การจัดการเรียนการสอน แบบ BBL (Brain Based Learning)

 

                Brain Based Learning คือ การใช้ความรู้ความเข้าใจที่เกี่ยวข้องกับสมองเป็นเครื่องมือในการออกแบบกระบวนการเรียนรู้และกระบวนการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างศักยภาพสูงสุดในการเรียนรู้ของมนุษย์  โดยเชื่อว่าโอกาสทองของการเรียนรู้อยู่ระหว่างแรกเกิด – 10 ปี  Regate และ Geoffrey Caine นักวิจัยเกี่ยวกับการเรียนรู้โดยใช้ความรู้เกี่ยวกับสมองเป็นหลัก  ได้เสนอทฤษฎีเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนที่มีความสัมพันธ์กับสมองไว้ดังนี้

1. สมองเป็นกระบวนการคู่ขนานสมองเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญที่สุดในร่างกายของคนเรา  เพราะการที่มนุษย์สามารถเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ  ได้นั้นจะต้องอาศัยสมองและระบบประสาทเป็นพื้นฐานของ

การรับรู้  รับความรู้สึกจากประสาทสัมผัส  ได้แก่  ตาทำให้เห็น  หูทำให้ได้ยิน  จมูกทำให้ได้กลิ่น  ลิ้นทำให้ได้รับรส  และผิวกายทำให้เกิดการสัมผัส

2. สมองกับการเรียนรู้สมองไม่ได้มีหน้าที่เฉพาะรับรู้แต่เพียงอย่างเดียว  แต่จะเป็นอวัยวะที่สำคัญต่อการ

พัฒนาของอวัยวะทั้งหมดของร่างกาย  ซึ่งจะรวมถึงการคิด  การเรียนรู้  การจำ  และพฤติกรรมของมนุษย์  มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ครูผู้สอนควรจะมีความรู้เรื่องที่เกี่ยวกับการทำงานและการพัฒนาของสมอง  เพื่อจะได้วางแผนจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในลักษณะที่กระตุ้นให้สมองคิดและทำงานแบบท้าทาย  ยั่วยุมากที่สุด  ผู้เรียนได้คิดและแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ในทุกด้าน  ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนได้พัฒนากระบวนการคิดและเรียนรู้เต็มตามศักยภาพ  เป็นรากฐานไปสู่การเป็นคนดี  คนเก่งและมีความสุขในการดำรงชีวิตและเมื่อเติบโตขึ้นจะได้เป็นเยาวชนพลเมืองที่ดีของสังคมต่อไป

3.  การเรียนรู้มีมาแต่กำเนิด              ในการเรียนรู้ของบุคคลเรานั้นจะเกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มมีชีวิต  และเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่าการเรียนรู้ที่ดีที่สุดนั้นจะต้องลงมือปฏิบัติด้วยตนเองหรือเป็นการเรียนรู้โดยประสบการณ์ตรง

4.  รูปแบบการเรียนรู้ของบุคคล ผู้เรียนในห้องเรียนหนึ่ง ๆ มักจะมีผู้ถนัดการเรียนรู้ตามรูปแบบของตน  ครูจึงจำเป็นต้องจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับผู้เรียนทุกรูปแบบอย่างเสมอภาคกัน  เพื่อให้ผู้เรียนมีความสนุกสนานและเกิดความสุขในการเรียนรู้ตามรูปแบบที่ตนถนัด  รวมทั้งยังมีโอกาสพัฒนาความสามารถด้านอื่น ๆ  ที่ตนไม่ถนัดอีกด้วย

5.  ความสนใจมีความสำคัญต่อการเรียนรู้ ความสามารถพิเศษของมนุษย์  แบ่งออกเป็น  8  ด้านด้วยกัน  มนุษย์ย่อมมีความแตกต่างระหว่างบุคคล  แต่ละคนมักจะมีความเก่งไม่เหมือนกัน  ควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเป็นผู้วางแผนในการพัฒนาตนเอง  โดยเริ่มจากรู้จักตนเอง  รู้จุดเด่น  จุดด้อย  ค้นหาวิธีการพัฒนาความเก่งให้แก่ตนเองที่จะนำไปสู่การปฏิบัติอย่างมีความสุขและเกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย

6.  สมองมีหน้าที่สร้างกระบวนการเรียนรู้ สมองของคนเราแบ่งออกเป็น  2  ซีก  คือซีกซ้ายกับซีกขวา  สมองทั้งสองด้านมีความสัมพันธ์กัน  สมองมีหน้าที่  ควบคุมการรับรู้  การคิด  การเรียนรู้และการจำ  ควบคุมการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย  และควบคุมความรู้สึกและพฤติกรรม

