ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (Market for Alternative Investment - MAI) เป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งที่สองของประเทศไทย ก่อตั้งเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2542 และเปิดทำการซื้อขายวันแรกเมื่อวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2544 มีจุดประสงค์การทำงานโดยทั่วไป เหมือนกับ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) คือ ทำหน้าที่เป็นตลาดทุน เพื่อให้กิจการต่างๆ สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้ แต่ตลาดใหม่นี้ จะเน้นไปที่กิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี - SME) และกิจการเกี่ยวกับนวัตกรรม โดยได้ผ่อนผันหลักเกณฑ์ต่างๆ ลง เช่น ทุนชำระแล้วขั้นต่ำของหลักทรัพย์ในตลาดหลัก คือ 200 ล้านบาท ในขณะที่ขั้นต่ำของตลาดใหม่ ลดลงเป็น 40 ล้านบาท เป็นต้น เพื่อเปิดโอกาสให้กิจการขนาดเล็ก ที่ไม่สามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ ได้มีหนทางในการระดมทุน รวมทั้งสนับสนุนอุตสาหกรรมการร่วมลงทุน (venture capital) เพื่อเพิ่มจำนวนบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (The Stock Exchange of Thailand - SET) เป็นตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทย จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2517 อยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลัก ทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดทำการซื้อขายขึ้นอย่างเป็นทางการครั้งแรกในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2518[2] ทำหน้าที่เป็นตลาดรองเพื่อแลกเปลี่ยนซื้อขายตราสารทุน ของบริษัทต่างๆ ที่ขึ้นทะเบียนไว้ และ เพื่อให้สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้โดยสะดวก ปัจจุบันการดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535
ตราสารอนุพันธ์(TFEX)
ตลาดอนุพันธ์ฯ เป็นศูนย์กลางการซื้อขายอนุพันธ์ที่อ้างอิงกับตราสารทุน ตราสารหนี้ และสินค้าโภคภัณฑ์ชนิดต่างๆ ที่นอกเหนือจากสินค้าเกษตรกรรม โดยตราสารอนุพันธ์ที่ บมจ. ตลาดอนุพันธ์ฯ สามารถจัดให้มีการซื้อขายภายใต้พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 ได้แก่ ฟิวเจอร์ส (Futures) ออปชัน (Options) และออปชันบนสัญญาฟิวเจอร์ส (Options on Futures) ของสินทรัพย์อ้างอิงประเภทต่าง ๆ ดังนี้
|
• อ้างอิงกับตราสารทุน ได้แก่ ดัชนีราคาหลักทรัพย์ หลักทรัพย์ |
|
• อ้างอิงกับตราสารหนี้ ได้แก่ พันธบัตรรัฐบาล อัตราดอกเบี้ย |
|
• อ้างอิงกับราคาหรือดัชนีราคาอื่น ๆ ได้แก่ ทองคำ น้ำมันดิบ อัตราแลกเปลี่ยน |
ตราสารหนี้ เป็นตราสารการเงินที่เป็นสัญญาแสดงความเป็นหนี้ระหว่างผู้ออก และผู้ถือตราสารหนี้ (หรือที่เรียกว่า “ผู้ลงทุน” ) ตราสารหนี้ต้องมีกำหนดอายุและอัตราดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์อื่นใดเป็นจำนวนที่แน่นอน โดยระบุวันที่ชำระดอกเบี้ยและเงินต้นล่วงหน้าตั้งแต่เมื่อออกตราสารนั้น และในระหว่างที่ยังไม่ครบกำหนดอายุ รวมถึงวันไถ่ถอน นอกจากนี้ ตราสารหนี้ยังสามารถซื้อขายโอนเปลี่ยนมือกันได้
ผู้ออกตราสารหนี้คือผู้กู้เงินจากผู้ที่ซื้อตราสารหนี้ ดังนั้น ผู้ออกจึงเป็น “ลูกหนี้” ในขณะที่ผู้ซื้อ คือ “ผู้ให้กู้” หรือ “ เจ้าหนี้” นั่นเอง ซึ่งแตกต่างจากตราสารทุนหรือหุ้นสามัญที่ผู้ถือตราสารทุนนั้นจะลงทุนในส่วนของผู้ถือหุ้น และมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกิจการนั้นๆ ไม่ใช่เป็นเจ้าหนี้
ตราสารหนี้ เป็นคำศัพท์กว้างๆ แต่ที่ท่านอาจคุ้นเคยมากกว่า คือ “พันธบัตร” และ “หุ้นกู้” โดยพันธบัตรมักใช้เรียกตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจ ส่วนหุ้นกู้จะถูกเรียกใช้เมื่อออกโดยบริษัทเอกชน ในต่างประเทศจะใช้คำว่า “Bond” สำหรับตราสารหนี้ทั่วไปทั้งที่ออกโดยรัฐบาลและเอกชน แต่จะมีในบางกรณีที่อาจจะเรียกว่า “Debenture” เมื่อตราสารหนี้นั้นไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (Market for Alternative Investment - MAI) เป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งที่สองของประเทศไทย ก่อตั้งเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2542 และเปิดทำการซื้อขายวันแรกเมื่อวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2544 มีจุดประสงค์การทำงานโดยทั่วไป เหมือนกับ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) คือ ทำหน้าที่เป็นตลาดทุน เพื่อให้กิจการต่างๆ สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้ แต่ตลาดใหม่นี้ จะเน้นไปที่กิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี - SME) และกิจการเกี่ยวกับนวัตกรรม โดยได้ผ่อนผันหลักเกณฑ์ต่างๆ ลง เช่น ทุนชำระแล้วขั้นต่ำของหลักทรัพย์ในตลาดหลัก คือ 200 ล้านบาท ในขณะที่ขั้นต่ำของตลาดใหม่ ลดลงเป็น 40 ล้านบาท เป็นต้น เพื่อเปิดโอกาสให้กิจการขนาดเล็ก ที่ไม่สามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ ได้มีหนทางในการระดมทุน รวมทั้งสนับสนุนอุตสาหกรรมการร่วมลงทุน (venture capital) เพื่อเพิ่มจำนวนบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (The Stock Exchange of Thailand - SET) เป็นตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทย จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2517 อยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลัก ทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดทำการซื้อขายขึ้นอย่างเป็นทางการครั้งแรกในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2518[2] ทำหน้าที่เป็นตลาดรองเพื่อแลกเปลี่ยนซื้อขายตราสารทุน ของบริษัทต่างๆ ที่ขึ้นทะเบียนไว้ และ เพื่อให้สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้โดยสะดวก ปัจจุบันการดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535
ตราสารอนุพันธ์(TFEX)
ตลาดอนุพันธ์ฯ เป็นศูนย์กลางการซื้อขายอนุพันธ์ที่อ้างอิงกับตราสารทุน ตราสารหนี้ และสินค้าโภคภัณฑ์ชนิดต่างๆ ที่นอกเหนือจากสินค้าเกษตรกรรม โดยตราสารอนุพันธ์ที่ บมจ. ตลาดอนุพันธ์ฯ สามารถจัดให้มีการซื้อขายภายใต้พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 ได้แก่ ฟิวเจอร์ส (Futures) ออปชัน (Options) และออปชันบนสัญญาฟิวเจอร์ส (Options on Futures) ของสินทรัพย์อ้างอิงประเภทต่าง ๆ ดังนี้
• อ้างอิงกับตราสารทุน ได้แก่ ดัชนีราคาหลักทรัพย์ หลักทรัพย์
• อ้างอิงกับตราสารหนี้ ได้แก่ พันธบัตรรัฐบาล อัตราดอกเบี้ย
• อ้างอิงกับราคาหรือดัชนีราคาอื่น ๆ ได้แก่ ทองคำ น้ำมันดิบ อัตราแลกเปลี่ยน
ตราสารหนี้ เป็นตราสารการเงินที่เป็นสัญญาแสดงความเป็นหนี้ระหว่างผู้ออก และผู้ถือตราสารหนี้ (หรือที่เรียกว่า “ผู้ลงทุน” ) ตราสารหนี้ต้องมีกำหนดอายุและอัตราดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์อื่นใดเป็นจำนวนที่แน่นอน โดยระบุวันที่ชำระดอกเบี้ยและเงินต้นล่วงหน้าตั้งแต่เมื่อออกตราสารนั้น และในระหว่างที่ยังไม่ครบกำหนดอายุ รวมถึงวันไถ่ถอน นอกจากนี้ ตราสารหนี้ยังสามารถซื้อขายโอนเปลี่ยนมือกันได้
ผู้ออกตราสารหนี้คือผู้กู้เงินจากผู้ที่ซื้อตราสารหนี้ ดังนั้น ผู้ออกจึงเป็น “ลูกหนี้” ในขณะที่ผู้ซื้อ คือ “ผู้ให้กู้” หรือ “ เจ้าหนี้” นั่นเอง ซึ่งแตกต่างจากตราสารทุนหรือหุ้นสามัญที่ผู้ถือตราสารทุนนั้นจะลงทุนในส่วนของผู้ถือหุ้น และมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกิจการนั้นๆ ไม่ใช่เป็นเจ้าหนี้
ตราสารหนี้ เป็นคำศัพท์กว้างๆ แต่ที่ท่านอาจคุ้นเคยมากกว่า คือ “พันธบัตร” และ “หุ้นกู้” โดยพันธบัตรมักใช้เรียกตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจ ส่วนหุ้นกู้จะถูกเรียกใช้เมื่อออกโดยบริษัทเอกชน ในต่างประเทศจะใช้คำว่า “Bond” สำหรับตราสารหนี้ทั่วไปทั้งที่ออกโดยรัฐบาลและเอกชน แต่จะมีในบางกรณีที่อาจจะเรียกว่า “Debenture” เมื่อตราสารหนี้นั้นไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
นายนครินทร์ บุตรวงศ์ รหัส 51127301001 เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ
1. ตลาดปัจจัยการผลิต (factor market) คือตลาดที่ทำการซื้อขายปัจจัยที่จะนำไปใช้ทำการผลิตสินค้าหรือบริการต่างๆ เช่น ที่ดิน แรงงาน สินค้าประเภททุน ตลอดจนวัตถุดิบต่างๆ ที่ใช้ทำการผลิต โดยผู้ผลิตจะนำเอาปัจจัยการผลิตต่างๆดังกล่าวนี้ไปทำการผลิตสินค้าและบริการเสียก่อนจึงจะนำออกสู่ตลาดเพื่อจำหน่ายต่อไป
2. ตลาดสินค้า (product market) คือตลาดที่ทำการขายสินค้าหรือบริการซึ่งผู้ซื้อจะนำไปใช้ในการอุปโภคบริโภคโดยตรง
3. ตลาดการเงิน (financial market) เป็นแหล่งให้ผู้ผลิตซึ่งมีความต้องการเงินลงทุนได้กู้ยืมเงินไปลงทุน ตลาดการเงินยังแบ่งออกเป็น
1. ตลาดเงิน (money market) เป็นศูนย์กลางการกู้ยืมเงินทุนระยะสั้น โดยมีระยะเวลาการชำระคืนไม่เกิน 1 ปี เช่น การซื้อลดตั๋ว การเบิกเงินเกินบัญชี การกู้ยืมระยะสั้นในระหว่างธนาคารและสถาบันการเงินอื่นๆ เป็นต้น
2. ตลาดทุน (capital market) เป็นศูนย์กลางการกู้ยืมเงินทุนระยะยาว โดยมีระยะเวลาการชำระคืนเกิน 1 ปี เช่น การซื้อขายพันธบัตร หุ้นกู้ หุ้นสามัญ เป็นต้น
นอกจากนี้ เรายังสามารถแบ่งตลาดทุนออกเป็นตลาดแรก (primary market) กับตลาดรอง (secondary market)
- ตลาดแรกเป็นตลาดที่มีการซื้อขายหุ้นใหม่ (ออกจำหน่ายเป็นครั้งแรก) เป็นการระดมเงินทุนของบริษัท ธุรกิจ ห้างร้าน ส่วนตลาดรองเป็นตลาดที่มีการซื้อขายหุ้นที่ผ่านการจำหน่ายมาแล้วครั้งหนึ่ง ตัวอย่างของตลาดรอง ได้แก่ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (The Stock Exchange of Thailand, SET) การซื้อขายหุ้นในตลาดรองไม่ถือว่าเป็นการระดมเงินทุนใหม่ เป็นแต่เพียงการซื้อขายโอนเปลี่ยนมือของผู้ถือหุ้นเท่านั้น
ความแตกต่างระหว่างตลาดเงินและตลาดทุน
1. ตลาดเงินเป็นการระดมเงินทุนและให้กู้ยืมในระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี ส่วนตลาดทุนจะเป็นการระดมเงินทุนและให้กู้ยืมในระยะยาวเกิน 1 ปี
2. การให้กู้ยืมในตลาดเงินจะมีความเสี่ยงต่ำกว่าการให้กู้ยืมในตลาดทุน ทั้งนี้ เพราะระยะเวลาในการให้กู้ยืมแตกต่างกัน (ระยะสั้นจะมีความเสี่ยงน้อยกว่าระยะยาว)
3. ตราสารที่ใช้ในการกู้ยืม
o ตลาดเงินใช้หลักทรัพย์ระยะสั้น เช่น ตั๋วสัญญาใช้เงิน ตั๋วแลกเงิน ตั๋วเงินคลัง เป็นต้น
o ตลาดทุนใช้หลักทรัพย์ระยะยาว เช่น หุ้นกู้ หุ้นทุน พันธบัตร เป็นต้น
4. การกู้ยืมเงินทุนในตลาดเงินส่วนใหญ่จะใช้ไปเพื่อเป็นทุนหมุนเวียนของการดำเนินการของธุรกิจ แต่ถ้าเป็นการระดมเงินทุนในตลาดทุนจะใช้ไปเพื่อการลงทุน เช่น การขยายขนาดการผลิต การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร เป็นต้น
นางสาวเสาวลักษณ์ ดาโสม รหัส 51127301040 เอก เศรษฐศาตร์ธุรกิจ
ตลาดทุน (Capital Market) คือ ศูนย์กลางหรือแหล่งของการพบปะของผู้มีเงินออมเพื่อมาให้กู้ หรือลงทุนระยะยาวกับผู้ที่ต้องการแสวงหาเงินทุนระยะยาว ตลาดทุนประกอบด้วย 2 ตลาด คือ ตลาดแรก ทำหน้าที่จัดการเกี่ยวกับนำหลักทรัพย์ใหม่ของผู้ต้องการเริ่มกิจการ หรือขยายกิจการออกขาย และตลาดรอง ทำหน้าที่รองรับตลาดแรก โดยทำหน้าที่รับซื้อและขายหลักทรัพย์จากตลาดแรกให้ผู้ที่ต้องการซื้อขายเปลี่ยนมือหลักทรัพย์
ตลาด TFEX ตลาดอนุพันธ์มีบทบาทสำคัญในการสร้างเสถียรภาพในตลาดการเงินและระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากอนุพันธ์สามารถ นำมาใช้ในการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนหรือผู้ประกอบการต้องเผชิญได้อย่างมีประสิทธิภาพ อนุพันธ์สามารถอ้างอิงกับราคา หรือดัชนีราคาของสินค้า หรือสินทรัพย์ทางการเงินต่าง ๆ ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโดยรวม ไม่ว่าจะเป็น ดัชนีราคาหลักทรัพย์ อัตราดอกเบี้ย ราคาพันธบัตร อัตราแลกเปลี่ยน ราคาน้ำมัน ราคาทองคำ ราคาสินค้าเกษตร เป็นต้น ด้วยความหลากหลายของสินทรัพย์อ้างอิงนี้ ทำให้อนุพันธ์สามารถใช้จัดการกับปัจจัยความเสี่ยงต่าง ๆ ได้อย่างคล่องตัว เช่น ในภาคการผลิต ผู้ผลิตสามารถใช้อนุพันธ์ที่อ้างอิงกับสินค้าต่าง ๆ ในการควบคุมราคาต้นทุนสินค้าทั้งทางด้านต้นทุนราคาวัตถุดิบและต้นทุนด้านการผลิต สามารถใช้ควบคุมราคาจัดจำหน่ายสินค้ารวมถึงสามารถควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ภายนอก เช่น ควบคุมราคาอัตราแลกเปลี่ยน เป็นต้น
ในภาคการเงินก็เช่นกัน ผู้ลงทุนหรือผู้ที่ประกอบธุรกิจในตลาดทุนที่ต้องเผชิญความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และความเสี่ยงที่เกิดจากการลงทุนในหลักทรัพย์ การใช้อนุพันธ์ทางการเงินนี้ ช่วยให้ผู้ลงทุน และผู้ที่ประกอบธุรกิจในตลาดทุน สามารถบริหารความเสี่ยงดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ประโยชน์ของตลาดอนุพันธ์อีกประการหนึ่ง คือ เป็นเครื่องมือที่เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการการลงทุน อนุพันธ์ทางการเงินนั้นสามารถนำมาซื้อขาย เพื่อทำกำไรจากการเปลี่ยนแปลงของราคา หรือทำกำไรจากทิศทางการขึ้นลงของตัวแปรทางการเงินต่าง ๆ ได้ ไม่วาจะเป็นดัชนีราคาหลักทรัพย์ อัตราดอกเบี้ยหรืออัตราแลกเปลี่ยน ยิ่งไปกว่านั้น อนุพันธ์ยังมีจุดเด่นที่สามารถใช้เป็นเครื่องมือประกอบกลยุทธ์จัดการการลงทุนในแบบที่หลากหลายและคล่องตัว ช่วยให้การบริหารจัดการการลงทุนบรรลุวัตถุประสงค์ดังที่วางไว้
ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) จัดตั้งขึ้นโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพื่อเป็นแหล่งระดมทุนสำหรับบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงหรือบริษัทที่เริ่มดำเนินกิจการไม่นานแต่มีมูลค่าราคาตลาดที่สูงโดยถือเป็นทางเลือกอีกแห่งในการระดมทุน บริษัทที่มีศักยภาพในการเติบโตและต้องการระดมทุน
หุ้นที่อยู่ในตลาดนี้จึงเป็นบริษัทขนาดกลางหรือเล็ก ซึ่งกฏเกณฑ์ในการจะเข้าตลาดได้จะผ่อนปรนกว่าการเข้าตลาดหลักทรัพย์ (SET) เช่น
สถานะ เป็นบริษัทมหาชนจำกัดหรือนิติบุคคลที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้นโดยเฉพาะ มีทุนชำระแล้ว > 20 ล้านบาท
การกระจายการถือหุ้นรายย่อย > 300 ราย ถือหุ้นรวมกัน > 20% ของทุนชำระแล้ว
การเสนอขายหุ้นต่อประชาชน ต้องได้รับอนุญาตให้เสนอขายหุ้นต่อประชาชนจากสำนักงาน ก . ล. ต. จำนวนหุ้นที่เสนอขาย > 15 % ของทุนชำระแล้ว
ผลการดำเนินงาน มีผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง > 2 ปีก่อนยื่นคำขอ โดยมีกำไรสุทธิในปีล่าสุดก่อนยื่นคำขอ > 0 ไม่นับรวมต้นทุนทางการเงิน
กรณีผลการดำเนินงาน < 2 ปี ต้องมีผลการดำเนินงาน > 1 ปี และ Market Cap > 1,500 ล.บ.
ฐานะการเงิน ส่วนของผู้ถือหุ้น > 20 ล้านบาท
นาย สุขสวสัดิ์ ผาสุข รหัส 51127301032 เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (The Stock Exchange of Thailand - SET) เป็นตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทย จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2517 อยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เวลาทำการของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยคือวันจันทร์ถึงวันศุกร์ มี 2 ช่วงคือ ช่วงเช้า 10.00น. - 12.30น. ช่วงบ่าย 14.30น. - 16.30น. และหยุดตามวันหยุดของทางราชการ ทำหน้าที่เป็นตลาดรองเพื่อแลกเปลี่ยนซื้อขายตราสารทุน ของบริษัทต่างๆ ที่ขึ้นทะเบียนไว้ และ เพื่อให้สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้โดยสะดวก ปัจจุบันการดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535
ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (Market for Alternative Investment - MAI) เป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งที่สองของประเทศไทย มีจุดประสงค์การทำงานโดยทั่วไป เหมือนกับ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) คือ ทำหน้าที่เป็นตลาดทุน เพื่อให้กิจการต่างๆ สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้ แต่ตลาดใหม่นี้ จะเน้นไปที่กิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี - SME) และกิจการเกี่ยวกับนวัตกรรม โดยได้ผ่อนผันหลักเกณฑ์ต่างๆ ลง เช่น ทุนชำระแล้วขั้นต่ำของหลักทรัพย์ในตลาดหลัก คือ 200 ล้านบาท ในขณะที่ขั้นต่ำของตลาดใหม่ ลดลงเป็น 40 ล้านบาท เป็นต้น เพื่อเปิดโอกาสให้กิจการขนาดเล็ก ที่ไม่สามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ ได้มีหนทางในการระดมทุน รวมทั้งสนับสนุนอุตสาหกรรมการร่วมลงทุน (venture capital) เพื่อเพิ่มจำนวนบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
ตลาดตราสารหนี้ Bond Exchange (BEX)
ตลาดอนุพันธ์ Thailand Futures Exchange (TFEX)
บมจ. ตลาดอนุพันธ์ฯ เป็นศูนย์กลางการซื้อขายอนุพันธ์เกี่ยวกับตราสารทุน ตราสารหนี้ และสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทอื่น ๆ ภายใต้พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า โดยมีสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. เป็นหน่วยงานกำกับดูแล สินค้าที่สามารถจัดให้มีการซื้อขายได้ตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติสัญญาซื้อ ขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 คือ ฟิวเจอร์ส (Futures) ออปชั่น (Options) และออปชันบนสัญญาฟิวเจอร์ส (Options on Futures) ของสินทรัพย์อ้างอิงประเภทต่าง ๆ ได้แก่
- อ้างอิงกับตราสารทุน ได้แก่ ดัชนีราคาหลักทรัพย์ หลักทรัพย์
- อ้างอิงกับตราสารหนี้ ได้แก่ พันธบัตรรัฐบาล อัตราดอกเบี้ย
- อ้างอิงกับราคาหรือดัชนีราคาอื่น ๆ ได้แก่ ทองคำ น้ำมันดิบ อัตราแลกเปลี่ยน
เจนจิรา ช่างเหล็ก สาขาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ ปี3 รหัส 011
ตลาดทุนในประเทศไทยนั้นมีทั้งหมด 4 ตลาดคือ 1.SET 2. MAI 3.TFEX 4.BEX
โดย4ตลาดนี้จะมีความแตกต่างกันมีดังนี้
1.การเริ่มดำเนินกิจการ โดยตลาดที่เริ่มก่อนคือ SET MAI TFEX และ BEX ตามลำดับ
2.บริษัทที่เข้าจดทะเบียนที่ตลาดSET นั้นทุนจดทะเบียนขั้นต่ำคือ200 ล้านบาท ตลาดMAI นั้นทุนจดทะเบียนขั้นต่ำคือ 40ล้านบาท ส่วนตลาดTFEX เป็นตลาดซื้อขายสินค้าล่วงหน้าหรือ Futures และสุดท้าย ตลาดBEX เป็นตลาดซื้อขายตราสารหนี้
3.การซื้อขายในตลาด SET MAI TFEX นั้นผู้ซื้อสามารถซื้อเพื่อเป็นเจ้าของกิจการได้ ส่วนการซื้อตราสารหนี้ในตลาด BEX นั้นจะไม่สามารถเป็นเจ้าของกิจการได้
4.สิทธิในการเรียกร้องสำหรับตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนที่ค่อน ข้างสม่ำเสมอ ในรูปกระแสเงินสดที่เป็นดอกเบี้ยตามระยะเวลาที่กำหนด แต่ตราสารทุนให้ผลตอบแทนที่อาจ ไม่สม่ำเสมอในรูปกระแสเงินสดที่เป็นเงินปันผลซึ่งขึ้นอยู่กับ ผลกำไรและนโยบายของบริษัท
ตลาดทุนในประเทศไทยนั้นมีทั้งหมด 4 ตลาดคือ 1.SET 2. MAI 3.TFEX 4.BEX
โดย4ตลาดนี้จะมีความแตกต่างกันมีดังนี้
1.การเริ่มดำเนินกิจการ โดยตลาดที่เริ่มก่อนคือ SET MAI TFEX และ BEX ตามลำดับ
2.บริษัทที่เข้าจดทะเบียนที่ตลาดSET นั้นทุนจดทะเบียนขั้นต่ำคือ200 ล้านบาท ตลาดMAI นั้นทุนจดทะเบียนขั้นต่ำคือ 40ล้านบาท ส่วนตลาดTFEX เป็นตลาดซื้อขายสินค้าล่วงหน้าหรือ Futures และสุดท้าย ตลาดBEX เป็นตลาดซื้อขายตราสารหนี้
3.การซื้อขายในตลาด SET MAI TFEX นั้นผู้ซื้อสามารถซื้อเพื่อเป็นเจ้าของกิจการได้ ส่วนการซื้อตราสารหนี้ในตลาด BEX นั้นจะไม่สามารถเป็นเจ้าของกิจการได้
4.สิทธิในการเรียกร้องสำหรับตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนที่ค่อน ข้างสม่ำเสมอ ในรูปกระแสเงินสดที่เป็นดอกเบี้ยตามระยะเวลาที่กำหนด แต่ตราสารทุนให้ผลตอบแทนที่อาจ ไม่สม่ำเสมอในรูปกระแสเงินสดที่เป็นเงินปันผลซึ่งขึ้นอยู่กับ ผลกำไรและนโยบายของบริษัท
นางสาวพรรณี ดนตรี รหัส 51127301037 เอกเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ
SET คือตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทุนจดทะเบียนมากกว่า 200 ล้านบาท
MAI สำหรับบริษัทที่กำลังเติบโตหรือมีทุนจดทะเบียนน้อยกว่า 40 ล้านบาท
TFEX เป็นตลาดซื้อขายสินค้าล่วงหน้าหรือ Futures
BEX เป็ตลาดซื้อขายตราสารหนี้ค
1.ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) คือ ทำหน้าที่เป็นตลาดรองเพื่อแลกเปลี่ยนซื้อขายตราสารทุน ของบริษัทต่างๆ ที่ขึ้นทะเบียนไว้ และ เพื่อให้สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้โดยสะดวก ปัจจุบันการดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535
2.ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (Market for Alternative Investment - MAI) เป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งที่สองของประเทศไทย จะเน้นไปที่กิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี - SME) และกิจการเกี่ยวกับนวัตกรรม โดยได้ผ่อนผันหลักเกณฑ์ต่างๆ ลง เช่น ทุนชำระแล้วขั้นต่ำของหลักทรัพย์ในตลาดหลัก คือ 200 ล้านบาท ในขณะที่ขั้นต่ำของตลาดใหม่ ลดลงเป็น 40 ล้านบาท เป็นต้น เพื่อเปิดโอกาสให้กิจการขนาดเล็ก ที่ไม่สามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ ได้มีหนทางในการระดมทุน รวมทั้งสนับสนุนอุตสาหกรรมการร่วมลงทุน (venture capital) เพื่อเพิ่มจำนวนบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
3.บริษัท ตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ Thailand Futures Exchange (TFEX) เป็นศูนย์กลางการซื้อขายอนุพันธ์เกี่ยวกับตราสารทุน ตราสารหนี้ และสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทอื่น ๆ ภายใต้พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า โดยมีสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. เป็นหน่วยงานกำกับดูแล สินค้าที่สามารถจัดให้มีการซื้อขายได้ตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 คือ ฟิวเจอร์ส (Futures) ออปชั่น (Options) และออปชันบนสัญญาฟิวเจอร์ส (Options on Futures) ของสินทรัพย์อ้างอิงประเภทต่าง ๆ
4.ตลาดตราสารหนี้ หรือ Bond Electronic Exchange: BEX เป็นตลาดที่ขายตราสารหนี้ เป็นตลาดรองการซื้อขายตราสารหนี้ที่ดำเนินงานโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
นววิธ จงเพิ่มวัฒนะผล รหัส 51127301036 เอกเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ
ความแตกต่างระหว่างตลาดทุนในประเทศไทย
ตลาดตราสารหนี้ BEX
ให้บริการระบบการซื้อขายตราสารหนี้ โดยใช้เทคโนโลยีทางอิเล็คทรอนิกส์ เพื่ออำนวย ความสะดวกให้กับผู้ค้าตราสารหนี้และผู้ลงทุน เกิดความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายตราสารหนี้ได้อย่างมี ประสิทธิภาพมากขึ้น และให้ข้อมูลที่โปร่งใสกว่าวิธีการซื้อขายแบบ OTC ซึ่งมักจะจำกัดอยู่เพียงผู้ค้าและผู้ลงทุนรายใหญ่ ในวงจำกัดเท่านั้น ในการซื้อขายแบบ OTC นั้น ข้อมูลราคาซื้อขาย จะมีการเผยแพร่ที่ล่าช้า ไม่ใช่ระบบเรียลไทม์ ทำให้ราคาอาจ ไม่สะท้อนสภาพตลาดได้ดีเท่าที่ควร นอกจากนั้นแล้ว การซื้อขายตราสารหนี้ผ่านตลาดตราสารหนี้ BEX ยังลดความเสี่ยงใน เรื่องการผิดนัดของผู้ซื้อขายตราสารหนี้ เนื่องจาก ตลาดตราสารหนี้ BEX มีระบบการชำระราคาและส่งมอบ ระบบเดียวกับ การซื้อขายตราสารทุน ที่ดำเนินการโดย บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (TSD) ทำให้เกิดความมั่นใจในกระบวนการหลัง การซื้อขาย โดยที่รายการซื้อขายตราสารหนี้ที่เกิดขึ้นผ่านตลาดตราสารหนี้ BEX จะถือได้ว่ามีความสมบูรณ์ และลดความเสี่ยงใน ด้านความน่าเชื่อถือของผู้ซื้อขาย (Credit risk) ได้ ซึ่งจะทำให้ผู้ที่ทำการซื้อขายตราสารหนี้เกิดความมั่นใจ
ตลาดอนุพันธ์ฯ
เป็นศูนย์กลางการซื้อขายอนุพันธ์เกี่ยวกับตราสารทุน ตราสารหนี้ และสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทอื่น ๆ ภายใต้พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า โดยมีสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. เป็นหน่วยงานกำกับดูแล สินค้าที่สามารถจัดให้มีการซื้อขายได้ตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 คือ ฟิวเจอร์ส (Futures) ออปชั่น (Options) และออปชันบนสัญญาฟิวเจอร์ส (Options on Futures) ของสินทรัพย์อ้างอิงประเภทต่าง ๆ ได้แก่
อ้างอิงกับตราสารทุน ได้แก่ ดัชนีราคาหลักทรัพย์ หลักทรัพย์
อ้างอิงกับตราสารหนี้ ได้แก่ พันธบัตรรัฐบาล อัตราดอกเบี้ย
อ้างอิงกับราคาหรือดัชนีราคาอื่น ๆ ได้แก่ ทองคำ น้ำมันดิบ อัตราแลกเปลี่ยน
ตลาดอนุพันธ์มีเป้าหมายหลักในการดำเนินธุรกิจ โดยมุ่งเน้นให้เกิดคุณค่าและประโยชน์แก่ผู้ลงทุนและผู้ที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
เป็นศูนย์กลางการซื้อขายอนุพันธ์ที่มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้ลงทุนและผู้ประกอบการในธุรกิจสามารถใช้เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยง (Hedging Instruments) ในการบริหารเงินลงทุนและธุรกิจของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีต้นทุนที่สมเหตุสมผล
เป็นทางเลือกของการลงทุน ภายใต้ระบบการซื้อขายที่มีความยุติธรรม โปร่งใส และมีสภาพคล่อง รวมทั้งมั่นใจในระบบการชำระราคาสำหรับทุกธุรกรรมที่เกิดขึ้นในตลาดอนุพันธ์ โดยจะมีสำนักหักบัญชีที่มีความมั่นคงเป็นคู่สัญญา
ให้ผู้ลงทุนมีแหล่งข้อมูลที่สะท้อนความคาดหวังของผู้ที่อยู่ในตลาดที่มีต่อราคาหลักทรัพย์ในอนาคต ส่งผลให้ผู้ลงทุนและผู้ประกอบการสามารถวางแผนการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ
เป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งที่สองของประเทศไทย ก่อตั้งเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2542 และเปิดทำการซื้อขายวันแรกเมื่อวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2544 มีจุดประสงค์การทำงานโดยทั่วไป เหมือนกับ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) คือ ทำหน้าที่เป็นตลาดทุน เพื่อให้กิจการต่างๆ สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้ แต่ตลาดใหม่นี้ จะเน้นไปที่กิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี - SME) และกิจการเกี่ยวกับนวัตกรรม โดยได้ผ่อนผันหลักเกณฑ์ต่างๆ ลง เช่น ทุนชำระแล้วขั้นต่ำของหลักทรัพย์ในตลาดหลัก คือ 200 ล้านบาท ในขณะที่ขั้นต่ำของตลาดใหม่ ลดลงเป็น 40 ล้านบาท เป็นต้น เพื่อเปิดโอกาสให้กิจการขนาดเล็ก ที่ไม่สามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ ได้มีหนทางในการระดมทุน รวมทั้งสนับสนุนอุตสาหกรรมการร่วมลงทุน (venture capital) เพื่อเพิ่มจำนวนบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (The Stock Exchange of Thailand - SET) เป็นตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทย จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2517 อยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลัก ทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดทำการซื้อขายขึ้นอย่างเป็นทางการครั้งแรกในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2518[2] ทำหน้าที่เป็นตลาดรองเพื่อแลกเปลี่ยนซื้อขายตราสารทุน ของบริษัทต่างๆ ที่ขึ้นทะเบียนไว้ และ เพื่อให้สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้โดยสะดวก ปัจจุบันการดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535
นางสาวเสาวลักษณ์ ดาโสม รหัส 51127301040 เอก เศรษฐศาตร์ธุรกิจ
ตลาดทุนในประเทศไทยมี 4 ประเภท คือ
1 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย SET
2 ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ MAI
