นปส.55 (52): บทเรียนล้ำค่า

 Warren Wilhelm “ผู้นำต้องฉลาด ปฏิภาณไหวพริบดี มีหลักคิด คุณค่าที่ชัดและหนักแน่น มีไฟแรง ใฝ่รู้ สามารถเห็นในสิ่งที่ผู้อื่นไม่เห็น จำแม่น และทำให้ผู้ร่วมงานมีความรู้สึกที่ดีเชื่อมั่นในตัวเอง โดยพฤติกรรมของผู้นำที่เอื้อต่อการนำ ต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา คาดคะเนได้ ชักชวนเก่ง นำโดยการเป็นตัวอย่าง และสื่อสารเก่ง” 

เข้าสู่สัปดาห์ที่ 16 ของการฝึกอบรมแล้ว ผมกับพี่เวงขับรถเดินทางกลับวิทยาลัยมหาดไทยด้วยกันในตอนเช้าวันจันทร์ หลังจากกลับจากการศึกษาดูงานเวียดนามมาด้วยกัน ส่วนเอ้กับพี่จิตรก็กลับตากด้วยกัน ผมกับพี่ทิ สนิทสนมกันมากขึ้นอย่างไม่รู้ตัว ผมรู้สึกว่าพี่ทิเป็นพี่ชายที่น่ารักมาก คล้ายๆกับพี่ตู่ (นพ. เกษม ตั้งเกษมสำราญ รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลก) ที่เคยไปเรียนเบลเยียมด้วยกัน เคยเล่าในบันทึก “หมอบ้านนอกไปนอก” ตอน http://gotoknow.org/blog/practicallykm/149131 แล้ว กาลเวลาทำให้พวกเราสนิทสนมกันมากขึ้น แม้จะไม่ได้อยู่กลุ่มเดียวกัน เช่นพี่วัฒน์ พี่หมู พี่ยอด พี่ฮิม พี่ภาส

พี่วัฒน์หรือนิวัฒน์ ภาตะนันท์ ท้องถิ่นจังหวัดลพบุรี เป็นคนเงียบๆเรียบๆสบายๆ พูดน้อย เปี่ยมด้วยรอยยิ้ม มีมิตรไมตรีดี เป็นพี่เขยของหมอขจร เพื่อนผม

พี่หมูหรือนิวัฒน์ รุ่งสาคร นายอำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร หนุ่มหล่อ สมาร์ท ไม่ถือตัว ยิ้มเก่ง เป็นมิตรกับทุกคน ให้ความร่วมมือกับหมู่คณะดี มีอัธยาศัยใจคอดี ไม่ถือตัว

พี่ยอดหรือศักระ กปิลกาญจน์ นายอำเภอควนเนียง จังหวัดสงขลา เป็นคนอารมณ์ดี พูดน้อย ยิ้มง่าย เป็นมิตร อัธยาศัยใจคอดี พี่ยอดมักจะคุยเรื่องสุขภาพกับผมบ่อยๆในช่วงนั่งทานอาหารด้วยกัน พี่ยอดร้องเพลงเก่งมาก

พี่ฮิมหรือสุรพล ลีลาเลิศแล้ว นายอำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นคนคุยสนุก ร่าเริง ยิ้มแย้มแจ่มใส ชอบแซว ไม่ถือตัว เป็นคนเรียบง่ายสบายๆ ไม่เรื่องมาก

พี่ภาสหรือประภาส คงแตง นายอำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก เป็นผู้ใหญ่ใจดี ใจเย็น สบายๆ พูดน้อย แต่ก็มีความเป็นกันเอง