7.  การเรียนรู้ในสิ่งที่สนใจสามารถรับรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสมองจะซึมซับข้อมูลที่บุคคลมีความสนในเรื่องนั้นอยู่แล้ว  เชื่อมโยงกับข้อมูลความรู้ใหม่  ประสานข้อมูลความรู้เข้าด้วยกัน  ซึ่งหมายความว่า  การเรียนรู้ของมนุษย์จะมีประสิทธิภาพสูงขึ้น  เมื่อมีการเชื่อมโยงระหว่างประสบการณ์เดิมของผู้เรียนกับการจัดประสบการณ์ในการเรียนรู้ในแต่ละครั้ง

8.การเรียนรู้เกิดขึ้นได้เกี่ยวข้องกับกระบวนการทั้งในแบบที่มีจุดมุ่งหมายและไม่ได้ตั้งใจ การเรียนรู้ของคนส่วนใหญ่มักเกิดการเรียนรู้ขึ้นได้จากสิ่งที่ไม่ได้ตั้งใจ  สามารถเรียนรู้ได้จากประสบการณ์ในสถานการณ์จริง  เช่น  ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เผชิญอยู่โดยไม่ได้คิดในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นมาก่อน  โดยอาศัยประสบการณ์เดิมของแต่ละบุคคลในการเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม

9.  การเรียนรู้ที่เกิดจากกระบวนการสร้างความเข้าใจ การเรียนรู้ที่ดีเกิดจากกระบวนการที่สร้างความเข้าใจ  และให้ความหมายกับสิ่งที่รับรู้มา  มีการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่เรียนกับชีวิตจริง  สอน/แนะนำบนพื้นฐานความรู้  ประสบการณ์และทักษะที่มีอยู่เดิมของผู้เรียน

10.  การเรียนรู้เกิดจากการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ภาษาแรกของมนุษย์เราถูกเรียนรู้จากประสบการณ์ที่มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างหลากหลาย  ด้วยคำศัพท์และไวยกรณ์  ถูกเรียนรู้โดยกระบวนการเรียนรู้ภายในของบุคคลที่เกิดจากการมีปฏิสัมพันธ์กับสังคมและสิ่งแวดล้อมภายนอก  การเรียนรู้คือการส่งเสริมให้ผู้เรียนเผชิญกับสถานการณ์สิ่งแวดล้อมที่กระตุ้นการเรียนรู้เซลล์สมองจะเกิดมีการเชื่อมต่ออย่างสูงสุด  เมื่อถูกกระตุ้นให้เผชิญกับสถานการณ์ที่ท้าทายให้ผู้เรียนอยากเรียนรู้  โดยผ่านกระบวนการเล่นอย่างสนุกสนาน  และมีความสุข  ปราศจากความเครียด  เพราะความเครียดเป็นสิ่งที่บั่นทอนการเรียนรู้ของผู้เรียนได้สมองของบุคคลมีความเท่าเทียมกันมนุษย์ทุกคนมีระบบสมองที่เหมือนกัน  ถึงแม้ว่าทุกคนจะมีศักยภาพแตกต่างกันในด้านความรู้ความถนัดที่มีอยู่เดิม  ตามสภาพแวดล้อมของแต่ละคน  แต่เราสามารถเรียนรู้ได้เต็มตามศักยภาพได้อย่างเท่าเทียมกัน

                วิธีการเตรียมความพร้อมทางสมอง

                1.  การดื่มน้ำ  ควรดื่มน้ำบริสุทธิ์  วันละ  6 – 8  แก้ว  เพราะถ้าร่างกายได้รับน้ำอย่างเพียงพอจะทำให้เซลล์สมองทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

                2.  การรับประทานอาหาร  ควรรับประทานอาหารให้ครบ  5  หมู่  ซึ่งถูกต้องตามหลักโภชนาการ  เพราะอาหารจะทำให้เซลล์ประสาท / เซลล์สมองเจริญเติบโต  ส่งผลให้ความจำดีและเกิดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ

                3.  การหายใจ  ควรฝึกหายใจให้ลึก ๆ  ซ้ำ ๆ  และมีจังหวะที่แน่นอน  เพราะสมองต้องการอ๊อกซิเจน  และอ๊อกซิเจนช่วยให้กระบวนการคิดดี  ซึ่งถ้ามีการหายใจที่ถูกต้องจะช่วยให้เกิดสมาธิ  สมองปลอดโปร่ง  ลดสภาพการหลง ๆ ลืม ๆ  และสามารถป้องกันโรคสมองเสื่อมได้

