สมาชิก
แลกเปลี่ยน

บันทึกไว้...เมื่อเราใช้ลมหายใจเดียวกัน : ตอน ๙ : เจาะน้ำคร่ำ..บทเรียนเปลี่ยนชีวิต

 ยิ่งชีวิตเป็นสิ่งที่ลิขิตไม่ได้ หน้าที่ของฉันคือ ต้องเดินเคียงข้างลูกได้ในทุกสถานการณ์ในชีวิตข้างหน้าของลูก อย่างเป็นผู้เปิดประตูจิตวิญญาณของลูก...เราจะเรียนรู้ไปด้วยกัน 

เจาะน้ำคร่ำ...บทเรียนที่ทำให้เข้าใจชีวิต

ก่อนนอนของฉันคือการที่ลูกสาวกราบที่ตักแม่ทุกวัน  แล้วบอกว่า “ขอบคุณที่คุณแม่ดูแลหนูวันนี้”  ไม่ว่าวันนั้นจะเป็นวันที่เธอเพิ่งถูกดุก็ตาม  ลูกสาวมีนิสัยโอ้เอ้ที่มักทำให้แม่เกิดอาการจี๊ดบ่อยๆ แต่สิ่งหนึ่งที่เตือนให้ฉันไม่ลืมว่าฉันได้สัญญาอะไรกับลูกไว้ตั้งแต่เธออยู่ในท้องนั้น   ทำให้เรื่องที่ลูกทำอะไรไม่ถูกใจฉัน  กลายเป็นเรื่องที่ฉันต้องเรียนรู้ที่จะเข้าใจ  และหมั่นเพียรที่จะดูแลการเติบโตของลูกไปพร้อมกับการดูแลใจตัวเอง

ฉันเป็นแม่เมื่ออายุ 35 ปี เรียกว่า in trend  สำหรับ working women   ที่กว่าจะเรียนจบ ทำงาน แต่งงาน และมัวยุ่ง ๆ กับความสนุกสนานแบบโลกๆ   ชีวิตก็ล่วงเลยเข้าสู่ช่วงท้ายของวัยเจริญพันธุ์เสียแล้ว  ลูกมาหาฉันโดยไม่ได้เตรียมตัว ไม่ได้พยายาม  เพราะรอมานาน 10 ปีจนลืมไปแล้วว่าอยากมีลูก   ฉันรู้ตัวว่าท้องตั้งแต่ลูกอายุครรภ์ได้ 1 เดือนครึ่ง  หลังจากใช้แถบทดสอบการตั้งครรภ์ด้วยตัวเองแล้ว  ฉันก็รีบวิ่งแจ้นไปหาหมอด้วยความกังวลว่า  ฉันได้เตรียมร่างกายพร้อมหรือยังนะ   วัคซีนอะไรต่ออะไรที่ต้องฉีดก่อนท้องได้ฉีดหรือยังนะ  ในชีวิตไม่เคยใกล้ชิดหมอสูตินรีแพทย์สักคน  ฉันเลยดุ่มๆไปที่โรงพยาบาลเอกชนใกล้บ้าน  แล้วบทเรียนแรกที่ลูกให้ก็เริ่มต้นขึ้น

 

หมอสูติฯ บอกว่า “คุณอายุ ๓๕ ปี มีความเสี่ยงที่ลูกจะเป็นดาวน์ซินโดรม  หมอขอเสนอให้คุณเจาะน้ำคร่ำ”  ฉันงงๆ เพราะยังไม่รู้ว่าเจาะน้ำคร่ำคืออะไร แต่รู้ว่าดาวน์ซินโดรมนี่ไม่ดีแน่  “ค่าเจาะน้ำคร่ำเท่าไรคะ”  ฉันถามไปยังงั้น เพราะคิดว่าหาข้อมูลไว้ก่อนแล้วค่อยกลับไปตัดสินใจทีหลัง  แล้วหมอก็พูดประโยคที่ทำให้ฉันสะอึก “ถ้าจะว่าถูกก็ถูก จะว่าแพงก็แพง  ราคา.....บาท ถูกมากถ้าเทียบกับค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงเด็กที่เป็นดาวน์ซินโดรม”  ที่สะอึกเพราะว่า  ท่าทีที่หมอพูดดูเหมือนกับเรากำลังคุยกันเรื่องเศรษฐศาสตร์ ไม่ใช่เรื่องชีวิต  หรือเพราะฉันไปตั้งคำถามแบบนั้นเอง    

