ประวัติหลวงพ่อเงิน

 ประวัติหลวงพ่อเงิน จ.พิจิตร 

 

 

  หลวงพ่อเงิน  พุทธโชติ  

 

 หลวงพ่อเงิน   พุทธโชติ
ที่มา  :  (โดยสุเทพ  สอนทิม)

 1.  ประวัติ
          หลวงพ่อเงิน เกิดเมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2348 ตรงกับวันศุกร์ เดือน 10  ปีฉลู สมัยนี้ยังไม่มีการใช้นามสกุล บิดาของหลวงพ่อชื่อว่า “อู๋” เป็นชาวบางคลาน มารดาชื่อ  “ฟัก” เป็นชาวบ้านแสนตอ อำเภอแสนตอ (ปัจจุบันคืออําเภอขาณุวรลักษบุรี)  จังหวัดกำแพงเพชร  หลวงพ่อเงินมีพี่น้องร่วมสายโลหิตทั้งหมด  6 คน ดังนี้

                      คนที่  1  ชื่อ  พรม  (ชาย)

                      คนที่  2  ชื่อ  ทับ  (หญิง)

                      คนที่  3  ชื่อ  ทอง  (ขุนภุมรา)  (ชาย) 

                      คนที่  4  ชื่อ  เงิน  (หลวงพ่อเงิน)  (ชาย) 

                      คนที่  5  ชื่อ  หล่ำ  (ชาย)

                      คนที่  6  ชื่อ  รอด  (หญิง)

      ในปี  พ.ศ.  2351  ขณะนั้นหลวงพ่อเงินอายุ  3  ปี  นายช่วงซึ่งเป็นลุง    ของท่านได้พาไปอยู่กรุงเทพ ฯ ด้วย  นายช่วงได้อุปการะเลี้ยงดูหลวงพ่อเงินจนกระทั่งเติบโตมีอายุจะเข้าศึกษาเล่าเรียนได้  จึงได้นำหลวงพ่อเงินไปฝากไว้ที่วัดตองปุ (วัดชนะสงคราม)  จังหวัดพระนคร  หลังจากนั้นท่านก็ได้เรียนหนังสือที่ วัดชนะสงครามตลอดมา  จนกระทั่งถึงปี  พ.ศ.  2360  อายุ  12  ปี  จึงได้บรรพชาเป็นสามเณร  ศึกษาพระธรรมวินัยและพุทธาคมพื้นฐาน  พออายุใกล้อุปสมบท ท่านก็ลาสิกขาจากสามเณรเป็นฆราวาส

 

 วัดชนะสงครามเมื่อประมาณ  100  ปีก่อน  ที่หลวงพ่อเงินเคยเรียนหนังสือมา 

ที่มา  :  (รู้เรื่องเมืองกรุง - วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร,  ม.ป.ป.)

      หลังจากลาสิกขาจากสามเณรก็มาอยู่กับพี่ชายและพี่สะใภ้จนมีคู่รัก คนหนึ่งชื่อ  “เงิน”  เหมือนกับท่าน  และแล้ววันหนึ่งหลวงพ่อเงินได้คุยกับพี่สะใภ้ถึงเรื่องการแต่งงาน  พี่สะใภ้ก็พูดล้อเล่นว่าอย่าแต่งงานเลยบวชดีกว่า  เมื่อได้ยินพี่สะใภ้พูดอย่างนั้นหลวงพ่อเงินจึงขอโทษพี่สะใภ้ขอจับนมพี่สะใภ้  พี่สะใภ้ก็ให้จับแต่โดยดี  เมื่อหลวงพ่อเงินจับนมพี่สะใภ้  แล้วก็เอามือมาบีบน่องของตนเอง  แล้วก็อุทานว่า   “นมกับน่องก็เหมือนกัน”  ด้วยเหตุนี้เองทำให้หลวงพ่อเงินตัดสินใจอุปสมบทจนกระทั่งมรณภาพ

      เมื่ออายุครบอุปสมบทท่านก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดตองปุ (วัดชนะสงคราม)  และได้จำพรรษาอยู่  ณ  วัดนี้  ในระหว่างอุปสมบทได้ปฏิบัติ  ธรรมวินัยและร่ำเรียนวิปัสสนาอยู่ได้  3  พรรษา  ทางบ้านแจ้งข่าวมาว่าปู่ของท่าน ป่วยหนัก  จึงให้พี่ชายที่ชื่อทอง  นิมนต์หลวงพ่อเงินให้ไปจำพรรษาที่วัดคงคาราม    (วัดบางคลานใต้)  เพื่อที่จะได้ใกล้ชิดญาติโยมพี่น้อง  และไปเยี่ยมอาการป่วยไข้     ของโยมปู่ 