วันจันทร์ที่ 2 สิงหาคม 2553 เป็นการสรุปหมวดวิชาที่ 3, 4 และ 5 โดยอาจารย์ชาติชาย ณ เชียงใหม่ ผู้อำนวยการหลักสูตร ซึ่งทำให้พวกเราเข้าใจภาพรวมของหมวดวิชามากขึ้น อาจารย์ทำเอกสารมาแจกพวกเรา 4 หัวข้อ เป็นข้อเขียนที่ดีมาก ผมจึงไม่สรุปเองแต่ขอยกข้อเขียนของอาจารย์มาให้ผู้อ่านได้ศึกษาไปด้วย ผมทำหน้าที่ Knowledge transferring (ไม่ใช่ Knowledge sharing) ดังนี้

หัวข้อที่ 1 สรุปผลกระทบของโลกาภิวัตน์ต่อการเมืองการปกครอง เป็นการพิจารณาผลกระทบของโลกาภิวัตน์ต่อท้องถิ่นในบริบทของสถานการณ์ของประเทศและโลก การเมืองประชาธิปไตยทุนนิยมอุปถัมภ์ และรัฐไทยสมัยใหม่ สถานการณ์ของประเทศและโลกในภาวะปัจจุบันที่มีความไม่พอเพียง ไม่สมานฉันท์ และไม่มั่นพัฒนา จะทำอย่างไรให้ “พอเพียง สมานฉันท์ มั่นพัฒนา

คลื่นพลังกดดันโลกที่เป็นผลจากกระแสโลกาภิวัตน์ คลื่นที่หนึ่ง ทุนนิยมเสรีไร้พรมแดนนำไปสู่การจัดระเบียบโลกเศรษฐกิจใหม่และการควบรวมทุนโลกกับทุนชาติ บีบคั้นทุนดั้งเดิมเพิ่มความไม่พอเพียงให้กับคนรากหญ้า คลื่นที่สอง ประชาธิปไตยใหม่และกระแสประชาชนนิยมและการสื่อสารเสรีนำไปสู่การเกิดขึ้นของกลุ่มอัตตลักษณ์ กลุ่มแนวคิดใช้ความรุนแรงตอบโต้พลังทุนโลก และคลื่นที่สาม กระแสคิดและผลประโยชน์เสรีนิยมใหม่และอนุรักษ์นิยมใหม่ปะทะขับเคี่ยวกับพลังชาตินิยมโลกที่สามและกระแสความเป็นธรรมโลกในการแข่งขัน รีบเร่งจับจอง กักตุน และเร่งใช้ทรัพยากรต่างๆของโลกนำไปสู่วิกฤตของทรัพยากรทั้งโลก

ผลกระทบของโลกาภิวัตน์ เกิดการรุกคืบเข้ามาครอบงำเป็นใหญ่ของทุนต่างชาติ  ค่าจ้างแรงงานชั้นล่างไม่พอรายจ่าย คนชีวิตไม่พอเพียงเพิ่มจำนวน ช่องว่างรายได้และความไม่เสมอภาค ไม่เป็นธรรมเพิ่มขึ้น ต่างกันในความสามารถเข้าถึงและได้ประโยชน์จากระบบทุนนิยมใหม่ และรัฐละเลยการดูแลคุ้มครองคนด้อยโอกาส คนชายขอบ

อาจารย์ชาติชาย เสนอประเด็นทางสังคมใน 10 ปีข้างหน้า จะมีการขยายที่ไร้ทิศทางของเมืองกับภาวะวิกฤตของชุมชนชนบท ทวิลักษณ์ของสังคมไทย (วิถีชีวิตโลกาภิวัตน์กับชุมชนาภิวัตน์) ปัญหาความยากจน/ยาเสพติดและโรคเอดส์ พหุนิยมทางภาษาและวัฒนธรรม ปัญหาความรู้ สารสนเทศ และกระบวนการเรียนรู้ (ช้า) ในสังคม ความขัดแย้งในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ประเด็นทางเศรษฐกิจใน 10 ปีข้างหน้า จะมีการดำรงและเสริมสร้างฐานชีวิต ฐานทรัพยากร การผลิตการบริโภค ภูมิปัญญา สุขภาพ วัฒนธรรมและจิตวิญญาณ การจัดการอธิปไตยทางเศรษฐกิจเพื่อปกป้องการค้าและประโยชน์ของชาติ