3 ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า TFEX
4 ตลาดตราสารหนี้ BEX
1 ตลาด SET คือ
ทำหน้าที่เป็นตลาดทุน เพื่อให้กิจการต่างๆ สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้ แต่ตลาดใหม่นี้ จะเน้นไปที่กิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี - SME) และกิจการเกี่ยวกับนวัตกรรม โดยได้ผ่อนผันหลักเกณฑ์ต่างๆ ลง เช่น ทุนชำระแล้วขั้นต่ำของหลักทรัพย์ในตลาดหลัก คือ 200 ล้านบาท ในขณะที่ขั้นต่ำของตลาดใหม่ ลดลงเป็น 40 ล้านบาท เป็นต้น เพื่อเปิดโอกาสให้กิจการขนาดเล็ก ที่ไม่สามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ ได้มีหนทางในการระดมทุน รวมทั้งสนับสนุนอุตสาหกรรมการร่วมลงทุน
2 ตลาด MAI คือ
จัดตั้งขึ้นโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพื่อเป็นแหล่งระดมทุนสำหรับบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงหรือบริษัทที่เริ่มดำเนินกิจการไม่นานแต่มีมูลค่าราคาตลาดที่สูงโดยถือเป็นทางเลือกอีกแห่งในการระดมทุน บริษัทที่มีศักยภาพในการเติบโตและต้องการระดมทุน
หุ้นที่อยู่ในตลาดนี้จึงเป็นบริษัทขนาดกลางหรือเล็ก ซึ่งกฏเกณฑ์ในการจะเข้าตลาดได้จะผ่อนปรนกว่าการเข้าตลาดหลักทรัพย์ เช่น สถานะ เป็นบริษัทมหาชนจำกัดหรือนิติบุคคลที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้นโดยเฉพาะ มีทุนชำระแล้ว มากกว่า 20 ล้านบาท
การกระจายการถือหุ้นรายย่อยมากกว่า 300 ราย ถือหุ้นรวมกันมากกว่า 20 เปอเซนต์ ของทุนชำระแล้ว
การเสนอขายหุ้นต่อประชาชน ต้องได้รับอนุญาตให้เสนอขายหุ้นต่อประชาชนจากสำนักงาน ก . ล. ต. จำนวนหุ้นที่เสนอขาย มากกว่า 15 เปอเซนต์ ของทุนชำระแล้ว
ผลการดำเนินงาน มีผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องมากกว่า 2 ปีก่อนยื่นคำขอ โดยมีกำไรสุทธิในปีล่าสุดก่อนยื่นคำขอ มากกว่า 0 ไม่นับรวมต้นทุนทางการเงิน
กรณีผลการดำเนินงาน มากกว่า 2 ปี ต้องมีผลการดำเนินงาน มากกว่า 1 ปี และ เป้าหมายตลาด มากกว่า 1,500 ล้านบาท
ฐานะการเงิน ส่วนของผู้ถือหุ้น มากกว่า 20 ล้านบาท
3 ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า TFEX คือ
Thailand Futures Exchange หรือ บริษัท ตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทย่อยของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อดำเนินการเป็นศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ตามพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 โดยมีกำหนดการว่าจะเปิดการซื้อขายในวันที่ 28 เมษายน 2549 เป็นวันแรก
โดยหลักๆ แล้วตราสารอนุพันธ์ที่ซื้อขายกันในตลาดเงินทั่วโลก สามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ ด้วยกัน ได้แก่
1. ฟิวเจอร์ส (FUTURES)
สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ซื้อขายผ่านตลาดอนุพันธ์ที่มีการจัดตั้งอย่าง
เป็นทางการ เมื่อถึงเวลาที่กำหนดผู้ซื้อและผู้ขายมีพันธะต้องซื้อขายกัน
ตามที่ตกลงในสัญญา
2. ออปชั่น (OPTIONS)
สัญญาสิทธิ ผู้ขายมีภาระต้องปฎิบัติตามพันธะในสัญญา ในขณะที่ผู้
ซื้อมีสิทธิ จะเลือกใช้สิทธิหรือไม่ก็ได้
3. ฟอร์เวิร์ด (FORWARD)
สัญญาซื้อขายล่วงหน้าคล้ายกับฟิวเจอร์ส แต่ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงซื้อ
ขายกันนอกตลาดที่มีการจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ
4. สวอป (SWAP)
ข้อตกลงระหว่างบุคคลตั้งแต่ 2 ฝ่ายขึ้นไป ในการแลกเปลี่ยนกระแสเงิน
สดในอนาคต
การซื้อขายอนุพันธ์มีขั้นตอนหรือกระบวนการซื้อขายที่คล้ายกับการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ คือ ผู้ลงทุนที่ต้องการซื้อขายในตลาดอนุพันธ์ ทำการ สั่งซื้อหรือขายผ่านโบรกเกอร์ ซึ่งโบรกเกอร์นี้ต้องเป็นสมาชิกของตลาดอนุพันธ์ เมื่อผู้ลงทุนส่งคำสั่งซื้อขายผ่านโบรกเกอร์แล้ว โบรกเกอร์จะส่งคำสั่งซื้อขายมายัง ระบบซื้อขายของตลาดอนุพันธ์ โดยตลาดอนุพันธ์จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางคอยจับคู่คำสั่งซื้อขายด้วยระบบอิเลกทรอนิกส์
วิธีการจับคู่คำสั่งซื้อขาย ใช้วิธีเดียวกับการจับคู่คำสั่งซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ คือใช้หลัก Price / Time priority โดยผู้ลงทุนจะส่งคำสั่งซื้อ (Bid) หรือ คำสั่งขาย (Offer) คำสั่งทุกรายการจะเข้ามาบันทึกอยู่ในระบบเพื่อรอการจับคู่สัญญาฟิวเจอร์สจะมีการจับคู่เกิดขึ้นก็ต่อเมื่อราคาซื้อเท่ากับหรือสูงกว่าราคาขาย โดยผู้ที่ส่งคำสั่งซื้อเข้ามาจะมีฐานะเป็นผู้ซื้อ ผู้ที่ส่งคำสั่งขายเข้ามาก็จะมีฐานะเป็น ผู้ขาย คำสั่งซื้อที่มีราคาสูงกว่าจะได้รับการจับคู่ก่อนคำสั่งซื้อที่มีราคาต่ำกว่า และคำสั่งขายที่มีราคาต่ำกว่าจะได้รับการจับคู่ก่อนคำสั่งขายที่มีราคาสูงว่า ในกรณีที่ ราคาสั่งซื้อหรือขายมีค่าเท่ากัน คำสั่งที่ถูกส่งเข้ามาก่อนจะได้รับการจับคู่ก่อน
ในการซื้อขาย ผู้ซื้อและผู้ขายจะส่งคําสั่งซื้อขายตามราคาและจํานวนที่ต้องการผ่านสมาชิกของ TFEX หรือโบรกเกอร์ โบรกเกอร์ก็จะส่งคําสั่งซื้อขายนั้น เข้าไปยังระบบของตลาดอนุพันธ์อีกต่อหนึ่งเพื่อรอการจับคู่ เมื่อระบบทําการจับคู่คําสั่งซื้อขายที่มีราคาตรงกันแล้ว จะส่งรายละเอียดของรายการซื้อขายนั้นผ่านไป ยังสํานักหักบัญชี (TCH) จากนั้นสํานักหักบัญชี ก็จะทําหน้าที่ในการชําระราคา หรือพูดง่ายๆ ก็คือ สำนักหักบัญชีจะทำหน้าที่คิดกําไรขาดทุน ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน และดูแลการรับและจ่ายเงินนั่นเอง
สํานักหักบัญชีจึงมีบทบาทสําคัญในตลาดอนุพันธ์ โดยนอกจากดูแลการชําระราคาแล้ว ยังสร้างความน่าเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อขาย โดยเข้ามาเป็นคู่สัญญาให้กับ โบรกเกอร ์ และเป็นผู้รับประกันการชําระราคาตามจํานวนและเวลาที่กําหนดไว้ แต่เพื่อเป็นการลดความเสียหายที่อาจเกิดจากการเข้าไปรับความเสี่ยงจากคู่สัญญา สํานักหักบัญชีจะวางระบบบริหารความเสี่ยงไว้ นั้นก็คือ การกําหนดให้โบรกเกอร์ต้องวางหลักประกัน (MARGIN) กับสํานักหักบัญชีเพื่อลดความเสียหายจากการ ผิดสัญญา ในขณะที่โบรกเกอร์ก็จะกําหนดให้ลูกค้าต้องวางเงินประกันไว้กับโบรกเกอร์อีกต่อหนึ่ง
4 ตลาดตราสารหนี้ BEX คือ
ตราสารหนี้ (ตราสารแห่งหนี้) (debt instrument หรือ fixed income securities) คือ ตราสารทางการเงินที่ผู้ออกตราสารซึ่งเรียกว่า ผู้กู้หรือลูกหนี้ มีข้อผูกพันทางกฎหมายว่าจะจ่ายผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยเป็นงวดๆ และเงินต้น หรือผลประโยชน์อื่นๆ ตามข้อกำหนดในตราสารให้แก่ผู้ซื้อซึ่งเรียกว่า ผู้ให้กู้หรือเจ้าหนี้ เมื่อครบกำหนดที่ตกลงกันไว้ โดยระยะเวลาครบกำหนดไถ่ถอนของตราสารหนี้นั้นจะมีตั้งแต่ระยะสั้น (ไม่เกินหนึ่งปี) ระยะปานกลาง (หนึ่งถึงห้าปี) ไปจนถึงระยะยาว (เกินห้าปีขึ้นไป) กรณีตราสารหนี้ในตลาดทุนโดยทั่วไปมักจะหมายถึงตราสารที่มีอายุไถ่ถอนมากกว่าหนึ่งปีขึ้นไป โดยผู้ซื้อจะได้รับผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ย ส่วนลดรับ หรือผลประโยชน์อื่นตามที่ได้มีการกำหนดไว้
การใช้คำว่า “ตราสารหนี้” ก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเปลี่ยนมือของผู้ถือ (นักลงทุนในตราสารหนี้) ซึ่งแตกต่างจากสัญญากู้ยืมที่แสดงความเป็น “เจ้าหนี้” และ “ลูกหนี้” ของผู้ให้กู้กับผู้กู้เงิน เหมือนกัน แต่สัญญากู้ยืมเงินนั้นขาดความสามารถในการเปลี่ยนมือของความเป็น “เจ้าหนี้” ระหว่างนักลงทุนทั้งนี้การเปลี่ยนมือของตราสารหนี้ระหว่างนักลงทุนนั้นสามารถทำผ่านกลไกตลาดรอง (secondary market) ได้ ซึ่งปัจจุบันตลาดรองของตราสารหนี้ก็คือ BEX (Bond Electronic Exchange) ที่ดำเนินการโดย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ตามความหมายข้างต้น แสดงว่าตราสารหนี้ก็คือ ตราสารทางการเงินชนิดหนึ่งที่ทำให้ผู้ที่ต้องการเงินทุน (ผู้กู้) และผู้ที่มีเงินทุนแต่ต้องการผลตอบแทน (ผู้ให้กู้) ผูกพันกัน โดยมีข้อกำหนดต่างๆ ที่ระบุในสัญญาหุ้นกู้ (indenture) เป็นกฎกติการ่วมกัน อีกทั้งตราสารหนี้ยังสามารถเปลี่ยนมือกันได้ในตลาดรองคล้ายๆ กับการซื้อขายหุ้นสามัญในตลาดหลักทรัพย์
ตราสารหนี้ เป็นศัพท์กว้างๆ แต่ที่ท่านอาจคุ้นเคยมากกว่า คือ “พันธบัตร” และ “หุ้นกู้” โดยพันธบัตร มักใช้เรียกตราสารหนี้ ที่ออกโดยรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจ และมักเรียกว่าหุ้นกู้เมื่อออกโดยบริษัทเอกชน แต่ในต่างประเทศใช้คำว่า “Bond” สำหรับตราสารหนี้ทั่วไปทั้งที่ออกโดยรัฐและเอกชน มีในบางกรณีที่เรียกว่า “Debenture”เมื่อตราสารหนี้นั้นไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
ความต่างของตลาดทุนในประเทศไทยก็คือ แต่ละตลาด ทำหน้าที่แตกต่างกัน
ณัฐพงศ์ ฐิตะฐาน รหัส 51127301034 เศรษฐศาสตร์
ตลาดอนุพันธ์ Thailand Futures Exchange (TFEX)
ตลาดอนุพันธ์ฯ เป็นศูนย์กลางการซื้อขายอนุพันธ์เกี่ยวกับตราสารทุน ตราสารหนี้ และสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทอื่น ๆ ภายใต้พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า โดยมีสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. เป็นหน่วยงานกำกับดูแล สินค้าที่สามารถจัดให้มีการซื้อขายได้ตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติสัญญาซื้อ ขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 คือ ฟิวเจอร์ส (Futures) ออปชั่น (Options) และออปชันบนสัญญาฟิวเจอร์ส (Options on Futures) ของสินทรัพย์อ้างอิงประเภทต่าง ๆ ได้แก่
- อ้างอิงกับตราสารทุน ได้แก่ ดัชนีราคาหลักทรัพย์ หลักทรัพย์
- อ้างอิงกับตราสารหนี้ ได้แก่ พันธบัตรรัฐบาล อัตราดอกเบี้ย
- อ้างอิงกับราคาหรือดัชนีราคาอื่น ๆ ได้แก่ ทองคำ น้ำมันดิบ อัตราแลกเปลี่ยน
ตราสารหนี้ เป็นตราสารการเงินที่เป็นสัญญาแสดงความเป็นหนี้ระหว่างผู้ออก และผู้ถือตราสารหนี้ (หรือที่เรียกว่า “ผู้ลงทุน” ) ตราสารหนี้ต้องมีกำหนดอายุและอัตราดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์อื่นใดเป็นจำนวนที่แน่นอน โดยระบุวันที่ชำระดอกเบี้ยและเงินต้นล่วงหน้าตั้งแต่เมื่อออกตราสารนั้น และในระหว่างที่ยังไม่ครบกำหนดอายุ รวมถึงวันไถ่ถอน นอกจากนี้ ตราสารหนี้ยังสามารถซื้อขายโอนเปลี่ยนมือกันได้
ผู้ออกตราสารหนี้คือผู้กู้เงินจากผู้ที่ซื้อตราสารหนี้ ดังนั้น ผู้ออกจึงเป็น “ลูกหนี้” ในขณะที่ผู้ซื้อ คือ “ผู้ให้กู้” หรือ “ เจ้าหนี้” นั่นเอง ซึ่งแตกต่างจากตราสารทุนหรือหุ้นสามัญที่ผู้ถือตราสารทุนนั้นจะลงทุนในส่วนของผู้ถือหุ้น และมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกิจการนั้นๆ ไม่ใช่เป็นเจ้าหนี้
ตราสารหนี้ เป็นคำศัพท์กว้างๆ แต่ที่ท่านอาจคุ้นเคยมากกว่า คือ “พันธบัตร” และ “หุ้นกู้” โดยพันธบัตรมักใช้เรียกตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจ ส่วนหุ้นกู้จะถูกเรียกใช้เมื่อออกโดยบริษัทเอกชน ในต่างประเทศจะใช้คำว่า “Bond” สำหรับตราสารหนี้ทั่วไปทั้งที่ออกโดยรัฐบาลและเอกชน แต่จะมีในบางกรณีที่อาจจะเรียกว่า “Debenture” เมื่อตราสารหนี้นั้นไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
ตลาด MAI คือ
จัดตั้งขึ้นโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพื่อเป็นแหล่งระดมทุนสำหรับบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงหรือบริษัทที่เริ่มดำเนินกิจการไม่นานแต่มีมูลค่าราคาตลาดที่สูงโดยถือเป็นทางเลือกอีกแห่งในการระดมทุน บริษัทที่มีศักยภาพในการเติบโตและต้องการระดมทุน
หุ้นที่อยู่ในตลาดนี้จึงเป็นบริษัทขนาดกลางหรือเล็ก ซึ่งกฏเกณฑ์ในการจะเข้าตลาดได้จะผ่อนปรนกว่าการเข้าตลาดหลักทรัพย์ เช่น สถานะ เป็นบริษัทมหาชนจำกัดหรือนิติบุคคลที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้นโดยเฉพาะ
นางสาว สุกัญญา อาจหาญ รหัส 51127301028 เอก เศรษฐศาตร์ธุกิจ
ความแตกต่างของตลาดทุนในประเทศไทย
ตลาดทุน (Capital Market) คือ ศูนย์กลางหรือแหล่งของการพบปะของผู้มีเงินออมเพื่อมาให้กู้ หรือลงทุนระยะยาวกับผู้ที่ต้องการแสวงหาเงินทุนระยะยาว ตลาดทุนประกอบด้วย 2 ตลาด คือ ตลาดแรก ทำหน้าที่จัดการเกี่ยวกับนำหลักทรัพย์ใหม่ของผู้ต้องการเริ่มกิจการ หรือขยายกิจการออกขาย และตลาดรอง ทำหน้าที่รองรับตลาดแรก โดยทำหน้าที่รับซื้อและขายหลักทรัพย์จากตลาดแรกให้ผู้ที่ต้องการซื้อขายเปลี่ยนมือหลักทรัพย์
โดยในประเทศไทยจะมีอยู่ 4 ตลาดทุนคือ
1. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (The Stock Exchange of Thailand - SET)
2. ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (Market for Alternative Investment - MAI)
3. ตลาดอนุพันธ์ (Thailand Futures Exchange - TFEX)
4. ตลาดตราสารหนี้ (Bond Exchange - BEX)
โดยแต่ละตลาดจะมีความแตกต่างกันดังนี้
1. การจัดตั้ง และการเริ่มดำเนินกิจการ โดยตลาดที่เริ่มก่อนคือ SET MAI TFEX และ BEX ตามลำดับ
2. การจดทะเบียนของบริษัท ในแต่ละตลาดจะมีมูลค่าทุนที่จดทะเบียนเริ่มต้นที่ต่างกัน
3. สินค้าในตลาดต่างกัน โดยที่ SET กับ MAI จะเป็น ตราสารทุน BEX เป็นตราสารหนี้ TFEX จะเป็นตราสาร้อขายอนุพันธ์
4. การซื้อขายในตลาดจะต่างกันโดย SET MAI TFEX นั้นผู้ซื้อสามารถซื้อเพื่อเป็นเจ้าของกิจการได้
ส่วน BEX นั้นจะไม่สามารถเป็นเจ้าของกิจการได้
5. โครงสร้างในการบริหารองค์กรต่างกัน โดยตลาดอนุพันธ์ จะแตกต่างกับตลาดอื่นๆ
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
นายกอบุญ ธวัชกิตติวุฒิ รหัสนักศึกษา 51127301031 สาขาวิชา เศรษฐศาสตร์ธุรกิจฯ
ความแตกต่างของตลาดทุนในประเทศไทย
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (The Stock Exchange of Thailand - SET) เป็นตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทย จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2517 อยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดทำการซื้อขายขึ้นอย่างเป็นทางการครั้งแรกในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2518[2] ทำหน้าที่เป็นตลาดรองเพื่อแลกเปลี่ยนซื้อขายตราสารทุน ของบริษัทต่างๆ ที่ขึ้นทะเบียนไว้ และ เพื่อให้สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้โดยสะดวก ปัจจุบันการดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535
เวลาทำการของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยคือวันจันทร์ถึงวันศุกร์ มี 2 ช่วงคือ ช่วงเช้า 10.00น. - 12.30น. ช่วงบ่าย 14.30น. - 16.30น. และหยุดตามวันหยุดของทางราชการ
ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (Market for Alternative Investment - MAI) เป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งที่สองของประเทศไทย ก่อตั้งเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2542 และเปิดทำการซื้อขายวันแรกเมื่อวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2544 มีจุดประสงค์การทำงานโดยทั่วไป เหมือนกับ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) คือ ทำหน้าที่เป็นตลาดทุน เพื่อให้กิจการต่างๆ สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้ แต่ตลาดใหม่นี้ จะเน้นไปที่กิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี - SME) และกิจการเกี่ยวกับนวัตกรรม โดยได้ผ่อนผันหลักเกณฑ์ต่างๆ ลง เช่น ทุนชำระแล้วขั้นต่ำของหลักทรัพย์ในตลาดหลัก คือ 200 ล้านบาท ในขณะที่ขั้นต่ำของตลาดใหม่ ลดลงเป็น 40 ล้านบาท เป็นต้น เพื่อเปิดโอกาสให้กิจการขนาดเล็ก ที่ไม่สามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ ได้มีหนทางในการระดมทุน รวมทั้งสนับสนุนอุตสาหกรรมการร่วมลงทุน (venture capital) เพื่อเพิ่มจำนวนบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์คนปัจจุบันคือ ชนิตร ชาญชัยณรงค์ (ตั้งแต่ กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549)
ตลาดอนุพันธ์ ธุรกรรมอนุพันธ์ในประเทศไทยได้มีการดำเนินการมาเป็นระยะเวลานานแล้ว โดยเป็นไปในลักษณะของการตกลงระหว่างคู่สัญญาด้วยกันเอง ซึ่งมักเป็นการตกลงของธนาคารพาณิชย์กับผู้ประกอบการที่ต้องการป้องกันความเสี่ยงซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน จากความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย ธุรกรรมเหล่านี้จึงมักจำกัดอยู่ภายในกลุ่มของผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยมีธนาคารแห่งประเทศไทยกำกับดูแลกิจกรรม ที่ธนาคารพาณิชย์เสนอบริการด้านอนุพันธ์
ภายหลังจากที่พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 ผ่านการเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรและมีผลบังคับใช้แล้ว ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลักของตลาดทุนไทย ได้จัดตั้ง
บริษัท ตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ Thailand Futures Exchange (TFEX) ขึ้นเมื่อวันที่
17 พฤษภาคม 2547 โดยมีเงินทุนประกอบการเริ่มต้นที่ 100 ล้านบาท เพื่อดำเนินการเป็นศูนย์กลางการซื้อขายสัญญา
ซื้อขายล่วงหน้าหรืออนุพันธ์ภายใต้บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว โดยตลาดอนุพันธ์ได้รับใบอนุญาตประกอบการ เป็นศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2548
ตลาดตราสารหนี้ เกี่ยวข้องโดยตรงกับ BEX ตราสารหนี้เป็นตราสารการเงิน ที่เป็นสัญญาแสดงความเป็นหนี้ระหว่างผู้ออก (Issuer) และผู้ถือตราสารหนี้ หรือที่เรียกว่าผู้ลงทุน ตราสารหนี้ต้องมีกำหนดอายุและอัตราดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์อื่นใดเป็นจำนวนที่แน่นอน โดยระบุวันที่ชำระดอกเบี้ยและเงินต้นล่วงหน้า ตั้งแต่เมื่อออกตราสารนั้น และในระหว่างที่ยังไม่ครบกำหนดอายุ หรือวันไถ่ถอน สามารถซื้อขายโอนเปลี่ยนมือกันได้
ผู้ออกตราสารหนี้คือผู้กู้เงินจากผู้ที่ซื้อตราสารหนี้ ผู้ออกคือลูกหนี้และผู้ซื้อ คือผู้ให้กู้หรือเจ้าหนี้นั่นเอง ซึ่งแตกต่างจาก ตราสารทุนหรือหุ้นสามัญ ที่ผู้ถือตราสารทุนนั้น ลงทุนในส่วนของผู้ถือหุ้น และมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกิจการนั้นๆ ไม่ใช่เจ้าหนี้
ตราสารหนี้ เป็นศัพท์กว้างๆ แต่ที่ท่านอาจคุ้นเคยมากกว่า คือ "พันธบัตร" และ "หุ้นกู้" โดยพันธบัตร มักใช้เรียก ตราสารหนี้ ที่ออกโดยรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจ และมักเรียกว่าหุ้นกู้เมื่อออกโดยบริษัทเอกชน แต่ในต่างประเทศใช้คำว่า "Bond" สำหรับตราสารหนี้ทั่วไปทั้งที่ออกโดยรัฐและเอกชน มีในบางกรณีที่เรียกว่า "Debenture" เมื่อตราสารหนี้นั้นไม่มีหลักทรัพย์ ค้ำประกัน
นายพงษ์ศิริ เงินมาก รหัส 51127301010 เศรษศาสตร์ธุรกิจ
ความแตกต่างของตลาด SET, MAI, TFEX, BEX แต่ละประเภท
ลักษณะการดำเนินงานของตลาด SET
เป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2517
ทำหน้าที่ส่งเสริมการออมและการระดมเงินทุนระยะยาวเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นศูนย์กลางในการซื้อขายหลักทรัพย์และให้บริการที่เกี่ยวข้อง โดยไม่นำผลกำไรมาแบ่งปันกัน
สนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของกิจการธุรกิจและอุตสาหกรรมภายในประเทศ
เริ่มเปิดทำการซื้อขายหลักทรัพย์เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2518
ปัจจุบันดำเนินงานภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535
การดำเนินงานหลัก ได้แก่ การรับหลักทรัพย์จดทะเบียนและดูแลการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทจดทะเบียน การซื้อขายหลักทรัพย์และการกำกับดูแลการซื้อขายหลักทรัพย์ การกำกับดูแลบริษัทสมาชิกส่วนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายหลักทรัพย์ ตลอดจนถึงการเผยแพร่ข้อมูลและการส่งเสริมความรู้ให้แก่ผู้ลงทุน
ผู้จัดการของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นายจรัมพร โชติกเสถียร
ลักษณะการดำเนินงานของตลาด MAI
เป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งที่สองของประเทศไทย ก่อตั้งเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2542 และเปิดทำการซื้อขายวันแรกเมื่อวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2544 มีจุดประสงค์การทำงานโดยทั่วไป เหมือนกับ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) คือ ทำหน้าที่เป็นตลาดทุน เพื่อให้กิจการต่างๆ สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้ แต่ตลาดใหม่นี้ จะเน้นไปที่กิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี - SME) และกิจการเกี่ยวกับนวัตกรรม โดยได้ผ่อนผันหลักเกณฑ์ต่างๆ ลง เช่น ทุนชำระแล้วขั้นต่ำของหลักทรัพย์ในตลาดหลัก คือ 200 ล้านบาท ในขณะที่ขั้นต่ำของตลาดใหม่ ลดลงเป็น 40 ล้านบาท เป็นต้น เพื่อเปิดโอกาสให้กิจการขนาดเล็ก ที่ไม่สามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ ได้มีหนทางในการระดมทุน รวมทั้งสนับสนุนอุตสาหกรรมการร่วมลงทุน (venture capital) เพื่อเพิ่มจำนวนบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
ผู้จัดการของตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ MAI นายชนิตร ชาญชัยณรงค์
ลักษณะการดำเนินงานของตลาด TFEX
บมจ. ตลาดอนุพันธ์ฯ เป็นศูนย์กลางการซื้อขายอนุพันธ์เกี่ยวกับตราสารทุน ตราสารหนี้ และสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทอื่น ๆ ภายใต้พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า โดยมีสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. เป็นหน่วยงานกำกับดูแล สินค้าที่สามารถจัดให้มีการซื้อขายได้ตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 คือ ฟิวเจอร์ส (Futures) ออปชั่น (Options) และออปชันบนสัญญาฟิวเจอร์ส (Options on Futures) ของสินทรัพย์อ้างอิงประเภทต่าง ๆ ได้แก่
• อ้างอิงกับตราสารทุน ได้แก่ ดัชนีราคาหลักทรัพย์ หลักทรัพย์
• อ้างอิงกับตราสารหนี้ ได้แก่ พันธบัตรรัฐบาล อัตราดอกเบี้ย
• อ้างอิงกับราคาหรือดัชนีราคาอื่น ๆ ได้แก่ ทองคำ น้ำมันดิบ อัตราแลกเปลี่ยน
ตลาดอนุพันธ์มีเป้าหมายหลักในการดำเนินธุรกิจ โดยมุ่งเน้นให้เกิดคุณค่าและประโยชน์แก่ผู้ลงทุนและผู้ที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
• เป็นศูนย์กลางการซื้อขายอนุพันธ์ที่มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้ลงทุนและผู้ประกอบการในธุรกิจสามารถใช้เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยง (Hedging Instruments) ในการบริหารเงินลงทุนและธุรกิจของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีต้นทุนที่สมเหตุสมผล
• เป็นทางเลือกของการลงทุน ภายใต้ระบบการซื้อขายที่มีความยุติธรรม โปร่งใส และมีสภาพคล่อง รวมทั้งมั่นใจในระบบการชำระราคาสำหรับทุกธุรกรรมที่เกิดขึ้นในตลาดอนุพันธ์ โดยจะมีสำนักหักบัญชีที่มีความมั่นคงเป็นคู่สัญญา
• ให้ผู้ลงทุนมีแหล่งข้อมูลที่สะท้อนความคาดหวังของผู้ที่อยู่ในตลาดที่มีต่อราคาหลักทรัพย์ในอนาคต ส่งผลให้ผู้ลงทุนและผู้ประกอบการสามารถวางแผนการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2547 โดยมีเงินทุนประกอบการเริ่มต้นที่ 100 ล้านบาท เพื่อดำเนินการเป็นศูนย์กลางการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าหรืออนุพันธ์ภายใต้บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว
ผู้จัดการของตลาดตราสารอนุพันธ์ TFEX นางเกศรา มัญชุศรี
ลักษณะการดำเนินงานของตลาดตราสารหนี้ BEX
1. เป็นตลาดแบบ Over the counter
ตลาดตราสารหนี้มีความแตกต่างอย่างชัดเจนจากตลาดหุ้นที่ท่านนักลงทุนทั่วไปคุ้นเคย ตลาดตราสารหนี้เป็นตลาดที่มีลักษณะที่เรียกว่า Over the counter (OTC) คือ ไม่มีสถานที่และไม่ได้กำหนดเวลาซื้อขายปิดเปิดตลาดที่แน่นอน เหมือนอย่างการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย การซื้อขายจะเป็นการเจรจาต่อรองกันเองระหว่าง ผู้ซื้อกับผู้ขาย
ในปัจจุบันช่องทางหลักที่ใช้ในการติดต่อเจรจาระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายก็คือทางโทรศัพท์ โดย Dealer นอกจากการโทรศัพท์คุยกับลูกค้าแล้วยังส่งคำเสนอซื้อ (bid) และเสนอขาย (offer) ตราสารหนี้เป็นประจำไปตามสื่อต่าง ๆ เช่น หนังสือพิมพ์ สื่อ online ต่าง ๆ รวมถึงหน้า website ของตนเอง นักลงทุนที่สนใจซื้อหรือขาย ก็สามารถติดต่อกับ Dealer รายนั้น ๆ ได้
นอกจากการติดต่อผ่านบริษัทผู้ค้าตราสารหนี้ (Dealer) แล้ว เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้มีการริเริ่มพัฒนาระบบซื้อขายตราสารหนี้แบบอิเล็กทรอนิกส์ขึ้นซึ่งระบบดังกล่าวดำเนินการโดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกอบด้วยระบบ Automatic order matching (AOM) สำหรับนักลงทุนรายย่อย และระบบ FIRST ที่เป็น Negotiated trading platform สำหรับนักลงทุนสถาบัน แต่ปัจจุบันระบบดังกล่าวยังไม่ค่อยได้รับความนิยมจากนักลงทุน เนื่องจากลักษณะเฉพาะตัวของตราสารหนี้ที่จำเป็นต้องมีการเจรจาต่อรองระหว่างคู่ค้า ดังนั้นปัจจุบันกว่าร้อยละ 90 ของการซื้อขายในตลาดตราสารหนี้ยังคงเป็นการซื้อขายแบบ OTC
2. ผู้เล่นหลักคือ Dealer ไม่ใช่ Broker
ในการซื้อขายตราสารหนี้ นักลงทุนจะติดต่อซื้อขายกับผู้ค้าตราสารหนี้ (Dealer) ซึ่งเป็นบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. ในกรณีที่เป็นบริษัทหลักทรัพย์สามารถค้าหลักทรัพย์ได้ทั้งตราสารหนี้และตราสารทุน แต่ในกรณีที่เป็นธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุนจะสามารถทำธุรกรรมได้เฉพาะการค้าตราสารหนี้เท่านั้น
สถาบันการเงินที่เป็นผู้ค้าตราสารหนี้นั้น จะต้องเป็นสมาชิกของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดได้ที่สมาชิกสมาคมในเมนู About Us
3.รายได้ของ Dealer มาจากส่วนต่างของราคา มิใช่ค่านายหน้า
ในการซื้อขายตราสารหนี้ Dealer มีรายได้จากกำไรส่วนต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขาย (Spread) เนื่องจากเป็นการซื้อขายระหว่างพอร์ตของสถาบันการเงินที่เป็นผู้ค้าตราสารหนี้กับของลูกค้า ในขณะที่การค้าหุ้นนั้นเป็นการซื้อขายผ่านนายหน้า (Broker) ซึ่งได้รับผลตอบแทนเป็นค่านายหน้า (Commission)
ในกรณีที่ซื้อจากลูกค้า Dealer จะซื้อตราสารหนี้เข้าในพอร์ตสถาบันการเงินของตนแล้วจึงขายออกแก่ลูกค้าต่อไปในภายหลัง และในทางกลับกันในกรณีขายแก่ลูกค้า Dealer ก็จะขายตราสารหนี้จากพอร์ตการลงทุนในหลักทรัพย์เพื่อค้าของบริษัทตน การค้าในลักษณะเช่นนี้จึงเอื้อต่อสถาบันการเงินที่มีเงินลงทุน และเงินหมุนเวียนเป็นจำนวนสูงเพื่อรองรับการดำเนิน ธุรกรรม เช่น ธนาคารพาณิชย์
ผู้จัดการของตลาดตราสารหนี้ BEX ด.ร. สันติ กีระนันทน์
นางสาวณัฐวดี โชคชัยอนันตกุล รหัส 51127301021 เอก เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ
ความแตกต่างของตลาด SET, MAI, TFEX, BEX แต่ละประเภท
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (The Stock Exchange of Thailand - SET) เป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งแรกของประเทศไทย
ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (Market for Alternative Investment - MAI) เป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งที่สองของประเทศไทย
มีจุดประสงค์การทำงานโดยทั่วไป เหมือนกับ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) คือ ทำหน้าที่เป็นตลาดทุน เพื่อให้กิจการต่างๆ สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้ แต่ตลาดใหม่นี้ จะเน้นไปที่กิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี- SME) และกิจการเกี่ยวกับนวัตกรรม โดยได้ผ่อนผันหลักเกณฑ์ต่างๆ ลง เช่น ทุนชำระแล้วขั้นต่ำของหลักทรัพย์ในตลาดหลัก คือ 200 ล้านบาท
