จิตตปัญญาเวชศึกษา 155: เสื้อกาวน์

เสื้อกาวน์

วันสองวันมานี้ เห็นรูปฉลองอะไรแว่บๆในหลายๆที่ ปรากฏว่าเป็นเทศกาล "รับเสื้อกาวน์" ของน้องๆนักเรียนแพทย์ชั้นปรีคลินิกนั่นเอง สาเหตุที่เห็นในปีนี้ (ทั้งๆที่มันมีมาทุกปี) เพราะว่ายุคแห่ง FB นั่นเอง ที่ทำให้เราใกล้ชิดกับ real world event มากขึ้น เพราะมันมาปรากฏอยู่บนจอมอนิเตอร์ของเราได้เลย ไม่ต้องเดินไปดู

นึกย้อน (ที่จริงต้องทำเสียงยาาวววกว่านี้ เช่น ย้ออออออออน เพราะไกลมาก) ไปสมัยที่รับเสื้อกาวน์ เป็นสัญญลักษณ์อะไรบางอย่างที่สำคัญสำหรับเด็กที่มาเรียนแพทย์ เพราะตอนชั้นปีต้นๆ (เราเรียกว่าชั้นปรีคลินิก preclinic หมายถึงยังไม่ได้ขึ้นไปปฏิบัติงานบนหอผู้ป่วยในโรงพยาบาล มักจะเดินวนเวียนแถวห้องบรรยาย) เรายังไม่ได้ "รสชาติ" ความเป็นหมอสักเท่าไหร่ ชีวิตในปรีคลินิกสมัยผมนั้น กอดหนังสือ หนุนหนังสือ คาบถ้วยกาแฟเป็นหลัก สอบมันได้ทุกอาทิตย์และอาทิตย์ละสองสามวิชาตลอด 52 สัปดาห์ ไม่ได้เจอคนไข้จริงๆเลย ความรู้สึกเป็นหมอยังไม่บังเกิด หรือเกิดก็แค่ "หมอกระดาษ" เท่านั้น ตอนปลายๆปีสามก็เริ่มมีชั่วโมงแนะนำชั้นคลินิก เริ่มสอนการสัมภาษณ์ การตรวจร่างกายคน ก็เริ่มตื่นเต้นแล้ว มีอุปกรณ์ใหม่ๆที่ซื้อมาพกพา อาทิ stethoscope (หูฟังหัวใจ) ที่เราเคยเห็นในทีวี เอามาอวด เอามาแลกกันดู บางคนก็ดัดจริตไปซื้อของหมอหัวใจจำเพาะมาเลย หนักอึ้ง หัวเบ้อเริ่มเทิ่ม และอุปกรณ์ที่ drama มากๆอีกประการก็คือ "เสื้อกาวน์" นี่แหละ

ยกเว้นคนที่มีพ่อแม่ หรือญาติเป็นหมออยู่ในบ้าน ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่จะรับรู้ว่าหมอหน้าตาท่าทางเป็นยังไงจากทีวีนี่แหละ และถ้าถามผู้กำกับไหนๆก็ตาม อยากจะให้ใคร "ดูเหมือนหมอ" ก็จะมี gears ไม่กี่ชิ้นที่ใส่ปุ๊บ ใครๆก็รู้ว่าเป็นหมอ นั่นคือ สวมเสื้อกาวน์ ใส่แว่น พก steth ห้อยคอ หรือในกระเป๋าเสื้อกาวน์ ถ้าในสมัยก่อน จะให้ครบเครื่องต้องมีไม้เคาะเข่า (ไม้ตรวจ reflex) เหน็บอีกหนึ่งอัน เพียงเท่านี้ก็เรียบร้อย แม้แต่หนังในปัจจุบัน เวลาใครจะปลอมเป็นหมอ ก็แค่นี้แหละ พอ