 

พระอุโบสถวัดคงคารามหลังเก่าก่อนหลวงพ่อเงินจะมาอยู่ 
ที่มา  :  (โดยสุเทพ  สอนทิม)

 

หอระฆังเก่าของวัดคงคาราม 
ที่มา  :  (โดยสุเทพ  สอนทิม)

  

 พระปรางค์  อยู่หน้าพระอุโบสถหลังเก่า 
ที่มา  :  (โดยสุเทพ  สอนทิม)

      หลวงพ่อเงินจำพรรษาอยู่ที่วัดบางคลานใต้ได้เพียงพรรษาเดียวเท่านั้น ก็ต้องย้ายไปอยู่ที่ใหม่คืออยู่ที่หมู่บ้านวังตะโก เนื่องจากขณะที่ท่านมาจำพรรษาอยู่ที่วัดบางคลานใต้เป็นยุคที่หลวงพ่อโห้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส  ท่านเป็นพระที่เรืองวิชาชอบเล่นแร่แปรธาตุ นอกจากนั้นยังชอบการเทศน์แหล่ชาดกด้วย ในสมัยนั้นพระองค์ไหนเทศน์แหล่ลูกคอดีเสียงดี  มีลูกเล่นแพรวพราวด้วยละก็ ชาวบ้านนิยมกันนักหนา ฉะนั้นพระที่สนใจการเทศน์แบบนี้จะต้องมีการฝึกฝนการเทศน์เป็นประจำ เวลาขึ้นธรรมาสน์เทศน์จะได้ไม่ติดขัด  หลวงพ่อโห้ก็เฉกเช่นพระนักเทศน์ทั่วไป 

       ยามว่างจากการเล่นแร่แปรธาตุ  ต้องส่งเสียงแหล่เป็นประจำทั้งเช้าเย็น  ครั้นหลวงพ่อเงินจะไปบอกกล่าวก็ไม่ได้  เพราะตนเองเป็นเพียงพระผู้มาอาศัยเท่านั้น  เมื่อเสียงดังเกิดไปรบกวนหลวงพ่อเงินที่กำลังนั่งวิปัสสนากรรมฐาน  ท่านก็เกิดความรำคาญสุดที่จะอดทนได้ จึงคิดจะย้ายออกจากวัดไปหาที่สงบบำเพ็ญเพียร  พอออกพรรษาเมื่อรับงานกฐินเสร็จ  จัดการรวบรวมเครื่องอัฐบริขารเดินตรงมาที่หน้าโบสถ์  แล้วเข้าไปกราบพระประธาน  ตั้งจิตอธิษฐานบอกกล่าวเป็นการอำลาไปอยู่สถานที่แห่งใหม่  เมื่อออกจากโบสถ์มา   ก็ตรงไปที่ต้นโพธิ์ใหญ่หน้าโบสถ์พร้อมกับหักกิ่งโพธิ์ติดมือไปด้วย  แล้วลงเรือข้ามแม่น้ำไปยังฝั่งเหนือแถบหมู่บ้านวังตะโก  ได้พบสถานที่รกร้างว่างเปล่าแห่งหนึ่งอยู่ริมแม่น้ำ  มีความเงียบสงัดเหมาะที่จะบำเพ็ญเพียรเจริญภาวนา  จึงตัดสินใจยึดสถานที่แห่งนี้เป็นที่พำนักอาศัย  แล้วตั้งจิตอธิษฐานว่า  หากต่อไปในกาลข้างหน้าถ้าสถานที่แห่งนี้เจริญรุ่งเรืองเป็นดินแดนศาสนาธรรม  ก็ขอให้กิ่งโพธิ์ที่นำมาปักจงเจริญงอกงาม  ด้วยอานิสงส์บารมีอันยิ่งใหญ่ไพศาล  ดลบันดาลให้กิ่งโพธิ์นั้นเจริญงอกงามอย่างรวดเร็ว  เป็นที่แปลกใจแก่ชาวบ้านในย่านนั้น  เพราะปกติต้นโพธิ์จะปลูกขึ้นด้วยเหตุผลสองประการคือ  การปลูกโดยการเพาะเมล็ดและการตอนเท่านั้น  การที่หลวงพ่อเงินเข้ามาอยู่ในเขตหมู่บ้านวังตะโกครั้งแรก  ชาวบ้านได้มาช่วยท่านปลูกกุฏิให้พักอาศัย  โดยการปลูกเป็นเพิงหมาแหงน  หลังคามุงหญ้าแฝก  ข้างฝาขัดไม้ไผ่  พอที่จะบังแดดบังลมกันฝนได้ก็เพียงพอแก่สมณสงฆ์ผู้ปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด  จากสำนักสงฆ์วังตะโกซึ่งมีหลวงพ่อเงินเพียงองค์เดียวในพรรษาแรก ๆ  
         ต่อมาก็มีพระที่เป็นลูกชาวบ้านจากที่อื่นบวชมาจำพรรษาอยู่ที่นี่  เพื่อสะดวกแก่ญาติ พี่น้อง ในการทำบุญใส่บาตร เพียงระยะเวลาไม่กี่ปีก็กลายเป็นวัดที่สมบูรณ์แบบ       มีทั้งศาลาการเปรียญ  โบสถ์  กุฏิสงฆ์  ศาลาหอฉัน  โดยชาวบ้านแถวนั้นเรียกนาม   วัดแห่งนี้ว่าวัดวังตะโกหรือวัดบางคลานเหนือ  ต่อมาวัดวังตะโกได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น วัดหิรัญญาราม  ตำบลบางคลาน  อำเภอโพทะเล

