น้องรักคนหนึ่งของผมกำลังไปทำปริญญาเอกในสาขาศึกษาศาสตร์กับการพัฒนา ของมหาวิทยาลัยเก่าแก่แห่งหนึ่ง เมื่อเริ่มคิดก็เริ่มขายไอเดีย ซึ่งก็ดูกระปรี้กระเปร่า มีชีวิตชีวา ยิ่งสอบได้และผ่านการคัดเลือกแล้ว ก็ยิ่งดูฮึกเหิมคึกคัก พรั่งพรูเรื่องราวความคิดฝัน ทว่า พอเริ่มเสียค่าลงทะเบียน ก็เริ่มกุมขมับ แต่ก็ยังเห็นพลังชีวิตมากมาย แต่พอเริ่มเรียนไปได้สักพักก็เริ่มปรากฏอาการลมปราณกระเซ็นกระสาย

วันหนึ่ง ระหว่างคุยเรื่องงาน ก็เปรยกับผมว่า ต้องอ่านบทความ หนังสือ เอกสาร และทำงานศึกษาค้นคว้าเยอะ ขณะเดียวกัน ก็เป็นคนทำงานวิชาการเชิงยุทธศาสตร์ขององค์กรด้วย ทำท่าจะความคิดกระจาย ซึ่งจะทำให้ทำงานกับข้อมูลและงานความคิดได้ไม่ดี เลยปรารภกับผมไปเรื่อยๆอย่างไม่ต้องการคำตอบ เป็นการคุยกันอย่างคนทำงาน เพื่อให้มีเวลาได้ตั้งสติ จะได้มีวิธีคิดดีๆเกิดขึ้น

ผมเลยสะท้อนความคิด เพื่อเสริมกำลังใจและเสริมกำลังความคิดไปในตัวให้ว่า การศึกษาในขั้นสูงเขาไม่ได้สร้างความรู้และสร้างวิธีคิด วิธีเข้าใจขึ้นที่ระดับการอ่านและการพรรณาด้วยความรู้ที่เป็นเนื้อความ แต่จะเข้าสู่เรื่องราวต่างๆด้วยชุดแนวคิด ระบบวิธีคิด สื่อความเข้าใจและอธิบายสิ่งต่างๆด้วยชุดเหตุปัจจัยและตัวแปรที่ปฏิสัมพันธ์กันบนกรอบวิธีคิด ทฤษฎี และแนวความเชื่อที่มีหลักสนับสนุนมากมาย

การมองและอธิบายสิ่งต่างๆผ่านตัวแปรนั้น เป็นการเห็นความเป็นระบบและความเชื่อมโยงสิ่งต่างๆหลายมิติและหลายระดับ ทั้งวิถีทรรศนะ ความคิด ความรู้ ข้อมูลและข้อเท็จจริง ดังนั้น ตัวแปรแต่ละตัวจึงหมายถึงบทสรุปจากข้อมูลและประสบการณ์จำนวนมาก เปรียบเทียบหลากหลายบริบท จะใช้วิธีจำความรู้และแจกแจงเพื่อเข้าใจเป็นจุดๆที่ระดับเนื้อความและตัวบทความรู้ไม่ได้ ต้องสามารถกระโดดข้ามหรือละไว้ด้วยฐานที่ต้องเข้าใจเป็นกรอบๆ เพื่อสังเคราะห์และสร้างความรู้ที่เป็นแนวอธิบายที่ดีที่สุดไปตามเงื่อนไขปัจจัยนั้นๆ ไม่ได้มองเพื่อจดจำความรู้อย่างหยุดนิ่งตายตัวเพื่อนำไปใช้อธิบายกับทุกสถานการณ์ ดังนั้น จะต้องมีแผนที่เพื่อจัดการความรู้ในหัวที่ดี เพราะต้องอ่านและศึกษาค้นคว้ามาก

จากนั้น ผมก็บอกว่า ในเรื่องศาสตร์ทั้งหลายที่ว่าด้วยการศึกษาเรียนรู้นั้น หากคิดไปตามการรับรู้เป็นเรื่องๆทั่วโลกและทั่วพรมแดนของความรู้นั้น ก็จะมากมายมหาศาลจนไม่สามารถสำรวจตรวจตราได้อย่างเป็นระบบ ที่สุดก็จะดูเหมือนล้นเกินจนไม่สามารถเข้าถึงแก่นและเรียนรู้ให้ทะลุได้ ผมจึงบอกให้สร้างกล่องขึ้นในหัว ๓ กล่อง เพื่อจัดระบบคิดไว้เกาะติดข้อมูลความรู้ใน ๓ พรมแดน ซึ่งจะสามารถครอบคลุมได้หมด จากนั้น จึงค่อยวางกรอบพิจารณาลดหลั่น ซับซ้อนไปตามขอบเขตทฤษฎีและความรู้ทั่งมวลที่เข้าถึงได้