ประเด็นทางการเมืองใน 10 ปีข้างหน้า จะมีการเผชิญหน้าของประชาธิปไตยแบบมีผู้แทนกับประชาธิปไตยโดยตรง (ระดับชาติกับระดับท้องถิ่น) การเมืองกระแสสากลกับการเมืองอนุรักษ์โครงสร้างเดิมกับการเมืองของคนด้อยโอกาส การเมืองของนักการเมืองกับการเมืองของพลเมือง ความเป็นรัฐ ความเป็นราชการที่น้อยลงกับความเป็นประชารัฐและประชาสังคมมากขึ้น

ปัญหาสาธารณะมีโครงสร้างปัจจัยสาเหตุที่ซับซ้อนโยงกันเป็นข่าย ยากเกินกว่าจะแก้ไขได้ด้วยสติปัญญาของคนใดคนหนึ่ง ปัญหาระดับโลกจะแก้ไขได้ต้องทำในระดับท้องถิ่น ข้อจำกัดความสามารถของรัฐ “ใหญ่เกินไปสำหรับปัญหาของท้องถิ่น (ที่เล็ก) และเล็กเกินไปสำหรับปัญหาระดับโลก (ที่ใหญ่)” ทางออกของปัญหาที่ยุ่งยากซับซ้อนอยู่ที่ในตัวปัญหา ผู้แก้ปัญหาคือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาโดยตรง การแก้ปัญหาสาธารณะต้องการพลังความรู้และความร่วมมือกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมากกว่าการใช้อำนาจรัฐและอำนาจเงิน

การเร่งสร้างรัฐและเศรษฐกิจไทยสมัยใหม่โดยดูดซับทรัพยากรท้องถิ่นไปใช้ที่ส่วนกลางท่ามกลางโครงสร้างวัฒนธรรมอุปถัมภ์และความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจส่งผลให้เกิดความยากจนที่ต่อเนื่องของคนท้องถิ่นรากหญ้า เป็นเงื่อนไขเชิงโครงสร้างสำคัญที่ทำให้สำนึกและจิตวิญญาณท้องถิ่นเสื่อมคลายสลาย การปลุกฟื้น “สำนึกท้องถิ่น” ต้องคืนสิทธิและอำนาจแก่ท้องถิ่นในการจัดการทรัพยากรและเศรษฐกิจ วัฒนธรรม สังคมและการเมือง การปกครองตนเอง

หัวข้อที่ 2 ยุทธศาสตร์การบริหารภาครัฐแนวใหม่ อาจารย์ชาติชายพูดถึง การเมืองการบริหารทวิภพที่นักธุรกิจขนาดใหญ่และชนชั้นกลาง หวังพึ่งภาครัฐได้ยากในการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ส่วนคนชายขอบคนด้อยโอกาสกลับมีจิตคิดพึ่งพารัฐมากขึ้น ต้องการให้ช่วยเหลืออุ้มชูเรียกร้องนโยบายโครงการประชานิยม ภาครัฐของไทยต้องเผชิญกลับโลกที่ประชาชนเข้มแข็งมากขึ้น (Stronger world) พหุนิยมลักษณะของสังคม (Pluralistic society) และความอ่อนแอทางการคลัง (Fiscal crisis) ระบบบริหารภาครัฐไทยกำลังอยู่ท่ามกลางบริบทสภาพแวดล้อมที่มีประเด็นท้าทาย 3 ประการ คือ สมรรถนะ (Capabilities) ความน่าเชื่อถือไว้วางใจ (Trustworthiness) และความชอบธรรม (Legitimacy)