 

 วัดหิรัญญาราม  ตำบลบางคลาน  อำเภอโพทะเล 
ที่มา  :  (โดยสุเทพ  สอนทิม)

      เนื่องจากหลวงพ่อเงินเต็มไปด้วยความเมตตาอารีแก่บุคคลและสัตว์ทั่ว ๆ  ไป  ที่วัดของท่านจึงมีบุคคลนำสัตว์มาถวายให้ท่านมิได้ขาด  ท่านก็รับเลี้ยงไว้ในวัดของท่านจนกระทั่งวัดแทบจะเป็นสวนสัตว์  สัตว์ที่ชาวบ้านนำมาถวายก็มีช้าง  กระทิง   หมูป่า  เก้ง  กวาง  ลิง  ชะนี  นก  หมี  จระเข้

      ชื่อเสียงของหลวงพ่อเงินได้ขจรไปทั่วทุกทิศานุทิศ  มีประชาชนเคารพ นับถือท่านมาก  มีคนมาหาท่านมิได้ขาดเพื่อถวายตัวเป็นลูกศิษย์  เพื่อขอเครื่องรางของขลัง  เพื่อรักษาโรคภัยไข้เจ็บ  เพื่ออาบน้ำมนต์  มีเรื่องเล่าว่าน้ำมนต์ของท่าน        ที่ประชาชนอาบไหลลงสู่แม่น้ำไม่ขาดสาย

      ต่อมาหลวงพ่อเงินได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์และได้สมณศักดิ์  เป็นท่านเจ้าคุณฝ่ายวิปัสสนาจารย์            

      วาระสุดท้ายของหลวงพ่อเงิน

      โดยปกติหลวงพ่อเงินมีโรคประจำตัวอยู่ คือ โรคริดสีดวงทวารหนัก ท่านจะเป็น ๆ  หาย ๆ  เมื่อท่านมีอายุมากขึ้นประกอบกับต้องอดหลับอดนอน เพราะต้องถ่ายทอดวิชาความรู้ ซึ่งบางคืนท่านไม่ได้นอนเลย จึงทำให้โรคกำเริบ และเป็นพิษมากขึ้น มีอาการทรุดหนักไม่สามารถจะรักษาให้หายได้