นั่นเป็นความรู้สึกทาง "สัญญลักษณ์" เหมือนพระต้องห่มจีวร ตำรวจใส่เครื่องแบบพุงปลิ้น (ถ้าไม่คับ แสดงว่าปลอม) ศาลก็มีชุดของท่านจำเพาะ แม้แต่หมอผีในยามปฏิบัติงาน ถ้าไม่มี gear ครบเครื่อง เช่น ผ้าขาวม้าห่มเฉียง ย่าม หนวดเคราพอเสริมความขลัง ก็ดูจะขาดอะไรๆไป ในความเป็นจริงแล้วเครื่องมือเหล่านี้ที่เราเห็นบ่อยๆจนเป็นตัวแทนวิชาชีพนั้น มันมีที่มาที่ใช้จริงๆ

อย่างเสื้อกาวน์นี่ก็คือ "เสื้อคลุม" นั่นเอง ไม่ได้ใส่ให้มันร้อน (เพราะเราจะต้องแต่งตัวเรียบร้อยอีกชั้นข้างในนะครับ อย่าคิดว่านักเรียนแพทย์เดินใส่เสื้อกาวน์ตัวเดียว ข้างในเย็นสบาย!!) แต่เป็นเพราะงานของเรานั้นมันจะต้องคลุกเคล้า คลุกคลีกับโรคภัยไข้เจ็บ เชื้อโรค สิ่งที่ผู้คนคิดว่าสกปรกมากมาย เราก็เลยควรจะใส่ปกป้องกันตัวเองไว้ ดังนั้นเสื้อกาวน์ยุคแรก ก็จะเหมือนเสื้อ laboratory คือ เพื่อ "ป้องกัน" จริงๆ แขนยาวคลุมถึงข้อมือ และชายเสื้อยาวคลุมกางเกง กระโปรงหมด มีกระเป๋าเสื้อกาวน์ใบใหญ่ เพื่อใส่อุปกรณ์พื้นฐานในการตรวจคนไข้ อย่างหูฟังนั่นก็ควรมีของตนเอง ถึงแม้ว่าทุกหอผู้ป่วยจะมีให้อยู่แล้ว แต่เนื่องจากเวลาเราใช้ เราต้องเอาปลายยัดเข้าไปในรูหูลึกพอประมาณ ซึ่งมักจะติดขี้หูคนใช้ออกมาด้วยได้ง่ายๆ ถึงเราจะถูกให้กำลังใจว่าคนใช้คนก่อน เขาจะล้างให้แล้วล่ะด้วยอัลกอฮอล์ (แต่อาจจะลืมก็ได้นะหมอ) ตัดปัญหาก็ต่างคนต่างมีก็แล้วกัน และการที่เราดูคนไข้หลายคนต่อวัน ยิ่งควรจะป้องกันให้ดี

แต่ไปๆมาๆ ผมไม่แน่ใจว่า "function" ของเสื้อกาวน์มันเลือนๆหายไปตอนไหน ในภายหลังเสื้อกาวน์กลายเป็น "เครื่องแบบ" และเริ่มวิวัฒน์ไปในรูปแบบต่างๆกัน

และคงจะด้วยความที่เราเป็นเมืองร้อน ก็เลยเกิด idea ว่าไม่อยากใส่เสื้อสองชั้นให้มันลำบาก ก็เลยใส่เสื้อกาวน์ชั้นเดียวนี่แหละ เป็นเครื่องแบบมันซะเลย (เป็น idea ที่ Hollywood ยังไม่ยอมรับ เพราะภาพยนต์ยังยืนยันแบบสวมสองชั้นอยู่เป็นส่วนใหญ่)

และวิวัฒน์ต่อไปกลายเป็นประเพณีสัญญลักษณ์การขึ้นเรียนชั้นคลินิกของนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่สาม ขึ้นชั้นปีที่สี่ นั่นคือ "พิธีรับเสื้อกาวน์"