ผมขยายความให้ฟัง พร้อมกับยกตัวอย่างวิธีนำเอาสิ่งที่รู้มาจัดหมวดหมู่ รวมทั้งใช้วิธีคิดดังกล่าวเป็นกรอบอธิบายแจกแจงเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับการศึกษาเรียนรู้ รวมไปจนถึงมิติการบริหารและการจัดการความรู้ ซึ่งก็ดูเหมือนทำให้เขาดูตาสว่างขึ้นมาโดยพลัน กุลีกุจอหากระดาษมาจดกันลืมและเปิดประเด็นซักถามหารายละเอียดที่ต้องการไปจนพอใจ

พรมแดนแห่งศาสตร์และความรู้ ๓ พรมแดน เพื่อครอบคลุมวิทยาการด้านการศึกษาเรียนรู้และการบริหารจัดการความรู้ทั้งมวลไว้ได้นั้น จะผสมผสานศาสตร์และศิลป์ใน ๓ พรมแดน คือ.... 

  • ศาสตร์และศิลป์ที่ว่าด้วยความรู้ Science of Knowledge
  • ศาสตร์และศิลป์ที่ว่าด้วยการทำให้รู้ หรือการสอน การถ่ายทอด Science of Teaching
  • ศาสตร์และศิลป์ที่ว่าด้วยการรู้และการเรียนรู้ Science of Knowing

 

  ศาสตร์และศิลป์ที่ว่าด้วยความรู้    ประกอบไปด้วยแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับความรู้ หรือ Science of Knowledge ธรรมชาติของความรู้ การสร้างความรู้ ผู้รู้ ซึ่งในพรมแดนดังกล่าวนี้ก็ควรจัดหมวดหมู่จำแนกเป็นเชิงชั้นให้ได้ ๕ ระดับ ที่เชื่อมโยงกันทั้งในแนวระนาบและในแนวดิ่ง คือ [๑] ระดับอภิปรัชญญาซึ่งจะเป็นความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความคิดว่าด้วยความเป็นจริงสูงสุดของแต่ละสาขา แต่ละสังคม [๒] ระดับปรัชญาซึ่งจะเป็นความรู้ที่สร้างขึ้นด้วยวิธีการทางเหตุผลและตรรกศาสตร์ สาขาคณิตศาสตร์ก็จัดว่าเป็นความรู้ที่สร้างขึ้นโดยวิธีการทางเหตุผล เป็นกระบวนการทางปัญญาและวิธีคิดเชิงนามธรรมซึ่งใช้เครื่องมือสัญลักษณ์ทำงานทางความคิด [๓] ระดับความรู้โดยวิธีการวิทยาศาสตร์แขนงต่างๆซึ่งสร้างความรู้ด้วยการสังเกต ตรวจสอบด้วยการทดลองทำซ้ำยืนยัน บันทึกสถิติ และสรุปเป็นความจริงทั่วไปตามข้อเท็จจริง [๔] ระดับประสบการณ์และปรากฏการณ์เชิงสัมผัสซึ่งต้องอาศัยการตีความและให้ความหมายของมนุษย์ และ [๕] ระดับการตื่นรู้จากภายในหรือระดับที่จะต้องพัฒนาความละเอียดอ่อนภายในจิตใจของมนุษย์ เพื่อมีความสามารถหยั่งความเป็นใจเขาใจเราของความเป็นชีวิตในความรู้ ทดแทนและเติมเต็มเครื่องมือการชั่งตวงวัดและประเมินทางวัตุภายนอกที่เข้าไม่ถึง

ความรู้แบบต่างๆ สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เช่น ความรู้ในระดับอภิปรัชญาและความรู้ในระดับปรัชญา เมื่อสามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ก็สามารถกลายเป็นความรู้แบบวิทยาศาสตร์ คลายบทบาทความสำคัญ ตลอดจนหักล้างเหตุผลและระบบคิดที่มีมาก่อนได้ ขณะเดียวกัน ความรู้แบบวิทยาศาสตร์ก็สามารถทำให้มนุษย์จินตนาการสร้างความรู้เชิงปรัชญาที่สูงขึ้นไปได้อีก เหล่านี้เป็นต้น