         จนวันศุกร์แรม11 ค่ำ เดือน 10 ปีมะแม พ.ศ. 2462 หรือตรงกับวันที่ 19  กันยายน พ.ศ. 2462 ท่านจึงมรณภาพด้วยความสงบ รวมอายุได้ 114 ปี การมรณภาพของหลวงพ่อเงินนำความเศร้าโศกเสียใจให้แก่บรรดาศิษย์และผู้ที่เคารพนับถืออย่างมาก บรรยากาศในวัดวังตะโกเงียบเหงา การอาบน้ำศพหลวงพ่อเงินนั้น มีประชาชนหลั่งไหลมาเป็นจำนวนมาก ประชาชนบางคนเอาขันน้ำ ขวดน้ำ ถังน้ำไปรองรับน้ำที่อาบศพอยู่ใต้ถุนศาลาเพื่อนำไปไว้บูชา เพราะถือว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ นอกจากแย่งน้ำอาบศพแล้วยังมีการแย่งจีวรของหลวงพ่อเงินแบ่งเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเพื่อนำไปเป็นของมงคลคงกระพันชาตรี

 2.  ผลงาน 

     1.  งานสาธารณูปโภค 
           หลวงพ่อเงินเป็นนักก่อสร้าง  วัดที่อยู่บริเวณใกล้เคียงมักจะมาขอความร่วมมือจากหลวงพ่อเงินให้ไปช่วยเหลือควบคุมงานก่อสร้าง  สิ่งที่หลวงพ่อเงินสร้างมีทั้งพระอุโบสถ  ศาลาการเปรียญ  กุฏิ  หอสวดมนต์ไว้เป็นที่ปฏิบัติศาสนากิจ

            ที่สำคัญตลอดจนศาลาพักร้อนสำหรับคนเดินทาง  โรงเรียน  ฯลฯ  แต่สิ่งที่หลวงพ่อเงินชอบสร้างมากที่สุด  คือ  ศาลาพักร้อนสำหรับคนเดินทางสัญจรไปมา ที่เหลือเป็นหลักฐานในปัจจุบันก็คือสร้างไว้ระหว่างหนองหลวงกับหนองขาวติดต่อกัน  เพราะทางนี้เป็นทางเดินระหว่างวัดท้ายน้ำมาวัดของท่าน  และอีกที่หนึ่งก็คือที่หนองแหนเป็นทางผ่านระหว่างอำเภอบางมูลนากไปบางคลาน

 

 

ศาลาการเปรียญหลังเก่า  วัดหิรัญญาราม  ถูกบูรณะปรับปรุงใหม่ 
ที่มา  :  (โดยสุเทพ  สอนทิม)  

 

ศาลาพักร้อนสำหรับคนเดินทางสัญจรไปมาที่หลวงพ่อเงินสร้างไว้ 
อยู่ระหว่างหนองหลวงกับหนองขาว 
ที่มา  :  (โดยสุเทพ  สอนทิม)

 

ศาลาเก่าหลวงพ่อเงิน  ปัจจุบันถูกบูรณะใหม่  อยู่ที่วัดศาลาหลวงพ่อเงิน 
ที่มา  :  (โดยสุเทพ  สอนทิม)

2.  หลวงพ่อเงินรักษาโรค

      หลวงพ่อเงินนอกจากท่านจะเป็นพระที่เรืองวิชาแล้ว  ท่านยังมีสติปัญญาที่จัดอยู่ในขั้นอัจฉริยะอีกด้วย  เพราะท่านเป็นหมอโบราณที่เก่งกาจ  สามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้แก่ประชาชนที่มารับการรักษาด้วยวิชาแพทย์แผนโบราณ  โดยท่านจะจัดยาสมุนไพรให้ไปต้มกิน  หรือบางครั้งก็ใช้น้ำมนต์ ซึ่งก็ให้ผลในด้านกำลังใจ  ปัจจุบันตำรายาและสมุดข่อยของหลวงพ่อเงินทางวัดเก็บรักษาไว้อย่างดีอยู่ที่วัดบางคลาน

3.  งานประจำปีวัดบางคลาน
      หลวงพ่อเงินเป็นผู้มีนโยบายอย่างยอดเยี่ยมในการเรียกคนเข้ามาเที่ยวงานประจำปีในวัดของท่าน  คือ  ท่านจะนำผ้าป่า  กฐิน  ไปทอดตามวัดต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้เคียง  แล้วก็นำเรือยาวที่ประชาชนขุดมาถวายไปมอบไว้ตามวัดต่าง ๆ  เหล่านั้นด้วย  พอถึงฤดูเทศกาลปิดทองพระในเดือน  11  ก็ให้วัดต่าง ๆ  เหล่านั้นนำเรือยาวไปแข่งด้วย 