การปฏิรูประบบราชการที่ผ่านมาประสบความสำเร็จในหลายเรื่อง ประชาชนมีความพึงพอใจมากขึ้น ข้าราชการปฏิบัติงานเชิงรุกมากขึ้น แต่ระบบริหารงานภาครัฐมีสมรรถนะความสามารถความรู้น้อยลงเรื่อยๆในการรับรู้และรับมือกับปัญหาเงื่อนไขเศรษฐกิจสังคมที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งเก่าและใหม่ที่มีขนาดใหญ่และเปลี่ยนแปลงเร็ว อัตราเร็วในการเรียนรู้และการสั่งสมความรู้ภายในหน่วยงานภาครัฐโดยทั่วไปในขณะนี้มีอัตราเร็วที่ช้ากว่าการเรียนรู้ของธุรกิจเอกชนและภาคประชาชน ปฏิบัติงานโดยยึดถือให้ความสำคัญแก่การบริหารหน้าที่ตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ (Function-based management) มากกว่าการปฏิบัติงานตามประเด็นนโยบาย (Agenda-based management)

ปัญหานโยบายมีปัจจัยสาเหตุที่หลากหลายซับซ้อน การจัดการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างเช่นนี้ ต้องการความคิดเห็น มุมมองและความรู้แบบสหวิทยาการ ต้องการวิธีการเข้าถึง เข้าใจ และแก้ปัญหาด้วยการบริหารจัดการเชิงยุทธศาสตร์ ต้องมีการบริหารความรู้ เพิ่มพูนทุนความรู้ เพื่อสร้างปัญญาและจิตวิญญาณที่รู้ทันปัญหา เพื่อเรียนรู้ปรับตัวและพัฒนาก้าวหน้าไปพร้อมกับภาคเอกชนและประชาชน (Co-evolution) และได้รับการยอมรับนับถือไว้วางใจจากประชาชน

การบริหารงานภาครัฐ เป็นการจัดสรรทรัพยากรสาธารณะเปรียบเสมือนกับ “ศูนย์กลาง (Hub) การต่อสู้ ต่อรองและตอบสนองโครงข่ายของเครือข่ายแห่งผลประโยชน์และค่านิยมอันหลากหลายและขัดแย้งแย่งชิงกัน องค์กรภาครัฐที่มีประสิทธิผลในสังคมพหุนิยมทุนนิยมอุปถัมภ์ คือองค์กรที่ชาญฉลาดและริเริ่มสร้างสรรค์ ที่มีจุดมุ่งหมายในการปฏิบัติภารกิจอย่างมีพลวัตร สามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลายได้ดี และสามารถเชื่อมโยงนโยบายด้านต่างๆเข้าด้วยกัน ให้เกิดดุลยภาพระหว่างผลประโยชน์ที่แตกต่าง นำไปสู่การปฏิบัติที่รวดเร็วและได้ผล (Pragmatism)

ระบบการบริหารภาครัฐแนวใหม่จึงต้องให้ความสำคัญเร่งด่วนแก่ 4 ประเด็นสำคัญคือ

1. การปรับเปลี่ยนในระดับระบบ (Systemic level) มากกว่าระดับเทคนิคการบริหาร (Technical level)

2. ปรับโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับเอกชนและประชาชน (State function)

3. ตำแหน่งแห่งที่ (Positioning) ภาครัฐในแต่ละประเด็นปัญหานโยบาย

4. เพิ่มความสามารถของการบริหารภาครัฐในการใช้ดุลยพินิจตัดสินใจจัดสรรทรัพยากรในเรื่องประเด็นเป็นปัญหาเชิงนโยบาย

สมรรถนะความสามารถแกนหลัก (Core capability) 3 ประการของระบบบริหารภาครัฐแนวใหม่คือ เข้าใจเงื่อนไขความต้องการของภาคส่วนต่างๆที่สลับซับซ้อนเพื่อกำหนดและขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การทำงานที่ได้ผล เสาะแสวงหา แบ่งปัน และรักษาทุนความรู้ ทุนสังคมและทุนการจัดการโดยเฉพาะส่วนที่เป็นจิตวิญญาณและภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย และบริหารจัดการการสื่อสารแลกเปลี่ยนปฏิสัมพันธ์ของโครงข่ายและเครือข่ายผลประโยชน์และพลังต่างๆในสังคมเพื่อประโยชน์สูงสุดร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐและองค์กรภาคส่วนอื่นที่อยู่ในระบบนิเวสน์เดียวกัน

