การจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาตามทัศนะอิสลาม

  อิสลาม คือศาสนาของอัลลอฮฺที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้และทางนำของพระองค์ โองการแรกของอัลกุรอานที่อัลลอฮฺประทานมายังท่านนบีมูฮำมัด(พรอันประเสริฐและความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) ก็ให้ความสำคัญกับกระบวนการเรียนรู้ 
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงไว้ซึ่งความกรุณาปรานีเสมอ
บทความเรื่อง
การจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาตามทัศนะอิสลาม
โดย ดร.อิสมาอีลลุตฟี จะปะกียา
อธิการบดีวิทยาลัยอิสลามยะลา
เนื่องในโอกาสเสวนาในโครงการตลาดวิชาการ มหาวิทยาลัยชาวบ้าน
 ชุด 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ครั้งที่ 5
เรื่อง : ปรัชญาการศึกษาที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและชุมชน....อุดมการณ์และขีดจำกัด
วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549
ณ ห้องประชุมจุมภฏพันธ์ทิพย์ ชั้น 4 อาคารประชาธิปกรำไพพรรณี
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
-----------------------------------------------------
          มวลการสรรเสริญเป็นอภิสิทธิ์ของอัลลอฮฺ พรอันประเสริฐและความสันติสุขจงมีแด่ท่านนบีมูฮำมัด และบรรดาวงศ์วานตลอดจนเหล่าสาวกและผู้เจริญรอยตามทางนำของท่านจนถึงวันปรโลก(กิยามะฮฺ)
           ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่านทั้งหลาย
          สวัสดีท่านผู้มีเกียรติที่เข้าร่วมเสวนาทั้งหลาย ผมรู้สึกมีเกียรติเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับโอกาสจากคณะทำงานวาระทางสังคม สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้เป็นผู้ร่วมเสวนาในวันนี้ ขอขอบคุณทุกท่าน และทุกฝ่ายที่มีส่วนในการจัดเสวนาที่มีประโยชน์ยิ่งในวันนี้
ผมขออนุญาตเสวนาสมาชิกทุกท่านนำเสนอหัวข้อเรื่อง การจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาตามทัศนะอิสลาม สรุปได้ดังนี้
            อิสลาม คือศาสนาของอัลลอฮฺที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้และทางนำของพระองค์ โองการแรกของอัลกุรอานที่อัลลอฮฺประทานมายังท่านนบีมูฮำมัด(พรอันประเสริฐและความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) ก็ให้ความสำคัญกับกระบวนการเรียนรู้ ดังอัล  กุรอานกล่าวไว้ความว่า :
จงอ่านด้วยพระนามของพระผู้อภิบาลของเจ้า ผู้ทรงสร้าง * ทรงสร้างมนุษย์จากก้อนเลือด * จงอ่านเถิด และพระเจ้าของเจ้านั้นผู้ทรงกรุณายิ่ง * ผู้ทรงสอนการใช้ปากกา * ผู้ทรงสอนมนุษย์ในสิ่งที่เขาไม่รู้ (อัลอะลัก 96/1-5)
 และคล้อยหลังด้วยระยะเวลาที่ไม่นานนัก อัลลอฮฺได้ประทานโองการที่สองความว่า :
 นูน ขอสาบานด้วยปากกาและสิ่งที่พวกเจ้าขีดเขียน (อัลกอลัม 68/1 )
                เพื่อยืนยันว่า การอ่านและการเขียนบันทึกถือเป็นแนวทางของการสะสมและเพิ่มพูนองค์ความรู้และปัญญา  เป็นแหล่งแห่งทางนำตลอดจนเป็นปัจจัยหลักการพัฒนาของมวลมนุษยชาติโดยแท้จริง
                ด้วยเหตุดังกล่าวความรู้ที่มาจากคำวิวรณ์ (วะหฺยู) ของอัลลอฮฺถือเป็นสาระสำคัญแห่งคำสอนในอิสลาม และอิสลามถือเป็นศาสนาที่ต่อต้านความไม่รู้หรืออวิชชา ไม่มีบทบัญญัติ คำสอนและความเชื่อใดๆในอิสลามที่ปราศจากฐานแห่งความรู้ กล่าวได้ว่าไม่มีมุสลิมคนใดที่มีคุณสมบัติของผู้ที่ไม่รู้ (ญาฮิล) เพราะมุสลิมทุกคนถึงแม้ว่ายังไม่สามารถยกระดับขึ้นเทียบฐานะผู้รู้ (อาลิม) แต่เขาก็ยังถูกจัดอยู่ในกลุ่มของปุถุชน        (อะวาม) และเขาไม่อนุญาตให้ลดฐานะถึงระดับผู้ไม่รู้ (ญาฮิล) โดยเด็ดขาด เพราะผู้ที่ไม่รู้คือผู้ที่ไร้ซึ่งศาสนาและขาดคุณสมบัติของมนุษย์ผู้เจริญ เพราะหน้าที่หลักของมนุษย์เรืองปัญญา ควรต้องสามารถตอบคำถามปรัชญาชีวิตที่ชัดเจนในประเด็นต่างๆอาทิ ใครเป็นผู้สร้าง อะไรคือหน้าที่หลักของการมีชีวิตบนโลกนี้  และวาระสุดท้ายอันแท้จริงของมนุษย์จะเป็นเช่นไร  อิสลามถือว่าความไม่รู้ในประเด็นดังกล่าวถือเป็น ญาฮิล ที่อิสลามไม่อนุญาตให้เกิดขึ้นในกลุ่มอารยชน
                กระผมมีความเชื่อและมีความมั่นใจอย่างยิ่งว่า ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบันนี้ ไม่มีวิธีการอื่นใดที่สามารถจะช่วยแก้ปัญหาได้นอกจากวิธีการที่นำเสนอโดยอัลกุรอาน ทั้งนี้เนื่องจากอัลกุรอานได้สอนให้มนุษย์รู้จักรากเหง้าของตนเอง รู้จักนายที่ควรแก่การเคารพภักดีอันแท้จริง พร้อมกับสอนให้มนุษย์รู้จักใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าและสร้างประโยชน์สูงสุดโดยคำนึงถึงความสอดคล้องกับสัญชาติญาณอันดั้งเดิมของมนุษย์ มีความสมดุล ครอบคลุม ต่อเนื่อง และบูรณาการอย่างครบวงจร
              การจัดการศึกษาในอิสลามจึงต้องเริ่มต้นด้วยการเรียนรู้อัลกุรอานเพื่อใช้ในการแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชาติ เพราะการศึกษาในอิสลามเป็นการสร้างคนให้มีความสมบูรณ์และมีความสำเร็จตามความประสงค์ของอัลลอฮฺ  โดยให้ทุกคนสามารถปฏิบัติตนเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทน(เคาะลีฟะห์)ของอัลลอฮฺ  การศึกษาในอิสลามจึงเป็นการสร้างความงอกงามและความเจริญให้แก่มนุษย์ เพื่อให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ในทุกๆ ด้าน ทั้งร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา
             อัลกุรอานจึงเปรียบเสมือนธรรมนูญแห่งมนุษยชาติที่เพียบพร้อมด้วยทุกมาตราที่สามารถตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ เพื่อเป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติใช้สู่ความสำเร็จสูงสุดทั้งโลกนี้และโลกหน้า โดยนับตั้งแต่เริ่มแรกของการประทานอัลกุรอานจนกระทั่งปัจจุบันจวบจนวันสิ้นโลก อัลกุรอานไม่เคยมีการสังคายนา แก้ไข ตัดตอนหรือเพิ่มเติมส่วนใดส่วนหนึ่งแม้เพียงพยัญชนะเดียว
             การศึกษาในอิสลามจึงเป็นการศึกษาที่พยายามสร้างจิตสำนึกของความเป็นคนที่ยอมศิโรราบภายใต้อำนาจอันไร้ขอบเขตของอัลลอฮฺผู้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง เกิดจิตวิญญาณในการเรียนรู้ รักที่จะเรียนรู้ มีความใฝ่รู้และใฝ่เรียน มีจริยธรรมอันสูงส่งที่เป็นแบบอย่างในการพัฒนาชีวิต ทั้งต่อตนเอง ครอบครัว และสังคม เป็นการศึกษาที่จะต้องรับใช้ชุมชน และฝึกให้ผู้เรียน รู้จักคิดและมุ่งรับใช้การปฏิบัติ มิใช่เพียงเพื่อความเป็นปริญญาชนหรือรองรับการขยายตัวของตลาดแรงงานอย่างเดียว หรืออีกนัยหนึ่ง การศึกษาในอิสลามจะให้ความสำคัญกับผู้เรียนให้มีความซาบซึ้งในวิถีชีวิต (Way of life) ที่มีวัตถุประสงค์สร้างบัณฑิตให้เป็นคนดีมีคุณธรรม ก่อนที่จะเชื่อมโยงให้ผู้เรียนมีความเชี่ยวชาญ และเพิ่มขีดความสามารถในการสรรหาองค์ความรู้หรือศาสตร์ที่ว่าด้วยทักษะชีวิต (Skills of life) ที่สามารถใช้ชีวิตบนโลกนี้อย่างคุ้มค่า มีความสุข และสอดคล้องกับความต้องการของสังคมโดยแท้จริง ดังนั้นเกณฑ์การชี้วัดของความสำเร็จในการศึกษาตามทัศนะของอิสลามนั้นขึ้นอยู่กับที่ผู้เรียน(ไม่ว่าจะมีฐานะการศึกษาในระดับใด)สามารถประยุกต์ใช้หลักคำสอนทางศาสนามาปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้มากน้อยเพียงใด สอดคล้องและถูกต้องตามเจตนารมณ์ของศาสนาหรือไม่อย่างไร
           ปรัชญาการศึกษาในอิสลาม จึงเป็นความพยายามที่จะให้มนุษย์มีความศรัทธาในปรัชญาชีวิตที่ได้กล่าวมาข้างต้นโดยอาศัยสติปัญญาและสัญชาติญาณอันดั้งเดิมของมนุษย์เป็นเครื่องมือในการตัดสิน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ปรัชญาการศึกษาในอิสลามเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่สอนให้มนุษย์รู้จักตัวเอง ก่อนที่จะทำความเข้าใจกับสิ่งรอบข้าง
เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งว่า ระบบการศึกษาปัจจุบัน มุ่งเพียงสั่งสอนให้มนุษย์มีความเชี่ยวชาญและเข้าถึงในทุกสิ่งทุกอย่างยกเว้นตัวมนุษย์เอง
           บนพื้นฐานอิสลามเป็นคำสอนที่มีเนื้อหาสาระที่ครอบคลุม ต่อเนื่องและบูรณาการอย่างครบวงจร ดังนั้น การศึกษาในอิสลาม จึงมีปริมณฑลและอาณาเขตที่ครอบคลุม ต่อเนื่องและบูรณาการเช่นเดียวกัน  อิสลามจึงเริ่มให้การศึกษาแก่มนุษย์ตั้งแต่ช่วงเริ่มแรกของการปฏิสนธิในครรภ์มารดา และมีความต่อเนื่องตั้งแต่วินาทีแรกของการลืมตาดูโลกของทารกน้อย จนถึงช่วงวัยเด็ก เยาวชน วัยทำงาน วัยเจริญพันธุ์ วัยสูงอายุ หรือชีวิตหลังความตาย ล้วนแล้วต้องได้รับการศึกษาในกรอบของอิสลามที่สมดุลและไม่ขาดช่วง
             เนื่องจากอิสลามเป็นศาสนาสากลที่ไม่มีเส้นแบ่งตามภูมิศาสตร์และเผ่าพันธุ์ ดังนั้นการศึกษาในอิสลามจึงมีลักษณะของความเป็นนานาชาติโดยปริยาย บนหลักการที่อิสลามกำชับให้มุสลิมทุกคนเสาะแสวงหาความรู้ และมีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ตลอดชีวิต ไม่ว่า ณ แหล่งใดในโลกนี้ กอปรกับอิสลามได้กำหนดให้ผู้รู้ทุกคนมีหน้าที่ที่จะต้องถ่ายทอดความรู้แก่ผู้ใฝ่รู้ โดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆทั้งสิ้น เว้นแต่มุ่งปฏิบัติหน้าที่ในฐานะบ่าวที่ยำเกรงต่ออัลลอฮฺเท่านั้น จึงเป็นมูลเหตุสำคัญที่ทำให้สถาบันการศึกษาในอิสลามได้กลายเป็นแหล่งการสร้างเครือข่ายทางปัญญาระดับสากลตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาอิสลามในระดับอุดมศึกษาที่ไม่เพียงแต่เป็นสถาบันที่เชื่อมโยงกับชุมชนระดับรากหญ้าในท้องถิ่นเท่านั้น หากเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ที่สามารถดูดซับความรู้และประสบการณ์ที่มีคุณภาพทั่วโลกมาร่วมพัฒนาสร้างสรรค์ และถ่ายทอดความรู้สู่การเพิ่มประสิทธิภาพชุมชนอีกด้วย
              การศึกษาระดับอุดมศึกษาในอิสลาม จึงถือเป็นระบบการศึกษาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ดังจะเห็นได้จาก Qairawan University ที่ประเทศมอร็อกโค Zaitunah University ที่ประเทศตูนีเซีย และ Al-Azhar University ประเทศอียิปต์ ที่ได้รับการสถาปนามาตั้งแต่ 1,200 กว่าปีแล้ว และยังคงปฏิบัติภารกิจการเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกอิสลามมาจนถึงบัดนี้ โดยที่มหาวิทยาลัยดังกล่าวได้ผลิตบัณฑิต และสร้างองค์ความรู้ในรูปแบบของการเขียนตำรา การวิจัย ตลอดจนการบริการชุมชนเพื่อมีส่วนร่วมพัฒนาสังคมอย่างมากมายมหาศาล
              และเพื่อเป็นการตอกย้ำว่าอิสลามได้ส่งเสริมให้มีส่วนร่วมและความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาประเทศโดยผ่านกระบวนการทางการศึกษา จะเห็นได้ว่าทั้ง 3 มหาวิทยาลัยดังกล่าว จึงเป็นผลพวงแห่งวิวัฒนาการของมัสยิดประจำชุมชน ซึ่งในภาษาอาหรับเรียกว่า Jami’ ที่เป็นแหล่งความรู้และการจัดระบบเครือข่ายความรู้ตลอดจนการใช้ทรัพยากรทุกประเภทร่วมกันจนกลายเป็นมหาวิทยาลัยซึ่งในภาษาอาหรับเรียกว่า Jami’ah ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก อันเป็นสิ่งยืนยันว่ามัสยิด นอกจากเป็นศาสนสถานที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของสังคมมุสลิมแล้ว มัสยิดยังเป็นเบ้าหลอมที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างกระบวนการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยนความคิดและถ่ายทอดวิทยปัญญาเพื่อสร้างสังคมให้เป็นสังคมฐานความรู้ (Knowledge based Society) ที่แท้จริง