บางที่ก็จัดได้อลังการงานสร้าง ซาบซึ้งตรึงใจ และเดี๋ยวนี้ก็ต้องมีถ่ายรูปกันเป็นที่รำลึก เป็นหลักฐานว่าครั้งแรกของเสื้อกาวน์ชั้น หน้าชั้นเด็กขนาดไหน (หารู้ไม่ว่าจะตกใจ เมื่อเปรียบเทียบกับในเวลาต่อมาไม่นาน!!) คนรับก็ดูจะดีอกดีใจไม่น้อย มีคุณพ่อคุณแม่ ญาติๆมาร่วมงานพิธีกันคับคั่ง ถ่ายรูปกันแบบเรียกว่าถือเป็นซ้อมใหญ่ก่อนงานรับปริญญาอีกสามปีนั่นเลยทีเดียวก็มี

แต่สิ่งที่ผมอยากจะให้น้องๆไม่ลืม และไหนๆก็จะทำเป็นสัญญลักษณ์แล้ว ก็คือ "ทำไม" วิชาชีพเราถึงได้สวมใส่เสื้อกาวน์มาแต่แรกเริ่ม นั่นเป็นสัญญลักษณ์ประการหนึ่งว่า งานของวิชาชีพเรานั้น เราจะต้องคลุกคลี ทำงานใกล้ชิดกับโลหิต ปฏิกูล มูตรคูถ เสมหะ นี่คืออภิสิทธิ์ของวิชาชีพที่เรายินดีที่จะใกล้ชิดกับสิ่งเหล่านี้ด้วยความรักคนไข้ ด้วยความหวังที่จะเยียวยาผู้ที่อยู่ในความทุกข์ ก็ขอให้น้องๆในงานรับเสื้อกาวน์นี้ ได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่สัญญลักษณ์ดังกล่าวมีมาเพื่อ และเป็นหมอที่มีความสุขจากงานที่จะได้ทำด้วยครับ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 หมายเลขบันทึก: 422398
 เขียน:  
 ดอกไม้:  ความเห็น: 10  อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ

ความเห็น

มะปรางเปรี้ยว
เขียนเมื่อ Tue Jan 25 2011 10:24:04 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะ อาจารย์

เห็นด้วยกับเรื่องการแต่งกายเป็นการแสดงสัญลักษณ์อย่างหนึ่ง ซึ่งอาจารย์ได้ถ่ายทอดมุมมองที่แสดงถึงคุณค่าของงานได้ชัดเจนมากเลยค่ะ :)

และหนูก็แอบขำที่อาจารย์เขียนว่า "ตำรวจใส่เครื่องแบบพุงปลิ้น (ถ้าไม่คับ แสดงว่าปลอม)" เพราะเมื่อวันก่อนเห็นตำรวจจราจรมาจับคนขับรถมอร์เตอร์ไซต์ที่ไม่ใส่หมวกกันน็อคแถวๆ มอ. แล้วแกดันใส่เสื้อทรงหลวมๆ หนูก็คิดในใจ ตำตรวจจริงรึเปล่านี่ ทำไมใส่เสื่อไม่รัดพุงเลย มาเจออาจารย์เขียนในบันทึกนี้ ก็มั่นใจขึ้นมาหน่อยว่ามีคนคิดเหมือนกันด้วย

ขอบคุณค่ะ :)

Phoenix
เขียนเมื่อ Tue Jan 25 2011 10:26:44 GMT+0700 (ICT)

ตำรวจปลอมแหงเลย ไปขอบัตรได้ถ้าเจอยังงี้ หึ หึ

mee_pole
เขียนเมื่อ Tue Jan 25 2011 11:03:55 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะ

 ดีใจค่ะที่ได้อ่านบทความนี้ เพราะเคยมีปัญหาที่ยังคาใจ หวังว่าคุณหมอจะช่วยกรุณาไขข้อข้องใจว่าสิ่งที่ meepole คิด มีอะไรที่เข้าใจไม่ถูกต้องหรือไม่

 จากประโยคที่ว่า "เราถึงได้สวมใส่เสื้อกาวน์ ....เราจะต้องคลุกคลี ทำงานใกล้ชิดกับโลหิต ปฏิกูล มูตรคูถ เสมหะ ...."      