 

ตอนนั้นฉันรู้สึกโทษหมอที่สื่อสารโดยขาดความเป็นมนุษย์  แต่ตอนนี้ฉันคิดว่าอาจเป็นเพราะเราสื่อสารกันแบบคนที่สนใจเรื่องหาข้อมูลและให้ข้อมูลเท่านั้นเอง  แต่เป็นข้อควรระวังที่หมอต้องฝึกการสื่อสารเรื่องแบบนี้  ให้เป็นไปเพื่อความกังวลมากกว่าจะเพิ่มความกังวลให้คนไข้  เพราะตลอดการทำงานกับโครงการจิตประภัสสรตั้งแต่นอนอยู่ในครรภ์  ฉันพบว่า  คำพูดของหมอที่เน้นข้อมูลมากกว่าความรู้สึกนี้  ทำร้ายเด็กในครรภ์ไปก่อนเวลาที่เรื่องจริงจะเกิด  เพราะความเครียดของแม่หลังได้ยินคำพูดหมอ   ไม่ว่าสถานการณ์ที่ต้องแจ้งข่าวความสูญเสีย การต้องตัดสินใจ เรื่องชีวิต หมอควรมีการเรียนทักษะการสื่อสารด้วยหัวใจจริงๆ เพราะหมอที่ทำคลอดของฉัน  ช่างแตกต่างจากหมอคนแรกที่ฉันฝากครรภ์จริงๆ

 

ฉันกลับบ้านด้วยอาการงง ๆ  ยอมรับว่าเครียดเพราะรู้สึกว่า  ก่อนจะพบหมอในครั้งต่อไป  ฉันจะต้องให้คำตอบในเรื่องนี้    ... เจาะน้ำคร่ำคืออะไร?  ทำอย่างไร?...  ฉันสอบถามเพื่อนที่เคยท้อง  ค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต จนในที่สุด สิ่งที่ฉันพบว่าสำคัญกลับไม่ใช่เรื่องสำคัญ  

 

ในสมัยนั้น (8 ปีก่อน) การเจาะน้ำคร่ำทำโดยการฉีดยาชาแล้วเอาเข็มยาวประมาณ 10 ซม. เจาะผ่านหน้าท้องเข้าไปในถุงน้ำคร่ำแล้วดูดน้ำคร่ำออกมาประมาณ 20 ซี.ซี.   จากนั้นคุณหมอก็จะนำน้ำคร่ำไปปั่นแยกเอาเฉพาะเซลล์ลูกไปเพาะเลี้ยง  ซึ่งใช้เวลานานประมาณ 2-4 สัปดาห์ แล้วนำเซลล์ที่ได้ไปวิเคราะห์ดูโครโมโซมอีกครั้ง   ทั้งนี้เพื่อตรวจดูว่าเด็กในครรภ์เป็นดาวน์ซินโดรมหรือไม่  ซึ่งวิธีการนี้ไม่ได้ทำให้ฉันกลัว  แต่ “อายุครรภ์” ที่จะทำได้ต่างหากที่สำคัญต่อการตัดสินใจ  เพราะจะทำได้ตอนอายุครรภ์ 16-18 สัปดาห์  และรู้ผลในอีก 2-4  สัปดาห์  หมายว่าเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 18-22 สัปดาห์(ประมาณ 5 เดือน)  ฉันจึงจะรู้ว่าลูกเป็นดาวน์ซินโดรมหรือไม่ 

 