ในขณะที่ขั้นต่ำของตลาดใหม่(MAI) ลดลงเป็น 40 ล้านบาท เป็นต้น เพื่อเปิดโอกาสให้กิจการขนาดเล็ก ที่ไม่สามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ ได้มีหนทางในการระดมทุน รวมทั้งสนับสนุนอุตสาหกรรมการร่วมลงทุน (venture capital) เพื่อเพิ่มจำนวนบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
บริษัท ตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ Thailand Futures Exchange (TFEX) เป็นศูนย์กลางการซื้อขายอนุพันธ์เกี่ยวกับตราสารทุน ตราสารหนี้ และสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทอื่น ๆ ภายใต้พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า โดยมีสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. เป็นหน่วยงานกำกับดูแล สินค้าที่สามารถจัดให้มีการซื้อขายได้ตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 คือ ฟิวเจอร์ส (Futures) ออปชั่น (Options) และออปชันบนสัญญาฟิวเจอร์ส (Options on Futures) ของสินทรัพย์อ้างอิงประเภทต่าง ๆ
ตลาดตราสารหนี้ หรือ Bond Electronic Exchange:( BEX )เป็นตลาดที่ขายตราสารหนี้ เป็นตลาดรองการซื้อขายตราสารหนี้ที่ดำเนินงานโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
นางสาวลภาภัทร ตั้งคำ
รหัส 51127301025
เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ
SET ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (The Stock Exchange of Thailand - SET) เป็นตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทย จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2517 อยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดทำการซื้อขายขึ้นอย่างเป็นทางการครั้งแรกในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2518[2] ทำหน้าที่เป็นตลาดรองเพื่อแลกเปลี่ยนซื้อขายตราสารทุน ของบริษัทต่างๆ ที่ขึ้นทะเบียนไว้ และ เพื่อให้สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้โดยสะดวก ปัจจุบันการดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535
เวลาทำการของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยคือวันจันทร์ถึงวันศุกร์ มี 2 ช่วงคือ ช่วงเช้า 10.00น. - 12.30น. ช่วงบ่าย 14.30น. - 16.30น. และหยุดตามวันหยุดของทางราชการ
MAI ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (Market for Alternative Investment - MAI) เป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งที่สองของประเทศไทย ก่อตั้งเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2542 และเปิดทำการซื้อขายวันแรกเมื่อวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2544 มีจุดประสงค์การทำงานโดยทั่วไป เหมือนกับ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) คือ ทำหน้าที่เป็นตลาดทุน เพื่อให้กิจการต่างๆ สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้ แต่ตลาดใหม่นี้ จะเน้นไปที่กิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี - SME) และกิจการเกี่ยวกับนวัตกรรม โดยได้ผ่อนผันหลักเกณฑ์ต่างๆ ลง เช่น ทุนชำระแล้วขั้นต่ำของหลักทรัพย์ในตลาดหลัก คือ 200 ล้านบาท ในขณะที่ขั้นต่ำของตลาดใหม่ ลดลงเป็น 40 ล้านบาท เป็นต้น เพื่อเปิดโอกาสให้กิจการขนาดเล็ก ที่ไม่สามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ ได้มีหนทางในการระดมทุน รวมทั้งสนับสนุนอุตสาหกรรมการร่วมลงทุน (venture capital) เพื่อเพิ่มจำนวนบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์คนปัจจุบันคือ ชนิตร ชาญชัยณรงค์ (ตั้งแต่ กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549)
TFEX: Thailand Futures Exchange หรือ บริษัท ตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทย่อยของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อดำเนินการเป็นศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ตามพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 โดยมีกำหนดการว่าจะเปิดการซื้อขายในวันที่ 28 เมษายน 2549 เป็นวันแรก
BEX ย่อมาจาก Bond Electronic Exchange ภาษาไทยเราเรียกกันสั้นๆ ว่า "ตลาดตราสารหนี้" เปิดให้บริการการซื้อขายแก่นักลงทุนทั่วไป ตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546 โดยให้บริการผ่านระบบการซื้อขาย แบบเรียลไทม์ มีข้อมูลที่โปร่งใส ตลอดจนถึงกระบวนการส่งมอบและชำระราคาที่เชื่อถือได้ เพื่อที่จะพัฒนาตลาดตราสารหนี้ให้มี ประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งในด้านปริมาณการซื้อขาย คุณภาพของตราสารหนี้ ตัวกลางการซื้อขาย แหล่งข้อมูลอ้างอิง และได้ขยาย ขอบเขตการพัฒนาให้กว้างขวางขึ้น และครอบคลุมการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ในประเทศไทยทั้งหมด รองรับต่อแนวนโยบาย ภาครัฐเรื่องตลาดพันธบัตรแห่งเอเชีย โดยมีเป้าหมายในการดำเนินการตลาดรองตราสารหนี้ที่สมบูรณ์แบบของประเทศไทย ให้บริการครอบคลุมผู้ลงทุนและผู้ค้าตราสารหนี้ทั้งหมด
น.ส.ปาริชาติ สวนผลไม้ เศรษฐศาสตร์ฯ 51127301012
ตลาดทุนในประเทศไทยนั้นมีทั้งหมด 4 ตลาดคือ 1.SET 2. MAI 3.TFEX 4.BEX
โดย4ตลาดนี้จะมีความแตกต่างกันมีดังนี้
1.การเริ่มดำเนินกิจการ โดยตลาดที่เริ่มก่อนคือ SET MAI TFEX และ BEX ตามลำดับ
2.บริษัทที่เข้าจดทะเบียนที่ตลาดSET นั้นทุนจดทะเบียนขั้นต่ำคือ200 ล้านบาท ตลาดMAI นั้นทุนจดทะเบียนขั้นต่ำคือ 40ล้านบาท ส่วนตลาดTFEX เป็นตลาดซื้อขายสินค้าล่วงหน้าหรือ Futures และสุดท้าย ตลาดBEX เป็นตลาดซื้อขายตราสารหนี้
3.การซื้อขายในตลาด SET MAI TFEX นั้นผู้ซื้อสามารถซื้อเพื่อเป็นเจ้าของกิจการได้ ส่วนการซื้อตราสารหนี้ในตลาด BEX นั้นจะไม่สามารถเป็นเจ้าของกิจการได้
4.สิทธิในการเรียกร้องสำหรับตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนที่ค่อน ข้างสม่ำเสมอ ในรูปกระแสเงินสดที่เป็นดอกเบี้ยตามระยะเวลาที่กำหนด แต่ตราสารทุนให้ผลตอบแทนที่อาจ ไม่สม่ำเสมอในรูปกระแสเงินสดที่เป็นเงินปันผลซึ่งขึ้นอยู่กับ ผลกำไรและนโยบายของบริษัท
ความแตกต่างระหว่างตลาดเงินและตลาดทุน
1. ตลาดเงินเป็นการระดมเงินทุนและให้กู้ยืมในระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี ส่วนตลาดทุนจะเป็นการระดมเงินทุนและให้กู้ยืมในระยะยาวเกิน 1 ปี
2. การให้กู้ยืมในตลาดเงินจะมีความเสี่ยงต่ำกว่าการให้กู้ยืมในตลาดทุน ทั้งนี้ เพราะระยะเวลาในการให้กู้ยืมแตกต่างกัน (ระยะสั้นจะมีความเสี่ยงน้อยกว่าระยะยาว)
3. ตราสารที่ใช้ในการกู้ยืม
o ตลาดเงินใช้หลักทรัพย์ระยะสั้น เช่น ตั๋วสัญญาใช้เงิน ตั๋วแลกเงิน ตั๋วเงินคลัง เป็นต้น
o ตลาดทุนใช้หลักทรัพย์ระยะยาว เช่น หุ้นกู้ หุ้นทุน พันธบัตร เป็นต้น
4. การกู้ยืมเงินทุนในตลาดเงินส่วนใหญ่จะใช้ไปเพื่อเป็นทุนหมุนเวียนของการดำเนินการของธุรกิจ แต่ถ้าเป็นการระดมเงินทุนในตลาดทุนจะใช้ไปเพื่อการลงทุน เช่น การขยายขนาดการผลิต การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร เป็นต้น
น.ส วรัญญา ศรืสารากร 038
ความแตกต่างระหว่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) คือ
SET ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นแหล่งระดมทุนระยะยาวของบริษัทที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งมีทุนชำระแล้วหลัง IPO ตั้งแต่ 300 ล้านบาทขึ้นไป ในขณะที่ MAI เป็นแหล่งระดมทุนของธุรกิจที่มีศักยภาพขนาดกลางและเล็ก ซึ่งมีทุนชำระแล้วหลัง IPO ตั้งแต่ 20 ล้านขึ้นไป โดยเน้นธุรกิจที่มีการเติบโตสูง และมีแนวโน้มการเติบโตดีในอนาคต อย่างไรก็ตามแนวทางการพิจารณาคำขอรับอนุญาต IPO จากสำนักงาน กลต. ตลอดจนแนวทางการปฏิบัติภายหลังการเข้าจดทะเบียนแล้วจะไม่มีความแตกต่างกัน
นางสาวพรอุมา กลุดนิ่ม 51127301023 เอกเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ
ความแตกต่างของตลาดทุนในประเทศไทย
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) คือ ทำหน้าที่เป็นตลาดทุน เพื่อให้กิจการต่างๆ สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้ แต่ตลาดใหม่นี้ จะเน้นไปที่กิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี - SME) และกิจการเกี่ยวกับนวัตกรรม โดยได้ผ่อนผันหลักเกณฑ์ต่างๆ ลง เช่น ทุนชำระแล้วขั้นต่ำของหลักทรัพย์ในตลาดหลัก คือ 200 ล้านบาท ในขณะที่ขั้นต่ำของตลาดใหม่ ลดลงเป็น 40 ล้านบาท เป็นต้น เพื่อเปิดโอกาสให้กิจการขนาดเล็ก ที่ไม่สามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ ได้มีหนทางในการระดมทุน รวมทั้งสนับสนุนอุตสาหกรรมการร่วมลงทุน (venture capital) เพื่อเพิ่มจำนวนบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
ตลาดอนุพันธ์ฯ เป็นศูนย์กลางการซื้อขายอนุพันธ์ที่อ้างอิงกับตราสารทุน ตราสารหนี้ และสินค้าโภคภัณฑ์ชนิดต่างๆ ที่นอกเหนือจากสินค้าเกษตรกรรม โดยตราสารอนุพันธ์ที่ บมจ. ตลาดอนุพันธ์ฯ สามารถจัดให้มีการซื้อขายภายใต้พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 ได้แก่ ฟิวเจอร์ส (Futures) ออปชัน (Options) และออปชันบนสัญญาฟิวเจอร์ส (Options on Futures) ของสินทรัพย์อ้างอิงประเภทต่าง ๆ ดังนี้
• อ้างอิงกับตราสารทุน ได้แก่ ดัชนีราคาหลักทรัพย์ หลักทรัพย์
• อ้างอิงกับตราสารหนี้ ได้แก่ พันธบัตรรัฐบาล อัตราดอกเบี้ย
• อ้างอิงกับราคาหรือดัชนีราคาอื่น ๆ ได้แก่ ทองคำ น้ำมันดิบ อัตราแลกเปลี่ยน
ตราสารหนี้ เป็นตราสารการเงินที่เป็นสัญญาแสดงความเป็นหนี้ระหว่างผู้ออก และผู้ถือตราสารหนี้ (หรือที่เรียกว่า “ผู้ลงทุน” ) ตราสารหนี้ต้องมีกำหนดอายุและอัตราดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์อื่นใดเป็นจำนวนที่แน่นอน โดยระบุวันที่ชำระดอกเบี้ยและเงินต้นล่วงหน้าตั้งแต่เมื่อออกตราสารนั้น และในระหว่างที่ยังไม่ครบกำหนดอายุ รวมถึงวันไถ่ถอน นอกจากนี้ ตราสารหนี้ยังสามารถซื้อขายโอนเปลี่ยนมือกันได้
ผู้ออกตราสารหนี้คือผู้กู้เงินจากผู้ที่ซื้อตราสารหนี้ ดังนั้น ผู้ออกจึงเป็น “ลูกหนี้” ในขณะที่ผู้ซื้อ คือ “ผู้ให้กู้” หรือ “ เจ้าหนี้” นั่นเอง ซึ่งแตกต่างจากตราสารทุนหรือหุ้นสามัญที่ผู้ถือตราสารทุนนั้นจะลงทุนในส่วนของผู้ถือหุ้น และมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกิจการนั้นๆ ไม่ใช่เป็นเจ้าหนี้
ตราสารหนี้ เป็นคำศัพท์กว้างๆ แต่ที่ท่านอาจคุ้นเคยมากกว่า คือ “พันธบัตร” และ “หุ้นกู้” โดยพันธบัตรมักใช้เรียกตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจ ส่วนหุ้นกู้จะถูกเรียกใช้เมื่อออกโดยบริษัทเอกชน ในต่างประเทศจะใช้คำว่า “Bond” สำหรับตราสารหนี้ทั่วไปทั้งที่ออกโดยรัฐบาลและเอกชน แต่จะมีในบางกรณีที่อาจจะเรียกว่า “Debenture” เมื่อตราสารหนี้นั้นไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
ความแตกต่างของตลาดทุนในประเทศไทย
1 ตลาด SET คือ
ทำหน้าที่เป็นตลาดทุน เพื่อให้กิจการต่างๆ สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้ แต่ตลาดใหม่นี้ จะเน้นไปที่กิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี - SME) และกิจการเกี่ยวกับนวัตกรรม โดยได้ผ่อนผันหลักเกณฑ์ต่างๆ ลง เช่น ทุนชำระแล้วขั้นต่ำของหลักทรัพย์ในตลาดหลัก คือ 200 ล้านบาท ในขณะที่ขั้นต่ำของตลาดใหม่ ลดลงเป็น 40 ล้านบาท เป็นต้น เพื่อเปิดโอกาสให้กิจการขนาดเล็ก ที่ไม่สามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ ได้มีหนทางในการระดมทุน รวมทั้งสนับสนุนอุตสาหกรรมการร่วมลงทุน
2 ตลาด MAI คือ
จัดตั้งขึ้นโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพื่อเป็นแหล่งระดมทุนสำหรับบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงหรือบริษัทที่เริ่มดำเนินกิจการไม่นานแต่มีมูลค่าราคาตลาดที่สูงโดยถือเป็นทางเลือกอีกแห่งในการระดมทุน บริษัทที่มีศักยภาพในการเติบโตและต้องการระดมทุน
หุ้นที่อยู่ในตลาดนี้จึงเป็นบริษัทขนาดกลางหรือเล็ก ซึ่งกฏเกณฑ์ในการจะเข้าตลาดได้จะผ่อนปรนกว่าการเข้าตลาดหลักทรัพย์ เช่น สถานะ เป็นบริษัทมหาชนจำกัดหรือนิติบุคคลที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้นโดยเฉพาะ มีทุนชำระแล้ว มากกว่า 20 ล้านบาท
การกระจายการถือหุ้นรายย่อยมากกว่า 300 ราย ถือหุ้นรวมกันมากกว่า 20 เปอเซนต์ ของทุนชำระแล้ว
การเสนอขายหุ้นต่อประชาชน ต้องได้รับอนุญาตให้เสนอขายหุ้นต่อประชาชนจากสำนักงาน ก . ล. ต. จำนวนหุ้นที่เสนอขาย มากกว่า 15 เปอเซนต์ ของทุนชำระแล้ว
ผลการดำเนินงาน มีผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องมากกว่า 2 ปีก่อนยื่นคำขอ โดยมีกำไรสุทธิในปีล่าสุดก่อนยื่นคำขอ มากกว่า 0 ไม่นับรวมต้นทุนทางการเงิน
กรณีผลการดำเนินงาน มากกว่า 2 ปี ต้องมีผลการดำเนินงาน มากกว่า 1 ปี และ เป้าหมายตลาด มากกว่า 1,500 ล้านบาท
ฐานะการเงิน ส่วนของผู้ถือหุ้น มากกว่า 20 ล้านบาท
3 ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า TFEX คือ
Thailand Futures Exchange หรือ บริษัท ตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทย่อยของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อดำเนินการเป็นศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ตามพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 โดยมีกำหนดการว่าจะเปิดการซื้อขายในวันที่ 28 เมษายน 2549 เป็นวันแรก
โดยหลักๆ แล้วตราสารอนุพันธ์ที่ซื้อขายกันในตลาดเงินทั่วโลก สามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ ด้วยกัน ได้แก่
1. ฟิวเจอร์ส (FUTURES)
สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ซื้อขายผ่านตลาดอนุพันธ์ที่มีการจัดตั้งอย่าง
เป็นทางการ เมื่อถึงเวลาที่กำหนดผู้ซื้อและผู้ขายมีพันธะต้องซื้อขายกัน
ตามที่ตกลงในสัญญา
2. ออปชั่น (OPTIONS)
สัญญาสิทธิ ผู้ขายมีภาระต้องปฎิบัติตามพันธะในสัญญา ในขณะที่ผู้
ซื้อมีสิทธิ จะเลือกใช้สิทธิหรือไม่ก็ได้
3. ฟอร์เวิร์ด (FORWARD)
สัญญาซื้อขายล่วงหน้าคล้ายกับฟิวเจอร์ส แต่ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงซื้อ
ขายกันนอกตลาดที่มีการจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ
4. สวอป (SWAP)
ข้อตกลงระหว่างบุคคลตั้งแต่ 2 ฝ่ายขึ้นไป ในการแลกเปลี่ยนกระแสเงิน
สดในอนาคต
การซื้อขายอนุพันธ์มีขั้นตอนหรือกระบวนการซื้อขายที่คล้ายกับการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ คือ ผู้ลงทุนที่ต้องการซื้อขายในตลาดอนุพันธ์ ทำการ สั่งซื้อหรือขายผ่านโบรกเกอร์ ซึ่งโบรกเกอร์นี้ต้องเป็นสมาชิกของตลาดอนุพันธ์ เมื่อผู้ลงทุนส่งคำสั่งซื้อขายผ่านโบรกเกอร์แล้ว โบรกเกอร์จะส่งคำสั่งซื้อขายมายัง ระบบซื้อขายของตลาดอนุพันธ์ โดยตลาดอนุพันธ์จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางคอยจับคู่คำสั่งซื้อขายด้วยระบบอิเลกทรอนิกส์
วิธีการจับคู่คำสั่งซื้อขาย ใช้วิธีเดียวกับการจับคู่คำสั่งซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ คือใช้หลัก Price / Time priority โดยผู้ลงทุนจะส่งคำสั่งซื้อ (Bid) หรือ คำสั่งขาย (Offer) คำสั่งทุกรายการจะเข้ามาบันทึกอยู่ในระบบเพื่อรอการจับคู่สัญญาฟิวเจอร์สจะมีการจับคู่เกิดขึ้นก็ต่อเมื่อราคาซื้อเท่ากับหรือสูงกว่าราคาขาย โดยผู้ที่ส่งคำสั่งซื้อเข้ามาจะมีฐานะเป็นผู้ซื้อ ผู้ที่ส่งคำสั่งขายเข้ามาก็จะมีฐานะเป็น ผู้ขาย คำสั่งซื้อที่มีราคาสูงกว่าจะได้รับการจับคู่ก่อนคำสั่งซื้อที่มีราคาต่ำกว่า และคำสั่งขายที่มีราคาต่ำกว่าจะได้รับการจับคู่ก่อนคำสั่งขายที่มีราคาสูงว่า ในกรณีที่ ราคาสั่งซื้อหรือขายมีค่าเท่ากัน คำสั่งที่ถูกส่งเข้ามาก่อนจะได้รับการจับคู่ก่อน
ในการซื้อขาย ผู้ซื้อและผู้ขายจะส่งคําสั่งซื้อขายตามราคาและจํานวนที่ต้องการผ่านสมาชิกของ TFEX หรือโบรกเกอร์ โบรกเกอร์ก็จะส่งคําสั่งซื้อขายนั้น เข้าไปยังระบบของตลาดอนุพันธ์อีกต่อหนึ่งเพื่อรอการจับคู่ เมื่อระบบทําการจับคู่คําสั่งซื้อขายที่มีราคาตรงกันแล้ว จะส่งรายละเอียดของรายการซื้อขายนั้นผ่านไป ยังสํานักหักบัญชี (TCH) จากนั้นสํานักหักบัญชี ก็จะทําหน้าที่ในการชําระราคา หรือพูดง่ายๆ ก็คือ สำนักหักบัญชีจะทำหน้าที่คิดกําไรขาดทุน ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน และดูแลการรับและจ่ายเงินนั่นเอง
สํานักหักบัญชีจึงมีบทบาทสําคัญในตลาดอนุพันธ์ โดยนอกจากดูแลการชําระราคาแล้ว ยังสร้างความน่าเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อขาย โดยเข้ามาเป็นคู่สัญญาให้กับ โบรกเกอร ์ และเป็นผู้รับประกันการชําระราคาตามจํานวนและเวลาที่กําหนดไว้ แต่เพื่อเป็นการลดความเสียหายที่อาจเกิดจากการเข้าไปรับความเสี่ยงจากคู่สัญญา สํานักหักบัญชีจะวางระบบบริหารความเสี่ยงไว้ นั้นก็คือ การกําหนดให้โบรกเกอร์ต้องวางหลักประกัน (MARGIN) กับสํานักหักบัญชีเพื่อลดความเสียหายจากการ ผิดสัญญา ในขณะที่โบรกเกอร์ก็จะกําหนดให้ลูกค้าต้องวางเงินประกันไว้กับโบรกเกอร์อีกต่อหนึ่ง
4 ตลาดตราสารหนี้ BEX คือ
ตราสารหนี้ (ตราสารแห่งหนี้) (debt instrument หรือ fixed income securities) คือ ตราสารทางการเงินที่ผู้ออกตราสารซึ่งเรียกว่า ผู้กู้หรือลูกหนี้ มีข้อผูกพันทางกฎหมายว่าจะจ่ายผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยเป็นงวดๆ และเงินต้น หรือผลประโยชน์อื่นๆ ตามข้อกำหนดในตราสารให้แก่ผู้ซื้อซึ่งเรียกว่า ผู้ให้กู้หรือเจ้าหนี้ เมื่อครบกำหนดที่ตกลงกันไว้ โดยระยะเวลาครบกำหนดไถ่ถอนของตราสารหนี้นั้นจะมีตั้งแต่ระยะสั้น (ไม่เกินหนึ่งปี) ระยะปานกลาง (หนึ่งถึงห้าปี) ไปจนถึงระยะยาว (เกินห้าปีขึ้นไป) กรณีตราสารหนี้ในตลาดทุนโดยทั่วไปมักจะหมายถึงตราสารที่มีอายุไถ่ถอนมากกว่าหนึ่งปีขึ้นไป โดยผู้ซื้อจะได้รับผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ย ส่วนลดรับ หรือผลประโยชน์อื่นตามที่ได้มีการกำหนดไว้
การใช้คำว่า “ตราสารหนี้” ก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเปลี่ยนมือของผู้ถือ (นักลงทุนในตราสารหนี้) ซึ่งแตกต่างจากสัญญากู้ยืมที่แสดงความเป็น “เจ้าหนี้” และ “ลูกหนี้” ของผู้ให้กู้กับผู้กู้เงิน เหมือนกัน แต่สัญญากู้ยืมเงินนั้นขาดความสามารถในการเปลี่ยนมือของความเป็น “เจ้าหนี้” ระหว่างนักลงทุนทั้งนี้การเปลี่ยนมือของตราสารหนี้ระหว่างนักลงทุนนั้นสามารถทำผ่านกลไกตลาดรอง (secondary market) ได้ ซึ่งปัจจุบันตลาดรองของตราสารหนี้ก็คือ BEX (Bond Electronic Exchange) ที่ดำเนินการโดย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ตามความหมายข้างต้น แสดงว่าตราสารหนี้ก็คือ ตราสารทางการเงินชนิดหนึ่งที่ทำให้ผู้ที่ต้องการเงินทุน (ผู้กู้) และผู้ที่มีเงินทุนแต่ต้องการผลตอบแทน (ผู้ให้กู้) ผูกพันกัน โดยมีข้อกำหนดต่างๆ ที่ระบุในสัญญาหุ้นกู้ (indenture) เป็นกฎกติการ่วมกัน อีกทั้งตราสารหนี้ยังสามารถเปลี่ยนมือกันได้ในตลาดรองคล้ายๆ กับการซื้อขายหุ้นสามัญในตลาดหลักทรัพย์
ความแตกต่างของหลักทรัพย์ระหว่างตลาด set กับ mai คือ
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) คือ ทำหน้าที่เป็นตลาดรองเพื่อแลกเปลี่ยนซื้อขายตราสารทุน ของบริษัทต่างๆ ที่ขึ้นทะเบียนไว้ และ เพื่อให้สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้โดยสะดวก ปัจจุบันการดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535
ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (Market for Alternative Investment - MAI) เป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งที่สองของประเทศไทย จะเน้นไปที่กิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี - SME) และกิจการเกี่ยวกับนวัตกรรม โดยได้ผ่อนผันหลักเกณฑ์ต่างๆ ลง เช่น ทุนชำระแล้วขั้นต่ำของหลักทรัพย์ในตลาดหลัก คือ 200 ล้านบาท ในขณะที่ขั้นต่ำของตลาดใหม่ ลดลงเป็น 40 ล้านบาท เป็นต้น เพื่อเปิดโอกาสให้กิจการขนาดเล็ก ที่ไม่สามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ ได้มีหนทางในการระดมทุน รวมทั้งสนับสนุนอุตสาหกรรมการร่วมลงทุน (venture capital) เพื่อเพิ่มจำนวนบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
นางสาวเจนจิรา เลขุนทด 51127301024 เอกเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ
ความแตกต่างของตลาดทุนในประเทศไทย คือ
1. การจัดตั้ง และการเริ่มดำเนินกิจการ โดยตลาดที่เริ่มก่อนคือ SET MAI TFEX และ BEX ตามลำดับ
2. การจดทะเบียนของบริษัท ในแต่ละตลาดจะมีมูลค่าทุนที่จดทะเบียนเริ่มต้นที่ต่างกัน
3. สินค้าในตลาดต่างกัน โดยที่ SET กับ MAI จะเป็น ตราสารทุน BEX เป็นตราสารหนี้ TFEX จะเป็นตราสาร้อขายอนุพันธ์
4. การซื้อขายในตลาดจะต่างกันโดย SET MAI TFEX นั้นผู้ซื้อสามารถซื้อเพื่อเป็นเจ้าของกิจการได้
ส่วน BEX นั้นจะไม่สามารถเป็นเจ้าของกิจการได้
5. โครงสร้างในการบริหารองค์กรต่างกัน โดยตลาดอนุพันธ์ จะแตกต่างกับตลาดอื่นๆ
นางสาวสุภาวดี วรรณทอง 51127301013 เอกเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ
ความแตกต่างระหว่างตลาดหลักทรัพเอ็ม เอ ไอ (mai) กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจัดตั้งตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ธุรกิจที่มีศักยภาพ ในการเติบโตสามารถระดมทุนผ่านตลาดทุนได้ โดยเน้นธุรกิจที่มีการเติบโตสูง และธุรกิจที่มีแนวโน้มการเติบโตดี ในอนาคต (Business for the Future) อุตสาหกรรมที่ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เน้นทำการตลาดเชิงรุก ได้แก่ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) อุตสาหกรรมด้านสุขภาพและท่องเที่ยว สื่อ โลจิสติคส์ พลังงาน และพลังงานทดแทน อุตสาหกรรมอาหาร เป็นต้น สำหรับอุตสาหกรรมการผลิตและการบริการอื่นๆ หากมีคุณสมบัติ ครบตามเกณฑ์รับหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) มีความยินดีรับเป็นบริษัทจดทะเบียนเพื่อให้ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) มีบริษัทจดทะเบียนในหลากหลายอุตสาหกรรมให้นักลงทุนได้เลือกลงทุนได้ ตามความเหมาะสม ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) สามารถรองรับธุรกิจได้ทุกขนาด ทุนจดทะเบียนชำระแล้วขั้นต่ำภายหลังกระจายหุ้น 20 ล้านบาทขึ้นไป และไม่มีการจำกัดทุนจดทะเบียนชำระแล้วขั้นสูง ซึ่งแตกต่างจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่รองรับได้เฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ซึ่งมีทุนชำระแล้วขั้นต่ำ 300 ล้านบาทขึ้นไปเท่านั้น
นางสาวนาฎลดา เกียรติบรรเจิด 51127301016 เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ
ความแตกต่างระหว่าง SET และ MAI
SET ถูกจัดตั้งขึ้น เพื่อเป็นแหล่งระดมทุนระยะยาวของบริษัทที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งมีทุนชำระแล้วหลัง IPO ตั้งแต่ 300 ล้านบาทขึ้นไป ในขณะที่ MAI เป็นแหล่งระดมทุนของธุรกิจที่มีศักยภาพขนาดกลางและเล็ก ซึ่งมีทุนชำระหลัง IPD ตั้งแต่ 20 ล้านบาทขึ้นไป โดยเน้นธุรกิจที่มีการเติบโตสูง และมีแนวโน้มการเติบโตดีในอนาคต อย่างไรก็ตามแนวทางการพิจารณาคำขอรับอนุญาต IPO จากสำนักงานกลต. ตลอดจนแนวทางการปฏิบัติภายหลังการเข้าจดทะเบียนแล้วจะไม่มีความแตกต่างกัน
ความแตกต่างของหลักเกณฑ์การเข้าจดทะเบียนระหว่าง SET และ MAI
การกำหนดทุนชำระแล้วและส่วนของผู้ถือหุ้นที่มีจำนวนน้อยกว่า
การกำหนดระยะเวลาในการประกอบธุรกิจต่อเนื่องที่สั้นกว่า ก่อนการยื่นขอจดทะเบียนใน ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (MAI)
การกระจายหุ้นให้มีจำนวนผู้ถือหุ้นรายย่อยที่น้อยกว่า
การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่ต่ำกว่า
นางสาวสุภาวดี วรรณทอง 51127301013 เศรษฐศาสตร์
ความแตกต่างของตลาดทุนแต่ละประเภท
ตลาดทุนกับความแตกต่างลักษณะการดำเนินงาน
1.ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (The Stock Exchange of Thailand : SET)
เป็นนิติบุคคลที่จัดขึ้นตามพระราชบัญญัติตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทำหน้าที่ส่งเสริมการออมและระดมเงินทุนระยะยาวเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นศูนย์กลางในการซื้อขายหลักทรัพย์และให้บริการที่เกี่ยวข้อง โดยไม่นำผลกำไรมาแบ่งปันกัน สนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของกิจการธุรกิจและอุตสาหกรรมภายในประเทศ ปัจจุบันดำเนินงานภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ การดำเนินงานหลักได้แก่ การรับรองหลักทรัพย์จดทะเบียน และดูแลการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทจดทะเบียน การซื้อขายหลักทรัพย์และการกำกับดูแลการซื้อขายหลักทรัพย์ การกำกับดูแลบริษัทสมาชิกส่วนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายหลักทรัพย์ ตลอดจนการเผยแพร่ข้อมูลและการส่งเสริมความรู้ในแก่ผู้ลงทุน
2.ตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ(Market for Alternative Investment : MAI)
เป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งที่สองของประเทศไทย ก่อตั้งเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2542 และเปิดทำการซื้อขายวันแรกเมื่อวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2544 มีจุดประสงค์การทำงานโดยทั่วไป เหมือนกับ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) คือ ทำหน้าที่เป็นตลาดทุน เพื่อให้กิจการต่างๆ สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้ แต่ตลาดใหม่นี้ จะเน้นไปที่กิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) และกิจการเกี่ยวกับนวัตกรรม โดยได้ผ่อนผันหลักเกณฑ์ต่างๆ ลง เช่น ทุนชำระแล้วขั้นต่ำของหลักทรัพย์ในตลาดหลัก คือ 200 ล้านบาท ในขณะที่ขั้นต่ำของตลาดใหม่ ลดลงเป็น 40 ล้านบาท เป็นต้น เพื่อเปิดโอกาสให้กิจการขนาดเล็ก ที่ไม่สามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ ได้มีหนทางในการระดมทุน รวมทั้งสนับสนุนอุตสาหกรรมการร่วมลงทุน (venture capital) เพื่อเพิ่มจำนวนบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
3.ตลาดตราสารหนี้ (Bond Electronic Exchange : BEX)
ตลาดตราสารหนี้เป็นตลาดที่มีลักษณะ Over the counter (OTC) คือ ไม่มีสถานที่และไม่ได้กำหนดเวลาซื้อขายปิดเปิดตลาดที่แน่นอน เหมือนอย่างการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย การซื้อขายจะเป็นการเจรจาต่อรองกันเองระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย ช่องทางหลักที่ใช้ในการติดต่อเจรจาระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายคือ ทางโทรศัพท์ โดย Dealer โทรศัพท์คุยกับลูกค้ายังส่งคำเสนอซื้อ (bid) และเสนอขาย (offer) ตราสารหนี้เป็นประจำไปตามสื่อต่างๆ เช่น หนังสือพิมพ์ สื่อ online ต่างๆ รวมถึงหน้า website ของตน นักลงทุนที่สนใจซื้อหรือขายก็สามารถติดต่อกับ Dealer รายนั้นๆได้ ในการซื้อขายตราสารหนี้นักลงทุนจะติดต่อซื้อขายกับผู้ค้าตราสารหนี้ (Dealer) ซึ่งเป็นบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. ในกรณีที่เป็นบริษัทหลักทรัพย์สามารถค้าหลักทรัพย์ได้ทั้งตราสารหนี้และตราสารทุน แต่ในกรณีที่เป็นธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุนจะสามารถทำธุรกรรมได้เฉพาะการค้าตราสารหนี้เท่านั้น
4.ตลาดอนุพันธ์ (Thailand Futures Exchange : TFEX)
ตลาดอนุพันธ์เป็นศูนย์กลางการซื้อขายอนุพันธ์เกี่ยวกับตราสารทุน ตราสารหนี้ และสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทอื่นๆ ภายใต้พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า โดยมีสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. เป็นหน่วยงานกำกับดูแล สินค้าที่สามารถจัดให้มีการซื้อขายได้ตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 คือ ฟิวเจอร์ส (Futures) ออปชั่น (Options) และออปชันบนสัญญาฟิวเจอร์ส (Options on Futures) ของสินทรัพย์อ้างอิงประเภทต่าง ๆ ได้แก่