คิดว่า และในทางตรงข้ามเราก็คงไม่อยากจะให้สิ่งที่ไม่สะอาดจากเสื้อผ้าเราที่เดินทางไปทั่วในแต่ละวันเข้าไปติดคนไข้เช่นกัน และสามารถเอาออกมาแพร่ข้างนอก (อาจคิดมากไป)

แต่ที่เห็นตอนนี้มีคนใส่เสื้อกาวน์ออกมาเดินในโรงอาหารของ รพ. และเดินข้ามถนนออกมายืนซื้อผลไม้ที่ตลาดชุมชนข้างรพ. แล้วก็เดินกลับเข้าในรพ.ต่อ ก็ไม่แน่ใจว่าแพทย์หรือจนท เพราะไม่ห้อยอุปกรณ์

ตอนเช้าจะเห็นหมอ หรือนศ.แพทย์ไม่แน่ใจค่ะ ใส่เสื้อกาวน์ ห้อย stethoscope เดินจากนอกถนนเข้าในรพ.เดาว่าคงใส่จากที่พักเดินมา

ทั้งหมดที่กล่าวเล่ามา ขออนุญาตถามค่ะว่า จริงๆแล้วไม่มีข้อเตือนหรือetc.ว่าเสื้อกาวน์ควรใส่เมื่อใด ที่ใด หรือ...หรือใส่ยังไงก็ได้ไม่เป็นไร เพราะตัวเองมี ความคิดเพียงว่าเสื้อกาวน์ควรใส่เฉพาะในเขตรพ.เท่านั้น

ที่ meepole เคยประสบมาคือ เรามีที่พักเสื้อกาวน์ เมื่อเดินเข้าห้อง lab หยิบของตัวเองมาใส่ (มีชื่อปะไว้) จะออกนอกห้อง lab ต้องถอดแขวน ห้ามใส่เดินไปทั่วตึก ถ้าเขาพบจะสั่งหยุดlab เราทันที ถ้าจำเป็นต้องไปทำปฏิบัติการพิเศษที่ห้องอื่น ให้ถือไปใส่ แต่เป็น case by case เพราะอาจเป็น lab cloning จึง กลัวการติดเชื้อราและสารระเหย

Phoenix
เขียนเมื่อ Tue Jan 25 2011 11:19:34 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับ คุณ mee_pole

อย่างที่เขียนเรียบเรียงประวัติไว้แหละครับ แต่เดิมตอนที่เราใช้ตาม function ของมัน คือเป็นเสื้อคลุมนั้น ไม่ต้องเตือนก็ไม่มีใครอยากจะใส่ออกไปเดินข้างนอกโรงพยาบาลอยู่แล้ว ทั้งร้อน ทั้งสกปรก

แต่ภายหลัง งานของแต่ละหอผู้ป่วยก็เริ่มเปลี่ยนไป การมีเครื่องมือเครื่องไม้ช่วยตรวจ ช่วย investigate หาวินัจฉัย ก็ทำให้บางหัตถการที่หมอต้องลงไป "คลุก" ก็มีความจำเป็นน้อยลง และยิ่งเดี๋ยวนี้ เสื้อกาวน์ไม่ได้เป็น "เสื้อคลุม" แล้ว นักเรียนแพทย์ (หรือแพทย์ที่จบแล้วก็ตาม) หลายโรงพยาบาลใส่เสื้อขาวชั้นเดียว เป็นเหมือนเครื่องแบบไปเลย ไม่ได้มีเสื้อคลุมอีกต่อไป

ในกรณีนี้เราก็ไม่ควรเรียกมันว่า "เสื้อกาวน์" แล้วล่ะครับ มันเป็นชุดทำงาน และมีอยู่ชั้นเดียว ถอดออก ก็เหลือแต่เสื้อกล้าม (ถ้าใส่) หรือเสื้อชั้นใน ยกทรง หรือตัวเปล่าๆไปเลย

