สมาชิก
แลกเปลี่ยน

การให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

 การให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน 

 

 

"การให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน..."

 

                ถ้าพูดถึงการให้ ความหมายของการให้ในทศพิศราชธรรมจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี แล้ว  คือ  ทาน (ทานํ) หมายถึง  การให้ การเสียสละ นอกจากเสียสละทรัพย์สิ่งของแล้ว ยังหมายถึงการให้น้ำใจแก่ผู้อื่นด้วย  ซึ่งเป็นข้อที่ 1 ใน 10 ข้อของทศพิธราชธรรม...สำหรับการให้  ถ้าเป็นการให้โดยไม่หวังผลหรือสิ่งตอบแทน  นั่นหมายถึง  การให้ที่ให้ด้วยใจ  ให้แล้วเกิดความสุขต่อเพื่อนมนุษย์...แม้แต่...ต่อสัตว์ทั้งหลายที่เกิดมาร่วมชะตาชีวิตบนโลกมนุษย์ด้วยกัน...เป็นการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน

               การให้ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นการให้ด้วยทรัพย์สิน เงินทอง ในที่นี้จะหมายถึง  การให้ด้วยน้ำใจ  ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า  เป็นเรื่องที่หายากในสังคม  การที่จะพบบุคคลที่มีความเสียสละ  ทุ่มเท  อุทิศแรงกายแรงใจ  เสียสละเวลาส่วนตัว  ด้วยแล้ว  เหมือนงมเข็มในมหาสมุทร  ยากเหลือเกินที่จะค้นพบ...การให้ด้วยน้ำใจ ปัจจุบันถ้าเป็นเชิงวิชาการ จะหมายถึง  การให้ความรู้  ซึ่งเป็นการให้ที่ปราศจากการที่จะหวังผลสิ่งใดตอบแทน  เป็นการให้ความรู้จากความรู้  ความสามารถและประสบการณ์ของตนเอง  เพื่อเป็นวิทยาทานให้กับผู้ที่ไม่รู้  หรือเป็นการเพิ่มเติมความรู้ให้กับผู้อื่น 

               ความจริงแล้วในสังคมไทย  ยังมีผู้ที่มีความรู้ในตนเองมากมาย  แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่ความรู้หรือภูมิรู้นั้น  อยู่ในตัวของบุคคลคนนั้น  ซึ่งไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นองค์ความรู้ให้บุคคลอื่นได้รับทราบ...สำหรับการถ่ายทอดได้บ้างนั้น  ก็เรียกว่า  น้อยมาก...(เพราะไม่มีตัวจัดการความรู้)  ในบางครั้งความรู้นั้นอาจเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นที่สามารถนำความรู้นั้นไปใช้ประโยชน์ในการใช้ชีวิตประจำวัน  การทำงานหรือการแก้ปัญหาในการทำงานได้  ผู้เขียนมีความเห็นว่าต่อ ๆ ไป  ถ้ามีการจัดการความรู้เข้ามาเกี่ยวข้องกับการนำความรู้ซึ่งอยู่ในตัวคนออกมาเผยแพร่ให้กับบุคคลทั่วไปได้มากขึ้นแล้ว  จะทำให้สังคมรุ่นใหม่เกิดการปฏิบัติไปในแนวทางที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างยิ่ง  แต่ปัจจุบันอาจเป็นช่วงเริ่มต้นของการที่จะดึงความรู้ในตัวคนออกมาเพื่อเผยแพร่ให้กับสังคมได้รับทราบ  เนื่องจากเกิดเหตุปัจจัยหลาย ๆ เรื่อง เช่น การที่ผู้มีความรู้ยังไม่เข้าใจในระบบ กลไกของเทคโนโลยี ตลอดจนบางท่านยังหวงวิชาเพราะเกรงว่าคนรุ่นใหม่จะรู้ทัน  ผู้เขียนมีความคิดเห็นว่า  “หาเป็นเช่นนั้นไม่  ยิ่งเราให้ความรู้  ความรู้ยิ่งกลับมีมากขึ้น  ทำให้ความรู้เกิดการแตกยอดความรู้และมีความคิดว่า  ให้ความรู้เท่าไรไม่มีวันหมดภูมิรู้  กลับได้รับความรู้เพิ่มขึ้น”...ดีเสียอีก  ถ้าเรานำความรู้มาเผยแพร่จะทำให้สังคมมีคนช่วยคิดในการสร้างสรรค์เพิ่มขึ้น...ชุมชน  สังคม  เข้มแข็งขึ้น  และทำให้ประเทศชาติมีคุณภาพมากขึ้น

               แต่สิ่งสำคัญ...ที่จะทำได้  นั่นคือ  “การให้ความรู้นี้  ต้องไม่หวังผลตอบแทน”  เรียกว่า  เป็นการให้ที่มาจากใจส่วนลึก...โดยต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากผู้มีภูมิรู้ทุกท่านในการเผยแพร่ความรู้และประสบการณ์ที่อยู่ในตัวให้กับเด็กรุ่นใหม่  ได้รับรู้รับทราบเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติต่อไป...อย่าปล่อยให้ความรู้นั้นสูญหายไปกับตัวท่านเอง  เพราะจะไม่มีประโยชน์ต่อสังคมเลย...เพราะที่ผ่าน ๆ มา เราไม่มีตัวจัดการความรู้เข้ามา...แต่ปัจจุบันเรามีเทคโนโลยีแล้ว  ควรใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น...

 

 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

· คำสำคัญ: การจัดการความรู้ การให้ การให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน การไม่หวังผลเป็นสิ่งตอบแทน 
· หมายเลขบันทึก: 403396 · เขียน:  
· อ่าน: แสดง 
· สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า
อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์