เพื่อให้แนวคิดดังกล่าวข้างต้นสามารถดำเนินไปอย่างเป็นรูปธรรม รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งหามาตรการให้การสนับสนุนและส่งเสริมอย่างจริงจังให้ภาคเอกชนได้มีความอิสระในการมีส่วนร่วมจัดการศึกษาในลักษณะดังกล่าว เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า รัฐไม่สามารถสนองความต้องการของชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงลำพัง โดยปราศจากการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษา
              รัฐควรลดความเป็นระบบราชการ (Debureaucratization) โดยผ่อนคลายกฎหรือระเบียบที่เป็นอุปสรรคในการเรียนรู้ และสามารถส่งเสริมให้เกิดความรู้อย่างเต็มศักยภาพ ควรสร้างวัฒนธรรมและทัศนคติใหม่ของสถาบันอุดมศึกษาที่สนับสนุนให้สามารถแสดงความคิดเห็นทางวิชาการได้อย่างเปิดเผย ตรงไปตรงมา รวมถึงการที่ครูอาจารย์ ควรให้ความเอาใจใส่ต่อลูกศิษย์เสมือนเป็นลูกหลาน และพร้อมให้คำปรึกษา ความเข้าใจ และคำแนะนำเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาของเยาวชนได้อย่างมีประสิทธิภาพบนพื้นฐานของปรัชญาทางการศึกษาที่ว่า “คุณธรรมนำความรู้”
             ขอให้กำลังใจทุกท่านที่มีส่วนร่วมพัฒนาสังคม และขอขอบคุณคณะทำงานวาระทางสังคม สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอีกครั้ง หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราคงมีโอกาสพูดคุยในโอกาสต่อไป ขอขอบคุณ

Wassalamu alaikum warahmatullah

----------------
คัดลอกจาก www.majlisilmi.org
โดย ดร.อิสมาอีลลุตฟี จะปะกียา อธิการบดีวิทยาลัยอิสลามยะลา

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 หมายเลขบันทึก: 39690
 เขียน:  
 ความเห็น:  อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า

ความเห็น

ดินอะ
เขียนเมื่อ Wed Jul 19 2006 23:44:41 GMT+0700 (ICT)
ข้อเสนอแนวทางการจัดการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เรียบเรียงโดยอ.อับดุชชะกูร์ บิน ชาฟิอีย์ ดินอะ( อับดุลสุโก ดินอะ ) Shukur2003@yahoo.co.uk 09-7359279 ผช.ผจก.ร.ร.จริรยธรรมศึกษามูลนิธิ อ.จะนะ จ.สงขลา ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตาปรานีกรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนามุฮัมมัดและละผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน การศึกษามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อมวลมนุษยชาติ เพราะการศึกษาเปรียบเสมือนดวงประทีปส่องนำชีวิต เป็นประตูของความสำเร็จ และเป็นกุญแจแห่งอารยธรรม ดังนั้นจึงไม่มีประชาชาติใดในโลกอันกว้างใหญ่นี้ที่ปฏิเสธความสำคัญของการศึกษา เพราะต่างตระหนักดีว่า พวกเขามิอาจจะดำเนินชีวิตอยู่ได้อย่างสงบสุขหากปราศจากการศึกษา ความจริงการศึกษานั้นไม่เพียงแต่จะมีความจำเป็นต่อมนุษย์เท่านั้น หากแต่ยังมีความสำคัญทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อสรรพสิ่งทั้งมวลไม่ว่า สัตว์ สิ่งของรวมทั้งจักวาลด้วยเพราะอันเนื่องมาจากการศึกษาของมนุษย์นี้แหละทำให้โลกนี้สงบสุขหรือเกิดความหายนะ อัลลอฮฺได้ดำรัสความว่า “ความเสียหายได้เกิดขึ้นทั้งบนบกและในน้ำเป็นผลจากน้ำมือของมนุษย์ เพื่อพระองค์จะให้พวกเขาได้ลิ้มรสในบางส่วนที่พวกเขาได้ก่อไว้ โดยหวังที่จะให้พวกเขากลับเนื้อกลับตัว” (30 : 41) สำหรับการศึกษาชายแดนใต้นั้นในการแก้ไขปัญหาการจัดการศึกษาในสถานการณ์ความไม่สงบที่กำลังยกระดับความรุนแรงอยู่อย่างต่อเนื่องในขณะนี้นั้น จำเป็นที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับงานการจัดการศึกษาในพื้นที่ จะต้องใช้สติ และความรอบคอบในการจัดการกับปัญหามากเป็นพิเศษและต้องเข้าใจ เข้าถึงวิถีชีวิตของคนในพื้นที่. ดังนั้นหากการจัดการศึกษาที่ไม่สดคล้องกับวิถีชีวิต-วัฒนธรรมอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่เป็นรากเหง้าของปัญหาไม่สงบในพื้นที่ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ดังนั้นหากต้องการการจัดการศึกษาในพื้นที่ให้ประสบความสำเร็จทั้งผู้จัดในนามของรัฐและผู้รับบริการในนามของประชาชนพื้นที่ควรพิจารณาประเด็นดังต่อไปนี้ 1. ข้อมูลด้านการจัดการศึกษา สำหรับข้อมูลการจัดการศึกษานั้นผู้เขียนขอแบ่งการจัดการศึกษา 3 จังหวัดชายแดนใต้ออกเป็น 2 ระบบ 1.1 สถานศึกษาในระบบ มีสถานศึกษา 1,202 แห่ง มีนักเรียนทั้งสิ้น 503,236 คน สามารถแบ่งได้ 5 ประเภท 1.1.1 สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ( อนุบาล- มัธยมศึกษาปีที่6 ) เป็นของรัฐ 925 แห่งมีนักเรียนทั้งสิ้น 321,977 คนส่วนใหญ่เป็นการศึกษาภาคบังคับ( ประถมศึกษาปีที่6) ของเอกชน 172 แห่งแต่เป็นที่น่าสังเกตว่าเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่สอนศาสนาควบคู่สามัญ ถึง126 แห่ง(ส่วนใหญ่ในระดับมัธยมศึกษา) และที่อยู่ภายใต้องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น 32 แห่ง(เป็นการศึกษาภาคบังคับระดับประถมศึกษาปีที่6เช่นกัน) 1.1.2 สถาบันอาชีวศึกษา ของรัฐ 13 แห่งมีนักเรียน 17,331 คน และของเอกชน 4 แห่งมีนักเรียน 2,325 คน 1.1.3 วิทยาลัยชุมชน 3 แห่งนักเรียน 4024 คน 1.1.4 สถาบันอุดมศึกษา 4 แห่ง มีนักศึกษา ทั้งสิ้น 1,5424 คน 1.1.5 โรงเรียนพระปริยัติธรรม แบ่งออกเป็นแผนกสามัญศึกษา 2 แห่งมีผู้เรียน 101 คน แผนกธรรม 43 แห่งมีผู้เรียน 596 คนและแผนกบาลี 4 แห่งมีผู้เรียน 57 คน 2.1 สถานศึกษานอกระบบซึ่งสามารถแบ่งได้ดังนี้ 2.1.1 สถาบันศึกษาปอเนาะ 303 แห่ง(ที่จดทะเบียน ) มีผู้เรียนทั้งสิ้นประมาณ 17,890 คน (อาจจะมีคนที่เรียนสถานบันในระบบมาอาศัยและเรียนด้วยในเวลาว่างจากการเรียนในระบบและคนที่ทำงานแล้วเรียนด้วยหลังจากเวลาทำงาน) 2.1.2 ศูนย์อบรมศาสนาอิสลามประจำมัสยิดสำหรับผู้ใหญ่และศูนย์ อบรมศาสนาอิสลามประจำมัสยิดสำหรับเด็กเรียกว่าตาดีกา 1,605 แห่ง มีนักเรียนทั้งสิ้น 168,242 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเรียนประถมศึกษาของรัฐ และศุนย์อบรมเด็ก่อนเกณฑ์แระจำมัสยิด 130 แห่ง มีนักเรียน 7,428 คน และศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 238 แห่งมีนักเรียน 9478 คน 2.1.3 ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ 6 แห่ง มีนักเรียน 1,216 คน 2.1.4 ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียน มี 36 แห่งมีนักเรียน 11,2194 คน 2.1.5 ศูนย์การเรียนอัลกุรานตามบ้านของปราชญ์อัลกุรอานและศูนย์ท่องจำอัลกุรอาน 2. การบูรณาการการศึกษาสามัญ- ศาสนา จากข้อมูลการจัดการศึกษาดังกล่าวจะเห็นได้ว่า การศึกษา ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความแตกต่างจากพื้นที่อื่นๆมากโดยเฉพาะในประเด็นการให้สำคัญกับการศึกษาด้านศาสนาตั้งแต่เล็กถึงแม้ภาครัฐจะจัดการศึกษาอิสลามศึกษาบ้างในโรงเรียนของรัฐระดับประถมศึกษาแต่เด็กดังกล่าวยังไปเรียนศาสนาหลักสูตรเข้มข้นวันเสาร์อาทิตย์ในศูนย์อบรมศาสนาอิสลามประจำมัสยิดหรือตาดีกาทั้ง 1,605 และเรียนอัลกุรอานตอนเย็นหลังเลิกเรียนตามศูนย์การเรียนอัลกุรานตามบ้านของปราชญ์อัลกุรอาน ในขณะเดียวกันเด็กมุสลิมส่วนใหญ่เมื่อจบประถมศึกษาปีที่6 จะเข้าเรียนศาสนาและสามัญในรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามซึ่งมีมากกว่า 120 แห่ง ในขณะนักเรียนไทยพุทธจะเรียนมัธยมศึกษาในโรงเรียนของรัฐ เมื่อนักเรียนมุสลิมจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 จะแยกย้ายออกไปศึกษา ตามที่ต่างๆบางคนหากต้องการความรู้เพิ่มเติม ด้านสามัญก็จะเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยในประเทศหรือต่างประเทศเช่นมาเลเซีย ด้านอาชีพก็จะเรียนต่อวิทยาลัยชุมชน อาชีวศึกษา สำหรับผู้ที่ต้องการมีความรู้ด้านศาสนาเพิ่มขึ้นก็จะเรียนในสถาบันเดิมหรือต่างสถาบันในระดับชั้น10 เพื่อนำประกาศนียบัตรชั้น10 ดังกล่าวไปต่อด้านศาสนาที่ตะวันออกกลาง มาเลเซียและอินโดนีเซีย แต่สำหรับบางคนเรียนต่อในสถาบันปอเนาะโดยเฉพาะสถาบันปอเนาะที่มีปราชญ์อิสลามศึกษาหรือโต๊ะครูดังเช่นปอเนาะดาลอ ปอเนาะโต๊ะยง หรือปอเนาะเลาะสาเงาะ 3. ทำความรู้จัก 'ปอเนาะ รากศัพท์ของคำว่า "ปอเนาะ" เป็นคำภาษามลายูปัตตานีเพี้ยนมาจากภาษาอาหรับว่า FUNDOK อ่านว่าฟุนโด๊ก แปลว่า กระท่อม ที่พัก หรือโรงแรม ความหมายในที่นี้หมายถึง "สำนักศึกษาเล่าเรียนวิชาการศาสนาอิสลาม" สารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้ ฉบับทักษิณคดีศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) สงขลา ฉบับ พ.ศ.๒๕๒๙ เล่ม ๗ ระบุความเป็นมาว่า เชื่อกันว่าปอเนาะเกิดขึ้นในประเทศอียิปต์ แล้วแพร่มาสู่เอเชียที่ประเทศมาเลเซียก่อน ต่อมาจึงแพร่เข้าสู่เส้นทางใต้ของประเทศไทย ในสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยเริ่มที่ปัตตานีเป็นแห่งแรก แล้วขยายไปสู่ท้องถิ่นที่มีชาวไทยมุสลิมทั้งในภาคใต้และภาคกลาง "ปอเนาะ" ถือเป็นการศึกษาเพื่อชุมชนแบบพึ่งตนเอง เกิดที่ปัตตานีเมื่อ ๒๐๐ ปีมาแล้ว โดยปอเนาะแรกคือ บืดนังดายอ ใกล้ๆ ต.สะนอ, อ.ยะรัง, จังหวัดปัตตานี ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (สช.) เขตการศึกษา ๒ (อดีต) ระบุว่า กระทรวงศึกษาธิการ ประกาศระเบียบกระทรวงฯ ว่าด้วยการปรับปรุงส่งเสริมปอเนาะ ออกมาเมื่อปี ๒๕๐๔ สาระสำคัญคือ ให้ปอเนาะยื่นเรื่องขอขึ้นทะเบียนต่อทางราชการ ต่อมาในปี ๒๕๐๘ รัฐบาลมีมติคณะรัฐมนตรีให้ปอเนาะที่ขึ้นทะเบียนแล้ว แปรสภาพเป็นโรงเรียนราษฎร์สอนศาสนาอิสลาม ให้ปรับปรุงการเรียนการสอนให้ได้มาตรฐาน ให้มีหลักสูตรการสอน มีชั้นเรียน โต๊ะ เก้าอี้ กระดานดำ มีระยะจบการศึกษาที่แน่นอน และให้เปิดสอนวิชาสามัญด้วย. ทางราชการจะช่วยเหลือส่งเสริมโดยการให้เงินอุดหนุน ส่งครูไปช่วยสอนวิชาสามัญ และผ่อนปรนในเรื่องคุณสมบัติบางประการของเจ้าของ ผู้จัดการ ครูใหญ่ และครูผู้สอน โดยไม่ต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร์ พ.ศ.๒๔๙๗ อย่างเคร่งครัด ปี ๒๕๑๐ คณะรัฐมนตรีมีมติให้เร่งรัดปอเนาะที่ขึ้นทะเบียนแล้วทั้งหมด ให้มาขอแปรสภาพจากปอเนาะเป็นโรงเรียนราษฎร์สอนศาสนาอิสลาม ให้เสร็จสิ้นภายใน ๑๕ มิถุนายน ๒๕๑๔ ไม่เช่นนั้นให้ถือว่าปอเนาะนั้นล้มเลิกไป และหลังจากนั้นห้ามก่อตั้งปอเนาะขึ้นมาอีก หากจะตั้งต้องเปิดสอนในรูปแบบของโรงเรียนราษฎร์สอนศาสนาอิสลามเท่านั้น ถึงปี ๒๕๑๔ มีปอเนาะจำนวนมากถึง ๔๒๖ แห่ง มายื่นความจำนงขอแปรสภาพกับทางการ แต่บางแห่งที่เคยขึ้นทะเบียนด้วยความจำยอม เนื่องจากถูกบีบจากทางการ ถูกข่มขู่จากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ก็ไม่ยอมแปรสภาพ อีกบางส่วนยอมแปรสภาพจากปอเนาะไปสู่ระบบโรงเรียน แต่สอนเฉพาะวิชาศาสนาเท่านั้น ตามหลักสูตรและแผนการสอนที่โรงเรียนปอเนาะแห่งนั้นๆ กำหนดขึ้นเอง และนอกจากนี้ยังมีปอเนาะแห่งใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา การศึกษาของมุสลิมจึงแบ่งออกเป็นสองรูปแบบ คือ "ปอเนาะ" อันเป็นรูปแบบการศึกษาดั้งเดิมของท้องถิ่นกับการศึกษาในระบบ "โรงเรียน" ที่เรียกกันติดปากว่า โรงเรียนปอเนาะ ซึ่งมีการแบ่งชั้นเรียน มีชุดเครื่องแบบ มีโต๊ะเก้าอี้นั่งเรียน มีการนับชั้น และกำหนดระยะจบการศึกษา และโรงเรียนปอเนาะยังแบ่งออกเป็นสองประเภท คือ สอนทั้งวิชาสามัญและศาสนา กับสอนเฉพาะวิชาศาสนาเพียงอย่างเดียว ในปี ๒๕๒๖ ชื่อโรงเรียนราษฎร์สอนศาสนาอิสลามถูกรัฐบาลเปลี่ยนเป็น โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม เพื่อสอดคล้องตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๒๕ และออกระเบียบการให้เงินอุดหนุนแก่โรงเรียนเอกชนฯ ที่สอนวิชาสามัญควบคู่วิชาศาสนาอิสลาม ฉบับแก้ไขครั้งล่าสุดออกมาเมื่อปี ๒๕๔๕ ให้เงินอุดหนุนแก่โรงเรียนที่ได้มาตรฐานตามมาตรา ๑๕ (๑) ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เต็ม ส่วนโรงเรียนที่อยู่ในระยะเตรียมความพร้อม และโรงเรียนที่เพิ่งจดทะเบียนหลังวันออกระเบียบให้เงินอุดหนุน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ แต่สำหรับโรงเรียนที่สอนเฉพาะวิชาศาสนา จะไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล เงื่อนไขนี้สร้างความน้อยเนื้อต่ำใจให้แก่ปอเนาะหลายแห่ง ปอเนาะที่ผ่านการแปรสภาพเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ได้รับการพัฒนามาเป็นลำดับ กระทั่งปัจจุบัน การบริหารและการดำเนินกิจการของโรงเรียนเป็นไปอย่างมีระบบ บุคลากรได้รับการพัฒนาอบรม อาคารสถานที่มั่นคงถาวรและได้รับการประเมินจากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษาดั่งโรงเรียนสามัญทั่วประเทศไทย ในด้านหลักสูตร ได้นำเอาหลักสูตรสามัญศึกษาของโรงเรียนมัธยมต้น และมัธยมปลายมาใช้อย่างเต็มรูปแบบ มีโรงเรียนที่มีชื่อเสียงมากมายเช่น ธรรมวิทยามูลนิธิ, พัฒนาวิทยา, จ.ยะลา. ดารุสสลาม, อัตตัรกียะห์, จ.นราธิวาส. ดรุณวิยา, บำรุงอิสลาม, จ. ปัตตานี เป็นต้น. ซึ่งนักเรียนสามารถเข้าศึกษาต่อมหาวิทยาลัยในประเทศทุกสาขาวิชา และต่างประเทศในหลายมหาวิทยาลัยไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย ออสเตรเลีย อังกฤษ และสหรัฐในหลักสูตรสามัญและโลกอาหรับในหลักสูตรศาสนา. บางโรงเรียนเปิดสอนตั้งแต่อนุบาล-มัธยมปลาย ส่วนหลักสูตรศาสนาอิสลามได้แบ่งชั้นเรียนเป็น ๑๐ ชั้นปี ได้แก่ หลักสูตรอิสลามศึกษาตอนต้น (- อิบติดาอียะฮฺ ปีที่ ๑-๔ -) หลักสูตรอิสลามศึกษาตอนกลาง (- มุตาวัซซีเตาะฮฺ ปีที่ ๕-๗) และหลักสูตรอิสลามศึกษาตอนปลาย (- ซานาวียะฮฺ ปีที่ ๘-๑๐) มาตรฐานของโรงเรียน และผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียน ทำให้โรงเรียนปอเนาะได้รับความสนใจมาก เพราะนักเรียนมีความรู้ทั่งศาสนาและสามัญ ดั่งสโลแกนของบางโรงที่กล่าวว่า "ความรู้ทางโลกปราศจากศาสนา โลกจะสงบสุขได้อย่างไร" สำหรับปอเนาะที่สอนเฉพาะศาสนาอิสลามอย่างเดียว ปอเนาะประเภทนี้ เป็นสถาบันที่สอนศาสนาและวัฒนธรรมอิสลามแก่เยาวชนและประชาชนทั่วไป ทั้งนี้โดยมีผู้ที่มีความรู้ทางด้านศาสนาอิสลาม และต้องมีภาวะเป็นผู้นำของชุมชนที่เรียกว่า`ตุวันคูรู ในภาษามลายูหรือ "โต๊ะครู" และโต๊ะครูในที่นี้ คือ เจ้าของปอเนาะด้วย การจัดตั้งปอเนาะเป็นไปตามความศรัทธาของชุมชน ที่ต้องการให้มีสถาบันการสอนศาสนาอิสลาม ปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมอันดีงามตามหลักศาสนาอิสลามแก่ เยาวชนมุสลิม โดยมีโต๊ะครูซึ่งจะเป็นทั้งผู้สอนและผู้จัดการปอเนาะ การเรียนการสอนในปอเนาะ จะเน้นการเรียนรู้หลักศรัทธา, คัมภีร์อัลกุรอาน, อรรถาธิบายอัลกุรอาน, วจนะศาสดา, กฏหมายอิสลาม, มารยาทอิสลาม และมารยาทกับต่างศาสนิก, ภาษาอาหรับ, สำนวนโวหารอาหรับ, ตรรกศาสตร์, ปรัชญาอิสลาม, ดาราศาสตร์, โดยศึกษาจากตำราที่เป็นภาษาอาหรับ หรือ "ภาษามลายูอักษรยาวี" ซึ่งเรียกว่า "กีตาบยาวี" โดยตำราทั้งสองภาษา ใช้สำนวนภาษาของคนสมัยก่อน (คนสมัยนี้อ่านแล้วยากแก่การเข้าใจ ต้องเรียนกับโต๊ะครูหรือผ่านการศึกษาระบบปอเนาะอย่างเดียวเท่านั้นจึงจะเข้าใจ) ในส่วนของโต๊ะครูปอเนาะแต่ละคนนั้น จะมีความรู้ ความถนัด รวมทั้งวิธีการถ่ายทอดความรู้สู่ผู้เรียนที่แตกต่างกัน รูปแบบ ช่วงชั้น ช่วงเวลา หลักสูตรและการวัดผลที่แน่นอน อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของโต๊ะครู มีทั้งโต๊ะครูสอนเองหรือลูกศิษย์ที่โต๊ะครูเห็นว่า สามารถช่วยสอนแทนได้ในบางวิชา ทั้งนี้โดยไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ. ในส่วนของผู้เรียน สามารถเรียนได้ตลอดชีวิต หรือจนกว่าผู้เรียนจะขอลาออกไปประกอบอาชีพ หรือในกรณีโต๊ะครูพิจารณาแล้วว่ามีความรู้ เพียงพอแล้ว ผู้มาเรียนปอเนาะจะต้องเป็นผู้ที่ผู้ปกครองนำมาฝากไว้กับโต๊ะครู และต้องอยู่ ในบ้านที่เป็นกระท่อมหรือปอเนาะ ซึ่งจะตั้งเรียงรายอยู่ในบริเวณบ้านของโต๊ะครู หรือบ้าน ที่โต๊ะครูกำหนดให้อยู่ ผู้เรียนจะต้องหาอาหารและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง เฉลี่ยคนละ 30-50 บาทต่อวัน ในปอเนาะบางแห่งมีคนชราและผู้ยากไร้ อยู่ด้วย มีผู้เรียนหลากหลายกลุ่มอายุปะปนกัน ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และคนชรา การเรียนการสอนจะแยกกันเด็ดขาดระหว่างผู้หญิงและผู้ชาย ผู้เรียนปฏิบัติตนอยู่ในระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด การแต่งกายถูกต้องมิดชิดตามหลักศาสนา นักเรียนที่มาเรียนในปอเนาะจะมีทั้งที่จบชั้นประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย มหาวิทยาลัย บางคนเรียนหลักสูตรปอเนาะในเวลากลางคืนและหลังรุ่งสางส่วนกลางวันหากเป็นนักเรียนก็จะไปโรงเรียนที่เขาสังกัด หากเป็นผู้ใหญ่กลางวันจะทำงาน (เพราะฉะนั้นการบรรจุการสอนวิชาสามัญเป็นภาษาไทยจึงไม่จำเป็น) การจัดตั้งปอเนาะใช่ว่าใครคิดจะตั้งก็ตั้งได้ ผู้ก่อตั้งจะต้องมีความรู้ทางศาสนาชั้นสูง มีความตั้งใจจริง มีจิตใจบริสุทธิ์ และตั้งมั่นในความเสียสละอย่างแรงกล้าการสร้างปอเนาะ ทีละหมาด สาธารณูปโภคต่างได้รับการช่วยเหลือจากผู้มีจิตศรัทธาในชุมชนและนอกชุมชน