ตอนผมเรียน immunology อยู่ที่อังกฤษ เสื้อคลุมก็เป็นเสื้อ lap อย่างที่คุณ mee_pole เล่ามา และห้ามใส่ออกนอกบริเวณแน่นอน เพราะสารเคมีที่เราใช้นั้น มีอันตรายมากมายหลายรูปแบบ

ทีนี้ก็เลยเป็นที่มาว่าทำไม เดี๋ยวนี้เราถึงเห็นหมอเดินชุดทำงานต๊อกแต๊กมาจากหอ เข้าโรงอาหาร ไปทำงาน ไปมันหมดทุกที่ เพราะมันไม่ได้เป็นเสื้อคลุมอีกต่อไปนั่นเอง ตอนแรกๆก็มีการเตือน มีการห้ามแหละครับว่าไม่ควรใส่ออกนอกโรงพยาบาล แต่ในทางปฏิบัติบางทีมันก็ลำบากเหมือนกัน เพราะมันใส่อยู่ชั้นเดียว ไม่ได้มี locker ที่โรงพยาบาลด้วยที่จะมีชุด private เปลี่ยน ยังไงๆก็ต้องกลับไปเปลี่ยนที่หอพักบ้าง ที่บ้านบ้าง ฯลฯ

แต่ถ้าจะปลอบใจ โดย commonsense ถ้าคุณหมอรู้ตัวว่าวันนี้อาจจะสกปรกโสโครก ด้วยความที่ทำงานด้านนี้ คุณหมอท่านนั้นน่าจะรู้ว่ามันควรจะทำยังไง แต่ถ้าเดินออกมาไปไหนมาไหน แสดงว่าวันนั้นอาจจะไม่ได้ทำอะไรที่มันจะเลอะเทอะนัก เหมือนเสื้อธรรมดาๆของคนทั่วๆไป อันนี่เรียกว่าฝากความหวังไว้กับ conscience ของคุณหมอนั่นเอง

กุลมาตา
เขียนเมื่อ Tue Jan 25 2011 11:26:05 GMT+0700 (ICT)

 

วิวัฒนาการ "เสื้อกาวน์เครื่องแบบ" ของนิสิต-นศ.แพทย์สาวๆ

เช่นเดียวกับ "เครื่องแบบนิสิต-นศ.หญิง" ปัจจุบัน

กลายมาเป็น "แฟชั่นเสื้อคับรัดรูป"  นี่เอง..

เกรงเด็กๆ จะหายใจไม่ออกจริงๆค่ะ

 

 

mee_pole
เขียนเมื่อ Tue Jan 25 2011 11:28:04 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณค่ะที่กรุณามาตอบได้ทันใจ

ต่อไปเวลารู้สึก ไม่ค่อยดีกับภาพที่เห็นจะพยายามคิดถึงที่คุณหมอบอกไว้ว่า

"มันเป็นชุดทำงาน และมีอยู่ชั้นเดียว ถอดออก ก็เหลือแต่เสื้อกล้าม (ถ้าใส่) หรือเสื้อชั้นใน ยกทรง หรือตัวเปล่าๆไปเลย"

อันนี้คิดว่าใส่ดีกว่าถอดแน่นอนค่ะ มิอยากถูกกุ้งยิงตา หุ หุ

Phoenix
เขียนเมื่อ Tue Jan 25 2011 11:29:12 GMT+0700 (ICT)

จริงคับ เอ๊ย ครับ

หน้าที่ของเสื้อกาวน์ตอนยังเป็นเสื้อคลุมนั้น เพื่อปกป้องร่างกาย ฉะนั้นจะหลวม จะใหญ่ เรียกว่าถ้าเปื้อน ถ้าเปียก ก็จะชะลอไม่ให้มาแตะต้องโดนตัวเราไว้ก่อน