      การคมนาคมในสมัยนั้นต้องเดินด้วยเท้า  แต่ถ้าไม่เดินด้วยเท้าก็ต้องใช้   เรือพายทางน้ำ  ประชาชนที่หลั่งไหลมาเที่ยวงานจากท้องถิ่นต่าง ๆ  ก็จะนำเรือมาจอดที่หน้าวัดบางคลานแทบจะหาที่จอดไม่ได้  ต้องผูกเรือต่อ ๆ  กันจนเต็มแม่น้ำไปหมด  นับว่าเป็นงานที่มีคนมาเที่ยวมากที่สุดในสมัยนั้น

4.  การถ่ายทอดวิชาความรู้

       ด้วยความเชื่อถือของประชาชนโดยทั่วไปนี้เอง  ทำให้ชื่อเสียงของท่านลือกระฉ่อนไปทั่วทุกสารทิศ  ได้มีเจ้านายทางกรุงเทพ ฯ  ขึ้นมาหาท่านและขอเล่าเรียนวิชาจากท่าน  ในสมัยนั้นมีหลายองค์  เช่น  สมเด็จมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส  ได้เสด็จมาอยู่ที่วัดบางคลานหลายวัน  เข้าใจว่ามาเรียนวิปัสสนากรรมฐาน

 

สมเด็จมหาสมณเจ้า  กรมพระยาวชิรญาณวโรรส 
ที่มา  :  (ประวัติชาวพุทธตัวอย่าง,  ม.ป.ป.)

            นอกจากนั้นยังมีกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์  ในสมัยนั้นยังทรงดำรงพระยศเป็นกรมหมื่นอยู่  ได้เสด็จมาที่วัดบางคลานเพื่อเล่าเรียนวิชาจากหลวงพ่อเงินด้วย  รายละเอียดต่าง ๆ  เกี่ยวกับกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์  มีดังนี้

 

กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์  
ที่มา  :  (พระประวัติกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์,  2543)

            กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์  ท่านกำลังแสวงหาความรู้เกี่ยวกับทางด้านไสยศาสตร์  ขณะนั้นเป็นศิษย์ของหลวงพ่อศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า  อำเภอวัดสิงห์  จังหวัดชัยนาท  และได้ศึกษาเล่าเรียนจนจบสิ้น  กรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ์จึงได้ถามหลวงพ่อศุขว่า นอกจากพระคุณท่านแล้วยังมีพระอาจารย์ องค์ใดที่มีความรู้เก่งกล้าเหนือกว่าพระคุณท่านหรือพอ ๆ กับพระคุณท่านหลวงพ่อศุขจึงได้ทูลไปว่านอกจากท่านแล้วยังมีพระอีกรูปหนึ่งอยู่ที่อำเภอบางคลาน ซึ่งเป็นพระเถระที่ทรงคุณทางวิปัสสนาธุระสูงรูปหนึ่ง เป็นเพื่อนกันและเป็นศิษย์ อยู่ในสำนักเดียวกัน แต่มีพรรษาแก่กว่าชื่อหลวงพ่อเงิน ถ้าหากกรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ์  มีความประสงค์จะไปศึกษาเล่าเรียนและฝากตัวเป็นลูกศิษย์ก็จะมีหนังสือฝากตัวไปให้

 

หลวงพ่อศุข  วัดปากคลองมะขามเฒ่า  อำเภอวัดสิงห์  จังหวัดชัยนาท   
ที่มา  :  (พระครูวิมลคุณากร  (หลวงปู่ศุข) ,  ม.ป.ป.)  

        เมื่อได้ทรงทราบดังนั้นแล้ว  กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์จึงได้ออกเดินทางพร้อมด้วยทหารและมหาดเล็กคนสนิทโดยทางเรือมายังวัดบางคลาน เมื่อกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ได้เสด็จมาถึงวัด  ปรากฏว่าหลวงพ่อเงินไม่อยู่ ได้รับคำบอกเล่าจากพระที่วัดว่าหลวงพ่อเงินท่านสั่งไว้ว่าจะไปจำพรรษาอยู่ที่วัดท้ายน้ำ