สิ่งที่ฉันสงสัยมากคือ  “รู้แล้วจะทำอย่างไร?”    คำตอบที่ไม่ได้ระบุเป็นลายลักษณ์อักษร แต่เป็นที่เข้าใจได้โดยนัยคือ  แม่ก็เลือกเอาเองว่าจะเก็บลูกที่เป็นดาวน์ซินโดรมไว้... หรือทำแท้ง

 

ฉันตอบตัวเองทันทีว่า

“ไม่ว่าลูกจะเป็นอย่างไร  ฉันก็จะดูแลต่อไป  ไม่ทำแท้งเด็ดขาด”  

ความสงสัยต่อไปที่ปรากฎขึ้นมาคือ

“แล้วจะเจาะน้ำคร่ำให้รู้ไปทำไม  ถ้าไม่ทำแท้ง?”

หรือเขาเจาะกันเพื่อจะได้เตรียมตัวให้ดีถ้าจะต้องเลี้ยงลูกดาวน์ซินโดรม ....  หรือเขาเจาะเพราะว่าหมอแนะนำ  แล้วคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญนั้น กลายเป็น “ข้อควรปฏิบัติ” สำหรับการตั้งครรภ์ไปโดยปริยาย 

 

ฉันและลูกคงมีบุญเก่า  เพราะความที่ฉันเป็นคนไม่เชื่ออะไรง่ายๆ ทำให้ฉันตัดสินใจอย่างไม่มีอิทธิพลของใครมาเกี่ยวข้อง  ฉันเลือกที่จะ “ไม่เจาะน้ำคร่ำ” เพราะฉันไม่อยากรู้  ฉันจะไม่เสียเวลาไปกับการลุ้นไปอีก  12  สัปดาห์  เพื่อถึงเวลาเจาะน้ำคร่ำ และลุ้นต่อไปอีก 2-4 สัปดาห์เพื่อรู้ผล   ฉันมีความสุขกับการมีลูกเติบโตอยู่ทุกวันในร่างกายของฉัน  และมีเวลาพิเศษอย่างนี้เพียง 9 เดือน   แล้วฉันก็อ่านตำราตั้งครรภ์มาแล้วว่า แต่ละเดือนลูกจะมีพัฒนาการอย่างไร    ตอนที่เจาะน้ำคร่ำฉันสามารถรู้แล้วว่าลูกเป็นหญิงหรือชาย  ตอนรู้ผลและต้องตัดสินใจเรื่องทำแท้ง  ลูกจะดิ้นดุ๊กดิ๊กให้ฉันรู้สึกได้แล้ว   .... มันควรเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขมากกว่าจะปล่อยให้ทุกข์อยู่กับเรื่อง “เจาะน้ำคร่ำ”

 

ฉันรู้สึกว่า  ขณะที่หาความรู้และใคร่ครวญกับปัญหาเรื่องเจาะน้ำคร่ำนี้  ความทุกข์ใจมันเข้ามาเบียดพื้นที่หัวใจ จนความอิ่มอกอิ่มใจกับการได้เป็นแม่มันหายไปหมด  ฉันจึงบอกตัวเองว่าต้องให้เวลาน้อยที่สุดกับความทุกข์นี้  แล้วสิ่งที่ทำให้ฉันตัดสินใจอย่างไม่ลังเลได้ภายใน ๓ วัน คือ คำสอนของท่านแม่ชีศันสนีย์  เสถียรสุต ที่ปรากฎขึ้นในใจอีกครั้ง “แม่คือผู้เปิดประตูจิตวิญญาณของลูก”   

 