แต่เดี๋ยวนี้เสื้อผ้่าออกแบบมาเพื่อเชื้อเชิญให้นึกว่าข้างในมีอะไรอยู่มากกว่า มันก็เลยรัด แนบ กระชับไปเสีย ไม่ได้มีหน้าที่อะไรในการป้องกันอย่างแต่ก่อนเลย

Phoenix
เขียนเมื่อ Tue Jan 25 2011 11:31:15 GMT+0700 (ICT)

ฮ่า ฮ่า คุณ mee_pole คิดถูกแล้วครับ

นึกภาพ เดี๋ยวเราไปเตือนน้องหมอกำลังเดิน shopping ใน Lotus เดี๋ยวแกเคืองขึ้นมา ถอดเดิน shop ต่อด้วยชุดชั้นใน เราจะพาลหัวใจวายแทน (เดี๋ยวนี้กุ้งยิงเป็นยากแล้วครับ เพราะใส่แว่น ยิงไม่โดน)

JJ
เขียนเมื่อ Tue Jan 25 2011 12:02:47 GMT+0700 (ICT)

เห็นหลานๆหลายท่านชอบใส่เสื้อกาวน์ไปทานอาหารและโชว์ตามห้างสรรพสินค้า เอ ใคร รับชอบ นิ

Phoenix
เขียนเมื่อ Tue Jan 25 2011 15:09:19 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับ อ.JJ Ico48

ฮ่ะ ฮ่า ต้องถึงกับซือโจ๊วลงมา comment เอง หึ หึ

เรื่องนี้คงจะมีทุกโรงเรียนแพทย์ (มั้ง) โดยเฉพาะที่ที่อยู่ใกล้ๆที่เดินเที่ยว ม.อ.ก็มี Lotus อยู่แค่ฝั่งตรงกันข้าม แต่พวกในกทม.ก็คงจะยิ่งยุบยับกว่า

ขอลองวิเคราะห์แยกแยะ ตามอารมณ์ดูก่อน

เสื้อกาวน์แบบคลุม กับเครื่องแบบ

ถ้าแบบคลุมนี่ เห็นด้วยแน่นอนครับว่าใส่ออกไปเดินคงจะดูไม่ค่อยงาม ทั้ง fashion aspect และทั้ง function aspect โดยเฉพาะอย่างยิ่งคลุมยาวคร่อมเข่า แต่ที่เห็นใส่จะเป็นแบบของแพทย์ประจำบ้าน คือคลุมสั้นที่มักจะเห็นหมอสุภาพสตรีใส่ ข้างในเป็น office เก๋ๆและมีกาวน์สั้นคลุมอีกชั้นหนึ่ง ถ้าตัดหรือออกแบบดีๆจะคล้ายๆสูทออฟฟิสเลยทีเดียว แต่สีขาวเท่านั้่น

ประเด็นเสื้อคลุมคงจะเป็นเรื่องของความสะอาดมากที่สุด ส่วนเหมาะ/ไม่เหมาะ ตรงนี้เหตุผลจะกำกวมนิดหน่อย เพราะถ้าเป็นสูท office ที่ไหนๆ ก็ใส่เดินเที่ยวได้อย่างสง่างามทั้งนั้น ไม่ว่าจะของธนาคาร ของบริษัทเอกชน แต่กาวน์คลุมของแพทย์ที่คนอาจจะนึกถึงว่า เอ... มันเปื้อนเลือด เปื่้อนน้ำลาย เปื้อนเสมหะมามากแค่ไหน

อย่างที่เรียนให้ทราบ ถ้าเราทำเป็นเสื้อเพื่อหน้าที่จริงๆ และมันก็กันเปื้อนจริงๆ เราก็ไม่ควรจะใส่เสื้อเปื้อน Tb ไปกินข้าวหรือดูหนังอยู่แล้ว แต่บางคนก็อาจจะบอกว่ามันไม่ได้เปื่้อนอะไรเลย ทำไมจะใส่ไม่ได้