- อ้างอิงกับตราสารทุน ได้แก่ ดัชนีราคาหลักทรัพย์ หลักทรัพย์
- อ้างอิงกับตราสารหนี้ ได้แก่ พันธบัตรรัฐบาล อัตราดอกเบี้ย
- อ้างอิงกับราคาหรือดัชนีราคาอื่นๆได้แก่ ทองคำ น้ำมันดิบ อัตราแลกเปลี่ยน
นางสาวเยาวเรศ ธรรมสกลสัจจา
สาขาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ รหัส 039
ความแตกต่าง
SET คือตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยครับ ทุนจดทะเบียนมากกว่า 100 ล้านบาท
MAI สำหรับบริษัทที่กำลังเติบโตหรือมีทุนจดทะเบียนน้อยกว่า 100 ล้านบาท
TFEX เป็นตลาดซื้อขายสินค้าล่วงหน้าหรือ Futures ครับ
BEX เป็ตลาดซื้อขายตราสารหนี้ครับ
SET ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นแหล่งระดมทุนระยะยาวของบริษัทที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งมีทุนชำระแล้วหลัง IPO ตั้งแต่ 300 ล้านบาทขึ้นไป ในขณะที่ mai เป็นแหล่งระดมทุนของธุรกิจที่มีศักยภาพขนาดกลางและเล็ก ซึ่งมีทุนชำระแล้วหลัง IPO ตั้งแต่ 20 ล้านขึ้นไป โดยเน้นธุรกิจที่มีการเติบโตสูง และมีแนวโน้มการเติบโตดีในอนาคต อย่างไรก็ตามแนวทางการพิจารณาคำขอรับอนุญาต IPO จากสำนักงาน กลต. ตลอดจนแนวทางการปฏิบัติภายหลังการเข้าจดทะเบียนแล้วจะไม่มีความแตกต่างกัน
นางสาวพรพิมล สุขดา เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ รหัส 51127301004
การซื้อขายตราสารหนี้สามารถทำได้ทั้งจากตลาดแรกและตลาดรอง ดังนี้
ตลาดแรก (Primary Market)
การซื้อขายในตลาดแรกจะเกิดขึ้นเมื่อผู้ออกตราสารหนี้ทำการขายตราสารหนี้ให้แก่นักลงทุนในตลาดเป็นครั้งแรก แบ่งออกเป็น
1. การจำหน่ายให้ผู้ซื้อรายย่อย
มีวัตถุประสงค์เพื่อการออมเงิน ผู้มีสิทธิซื้อประกอบด้วยบุคคลธรรมดาที่ถือสัญชาติไทยหรือที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยและนิติบุคคลที่ไม่แสวงหากำไร ในการจำหน่ายแต่ละครั้งผู้ออกตราสารหนี้จะเป็นผู้กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์หรือธนาคารออมสินเป็นตัวแทนจำหน่าย โดย ธปท. เป็นผู้กำกับดูแลการจัดจำหน่าย นายทะเบียน และตัวแทนการจ่ายเงินค่าดอกเบี้ยและต้นเงิน
2. การจำหน่ายให้แก่นักลงทุนสถาบันด้วยวิธีการประมูล
ในปัจจุบัน ธปท. เปิดให้มีการประมูล 2 แบบ คือ
2.1 การประมูลแบบแข่งขันราคา (Competitive Bid)
หมายถึง การเสนอประมูลอัตราผลตอบแทน และจำนวนเงินที่ต้องการ ซึ่งผู้มีสิทธิเข้าประมูลที่เสนออัตราผลตอบแทนต่ำสุดจะได้รับการจัดสรรวงเงินก่อน แล้วจึงจัดสรรให้ผู้มีสิทธิเข้าประมูลที่เสนออัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นไปตามลำดับจนครบวงเงินที่ออกจำหน่าย
ราคาที่ต้องชำระสำหรับการประมูลแบบนี้ คำนวณจากอัตราผลตอบแทนที่เสนอ ดังนั้นจำนวนเงินที่แต่ละรายต้องชำระจึงแตกต่างกัน
2.2 การประมูลแบบไม่แข่งขันราคา (Non-Competitive Bid)
หมายถึง การเสนอซื้อในจำนวนเงินที่ต้องการ โดยอัตราผลตอบแทนที่ผู้มีสิทธิเข้าเสนอซื้อและได้รับจัดสรรทุกราย จะเท่ากับอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยในการประมูลแบบแข่งขันราคาที่จัดจำหน่ายในคราวเดียวกัน ทั้งนี้ ผู้มีสิทธิเข้าประมูลและผู้มีสิทธิเข้าเสนอซื้อ จะกำหนดไว้ในประกาศการจำหน่ายตราสารหนี้รุ่นนั้น ๆ
ราคาที่ต้องชำระ คำนวณจากอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยที่ประมูลได้จากการประมูลแบบแข่งขันราคา ซึ่ง ธปท. จะประกาศอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยที่ประมูลได้ พร้อมทั้งอัตราต่ำสุด-สูงสุด ทางเว็บไซต์ของ ธปท. และผ่านระบบ e-Bidding
ตลาดรอง (Secondary Market)
ตลาดรอง หมายถึง ตลาดที่ผู้ซื้อและผู้ขายสามารถทำการซื้อขายตราสารหนี้หลังจากที่ได้มีการซื้อขายในตลาดแรกเรียบร้อยแล้ว ผู้ขายในตลาดรองคือนักลงทุนซึ่งถือครองตราสารหนี้อยู่ และต้องการขายตราสารหนี้ฉบับนั้นออกไป การซื้อขายตราสารหนี้ในตลาดรองสามารถทำได้ดังนี้
1. การซื้อขายกันเอง หรือเรียกว่า Over the Counter : OTC ไม่มีสถานที่แน่นอน ผู้ซื้อและผู้ขายสามารถติดต่อเพื่อตกลงราคากันได้เอง หรืออาจติดต่อผ่านสถาบันการเงินโดยการเจรจาต่อรองทางโทรศัพท์ ราคาซื้อขายจึงขึ้นอยู่กับอำนาจการต่อรองระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ในปัจจุบันสถาบันการเงินบางแห่งจะกำหนดราคาเสนอซื้อ (Bid) และราคาเสนอขาย (Offer) ผ่านเว็บไซต์ของสถาบันการเงินนั้น ๆ สถาบันการเงินแต่ละแห่งจะเสนอราคาซื้อขายแตกต่างกัน ดังนั้นผู้ซื้อและผู้ขายอาจจะต้องติดต่อสถาบันหลายแห่งเพื่อเปรียบเทียบราคา และอาจศึกษาเส้นอัตราผลตอบแทน (Yield Curve) เพิ่มเติมเพื่อใช้เปรียบเทียบกับอัตราผลตอบแทนที่สถาบันการเงินแต่ละแห่งเสนอ
2. การซื้อขายผ่านระบบ Bond Electronic Exchange : BEX ดำเนินการภายใต้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นักลงทุนที่ต้องการซื้อขายตราสารหนี้ผ่านระบบ BEX ต้องเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์กับบริษัทสมาชิกหรือโบรกเกอร์ วิธีการซื้อขายทำได้โดยนักลงทุนส่งคำสั่งซื้อหรือขายผ่านเจ้าหน้าที่การตลาดตราสารหนี้ของบริษัทสมาชิกหรือโบรกเกอร์ แล้วเจ้าหน้าที่การตลาดฯ จะเป็นผู้ส่งคำสั่งซื้อหรือขายต่อเข้าไปยังระบบการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ฯ และแจ้งยืนยันผลการซื้อขายให้นักลงทุนทราบ
นางสาวสมฤทัย ม่วงกล่อม เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ รหัส 51127301026
ตลาดทุนในประเทศไทยมี 4 ประเภท คือ
1 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย SET
2 ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ MAI
3 ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า TFEX
4 ตลาดตราสารหนี้ BEX
1 ตลาด SET คือ
ทำหน้าที่เป็นตลาดทุน เพื่อให้กิจการต่างๆ สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้ แต่ตลาดใหม่นี้ จะเน้นไปที่กิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี - SME) และกิจการเกี่ยวกับนวัตกรรม โดยได้ผ่อนผันหลักเกณฑ์ต่างๆ ลง เช่น ทุนชำระแล้วขั้นต่ำของหลักทรัพย์ในตลาดหลัก คือ 200 ล้านบาท ในขณะที่ขั้นต่ำของตลาดใหม่ ลดลงเป็น 40 ล้านบาท เป็นต้น เพื่อเปิดโอกาสให้กิจการขนาดเล็ก ที่ไม่สามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ ได้มีหนทางในการระดมทุน รวมทั้งสนับสนุนอุตสาหกรรมการร่วมลงทุน
2 ตลาด MAI คือ
จัดตั้งขึ้นโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพื่อเป็นแหล่งระดมทุนสำหรับบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงหรือบริษัทที่เริ่มดำเนินกิจการไม่นานแต่มีมูลค่าราคาตลาดที่สูงโดยถือเป็นทางเลือกอีกแห่งในการระดมทุน บริษัทที่มีศักยภาพในการเติบโตและต้องการระดมทุน
หุ้นที่อยู่ในตลาดนี้จึงเป็นบริษัทขนาดกลางหรือเล็ก ซึ่งกฏเกณฑ์ในการจะเข้าตลาดได้จะผ่อนปรนกว่าการเข้าตลาดหลักทรัพย์ เช่น สถานะ เป็นบริษัทมหาชนจำกัดหรือนิติบุคคลที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้นโดยเฉพาะ มีทุนชำระแล้ว มากกว่า 20 ล้านบาท
การกระจายการถือหุ้นรายย่อยมากกว่า 300 ราย ถือหุ้นรวมกันมากกว่า 20 เปอเซนต์ ของทุนชำระแล้ว
การเสนอขายหุ้นต่อประชาชน ต้องได้รับอนุญาตให้เสนอขายหุ้นต่อประชาชนจากสำนักงาน ก . ล. ต. จำนวนหุ้นที่เสนอขาย มากกว่า 15 เปอเซนต์ ของทุนชำระแล้ว
ผลการดำเนินงาน มีผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องมากกว่า 2 ปีก่อนยื่นคำขอ โดยมีกำไรสุทธิในปีล่าสุดก่อนยื่นคำขอ มากกว่า 0 ไม่นับรวมต้นทุนทางการเงิน
กรณีผลการดำเนินงาน มากกว่า 2 ปี ต้องมีผลการดำเนินงาน มากกว่า 1 ปี และ เป้าหมายตลาด มากกว่า 1,500 ล้านบาท
ฐานะการเงิน ส่วนของผู้ถือหุ้น มากกว่า 20 ล้านบาท
3 ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า TFEX คือ
Thailand Futures Exchange หรือ บริษัท ตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทย่อยของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อดำเนินการเป็นศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ตามพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 โดยมีกำหนดการว่าจะเปิดการซื้อขายในวันที่ 28 เมษายน 2549 เป็นวันแรก
โดยหลักๆ แล้วตราสารอนุพันธ์ที่ซื้อขายกันในตลาดเงินทั่วโลก สามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ ด้วยกัน ได้แก่
1. ฟิวเจอร์ส (FUTURES)
สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ซื้อขายผ่านตลาดอนุพันธ์ที่มีการจัดตั้งอย่าง
เป็นทางการ เมื่อถึงเวลาที่กำหนดผู้ซื้อและผู้ขายมีพันธะต้องซื้อขายกัน
ตามที่ตกลงในสัญญา
2. ออปชั่น (OPTIONS)
สัญญาสิทธิ ผู้ขายมีภาระต้องปฎิบัติตามพันธะในสัญญา ในขณะที่ผู้
ซื้อมีสิทธิ จะเลือกใช้สิทธิหรือไม่ก็ได้
3. ฟอร์เวิร์ด (FORWARD)
สัญญาซื้อขายล่วงหน้าคล้ายกับฟิวเจอร์ส แต่ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงซื้อ
ขายกันนอกตลาดที่มีการจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ
4. สวอป (SWAP)
ข้อตกลงระหว่างบุคคลตั้งแต่ 2 ฝ่ายขึ้นไป ในการแลกเปลี่ยนกระแสเงิน
สดในอนาคต
การซื้อขายอนุพันธ์มีขั้นตอนหรือกระบวนการซื้อขายที่คล้ายกับการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ คือ ผู้ลงทุนที่ต้องการซื้อขายในตลาดอนุพันธ์ ทำการ สั่งซื้อหรือขายผ่านโบรกเกอร์ ซึ่งโบรกเกอร์นี้ต้องเป็นสมาชิกของตลาดอนุพันธ์ เมื่อผู้ลงทุนส่งคำสั่งซื้อขายผ่านโบรกเกอร์แล้ว โบรกเกอร์จะส่งคำสั่งซื้อขายมายัง ระบบซื้อขายของตลาดอนุพันธ์ โดยตลาดอนุพันธ์จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางคอยจับคู่คำสั่งซื้อขายด้วยระบบอิเลกทรอนิกส์
วิธีการจับคู่คำสั่งซื้อขาย ใช้วิธีเดียวกับการจับคู่คำสั่งซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ คือใช้หลัก Price / Time priority โดยผู้ลงทุนจะส่งคำสั่งซื้อ (Bid) หรือ คำสั่งขาย (Offer) คำสั่งทุกรายการจะเข้ามาบันทึกอยู่ในระบบเพื่อรอการจับคู่สัญญาฟิวเจอร์สจะมีการจับคู่เกิดขึ้นก็ต่อเมื่อราคาซื้อเท่ากับหรือสูงกว่าราคาขาย โดยผู้ที่ส่งคำสั่งซื้อเข้ามาจะมีฐานะเป็นผู้ซื้อ ผู้ที่ส่งคำสั่งขายเข้ามาก็จะมีฐานะเป็น ผู้ขาย คำสั่งซื้อที่มีราคาสูงกว่าจะได้รับการจับคู่ก่อนคำสั่งซื้อที่มีราคาต่ำกว่า และคำสั่งขายที่มีราคาต่ำกว่าจะได้รับการจับคู่ก่อนคำสั่งขายที่มีราคาสูงว่า ในกรณีที่ ราคาสั่งซื้อหรือขายมีค่าเท่ากัน คำสั่งที่ถูกส่งเข้ามาก่อนจะได้รับการจับคู่ก่อน
ในการซื้อขาย ผู้ซื้อและผู้ขายจะส่งคําสั่งซื้อขายตามราคาและจํานวนที่ต้องการผ่านสมาชิกของ TFEX หรือโบรกเกอร์ โบรกเกอร์ก็จะส่งคําสั่งซื้อขายนั้น เข้าไปยังระบบของตลาดอนุพันธ์อีกต่อหนึ่งเพื่อรอการจับคู่ เมื่อระบบทําการจับคู่คําสั่งซื้อขายที่มีราคาตรงกันแล้ว จะส่งรายละเอียดของรายการซื้อขายนั้นผ่านไป ยังสํานักหักบัญชี (TCH) จากนั้นสํานักหักบัญชี ก็จะทําหน้าที่ในการชําระราคา หรือพูดง่ายๆ ก็คือ สำนักหักบัญชีจะทำหน้าที่คิดกําไรขาดทุน ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน และดูแลการรับและจ่ายเงินนั่นเอง
สํานักหักบัญชีจึงมีบทบาทสําคัญในตลาดอนุพันธ์ โดยนอกจากดูแลการชําระราคาแล้ว ยังสร้างความน่าเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อขาย โดยเข้ามาเป็นคู่สัญญาให้กับ โบรกเกอร ์ และเป็นผู้รับประกันการชําระราคาตามจํานวนและเวลาที่กําหนดไว้ แต่เพื่อเป็นการลดความเสียหายที่อาจเกิดจากการเข้าไปรับความเสี่ยงจากคู่สัญญา สํานักหักบัญชีจะวางระบบบริหารความเสี่ยงไว้ นั้นก็คือ การกําหนดให้โบรกเกอร์ต้องวางหลักประกัน (MARGIN) กับสํานักหักบัญชีเพื่อลดความเสียหายจากการ ผิดสัญญา ในขณะที่โบรกเกอร์ก็จะกําหนดให้ลูกค้าต้องวางเงินประกันไว้กับโบรกเกอร์อีกต่อหนึ่ง
4 ตลาดตราสารหนี้ BEX คือ
ตราสารหนี้ (ตราสารแห่งหนี้) (debt instrument หรือ fixed income securities) คือ ตราสารทางการเงินที่ผู้ออกตราสารซึ่งเรียกว่า ผู้กู้หรือลูกหนี้ มีข้อผูกพันทางกฎหมายว่าจะจ่ายผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยเป็นงวดๆ และเงินต้น หรือผลประโยชน์อื่นๆ ตามข้อกำหนดในตราสารให้แก่ผู้ซื้อซึ่งเรียกว่า ผู้ให้กู้หรือเจ้าหนี้ เมื่อครบกำหนดที่ตกลงกันไว้ โดยระยะเวลาครบกำหนดไถ่ถอนของตราสารหนี้นั้นจะมีตั้งแต่ระยะสั้น (ไม่เกินหนึ่งปี) ระยะปานกลาง (หนึ่งถึงห้าปี) ไปจนถึงระยะยาว (เกินห้าปีขึ้นไป) กรณีตราสารหนี้ในตลาดทุนโดยทั่วไปมักจะหมายถึงตราสารที่มีอายุไถ่ถอนมากกว่าหนึ่งปีขึ้นไป โดยผู้ซื้อจะได้รับผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ย ส่วนลดรับ หรือผลประโยชน์อื่นตามที่ได้มีการกำหนดไว้
การใช้คำว่า “ตราสารหนี้” ก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเปลี่ยนมือของผู้ถือ (นักลงทุนในตราสารหนี้) ซึ่งแตกต่างจากสัญญากู้ยืมที่แสดงความเป็น “เจ้าหนี้” และ “ลูกหนี้” ของผู้ให้กู้กับผู้กู้เงิน เหมือนกัน แต่สัญญากู้ยืมเงินนั้นขาดความสามารถในการเปลี่ยนมือของความเป็น “เจ้าหนี้” ระหว่างนักลงทุนทั้งนี้การเปลี่ยนมือของตราสารหนี้ระหว่างนักลงทุนนั้นสามารถทำผ่านกลไกตลาดรอง (secondary market) ได้ ซึ่งปัจจุบันตลาดรองของตราสารหนี้ก็คือ BEX (Bond Electronic Exchange) ที่ดำเนินการโดย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ตามความหมายข้างต้น แสดงว่าตราสารหนี้ก็คือ ตราสารทางการเงินชนิดหนึ่งที่ทำให้ผู้ที่ต้องการเงินทุน (ผู้กู้) และผู้ที่มีเงินทุนแต่ต้องการผลตอบแทน (ผู้ให้กู้) ผูกพันกัน โดยมีข้อกำหนดต่างๆ ที่ระบุในสัญญาหุ้นกู้ (indenture) เป็นกฎกติการ่วมกัน อีกทั้งตราสารหนี้ยังสามารถเปลี่ยนมือกันได้ในตลาดรองคล้ายๆ กับการซื้อขายหุ้นสามัญในตลาดหลักทรัพย์
ตราสารหนี้ เป็นศัพท์กว้างๆ แต่ที่ท่านอาจคุ้นเคยมากกว่า คือ “พันธบัตร” และ “หุ้นกู้” โดยพันธบัตร มักใช้เรียกตราสารหนี้ ที่ออกโดยรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจ และมักเรียกว่าหุ้นกู้เมื่อออกโดยบริษัทเอกชน แต่ในต่างประเทศใช้คำว่า “Bond” สำหรับตราสารหนี้ทั่วไปทั้งที่ออกโดยรัฐและเอกชน มีในบางกรณีที่เรียกว่า “Debenture”เมื่อตราสารหนี้นั้นไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
ความต่างของตลาดทุนในประเทศไทยก็คือ แต่ละตลาด ทำหน้าที่แตกต่างกัน
นางสาว แสงดาว รวมฤทธิ์ สาขา เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ รหัส 51127301042
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (The Stock Exchange of Thailand - SET) เป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งแรกของประเทศไทย
ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (Market for Alternative Investment - MAI) เป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งที่สองของประเทศไทย
มีจุดประสงค์การทำงานโดยทั่วไป เหมือนกับ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) คือ ทำหน้าที่เป็นตลาดทุน เพื่อให้กิจการต่างๆ สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้ แต่ตลาดใหม่นี้ จะเน้นไปที่กิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี- SME) และกิจการเกี่ยวกับนวัตกรรม โดยได้ผ่อนผันหลักเกณฑ์ต่างๆ ลง เช่น ทุนชำระแล้วขั้นต่ำของหลักทรัพย์ในตลาดหลัก คือ 200 ล้านบาท ในขณะที่ขั้นต่ำของตลาดใหม่ ลดลงเป็น 40 ล้านบาท เป็นต้น เพื่อเปิดโอกาสให้กิจการขนาดเล็ก ที่ไม่สามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ ได้มีหนทางในการระดมทุน รวมทั้งสนับสนุนอุตสาหกรรมการร่วมลงทุน (venture capital) เพื่อเพิ่มจำนวนบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (The Stock Exchange of Thailand - SET) เป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งแรกของประเทศไทย
ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (Market for Alternative Investment - MAI) เป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งที่สองของประเทศไทย
มีจุดประสงค์การทำงานโดยทั่วไป เหมือนกับ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) คือ ทำหน้าที่เป็นตลาดทุน เพื่อให้กิจการต่างๆ สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้ แต่ตลาดใหม่นี้ จะเน้นไปที่กิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี- SME) และกิจการเกี่ยวกับนวัตกรรม โดยได้ผ่อนผันหลักเกณฑ์ต่างๆ ลง เช่น ทุนชำระแล้วขั้นต่ำของหลักทรัพย์ในตลาดหลัก คือ 200 ล้านบาท ในขณะที่ขั้นต่ำของตลาดใหม่ ลดลงเป็น 40 ล้านบาท เป็นต้น เพื่อเปิดโอกาสให้กิจการขนาดเล็ก ที่ไม่สามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ ได้มีหนทางในการระดมทุน รวมทั้งสนับสนุนอุตสาหกรรมการร่วมลงทุน (venture capital) เพื่อเพิ่มจำนวนบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
นาย วิสูตร อภิบาลพูลผล สาขา เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ รหัส 51127301035
ความแตกต่างของตัวสินค้าในตลาดหลักทรัพย์
SET ตลาดหุ้นไทย ซึ่ง จะเป็นหุ้น ของ บริษัทต่างๆในประเทศไทยที่จดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์(มหาชน) เป็นตลาดที่ใช้แลกเปลี่ยนตราสารที่ออกมาใหม่เป็นครั้งแรก ทุนจดทะเบียนมากกว่า 100 ล้านบาท
ซึ่งแต่ละบริษัทจะมีตัวย่อภาษาอังกฤษไว้เรียกชื่อหุ้นของแต่ละบริษัท โดย บริษัทจะแบ่งเป็นกลุ่มๆเช่น กลุ่มพลังงาน, กลุ่มอาหาร , กลุ่มธนาคาร , กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มอื่นๆอีกเป็นต้น
AFET ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า ซึ่ง จะมี อยุ่ 1 ตัวที่นิยมเทรดเล่นหุ้นกันอยู่ คือ ยางพารา
FOREX ที่เทรดกันมากก็จะเป็น น้ำมัน, ทองคำ, อัตราแลกเปลี่ยน ค่าเงิน สกุลต่างๆราคาขึ้นลงของหุ้นแต่ละตัวเป็นไปตามปัจจัย ของ หุ้นตัวนั้นๆ เป็นต้น
MAI เป็นตลาดที่ใช้แลกเปลียนตราสารทุนที่เคยผ่านตลาดแรกมาแล้ว ทุนจดทะเบียนน้อยกว่า 100 ล้านบาท
นางสาวอโณทัย ภักสาหาร 51127301014 เศษฐศาสตร์ธุรกิจ
ความแตกต่างของหลักเกณฑ์การเข้าจดทะเบียนระหว่าง SET และ MAI
1.ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) คือ ทำหน้าที่เป็นตลาดรองเพื่อแลกเปลี่ยนซื้อขายตราสารทุน ของบริษัทต่างๆ ที่ขึ้นทะเบียนไว้ และ เพื่อให้สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้โดยสะดวก ปัจจุบันการดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535
2.ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (Market for Alternative Investment - MAI) เป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งที่สองของประเทศไทย จะเน้นไปที่กิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี - SME) และกิจการเกี่ยวกับนวัตกรรม โดยได้ผ่อนผันหลักเกณฑ์ต่างๆ ลง เช่น ทุนชำระแล้วขั้นต่ำของหลักทรัพย์ในตลาดหลัก คือ 200 ล้านบาท ในขณะที่ขั้นต่ำของตลาดใหม่ ลดลงเป็น 40 ล้านบาท เป็นต้น เพื่อเปิดโอกาสให้กิจการขนาดเล็ก ที่ไม่สามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ ได้มีหนทางในการระดมทุน รวมทั้งสนับสนุนอุตสาหกรรมการร่วมลงทุน (venture capital) เพื่อเพิ่มจำนวนบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
ความแตกต่างของหลักเกณฑ์การเข้าจดทะเบียนระหว่าง SET และ MAI
1.การกำหนดทุนชำระแล้วและส่วนของผู้ถือหุ้นที่มีจำนวนน้อยกว่า
2.การกำหนดระยะเวลาในการประกอบธุรกิจต่อเนื่องที่สั้นกว่า ก่อนการยื่นขอจดทะเบียนใน ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (MAI)
3.การกระจายหุ้นให้มีจำนวนผู้ถือหุ้นรายย่อยที่น้อยกว่า
4.การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่ต่ำกว่า
1.ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) คือ ทำหน้าที่เป็นตลาดรองเพื่อแลกเปลี่ยนซื้อขายตราสารทุน ของบริษัทต่างๆ ที่ขึ้นทะเบียนไว้ และ เพื่อให้สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้โดยสะดวก ปัจจุบันการดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีจุดประสงค์การทำงานโดยทั่วไป ทำหน้าที่เป็นตลาดทุน เพื่อให้กิจการต่างๆ สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้
2.ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (Market for Alternative Investment - MAI) เป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งที่สองของประเทศไทย จะเน้นไปที่กิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี - SME) และกิจการเกี่ยวกับนวัตกรรม โดยได้ผ่อนผันหลักเกณฑ์ต่างๆ ลง เช่น ทุนชำระแล้วขั้นต่ำของหลักทรัพย์ในตลาดหลัก คือ 200 ล้านบาท ในขณะที่ขั้นต่ำของตลาดใหม่ ลดลงเป็น 40 ล้านบาท เป็นต้น เพื่อเปิดโอกาสให้กิจการขนาดเล็ก ที่ไม่สามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ ได้มีหนทางในการระดมทุน รวมทั้งสนับสนุนอุตสาหกรรมการร่วมลงทุน (venture capital) เพื่อเพิ่มจำนวนบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์(เอสเอ็มอี- SME)
หัวข้อ : ความแตกต่างของตลาดทุนในประเทศไทย
1.ระยะเวลาไถ่ถอนเกินกว่า 3ปีขึ้นไป
2.สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์
3.ตราสารทางการเงินมีสภาพคล่องต่ำและมีความเสี่ยงสูง
4.ผลตอบแทนที่ได้รับเป็นเงินปันผลหรืออัตราดอกเบี้ยสูงกว่า
5.หลักทรัพย์ระยะยาว หุ้นกู้ หุ้นทุน พันธบัตรรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ
6.ให้กู้ยืมเพื่อทุนและการขยายกิจการ
7.ใช้หลักทรัพย์ประกันการขอกู้ยืม
|
|
น.ส. พันธุ์สุดา มนัสตรง
2012-01-11 22:49:57 +0700
|
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (The Stock Exchange of Thailand - SET) เป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งแรกของประเทศไทย
ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (Market for Alternative Investment - MAI) เป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งที่สองของประเทศไทย
มีจุดประสงค์การทำงานโดยทั่วไป เหมือนกับ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) คือ ทำหน้าที่เป็นตลาดทุน เพื่อให้กิจการต่างๆ สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้ แต่ตลาดใหม่นี้ จะเน้นไปที่กิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี- SME) และกิจการเกี่ยวกับนวัตกรรม โดยได้ผ่อนผันหลักเกณฑ์ต่างๆ ลง เช่น ทุนชำระแล้วขั้นต่ำของหลักทรัพย์ในตลาดหลัก คือ 200 ล้านบาท ในขณะที่ขั้นต่ำของตลาดใหม่ ลดลงเป็น 40 ล้านบาท เป็นต้น เพื่อเปิดโอกาสให้กิจการขนาดเล็ก ที่ไม่สามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ ได้มีหนทางในการระดมทุน รวมทั้งสนับสนุนอุตสาหกรรมการร่วมลงทุน (venture capital) เพื่อเพิ่มจำนวนบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
ตลาด AFET และ TFEX จะมีลักษณะหลายๆ ประการที่คล้ายคลึงกัน จะแตกต่างกันก็เพียงแต่สินทรัพย์ที่นำมาใช้อ้างอิงซื้อขายกันเท่านั้น โดยตลาด AFET จะเน้นไปที่สินค้าเกษตร ในขณะที่ตลาด TFEX จะเน้นสินทรัพย์ทางการเงิน อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจาก การพัฒนาตลาดอนุพันธ์ที่จัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีการพัฒนาตราสารอนุพันธ์อย่างต่อเนื่องควบคู่ไปในตลาดที่ไม่เป็นทางการ หรือที่เราเรียกกันว่า "ตลาด Over the Counter--OTC" ด้วย โดยสัญญาส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของ ฟอร์เวิร์ด (forward contract) และสัญญาสวอป (swap) ที่อ้างอิงกับอัตราดอกเบี้ย และอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ซึ่งมีผู้เล่นหลัก คือ สถาบันการเงิน และบริษัทเอกชนต่าง ๆ นั่นเอง
ตลาด Forex (Foreign exchange market) คือตลาดกลางสำหรับซื้อขายแลกเปลี่ยนสกุลเงินต่าง ๆ ทั่วโลก แต่เดิมตลาด Forex นั้นมีไว้สำหรับการซื้อขายในเฉพาะกลุ่ม ธนาคาร สถาบันทางการเงิน หรือหน่วยงานของรัฐ แต่เมื่ออินเตอร์เน็ตเริ่มมีการใช้งานกันอย่างแพร่หลาย จึงเริ่มมีการพัฒนาระบบให้คนทั่วไป สามารถเข้ามาซื้อขายในตลาด Forex โดยใช้อินเตอร์เน็ตส่งคำสั่ง ซื้อขาย ผ่านทางโบรกเกอร์ได้
ตลาด Forex นั้นเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่มาก มีตลาดใหญ่อยู่ที่ นิวยอร์ค ญี่ปุ่น ยุโรป และ ออสเตรเลีย การที่มีตลาดใหญ่กระจายอยู่ทั่วโลก โดยแต่ละพื้นที่มีเวลาเหลื่อมกัน ทำให้เสมือนว่าตลาด Forex นั้นเปิด และมีการซื้อขายอยู่ตลอดเวลา ซึ่งถ้าเทียบกับเวลาในประเทศไทยแล้ว ตลาด Forex เปิดทำการตั้งแต่ตี 4 ของเช้าวันจันทร์ จนถึง ตี 4 เช้าวันเสาร์ หรือก็คือ 24 ชม ยกเว้นวันหยุด เสาร์ อาทิตย์ นั้นเอง ปัจจุบันตลาด Forex นั้นมีมูลค่าการซื้อขายต่อวัน สูงถึงประมาณ 3.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมากกว่าทุกตลาดทางการเงินในโลกนี้รวมกัน
|
|
น.ส. พันธุ์สุดา มนัสตรง
2012-01-12 11:57:02 +0700
|
1.ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (The Stock Exchange of Thailand - SET) เป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งแรกของประเทศไทย
2.ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (Market for Alternative Investment - MAI) เป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งที่สองของประเทศไทย
มีจุดประสงค์การทำงานโดยทั่วไป เหมือนกับ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) คือ ทำหน้าที่เป็นตลาดทุน เพื่อให้กิจการต่างๆ สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้ แต่ตลาดใหม่นี้ จะเน้นไปที่กิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี- SME) และกิจการเกี่ยวกับนวัตกรรม โดยได้ผ่อนผันหลักเกณฑ์ต่างๆ ลง เช่น ทุนชำระแล้วขั้นต่ำของหลักทรัพย์ในตลาดหลัก คือ 200 ล้านบาท ในขณะที่ขั้นต่ำของตลาดใหม่ ลดลงเป็น 40 ล้านบาท เป็นต้น เพื่อเปิดโอกาสให้กิจการขนาดเล็ก ที่ไม่สามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ ได้มีหนทางในการระดมทุน รวมทั้งสนับสนุนอุตสาหกรรมการร่วมลงทุน (venture capital) เพื่อเพิ่มจำนวนบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
3.ตลาด AFET และ 4.ตลาด TFEX จะมีลักษณะหลายๆ ประการที่คล้ายคลึงกัน จะแตกต่างกันก็เพียงแต่สินทรัพย์ที่นำมาใช้อ้างอิงซื้อขายกันเท่านั้น โดยตลาด AFET จะเน้นไปที่สินค้าเกษตร ในขณะที่ตลาด TFEX จะเน้นสินทรัพย์ทางการเงิน อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจาก การพัฒนาตลาดอนุพันธ์ที่จัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีการพัฒนาตราสารอนุพันธ์อย่างต่อเนื่องควบคู่ไปในตลาดที่ไม่เป็นทางการ หรือที่เราเรียกกันว่า "ตลาด Over the Counter--OTC" ด้วย โดยสัญญาส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของ ฟอร์เวิร์ด (forward contract) และสัญญาสวอป (swap) ที่อ้างอิงกับอัตราดอกเบี้ย และอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ซึ่งมีผู้เล่นหลัก คือ สถาบันการเงิน และบริษัทเอกชนต่าง ๆ นั่นเอง
5.ตลาดตราสารหนี้หรือ Bond Electronic Exchange (BEX) จัดตั้งโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดซื้อขาย ตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546 โดยให้บริการผ่านระบบซื้อขายแบบเรียลไทม์ มีข้อมูลที่โปร่งใส ตลอดจนถึงกระบวนการส่งมอบและชำระราคาที่เชื่อถือได้ โดยนักลงทุนสามารถติดต่อซื้อขายผ่านโบรกเกอร์ หรือบริษัทนายหน้าค้าหลักทรัพย์ที่เป็นสมาชิกของตลาดหลักทรัพย์