การเติบโตของปอเนาะขึ้นอยู่กับชื่อเสียงของโต๊ะครูเป็นสำคัญ โต๊ะครูที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ประชาชนให้การยอมรับ มักจะมีผู้มาสมัครเป็นลูกศิษย์เป็นจำนวนมากเช่นปอเนาะดาลอที่ปัตตานี ปอเนาะจะมีขนาดเล็ก หรือใหญ่ ขึ้นอยู่กับสถานภาพและความรู้ ความสามารถของผู้เป็นเจ้าของดังได้กล่าวแล้ว การดำรงอยู่ของปอเนาะ ขึ้นอยู่กับความเลื่อมใสศรัทธาของผู้ปกครองนักเรียน ฉะนั้นเมื่อโต๊ะครูถึงแก่กรรม และไม่มีทายาทสืบต่อ หรือประชาชนเสื่อมความนิยม ก็จะล้มเลิกกิจการไปเอง จึงมักพบเห็นปอเนาะร้างมีปรากฏอยู่ทั่วไป การเรียนในปอเนาะไม่ใช่เรียนเพื่อรับปริญญา หรือศึกษาต่อในระบบโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยทั้งในหรือต่างประเทศ การเรียนการสอนในปอเนาะไม่ใช่เพื่อประกอบอาชีพแต่การเรียนการสอนในปอเนาะคือการทำให้ผู้เรียนได้เข้าใจหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม หลักคำสอนของศาสนาอิสลามในปอเนาะมีทั้งพื้นฐานความรู้ทั่วไปที่ทุกคนจะต้องรู้และนำไปปฏิบัติ ในขณะเดียวกันมีหลักคำสอนสำหรับผู้ที่ต้องการเรียนเป็นถึงระดับผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ(อิสลามศึกษา) การถือกำเนิดปอเนาะในภาคใต้นั้นมิใช่เพื่อสนองอารมณ์ หรือธุรกิจแต่จริงๆแล้วเพื่อสนองหลักการศึกษาศาสนาอิสลามเพราะอิสลามสอนให้มนุษย์มีการศึกษาตลอดชีวิตและเก่ง ดี มีสุข ซึ่งสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาชาติ ปี พ.ศ.2542 (โปรดดู พรบ.การศึกษา 2542 หมวดที่1-4) มุสลิมที่ดีต้องศึกษาหาความรู้ตลอดเวลา และปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาอย่างเคร่งครัด ดังปรัชญาของอิสลามที่ว่า "จงศึกษาตั้งแต่อยู่ในเปลจนถึงหลุมฝังศพ" หรือ "ผู้มีความรู้ มีหน้าที่สอนผู้ที่ไม่รู้" หรือ "ผู้ที่ดีเลิศ คือผู้ที่เรียนและสอนกุรฺอาน" ดังนั้น ปอเนาะจึงเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต และเป็นแหล่งเผยแผ่ศาสนาในคราวเดียวกัน ในอดีตปราชญ์อิสลามระดับอาเซียนถือกำเนิดจากระบบปอเนาะในจังหวัดชายแดนใต้เช่น เชคดาวุด เชคอะห์มัด จนถึงโต๊ะครูอาเยาะเดร์ สะกัม (โปรดดู หนังสือ อูลามาอ์เบอร็ซาร็ปัตตานี เขียนโดย อะห์หมัด ฟัตฮี) ด้วยจุดเด่นของปอเนาะดังกล่าวทำให้การศึกษาอิสลามระบบปอเนาะใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ดีที่สุดในประเทศไทยและกลุ่มอาเซียนด้วยกัน จึงทำให้มีมุสลิมจากภาคอื่นๆ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย กัมพูชาและเวียดนามมาศึกษาเล่าเรียนที่นี่ หากรัฐคำนึงถึงจุดเด่นข้อนี้และช่วยเหลือพัฒนาอย่างถูกต้องไม่แน่ประเทศไทยสามารถเป็นศูนย์กลางอิสลามศึกษาในระบบปอเนาะระดับอาเซียน อันจะดึงเม็ดเงินจากเพื่อนบ้านได้ในที่สุด(ผู้ว่าซีอีโอ 3 จังหวัดซึ่งมีงบนับร้อยล้าน น่าจะทำปอเนาะนานาชาติในฝันแข่งกับการท่องเที่ยวดูว่า ใครจะนำเงินตราต่างประเทศมากกว่ากัน) อ. อาหมัด เบ็ญอาหลีผู้ครำวอดวงการศึกษา และทำงานนื้นที่มานาน (อดีตผู้ตรวจราชการ สพท.นราธิวาส เขต ๒ ปัจจุบันรองผู้นวยการ สพท.สงขลา เขต ๒) เคยเสนอว่า ในเมื่อปอเนาะเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ของชุมชน การใช้ปอเนาะเป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงกลไกภาครัฐสู่ภาคประชาชน จึงเป็นทางเลือกที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อให้การบริหารจัดการปอเนาะได้รับการพัฒนาไปในทิศทางที่ถูกต้อง เหมาะสมกับสภาพปัจจุบัน และสอดคล้องกับนโยบายพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐบาลควรมีแนวทางดำเนินการ ดังนี้ ๑. จดทะเบียนปอเนาะที่เหลืออยู่ทุกแห่ง ให้เข้าสู่ระบบที่ถูกต้อง เพื่อความสะดวกในการพัฒนาและดูแลอย่างใกล้ชิด ๒. ควรให้เงินอุดหนุนเป็นค่าตอบแทนแก่โต๊ะครู และครูสอนศาสนาตามความเหมาะสม เนื่องจากบุคคลเหล่านี้มีความรับผิดชอบสูง ทั้งด้านการจัดการเรียนการสอนและการอบรมจริยธรรม ๓. ควรให้การสนับสนุนด้านอาคารสถานที่ โต๊ะ เก้าอี้นักเรียน และครุภัณฑ์ที่จำเป็นพร้อม ทั้งห้องสมุด เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ของผู้เรียน ๔. สนับสนุนสื่อการสอนประเภทต่างๆ ๕. ควรให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องร่วมกันบูรณาการการพัฒนาปอเนาะในด้านต่างๆ ดังนี้ กระทรวงศึกษาธิการ ดูแลด้านการศึกษาและงานอาชีพ, กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้การสงเคราะห์คนชราและผู้ยากไร้, กระทรวงสาธารณสุข ดูแลด้านสุขภาพอนามัย, และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ส่งเสริมด้านการกีฬาและนันทนาการ แต่เมื่อ "ปอเนาะ" ถูกมองในแง่ร้ายและเสนอให้ยกเลิกสถาบันปอเนาะที่สอนเฉพาะศาสนา และบังคับให้เปิดเป็นโรงเรียนสอนศาสนาเอกชน บรรจุการสอนวิชาสามัญเป็นภาษาไทยควบคู่ไปกับวิชาศาสนา เพราะเยาวชนที่ไม่รู้วิชาสามัญ ทำให้ไม่สามารถศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยได้ เป็นการเข้าใจบริบท บทบาท ภารกิจของปอเนาะที่มีต่อชุมชนที่ไม่น่าถูกต้องนัก 4. เปรียบเทียบการศึกษาในวัดและสถาบันปอเนาะกับโรงเรียน อันที่จริง การจัดการศึกษาในสถาบันปอเนาะและวัดเป็นระบบการศึกษาอีกอย่างหนึ่งซึ่งไม่ใช่การศึกษาระบบโรงเรียน อันเป็นระบบการศึกษาที่เกิดขึ้นเพื่อรับใช้การผลิตในระบบอุตสาหกรรมและตะวันตก จะเห็นได้ว่าหากจะสังเกตข้อบกพร่องในระบบโรงเรียนหลายอย่าง และพรบ.