ความรู้ทุกแบบล้วนมีความจำเป็นที่แตกต่างกัน ความรู้แบบอภิปรัชญาก็มีบทบาทต่อการให้ระบบและวิธีคิดในการจัดความสัมพันธ์ของมนุษย์กับสิ่งที่อยู่เหนือความรู้ความสามารถของมนุษย์ ให้มีกรอบกติกาในการปฏิบัติต่อระบบสังคมวัฒนธรรมตามจินตภาพในแต่ละยุคสมัย ความรู้ในระดับดังกล่าวอาจสร้างระบบการอธิบายด้วยเทพปกรณัมและเทววิทยาต่างๆ ความรู้ในระดับปรัชญาก็ทำให้มีวิธีแก้ปัญหาและอยู่ร่วมกันด้วยวิธีการทางเหตุผลอันเป็นที่ยอมรับกันในสังคม ความรู้แบบวิทยาศาสตร์ก็ทำให้มีวิธีคิดและตัดสินใจที่อิงอยู่กับความจริงที่สามารถพิสูจน์ตรวจสอบได้อย่างเป็นระบบ ความรู้จากประสบการณ์ก็ทำให้มนุษย์สามารถเชื่อมโยงตนเองเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ๆได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น ความรู้จากภายในก็ทำให้มนุษย์มีความสามารถร่วมทุกข์สุขและสร้างความเป็นส่วนรวมด้วยกันได้ ใช้ตนเองเป็นเครื่องมือหยั่งความเป็นใจเขาใจเรา เพื่อความเข้าใจกันของมนุษย์ในระดับที่จะสื่อสารและสัมผัสจากองค์ประกอบภายนอกไม่ได้ ความเป็นส่วนรวมและพื้นที่เผื่อแผ่ออกไปสำหรับเป็นที่ยืนของผู้อื่นจึงจะสามารถก่อเกิดขึ้นมาจากหัวใจของปัจเจกและพัฒนาการให้พ้นจากความคับแคบต่างๆไปตามลำดับได้

นอกจากนี้ ศาสตร์และความรู้สาขาต่างๆ ต่างก็ส่งเสริมเติมเต็มให้กัน อีกทั้งหยิบยืมเครื่องมือและวิธีการของกันและกัน แยกขาดออกจากกันอย่างเด็ดขาดไม่ได้ วิธีการเหตุผลนับแต่ระดับอภิปรัชญากระทั่งวิธีการของสาขาคณิตศาสตร์ซึ่งก็เป็นการสร้างความรู้โดยวิธีการทางเหตุผล ย่อมต้องอาศัยกระบวนการภายในทั้งการเจริญสติและกระบวนการคิดที่แยบคาย รวมไปจนถึงความมีจินตนาการ สุนทรียภาพและความรู้สึกทุกข์ร้อนร่วมกับผู้อื่นเป็น สาขาวิทยาศาสตร์ก็ย่อมต้องใช้เครื่องมือและวิธีบันทึกจากสาขาคณิตศาสตร์ และการตกลงกันเพื่อจำได้หมายรู้ต่อสิ่งต่างๆสำหรับเข้าสู่ความเป็นจริงโดยธรรมชาติของสรรพสิ่ง ซึ่งเป็นวิธีการเชิงสังคมและวัฒนธรรม ความเจริญก้าวหน้าของศาสตร์และความรู้แขนงต่างๆ จึงต่างเป็นองค์ประกอบสะท้อนพัฒนาการของกันและกัน เมื่อรวมกันทั้งหมดให้ส่งเสริมเกื้อหนุนกันแล้วก็มีความจำเป็นทั้งสำหรับการอยู่ร่วมกันและการพัฒนาตนเอง

ความสุดขั้วไปสู่บางด้าน ก็ย่อมเป็นยุคมืดของอีกหลายด้าน สลับกันไป ซึ่งเกิดขึ้นอยู่เสมอทั้งในยุคโบราณของสังคมโลกและในยุคปัจจุบัน แต่ความเฟื่องฟูและส่องทางกันให้เจริญก้าวหน้าสูงสุดไปทุกด้านก็เกิดขึ้นได้เช่นเดียวกัน เช่น ในยุโรปในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาหรือยุคเรอนาซองส์ ก็จัดว่าทุกศาสตร์ ทุกสาขา รวมไปจนถึงการพัฒนาทางสังคม ได้พัฒนาการถึงขั้นสูงสุดจนเป็นตัวแบบคลาสิค จะสร้างสรรค์สิ่งใดก็ยากที่จะเล็ดรอดออกไปได้อีกเพราะลงตัวไปทุกด้าน ในกรณีประเทศไทยนั้น บางท่าน เช่น คุณไมเคิล ไรท์ อดีตนักเขียนของมติชน เคยตั้งข้อสังเกตในงานเขียนก่อนถึงแก่มรณกรรมว่า ยุคสุโขทัยอาจเป็นเรอนาซองส์ของไทย มีความเฟื่องฟูทางวิทยาการและพัฒนาอย่างสมดุลทางปัญญาหลายแขนง