นางสาวพันธุ์สุดา มนัสตรง
คณะเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ รหัสนักศึกษา 52127301002
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (อังกฤษ: The Stock Exchange of Thailand - SET) เป็นตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทย ทำหน้าที่เป็นตลาดรองเพื่อแลกเปลี่ยนซื้อขายตราสารทุน ของบริษัทต่างๆ ที่ขึ้นทะเบียนไว้ และ เพื่อให้สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้โดยสะดวก ปัจจุบันการดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535
ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (MAI) จัดตั้งขึ้นโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพื่อเป็นแหล่งระดมทุนสำหรับบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงหรือบริษัทที่เริ่มดำเนินกิจการไม่นานแต่มีมูลค่าราคาตลาดที่สูงโดยถือเป็นทางเลือกอีกแห่งในการระดมทุน บริษัทที่มีศักยภาพในการเติบโตและต้องการระดมทุน หุ้นที่อยู่ในตลาดนี้จึงเป็นบริษัทขนาดกลางหรือเล็ก
ตราสารหนี้ คือ ตราสารทางการเงินที่แสดงความเป็นหนี้ระหว่างกัน โดยลักษณะของการเป็นตราสารเป็นสิ่งที่สามารถเปลี่ยนมือได้กล่าวอีกนัยหนึ่งตราสารหนี้ก็คือ การกู้ยืมเงินชนิดหนึ่งที่มีความเป็นมาตรฐาน ผู้ออกตราสารเป็นผู้กู้หรือลูกหนี้ ในขณะที่ผู้ให้กู้เป็นผู้ซื้อหรือเจ้าหนี้ โดยทั้งสองฝ่ายมีข้อผูกพันทางกฎหมายที่จะได้รับชำระเงินหรือผลประโยชน์อื่นใด เช่น ดอกเบี้ย เงินต้น ตามเวลาที่กำหนด ทั้งนี้ ตราสารหนี้มีคุณสมบัติที่สามารถแบ่งเป็นหน่วยย่อยๆที่เท่าๆกันโดยได้ผลประโยชน์หรืออัตราผลตอบแทนเท่ากันทุกหน่วย และมีคุณสมบัติที่สามารถซื้อขายเปลี่ยน มือกันได้จนกว่าจะหมดอายุของตราสารนั้น
ตราสารอนุพันธ์ (อังกฤษ: derivative บางตำราอาจเรียกว่า สัญญาอนุพันธ์) เป็นตราสารทางการเงินประเภทหนึ่ง ที่มูลค่าของตราสารจะขึ้นอยู่กับกระแสเงินของสินทรัพย์อ้างอิง ไม่ได้มีค่าจากกระแสเงินของตัวตราสารเองโดยตรง ตัวอย่างของตราสารอนุพันธ์ ได้แก่ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบมาตรฐาน (futures), สัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบไม่มาตรฐาน (forward), ตราสารแลกเปลี่ยน (swap), ตราสารสิทธิ (option) เป็นต้น และมีสินทรัพย์ที่สามารถอ้างอิงได้คือ เงินตราต่างประเทศ ตราสารหนี้ ตราสารทุน สินค้าโภคภัณฑ์ เช่น โลหะมีค่า สินค้าเกษตร น้ำมัน หรือสินค้าอื่นใดที่มีดัชนีแน่นอนรองรับการออกตราสารอนุพันธ์ได้
ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย หรือ AFET ทำหน้าที่ในการเป็นศูนย์กลางในการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าภายใต้กฎระเบียบที่ชัดเจน และสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ซื้อและผู้ขายในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า รวมทั้งการให้บริการ
น.ส.ลักขณา ภู่เจริญ รหัส 52127301016 เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ
1.ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (The Stock Exchange of Thailand - SET) เป็นตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทย ทำหน้าที่เป็นตลาดรองเพื่อแลกเปลี่ยนซื้อขายตราสารทุน ของบริษัทต่างๆ ที่ขึ้นทะเบียนไว้ และ เพื่อให้สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้โดยสะดวก ปัจจุบันการดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535
2.ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (MAI) จัดตั้งขึ้นโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพื่อเป็นแหล่งระดมทุนสำหรับบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงหรือบริษัทที่เริ่มดำเนินกิจการไม่นานแต่มีมูลค่าราคาตลาดที่สูงโดยถือเป็นทางเลือกอีกแห่งในการระดมทุน บริษัทที่มีศักยภาพในการเติบโตและต้องการระดมทุน หุ้นที่อยู่ในตลาดนี้จึงเป็นบริษัทขนาดกลางหรือเล็ก
3.ตราสารหนี้ คือ ตราสารทางการเงินที่แสดงความเป็นหนี้ระหว่างกัน โดยลักษณะของการเป็นตราสารเป็นสิ่งที่สามารถเปลี่ยนมือได้กล่าวอีกนัยหนึ่งตราสารหนี้ก็คือ การกู้ยืมเงินชนิดหนึ่งที่มีความเป็นมาตรฐาน ผู้ออกตราสารเป็นผู้กู้หรือลูกหนี้ ในขณะที่ผู้ให้กู้เป็นผู้ซื้อหรือเจ้าหนี้ โดยทั้งสองฝ่ายมีข้อผูกพันทางกฎหมายที่จะได้รับชำระเงินหรือผลประโยชน์อื่นใด เช่น ดอกเบี้ย เงินต้น ตามเวลาที่กำหนด ทั้งนี้ ตราสารหนี้มีคุณสมบัติที่สามารถแบ่งเป็นหน่วยย่อยๆที่เท่าๆกันโดยได้ผลประโยชน์หรืออัตราผลตอบแทนเท่ากันทุกหน่วย และมีคุณสมบัติที่สามารถซื้อขายเปลี่ยน มือกันได้จนกว่าจะหมดอายุของตราสารนั้น
4.ตราสารอนุพันธ์ (derivative บางตำราอาจเรียกว่า สัญญาอนุพันธ์) เป็นตราสารทางการเงินประเภทหนึ่ง ที่มูลค่าของตราสารจะขึ้นอยู่กับกระแสเงินของสินทรัพย์อ้างอิง ไม่ได้มีค่าจากกระแสเงินของตัวตราสารเองโดยตรง ตัวอย่างของตราสารอนุพันธ์ ได้แก่ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบมาตรฐาน (futures), สัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบไม่มาตรฐาน (forward), ตราสารแลกเปลี่ยน (swap), ตราสารสิทธิ (option) เป็นต้น และมีสินทรัพย์ที่สามารถอ้างอิงได้คือ เงินตราต่างประเทศ ตราสารหนี้ ตราสารทุน สินค้าโภคภัณฑ์ เช่น โลหะมีค่า สินค้าเกษตร น้ำมัน หรือสินค้าอื่นใดที่มีดัชนีแน่นอนรองรับการออกตราสารอนุพันธ์ได้
5.ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย หรือ AFET ทำหน้าที่ในการเป็นศูนย์กลางในการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าภายใต้กฎระเบียบที่ชัดเจน และสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ซื้อและผู้ขายในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า รวมทั้งการให้บริการ
นางสาวจันทิมา จงทอง รหัส 52127301015 สาขาวิชาเศษฐศาสตร์ธุรกิจ
1.ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) คือ ทำหน้าที่เป็นตลาดทุน เพื่อให้กิจการต่างๆ สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้ แต่ตลาดใหม่นี้ จะเน้นไปที่กิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี- SME) และกิจการเกี่ยวกับนวัตกรรม โดยได้ผ่อนผันหลักเกณฑ์ต่างๆ ลง เช่น ทุนชำระแล้วขั้นต่ำของหลักทรัพย์ในตลาดหลัก คือ 200 ล้านบาท ในขณะที่ขั้นต่ำของตลาดใหม่ ลดลงเป็น 40 ล้านบาท เป็นต้น เพื่อเปิดโอกาสให้กิจการขนาดเล็ก ที่ไม่สามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ ได้มีหนทางในการระดมทุน รวมทั้งสนับสนุนอุตสาหกรรมการร่วมลงทุน (venture capital) เพื่อเพิ่มจำนวนบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
2.ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (MAI) จัดตั้งขึ้นโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพื่อเป็นแหล่งระดมทุนสำหรับบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงหรือบริษัทที่เริ่มดำเนินกิจการไม่นานแต่มีมูลค่าราคาตลาดที่สูงโดยถือเป็นทางเลือกอีกแห่งในการระดมทุน บริษัทที่มีศักยภาพในการเติบโตและต้องการระดมทุน หุ้นที่อยู่ในตลาดนี้จึงเป็นบริษัทขนาดกลางหรือเล็ก
3.ตลาดตราสารหนี้หรือ Bond Electronic Exchange (BEX) จัดตั้งโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดซื้อขาย ตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546 โดยให้บริการผ่านระบบซื้อขายแบบเรียลไทม์ มีข้อมูลที่โปร่งใส ตลอดจนถึงกระบวนการส่งมอบและชำระราคาที่เชื่อถือได้ โดยนักลงทุนสามารถติดต่อซื้อขายผ่านโบรกเกอร์ หรือบริษัทนายหน้าค้าหลักทรัพย์ที่เป็นสมาชิกของตลาดหลักทรัพย์
4.ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (AFET) เป็นศูนย์กลางในการซื้อขาย Futures ที่อ้างอิงมูลค่าจากราคาสินค้าเกษตรประเภทต่างๆ ได้แก่ ยางพารา ข้าว และมันสำปะหลัง ซึ่งนอกจากนักลงทุนจะเข้ามาแสวงหาผลกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาสินค้าแล้ว การลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าด้านสินค้าเกษตรในตลาด AFET ยังเป็นเพียงช่องทางเดียวที่นักลงทุนในประเทศจะสามารถลงทุนในสินทรัพย์ Commodities ได้ โดยไม่ต้องทำธุรกิจค้าขายในสินค้านั้นๆ ในขณะเดียวกันผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจค้าขายสินค้าเกษตรก็สามารถเข้ามาใช้ Futures เป็นเครื่องมือในการป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาสินค้านั้นๆ ได้อีกด้วย
5.ตลาดอนุพันธ์แห่งประเทศไทย (TFEX) เป็นศูนย์กลางในการซื้อขาย Futures ที่อิงมูลค่าจากตัวเลขดัชนี SET50 นักลงทุนจะสามารถเข้ามาใช้ SET50 Index Futures เป็นช่องทางทำกำไรได้ตลอดเวลาไม่ว่าตลาดหุ้นจะเคลื่อนไหวอยู่ในแนวบวกหรือแนวลบ หรือจะใช้เป็นเครื่องมือในการป้องกันความเสี่ยงแก่หลักทรัพย์ที่ตนเองถืออยู่ก็ได้
นางสาวอาจรีย์ หน่อแก้ว รหัส 52127301040 สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ
1. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย SET ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นแหล่งระดมทุนระยะยาวของบริษัทที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งมีทุนชำระแล้วหลัง IPO ตั้งแต่ 300 ล้านบาทขึ้นไป
2. ตลาดหลักทัพย์ MAI เป็นแหล่งระดมทุนของธุรกิจที่มีศักยภาพขนาดกลางและเล็ก ซึ่งมีทุนชำระแล้วหลัง IPO ตั้งแต่ 20 ล้านขึ้นไป โดยเน้นธุรกิจที่มีการเติบโตสูง และมีแนวโน้มการเติบโตดีในอนาคต อย่างไรก็ตามแนวทางการพิจารณาคำขอรับอนุญาต IPO จากสำนักงาน กลต. ตลอดจนแนวทางการปฏิบัติภายหลังการเข้าจดทะเบียนแล้วจะไม่มีความแตกต่างกัน
3. ตลาดตราสารหนี้ BEX เป็นตราสารทางการเงินที่แสดงถึงความเป็นหนี้ระหว่างผู้ออกตราสารและผู้ถือตราสาร โดยผู้ถือตราสารหนี้จะได้รับผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยที่แน่นอนในระหว่างอายุของตราสารตามเงื่อนไขที่ได้ระบุไว้ ทั้งนี้ ผู้ลงทุนก็อาจต้องคำนึงถึงความเสี่ยงในด้านความน่าเชื่อถือของผู้ออกตราสารหนี้อยู่เหมือนกันว่ามีความเป็นได้ที่จะผิดนัดชำระดอกเบี้ยหรือเงินต้นหรือไม่
4. ตลาดซื้อขายล่วงหน้า AFET การซื้อขายล่วงหน้าแบบ Futures นั้น สินค้าที่ซื้อขายกันเรียกว่า Futures Contract จะเกิดขึ้นเฉพาะในตลาดสินค้าล่วงหน้าที่มีการจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการเท่านั้น (Organized Exchange) ตัวอย่างของสัญญา Futures เช่น สัญญาซื้อขายล่วงหน้ายางแผ่นรมควันชั้น 3 (Ribbed Smoked Sheet no.3) ใน AFET (จัดเป็น Exchange Trade เหมือนการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์) ส่วนการซื้อขายล่วงหน้าแบบ Forward นั้นสินค้าที่ซื้อขายกันเรียกว่า Forward Contract นั้นจะซื้อขายหรือตกลงที่ไหนก็ได้ อาจจะเป็นที่ร้านน้ำชาที่เยาวราช ร้านกาแฟที่พารากอน เคาร์เตอร์ขายเหล้าขายเบียร์ของคลับใด ๆ ในกรุงเทพ (ถือเป็นการซื้อขายแบบ Over-the-counter หรือ OTC ประเภทหนึ่ง) ตัวอย่างสัญญา Forward เช่น สัญญาซื้อขายเงินตราล่วงหน้า ที่ผู้ส่งออกทำสัญญากับธนาคารพาณิชย์ หรือ สัญญาซื้อขายข้าวระหว่างโรงสีกับผู้ส่งออก
5. ตราสารอนุพันธ์ TFEXอังกฤษ เป็นตราสารทางการเงินประเภทหนึ่ง ที่มูลค่าของตราสารจะขึ้นอยู่กับกระแสเงินของสินทรัพย์อ้างอิง ไม่ได้มีค่าจากกระแสเงินของตัวตราสารเองโดยตรง ตัวอย่างของตราสารอนุพันธ์ ได้แก่ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบมาตรฐาน (futures), สัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบไม่มาตรฐาน (forward), ตราสารแลกเปลี่ยน (swap), ตราสารสิทธิ (option) เป็นต้น และมีสินทรัพย์ที่สามารถอ้างอิงได้คือ เงินตราต่างประเทศ ตราสารหนี้ ตราสารทุน สินค้าโภคภัณฑ์ เช่น โลหะมีค่า สินค้าเกษตร น้ำมัน หรือสินค้าอื่นใดที่มีดัชนีแน่นอนรองรับการออกตราสารอนุพันธ์ได้
นางสาวสุภาพร สินธุชน
รหัสนักศึกษา52127301045
สาขาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ
1.ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (The Stock Exchange of Thailand - SET) จัดตั้งโดยพระราชบัญญัติหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2517 เปิดทำการซื้อขายวันแรกวันที่ 30 เมษายน 2518 ปัจจุบันดำเนินการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ลักษณะตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นตลาดรองเพื่อแลกเปลี่ยนซื้อขายตราสารทุนของบริษัทต่างๆเพื่อให้สามารถระดมทุนจากสาธารณะได้โดยสะดวก
ประเภทของหลักทรัพย์ที่ซื้อขายในตลาด ได้แก่ 1.หุ้นสามัญ 2. หุ้นบุริมสิทธิ 3.ใบสำคัญแสดงสิทธิหรือวอแรนท์ 4. หน่วยลงทุน 5. ใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหลักทรัพย์อ้างอิงไทย (NVDR)
6. ใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหลักทรัพย์อ้างอิง (DR)
กรรมการและผู้จัดการ คือ นายจรัมพร โชติกเสถียร
2. ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ( Market for Alternative Investment – MAI ) จัดตั้งภายภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ก่อตั้งเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2542 และเปิดทำการซื้อขายวันแรก 17 กันยายน 2544 ภารกิจหลัก ส่งเสริมธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม SME เพื่อเปิดโอกาสให้ธุรกิจขนาดเล็กสามารถระดมทุนจากตลาดทุนได้สะดวก
ประเภทของหลักทรัพย์ที่ซื้อขายในตลาด ได้แก่ 1.หุ้นสามัญ 2.ใบสำคัญแสดงสิทธิหรือวอแรนท์
3.หน่วยลงทุน 4.ใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหลักทรัพย์อ้างอิงไทย(NVDR)
ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์คนปัจจุบันคือ ชนิตร ชาญชัยณรงค์
3. ตลาดตราสารหนี้ (Bond Electronic Exchange: BEX) ให้บริการการซื้อขายวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546 ด้วยระบบการซื้อขายแบบเรียลไทม์ ลักษณะ เป็นตราสารการเงินแสดความเป็นหนี้ระหว่างผู้ถือและผู้ออกตราสารหนี้ กำหนดอายุและอัตราดอกเบี้ยที่ชัดเจนแน่นอน โดยระบุวันชำระดอกเบี้ยและเงินต้นล่วงหน้าตั้งแต่เมื่อออกตราสารนั้น และในระหว่างที่ยังไม่ครบกำหนดอายุ รวมถึงวันไถ่ถอน ตราสารหนี้สามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้ ประเภทของหลักทรัพย์ที่ซื้อขายในตลาด มี2 ประเภท 1.ตราสารหนี้ภาครัฐ ได้แก่ พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรรัฐวิสากกิจ soe 2. ตราสารหนี้ภาคเอกชน ได้แก่หุ้นกู้ ผู้จัดการตลาดตราสารหนี้คนปัจจุบัน คือ ดร. สันติ กีระนันท์
4.ตลาดอนุพันธ์ TFET จัดตั้งภายภายใต้พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ.2546 ก่อตั่งเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2547 ลักษณะ เป็นตราสารการเงิน โดยมีมูลค่าขึ้นอยู่กับตัวแปรอ้างอิง ดังนี้ 1.อ้างอิงกับตราสารทุน ได้แก่ ดัชนีราคาหลักทรัพย์ 2. อ้างอิงตราสารหนี้ ได้แก่ พันธบัตรรัฐบาล อัตราดอกเบี้ย อ้างอิงกับสินค้าโภคภัณฑ์ ไดแก่ โลหะมีค่า โลหะพื้นฐาน พลังงาน 4. อ้างอิงกับดัชนีราคาอื่นๆ ได้แก้อัตราแลกเปลี่ยน คาร์บอนเครดิต สินค้าโภคภัณฑ์ ประเภทของหลักทรัพย์ที่ซื้อขายในตลาด 1. สัญญาฟอร์เวิร์ด 2. สัญญาฟิวเจอร์ 3.สัญญาออปชัน สินค้าได้แก่ 1.สัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า 2. สัญญาซื้อขายโลหะเงินล่วงหน้า 3. สัญญาซื้อขายน้ำมันดิบล่วงหน้า ผู้จัดการตลาดอนุพันธ์คนปัจจุบัน คือ นางเกศรา มัญชุศรี
5. ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า ( AFET ) จัดตั้งภายใต้พระราชบัญญัติการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า พ.ศ.2542 ทำการซื้อขายเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2544 ลักษณะ เป็นศูนย์กลางในการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า เช่นยางแผ่นรมควันชั้น 3 สามารถ ซื้อขายล่วงหน้าได้ 7 เดือน ซึ่งกำหนดว่าสินค้าใดจะมีการซื้อขายล่วงหน้าในเดือนนั้น AFET จะเป็นผู้กำหนดตามภาวะและรูปแบบการค้าของสินค้านั้น ราคาของสินค้าในอนาคต ประเภทสินค้าที่ซื้อขาย ได้แก่ ยางแผ่นรมควันชั้น 3 ข้าวขาว 5% ข้าวหอมมะลิ 100% ชั้น 2 และมันสำปะหลังเส้น ผู้จัดการตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าคนปัจจุบัน คือ นายชาตรี สหเวชชภัณฑ์
นางสาวเพชรนาฎ เสียงสูง
รหัส 52127301034
สาขาวิชา เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ
1. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เป็นตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทย จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2517 อยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ทำหน้าที่เป็นตลาดรองเพื่อแลกเปลี่ยนซื้อขายตราสารทุน ของบริษัทต่างๆ ที่ขึ้นทะเบียนไว้ และ เพื่อให้สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้โดยสะดวก ปัจจุบันการดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535
2. ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (MAI) เป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งที่สองของ มีจุดประสงค์การทำงานโดยทั่วไป เหมือนกับ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) คือ ทำหน้าที่เป็นตลาดทุน เพื่อให้กิจการต่างๆ สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้ แต่ตลาดใหม่นี้ จะเน้นไปที่กิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี - SME) และกิจการเกี่ยวกับนวัตกรรม โดยได้ผ่อนผันหลักเกณฑ์ต่างๆ ลง เช่น ทุนชำระแล้วขั้นต่ำของหลักทรัพย์ในตลาดหลัก คือ 200 ล้านบาท ในขณะที่ขั้นต่ำของตลาดใหม่ ลดลงเป็น 40 ล้านบาท เป็นต้น เพื่อเปิดโอกาสให้กิจการขนาดเล็ก ที่ไม่สามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ ได้มีหนทางในการระดมทุน รวมทั้งสนับสนุนอุตสาหกรรมการร่วมลงทุน (venture capital) เพื่อเพิ่มจำนวนบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
3.ตราสารหนี้ เป็นตราสารการเงินที่เป็นสัญญาแสดงความเป็นหนี้ระหว่างผู้ออก และผู้ถือตราสารหนี้ (หรือที่เรียกว่า “ผู้ลงทุน” ) ตราสารหนี้ต้องมีกำหนดอายุและอัตราดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์อื่นใดเป็นจำนวนที่แน่นอน โดยระบุวันที่ชำระดอกเบี้ยและเงินต้นล่วงหน้าตั้งแต่เมื่อออกตราสารนั้น และในระหว่างที่ยังไม่ครบกำหนดอายุ รวมถึงวันไถ่ถอน นอกจากนี้ ตราสารหนี้ยังสามารถซื้อขายโอนเปลี่ยนมือกันได้
4. ตราสารอนุพันธ์ เป็นตราสารทางการเงินประเภทหนึ่ง ที่มูลค่าของตราสารจะขึ้นอยู่กับกระแสเงินของสินทรัพย์อ้างอิง ไม่ได้มีค่าจากกระแสเงินของตัวตราสารเองโดยตรง ตัวอย่างของตราสารอนุพันธ์ ได้แก่ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบมาตรฐาน (futures), สัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบไม่มาตรฐาน (forward), ตราสารแลกเปลี่ยน (swap), ตราสารสิทธิ (option) เป็นต้น และมีสินทรัพย์ที่สามารถอ้างอิงได้คือ เงินตราต่างประเทศ ตราสารหนี้ ตราสารทุน สินค้าโภคภัณฑ์ เช่น โลหะมีค่า สินค้าเกษตร น้ำมัน หรือสินค้าอื่นใดที่มีดัชนีแน่นอนรองรับการออกตราสารอนุพันธ์ได้
5. ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทยจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า พ.ศ 2542 หน้าที่ของตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทยคือเป็นศูนย์กลางในการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า ที่จะส่งมอบและรับมอบกันในอนาคต โดยตลาดจะคัดเลือกสินค้า กำหนดระเบียบและเงื่อนไข ในการซื้อขาย ดูและการซื้อขายให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวมถึงจัดให้มีการส่งมอบและรับมอบสินค้าอย่างเป็นระบบ ที่ถูกต้องตามข้อตกลง หรือสัญญา
ประโยขน์ของตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าคือทำให้รู้ราคา รู้อนาคต ทำให้สามารถวางแผนการผลิตล่วงหน้าได้ ปัจจุบันการซื้อขายสินค้าเกษตรราคาจะอ่อนไหวและขึ้นลงไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับผู้ซื้อที่มีอำนาจในการต่อรองสูง การที่มีคำสั่งซื้อล่วงหน้าจะทำให้เหมือนกับมีการประกันราคาพืชผลต่างๆ ทั้งผู้ผลิตและผูที่ต้องการสินค้านั้น ผู้ผลิตก็สามารถคำนวณต้นทุนกำไร ลดความเสี่ยงได้ระดับหนึ่ง ผู้ใช้สินค้าก็มั่นใจว่าจะมีสินค้าใช้ในราคาที่เหมาะสมทั้งฤดูกาล
นางสาวจิรพร บุญพิทักษ์ สาขาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ 52127301013
ความแตกต่างของตลาดทุนในประเทศไทย 5 ตลาด
1.ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (The Stock Exchange of Thailand: SET)
ทำหน้าที่ ส่งเสริมการออมและระดมเงินทุนระยะยาว และเป็นศูนย์กลางในการซื้อขายหลักทรัพย์และให้บริการ โดยไม่นำผลกำไรมาแบ่งปันกัน สนับสนุนให้มีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของกิจการธุรกิจและอุตสาหกรรมภายในประเทศ การดำเนินงานหลักได้แก่ การซื้อขายหลักทรัพย์และการกำกับดูแลการซื้อขายหลักทรัพย์
2.ตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (Market for Alternative Investment: MAI)
ทำหน้าที่ เป็นตลาดทุน เพื่อให้กิจการต่างๆ สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้ แต่ตลาดใหม่นี้ จะเน้นไปที่กิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) และกิจการเกี่ยวกับนวัตกรรม โดยได้ผ่อนผันหลักเกณฑ์ต่างๆ
3.ตลาดตราสารหนี้ (Bond Electronic Exchange: BEX)
ทำหน้าที่ เป็นตลาดที่มีลักษณะ Over the counter (OTC) คือ ไม่มีสถานที่และไม่ได้กำหนดเวลาซื้อขายปิดเปิดตลาดที่แน่นอน การซื้อขายจะเป็นการเจรจาต่อรองกันเองระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย ช่องทางหลักที่ใช้ในการติดต่อเจรจาระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายคือ โดยโทรศัพท์คุยกับลูกค้ายังส่งคำเสนอซื้อ และเสนอขาย ตราสารหนี้เป็นประจำไปตามสื่อต่างๆ
4.ตลาดอนุพันธ์ (Thailand Futures Exchange: TFEX)
ทำหน้าที่ เป็นศูนย์กลางการซื้อขายอนุพันธ์เกี่ยวกับตราสารทุน ตราสารหนี้ และสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทอื่นๆ โดยมีสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. เป็นหน่วยงานกำกับดูแล สินค้าที่สามารถจัดให้มีการซื้อขายได้ตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า คือ ฟิวเจอร์ส (Futures) ออปชั่น (Options) และออปชันบนสัญญาฟิวเจอร์ส (Options on Futures)
5. ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย หรือ AFET
ทำหน้าที่ ในการเป็นศูนย์กลางในการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า ซึ่งมีอยู่ 1 ตัวที่นิยมเล่นหุ้น คือ ยางพารา ซึ่งอยู่ภายใต้กฎระเบียบที่ชัดเจน และสร้างความยุติธรรมให้แก่ผู้ซื้อและผู้ขายในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้ารวมทั้งการให้บริการ
นางสาว สุวรรณี วันพรม
รหัส 52127301007
สาขา เศษฐศาสตร์ธุรกิจ
1.ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ( The Stock Exchange of Thailand - SET) เป็นตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทย จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2517ทำหน้าที่เป็นตลาดรองเพื่อแลกเปลี่ยนซื้อขายตราสารทุน ของบริษัทต่างๆ ที่ขึ้นทะเบียนไว้ และ เพื่อให้สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้โดยสะดวก ปัจจุบันการดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535
2.ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (Market for Alternative Investment - MAI)จัดตั้งภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ เพื่อเป็นตลาดทางเลือกในการระดมทุนระยะยาวของธุรกิจระหว่างผู้ประกอบและนักลงทุนที่มุ่งหวังจะได้รับประโยชน์ร่วมกันจากการเติบโตพร้อมกับธุรกิจ
3.ตราสารหนี้ เป็นตราสารการเงินที่เป็นสัญญาแสดงความเป็นหนี้ระหว่างผู้ออก และผู้ถือตราสารหนี้ ตราสารหนี้ต้องมีกำหนดอายุและอัตราดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์อื่นใดเป็นจำนวนที่แน่นอน โดยระบุวันที่ชำระดอกเบี้ยและเงินต้นล่วงหน้าตั้งแต่เมื่อออกตราสารนั้น และในระหว่างที่ยังไม่ครบกำหนดอายุ รวมถึงวันไถ่ถอน
4.ตลาดอนุพันธ์ (Thailand Futures Exchange: TFEX)
เป็นตราสารทางการเงินประเภทหนึ่ง ที่มูลค่าของตราสารจะขึ้นอยู่กับกระแสเงินของสินทรัพย์อ้างอิง ไม่ได้มีค่าจากกระแสเงินของตัวตราสารเองโดยตรง ตัวอย่างของตราสารอนุพันธ์ ได้แก่ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบมาตรฐาน (futures), สัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบไม่มาตรฐาน ตราสารแลกเปลี่ยน ตราสารสิทธิ เป็นต้น
5.ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย หรือ AFET ทำหน้าที่ในการเป็นศูนย์กลางในการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าภายใต้กฎระเบียบที่ชัดเจน และสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ซื้อและผู้ขายในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า รวมทั้งการให้บริการ
นาย ชาลิต รามแก้ว 52127301032 เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ
1.ตลาดหลักทรัพย์ หรือ ตลาดหุ้น เป็นสถานที่สำหรับซื้อขายแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์ระยะยาว ของ บริษัทมหาชนจำกัด ซึ่งถือว่าเป็นตลาดรอง (Secondary Market) ทั้งนี้เนื่องจากจะทำการซื้อขายเฉพาะหลักทรัพย์ที่ได้ออกจำหน่ายให้แก่ประชาชนโดยทั่วไปแล้วเท่านั้น หลักทรัพย์ระยะยาว จะประกอบไปด้วยตราสารหนี้ และตราสารทุนซึ่งประกอบไปด้วย หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ ใบสำคัญแสดงสิทธิแบบต่าง ๆ ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ หุ้นกู้ และ หน่วยลงทุน เป็นต้น โดยเรียกว่าเป็นประเภทของตราสารเพื่อการลงทุนตลาดหลักทรัพย์มีอยู่แทบทุกประเทศทั่วโลก
2.ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (Market for Alternative Investment - MAI) เป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งที่สองของประเทศไทยมีจุดประสงค์การทำงานโดยทั่วไป เหมือนกับ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) คือ ทำหน้าที่เป็นตลาดทุน เพื่อให้กิจการต่างๆ สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้ แต่ตลาดใหม่นี้ จะเน้นไปที่กิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี - SME) และกิจการเกี่ยวกับนวัตกรรม โดยได้ผ่อนผันหลักเกณฑ์ต่างๆ ลง เช่น ทุนชำระแล้วขั้นต่ำของหลักทรัพย์ในตลาดหลัก คือ 200 ล้านบาท ในขณะที่ขั้นต่ำของตลาดใหม่ ลดลงเป็น 40 ล้านบาท เป็นต้น เพื่อเปิดโอกาสให้กิจการขนาดเล็ก ที่ไม่สามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ ได้มีหนทางในการระดมทุน รวมทั้งสนับสนุนอุตสาหกรรมการร่วมลงทุน (venture capital) เพื่อเพิ่มจำนวนบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
3.ตราสารหนี้เป็นตราสารการเงิน ที่เป็นสัญญาแสดงความเป็นหนี้ระหว่างผู้ออก (issuer) และผู้ถือตราสารหนี้ หรือที่เรียกว่าผู้ลงทุน ตราสารหนี้ต้องมีกำหนดอายุและอัตราดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์อื่นใดเป็นจำนวนที่แน่นอน โดยระบุวันที่ชำระดอกเบี้ยและเงินต้นล่วงหน้า ตั้งแต่เมื่อออกตราสารนั้น และในระหว่างที่ยังไม่ครบกำหนดอายุ หรือวันไถ่ถอนสามารถซื้อขายโอนเปลี่ยนมือกันได้
