsia (หายใจลำบาก) มีไข้ ความดันโลหิตต่ำ ใจสั่น ง่วง ชัก สั่น (tremor)

4.การรักษาเมื่อใช้ยาเกินขนาด ให้รักษาตามอาการไม่มีการรักษาที่จำเพาะเจาะจง

5.monitoring parameters คือ การบีบตัวของมดลูก อาการปวดเกร็งที่ช่องท้อง ผลทางระบบทางเดินอาหาร อัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต

 

24. Methylergometrine (Methergin ® Injection 0.2 mg/ml)

แนวทางการบริหารยา

1.การฉีดเข้ากล้าม (I.M.) 0.2mg. ถ้าจำเป็นให้ยาซ้ำได้ ทุก 2-4 ชั่วโมง แต่ไม่ควรให้ยาเกิน 5 ครั้ง ส่วน I.V.: dose เหมือนกับ I.M. แต่ต้องระมัดระวัง ความดันเลือดที่อาจะสูงผิดปกติเฉียบพลัน แล

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 หมายเลขบันทึก: 432333
 เขียน:  
 ดอกไม้:  ความเห็น:  อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ

ความเห็น

ต้นเฟิร์น
เขียนเมื่อ Wed Mar 23 2011 00:10:20 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะ

แวะมาเรียนรู้ด้วยนะคะ

ขอบคุณสำหรับบันทึกนี้ค่ะ^^

 อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
 ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์
 
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า