        ด้วยเชาว์ปัญญาของกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์  พระองค์ทำเป็นเสด็จกลับ พอตกเย็นก็ได้เสด็จย้อนกลับมาที่วัดอีก  พอพลบค่ำพอดีเมื่อเสด็จมาถึงวัดก็พบหลวงพ่อเงินยืนรอรับเสด็จอยู่แล้ว  หลวงพ่อเงินหัวเราะชอบใจและชอบในเชาว์ปัญญาของกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์  พระองค์ท่านได้เล่าเรียนกับหลวงพ่อเงิน  ประมาณ  20  วัน  ในระหว่างที่ทรงศึกษาเล่าเรียนอยู่นั้น  ท่านไม่ค่อยได้ออกมารับแขกบ่อยนัก  พอถึงเวลาเรียนวิปัสสนา  ท่านต้องเคร่งมากเพราะต้องควบคุมตลอดเวลา นั่งวิปัสสนา ขนาดเทียนหนัก  2  บาท  จะต้องรอให้เทียนหมดเล่มก่อนซึ่งใช้เวลาตั้งแต่หัวค่ำบางคืนก็สว่าง  เมื่อกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ได้ศึกษาเล่าเรียนจบแล้วก็ได้เสด็จกลับ

5.  พระเครื่อง  

      พระเครื่องในสมัยหลวงพ่อเงินยังมีชีวิตอยู่นั้นครั้งแรกสร้างแบบรูปหน้าจั่ว ความประสงค์ของท่านเพื่อจะแจกเด็กและศิษย์วัดกันปลาปักเป้ากัดและกันสุนัขกัด ลักษณะองค์ลอยหน้าอกนูนห่วงในตัวและห่วงโค้งด้านหลังตรงห่วงจดลักษณะเป็นปากปลิง  พิมพ์นี้จัดสร้างประมาณ 3,000 – 4,000 องค์ ลักษณะสวยงามมาก

 

พระเครื่องที่หลวงพ่อเงินสร้างครั้งแรก
ที่มา  :  (ประวัติหลวงพ่อเงิน  พุทธโชติ,  ม.ป.ป.)

หล่อครั้งที่สอง ท่านสร้างรูปหล่อชนิดกลม (ตามภาษาชาวบ้านนิยมเรียกพิมพ์ขี้ตา) หล่อด้วยเนื้อทองเหลืองฝาบาตร  รูปองค์จะขรุขระผิวไม่เรียบ รูปหล่อชนิดนี้อยู่ในความนิยมมาก  ท่านสร้างประมาณ  1,000 – 2,000  องค์

 

พระเครื่องที่หลวงพ่อเงินสร้างครั้งที่สองรูปหล่อชนิดกลม  พิมพ์ขี้ตา
ที่มา  :  (ของดีเมืองพิจิตร,  2550,  หน้า  49)

            หล่อครั้งที่สาม ท่านสร้างรูปแบบสามเหลี่ยมไข่ปลา ท่านหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ผสมทองคำ เนื้อจะเป็นเกล็ดกระดี่สีทองคำ รูปหล่อลอยองค์หน้าอกนูนห่วงในตัวและห่วงโค้งไปด้านหลัง  ตรงห่วงจดลักษณะเป็นปากปลิง มีเม็ดไข่ปลาเป็นซุ้มเรือนแก้วโดยรอบ  และห่วงที่โค้งมีเม็ดไข่ปลาประมาณ  9  เม็ด ใบหูเหมือนใบหูของคนลักษณะสวยงาม ท่านสร้างประมาณ 2,000 – 3,000 องค์