เสื้อกาวน์เดี่ยว (เครื่องแบบ) ไม่มีชั้นใน

ถ้าเราใส่เสื้อชั้นเดียวทำงานในโรงพยาบาลจริงๆ เราจะพบว่าไม่สะดวกหลายอย่าง และเสี่ยงต่ออนามัยของเราเองเยอะ ทางแก้ก็คือ ตามหอผู้ป่วยหรือที่ OPD ที่ทำงานที่มีความเสี่ยงเผชิญความสกปรกนั้น ควรจะมีกาวน์คลุม หรือเสื้อคลุมชั่วคราว ที่ใส่เฉพาะในสถานที่นั้นๆให้ พอออกมาก็ถอด เหมือนอย่างชุดห้องผ่าตัด หรือชุดในห้องรังสีเอกซเรย์ เสื้อเดี่ยวของเราก็จะได้สะอาดตลอดเวลา ไม่เปื้อนอะไร

ทีนี้ถ้าคนรังเกียจล่ะ?

รังเกียจนี่ ก็คงเป็นการรับรู้ของคนนั้นๆว่าเสืื้อแบบนี้ ใส่จาก รพ. มันน่าจะสกปรก มันน่าจะเปื้อนอะไรๆที่โสโครกโสมม แต่นีไม่ใช่การรับรู้เชิง logic มันมีการ downloading ประสบการณ์เก่า หรือการแปลความเก่าในระบบ all or none คือ "เสื้อกาวน์ = สกปรก" ขนาดที่ว่าเห็นชัดๆว่าเสื้อขาวจั๊ว กรีบโง้ง มีกลิ่นแอร์คอนดิชันติดมา แสดงว่านั่งทำงานใน office มาตลอดเช้า แต่เราเห็นเป็นเสื้อหมอปุ๊บก็อดคิดไม่ได้ว่ามันสกปรก

ถ้าเป็นแบบนี้ ปััญหาไม่ได้อยู่ที่เสื้อ แต่อยู่ที่การรับรู้

ทีนี้อาจารย์ถามว่าใส่เสื้อกาวน์ไปทานอาหาร และโชว์ ผมยังไม่ทราบว่าเป็นกลุ่มเสื้อคลุมหรือเสื้อเดี่ยวก็เลยฟันธงไม่ได้เรื่องความเหมาะสม แต่ถามว่าใครรับผิดชอบ อันนี้ง่ายนะผมว่า คนจะเป็นหมอ หรือกำลังจะเป็นหมอ น่าจะเป็นคนรับผิดชอบในอาภรณ์การแต่งกายของตนเองนะครับ ไม่ใช่พ่อ ไม่ใช่แม่ ไม่ใช่ครู ไม่ใช่สถาบัน ไม่ใช่ประเทศไทย เป็นคนรับผิดชอบต่อเสื้อกางเกงชุดนี้ ก็ต้องคนใส่แหละครับ

สิ่งที่น่าสนใจแต่อาจจะยังไม่มีใครทำวิจัยตอบก็คือ คนส่วนใหญ่/ส่วนน้่อย เมื่อเห็นเสื้อกาวน์ เขาคิดถึงเรื่องความสกปรกหรือเรื่องอะไรกัน?

แน่นอน การเปลี่ยนเป็นชุดธรรมดาออกข้างนอกก็ดูเหมือนจะแก้ปัญหาได้หมดทุกอย่าง แต่จริงหรือ? เพราะที่เรากำลังอภิปราย ไม่ได้เป็น "fact" ว่าชุดมันสกปรกหรือสะอาด แต่เป็น "perception" ต่างหากที่เป็นประเด็นสำคัญ การสื่อสารจากองค์กรไปยังตัวผู้ปฏิบัติงานก็สำคัญ ที่เราจะต้่อง balance สมดุลของการรักษาความลับและระเบียบปฏิบัติ และที่สุดแล้ว เราก็เลือกจาก best choice ณ ขณะนั้นๆได้แค่นั้นเอง

 

 อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
 ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์
 
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า