                4.  การฟังเพลง / ดนตรี  ควรหาโอกาสฟังเพลง / ดนตรี  จะกระตุ้นให้เกิดการรับรู้และกระตุ้นการทำงานของสมองทั้งสองซีกให้สอดคล้องกันทั้งระบบ  การฟังเพลงที่มีคุณภาพทำให้สมองผลิต  Alpha  Waves  และ  Theta  Waves  ทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างรวดเร็วและเกิดความคิดสร้างสรรค์ชั้นสูง

                5.  การคลายความเครียด  ความเครียดเป็นอุปสรรค์ต่อการเรียนรู้  ดังนั้น  ควรหาเวลาพักผ่อน  ออกกำลังกาย  จัดลำดับความสำคัญของงาน  การหัวเราะ / ยิ้ม  ทำให้จิตใจเบิกบาน  ไม่เครียดและไม่คิดว่าตัวเองเป็นคนไร้ค่าการบริหารสมอง  การบริหารสมองเป็นระบบการเคลื่อนไหวร่างกาย  ที่จะเร้าให้สมองทำงานอย่างดี  เป็นการเชื่อมโยงระหว่างการเคลื่อนไหวร่างกายกับการทำงานของสมอง

 

แนวทางการจัดการเรียนการสอนตามหลัก BBL

                1. การจัดการเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่แท้จริงและถาวรนั้น  จะต้องจัดให้ครบองค์ประกอบทั้ง  3   ส่วน  ได้แก่  การรับรู้  การบูรณาการความรู้  และการประยุกต์ใช้  เพื่อเป็นการเชื่อมโยงความรู้สู่การปฏิบัติจริงในวิถีชีวิต

                2. ครูผู้สอนจะต้องมีข้อมูล  และรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล  คิดและจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความถนัด/ความสามารถหรือความเก่งให้เก่งมากยิ่งขึ้น  รวมทั้งการพัฒนาด้านอื่น ๆ  อีกให้มีความเก่งหลาย ๆ ด้าน  เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงออกถึงความสามารถหรือความเก่งสู่สาธารณชน  โดยอาจจัดเวทีให้แสดงอย่างอิสระ

                3.การจัดการเรียนการสอนที่ดี  ครูต้องมีความเข้าใจทักษะที่เกี่ยวโยงกับความสามารถพิเศษของสมองแต่ละซีก  สมองซีกซ้ายสั่งการทำงานเกี่ยวกับ  คำ  ภาษา  ตรรก  ตัวเลข/จำนวน  ลำดับ  ระบบ  การคิดวิเคราะห์  และการแสดงออกเป็นต้น   สมองซีกขวาจะสั่งการเกี่ยวกับ  จังหวะ  ดนตรี  ศิลปะ  จินตนาการ  การสร้างภาพ  การรับรู้  การเห็นภาพรวม  ความจำ  ความคิดสร้างสรรค์  เป็นต้น

                4.ควรจัดเนื้อหาที่มีความหลากหลายครอบคลุมทุกมิติของชีวิตมนุษย์  กระบวนการเรียนรู้มีลักษณะหลากหลายร่วมกันในลักษณะ  ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง  แหล่งการเรียนรู้หลากหลาย  เช่น  เรียนรู้จากสื่อธรรมชาติ  จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่  จากแหล่งงานอาชีพของชุมชน  จากการค้นคว้าทางเทคโนโลยี  ฯลฯ

                5. ในกระบวนการเรียนรู้นั้น  ขณะที่ผู้เรียนเรียนรู้นั้นอาจเป็นแค่การรับรู้  แต่ยังไม่เข้าใจ  ความเข้าใจอาจเกิดขึ้นภายหลังจากที่ผู้เรียนสามารถมองเห็นถึงความหมายและความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันถึงสิ่งต่าง ๆ  ที่ตนเองรับรู้จากแหล่งความรู้ที่หลากหลาย  ในระดับที่สามารถอธิบายเชิงเหตุผลได้  ซึ่งบางครั้งการสอนในชั้นเรียนเมื่อจบลงบางบทเรียนไม่สามารถทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้  เนื่องจากการสอนนั้นไม่สอดคล้องกับประสบการณ์เดิมของผู้เรียน