4. ตลาดอนุพันธ์ โดยทั่วไปอาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ตามลักษณะวิธีการซื้อขาย คือ ตลาดอนุพันธ์ที่มีการซื้อขายโดยตกลงรายละเอียดกันเอง ที่เรียกว่า ตลาด Over the Counter หรือ OTC กับตลาดอนุพันธ์ที่มีการซื้อขายในตลาดที่จัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ (organized exchange) ความแตกต่างระหว่างอนุพันธ์ที่มีการซื้อขายแบบ OTC และอนุพันธ์ในตลาดที่จัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ (exchange traded derivatives) คือ อนุพันธ์ที่ซื้อขายในตลาดที่จัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการนั้น จะมีลักษณะเป็นสัญญามาตรฐานที่มีข้อกำหนดแน่นอน เงื่อนไขที่ทำให้สัญญาเป็นมาตรฐาน
5.AFET ก็คือ เป็นศูนย์กลางในการรับซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า ที่จะส่งมอบและรับมองกันในอนาคต โดยตลาดจะทำการคัดเลือกสินค้า กำหนดกฎระเบียบและเงื่อนไขในการซื้อขาย ดูแลการซื้อขายให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวมไปถึงจัดให้มีการส่งมอบและรับมอบสินค้าอย่างเป็นระบบ ถูกต้องตามข้อตกลงหรือสัญญา
นางสาวณัฐกาณต์ ชินวงศ์อมร
สาขา เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ
รหัส 52127301005
SET ตลาดหุ้นไทย ซึ่งถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นแหล่งระดมทุนระยะยาวของบริษัทที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งมีทุนชำระแล้วหลัง IPO ตั้งแต่
300 ล้านบาทขึ้นไป จะเป็นหุ้น ของ บริษัทต่างๆในประเทศไทย เช่น บริษัท ปตท. (PTT) น้ำมันนั่นเอง , ธนาคารต่างๆ
(ไทยพาณิชย์ SCB , กสิกร KBANK) , ซีพี (CPF) อาหาร และอื่นๆอีกมากมายซึ่งจะเป็นตัวย่อไว้เรียกกัน โดย จะแบ่ง
เป็นกลุ่มๆเช่น กลุ่มพลังงาน, กลุ่มอาหาร , กลุ่มธนาคาร , กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มอื่นๆอีกเป็นต้น
MAI เป็นแหล่งระดมทุนของธุรกิจที่มีศักยภาพขนาดกลางและเล็ก ซึ่งมีทุนชำระแล้วหลัง IPO ตั้งแต่ 20 ล้านขึ้นไป โดยเน้น
ธุรกิจที่มีการเติบโตสูง และมีแนวโน้มการเติบโตดีในอนาคต อย่างไรก็ตามแนวทางการพิจารณาคำขอรับอนุญาต IPO จาก
สำนักงาน กลต. ตลอดจนแนวทางการปฏิบัติภายหลังการเข้าจดทะเบียนแล้วจะไม่มีความแตกต่างกัน
BEX เป็นตลาดรองซื้อขายตราสารหนี้และเปิดรับตราสารหนี้ทุกประเภทเข้าจดทะเบียนซื้อขายได้ เอื้อประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ที่มี
ส่วนได้ส่วนเสีย ในด้านนักลงทุนบุคคลสามารถเข้าถึงช่องทางการซื้อขายด้วยขั้นตอนการซื้อขายที่มีมาตรฐานอยู่ภายใต้
การกำกับดูแลของสำนักงาน คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
AFET มีฐานะเป็นนิติบุคคลอิสระ ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า พ.ศ. 2542 ถือว่าเป็นตลาด
ซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าที่เป็นทางการเพียงแห่งเดียวของประเทศไทย ทั้งนี้โครงสร้างของ AFET จะประกอบด้วย
บุคคล และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ และเอกชนดังต่อไปนี้
-- คณะกรรมการตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า (The Board of Directors of the Agricultural Futures Exchange )
หรือคณะกรรมการ ต.ส.ล. ทำหน้าที่กำกับดูแลการดำเนินงานของ AFET ให้เป็นไปอย่างถูกต้องชัดเจน ตลอดจน
สร้างความเป็นธรรมให้แก่ทั้งผู้ซื้อ และผู้ขาย นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ในการคัดเลือกสินค้าเกษตรที่จะนำเข้ามาซื้อ
ขายล่วงหน้าใน AFET อีกด้วย
-- สำนักงานคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า (Agricultural Futures Trading Commission:
AFTC) หรือสำนักงาน ก.ส.ล. เป็นองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่กำกับดูแลการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า และการประกอบ
ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าทั้งหมด ตลอดจนวางนโยบายส่งเสริม และพัฒนาAFET ให้มีความ
เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น
-- สมาชิกของตลาด AFET เป็นบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตในการประกอบธุรกิจซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าจาก
สำนักงาน ก.ส.ล. และมีสิทธิในการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าได้โดยตรงใน AFET โดยสามารถแบ่งย่อยออกได้
เป็น 2 กลุ่ม ดังต่อไปนี้
o นายหน้า (Broker) หมายถึง บริษัทสมาชิกที่สามารถส่งคำสั่งซื้อขายไปยัง AFET ได้ด้วยตัวเอง และยังทำหน้าที่
เป็นตัวแทนรับคำสั่งซื้อขายให้กับผู้อื่นได้อีกด้วย แต่จะได้รับสิทธิในการชำระราคาหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่าได้สมัคร
เป็นสมาชิกของสำนักหักบัญชีหรือไม่ อย่างไรก็ตาม โดยปกติแล้ว นายหน้าส่วนใหญ่มักจะทำหน้าที่ส่งคำสั่งซื้อ
ขายแทนลูกค้าของบริษัทตน จึงไม่ค่อยมีการซื้อขายเพื่อตัวเองเท่าไรนัก
o ผู้ค้าล่วงหน้า (Trader) หมายถึง บริษัทสมาชิกที่สามารถส่งคำสั่งซื้อขายไปยัง AFET ได้ในกรณีที่มีความต้องการ
ที่จะซื้อขายเพื่อตัวเองเท่านั้น
-- สำนักหักบัญชี (Clearing House) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ขึ้นอยู่กับสายงานกำกับตลาดของ AFET จะทำหน้าที่ดูแล
ในเรื่องการรับประกันการส่งมอบ และชำระราคาของสัญญาสินค้าเกษตรล่วงหน้าทุกรายการที่เกิดขึ้นใน AFET โดย
หลังจากที่ได้มีการจับคู่คำสั่งซื้อขายแล้ว สำนักหักบัญชีจะเข้าแทนที่เป็นคู่สัญญาให้กับทั้งผู้ซื้อ และผู้ขายใน
ทุกรายการ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ สำนักหักบัญชีจะเป็นผู้ซื้อให้กับผู้ขายทุกราย และเป็นผู้ขายให้กับผู้ซื้อทุกรายนั่นเอง
นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ในการปรับสถานะทางบัญชีระหว่างวันของผู้ซื้อ และผู้ขายอีกด้วย
-- สมาชิกของสำนักหักบัญชี เป็นบริษัทที่ได้รับสิทธิในการชำระราคากับสำนักหักบัญชี แต่จะไม่มีสิทธิในการซื้อขาย
สินค้าเกษตรล่วงหน้าได้โดยตรงเหมือนอย่างกับสมาชิกของตลาด โดยปกติแล้ว สมาชิกของตลาดมักจะเป็นสมาชิก
ของสำนักหักบัญชีด้วยเสมอ
-- ผู้ที่สนใจเข้ามาซื้อขายในตลาด AFET สามารถแบ่งย่อยออกเป็น 3 กลุ่ม ดังต่อไปนี้
o Hedger เป็นผู้ที่เข้ามาซื้อขาย โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดความเสี่ยงของตนเอง
o Speculator เป็นผู้ที่เข้ามาซื้อขาย โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเก็งกำไรจากส่วนต่างของราคา
สินค้าเกษตร
o Arbitrager เป็นผู้ที่เข้ามาซื้อขาย โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อทำกำไรจากความแตกต่างของราคา
สินค้าเกษตรในแต่ละตลาด
TFEX แม้ว่าจะไม่ได้มีฐานะเป็นนิติบุคคลอิสระเหมือนเช่นกับ AFET แต่ก็เป็นบริษัทย่อยของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ
ไทย ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 และถือว่าเป็นตลาดซื้อขายอนุพันธ์ทางการเงิน
ที่เป็นทางการแห่งแรกของประเทศไทย โดยสินทรัพย์อ้างอิงนั้นอาจเป็นได้ทั้ง ตราสารทุน ตราสารหนี้ หรือแม้แต่ตัวแปร
อ้างอิง อย่างเช่น ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ สำหรับโครงสร้างของ TFEX จะประกอบด้วยบุคคล และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยว
ข้องทั้งภาครัฐ และเอกชนดังต่อไปนี้
-- คณะกรรมการ บมจ. ตลาดอนุพันธ์ จะทำหน้าที่กำกับดูแลการดำเนินงานของ TFEX ให้เป็นไปอย่างโปร่งใส และ
ยุติธรรม โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็นศูนย์กลางการซื้อขายตราสารอนุพันธ์ทางการเงินที่มีมาตรฐาน และมี
ประสิทธิภาพ
-- สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (The Securities and Exchange Commission:
SEC) หรือสำนักงาน ก.ล.ต. เป็นองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่พัฒนา และกำกับดูแลให้การดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการ
ลงทุนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเนื่องจากตราสารอนุพันธ์ทางการเงิน ถือว่าเป็นทางเลือกหนึ่งในการลงทุน จึง
อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต. ด้วยนั่นเอง
-- สมาชิกของตลาด TFEX อาจเป็นบุคคล หรือบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตในการประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้าก็
ได้ โดยสามารถแบ่งย่อยออกได้เป็น 3 กลุ่ม ดังต่อไปนี้
o นายหน้า ซึ่งเป็นบริษัทที่สามารถทำการส่งคำสั่งซื้อขายไปยัง TFEX ได้ด้วยตัวเอง อีกทั้งยังสามารถทำ
หน้าที่เป็นตัวแทนรับคำสั่งซื้อขายให้กับผู้อื่นซึ่งเป็นลูกค้าของตนเองได้ แต่จะได้รับสิทธิในการชำระราคา
หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่าได้สมัครเป็นสมาชิกของสำนักหักบัญชีหรือไม่
o ผู้ค้า ซึ่งเป็นบริษัทที่สามารถซื้อขายสัญญาล่วงหน้าได้โดยตรง แต่เพื่อประโยชน์ของตนเองเท่านั้น
o สมาชิกประเภทบุคคลธรรมดา (Individual Member) สามารถส่งคำสั่งซื้อขายไปยัง TFEX ได้โดยตรง แต่
ต้องเป็นการซื้อขายเพื่อตนเองเท่านั้น นอกจากนี้ ยังไม่สามารถสมัครเข้าเป็นสมาชิกของสำนักหักบัญชีได้
-- บริษัท สำนักหักบัญชี (ประเทศไทย) จำกัด (Thailand Clearing House Company Limited: TCH) เป็นนิติบุคคล
แยกต่างหากจากตลาด TFEX จะทำหน้าที่ดูแลในเรื่องการรับประกันการส่งมอบ และชำระราคาของสัญญาล่วงหน้า
ทุกรายการที่เกิดขึ้น รวมถึงการปรับสถานะทางบัญชีระหว่างวันของผู้ซื้อ และผู้ขาย โดยการดำเนินงานของบริษัท
สำนักหักบัญชีนี้จะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต.
-- สมาชิกของสำนักหักบัญชี เป็นบริษัทที่ได้รับสิทธิในการชำระราคา แต่จะไม่มีสิทธิในการซื้อขายตราสารอนุพันธ์ได้
โดยตรงเหมือนอย่างกับสมาชิกของตลาด
-- ผู้ที่สนใจเข้ามาซื้อขายในตลาด TFEX จะประกอบด้วย Hedger, Speculator และ Arbitrager เช่นเดียวกัน
นายสราวุธ จงสุขสันติกุล
เศรษฐศาสตร์ธุรกิจฯ
รหัส 52127301028
|
|
อัจฉราพร เทียรชัย
2012-01-23 19:14:03 +0700
|
1.ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) คือเป็นตลาดทุน เพื่อให้กิจการต่างๆสามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติม กิจการที่เกี่ยวข้องจะเป็นกิจการที่มีขนาดกลางหรือขนาดย่อมและกิจการเกี่ยวกับนวัตกรรม โดยได้ผ่อนผันหลักเกณฑ์ต่างๆลง
2.ตลาดหลักทรัพย์ (MAI) จัดตั้งขึ้นโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพื่อเป็นแหล่งระดมทุนสำหรับบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงหรือบริษัทที่เริ่มดำเนินกิจการไม่นานแต่มีมูลค่าราคาตลาดที่สูงหรือบริษัทที่เริ่มดำเนินกิจการไม่นานแต่มีมูลค่าราคาตลาดที่สูงโดยถือเป็นทางเลือกอีกแห่งในการระดมทุนบริษัทที่มีศักยภาพในการเติบโตและต้องการระดมทุน หุ้นที่อยู่ในตลาดนี้จึงเป็นบริษัทขนาดกลางหรือขนาดเล็ก ซึ่งกฏเกณฑ์ในการจะเข้าตลาดได้จะผ่อนปรนกว่าการเข้าตลาดหลักทรัพย์
3.ตลาดตราสารหนี้ (BEX) เป็นตราสารการเงินที่เป็นสัญญาแสดงความเป็นหนี้ระหว่างผู้ออก และผู้ถือตราสารหนี้ (หรือที่เรียกว่า “ผู้ลงทุน” ) ตราสารหนี้ต้องมีกำหนดอายุและอัตราดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์อื่นใดเป็นจำนวนที่แน่นอน โดยระบุวันที่ชำระดอกเบี้ยและเงินต้นล่วงหน้าตั้งแต่เมื่อออกตราสารนั้น และในระหว่างที่ยังไม่ครบกำหนดอายุ รวมถึงวันไถ่ถอน นอกจากนี้ ตราสารหนี้ยังสามารถซื้อขายโอนเปลี่ยนมือกันได้
นักลงทุนสามารถซื้อขายตราสารหนี้ได้ที่ตลาดตราสารหนี้ ( Bond Electronic Exchange: BEX) ซึ่งเปิดให้บริการการซื้อขายแก่นักลงทุนทั่วไปตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546 ที่ผ่านมา ด้วยระบบการซื้อขายแบบเรียลไทม์ นำเสนอข้อมูลที่โปร่งใส ตลอดจนถึงกระบวนการส่งมอบและชำระราคาที่เชื่อถือได้ เพื่อที่จะพัฒนาตลาดตราสารหนี้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งในด้านปริมาณการซื้อขาย คุณภาพของตราสารหนี้ ตัวกลางการซื้อขาย แหล่งข้อมูลอ้างอิง รวมถึงการขยายขอบเขตการพัฒนาให้กว้างขวางขึ้น และครอบคลุมการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ในประเทศไทยทั้งหมด เพื่อให้รองรับต่อแนวนโยบายของภาครัฐในเรื่องตลาดพันธบัตรแห่งเอเชีย โดยมีเป้าหมายในการดำเนินการตลาดรองตราสารหนี้ที่สมบูรณ์แบบของประเทศไทย ซึ่งสามารถให้บริการครอบคลุมผู้ลงทุนและผู้ค้าตราสารหนี้ทั้งหมด
4.ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (AFET)เป็นศูนย์กลางในการซื้อขาย Futures ที่อ้างอิงมูลค่าจากราคาสินค้าเกษตรประเภทต่างๆ ได้แก่ ยางพารา ข้าว และมันสำปะหลัง ซึ่งนอกจากนักลงทุนจะเข้ามาแสวงหาผลกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาสินค้าแล้ว การลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าด้านสินค้าเกษตรในตลาด AFET ยังเป็นเพียงช่องทางเดียวที่นักลงทุนในประเทศจะสามารถลงทุนในสินทรัพย์ Commodities ได้ โดยไม่ต้องทำธุรกิจค้าขายในสินค้านั้นๆ ในขณะเดียวกันผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจค้าขายสินค้าเกษตรก็สามารถเข้ามาใช้ Futures เป็นเครื่องมือในการป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาสินค้านั้นๆ ได้อีกด้วย
5.ตลาดอนุพันธ์แห่งประเทศไทย (TFEX)เป็นศูนย์กลางในการซื้อขาย Futures ที่อิงมูลค่าจากตัวเลขดัชนี SET50 นักลงทุนจะสามารถเข้ามาใช้ SET50 Index Futures เป็นช่องทางทำกำไรได้ตลอดเวลาไม่ว่าตลาดหุ้นจะเคลื่อนไหวอยู่ในแนวบวกหรือแนวลบ หรือจะใช้เป็นเครื่องมือในการป้องกันความเสี่ยงแก่หลักทรัพย์ที่ตนเองถืออยู่ก็ได้
นางสาวอัจฉราพร เทียรชัย
รหัส 52127301025
สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ
|
|
วลัญช์ภัฏ ภัทร์คุณานนท์
2012-01-23 20:54:29 +0700
|
ตลาดหลักทรัพย์ (SET)
ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (MAI)
ตลาดตราสารหนี้ (BEX)
ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX)
ตลาดอนุพันธ์ (TFEX)
เมื่อพูดถึงตลาดทุนแล้ว หลายคนคงจะนึกถึงคำว่า “ตลาดแรก” ลองมาทำความรู้จักกับคำนี้กันดีกว่า ตลาดแรกคือ ตลาดสำหรับหลักทรัพย์ที่ออกใหม่โดยผู้ที่ต้องการเงินทุน และต้องการจะระดมเงินทุนจากผู้ลงทุนโดยตรงด้วยการออกและเสนอขายหลักทรัพย์ ซึ่งหลักทรัพย์นั้นอาจจะเป็นในรูปของตราสารหนี้หรือตราสารทุนก็ได้ เช่น หุ้น หุ้นกู้ พันธบัตร เป็นต้น
เพื่อให้ได้เห็นภาพของตลาดแรกได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ขอเปรียบเทียบตลาดแรกนั้นเสมือนกับโชว์รูมที่ขายรถยนต์ป้ายแดง เมื่อต้องการจะเป็นเจ้าของรถยนต์ ก็จะต้องไปจองซื้อที่โชว์รูม โดยก่อนที่จะตัดสินใจเลือกว่าจะซื้อรถคันไหนนั้น จะต้องรู้ว่าคุณมีงบประมาณอยู่เท่าไร และต้องการรถประเภทไหน ยี่ห้ออะไร และโชว์รูมไหนที่จะให้ราคาและเสนอบริการที่ดีกับคุณมากที่สุด ดังนั้น จึงควรศึกษาข้อมูลต่าง ๆ ก่อนตัดสินใจ เพื่อให้แน่ใจว่าจะได้รถที่คุ้มค่าและสามารถตอบสนองความต้องการของได้มากที่สุด
การจองซื้อหุ้นในตลาดแรกก็เช่นกัน ก่อนที่จะตัดสินใจจองซื้อหุ้นของบริษัทใดควรจะศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทนั้นให้ครบถ้วนเสียก่อน โดยการอ่านหนังสือชี้ชวนการเสนอขายหลักทรัพย์ของบริษัทนั้น เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทที่จะเข้าไปลงทุนและเป็นเจ้าของนั้นมีคุณสมบัติเป็นไปตามที่ต้องการ แต่อย่าลืมว่า การลงทุนย่อมมีความเสี่ยงควบคู่ไปกับโอกาสในการได้รับผลตอบแทนเสมอ
หลังจากที่ได้ทำความรู้จักกับตลาดแรกกันไปแล้ว ก็มาถึงตลาดรองกันบ้าง หลายคนคงมีคำถามอยู่ในใจกันใช่ไหมว่า ทำไม...จะต้องตลาดรอง ก็เพราะว่าตลาดรอง คือตลาดที่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์ที่ได้ผ่านการเสนอขายในตลาดแรกมาแล้ว ซึ่งตลาดรองในประเทศไทยที่รู้จักกันดีได้แก่ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (MAI) ที่เป็นตลาดในการซื้อขายแลกเปลี่ยนตราสารทุน ตลาดตราสารหนี้ (BEX) ซึ่งชื่อตลาดก็ได้สื่อไว้ตรงตัวอยู่แล้วว่าเป็นตลาดในการซื้อขายแลกเปลี่ยนตราสารหนี้
และตลาดรองแห่งสุดท้ายซึ่งเป็นตลาดน้องใหม่ก็คือ ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) ซึ่งเป็นตลาดสำหรับการซื้อขายแลกเปลี่ยนสัญญาต่าง ๆ
หากเปรียบตลาดแรกเสมือนโชว์รูมรถยนต์ใหม่ ตลาดรองก็เปรียบได้กับสถานที่สำหรับซื้อขายรถยนต์มือสองที่เจ้าของครอบครองมาสักระยะหนึ่งแล้วต้องการจะขายต่อ และเมื่อใดที่มีผู้สนใจรถคันดังกล่าวก็จะมาซื้อเพื่อนำไปใช้งานต่อ
ฉะนั้น ตลาดรองจึงมีความสำคัญต่อกลไกตลาดทุนของเราเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะเป็นสถานที่ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์แล้วยังช่วยสร้างสภาพคล่องให้กับผู้ลงทุนในตลาดทุนได้
TFEX: Thailand Futures Exchange หรือ บริษัท ตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทย่อยของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อดำเนินการเป็นศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้พระราชบัญญัติสัญญา.ศ. ซื้อขายล่วงหน้า พ . 2546 โดยมีกำหนดการว่าจะเปิดการซื้อขายในวันที่ 28 เมษายน 2549 เป็นวันแรก
น.ส.วลัญช์ภัฏ ภัทร์คุณานนท์ รหัส 52127301031 สาขา เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ
1.ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) คือ ทำหน้าที่เป็นตลาดทุน เพื่อให้กิจการต่างๆ สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้ แต่ตลาดใหม่นี้ จะเน้นไปที่กิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี- SME) และกิจการเกี่ยวกับนวัตกรรม โดยได้ผ่อนผันหลักเกณฑ์ต่างๆ ลง
2.ตลาดหลักทรัพย์ (MAI) จัดตั้งขึ้นโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพื่อเป็นแหล่งระดมทุนสำหรับบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงหรือบริษัทที่เริ่มดำเนินกิจการไม่นานแต่มีมูลค่าราคาตลาดที่สูงหรือบริษัทที่เริ่มดำเนินกิจการไม่นานแต่มีมูลค่าราคาตลาดที่สูง
3. ตลาดตราสารหนี้ (BEX) ให้บริการการซื้อขาย ด้วยระบบการซื้อขายแบบเรียลไทม์ ลักษณะ เป็นตราสารการเงินแสดความเป็นหนี้ระหว่างผู้ถือและผู้ออกตราสารหนี้ กำหนดอายุและอัตราดอกเบี้ยที่ชัดเจนแน่นอน
4.ตลาดอนุพันธ์ (TFEX)ทำหน้าที่ เป็นศูนย์กลางการซื้อขายอนุพันธ์เกี่ยวกับตราสารทุน ตราสารหนี้ และสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทอื่นๆ โดยมีสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. เป็นหน่วยงานกำกับดูแล
5. ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย หรือ AFET ทำหน้าที่ในการเป็นศูนย์กลางในการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าภายใต้กฎระเบียบที่ชัดเจน และสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ซื้อและผู้ขายในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า รวมทั้งการให้บริการ
นางสาวธัญญาภรณ์ ศรีทอง
รหัส 52127301001
เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ
|
|
พิชชา ชาญณรงค์
2012-01-23 21:33:56 +0700
|
1.ตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (MAI)
ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (Market for Alternative Investment - MAI) จัดตั้งภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นแหล่งระดมทุนให้แก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นอุตสาหกรรมการส่งออก อุตสาหกรรมที่รัฐบาลมุ่งให้การส่งเสริมเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ หรืออุตสาหกรรมการผลิตที่มีแนวโน้มการเติบโตที่ดี มีจุดประสงค์การทำงานโดยทั่วไป เหมือนกับ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) คือ ทำหน้าที่เป็นตลาดทุน เพื่อให้กิจการต่างๆ สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้ แต่ตลาดใหม่นี้ จะเน้นไปที่กิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี - SME) และกิจการเกี่ยวกับนวัตกรรม
2.ตราสารหนี้(BEX)ตราสารหนี้ เป็นตราสารการเงินที่เป็นสัญญาแสดงความเป็นหนี้ระหว่างผู้ออก และผู้ถือตราสารหนี้ (หรือที่เรียกว่า “ผู้ลงทุน” ) ตราสารหนี้ต้องมีกำหนดอายุและอัตราดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์อื่นใดเป็นจำนวนที่แน่นอน โดยระบุวันที่ชำระดอกเบี้ยและเงินต้นล่วงหน้าตั้งแต่เมื่อออกตราสารนั้น และในระหว่างที่ยังไม่ครบกำหนดอายุ รวมถึงวันไถ่ถอน นอกจากนี้ ตราสารหนี้ยังสามารถซื้อขายโอนเปลี่ยนมือกันได้
3.ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า (AFET)เป็นศูนย์กลางในการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า ที่จะส่งมอบและรับมอบกันในอนาคต โดยตลาดจะคัดเลือกสินค้า กำหนดระเบียบและเงื่อนไข ในการซื้อขาย ดูและการซื้อขายให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวมถึงจัดให้มีการส่งมอบและรับมอบสินค้าอย่างเป็นระบบ ที่ถูกต้องตามข้อตกลง หรือสัญญา
4.ตลาดอนุพันธ์แห่งประเทศไทย (TFEX) บมจ. ตลาดอนุพันธ์ฯ เป็นศูนย์กลางการซื้อขายอนุพันธ์เกี่ยวกับตราสารทุน ตราสารหนี้ และสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทอื่น ๆ ภายใต้พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า โดยมีสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. เป็นหน่วยงานกำกับดูแล สินค้าที่สามารถจัดให้มีการซื้อขาย
ได้ตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546
5.ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)
ตลาดหลักทรัพย์มีบทบาทสำคัญ ดังนี้
1. ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการซื้อขายหลักทรัพย์จดทะเบียน และพัฒนาระบบต่างๆ ที่จำเป็น เพื่ออำนวยความสะดวกในการซื้อขายหลักทรัพย์
2. ดำเนินธุรกิจใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายหลักทรัพย์ เช่น การทำหน้าที่เป็นสำนักหักบัญชี (Clearing House) ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ นายทะเบียนหลักทรัพย์ หรือกิจกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
3. การดำเนินธุรกิจอื่นๆ ที่ได้รับความเห็นชอบ จากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
นางสาวพิชชา ชาญณรงค์ รหัส 52127301027 สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ
|
|
สาวิภัตต์ ปัญโญชัย
2012-01-23 21:52:21 +0700
|
1.ตลาดหลักทรัพย์ (Market for Alternative Investment - MAI) จัดตั้งภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นแหล่งระดมทุนให้แก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นอุตสาหกรรมการส่งออก อุตสาหกรรมที่รัฐบาลมุ่งให้การส่งเสริมเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ หรืออุตสาหกรรมการผลิตที่มีแนวโน้มการเติบโตที่ดี โดยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. ให้ก่อตั้งเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2542 และเปิดทำการซื้อขายวันแรกเมื่อวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2544เป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งที่สองของประเทศไทย ตลาดใหม่นี้ จะเน้นไปที่กิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี - SME) และกิจการเกี่ยวกับนวัตกรรม โดยได้ผ่อนผันหลักเกณฑ์ต่างๆลง
2.ตลาดตราสารหนี้ ( BEX ) ตราสารหนี้ เป็นตราสารการเงินที่เป็นสัญญาแสดงความเป็นหนี้ระหว่างผู้ออก และผู้ถือตราสารหนี้ (หรือที่เรียกว่า “ผู้ลงทุน” ) ตราสารหนี้ต้องมีกำหนดอายุและอัตราดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์อื่นใดเป็นจำนวนที่แน่นอน โดยระบุวันที่ชำระดอกเบี้ยและเงินต้นล่วงหน้าตั้งแต่เมื่อออกตราสารนั้น และในระหว่างที่ยังไม่ครบกำหนดอายุ รวมถึงวันไถ่ถอน ตราสารหนี้ยังสามารถซื้อขายโอนเปลี่ยนมือกันได้ นักลงทุนสามารถซื้อขายตราสารหนี้ได้ที่ตลาดตราสารหนี้ ( Bond Electronic Exchange: BEX) ซึ่งเปิดให้บริการการซื้อขายแก่นักลงทุนทั่วไปตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546 ที่ผ่านมา ด้วยระบบการซื้อขายแบบเรียลไทม์ นำเสนอข้อมูลที่โปร่งใส ตลอดจนถึงกระบวนการส่งมอบและชำระราคาที่เชื่อถือได้ เพื่อที่จะพัฒนาตลาดตราสารหนี้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
3.ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า (AFET)ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย หรือ AFET เป็นองค์กรที่ถูกจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าปี พ.ศ. 2542 ทำหน้าที่ในการเป็นศูนย์กลางในการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าภายใต้กฎระเบียบที่ชัดเจน และสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ซื้อและผู้ขายในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าตลาดซื้อขายสินค้าล่วงหน้า หมายถึง สถานที่ที่เป็นศูนย์รวมหรือศูนย์กลางการซื้อขายสินค้าที่มีผู้ซื้อ ผู้ขายมาทำการประมูลหรือต่อรองราคา โดยเปิดเผยและทำสัญญาการซื้อขาย เพื่อส่งมอบในอนาคตตามชนิด ปริมาณ คุณภาพ สถานที่ และเวลาส่งมอบสินค้าภายใต้กฎระเบียบที่แน่นอน โดยผ่านตัวแทนที่เป็นสมาชิกของตลาดในวัน และเวลาที่กำหนดไว้เท่านั้น
4.ตลาดอนุพันธ์แห่งประเทศไทย (TFEX)เป็นบริษัทย่อยของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2547 เพื่อเป็นศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ตามพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 โดยมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตลาดการซื้อขายอนุพันธ์แห่งนี้ให้มีสภาพคล่อง มีความหลากหลายของสินค้า ประเภทของสมาชิกและจำนวนผู้ซื้อขาย และมีการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้ประกอบการและผู้ลงทุนสามารถใช้บริการได้อย่างมีความเชื่อมั่นและมีความน่าเชื่อถือ
5.ตลาด (SET) ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการซื้อขายหลักทรัพย์จดทะเบียน และพัฒนาระบบต่างๆ ที่จำเป็นเพื่ออำนวยความสะดวกในการซื้อขายหลักทรัพย์ ดำเนินธุรกิจใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายหลักทรัพย์ เช่น การทำหน้าที่เป็นสำนักหักบัญชี (Clearing House) ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ นายทะเบียนหลักทรัพย์ หรือกิจกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง การดำเนินธุรกิจอื่น ๆ ที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
นางสาวสาวิภัตต์ ปัญโญชัย รหัส 52127301029 สาขา เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ( The Stock Exchange of Thailand - SET) เป็นตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)ทำหน้าที่เป็นตลาดรองเพื่อแลกเปลี่ยนซื้อขายตราสารทุน ของบริษัทต่างๆ ที่ขึ้นทะเบียนไว้ และ เพื่อให้สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้โดยสะดวก ปัจจุบันการดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (Market for Alternative Investment - MAI) เป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งที่สองของประเทศไทยมีจุดประสงค์การทำงานโดยทั่วไป เหมือนกับ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) คือ ทำหน้าที่เป็นตลาดทุน เพื่อให้กิจการต่างๆ สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้ แต่ตลาดใหม่นี้ จะเน้นไปที่กิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี - SME) และกิจการเกี่ยวกับนวัตกรรม โดยได้ผ่อนผันหลักเกณฑ์ต่างๆ ลง เช่น ทุนชำระแล้วขั้นต่ำของหลักทรัพย์ในตลาดหลัก คือ 200 ล้านบาท ในขณะที่ขั้นต่ำของตลาดใหม่ ลดลงเป็น 40 ล้านบาท เป็นต้น เพื่อเปิดโอกาสให้กิจการขนาดเล็ก ที่ไม่สามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ ได้มีหนทางในการระดมทุน รวมทั้งสนับสนุนอุตสาหกรรมการร่วมลงทุน (venture capital) เพื่อเพิ่มจำนวนบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