อาจารย์ชาติชาย เสนอยุทธศาสตร์การบริหารงานภาครัฐที่ชาญฉลาดและสร้างสรรค์ ที่ต้องธำรงสมรรถนะหน่วยงานที่มีอยู่แล้วเสริมสร้างสมรรถนะใหม่โดยเร็วเพื่อรับมือกับงานที่ยากและซับซ้อนมากขึ้น ต้องใช้วิธีการเรียนรู้แบบก้าวกระโดดและสามารถใช้การเรียนรู้จากผลการปฏิบัติงานและประสบการณ์ที่ได้รับเป็นฐานสำหรับก้าวไปบรรลุผลงานและบริการใหม่ที่ดีกว่าเดิม แนวคิดนี้ 4 องค์ประกอบ คือ

  1. หลักการบริหาร (Management principle) ต้องเข้าใจ เข้าถึง (Sense) และทำได้ทำเป็น (Simplicity)
  2. การกำหนดบทบาทภารกิจและการวางตำแหน่ง (Role and Positioning) จำแนกออกเป็น 3 กลุ่มคือ กลุ่มภารกิจหน้าที่พื้นฐาน กลุ่มหน้าที่เชิงยุทธศาสตร์ และกลุ่มหน้าที่การบริการสาธารณะ
  3. กลยุทธ์การบริหาร ใช้กลยุทธ์เชื่อมโยงและเรียนรู้ (Link and Learn)
  4. สมรรถนะของบุคคลากร ต้องการคนดี เก่ง มุ่งมั่นและทุ่มเท พัฒนาให้บุคลากรมีความเชื่อมั่นในตนเอง ให้โอกาสและทรัพยากรที่เหมาะสม

หัวข้อที่ 3 ภาวะผู้นำตามกระบวนทัศน์ใหม่ อาจารย์ชาติชาย พูดถึง ผู้นำในอนาคต ที่ต้องตระหนักดีว่าบุคลากรคือสินทรัพย์ที่สำคัญสูงสุด สร้างสภาวการณ์นำในสถานการณ์ที่หลากหลาย ระดมกำลังผู้คนมาช่วยกันฟันฝ่าอุปสรรคในยามลำบาก มุ่งรับรู้และเรียนรู้ความต้องการของลูกค้า และถือว่าความเป็นชุมชนนำไปสู่ความสำเร็จของหน่วยงาน

อาจารย์ชาติชาย นำแนวคิดของปีเตอร์ ดรั๊กเกอร์ มานำเสนอว่า ภาวะผู้นำสามารถและต้องเรียนรู้พัฒนา ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า บุคลิกภาพภาวะผู้นำ ผู้นำที่ดีมีบางอย่างคล้ายกัน เช่นความรับผิดชอบ การเป็นตัวอย่างที่ดี ทำงานได้ผล มีคนนิยมยกย่อง พูดจริงทำจริง ไม่ดีแต่พูด พฤติกรรมผู้นำ “เราควรทำอะไร” ไม่ใช่ “ฉันต้องการอะไร” ทนต่อความแตกต่างของคน ไม่อิจฉาผู้อื่น

บทเรียน 7 ประการของการเป็นผู้นำ (James Kouzes and Barry Posner, Seven Lessons for Leading) ประกอบด้วย ไม่นิ่งนอนใจชิงลงมือทำก่อน เป็นคนที่เชื่อถือวางใจได้ ตาดูดาวเท้าติดดิน สร้างชุมชนที่มีวิสัยทัศน์ร่วม ไม่เป็นพระเอกคนเดียว ทำในสิ่งที่พูด (คำพูดเป็นนาย กายเป็นบ่าว) และภาวะผู้นำเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องมี