คำสอนนี้ผ่านหูฉันตั้งแต่ครั้งไปปฏิบัติธรรมก่อนหน้าที่จะตั้งครรภ์หลายปี  ซึ่งตอนนั้นฉันไม่ได้สนใจเลยเพราะฉันไม่ได้สนใจเรื่องมีลูก  แต่มันเข้าไปเก็บอยู่ภายในใจได้อย่างไรหนอ  จนเมื่อวันหนึ่งที่ฉันต้องตัดสินใจเรื่องลูก  ธรรมะประโยคนี้จึงปลุกให้ฉันตื่นขึ้นจากความทุกข์  ความลังเลสงสัยทั้งหลายหมดไปในทันที  นั่นสินะ ....  ทำไมฉันจะต้องอาศัยเทคโนโลยีมาทำให้ฉันส่องเข้าไปรู้ว่า  ลูกในครรภ์จะดีพอที่จะเป็นลูกฉันหรือเปล่า  สมัยก่อนที่ไม่มีเทคโนโลยีมาก  แม่ทุกคนที่ตั้งครรภ์จะไม่มีสิทธิ์เลือกว่าจะต้องการลูกแบบไหน  หญิงหรือชาย  เดี่ยวหรือแฝด  แข็งแรงหรือพิการ  แต่เพราะเราต่างมีความผูกพันกันมาเราจึงได้เป็นแม่ลูกกันเท่านั้นเอง    

 

สิ่งที่ทำให้ฉันเห็นความจริงของเรื่องลูกชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีก  คือ ข่าวสะเทือนใจติดต่อกันในช่วงนั้น  รถนักเรียนอนุบาลประสบอุบัติเหตุ  เด็กวัยน่ารักที่พ่อแม่เพิ่งส่งขึ้นรถก็ตายเสียแล้ว   คุณคริส  ดาราหนุ่มนิสัยดี  ประสบอุบัติเหตุไม่รู้จะอยู่หรือตาย  ทั้งที่เป็นลูกที่ดีทุกอย่าง ทั้งหน้าตา การงาน นิสัยใจคอ  ทำให้ฉันคิดว่า “ต่อให้หมอหาเทคโนโลยีอะไรมารับประกันว่าลูกฉันจะต้องคลอดออกมาเป็นเด็กที่สมบูรณ์แข็งแรงทุกอย่าง  แต่ไม่มีเทคโนโลยีอะไรมารับประกันได้ว่าลูกฉันจะไม่เจอเรื่องร้ายๆในอนาคต”  เมื่อชีวิตเป็นสิ่งที่ลิขิตไม่ได้   แล้วอะไรล่ะที่สำคัญที่สุดที่ฉันควรทำในฐานะแม่  ถ้าไม่ใช่ “เป็นผู้เปิดประตูจิตวิญญาณของลูก”  ฉันบอกตัวเองและให้สัญญากับลูกว่า  “ยิ่งชีวิตเป็นสิ่งที่ลิขิตไม่ได้  หน้าที่ของฉันคือ  ต้องเดินเคียงข้างลูกได้ในทุกสถานการณ์ในชีวิตข้างหน้าของลูก  อย่างเป็นผู้เปิดประตูจิตวิญญาณของลูก...เราจะเรียนรู้ไปด้วยกัน”

 

แล้วนับแต่นั้นมา  ฉันได้ใช้เวลาตั้งครรภ์ที่เหลืออย่างคุ้มค่า  เริ่มจากฉันเปลี่ยนหมอที่รับฟังและสื่อสารกันด้วยหัวใจได้มากขึ้น   ตอนอายุครรภ์ 2 เดือน ฉันมีเลือดออก หมอจึงอุลตร้าซาวด์ให้  นั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันได้เห็นลูก     ใครจะเชื่อถ้าไม่เห็นด้วยตาตัวเอง  ทั้งฉันและสามีตื่นเต้นมากที่เห็นลูกมีรูปร่าง แขน ขา แถมเคลื่อนไหวได้ด้วย  หัวใจก็เต้นตุบๆ  โอโฮ ! ชีวิตช่างมหัศจรรย์เช่นนี้เชียวหรือ  ลูกมีชีวิตจริงๆนะไม่ใช่ก้อนเลือดอย่างที่คนสมัยก่อนเข้าใจ   นาทีนั้นเราสองคนยิ้มให้กันเพื่อสื่อใจว่า  เราตัดสินใจถูกแล้วที่ไม่ได้เอาความต้องการของเราไปตัดสินโอกาสในการเกิดของลูก  (ตอนนี้ฉันเห็นประโยชน์ของอุลต้าซาวด์มากขึ้น  ในข้อที่ว่าทำให้ผู้ชายรู้สึกผูกพันกับลูกตั้งแต่ในครรภ์)