          หล่อครั้งที่สี่ น้ำหนัก 6 สลึง รูปหล่อแบบนี้ส่วนมากท่านไม่ได้ทำการหล่อเอง  ส่วนมากจะเป็นข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน ที่นับถือในหลวงพ่อเงิน มาขออนุญาตท่านหล่อ ถ้ามีลูก 5 คน ก็ขออนุญาตหล่อ 5 องค์ เพื่อให้ลูกของตัวเก็บไว้สักการะบูชา เมื่อจ้างช่างหล่อเสร็จแล้วก็นำให้หลวงพ่อท่านปลุกเสก พร้อมกับเบ้าที่หล่อก็นำมาถวายให้กับหลวงพ่อด้วย ต่อมาภายหลังมีบุคคลเคารพนับถือมากขึ้นก็ขออนุญาตนำเบ้าไปจ้างช่างหล่อ รูปหล่อแบบนี้มีเนื้อหลายอย่าง มีทั้งเนื้อทองคำ นาก เงิน ทองเหลือง สัมฤทธิ์ทองขาว ตะกั่ว แล้วแต่ฐานะของบุคคล ส่วนมากจะเป็นชาวเรือซึ่งจะนำไปหล่อเป็นส่วนใหญ่ เวลาล่องนำข้าวไปขายในกรุงเทพฯ ก็มาขออนุญาตจากท่านนำเบ้าไปให้ช่างที่กรุงเทพฯทำการหล่อ เวลาขึ้นมาถึงวัดของท่านก็นำมาให้ท่านปลุกเสก ส่วนมากรูปหล่อชนิดนี้จะตกอยู่กับคนไกลจะสร้างมากน้อยเท่าไรไม่สามารถจะทราบได้ ลักษณะสวยงามมาก
            หล่อครั้งที่ห้า ต่อมาภายหลังหลวงพ่อเงินท่านคิดจะหล่อรูปจำลอง องค์ใหญ่ที่ประดิษฐานอยู่ที่วัดหิรัญญารามทุกวันนี้ ท่านได้จ้างช่างมาทำการหล่อที่วัด ปรากฏว่าเมื่อช่างทำการหล่อเสร็จแล้วเงินไม่พอจ้าง ท่านจึงอนุญาตให้ช่างหล่อ รูปท่านชนิดกลม  เสร็จแล้วนำไปให้ท่านปลุกเสกและนำออกจำหน่ายเพียงองค์ละ 1 บาท (จำนวนที่สร้างประมาณ 4,000 – 5,000 องค์) รูปหล่อแบบนี้เรียกว่า พิมพ์นิยม หล่อด้วยทองที่เหลือจากรูปจำลององค์ใหญ่  (หลวงพ่อเงิน)  เป็นเนื้อทองสัมฤทธิ์  สีดอกบวบ  ผสมเนื้อทองลงหิน  ผิวเนื้อทองตึงเรียบรูปชัดมาก  ใบหูมีลักษณะเหมือนหูคนธรรมดา แต่เนื้อทองสีเหลืองหม่นไม่สุกเหมือนเนื้อทองทั่วไป  บางองค์ก็ลงรักปิดทอง  ลบรอยขรุขระเพราะเป็นทองก้นเบ้าสวยงามมาก

 

 พระเครื่องที่หลวงพ่อเงินสร้างครั้งที่ห้ารูปหล่อชนิดกลม  พิมพ์นิยม
                         ที่มา  :  (ของดีเมืองพิจิตร,  2550,  หน้า  49)                           

         การสร้างพระผง  ต่อมาท่านได้รวบรวมผงที่ทำขึ้น  เช่น  ผงพุทธคุณ  ผงมหาราช  ผงตรีนิสิงเห  ผงปัถมัง  ผงใบลานจารึกหัวใจพระพุทธมนต์ เมื่อหลวงพ่อเงินท่านได้รวบรวมผงได้ตามที่ต้องการแล้วท่านก็นำผงทั้งหมดมอบให้หลวงพ่อหอมซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดหลวง  ตำบลท่าหลวง  (ท่านเป็นคู่สวดถ้าหลวงพ่อเงินท่านไปบวชนาคที่ไหน  หลวงพ่อหอมเป็นต้องติดตามไปด้วยเสมอ)   หลวงพ่อเงินท่านพูดขึ้นว่า  “ท่านหอมไม่ค่อยมีญาติโยมมาหา  อยู่ว่าง ๆ  เอาผงนี้ไปทำพระให้ทีเพราะผมไม่ค่อยมีเวลา หลวงพ่อหอมท่านก็พายเรือมาจากวัดหลวง มาบรรทุกผงต่าง ๆ ไปวัดหลวง การสร้างพระผงนี้เป็นเนื้อทองผสมดินเผา  เป็นเนื้อสีแดงและสีดำ  ส่วนสีดำนั้นเป็นผงผสมใบลานเผา  พระผงที่หลวงพ่อเงินท่านสร้างมีพระเจ้าห้าพระองค์ประมาณ 10 ปีบ สมเด็จประมาณ  5  ปีบ  พระพิมพ์ประมาณ  3  ปีบ  ซุ้มกอประมาณ  100 – 200  องค์  ทุ่งเศรษฐีประมาณ  100 – 200  องค์ ป้อมเพชรประมาณ 300 – 400 องค์ ขุนแผนประมาณ 100 – 200 องค์ พระผง หลวงพ่อเงินเป็นพิมพ์แบบรูปหล่อชนิดกลมมีปีกโดยรอบ  ทำเป็นซุ้มเรือนแก้วมีเม็ดไข่ปลาโดยรอบ มีผงสามชนิด ผงสีแดงผสมดินเผา ผงสีดำผสมใบลานผงสีขาวเป็นผงโดยเฉพาะไม่ผสมอะไร  พระชนิดนี้สร้างประมาณ 300 – 400 องค์ เมื่อหลวงพ่อหอมท่านทำเสร็จก็นำลงเรือมาถวายหลวงพ่อเงิน หลวงพ่อเงินก็ปลุกเสกเสร็จแล้วก็ให้หลวงพ่อหอมนำไปบรรจุที่วัดหลวง  นอกนั้นตามประวัติหลวงพ่อเงินท่านก็นำไปบรรจุตามวัดต่าง ๆ  เช่น  วัดคงคาราม  ตำบลบางคลาน  วัดหนองดง  ตำบลท่ามะไฟ  วัดโพทะเล  ตำบลโพทะเล  วัดบ้านตาล  ตำบลบ้านตาล  วัดท่าช้าง  ตำบลบางมูลนาก  เหลือนอกนั้นท่านก็จะบรรจุไว้ที่วัดหิรัญญารามในวิหารและเจดีย์  และท่านได้พูดไว้ว่าถ้ามีการก่อสร้างก็ให้ขุดขึ้นมาจำหน่ายเพื่อนำเงินมาก่อสร้างได้  ถ้าขุดขึ้นมาเฉย ๆ  โดยไม่มีการก่อสร้างขอให้มันฉิบหายตายโหง 