  ศาสตร์และศิลป์ที่ว่าด้วยการการสอน การถ่ายทอด  ประกอบไปด้วยแนวคิด ทฤษฎี เทคนิค และระบบปฏิบัติการในการสอน การถ่ายทอด การจัดสถานการณ์ เพื่อให้ประสบการณ์ ความรู้ และระบบภูมิปัญญา เกิดการแลกเปลี่ยน ถ่ายเท ส่งต่อ สืบทอด ซึ่งต้องอาศัย Science of Teaching เป็นฐานในการสร้างความรู้และชี้นำการปฏิบัติจากหลายสาขา ที่สำคัญคือ จิตวิทยาการสอน จิตวิทยาการศึกษา จิตวิทยาการบริหารจัดการปัจจัยและองค์ประกอบต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการสอนและการทำให้ประสบการณ์จากแหล่งต่างๆเกิดการถ่ายเทและแลกเปลี่ยนกันได้ รวมไปจนถึงผู้สอน ผู้ประกาศ ผู้แสดงความรู้ วิทยาการและเทคโนโลยีที่เป็นเครื่องขยายขีดความสามารถทางการปฏิบัติการสอน ตลอดจนการวิจัย ประเมิน วางแผน และการบริหารจัดการเพื่อบรรลุจุดหมายทางการสอน

  ศาสตร์และศิลป์ที่ว่าด้วยการรู้และการเรียนรู้   Science of Knowing ประกอบไปด้วยแนวคิด ทฤษฎี เทคนิค วิธีการ เกี่ยวกับการเรียนรู้ ผู้เรียนรู้ การจัดกระบวนการเรียนรู้ จิตวิทยาและศาสตร์เกี่ยวกับพฤติกรรมและการปฏิบัติทางการเรียนรู้  มิติการเรียนรู้ ระดับการเรียนรู้ ผลแสดงภาวะการเรียนรู้ หน่วยปฏิบัติการทางการเรียนรู้ ระบบการศึกษาเรียนรู้ระดับต่างๆ รวมไปจนถึงวิทยาการและเทคโนโนโลยีในการพัฒนาการเรียนรู้

ทั้งสามพรมแดนดังกล่าวนี้ จัดว่าเป็นเป็นสาระสำคัญของศาสตร์ที่ว่าด้วยการศึกษา การจัดการความรู้ และการพัฒนาการศึกษาเรียนรู้ ซึ่งไม่ว่าจะผสมผสานและเชื่อมโยงอยู่ในสาขาวิชาการใดๆในทุกแขนง รวมไปจนถึงในหน่วยทางสังคมขนาดเล็กและนอกภาคที่เป็นทางการดังเช่น ครอบครัว และการรวมตัวกันเป็นกลุ่มด้วยความสนใจ ดังคำกล่าวที่ว่า พ่อแม่ เพื่อนมนุษย์ และผู้คน เป็นครู ผู้เรียน และนักการศึกษา ที่มีความสำคัญต่อการจัดการศึกษาเรียนรู้ และการจัดการความรู้ ที่สำคัญสำหรับทุกคนด้วยนั้น เราก็จะสามารถประมวลความรู้และระบบคิดที่เกี่ยวข้องให้เป็นหมวดหมู่ เชื่อมโยงเข้าสู่พรมแดนแห่งศาสตร์ทั้งมวลด้านการศึกษานี้ได้

เมื่อจะทบทวน นำมาคิด ดึงออกมาใช้ และจัดการความรู้ด้วยจุดมุ่งหมายใดๆ ก็จะสามารถกางแผนที่ความคิดออก เดินท่องเข้าไปพินิจพิจารณา เพื่อดึงออกมาใช้ให้เหมาะสมกับกาลเทศะนั้นๆให้ดีที่สุด มีระบบสำหรับเรียนรู้สิ่งใหม่และจัดวางให้ลงตัว ทำงานความคิดให้แยบคายและจะปฏิบัติทางความรู้ได้ดียิ่งๆขึ้น.