การศึกษา 2542 ได้พยายามปฏิรูประบบโรงเรียนเพื่อแก้ไขความบกพร่องนั้น น่าประหลาดที่ว่าหลายอย่างที่เป็นเป้าหมายของการปฏิรูประบบโรงเรียนนั้น กลับไปตรงกับการจัดการศึกษาระบบปอเนาะและวัด น่าเสียดายที่การศึกษาระบบวัดของไทยถูกละเลย อันเป็นผลมาจากการปฏิรูปการศึกษาแบบตะวันตกทุกฝีเก้าจึงเป็นเหตุให้หลายคนโดยเฉพาะเด็กสมัยใหม่ ผู้บริหารที่จบทฤษฎีการศึกษาจากตะวันตกหลายคน ไม่เข้าใจและมองข้ามการศึกษาระบบวัดและปอเนาะ หรือพยายามอธิบายระบบการศึกษาแบบนี้อย่างผิดฝาผิดตัว ด้วยการถือการศึกษาระบบโรงเรียนเป็นเกณฑ์สำหรับเทียบ เช่น เมื่อไม่รู้จะเทียบการศึกษาในปอเนาะเท่ากับมาตรฐานอะไรในระบบโรงเรียน ก็มักจะเทียบกับโรงเรียนประถมหรืออย่างเก่งก็มัธยมต้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว โต๊ะปาเก (ผู้เรียนในปอเนาะ) ล้วนจบชั้นประถมศึกษามาแล้ว บางรายอาจจบปริญญาตรีแล้วด้วยซ้ำ เพราะปอเนาะ "สอนศาสนา" จากความรู้ขั้นพื้นฐานไปจนกระดับสูง ชนิดที่ผู้จบการศึกษาแล้วอาจกลายเป็นอุลามะ (ปราชญ์หรือผู้รู้ทางศาสนา) ได้เลย ขึ้นอยู่กับว่าบาบอ (โต๊ะครูผู้ดำเนินกิจการปอเนาะ) จะมีความรู้สูงมากเท่าไร ในระบบโรงเรียนที่แยกวิชาศาสนากับสามัญ หรือไม่สามารถบูรณาการวิชาศาสนากับสามัญจะมอง ศาสนาก็เป็นเพียงวิชาหนึ่งเท่านั้น แต่ถ้าคิดแบบปอเนาะหรือวัด ศาสนาเป็นทุกวิชา ความรู้ใดๆ ก็ตามย่อมมีขึ้นหรือถูกใช้เพื่อเป้าหมายบั้นปลายทางศาสนาทั้งสิ้น เช่น ดำรงชุมชนมุสลิมให้มีสันติสุข หรือถ้าเป็นวัดก็จะทำให้มองเห็นพระไตรลักษณ์ได้แจ่มชัดขึ้น ความเป็นจริงความรู้ทางศาสนาสำหรับมุสลิมหรือพุทธไม่ได้มีไว้ไปสอบข้อสอบแห่งชาติ โอเน็ต หรือเอเน็ต แต่มีเพื่อนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน แหล่งการเรียนรู้ของชุมชนที่นักการศึกษาระดับปริญญาเอกจากตะวันตกพยายามสร้าง มหาวิทยาลัยหรือในที่ต่างๆของสถาบันการศึกษาที่มีตึก มีคณะ มีห้องสมุด มีหอพักและบ้านพักของอาจารย์ นั้นและมีรั้วล้อมรอบ ทำได้แค่กายภาพเท่านั้นแต่ ไม่มีความสัมพันธ์อะไรกันเลย ในขณะปอเนาะเริ่มขึ้นจากโต๊ะครูผู้มีความรู้เปิดบ้านสอน หากเป็นผู้มีความรู้ลูกศิษย์ลูกหาก็เพิ่มมากขึ้น จนต้องสร้าง ศาลาโถงใหญ่"หรือบาลาเซาะห์ในภาษามลายูปัตตานี" ไว้หน้าเรือน เพื่อใช้สอนและประกอบศาสนกิจบางอย่าง ส่วนลูกศิษย์ลูกหา(โต๊ะปาแก)ซึ่งมักเดินทางมาจากที่ไกลๆ ก็จะมาสร้างกระท่อมอยู่แวดล้อมโต๊ะครู เมื่อสำเร็จการศึกษาไปแล้วก็ยกกระท่อมนั้นเป็นสมบัติของปอเนาะ เพื่อศิษย์รุ่นหลังจะได้ใช้ต่อไป ปอเนาะจะแบ่งบริเวณระหว่างศิษย์หญิงชาย บางครั้งมีบริเวณพิเศษสำหรับโต๊ะปาเกที่มีครอบครัวแล้ว การเรียนปอเนาะไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน การสอนศาสนาไม่ใช่การหารายได้ โต๊ะครูอาจมีเรือกสวนไร่นาของตนเอง พอยังชีพได้ ไม่มีใครรวยขึ้นมาจากการทำปอเนาะ ส่วนศิษย์ต้องรับผิดชอบการอยู่กินของตนเอง รายที่ทางบ้านไม่มีเงินส่งเสีย ก็อาจหารายได้อื่นๆ จุนเจือตัวเองไปด้วย เช่นรับจ้างกรีดยาง เป็นต้น รายได้เล็กน้อยอีกหนทางหนึ่งของโต๊ะครูก็คือ ได้รับเงินบริจาคจากชุมชน (เปรียบเทียบกับการตักบาตรและการทำบุญที่วัดของชาวบ้าน) ในขณะที่พรบ. การศึกษา 2542 กำลังบังคับให้รัฐเปิดโอกาสการศึกษาแก่ทุกคน ปอเนาะเป็นอีกระบบหนึ่งที่เปิดโอกาสให้คนอยากเรียนได้เรียนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นลูกของคนรวยหรือยากจน ลูกนายดอเลาะหรือทักษิณ ลูกแมะนะหรือคุณหญิง การอยู่ร่วมกันอย่างสันติและเกื้อกูลกันของโต๊ะปาเก, การปฏิบัติต่อโต๊ะครูและมามา (ภรรยาของโต๊ะครู), การเข้าไปมีส่วนร่วมในพิธีกรรมและกิจกรรมของชุมชนที่ปอเนาะตั้งอยู่, การทำมาหากิน, การครองเรือน (ในกรณีที่โต๊ะปาเกมีครอบครัวแล้ว), การมีวินัยทั้งในทางกาย, วาจา, ใจ ตามระเบียบของปอเนาะ ฯลฯ ทั้งหมดนี้ล้วนมีส่วนสร้าง "บัณฑิต" ที่แท้จริงออกมาจากปอเนาะเพียงแค่เขาไม่เรียกบัณฑิตและรับปริญญาเท่านั้นเอง อีกด้านหนึ่งของการศึกษาระบบปอเนาะก็คือ มีการศึกษาต่อเนื่องในระบบ การเรียนรู้เป็นสิ่งจำเป็นต้องเกิดขึ้นทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นช่วงวัยเรียน หรือช่วงการปฏิบัติงาน นั่นคือ ในระบบ นอกระบบ หรือตามอัธยาศัย ให้มีการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life-long learning) ท่านนบีมุฮัมมัด ศ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้พจนารถว่า “จงศึกษาตั้งแต่ในเปล จนถึงหลุมฝังศพ” “จงแสวงหาวิชาความรู้ ถึงแม้จะห่างไกลถึงประเทศจีนก็ตาม” โดยเฉพาะคนที่ต้องการเป็นอุลามะที่รู้ศาสนาลึกซึ้ง เพราะเขาจะย้ายปอเนาะไปหาโต๊ะครูที่เก่งในทางที่เขาสนใจไปได้เรื่อยๆ ไม่ต่างจาก "สำนัก" ของระบบการศึกษาในวัดต่างๆ เมื่อสมัยโบราณ ศิษย์สามารถเสาะหาอาจารย์ดีๆ ได้เรื่อยไปจนกว่าจะพอใจ ส่วนใหญ่อาจารย์เก่าก็เป็นผู้ฝากฝังให้ไปหาครูดีคนใหม่นั่นเอง 5. ข้อเสนอแนะในการพัฒนาการศึกษาเพื่อชุมชนอย่างยั่งยืน 5.1 การพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนและคุณภาพการศึกษา 5.1.1 การศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับนักเรียนจังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งพุทธ มุสลิมควรคำนึง องค์แระกอบ 4 ส่วนด้วยกัน ได้แก่ การศึกษาศาสนา วัฒนธรรม วิชาการด้านสามัญ ภาษาแต่จะต้องสามารถนำมาบูรณาการได้และส่งเสริมให้ทุกโรงเรียนเปิดสอนหลักสูตรอิสามศึกษาและพุทธศึกษา 5.1.2 การเทียบโอนและเทียบวุฒิ ควรสนับสนุนให้ทุกคนได้เรียนศาสนาให้มีความรู้ในระดับพื้นฐานเพื่อใช้ในการดำรงชีวิต หรือจะเรียนให้ถึงระดับผู้เชี่ยวชาญในสถาบันปอเนาะหรือ วัดและสามารถเทียบโอนการเรียนศาสนาและวิชาสามัญโดยควรทำหลักเกณฑ์เทียบโอนอย่างเป็นรูปธรรมและควรเทียบคุณวุฒิผู้สำเร็จการศึกษาต่างประเทศเพื่อศึกษาต่อยอดภายในประเทศหรือทำงานในประเทศในสาขาที่ตัวเองถนัดเพราะมีผู้มีความรู้สาขาต่างๆมากมายแต่ขาดโอกาสทำงานในประเทศอันเนื่องมาจากขาดคุณวุฒิ. 