ความแตกต่างระหว่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) คือSET ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นแหล่งระดมทุนระยะยาวของบริษัทที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งมีทุนชำระแล้วหลัง IPO ตั้งแต่ 300 ล้านบาทขึ้นไป ในขณะที่ mai เป็นแหล่งระดมทุนของธุรกิจที่มีศักยภาพขนาดกลางและเล็ก ซึ่งมีทุนชำระแล้วหลัง IPO ตั้งแต่ 20 ล้านขึ้นไป โดยเน้นธุรกิจที่มีการเติบโตสูง และมีแนวโน้มการเติบโตดีในอนาคต อย่างไรก็ตามแนวทางการพิจารณาคำขอรับอนุญาต IPO จากสำนักงาน กลต. ตลอดจนแนวทางการปฏิบัติภายหลังการเข้าจดทะเบียนแล้วจะไม่มีความแตกต่างกัน
ตลาดตราสารหนี้ (Bond Electronic Exchange : BEX)จัดตั้งขึ้นโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และเปิดให้บริการการซื้อขายแก่นักลงทุนทั่วไปโดยให้บริการผ่านระบบการซื้อขายแบบเรียลไทม์ เพื่อที่จะพัฒนาตลาดตราสารหนี้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งในด้านปริมาณการซื้อขาย คุณภาพของตราสารหนี้ ตัวกลางการซื้อขาย และแหล่งข้อมูลอ้างอิง โดยมีเป้าหมายในการดำเนินการตลาดรองตราสารหนี้ที่สมบูรณ์แบบของประเทศไทย ให้บริการครอบคลุมผู้ลงทุนและผู้ค้าตราสารหนี้ทั้งหมด
ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (AFET) เป็นศูนย์กลางในการซื้อขาย Futures ที่อ้างอิงมูลค่าจากราคาสินค้าเกษตรประเภทต่างๆ ได้แก่ ยางพารา ข้าว และมันสำปะหลัง ซึ่งนอกจากนักลงทุนจะเข้ามาแสวงหาผลกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาสินค้าแล้ว การลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าด้านสินค้าเกษตรในตลาด AFET ยังเป็นเพียงช่องทางเดียวที่นักลงทุนในประเทศจะสามารถลงทุนในสินทรัพย์ Commodities ได้ โดยไม่ต้องทำธุรกิจค้าขายในสินค้านั้นๆ ในขณะเดียวกันผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจค้าขายสินค้าเกษตรก็สามารถเข้ามาใช้ Futures เป็นเครื่องมือในการป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาสินค้านั้นๆ ได้อีกด้วย
TFEX ย่อมาจาก Thailand Futures Exchage หรือ บริษัทตลาดอนุพันธ์(ประเทศไทย)จำกัด(มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อดำเนินการเป็นศูนย์ซื้อ-ขาย สัญญาชื้อขายล่วงหน้า ตามพระราชบัญญัติสัญญาชื้อขายล่วงหน้า พ.ศ.2546 โดยเริ่มซื้อขายวันที่ 28 เมษายน 2549 เป็นวันแรก สินค้าที่ซื้อขายใน Tfex ตามพรบ.สัญญาซื้อขายล่วงหน้า พศ.2546 สินค้าที่สามารถซื้อขายใน บมจ.ตลาดอนุพันธ์ ได้ คือ
1. ฟิวเจอร์ (Futures)
2. ออปชั่น (Option)
3. ออปชั่นบนสัญญาฟิวเจอร์ ( Options on Futures)
4. สวอป (SWAP)
นางสาวศิโรรัตน์ ก้องนวกุล รหัส 52127301030 สาขาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ
1. ตลาดหลักทรัพย์ MAI
ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (Market for Alternative Investment - MAI) เป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งที่สองของประเทศไทยจะเน้นไปที่กิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี - SME) และกิจการเกี่ยวกับนวัตกรรมโดยได้ผ่อนผันหลักเกณฑ์ต่างๆ ลงเพื่อเปิดโอกาสให้กิจการขนาดเล็ก ที่ไม่สามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ ได้มีหนทางในการระดมทุน รวมทั้งสนับสนุนอุตสาหกรรมการร่วมลงทุน (venture capital) เพื่อเพิ่มจำนวนบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
ประเภทของหลักทรัพย์ที่ซื้อขายในตลาด
1. หุ้นสามัญ (Common Stock) เป็นตราสารประเภทหุ้นทุน ซึ่งออกโดยบริษัทมหาชนจำกัดที่ต้องการระดมเงินทุนจากประชาชน
2. หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) เป็นตราสารประเภทหุ้นทุนที่ผู้ถือมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกิจการผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจะได้รับสิทธิในการชำระคืนเงินทุนก่อนผู้ถือหุ้นสามัญในกรณีที่บริษัทเลิกกิจการ
3.ใบสำคัญแสดงสิทธิ หรือวอแรนท์ (Warrant) เป็นตราสารที่ให้สิทธิแก่ผู้ถือในการซื้อหลักทรัพย์ที่ใบสำคัญแสดงสิทธินั้นอ้างอิงอยู่ ตามราคาใช้สิทธิ จำนวนที่ให้ใช้สิทธิ (นิยมใช้เป็นอัตราส่วน) และภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
4.หน่วยลงทุน (UnitTrust) หลักทรัพย์ที่ออกขายโดยบริษัทจัดการลงทุนเพื่อระดมเงินเข้ากองทุนรวมที่จัดตั้งขึ้น แล้วจัดสรรเงินในกองทุนนั้นลงทุนในตลาดการเงินตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้
5.ใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหลักทรัพย์อ้างอิงไทย หรือ เอ็นวีดีอาร์ (Non - Voting Depositary Receipt : NVDR) เป็นตราสารที่ออกโดยบริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด มีสถานะเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนโดยอัตโนมัติ
6.ใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหลักทรัพย์อ้างอิง (Depository Receipt : DR) เป็นตราสารที่ออกและเสนอขายโดยบริษัท สยามดีอาร์ จำกัด เป็นหลักทรัพย์ที่ให้สิทธิอ้างอิงอาจเป็นได้ทั้งหุ้นสามัญ หุ้นกู้ หุ้นกู้แปลงสภาพ
2. ตราสารหนี้ BEX
ตราสารหนี้ เป็นตราสารการเงินที่เป็นสัญญาแสดงความเป็นหนี้ระหว่างผู้ออกและผู้ถือตราสารหนี้ ตราสารหนี้ต้องมีกำหนดอายุและอัตราดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์อื่นใดเป็นจำนวนที่แน่นอน ผู้ออกตราสารหนี้คือผู้กู้เงินจากผู้ที่ซื้อตราสารหนี้ ดังนั้น ผู้ออกจึงเป็น “ลูกหนี้” ในขณะที่ผู้ซื้อ คือ “ผู้ให้กู้” หรือ “เจ้าหนี้” นั่นเอง
ตราสารหนี้ที่ออกจำหน่ายในประเทศไทยแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ
ตราสารหนี้ภาครัฐ
- พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรรัฐบาลเป็นตราสารหนี้ระยะกลางถึงระยะยาวที่ออกโดยกระทรวงการคลัง มีทั้งหมด3ประเภท ได้แก่ พันธบัตรเพื่อการลงทุน พันธบัตรเพื่อการกู้ยืม และพันธบัตรออมทรัพย์
- พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ (SOE) พันธบัตรรัฐวิสาหกิจเป็นตราสารหนี้ระยะกลางถึงระยะยาวที่ออกโดยรัฐวิสาหกิจ ส่วนใหญ่จะได้รับการค้ำประกันโดยกระทรวงการคลัง
ตราสารหนี้ภาคเอกชน
3. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย SET
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (อังกฤษ: The Stock Exchange of Thailand - SET) เป็นตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทย จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2517 อยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ทำหน้าที่เป็นตลาดรองเพื่อแลกเปลี่ยนซื้อขายตราสารทุน ของบริษัทต่างๆ ที่ขึ้นทะเบียนไว้ และ เพื่อให้สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้โดยสะดวก
เวลาทำการของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยคือวันจันทร์ถึงวันศุกร์ มี 2 ช่วงคือ ช่วงเช้า 10.00น. - 12.30น. ช่วงบ่าย 14.30น. - 16.30น. และหยุดตามวันหยุดของทางราชการ
องค์ประกอบของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(SET)
1. ห้องค้าหลักทรัพย์
2. นักลงทุน
3. หลักทรัพย์จดทะเบียน ถ้าไม่ทำการทะเบียนและอยากขายหลักทรัพย์ให้นำไปขายที่ศูนย์ซื้อขายหลักทรัพย์กรุงเทพฯ (OTC) จะเปิด 2 รอบ คือ เช้า 10.00-12.30 บ่าย 14.30-16.30
4. บริษัทสมาชิก เป็นตัวกลางในการส่งคำสั่งซื้อขายและต้องจดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์นั้นๆถึงจะส่งคำขอได้ในการซื้อขายของตลาดนั้นๆ
4. ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า(AFET)
ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย หรือ AFET เป็นองค์กรที่ถูกจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าปี พ.ศ. 2542 ทำหน้าที่ในการเป็นศูนย์กลางในการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าภายใต้กฎระเบียบที่ชัดเจน จึงนับได้ว่าเป็นตลาดล่วงหน้าที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายเป็นตลาดแรกในประเทศไทย หน้าที่ของ AFET ก็คือ เป็นศูนย์กลางในการรับซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า ที่จะส่งมอบและรับมองกันในอนาคต โดยตลาดจะทำการคัดเลือกสินค้า กำหนดกฎระเบียบและเงื่อนไขในการซื้อขาย ดูแลการซื้อขายให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวมไปถึงจัดให้มีการส่งมอบและรับมอบสินค้าอย่างเป็นระบบ ถูกต้องตามข้อตกลงหรือสัญญา
สิ่งที่นำมาซื้อขายเปลี่ยนมือในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า คือ "ข้อตกลงล่วงหน้า" หรือ "สัญญาซื้อขายล่วงหน้า" (Futures contract) โดยสินค้าที่นำมาทำข้อตกลง (สัญญา) ซื้อขายล่วงหน้า ได้แก่
1. ยางแผ่นรมควันชั้น 3
2. ข้าวขาว 5% Both Options
3. ข้าวหอมมะลิ 100% ชั้น 2 Both Options
4. มันสำปะหลังเส้น
ข้อตกลงซื้อขายล่วงหน้าจะมีเงื่อนไขข้อกำหนดต่าง ๆ ที่สำคัญ ๆ ที่ทำให้ผู้ซื้อ ผู้ขายรู้ว่าสินค้าที่อ้างอิงสำหรับข้อตกลงนั้นคืออะไรซึ่งเราเรียกว่า Contract Specifications ดังนี้
1. สินค้า (Underlying Product) เป็นการระบุว่าข้อตกลงนี้ใช้สินค้าเกษตรอะไรมาอ้างอิง
2. คุณภาพสินค้าที่ส่งมอบ (Standard Grade) ระบุถึงคุณสมบัติของสินค้าเกษตรชนิดนั้นให้ชัดเจนลงไปว่าใช้มาตรฐานใดมากำหนด เช่นยางแผ่นรมควันชั้น 3 ตามมาตรฐาน GREEN BOOK และผลิตหรือส่งมอบจากโรงงานที่ตลาดรับรอง
3. หน่วยการซื้อขาย (Contract Size) ระบุว่าการซื้อขาย 1 หน่วย จะคิดเป็นสินค้าจำนวนเท่าใด เช่น หนึ่งหน่วยการซื้อขายของยางแผ่นรมควันชั้น 3 เท่ากับ 5,000 กิโลกรัม หรือ 5 เมตริกตัน
4. หน่วยการส่งมอง (Delivery Unit) โดยปกติจะมากกว่าหน่วยการซื้อขาย เช่น 1 หน่วยการส่งมอบของยางแผ่นรมควันชั้น 3 เป็น 4 เท่าของหน่วยการซื้อขาย คือ 20,000 กิโลกรัม หรือ 20 เมตริกตัน
5. วิธีการซื้อขาย (Trading Method) AFET จะใช้วิธีเดียวกันในทุกสินค้า คือใช้ระบบ Computerized Continuous Trading
6. ราคาซื้อขาย (Price Quotation) AFET กำหนดเป็น บาท/กิโลกรัม ในทุกสินค้า
7. อัตราการขึ้นลงของราคา (Tick Size) เช่น ยางแผ่นรมควันชั้น 3 มีขั้นอัตราขึ้นลงของราคา เท่ากับ 0.05 บาท ต่อ กิโลกรัม
8. อัตราการขึ้นลงของราคาสูงสุดประจำวัน (Daily Price Limits) เป็นการจำกัดไม่ให้ราคาเคลื่อนไหวขึ้นลงในแต่ละวันสูงเกินกว่าที่กำหนด ซึ่งจะมีอัตราแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับราคาสินค้าอ้างอิงนั้น ๆ โดยตลาดจะประกาศให้ทราบทุกเดือน อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ตลาดเห็นว่ามีเหตุการณ์ที่ทำให้ราคาซื้อขายเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก หรือการกำหนดเพดานการขึ้นลง จะทำให้การซื้อขายล่วงหน้าไม่เป็นไปตามสภาพที่เป็นจริง ให้ตลาดประกาศอัตราขึ้นลงได้ตามที่เห็นสมควร
9. จำนวนการถือครองข้อตกลง (Position Limits) เป็นการจำกัดจำนวนการถือครองข้อตกลงซื้อขายล่วงหน้าของบุคคล หรือกลุ่มบุคคลหนึ่ง ๆ ไม่ให้สูงเกินไป
10. อัตราเงินประกัน (Customer Margin) เป็นข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงได้ จึงต้องคอยติดตามการประกาศเป็นระยะ ๆ
11. หลักประกันการส่งมอง (Delivery Deposit) เป็นข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งจะมีการประกาศเป็นระยะ ๆ เช่นกัน
12. เวลาซื้อขาย (Trading Hours) ตลาดเปิดทำการซื้อขายตั้งแต่เวลา 10.00-15.45 น. ของทุกวันทำการที่ตลาดกำหนด
13. เดือนที่ครบกำหนดส่งมอบ (Delivery Months)
14. วันซื้อขายวันสุดท้าย (Last Trading Day)
15. วันส่งมอบวันสุดท้าย (Last Delivery Day)
16. วิธีการส่งมอบ จุดส่งมอบ และเงื่อนไขการส่งมอบ (Delivery Terms and Conditions)
ผู้ที่เข้ามาซื้อขายสินค้าใน AFET
เมื่อรู้จักตัวสินค้าแล้ว ก็มาทำความรู้จักกันว่าใครบ้างที่เข้ามาซื้อขายสินค้าที่ว่านี้ ทั้งที่ลงทุนอยู่แล้ว และสำหรับกลุ่มที่กำลังตัดสินใจว่าจะเข้ามาลงทุนหรือไม่ หากแบ่งตามวัตถุประสงค์ของการเข้ามาใช้ตลาด จะแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ๆ คือ
• ผู้ที่ต้องการป้องกันความเสี่ยง (Hedger) คือ ผู้ที่เข้ามาซื้อหรือขายสัญญาล่วงหน้าในตลาดสินค้าเกาตรล่วงหน้า เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดจากความผันผวนของราคาสินค้าเกษตร ซึ่งผู้ซื้อขายกลุ่มนี้เป็นผู้ที่ต้องเกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตรอยู่แล้ว ไม่ว่าจะในฐานะผู้ผลิต ผู้แปรรูป ผู้ค้า หรือผู้ส่งออก
• ผู้ลงทุนที่หวังกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคา (Speculator) คนกลุ่มนี้โดยปกติจะไม่มีธุรกรรมอะไรที่เกี่ยวเนื่องกับสินค้าเกษตรชนิดนั้น ๆ และไม่ต้องการส่งมอบหรือรับมอบสินค้าจริง เพียงแต่รอจังหวะการเข้าซื้อขายโดยหวังกำไรจากส่วนต่างของราคาที่เคลื่อนไหวขึ้นลง ซึ่งคนกลุ่มนี้มีความสำคัญอย่างมากกับตลาดล่วงหน้า เพราะจะเป็นผู้ที่เข้ามารับถ่ายโอนความเสี่ยงจากผุ้ที่ต้องการลดความเสี่ยง (Hedger) ช่วยให้กลไกตลาดทำงานได้อย่างสมบูรณ์ รวมทั้งเป็นผู้สร้างสภาพคล่องให้แก่ตลาด
5. ตราสารอนุพันธ์แห่งประเทศไทย(TFEX)
ตราสารอนุพันธ์เริ่มเข้ามามีบทบาทในภาคธุรกิจของประเทศไทยมากขึ้น และมีแนวโน้มที่จะมีตราสารอนุพันธ์ชนิดใหม่ ๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตราสารอนุพันธ์ที่ประเทศไทยมีมาค่อนข้างยาวนานกว่าตราสารอนุพันธ์ชนิดอื่น ๆ ก็ คือ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าเงินตราต่างประเทศ (Foreign Currencies Exchange Forward Contract) ซึ่งมักจะนิยมใช้สำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับเงินตราต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นผู้ส่งออก หรือผู้นำเข้าสินค้า สัญญาดังกล่าวจะเป็นการทำสัญญาระหว่าง ธนาคารพาณิชย์ที่มีการรับบริการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ กับผู้นำเข้าหรือผู้ส่งออกซึ่งจะมีรายได้หรือรายจ่ายเป็นเงินตราต่างประเทศ ดังนั้นการทำสัญญาดังกล่าว จะทำให้ผู้ที่จะมีรายได้หรือรายจ่าย ที่เป็นเงินตราต่างประเทศได้ทราบว่าอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นในอนาคตจะเป็นอย่างไร การทำสัญญาดังกล่าวจะทำให้ทั้งผู้ส่งออกและผู้นำเข้าสามารถประเมินถึงรายได้และรายจ่ายที่เป็นจำนวนเงินสกุลบาทได้ชัดเจนยิ่งขึ้น จะทำให้ความเสี่ยงจากการผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนลดลง
ตราสารอนุพันธ์ประเภทอื่น ๆ ที่มีในประเทศไทยในขณะนี้อีกประเภทหนึ่ง ก็คือ สัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Futures Contract) สินค้าเกษตร ในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (AFET) เป็นสัญญาที่ตกลงซื้อขายสินค้าเกษตร เช่น มันสำปะหลังเส้น แป้งมันสำปะหลังชั้นพิเศษ ข้าวขาว 5% ยางแผ่นรมควันชั้น 3 ยางแท่ง STR20 และน้ำยางข้น ซึ่งการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าสินค้าเกษตรนี้จะช่วยให้ทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้สินค้าเกษตรดังกล่าวเป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าอื่น ๆ สามารถกำหนดราคาซื้อขายล่วงหน้าได้ การทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้านี้เป็นการประกันว่าสินค้าเกษตรดังกล่าวเมื่อผลิตออกมาแล้ว ผู้ขายสินค้าเกษตรจะสามารถขายได้ราคาตามที่ต้องการ และจะผลิตสินค้าออกมาตามความต้องการใช้ของตลาด ไม่มีสินค้าล้นตลาด ส่วนด้านของผู้ซื้อก็จะสามารถมั่นใจได้ว่าราคาวัตถุดิบที่ต้องการซื้อนั้น จะเป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ ไม่เกิดความผันผวนของราคาสินค้าเกษตร
ตราสารอนุพันธ์อีกประเภทที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมาไม่นานมากนัก คือ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนีหลักทรัพย์ SET 50 (SET50 Index Futures) ซึ่งดำเนินการซื้อขายที่ตลาดอนุพันธ์ ซึ่งบริหารจัดการโดย บริษัท ตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทย่อยของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (TFEX) เป็นตลาดที่ทำหน้าที่ซื้อขายล่วงหน้าดัชนีหลักทรัพย์ SET 50 ของประเทศไทย เป็นการใช้สัญญาซื้อขายล่วงหน้าเข้ามาในการป้องกันความเสี่ยงจากการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ โดยที่นักลงทุนจะสามารถเลือกลงทุนตามปกติในตลาดหลักทรัพย์ และเลือกลงทุนใน SET 50 Index Futures เพิ่มเติม เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการขาดทุนจากการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ถ้าราคาของหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ไม่ต้องการให้เป็น เช่น หากนักลงทุนเลือกลงทุนอยู่ในหลักทรัพย์หลายชนิด แต่กลัวว่าราคาของหลักทรัพย์เหล่านั้น จะมีราคาที่ลดลงทำให้เกิดการขาดทุนจากการลงทุน นักลงทุนดังกล่าวก็สามารถที่จะเข้ามาลงทุนใน SET 50 Index Futures ได้ เพื่อเป็นการป้องกันในกรณีที่ราคาหลักทรัพย์ลดลง ผู้ลงทุนก็จะขาดทุนจากการลงทุนในหลักทรัพย์ แต่จะได้กำไรจากการลงทุนใน SET 50 Index Futures มาทดแทน
นางสาวชุลีรัตน์ ฟองใหญ่ รหัส 52127301037 สาขาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ
|
|
วิชุดา ผ่องสังข์
2012-01-24 00:50:22 +0700
|
ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) จัดตั้งขึ้นโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพื่อเป็นแหล่งระดมทุนสำหรับบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงหรือบริษัทที่เริ่มดำเนินกิจการไม่นานแต่มีมูลค่าราคาตลาดที่สูงโดยถือเป็นทางเลือกอีกแห่งในการระดมทุน บริษัทที่มีศักยภาพในการเติบโตและต้องการระดมทุน หุ้นที่อยู่ในตลาดนี้จึงเป็นบริษัทขนาดกลางหรือเล็ก
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย The Stock Exchange of Thailand - SETเป็นตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทยทำหน้าที่เป็นตลาดรองเพื่อแลกเปลี่ยนซื้อขายตราสารทุน ของบริษัทต่างๆ ที่ขึ้นทะเบียนไว้ และ เพื่อให้สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้โดยสะดวก ปัจจุบันการดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
ตลาดตราสารหนี้(Bond Electronic Exchange : BEX) ตลาดตราสารหนี้ จัดตั้งขึ้นโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และเปิดให้บริการการซื้อขายแก่นักลงทุนทั่วไป ตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546 โดยให้บริการผ่านระบบการซื้อขายแบบเรียลไทม์ เพื่อที่จะพัฒนาตลาดตราสารหนี้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งในด้านปริมาณการซื้อขาย คุณภาพของตราสารหนี้ ตัวกลางการซื้อขาย และแหล่งข้อมูลอ้างอิง โดยเป้าหมายในการดำเนินการเพื่อให้มีตลาดรองตราสารหนี้ที่สมบูรณ์แบบในประเทศไทย ให้บริการครอบคลุมผู้ลงทุนและผู้ค้าตราสารหนี้ทั้งหมด
TFEX ย่อมาจาก Thailand Futures Exchange หรือ บริษัท ตลาดอนุพันธ์(ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อดำเนินการเป็นศูนย์ซื้อ-ขาย สัญญาชื้อขายล่วงหน้า ตามพระราชบัญญัติสัญญาชื้อขายล่วงหน้า พ.ศ.2546 โดยเริ่มซื้อขายวันที่ 28 เมษายน 2549 เป็นวันแรก สินค้าที่ซื้อขายใน TFEX ตามพรบ.สัญญาซื้อขายล่วงหน้า พศ.2546 นั้น สินค้าที่สามารถซื้อขายใน บมจ.ตลาดอนุพันธ์ ได้คือ
1. ฟิวเจอร์ (Futures)
2. ออปชั่น (Option)
3. ออปชั่นบนสัญญาฟิวเจอร์ ( Options on Futures)
ของสินทรัพย์อ้างอิงประเภทต่างๆ ได้แก่
- อ้างอิงกับตราสารทุน ได้แก่ ดัชนีราคาหลักทรัพย์ หลักทรัพย์
- อ้างอิงตราสารหนี้ ได้แก่ พันธบัตร อัตราดอกเบี้ย
- อ้างอิงกับราคา หรือราคาอื่นๆ ได้แก่ ทองคำ น้ำมัน อัตราแลกเปลี่ยน
ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (AFET) เป็นศูนย์กลางในการซื้อขาย Futures ที่อ้างอิงมูลค่าจากราคาสินค้าเกษตรประเภทต่างๆ ได้แก่ ยางพารา ข้าว และมันสำปะหลัง ซึ่งนอกจากนักลงทุนจะเข้ามาแสวงหาผลกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาสินค้าแล้ว การลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าด้านสินค้าเกษตรในตลาด AFET ยังเป็นเพียงช่องทางเดียวที่นักลงทุนในประเทศจะสามารถลงทุนในสินทรัพย์ Commodities ได้ โดยไม่ต้องทำธุรกิจค้าขายในสินค้านั้นๆ ในขณะเดียวกันผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจค้าขายสินค้าเกษตรก็สามารถเข้ามาใช้ Futures เป็นเครื่องมือในการป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาสินค้านั้นๆ ได้อีกด้วย
นางสาววิชุดา ผ่องสังข์ รหัส 52127301033 สาขาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ
1.ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (set) เป็นศูนย์กลางสำหรับการซื้อขายหลักทรัพย์จดทะเบียน เป็นผู้ให้บริการระบบการซื้อขาย หลักทรัพย์ ธุรกิจเกี่ยวกับการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ ( clearing house )รับฝากหลักทรัพย์ (securities depository) นายทะเบียน (registrar) และกิจกรรมอื่นที่เกี่ยวเนื่องรวมทั้งธุรกิจอื่นๆที่คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อนุมัติ
2.ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (MAI) เป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งที่สองของประเทศไทย ก่อตั้งเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2542 และเปิดทำการซื้อขายวันแรกเมื่อวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2544 มีจุดประสงค์การทำงานโดยทั่วไป เหมือนกับ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) คือ ทำหน้าที่เป็นตลาดทุน เพื่อให้กิจการต่างๆ สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้ แต่ตลาดใหม่นี้ จะเน้นไปที่กิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี - SME) และกิจการเกี่ยวกับนวัตกรรม โดยได้ผ่อนผันหลักเกณฑ์ต่างๆ ลง
3.ตลาดตราสารหนี้ (BEX) จัดตั้งโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดซื้อขาย ตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546 โดยให้บริการผ่านระบบซื้อขายแบบเรียลไทม์ มีข้อมูลที่โปร่งใส ตลอดจนถึงกระบวนการส่งมอบและชำระราคาที่เชื่อถือได้ โดยนักลงทุนสามารถติดต่อซื้อขายผ่านโบรกเกอร์ หรือบริษัทนายหน้าค้าหลักทรัพย์ที่เป็นสมาชิกของตลาดหลักทรัพย์
4. ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า (AFET) เป็นอนุพันธ์ที่ค่อนข้างเรียบง่าย และมีการซื้อขายกันอย่างแพร่หลายในตลาดล่วงหน้าทั่วโลก โดยมูลค่าของ Futures นั้น จะมีค่าเท่ากับราคาของทรัพย์สินอ้างอิง ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคต เราสามารถแบ่งสัญญา Futures ออกเป็นกลุ่มตามสินทรัพย์ที่ใช้อ้างอิง (Underlying) และในแต่ละกลุ่มยังสามารถแบ่งได้เป็น Series ตามวันหมดอายุของสัญญา (Maturity Date) ตัวอย่างเช่น Futures น้ำมัน NYMEX ส่งมอบเดือนมีนาคม 2551 เป็นต้น มูลค่าของสัญญา Futures มักจะเคลื่อนไหวคู่ขนานไปกับราคาที่ใช้ซื้อขายสินทรัพย์ในปัจจุบัน เนื่องจากนักลงทุนทั่วไปจะใช้ราคาในปัจจุบัน ประกอบกับการคาดการณ์แนวโน้มอุปสงค์-อุปทานของสินทรัพย์นั้นๆ เป็นพื้นฐานสำหรับการวิเคราะห์ราคา
5.ตลาดอนุพันธ์แห่งประเทศไทย (TFEX) เป็นตราสารทางการเงินประเภทหนึ่ง ที่มูลค่าของตราสารจะขึ้นอยู่กับกระแสเงินของสินทรัพย์อ้างอิง ไม่ได้มีค่าจากกระแสเงินของตัวตราสารเองโดยตรง ตัวอย่างของตราสารอนุพันธ์ ได้แก่ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบมาตรฐาน (futures), สัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบไม่มาตรฐาน (forward), ตราสารแลกเปลี่ยน (swap), ตราสารสิทธิ (option) เป็นต้น และมีสินทรัพย์ที่สามารถอ้างอิงได้คือ เงินตราต่างประเทศ ตราสารหนี้ ตราสารทุน สินค้าโภคภัณฑ์ เช่น โลหะมีค่า สินค้าเกษตร น้ำมัน หรือสินค้าอื่นใดที่มีดัชนีแน่นอนรองรับการออกตราสารอนุพันธ์ได้
นายนฤดล วิสุทธารมณ์ รหัส 52127301009 สาขา เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ
1.ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (set) เป็นตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทย จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2517 อยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ทำหน้าที่เป็นตลาดรองเพื่อแลกเปลี่ยนซื้อขายตราสารทุน ของบริษัทต่างๆ ที่ขึ้นทะเบียนไว้ และ เพื่อให้สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้โดยสะดวก
2.ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (MAI) เป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งที่สองของประเทศไทย จะเน้นไปที่กิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี - SME) และกิจการเกี่ยวกับนวัตกรรม โดยได้ผ่อนผันหลักเกณฑ์ต่างๆ ลง เช่น ทุนชำระแล้วขั้นต่ำของหลักทรัพย์ในตลาดหลัก คือ 200 ล้านบาท ในขณะที่ขั้นต่ำของตลาดใหม่ ลดลงเป็น 40 ล้านบาท เป็นต้น เพื่อเปิดโอกาสให้กิจการขนาดเล็ก ที่ไม่สามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ ได้มีหนทางในการระดมทุน รวมทั้งสนับสนุนอุตสาหกรรมการร่วมลงทุน (venture capital) เพื่อเพิ่มจำนวนบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์(เอสเอ็มอี- SME)
3.ตลาดตราสารหนี้ (BEX) ตราสารทางการเงินประเภทหนึ่ง ในรูปของสัญญาทางการเงินระหว่างผู้ออกตราสารหนี้ และ ผู้ถือตราสารหนี้ ตราสารหนี้ต้องมีกำหนดอายุและอัตราดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์อื่นใดเป็นจำนวนที่แน่นอน โดยระบุวันที่ชำระดอกเบี้ยและเงินต้นล่วงหน้า ตั้งแต่เมื่อออกตราสารนั้น ซึ่งถ้าตราสารนั้นออกโดยภาครัฐก็เรียกว่า พันธบัตร แต่ถ้าออกโดยภาคเอกชน ที่คุ้นเคยกันดีก็คือ หุ้นกู้
4.ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (AFET) เป็นองค์กรที่ถูกจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าปี พ.ศ. 2542 ทำหน้าที่ในการเป็นศูนย์กลางในการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าภายใต้กฎระเบียบที่ชัดเจน และสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ซื้อและผู้ขายในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า รวมทั้งการให้บริการ ดังนี้
- เผยแพร่ข้อมูลราคาซื้อขายล่วงหน้า ราคาสินค้าในตลาดจริง ตลอดจนข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับสินค้าประจำวัน ทาง http://www.afet.or.th/
- เสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการสินค้า และผู้สนใจลงทุนทั่วไป
- การกำกับดูแลการซื้อขายในตลาดเพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ ถูกต้อง เป็นธรรมและโปร่งใส เพื่อสร้างความมั่นใจต่อผู้ลงทุนและผู้ที่เกี่ยวข้อง
- เป็นเครื่องมือในการบริการจัดการความเสี่ยงที่เกิดจากความผันผวนของราคาสินค้าเกษตรภายใต้กำหนดกฎข้อบังคับ เกี่ยวกับการซื้อขายล่วงหน้า