 

ก่อนจะไปเปิดประตูจิตวิญญาณของลูกได้  ฉันต้องใช้ 9 เดือนนี้เตรียมความพร้อมให้ตัวเองก่อน  ทุกวัน  ฉันอธิษฐานที่จะใช้ชีวิตอย่างมีสติและปัญญา  จะไม่ให้จิตใจต้องขุ่นมัวด้วยเรื่องไร้สาระใดๆ เพราะไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับภารกิจสร้างชีวิตที่อาศัยลมหายใจของฉัน 

 

ฉันจะตื่นยามเช้าพร้อมกับลมหายใจแรกที่สดชื่น  สัมผัสกับธรรมชาติที่เกื้อกูล  ขอบคุณแสงสว่างของดวงตะวันและเสียงนกน้อยที่ข้างหน้าต่าง  หลังจากนั้น  ฉันจะอาบน้ำดูแลร่างกาย  (ซึ่งเป็นเวลาที่ฉันได้เห็นท้องของฉันโตขึ้นทุกวันที่ส่องกระจก)  กินอาหารที่มีประโยชน์ (ฉันรู้สึกขอบคุณที่มีคนทำอาหารสุขภาพและปลอดภัยให้เราได้กิน หรือแม้แต่เวลาที่ฉันเข้าคิวซื้ออาหาร  ฉันจะได้รับความเมตตาจากผู้ขายที่ตักให้เยอะๆ จากผู้ซื้อที่ให้คิวฉันก่อน)  ระหว่างทำงานฉันจะมีประชุมแล้วก็ประชุม...แต่ไม่มีความเครียด เพราะฉันไม่ใช้อารมณ์กับความขัดแย้งใด ๆ ในความคิดเห็นที่แตกต่าง...แค่รู้แล้วปล่อย (ฉันรู้สึกขอบคุณเพื่อนร่วมงานและน้องทีมงาน  ที่ช่วยแบ่งเบางานที่เร่งด่วนและผ่อนปรนฉันจากความกดดันในงานที่ต้องเดินทาง) 

 

เมื่อกลับบ้าน  ฉันได้รับประทานอาหารเย็นพร้อมกับคุณพ่อคุณแม่ซึ่งอยู่บ้านใกล้กัน (ก่อนหน้านั้นนับ 10 ปี ฉันมักกลับดึกและไม่มีเวลาให้ท่านมาก)  ฉันรู้สึกขอบคุณที่คุณพ่อคุณแม่ดูแลฉันเหมือนสมัยที่ยังไม่แต่งงาน  ได้อาหารบำรุงครรภ์จากคุณแม่ และได้ความห่วงใยทุกข์สุขจากคุณพ่อ(ซึ่งเตรียมตัวเป็นคุณตาคุณยายกันแล้ว)  ได้สัมผัสความหมายที่ลึกซึ้งขึ้นของคำว่า ‘ครอบครัว’  หลังจากแสวงหาความหมายของชีวิตจากคำว่า “ความสำเร็จ” มานาน   

 

หลังจากอาหารเย็นและอาบน้ำสดชื่นแล้ว    ระหว่างสามียังไม่กลับ   ฉันจะใช้เวลายามค่ำในห้องนอน  เป็นโลกส่วนตัวอันแสนสุขที่ได้อยู่กับลูกในครรภ์    ฉันไม่รู้สึกอยากดูทีวีเลย  อาจเป็นเพราะมันทำให้ฉันกับลูกห่างกัน    เวลายามค่ำอย่างนี้เป็นช่วงสิ้นวันที่เราได้พักผ่อนกันตามลำพังจริงๆ  ฉันจะเปิดเพลงเบาๆที่สร้างสมาธิ  แล้วภาวนากับลมหายใจเข้าและออก  โดยเฉพาะเพลงชุดชมสวน ของเสถียรธรรมสถาน ที่มีเนื้อเพลงที่ให้พลังกับฉันมาก เช่น เพลงสองมือแม่  และเพลงบรรเลงที่ฉันโปรดปรานคือ เสียงทะเล ที่ฟังแล้วเหมือนนอนอยู่ริมทะล   เพราะมีเสียงคลื่นกระทบฝั่ง ปลาโลมา และนกนางนวล  โอ้! ช่างแสนสุขเสียนี่กระไร  