อาจารย์ให้แนวคิดไว้อีกว่า ผู้นำจะใช้อำนาจหน้าที่ได้จริง ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่ามีสมรรถนะสูง “ปัจจัยที่ทำให้ได้มาซึ่งอำนาจหน้าที่ที่แท้จริงมาจาก ความเชื่อมั่นในตัวเอง ถ่อมตัวและฟังมากกว่าพูด หลงใหลทุ่มเทให้กับงาน และชอบพบปะทำงานกับผู้คน ขณะที่อยู่ตามลำพังได้

องค์กรที่มีทั้งการนำและการตามที่เข้มแข็ง แม้ผู้นำยังต้องกำหนดทิศทางและตัดสินใจในเรื่องยากและสำคัญ องค์กรจะมีผลงานดีขึ้นอยู่กับความสามารถและรู้จริงของผู้อื่น ผู้นำต้องเรียนรู้ที่จะนำและจะตาม ต้องยอมรับการนำของบุคคลที่รู้ดีที่สุด ต้องยอมรับการนำทีมหากจุดมุ่งหมายของทีมนำไปสู่ผลสำเร็จ ต้องยอมรับการนำของคนอื่นในองค์กรหากความสำเร็จขององค์กรต้องมีการกระจายตัวของศูนย์การนำ

อาจารย์ยกคุณลักษณะของผู้นำที่ดี จากLearn from Past Leaders ของ Warren Wilhelm ที่ “ผู้นำต้องฉลาด ปฏิภาณไหวพริบดี มีหลักคิด คุณค่าที่ชัดและหนักแน่น มีไฟแรง ใฝ่รู้ สามารถเห็นในสิ่งที่ผู้อื่นไม่เห็น จำแม่น และทำให้ผู้ร่วมงานมีความรู้สึกที่ดีเชื่อมั่นในตัวเอง โดยพฤติกรรมของผู้นำที่เอื้อต่อการนำ ต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา คาดคะเนได้ ชักชวนเก่ง นำโดยการเป็นตัวอย่าง และสื่อสารเก่ง

หัวข้อที่ 4 สรุปการปฏิบัติงานของกระทรวงมหาดไทย: การบริหารงานพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดและการบริการประชาชน อาจารย์ชาติชายเน้นเรื่องหลักธรรมาภิบาลในการบริหารงานกระทรวงมหาดไทย ให้เป็นหลักและเครื่องมือการบริหารจัดสรรทรัพยากรสาธารณะเพื่อทำให้เกิดการประสานเชื่อมโยงความแตกต่างหลากหลายอย่างมีดุลยภาพชอบธรรมและเพิ่มการยอมรับเชื่อถือในภาวะการนำของกระทรวงมหาดไทยภายใต้บริบทของรัฐพหุนิยมที่มีส่วนร่วมและการบริหารงานที่ถือประชาชนเป็นศูนย์กลาง

การเร่งสร้างธรรมาภิบาลดังกล่าว ต้องยึดหลักการและความเชื่อที่ว่า “สืบสานวัฒนธรรมไทยพร้อมไปกับการปรับตัวสู่สากล” โดยกำหนดปัจจัย 3 ประการคือ วัฒนธรรม (สุจริต คุณธรรม ความมีเหตุผล ปฏิบัติได้ ประสานประโยชน์ของหลากเครือข่ายหลายระดับลดความเหลื่อมล้ำ) สมรรถนะ (คนดี คนเก่ง กระบวนงานที่ฉับไว คิดไกลไปข้างหน้า คิดทบทวน คิดก้าวข้าม: Think Ahead-Again-Across) และนโยบายที่เท่าทันการเปลี่ยนแปลง