5.2 การพัฒนาสถานศึกษาของรัฐ ควรทำให้โรงเรียนของรัฐเป็นฐานการฟื้นฟูระบบโรงเรียนแบบพหุศาสนิกให้มีความพร้อมด้วยคุณภาพทางการศึกษาทุกด้านโดยเฉพาะด้านวิชาการแต่สามารถนำหลักศาสนามาบูรณาการกับวิถีชีวิตและอยู่ร่วมกับต่างศาสนิกได้อันเนื่องมาจากโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามโดยเฉพาะระดับมัธยมศึกษานักเรียนทั้งหมดเป็นมุสลิมทำให้การแยกตัวของสังคมมากขึ้นในขณะที่โรงเรียนของรัฐมิได้สนองการเรียนรู้ตามวิถีที่ชุมชนต้องการดังนั้นหากโรงเรียนของรัฐเองจะต้องปรับหลักสูตรการเรียนให้สนองความต้องการของชุมชนด้วยเพราะในแง่วิชาการโรงเรียนเอกชนปัจจุบันไม่ได้น้อยหน้าโรงเรียนของรัฐถึงแม้งบปะมาณการจัดการศึกษาของรัฐจะมากกว่า ในขณะเดียวกันควรส่งเสริมให้มีความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาของรัฐกับชุมชน มัสยิด เช่นชุมชนใดต้องการจัดการเรียนศาสนาระดับตาดีกา เรียนอัลกุรอาน ซึ่งมีสถานที่ไม่พอ สามารถใช้อาคารเรียนของโรงเรียนที่ว่างในตอนเย็นและเสาร์-อาทิตย์จัดการศึกษาและสามารถนำความรู้ดังกล่าวมาเทียบโอนในวิชาศาสนาของโรงเรียนได้เป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีและสามารถประหยัดงบประมาณของรัฐและชุมชนได้มาก 5.3 การสนับสนุนสถานศึกษาเอกชนทั้งระบบ ด้วยความหลากหลายในรูปแบบการศึกษาเอกชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้และความหลากหลายในมาตรฐานการสนับสนุนที่ต่างกัน ทำให้ดูว่ารัฐไม่มีความเสมอภาคในการสนับสนุน โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่เปิดสอนทั้งศาสนาและสามัญที่แม้ว่าจะดูว่าได้รับการสนับสนุนมากที่สุดแต่สนับการศึกษาดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นฐานการสอนวิชาสามัญ ในขณะที่โรงเรียนต้องรับภาระบุคลาครูด้านศาสนาด้วยเช่นกัน (จำนวนเท่ากับครูสามัญ) ดังนั้นสภาพความเป็นจริงจึงเกิดสภาพการบริหารจัดการภายในของผู้บริหารที่ต้องเกลี่ยค่าตอบแทน ส่วนสถาบันปอเนาะที่สอนศาสนาอย่างเดียวหรือวัดที่สอนศาสนาอย่างเดียวเช่นกันอยู่ในสภาพที่ถูกทอดทิ้งทั่งๆที่จัดการศึกษาเช่นกัน วิทยาลัยอิสลามศึกษายะลาถึงแม้จะให้บริการการศึกษาเพื่อสาธารณกุศลแต่ต้อง ตกอยู่ในสภาพของกลุ่มธุรกิจการศึกษาและรัฐไม่สามารถให้การอุดหนุนอย่างเต็มที่ซึ่งทำให้ผู้บริหารต้องขอรับการสนับสนุด้านการจัดการศึกษาส่วนใหญ่จากต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศตะวันออกกลาง ในสภาพปัญหาอุปสรรคดังกล่าวจำเป็นอย่างยิ่งทีภาครัฐโดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการควรจัดทำวิจัยเพื่อกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ในการปฏิรูประบบการสนับสนุนสถานศึกษาเอกชนใหม่ 5.4 การพัฒนาอาชีพและการศึกษานอกโรงเรียน ควรต้องตระหนักว่าสภาพปัญหาสำคัญประการหนึ่งคือเด็กเรียนไปแล้วไม่มีงานทำ การเรียนสายอาชีพไม่เป็นที่นิยม อันเนื่องมาจากในวิทยาลัยอาชีพต่างๆมีวิถีชีวิตที่ไม่สอดคล้องกับหลักการศาสนาทำให้ผู้ปกครองไม่สนับสนุนส่งบุตรหลานเรียน กัน ดังนั้นจะต้องปฏิรูปหลักสูตรหารเรียนอาชีพให้สอดคล้องวิถีชีวิตชุมชน หรืออาจร่วมกับสถาบันปอเนาะ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนา อบต. และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นจัดอบมอาชีพระยะสั้น ระยะยาวเพราะเป้าการพัฒนาอาชีพให้ชุมชนคือหน้าที่ขงวิทยาลัยอาชีพอยู่แล้วส่วนจะดำเนินการวิธีการใดนั้นขึ้นอยูกับแต่ละสถานการณืและสถานที่ ในขณะการศึกษานอกโรงเรียนยังมีสภาพการจัดการศึกษาที่เน้นทำอย่างไรให้นักเรียนและประชาชนได้วุฒิอยู่ ควรจะมีหลักสูตรวิชาชีพด้วยจะเป็นการดี 5.5 การพัฒนาอุดมศึกษา หากดูจำนวนสถาบันอุดมศึกษาใน
ดินอะ
เขียนเมื่อ Wed Jul 19 2006 23:45:29 GMT+0700 (ICT)
5.5 การพัฒนาอุดมศึกษา หากดูจำนวนสถาบันอุดมศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของรัฐน่าจะเพียงพอแต่เมื่อดูคณะต่างๆที่เปิดการสอนนั้นจะเน้นด้านสังคมศาสตร์ ส่วนวิทยาศาสตร์ การแพทย์นั้นยังไม่มีทั้งๆที่บุคลากรด้านนี้ยังขาดอีกมากโดยเฉพาะแพทย์ซึ่งเหตุการณ์ความรุนแรงยิ่งต้องการแพทย์มากขึ้น ในขณะเดียวกันสาขาอิสลามศึกษาด้านต่างๆยังให้บริการไม่เพียงพอกับนักเรียนที่ปีหนึ่งๆที่จบด้านศาสนามากกว่าจำนวนที่รับ อีกทั้งคุณภาพการเรียนด้านอิสลามศึกษายังไม่ได้รับการยอมรับจากชุมชนเพียงพอ ประชาชนในพื้นที่ยังมองว่าการจบอิสลามศึกษาที่ดีมีคุณภาพนั้นต้องจบจากตะวันออกกลางดังนั้นจึงเป็นหน้าที่สำหรับคณะวิทยาลัยอิสลามศึกษาทีมหาวิยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีและที่ นราธิวาสราชนครินทร์ต้องพัฒนาให้สูการยอมรับในวงวิชาการโลกมุสลิมให้จงได้ นี่คือภาพรวมและข้อเสนอแนวทางการจัดการศึกษาของผู้เขียนที่ใช้ข้อมูลจากประสบการณ์การเรียนควบคู่สามัญและศาสนาตั้งแต่เด็ก เป็นผู้บริหารการศึกษาโรงเรียนจริยธรรมศึกษาซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา เกือบ 10 ปี และทีสำคัญคือเป็นคณะพิจารณาร่างที่4 เกี่ยวกับข้อเสนอแนวทางการจัดการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ของกระทรวงศึกษาธิการ ข้อเสนอดังกล่าวเป็นแค่ข้อมูลเบื้องต้นสำหรับประชาคมด้านการศึกษาทั้งในพื้นที่แ ละนอกพื้นที่ตลอดจนผู้สนใจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้ใช้ข้อมูลเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้และช่วยพัฒนาให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
 อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
 ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์