 

หลังจากภาวนากับบทเพลงแล้ว  จะเป็นเวลาที่สามีกลับมาพอดี  เขาจะมาทักทายด้วยการทำอะไรตลก ๆ ให้หัวเราะ  แล้ว ‘ทำหน้าที่พ่อ’ ตามที่ได้อบรมหลักสูตร ‘ตั้งครรภ์คุณภาพ’ มาจากโรงพยาบาล  โดยการมาจุ๊บที่ท้อง  แล้วคุยกับลูก  ร้องเพลงให้ลูกฟัง  ส่วนฉันก็จะแบ่งปันความสุขในวันนั้นให้ฟังว่า  เราสองคนแม่ลูกได้ทำอะไรกันบ้าง  ก่อนนอนฉันจะพาลูกสวดมนต์และนอนภาวนากับลมหายใจเข้าและออกจนหลับไป   (เมื่อก่อนฉันจะต้องอ่านหนังสือก่อนนอนจนง่วง  แต่ฉันพบว่าการนอนภาวนาทำให้ฉันหลับไปอย่างสงบมากกว่า  ส่วนการอ่านหนังสือเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ ฉันเปลี่ยนไปอ่านในระหว่างวันแทน)  

 

ฉันรู้สึกขอบคุณบทเรียนเรื่อง “การเจาะน้ำคร่ำ” ที่ทำให้ฉันเห็นภาพชีวิตของฉันและลูกในอนาคต  จนฉันตระหนักว่า   ทักษะการจัดการที่สะสมมาในชีวิตของผู้หญิงทำงาน     ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการเป็นแม่   แต่การยอมรับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต  อย่างมีสติที่จะเรียนรู้  มีปัญญาที่จำกัดขอบเขตของความทุกข์ แล้วลุกขึ้นมาทำสิ่งที่จะทำให้  ‘ปัจจุบันขณะเป็นสุขที่สุด’ นั้น   เป็นความหมายของคำว่า “แม่คือผู้เปิดประตูจิตวิญญาณของลูก” ที่ฉันนิยามให้กับตัวเอง   เป็นการสร้างพลังของจิต ที่เกิดจากการจัดการอารมณ์ของตัวเองได้  ก่อนไปจัดการกับเรื่องข้างนอก   และสิ่งนี้เองที่พุทธศาสนาเรียกว่า “ปัญญา” ที่ไม่ใช่ความคิดแต่เป็นการเห็นโลกอย่างที่โลกเป็น  เห็นลูกอย่างที่ลูกเป็น   จึงเข้าใจทั้งที่มาและที่ไปของทุกสิ่งอย่างไม่มีอคติของความชอบความชังของฉัน  ทุกการตัดสินใจจึงเป็นไปอย่างสมควรแก่สถานการณ์เท่านั้นเอง

 

*บทความนี้เคยตีพิมพ์ในนิตยสาร Pregnancy&Baby คอลัมน์ Peace at Place

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

· คำสำคัญ: ตั้งครรภ์ เจาะน้ำคร่ำ จิตประภัสสร ลมหายใจแห่งสติ เรียนรู้ไปด้วยกัน แม่คือผู้เปิดประตูจิตวิญญาณของลูก ชีวิตลิขิตไม่ได้ 
· หมายเลขบันทึก: 429115 · เขียน:  
· อ่าน: แสดง 
· สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า
อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์