                6. บางครั้งการจำเป็นสิ่งสำคัญและมีประโยชน์  แต่การสอนที่เน้นการจำไม่ก่อให้เกิดความเชื่อมโยงให้เกิดการเรียนรู้และบางครั้งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาความเข้าใจ  ถ้าครูไม่ได้ศึกษาลีลารูปแบบการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละประเภท  ว่ามีความชื่นชอบ  ความถนัด  วิธีการเรียนรู้  หลักการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ   และจัดกิจกรรมการสอนให้สอดคล้องกับผู้เรียนแต่ละประเภท จะส่งผลต่อการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน

                7.ครูจำเป็นต้องใช้กิจกรรมที่เป็นสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน  ประกอบด้วย  การสาธิต  การทำโครงงาน  ทัศนศึกษา  การรับรู้ประสบการณ์ด้วยการมองเห็นของจริง  การเล่าเรื่อง  ละคร  และการมีปฏิสัมพันธ์ต่อคนหลาย ๆ ประเภท  การเรียนแบบมุ่งประสบการณ์ทางภาษาสามารถเรียนรู้ได้ในกระบวนการโดยผ่านเรื่องหรือการเขียน

                8.ควรสร้างสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมให้ปลอดภัยเพื่อ  การเรียนรู้  โดยผ่านการเล่นแบบท้าทาย  การเสี่ยง  ความสนุกสนาน  เป็นสิ่งจำเป็นที่ทำให้เกิดการเรียนรู้  การถูกทำโทษอันเนื่องมาจากความผิดพลาดจะทำให้เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้  ครูจึงไม่ควรลงโทษผู้เรียน

ในการเข้าร่วมกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนเผชิญกับสถานการณ์แวดล้อมที่กระตุ้นการเรียนรู้

                9.ผู้เรียนมีความแตกต่างกันเกี่ยวกับความสามารถทางสติปัญญา  ความสามารถความเก่งของมนุษย์  คือ  ทฤษฎีพหุปัญญา  ความเป็นคนเก่งคืออะไร  มีคำตอบมากมายหลายรูปแบบ  แต่สรุปรวมได้ว่า  คนเก่งคือผู้มีความสามารถด้านใดด้านหนึ่งเฉพาะด้าน  หรือหลาย ๆ ด้าน  ที่แสดงออกถึงความสามารถได้อย่างเป็นที่ประจักษ์

  แนวทางการเขียนแผนการสอน BBL

1. อ่าน และศึกษาหลักสูตร ศึกษาหลักสูตรการเรียนรู้แบบ Brain-based Learning ระดับประถมศึกษา และหลักสูตรรายวิชาภาษาไทย

2. ทำความเข้าใจหลักสูตร ในประเด็นต่อไปนี้

2.1 สมองของเด็กวัยนี้ เรียนรู้อย่างไร

2.2 สมองของเด็กวัยนี้ เรียนรู้วิชานั้น ๆ อย่างไร

2.3 สาระหลัก ๆ ของวิชานั้น ในแต่ละระดับคืออะไร

2.4 ทำความเข้าใจ ถึงกุญแจแห่งความสำเร็จในการเรียนรู้วิชานั้น ๆ

2.5 Road map การจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย

2.6 ทำความเข้าในลำดับขั้น ความก้าวหน้าของการเรียนรู้วิชานั้น ๆ

3. กำหนดขอบเขตและเนื้อหาของการสอนวิชานั้น ๆ โดยใช้สาระหลัก ๆ ของวิชานั้นเป็นตัวตั้ง ซึ่งในหลักการจะอยู่บนพื้นฐานของหลักสูตรการศึกษาพื้นฐาน พ.ศ. 2544

4. อ่านหนังสือที่ใช้สอนในวิชานั้น ๆ ได้แก่ ชุดหนังสืออ่านทุกเล่ม แบบเรียนภาษาพาเพลิน ระดับชั้นประถมศึกษา 1 และถ้าเป็นไปได้ ควรอ่านเล่มที่ใช้ในระดับประถมศึกษา 2 และ 3 ด้วย เพื่อช่วยให้เข้าใจถึงความเชื่อมโยง ของทั้งช่วงชั้น

5. ศึกษาเพิ่มเติมจากหนังสืออื่น ๆ ร่วมด้วย

6. กำหนดแผนการเรียน โดยแจกแจงหัวข้อที่สอนและกำหนดจำนวนคาบที่จะสอน ทั้งเทอม/ปี

เพื่อให้เห็นภาพรวมของการเรียนวิชานั้น ๆ ตลอดเทอม/ปี

7. เริ่มเขียนแผนการสอน โดยใช้แบบฟอร์มที่กำหนด

                 การประยุกต์ใช้เทคนิคการจัดการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับหลักการทำงานของสมองนั้นเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญมากที่ครูผู้สอนจะต้องดำเนินการเพราะการเรียนรู้กับสมองเป็นการบูรณาการอย่างองค์รวมที่ไม่สามารถจะแยกส่วนของจากการได้