5.ตลาดอนุพันธ์แห่งประเทศไทย (TFEX) เพื่อเป็นศูนย์กลางการซื้อขายตราสารที่มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้ลงทุนและผู้ประกอบการในธุรกิจที่เกี่ยวข้องสามารถใช้เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงในการบริหารเงินลงทุนและธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- เพื่อเป็นทางเลือกของการลงทุน ภายใต้ระบบซื้อขายที่มีความยุติธรรม โปร่งใส มีสภาพคล่อง และมั่นใจในระบบการซื้อขายและการชำระราคา
- เพื่อให้ผู้ลงทุนมีแหล่งข้อมูลที่สะท้อนความคาดหวังของผู้ที่อยู่ในตลาดที่มีต่อราคาสินทรัพย์ในอนาคต ส่งผลให้ผู้ลงทุนและผู้ประกอบการสามารถวางแผนการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นางสาวธันญา ปานนพพา รหัสนักศึกษา 52127301008 สาขา เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ
|
|
ชาลินี ดิษฐ์สุนนท์
2012-01-24 21:39:04 +0700
|
ความแตกต่างของตลาด
1.ตลาดหลักทรัพย์ ( MAI )
ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (Market for Alternative Investment - MAI) มีเป้าหมายเพื่อเป็นแหล่งระดมทุนให้แก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นอุตสาหกรรมการส่งออก อุตสาหกรรมที่รัฐบาลมุ่งให้การส่งเสริมเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ หรืออุตสาหกรรมการผลิตที่มีแนวโน้มการเติบโตที่ดีและเป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งที่สองของประเทศไทย มีจุดประสงค์การทำงานโดยทั่วไป เหมือนกับ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) คือ ทำหน้าที่เป็นตลาดทุน เพื่อให้กิจการต่างๆ สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้ แต่ตลาดใหม่นี้ จะเน้นไปที่กิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี - SME) และกิจการเกี่ยวกับนวัตกรรม โดยได้ผ่อนผันหลักเกณฑ์ต่างๆลง ภารกิจหลักของตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) คือส่งเสริมธุรกิจสำหรับอนาคต (New Economy) ธุรกิจที่มีการเติบโตสูง (Hi-Growth) ธุรกิจการใช้ภูมิปัญญา (Knowledge Based) และธุรกิจนวัตกรรม (Innovation) ซึ่งโดยส่วนใหญ่เป็นธุรกิจของคนรุ่นใหม่ที่มีแนวโน้มที่จะเติบโตไปกับกระแสเศรษฐกิจในอนาคต
2.ตลาดตราสารหนี้ ( BEX )
ตราสารหนี้ เป็นตราสารการเงินที่เป็นสัญญาแสดงความเป็นหนี้ระหว่างผู้ออก และผู้ถือตราสารหนี้ (หรือที่เรียกว่า “ผู้ลงทุน” ) ตราสารหนี้ต้องมีกำหนดอายุและอัตราดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์อื่นใดเป็นจำนวนที่แน่นอน โดยระบุวันที่ชำระดอกเบี้ยและเงินต้นล่วงหน้าตั้งแต่เมื่อออกตราสารนั้น และในระหว่างที่ยังไม่ครบกำหนดอายุ รวมถึงวันไถ่ถอน ตราสารหนี้ยังสามารถซื้อขายโอนเปลี่ยนมือกันได้
3.ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า (AFET)
ตลาดซื้อขายสินค้าล่วงหน้า หมายถึง สถานที่ที่เป็นศูนย์รวมหรือศูนย์กลางการซื้อขายสินค้าที่มีผู้ซื้อ ผู้ขายมาทำการประมูลหรือต่อรองราคา โดยเปิดเผยและทำสัญญาการซื้อขาย เพื่อส่งมอบในอนาคตตามชนิด ปริมาณ คุณภาพ สถานที่ และเวลาส่งมอบสินค้าภายใต้กฎระเบียบที่แน่นอน โดยผ่านตัวแทนที่เป็นสมาชิกของตลาดในวัน และเวลาที่กำหนดไว้เท่านั้น
ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้ายังอาจทำหน้าที่ในเรื่องของการให้บริการข้อมูลสินค้า
เกษตร รวมทั้งเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจด้วยการจัดอบรม การประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการบริหารการดำเนินงานตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าอีกด้วย
สินค้าเกษตรที่มีการซื้อขายล่วงหน้าแล้วในขณะนี้คือ
1.ข้าวหอมมะลิ 100% ชั้น 2 Both Options
2.ข้าวขาว 5% FOB
3.ยางแผ่นรมควันชั้น 3
4.ยางแท่งเอสทีอาร์ 20
5.มันสำปะหลังเส้น Both Options
4.ตลาดอนุพันธ์แห่งประเทศไทย (TFEX)
เป็นบริษัทย่อยของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2547 เพื่อเป็นศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ตามพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 โดยมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตลาดการซื้อขายอนุพันธ์แห่งนี้ให้มีสภาพคล่อง มีความหลากหลายของสินค้า ประเภทของสมาชิกและจำนวนผู้ซื้อขาย และมีการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้ประกอบการและผู้ลงทุนสามารถใช้บริการได้อย่างมีความเชื่อมั่นและมีความน่าเชื่อถือ โดยการพัฒนาตลาดอนุพันธ์ในประเทศไทยจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ลงทุนในตลาดทุนไทย และมีส่วนช่วยพัฒนาระบบเศรษฐกิจโดยรวม ตลอดจนเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระดับสากล
5.ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)
ตลาดทุนไทยยุคใหม่มีจุดเริ่มต้นจากการประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2504 - 2509) เพื่อรองรับการเติบโตและส่งเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ต่อมา แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2510 - 2514) ได้เสนอให้มีการจัดตั้ง ตลาดหลักทรัพย์ที่มีระบบระเบียบขึ้นเป็นครั้งแรก โดยเน้นให้มีบทบาทสำคัญในการเป็นแหล่งระดมเงินทุน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ พัฒนาการของตลาดทุนของไทยในยุคใหม่นั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ยุค เริ่มจาก "ตลาดหุ้นกรุงเทพ" (Bangkok Stock Exchange) ซึ่งเป็นองค์กรเอกชน และต่อมาเป็น "ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย" ภายใต้ชื่อภาษาอังกฤษว่า "The Securities Exchange of Thailand"
นางสาวชาลินี ดิษฐ์สุนนท์ รหัส 52127301036 สาขาวิชา เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ
1.ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) คือ ทำหน้าที่เป็นตลาดทุน เพื่อให้กิจการต่างๆ สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้ แต่ตลาดใหม่นี้ จะเน้นไปที่กิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี- SME) และกิจการเกี่ยวกับนวัตกรรม โดยได้ผ่อนผันหลักเกณฑ์ต่างๆ ลง เช่น ทุนชำระแล้วขั้นต่ำของหลักทรัพย์ในตลาดหลัก คือ 200 ล้านบาท ในขณะที่ขั้นต่ำของตลาดใหม่ ลดลงเป็น 40 ล้านบาท เป็นต้น เพื่อเปิดโอกาสให้กิจการขนาดเล็ก ที่ไม่สามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ ได้มีหนทางในการระดมทุน รวมทั้งสนับสนุนอุตสาหกรรมการร่วมลงทุน (venture capital) เพื่อเพิ่มจำนวนบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
2.ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (MAI) จัดตั้งขึ้นโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพื่อเป็นแหล่งระดมทุนสำหรับบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงหรือบริษัทที่เริ่มดำเนินกิจการไม่นานแต่มีมูลค่าราคาตลาดที่สูงโดยถือเป็นทางเลือกอีกแห่งในการระดมทุน บริษัทที่มีศักยภาพในการเติบโตและต้องการระดมทุน หุ้นที่อยู่ในตลาดนี้จึงเป็นบริษัทขนาดกลางหรือเล็ก
3.ตลาดตราสารหนี้หรือ Bond Electronic Exchange (BEX) จัดตั้งโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดซื้อขาย ตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546 โดยให้บริการผ่านระบบซื้อขายแบบเรียลไทม์ มีข้อมูลที่โปร่งใส ตลอดจนถึงกระบวนการส่งมอบและชำระราคาที่เชื่อถือได้ โดยนักลงทุนสามารถติดต่อซื้อขายผ่านโบรกเกอร์ หรือบริษัทนายหน้าค้าหลักทรัพย์ที่เป็นสมาชิกของตลาดหลักทรัพย์
4.ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (AFET) เป็นศูนย์กลางในการซื้อขาย Futures ที่อ้างอิงมูลค่าจากราคาสินค้าเกษตรประเภทต่างๆ ได้แก่ ยางพารา ข้าว และมันสำปะหลัง ซึ่งนอกจากนักลงทุนจะเข้ามาแสวงหาผลกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาสินค้าแล้ว การลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าด้านสินค้าเกษตรในตลาด AFET ยังเป็นเพียงช่องทางเดียวที่นักลงทุนในประเทศจะสามารถลงทุนในสินทรัพย์ Commodities ได้ โดยไม่ต้องทำธุรกิจค้าขายในสินค้านั้นๆ ในขณะเดียวกันผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจค้าขายสินค้าเกษตรก็สามารถเข้ามาใช้ Futures เป็นเครื่องมือในการป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาสินค้านั้นๆ ได้อีกด้วย
5.ตลาดอนุพันธ์แห่งประเทศไทย (TFEX) เป็นศูนย์กลางในการซื้อขาย Futures ที่อิงมูลค่าจากตัวเลขดัชนี SET50 นักลงทุนจะสามารถเข้ามาใช้ SET50 Index Futures เป็นช่องทางทำกำไรได้ตลอดเวลาไม่ว่าตลาดหุ้นจะเคลื่อนไหวอยู่ในแนวบวกหรือแนวลบ หรือจะใช้เป็นเครื่องมือในการป้องกันความเสี่ยงแก่หลักทรัพย์ที่ตนเองถืออยู่ก็ได้
นางสาวอาจรีย์ หน่อแก้ว รหัส 52127301040 สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ
1.ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) คือ ทำหน้าที่เป็นตลาดทุน เพื่อให้กิจการต่างๆ สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้ แต่ตลาดใหม่นี้ จะเน้นไปที่กิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี- SME) และกิจการเกี่ยวกับนวัตกรรม โดยได้ผ่อนผันหลักเกณฑ์ต่างๆ ลง เช่น ทุนชำระแล้วขั้นต่ำของหลักทรัพย์ในตลาดหลัก คือ 200 ล้านบาท ในขณะที่ขั้นต่ำของตลาดใหม่ ลดลงเป็น 40 ล้านบาท เป็นต้น เพื่อเปิดโอกาสให้กิจการขนาดเล็ก ที่ไม่สามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ ได้มีหนทางในการระดมทุน รวมทั้งสนับสนุนอุตสาหกรรมการร่วมลงทุน (venture capital) เพื่อเพิ่มจำนวนบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
2.ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (MAI) จัดตั้งขึ้นโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพื่อเป็นแหล่งระดมทุนสำหรับบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงหรือบริษัทที่เริ่มดำเนินกิจการไม่นานแต่มีมูลค่าราคาตลาดที่สูงโดยถือเป็นทางเลือกอีกแห่งในการระดมทุน บริษัทที่มีศักยภาพในการเติบโตและต้องการระดมทุน หุ้นที่อยู่ในตลาดนี้จึงเป็นบริษัทขนาดกลางหรือเล็ก
3.ตลาดตราสารหนี้หรือ Bond Electronic Exchange (BEX) จัดตั้งโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดซื้อขาย ตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546 โดยให้บริการผ่านระบบซื้อขายแบบเรียลไทม์ มีข้อมูลที่โปร่งใส ตลอดจนถึงกระบวนการส่งมอบและชำระราคาที่เชื่อถือได้ โดยนักลงทุนสามารถติดต่อซื้อขายผ่านโบรกเกอร์ หรือบริษัทนายหน้าค้าหลักทรัพย์ที่เป็นสมาชิกของตลาดหลักทรัพย์
4.ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (AFET) เป็นศูนย์กลางในการซื้อขาย Futures ที่อ้างอิงมูลค่าจากราคาสินค้าเกษตรประเภทต่างๆ ได้แก่ ยางพารา ข้าว และมันสำปะหลัง ซึ่งนอกจากนักลงทุนจะเข้ามาแสวงหาผลกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาสินค้าแล้ว การลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าด้านสินค้าเกษตรในตลาด AFET ยังเป็นเพียงช่องทางเดียวที่นักลงทุนในประเทศจะสามารถลงทุนในสินทรัพย์ Commodities ได้ โดยไม่ต้องทำธุรกิจค้าขายในสินค้านั้นๆ ในขณะเดียวกันผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจค้าขายสินค้าเกษตรก็สามารถเข้ามาใช้ Futures เป็นเครื่องมือในการป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาสินค้านั้นๆ ได้อีกด้วย
5.ตลาดอนุพันธ์แห่งประเทศไทย (TFEX) เป็นศูนย์กลางในการซื้อขาย Futures ที่อิงมูลค่าจากตัวเลขดัชนี SET50 นักลงทุนจะสามารถเข้ามาใช้ SET50 Index Futures เป็นช่องทางทำกำไรได้ตลอดเวลาไม่ว่าตลาดหุ้นจะเคลื่อนไหวอยู่ในแนวบวกหรือแนวลบ หรือจะใช้เป็นเครื่องมือในการป้องกันความเสี่ยงแก่หลักทรัพย์ที่ตนเองถืออยู่ก็ได้
นางสาวอาจรีย์ หน่อแก้ว รหัส 52127301040 สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ
1.ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (The Stock Exchange of Thailand - SET) เป็นตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทย ทำหน้าที่เป็นตลาดรองเพื่อแลกเปลี่ยนซื้อขายตราสารทุน ของบริษัทต่างๆ ที่ขึ้นทะเบียนไว้ และ เพื่อให้สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้โดยสะดวก ปัจจุบันการดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535
2.ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (MAI) จัดตั้งขึ้นโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพื่อเป็นแหล่งระดมทุนสำหรับบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงหรือบริษัทที่เริ่มดำเนินกิจการไม่นานแต่มีมูลค่าราคาตลาดที่สูงโดยถือเป็นทางเลือกอีกแห่งในการระดมทุน บริษัทที่มีศักยภาพในการเติบโตและต้องการระดมทุน หุ้นที่อยู่ในตลาดนี้จึงเป็นบริษัทขนาดกลางหรือเล็ก
3.ตราสารหนี้ คือ ตราสารทางการเงินที่แสดงความเป็นหนี้ระหว่างกัน โดยลักษณะของการเป็นตราสารเป็นสิ่งที่สามารถเปลี่ยนมือได้กล่าวอีกนัยหนึ่งตราสารหนี้ก็คือ การกู้ยืมเงินชนิดหนึ่งที่มีความเป็นมาตรฐาน ผู้ออกตราสารเป็นผู้กู้หรือลูกหนี้ ในขณะที่ผู้ให้กู้เป็นผู้ซื้อหรือเจ้าหนี้ โดยทั้งสองฝ่ายมีข้อผูกพันทางกฎหมายที่จะได้รับชำระเงินหรือผลประโยชน์อื่นใด เช่น ดอกเบี้ย เงินต้น ตามเวลาที่กำหนด ทั้งนี้ ตราสารหนี้มีคุณสมบัติที่สามารถแบ่งเป็นหน่วยย่อยๆที่เท่าๆกันโดยได้ผลประโยชน์หรืออัตราผลตอบแทนเท่ากันทุกหน่วย และมีคุณสมบัติที่สามารถซื้อขายเปลี่ยน มือกันได้จนกว่าจะหมดอายุของตราสารนั้น
4.ตราสารอนุพันธ์ (derivative บางตำราอาจเรียกว่า สัญญาอนุพันธ์) เป็นตราสารทางการเงินประเภทหนึ่ง ที่มูลค่าของตราสารจะขึ้นอยู่กับกระแสเงินของสินทรัพย์อ้างอิง ไม่ได้มีค่าจากกระแสเงินของตัวตราสารเองโดยตรง ตัวอย่างของตราสารอนุพันธ์ ได้แก่ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบมาตรฐาน (futures), สัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบไม่มาตรฐาน (forward), ตราสารแลกเปลี่ยน (swap), ตราสารสิทธิ (option) เป็นต้น และมีสินทรัพย์ที่สามารถอ้างอิงได้คือ เงินตราต่างประเทศ ตราสารหนี้ ตราสารทุน สินค้าโภคภัณฑ์ เช่น โลหะมีค่า สินค้าเกษตร น้ำมัน หรือสินค้าอื่นใดที่มีดัชนีแน่นอนรองรับการออกตราสารอนุพันธ์ได้
5.ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย หรือ AFET ทำหน้าที่ในการเป็นศูนย์กลางในการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าภายใต้กฎระเบียบที่ชัดเจน และสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ซื้อและผู้ขายในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า รวมทั้งการให้บริการ
นางสาวดวงกมล เอี่ยมวนานนทชัย สาขาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ รหัส52157301021
1.ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (The Stock Exchange of Thailand - SET) เป็นตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทย ทำหน้าที่เป็นตลาดรองเพื่อแลกเปลี่ยนซื้อขายตราสารทุน ของบริษัทต่างๆ ที่ขึ้นทะเบียนไว้ และ เพื่อให้สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้โดยสะดวก ปัจจุบันการดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535
2.ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (MAI) จัดตั้งขึ้นโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพื่อเป็นแหล่งระดมทุนสำหรับบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงหรือบริษัทที่เริ่มดำเนินกิจการไม่นานแต่มีมูลค่าราคาตลาดที่สูงโดยถือเป็นทางเลือกอีกแห่งในการระดมทุน บริษัทที่มีศักยภาพในการเติบโตและต้องการระดมทุน หุ้นที่อยู่ในตลาดนี้จึงเป็นบริษัทขนาดกลางหรือเล็ก
3.ตราสารหนี้ คือ ตราสารทางการเงินที่แสดงความเป็นหนี้ระหว่างกัน โดยลักษณะของการเป็นตราสารเป็นสิ่งที่สามารถเปลี่ยนมือได้กล่าวอีกนัยหนึ่งตราสารหนี้ก็คือ การกู้ยืมเงินชนิดหนึ่งที่มีความเป็นมาตรฐาน ผู้ออกตราสารเป็นผู้กู้หรือลูกหนี้ ในขณะที่ผู้ให้กู้เป็นผู้ซื้อหรือเจ้าหนี้ โดยทั้งสองฝ่ายมีข้อผูกพันทางกฎหมายที่จะได้รับชำระเงินหรือผลประโยชน์อื่นใด เช่น ดอกเบี้ย เงินต้น ตามเวลาที่กำหนด ทั้งนี้ ตราสารหนี้มีคุณสมบัติที่สามารถแบ่งเป็นหน่วยย่อยๆที่เท่าๆกันโดยได้ผลประโยชน์หรืออัตราผลตอบแทนเท่ากันทุกหน่วย และมีคุณสมบัติที่สามารถซื้อขายเปลี่ยน มือกันได้จนกว่าจะหมดอายุของตราสารนั้น
4.ตราสารอนุพันธ์ (derivative บางตำราอาจเรียกว่า สัญญาอนุพันธ์) เป็นตราสารทางการเงินประเภทหนึ่ง ที่มูลค่าของตราสารจะขึ้นอยู่กับกระแสเงินของสินทรัพย์อ้างอิง ไม่ได้มีค่าจากกระแสเงินของตัวตราสารเองโดยตรง ตัวอย่างของตราสารอนุพันธ์ ได้แก่ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบมาตรฐาน (futures), สัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบไม่มาตรฐาน (forward), ตราสารแลกเปลี่ยน (swap), ตราสารสิทธิ (option) เป็นต้น และมีสินทรัพย์ที่สามารถอ้างอิงได้คือ เงินตราต่างประเทศ ตราสารหนี้ ตราสารทุน สินค้าโภคภัณฑ์ เช่น โลหะมีค่า สินค้าเกษตร น้ำมัน หรือสินค้าอื่นใดที่มีดัชนีแน่นอนรองรับการออกตราสารอนุพันธ์ได้
5.ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย หรือ AFET ทำหน้าที่ในการเป็นศูนย์กลางในการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าภายใต้กฎระเบียบที่ชัดเจน และสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ซื้อและผู้ขายในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า รวมทั้งการให้บริการ
นางสาวศิริวรรณ สกุลวีรวรรณ สาขาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ รหัส 52127301022
1.ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (The Stock Exchange of Thailand - SET) เป็นตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทย ทำหน้าที่เป็นตลาดรองเพื่อแลกเปลี่ยนซื้อขายตราสารทุน ของบริษัทต่างๆ ที่ขึ้นทะเบียนไว้ และ เพื่อให้สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้โดยสะดวก ปัจจุบันการดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535
2.ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (MAI) จัดตั้งขึ้นโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพื่อเป็นแหล่งระดมทุนสำหรับบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงหรือบริษัทที่เริ่มดำเนินกิจการไม่นานแต่มีมูลค่าราคาตลาดที่สูงโดยถือเป็นทางเลือกอีกแห่งในการระดมทุน บริษัทที่มีศักยภาพในการเติบโตและต้องการระดมทุน หุ้นที่อยู่ในตลาดนี้จึงเป็นบริษัทขนาดกลางหรือเล็ก
3.ตราสารหนี้ คือ ตราสารทางการเงินที่แสดงความเป็นหนี้ระหว่างกัน โดยลักษณะของการเป็นตราสารเป็นสิ่งที่สามารถเปลี่ยนมือได้กล่าวอีกนัยหนึ่งตราสารหนี้ก็คือ การกู้ยืมเงินชนิดหนึ่งที่มีความเป็นมาตรฐาน ผู้ออกตราสารเป็นผู้กู้หรือลูกหนี้ ในขณะที่ผู้ให้กู้เป็นผู้ซื้อหรือเจ้าหนี้ โดยทั้งสองฝ่ายมีข้อผูกพันทางกฎหมายที่จะได้รับชำระเงินหรือผลประโยชน์อื่นใด เช่น ดอกเบี้ย เงินต้น ตามเวลาที่กำหนด ทั้งนี้ ตราสารหนี้มีคุณสมบัติที่สามารถแบ่งเป็นหน่วยย่อยๆที่เท่าๆกันโดยได้ผลประโยชน์หรืออัตราผลตอบแทนเท่ากันทุกหน่วย และมีคุณสมบัติที่สามารถซื้อขายเปลี่ยน มือกันได้จนกว่าจะหมดอายุของตราสารนั้น
4.ตราสารอนุพันธ์ (derivative บางตำราอาจเรียกว่า สัญญาอนุพันธ์) เป็นตราสารทางการเงินประเภทหนึ่ง ที่มูลค่าของตราสารจะขึ้นอยู่กับกระแสเงินของสินทรัพย์อ้างอิง ไม่ได้มีค่าจากกระแสเงินของตัวตราสารเองโดยตรง ตัวอย่างของตราสารอนุพันธ์ ได้แก่ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบมาตรฐาน (futures), สัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบไม่มาตรฐาน (forward), ตราสารแลกเปลี่ยน (swap), ตราสารสิทธิ (option) เป็นต้น และมีสินทรัพย์ที่สามารถอ้างอิงได้คือ เงินตราต่างประเทศ ตราสารหนี้ ตราสารทุน สินค้าโภคภัณฑ์ เช่น โลหะมีค่า สินค้าเกษตร น้ำมัน หรือสินค้าอื่นใดที่มีดัชนีแน่นอนรองรับการออกตราสารอนุพันธ์ได้
5.ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย หรือ AFET ทำหน้าที่ในการเป็นศูนย์กลางในการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าภายใต้กฎระเบียบที่ชัดเจน และสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ซื้อและผู้ขายในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า รวมทั้งการให้บริการ
นางสาวสมใจ ยังอยู่สุข เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ 52127301017
1.ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (The Stock Exchange of Thailand - SET) เป็นตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทย ทำหน้าที่เป็นตลาดรองเพื่อแลกเปลี่ยนซื้อขายตราสารทุน ของบริษัทต่างๆ ที่ขึ้นทะเบียนไว้ และ เพื่อให้สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้โดยสะดวก ปัจจุบันการดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535
2.ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (MAI) จัดตั้งขึ้นโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพื่อเป็นแหล่งระดมทุนสำหรับบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงหรือบริษัทที่เริ่มดำเนินกิจการไม่นานแต่มีมูลค่าราคาตลาดที่สูงโดยถือเป็นทางเลือกอีกแห่งในการระดมทุน บริษัทที่มีศักยภาพในการเติบโตและต้องการระดมทุน หุ้นที่อยู่ในตลาดนี้จึงเป็นบริษัทขนาดกลางหรือเล็ก
3.ตราสารหนี้ คือ ตราสารทางการเงินที่แสดงความเป็นหนี้ระหว่างกัน โดยลักษณะของการเป็นตราสารเป็นสิ่งที่สามารถเปลี่ยนมือได้กล่าวอีกนัยหนึ่งตราสารหนี้ก็คือ การกู้ยืมเงินชนิดหนึ่งที่มีความเป็นมาตรฐาน ผู้ออกตราสารเป็นผู้กู้หรือลูกหนี้ ในขณะที่ผู้ให้กู้เป็นผู้ซื้อหรือเจ้าหนี้ โดยทั้งสองฝ่ายมีข้อผูกพันทางกฎหมายที่จะได้รับชำระเงินหรือผลประโยชน์อื่นใด เช่น ดอกเบี้ย เงินต้น ตามเวลาที่กำหนด ทั้งนี้ ตราสารหนี้มีคุณสมบัติที่สามารถแบ่งเป็นหน่วยย่อยๆที่เท่าๆกันโดยได้ผลประโยชน์หรืออัตราผลตอบแทนเท่ากันทุกหน่วย และมีคุณสมบัติที่สามารถซื้อขายเปลี่ยน มือกันได้จนกว่าจะหมดอายุของตราสารนั้น
4.ตราสารอนุพันธ์ (derivative บางตำราอาจเรียกว่า สัญญาอนุพันธ์) เป็นตราสารทางการเงินประเภทหนึ่ง ที่มูลค่าของตราสารจะขึ้นอยู่กับกระแสเงินของสินทรัพย์อ้างอิง ไม่ได้มีค่าจากกระแสเงินของตัวตราสารเองโดยตรง ตัวอย่างของตราสารอนุพันธ์ ได้แก่ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบมาตรฐาน (futures), สัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบไม่มาตรฐาน (forward), ตราสารแลกเปลี่ยน (swap), ตราสารสิทธิ (option) เป็นต้น และมีสินทรัพย์ที่สามารถอ้างอิงได้คือ เงินตราต่างประเทศ ตราสารหนี้ ตราสารทุน สินค้าโภคภัณฑ์ เช่น โลหะมีค่า สินค้าเกษตร น้ำมัน หรือสินค้าอื่นใดที่มีดัชนีแน่นอนรองรับการออกตราสารอนุพันธ์ได้
5.ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย หรือ AFET ทำหน้าที่ในการเป็นศูนย์กลางในการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าภายใต้กฎระเบียบที่ชัดเจน และสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ซื้อและผู้ขายในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า รวมทั้งการให้บริการ
นายธนวันต์ แก้วนิยมชัยศรี เศรษศาสตร์ธุรกิจ 52127301044
1.ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (The Stock Exchange of Thailand - SET) เป็นตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทย ทำหน้าที่เป็นตลาดรองเพื่อแลกเปลี่ยนซื้อขายตราสารทุน ของบริษัทต่างๆ ที่ขึ้นทะเบียนไว้ และ เพื่อให้สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้โดยสะดวก ปัจจุบันการดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535
2.ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (MAI) จัดตั้งขึ้นโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพื่อเป็นแหล่งระดมทุนสำหรับบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงหรือบริษัทที่เริ่มดำเนินกิจการไม่นานแต่มีมูลค่าราคาตลาดที่สูงโดยถือเป็นทางเลือกอีกแห่งในการระดมทุน บริษัทที่มีศักยภาพในการเติบโตและต้องการระดมทุน หุ้นที่อยู่ในตลาดนี้จึงเป็นบริษัทขนาดกลางหรือเล็ก
3.ตราสารหนี้ คือ ตราสารทางการเงินที่แสดงความเป็นหนี้ระหว่างกัน โดยลักษณะของการเป็นตราสารเป็นสิ่งที่สามารถเปลี่ยนมือได้กล่าวอีกนัยหนึ่งตราสารหนี้ก็คือ การกู้ยืมเงินชนิดหนึ่งที่มีความเป็นมาตรฐาน ผู้ออกตราสารเป็นผู้กู้หรือลูกหนี้ ในขณะที่ผู้ให้กู้เป็นผู้ซื้อหรือเจ้าหนี้ โดยทั้งสองฝ่ายมีข้อผูกพันทางกฎหมายที่จะได้รับชำระเงินหรือผลประโยชน์อื่นใด เช่น ดอกเบี้ย เงินต้น ตามเวลาที่กำหนด ทั้งนี้ ตราสารหนี้มีคุณสมบัติที่สามารถแบ่งเป็นหน่วยย่อยๆที่เท่าๆกันโดยได้ผลประโยชน์หรืออัตราผลตอบแทนเท่ากันทุกหน่วย และมีคุณสมบัติที่สามารถซื้อขายเปลี่ยน มือกันได้จนกว่าจะหมดอายุของตราสารนั้น
4.ตราสารอนุพันธ์ (derivative บางตำราอาจเรียกว่า สัญญาอนุพันธ์) เป็นตราสารทางการเงินประเภทหนึ่ง ที่มูลค่าของตราสารจะขึ้นอยู่กับกระแสเงินของสินทรัพย์อ้างอิง ไม่ได้มีค่าจากกระแสเงินของตัวตราสารเองโดยตรง ตัวอย่างของตราสารอนุพันธ์ ได้แก่ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบมาตรฐาน (futures), สัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบไม่มาตรฐาน (forward), ตราสารแลกเปลี่ยน (swap), ตราสารสิทธิ (option) เป็นต้น และมีสินทรัพย์ที่สามารถอ้างอิงได้คือ เงินตราต่างประเทศ ตราสารหนี้ ตราสารทุน สินค้าโภคภัณฑ์ เช่น โลหะมีค่า สินค้าเกษตร น้ำมัน หรือสินค้าอื่นใดที่มีดัชนีแน่นอนรองรับการออกตราสารอนุพันธ์ได้
5.ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย หรือ AFET ทำหน้าที่ในการเป็นศูนย์กลางในการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าภายใต้กฎระเบียบที่ชัดเจน และสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ซื้อและผู้ขายในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า รวมทั้งการให้บริการ
นายเฉลิมพล ทูลเกล้า 52127301014 เศรษศาสตร์ธุรกิจ
GotoKnow เป็นบริการสังคมของ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้รับการสนับสนุนโดย
GotoKnow ให้บริการโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ภายใต้เงื่อนไขที่สมาชิกใช้บริการโดยไม่หวังผลทางการค้า
![]()
ความแตกต่างของตลาดทุนในประเทศไทย
ความแตกต่างกันในตัวสินค้า
1. ตลาด TFEX จะเป็นสินค้าอนุพันธ์ ได้แก่ ฟิวเจอร์ส (Futures) และ ออปชัน (Options)ของสินทรัพย์อ้างอิงประเภทต่าง ๆ ได้แก่
- ? อ้างอิงกับตราสารทุน ได้แก่ ดัชนีราคาหลักทรัพย์ หลักทรัพย์
-? อ้างอิงกับตราสารหนี้ ได้แก่ พันธบัตรรัฐบาล อัตราดอกเบี้ย
-? อ้างอิงกับราคาหรือดัชนีราคาอื่นๆได้แก่ ทองคำ น้ำมันดิบ อัตราแลกเปลี่ยน โดยในช่วงแรกของการเปิดตลาดนั้น TFEX ได้กำหนด ให้ สินค้าที่จะทำการซื้อขายได้แก่ ดัชนี SET 50 หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า SET 50 Index Futures 2. ตลาด BEX จะใช้แลกเปลี่ยนตราสารหนี้
3. ตลาด MAI เป็นตลาดที่ใช้แลกเปลียนตราสารทุนที่เคยผ่านตลาดแรกมาแล้ว ทุนจดทะเบียนน้อยกว่า 100 ล้านบาท
4. ตลาด SET เป็นตลาดที่ใช้แลกเปลี่ยนตราสารที่ออกมาใหม่เป็นครั้งแรก ทุนจดทะเบียนมากกว่า 100 ล้านบาท
นางสาวนิภาพร แก้วช่วย 51127301027 เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