ปฏิรูปการศึกษาไทยรอบสอง..
เราควรเน้นที่การสร้าง "มูลค่า" หรือ "คุณค่า" ?


พระอาจารย์ ว.วชิรเมธี  วิพากษ์การศึกษาไทยว่า...

 

สังคมไทยในขณะนี้เป็นสังคมที่ไร้ระเบียบ จับต้นชนปลายอะไรไม่ถูก
มีวิกฤตการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย...
ขณะนี้สังคมไทยประสบวิกฤติการณ์ทางการเมืองอย่างหนัก
การศึกษาไทยก็ไม่สามารถเยียวยาอะไรได้เลย 
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกระบวนการรับรู้ของเด็กไทย ตลอดถึงความคิดของเด็กไทย

 
เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะเรามุ่งแต่วิชาการเป็นหลัก..จนลืมวิชาชีวิต 
มุ่งเรียนเพื่อจะได้ทำงานดีๆ วิชาทางธรรมถูกลดบทบาทลง
ทุกคนมุ่งแต่เรื่องทำมาหากิน ทำประโยชน์เพื่อตัวเราเอง
ลืมนึกถึงคนอื่น จิตสำนึกสาธารณะไม่มี
 

 
การเรียนในโรงเรียนก็สอนแต่จำ  มากกว่าจะสอนเรื่องความเข้าใจให้แก่เด็ก
หลักสูตรอัดแน่นเกินความจำเป็น เรียนไปก็นำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตอะไรไม่ได้
โดยเฉพาะการสอนทางพระพุทธศาสนา
เด็กไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้เลย

 
ทุกวันนี้เด็กไทยจึงเรียนหนังสือด้วยความทุกข์ ไม่เคยมีความสุข
เพราะเรามุ่งสอบมากเกินไป โรงเรียนกวดวิชามีทั่วประเทศ
เมื่อสอบเสร็จเด็กแทบจะไม่อยากจับหนังสืออีกต่อไป
ด้วยเหตุที่เครียด เรียนไปก็จำอะไรไม่ได้


การปฏิรูปการศึกษารอบแรกก็ยังไร้ผล
เพราะผู้ใหญ่เอาแต่พูดกันเรื่องตำแหน่งมากกว่าคุณภาพการศึกษา
มาครั้งนี้จะปฏิรูปรอบสอง ไม่รู้จะถึงตัวเด็กหรือเปล่า

การศึกษาไทยทำให้เด็กไทย สมองโต หัวใจตีบ คิดน้อย...
เห็นแก่ตัว ไม่สนใจส่วนรวม ทิ้งธรรม...
บูชาเงินมากกว่าความดีงาม...
เครียด ไม่มีความสุข ชอบเรื่องสะเดาะเคราะห์มากกว่าการคิดวิเคราะห์...
ไม่ชอบเป็นผู้นำ ชอบตามคนอื่น...

 

ถึงตอนนี้ ถ้าเราอยากเห็นการศึกษาไทยเปลี่ยนแปลง
ต้องเริ่มต้นที่ตัวเราก่อน และอย่าหวังว่านักการเมืองจะเข้ามาช่วย
เพราะทุกวันนี้กระทรวงศึกษาธิการ ยังแก้ปัญหาต่างๆ ของตัวเองยังไม่ได้เลย
เมื่อเราเห็นปัญหาและไม่มัวแต่วิพากษ์วิจารณ์ปัญหาต่างๆ ก็มีทางแก้ไข

 

 

 

 

 "การศึกษาของไทย เป็นหมาหางด้วน"
ท่านอาจารย์พุทธทาสใช้เรียกการศึกษาที่ไม่ได้ทำให้คนหลุดพ้น
แต่ตรงกันข้ามกลับสร้างกิเลส ทำตามๆ กัน แข่งขันกัน
จนหมาหางด้วนกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา
หมามีหางกลายเป็นเรื่องประหลาด 
ถึงได้แข่งขันกันให้ความรู้ สร้างความรู้ ไม่ได้สร้างปัญญา

 

 

ท่านอาจารย์พุทธทาสสอนว่า...
"ขึ้นต้นไม้ให้ขึ้นทางต้น อย่าขึ้นทางปลาย"
หมายความว่า ให้จับหลักคิด จับความคิด จะเกิดปัญญา
ไม่ใช่แสวงหาแต่เทคนิก วิธีการ ซึ่งเป็นความรู้และทักษะต่างๆ
ชอบแต่ตั้งคำถามว่า "ทำอย่างไร"
ไม่ชอบตั้งคำถามว่า "ทำไปทำไม"

 

          
ถามว่า ทำไปทำไม
ถ้าตอบได้จะรู้เป้าหมายของการกระทำ เป้าหมายของชีวิต เกิดปัญญา
ถ้าถามเพียงว่า ทำอย่างไร ก็จะได้แต่ความรู้ วิธีการ
ปราศจากหลักการ หลักคิด ซึ่งต้องมาก่อน
เหมือนกับธรรมะว่าด้วยมรรคมีองค์แปด
ซึ่งเริ่มด้วยสัมมาทิฐิ หรือคิดชอบ
แล้วจึงไปสัมมาอาชีวะ  หรือปฏิบัติชอบ

           
การศึกษาที่สร้างปัญญา ทำให้ได้มาซึ่งความรู้ด้วย
แต่การศึกษาที่เน้นสร้างแต่ความรู้ มักไม่ได้สร้างปัญญา
เหมือนการขึ้นต้นไม้ทางปลาย

 

 

 

 

ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา  กล่าวว่า

การศึกษาไทยต้องเน้นความดีก่อนความเก่ง
แต่ทุกวันนี้เราให้ความสำคัญกับความเก่ง ยกย่องคนเก่ง
แต่เราจะพบว่าคนเก่งกว่าไม่มีความสุข
จะเห็นว่าคนในเมืองไทยสร้างปัญหามากมาย
เพราะคนเก่งมักจะไม่อยากให้ใครเก่งกว่าตัวเอง และเห็นแก่ตัว 
ขณะที่ถ้าโรงเรียนไหนสนับสนุนให้เด็กเป็นเด็กดี...
สิ่งที่จะตามมาก็คือ เขาจะรู้จักตัวเอง และคิดถึงคนอื่นได้เสมอ

ที่สำคัญเขาจะมีความสุขในการใช้ชีวิตมากขึ้นด้วย

 
หากโรงเรียนใดสอนให้เด็กรู้จักตัวเองตั้งแต่ต้น เขาจะไม่หลงทาง
การสอนให้เด็กรู้จักตั้งคำถาม อย่างเช่น
เขาเป็นใคร เกิดมาเพื่ออะไร และจะทำอะไรบ้าง
จะทำให้เขาได้ทบทวนตัวเอง
ที่โรงเรียนสัตยาไส เราใช้คำถามเหล่านี้ ถามเด็กทุกคน
เพื่อกระตุ้นให้เขาได้คิดและวิเคราะห์ เป็นเรื่องจำเป็นอย่างมาก
เพราะเด็กคือมนุษย์ไม่ใช่หุ่นยนต์