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 หมายเลขบันทึก: 427696
 เขียน:  
 ดอกไม้:  ความเห็น:  อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ

ความเห็น

โสภณ เปียสนิท
เขียนเมื่อ Tue Feb 22 2011 11:35:22 GMT+0700 (ICT)

มีเนื้อหาละเอียดดีมาก

ชอบวิธีเตรียมความพร้อมทางสมองครับ

นาย ธนากรณ์ ใจสมานมิตร
เขียนเมื่อ Tue Feb 22 2011 12:26:00 GMT+0700 (ICT)

ขออนุญาตแชร์ประสบการณ์ครับ

ผมได้รับประสบการณ์ตรงกับตนเองเกี่ยวกับการฟังดนตรี/ฟังเพลง แต่ก่อนผมเข้าใจอะไรได้ช้า คิดสร้างสรรค์ไม่ค่อยออก(ปัญญาไม่เกิด) ต้องมีต้นแบบ มีตัวอย่างจึงจะพอถูๆไถๆไปได้ หลังจากไปเรียนดนตรีได้ประมาณ ๒ ปี และต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ต้องฝึกฟังเพลงเพื่อแกะคอร์ดกีตาร์เอง พอฟังไปนานเข้ามันก็เกิดเป็นความรู้สึกดื่มด่ำและซาบซึ้งทุกครั้งที่ได้ยินเสียงดนตรี ดนตรีทุกชนิด ทุกประเภท เพลงทุกเพลงทั้งเก่าและใหม่ฟังได้หมด ดังนั้นสิ่งที่ผมคิดว่าผมได้รับอย่างมากๆจากการฟังดนตรีก็คือ สมาธิ และ ปัญญา

เป็นข้อเท็จจริงของผมเองนะครับ แน่นอนว่าต้องใช้วิจารณญาณในการรับรู้ ขอบคุณที่เปิดโอกาสให้ร่วมแสดงความคิดเห็นนะครับ

ศอนอแต๋ว
เขียนเมื่อ Wed Feb 23 2011 14:26:38 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณที่ให้ความรู้เพิ่มเติมและทำให้มั่นใจยิ่งขึ้นว่า ตัดสินใจถูกที่สุดในเรื่อง

หลานชายนายอ๋องน้อย ขอเล่าจากประสบการณ์ตรง นายอ๋องน้อยปัจจุบันอยู่อนุบาล 3 โรงเรียนมัธยมวัดใหม่ เป็นเด็กเกือบสมาธิสั้นไม่อยู่นิ่ง   ย่าเลยตัดสินใจให้เรียนเปียนโน 1 ชม.และเทคคอนโดต่อ 3 ชม.ในวันเสาร์   จะให้ขี่จักรยานเล่นตอนเย็น  

1ปี ได้ผลสมาธินิ่งมากขึ้น มีเหตุมีผลมีวิจารญานมากกว่าเด็กอายุเท่ากัน เวลาทำงานหรืออาบน้ำจะร้องเพลงไปด้วย และ เมื่อวันก่อนไปทดสอบคัดเลือกเข้าเรียน โรงเรียน 2 ภาษา ได้คะแนนเต็ม ความพร้อมดีมาก เป็นลำดับ1 (รับแค่25 คนจาก37 คน)

นั่นแสดงว่า เราได้ให้โอกาสเขา ได้พัฒนาสมองตามBBL ยืนยันได้ว่าเขาพัฒนาได้จริงๆ

ผู้ปกครองต้องช่วยครูด้วยจึงจะสมบูรณ์ไม่ใช่ปล่อยให้ครูพัฒนาอยู่ฝ่ายเดียวกลับไปบ้านไม่ช่วยกัน เด็กก็จะพัฒนาไม่เต็มตามศักยภาพของเขา

ขอบคุณข้อมูลดีดี

 

อารีภัทร
IP: xxx.67.224.46
เขียนเมื่อ Sun Mar 11 2012 07:37:16 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณมากละเอียดดีค่ะ ได้นำไปใช้อ้างอิงในการจัดทำแผนฯแล้ว ขอบคุณมาก

 อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
 ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์
 
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า