แนวทางการเสริมสร้างธรรมาภิบาลในการบริการประชาชน ต้องออกแบบระบบและกระบวนงานบริการประชาชนที่ยึดหลักธรรมาภิบาล โดยใช้แนวคิด Value chain มาพัฒนา “ห่วงโซ่การบริการประชาชน” ออกแบบและพัฒนาเครื่องมือและเกณฑ์ที่จะใช้กำกับกระบวนการให้บริการประชาชนตามหลักธรรมาภิบาล

ผมคิดว่าแนวคิดต่างๆทั้ง 4 หัวข้อของอาจารย์ชาติชาย มีความแหลมคมและทันสมัยมาก แต่เป็นนามธรรมสูงเข้าใจได้ยาก ผู้นำไปปฏิบัติต้องตีให้แตกแล้วคิดวิธีปฏิบัติขึ้นมาให้ได้ แต่ที่แน่ๆทุกคนในรุ่นรู้ว่า ต้องให้ความสนใจกับเอกสาร 4 ชุดนี้ เพราะน่าจะใช้ในการออกข้อสอบปลายภาค ผมพยายามอ่านอยู่หลายรอบเพื่อสร้างความเข้าใจในภาษาที่อาจารย์ใช้เขียน และผมได้ใช้แนวคิดอาจารย์ชาติชายออกแบบกระบวนการหลักและสนับสนุนของระบบราชการตามแนวคิดห่วงโซ่คุณค่าได้และกำกับด้วยหลักธรรมาภิบาลและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ได้เป็นโมเดลของผมออกมาตามที่เคยเขียนตอบไปตอนสอบกลางภาคแล้ว

คืนนี้ ผมนอนดึกอีกแล้ว เกือบตีสองเพราะต้องทำสไลด์นำเสนอ 2 เรื่องคือ Action learning สกลนคร กับIS เรื่อง ยุทธศาสตร์การบริหารทรัพยากรมนุษย์ด้านสุขภาพในบริบทพื้นที่ชายแดนจังหวัดตาก ปี 2553 ซึ่งผมต้องนำเสนอเป็นคนแรกทั้งสองเรื่องเช้าและบ่าย

วันอังคารที่ 3 สิงหาคม 2553 ช่วงเช้าเป็นการนำเสนอ Action Learning เป็นกลุ่มจังหวัด ไม่แยกย่อยเป็นรายหมู่บ้าน ผู้นำเสนอของกลุ่มระยองมีพี่นัด พี่ไก่ พี่ตุ้ย กลุ่มนครศรีธรรมราชมีพี่สงกับพี่จู๊ด กลุ่มน่านมีพี่ลือชัยและกลุ่มสกลนคร ผมนำเสนอคนเดียวและไม่มีเวลาที่จะมาสรุปเนื้อหาร่วมกันก่อน ยังดีที่ผมพอจำได้จากการนำเสนอของทั้ง 5 กลุ่มต่อรองผู้ว่าสกลนคร จึงสามารถสรุปประเด็นสำคัญของการเรียนรู้ที่สกลนครออกมาได้และลงลึกในการเรียนรู้ของกลุ่มผมเองที่บ้านนาจาน แต่ละกลุ่มมีเวลานำเสนอ 30 นาทีและมีอาจารย์คอยวิพากษ์ 5 ท่าน หลายกลุ่มเกินเวลาไปเพราะนำเสนอหลายคน

ผมเริ่มนำเสนอด้วยประเด็นสำคัญของการเรียนรู้ 5 กลุ่ม คือหมู่ 8 บ้านบัว ต.กุดบาก หมู่ 6 บ้านกุดไห ต.กุดไห หมู่ 19 ตำบลนาม่อม อ. กุดบาก หมู่ 7 บ้านจอมแจ้ง ต.นาแก้ว และหมู่ 6 บ้านนาจาน ต. บ้านโพน อ. โพนนาแก้ว สองกลุ่มแรกมีเรื่องแนวคิดเครือข่ายอินแปลงคือ “แนวคิด 7 รอด” ประกอบด้วย “รอดสารพิษ รอดหนี้ รอดป่วยไข้ รอดถูกเอาเปรียบ รอดไม่พอเพียง รอดกระแสพัดไป และรอดเหงา” ที่บ้านกุดไหจะโดดเด่นมาก ส่วนบ้านนาขามเจอปัญหาที่ สปก.และมีแหล่งแต่ขาดน้ำ บ้านจอมแจ้งที่นาไปอยู่เขตป่าสงวนริมหนองหาร แล้วก็ลงลึกกระบวนการเรียนรู้ด้วยเครื่องมือศึกษาชุมชน 7 ชิ้นที่บ้านนาจาน ซึ่งได้รับคำชมจากอาจารย์ด้วย

ช่วงบ่าย เป็นนำเสนอIS ที่ได้รับการคัดเลือกจากอาจารย์ที่ปรึกษา 7 ท่านเลือกผู้นำเสนอมากลุ่มละ 3-4 คน รวม 21 คน คือ ผศ. ดร. จรัญญา  ปานเจริญ (น.พ. พิเชฐ บัญญัติ นายลือชัย  เจริญทรัพย์ นายพิชัย  อุทัยเชฏฐ์)อาจารย์ ปรีชา  วุฒิการณ์ (นายชัยสิทธิ์  วรคำแหง นายศักระ  กปิลกาญจน์ นายวันชัย  คงเกษม) อาจารย์วิจิตร  วิชัยสาร (นางณัฏฐญา  พัฒนะวาณิชนันท์ นายกอบชัย  บุญอรณะ นายวัชระ  รัตนวิไล) ผศ. ดร. สมศักดิ์  ดำริชอบ (นายภัคพงศ์  ทวิพัฒน์ นายนิวัฒน์  ภาตะนันท์ นายอุกฤฏ์  มนูจันทรัถ)

รองศาสตราจารย์ ดร. สุรสิทธิ์  วชิรขจร (นายสมฤกษ์  บัวใหญ่ นายสุชาติ  สบาย นายกฤตชัย  อรุณรัตน์ นายพีระพงศ์  ศิริเกษม) ศ.ดร.จักรกฤษณ์ นรนิติผดุงการ (นายวิชัย  ตั้งคำเจริญ นายรัชกฤช  สถิรานนท์ นางสุมาลี  ทั่งพิทยกุล นายศุภวัชร  ศักดา) อาจารย์สุดจิต  นิมิตกุล (นายธารทิพย์  มีลักษณะ นายสรายุทธ  แก้วกุลปรีชา ว่าที่ ร.ต.ไพเจน  มากสุวรรณ์) ซึ่งได้ประกาศรายชื่อตั้งแต่ก่อนไปเที่ยวเวียดนามแล้ว เพื่อให้ได้เตรียมตัวนำเสนอคนละ 15 นาที

พี่หน่องขอนำเสนอก่อนเพราะต้องรีบไปพบรัฐมนตรีที่สภา ผมจึงนำเสนอเป็นคนที่สอง ผมทำสไลด์สั้นๆ มีโครงเรื่องหลักๆและใส่รูปไปด้วยเพื่อให้รูปช่วยสื่อความหมายให้มากขึ้น ผมเคยมีประสบการประกวดนำเสนอผลงานวิชาการกระทรวงสาธารณสุข 2 ครั้งต้องนำเสนอภายใน 12 นาทีและสอบวิทยานิพนธ์ที่เบลเยียมนำเสนอภายใน 10 นาที จึงมีประสบการณ์พอสมควรและนำเสนอได้ภายในเวลาที่กำหนด เสนอได้ชัดเจน ไม่มีคำถามจากอาจารย์ผู้วิพากษ์ คืนนี้ผมหลับอย่างสบายหายกังวลเพราะภารกิจการนำเสนอเสร็จสิ้นแล้ว

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 หมายเลขบันทึก: 395722
 เขียน:  
 อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ

ความเห็น

 อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
 ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์
 
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า