       

                                 

 

                                    

พระผงที่หลวงพ่อเงินให้หลวงพ่อหอมสร้าง
ที่มา  :  (ของดีเมืองพิจิตร,  2550,  หน้า  48)

 

พระเครื่องที่หลวงพ่อเงินสร้างและเป็นที่นิยมของประชาชนทั่วไป

 

 รูปหล่อโบราณหลวงพ่อเงินพิมพ์นิยม
ที่มา  :  (ของดีเมืองพิจิตร,  2550,  หน้า  49)

 

 รูปหล่อโบราณหลวงพ่อเงินเบ้าขี้ตาพิมพ์สี่ชาย
ที่มา  :  (ของดีเมืองพิจิตร,  2550,  หน้า  45)

 

รูปหล่อโบราณหลวงพ่อเงินเนื้อดินพิมพ์เบ้าตา
ที่มา  :  (ของดีเมืองพิจิตร,  2550,  หน้า  45)

 

รูปหล่อโบราณหลวงพ่อเงินเบ้าขี้ตาพิมพ์สามชาย
ที่มา  :  (ของดีเมืองพิจิตร,  2550,  หน้า  45)

 

 รูปหล่อโบราณหลวงพ่อเงินเบ้าขี้ตาพิมพ์ห้าชาย
ที่มา  :  (ของดีเมืองพิจิตร,  2550,  หน้า  45)

 

 เหรียญหล่อหลวงพ่อเงินพิมพ์จอบใหญ่
ที่มา  :  (ของดีเมืองพิจิตร,  2550,  หน้า  46)

 

 เหรียญหล่อหลวงพ่อเงินพิมพ์จอบใหญ่ไข่ปลา
ที่มา  :  (ของดีเมืองพิจิตร,  2550,  หน้า  46)

 

 เหรียญหล่อหลวงพ่อเงินพิมพ์จอบเล็ก
ที่มา  :  (ของดีเมืองพิจิตร,  2550,  หน้า  46)

               

 3.  เรื่องเล่าอภินิหาร

           จีวรไม่ไหม้

           ครั้งหนึ่งมีคนนำช้างมาถวายแก่หลวงพ่อเงิน  คนเลี้ยงช้างก็บอกหลวงพ่อเงินว่าจะต้องทำปลอกใส่เพื่อสะดวกในการเลี้ยง  หลวงพ่อเงินจึงให้ลูกศิษย์มาช่วยกันหลอมเหล็กทำปลอก  โดยเตาหลอมสมัยโบราณต้องใช้คนสูบเตาให้ไฟแรงสูง หลวงพ่อเงินนั่งดูอยู่ด้วย  พวกลูกศิษย์ช่วยกันสูบอยู่หลายชั่วโมงเหล็กก็ไม่ยอมละลาย  ต่างพากันอ่อนล้าไปตาม ๆ  กัน  ลูกศิษย์คนหนึ่งคิดขึ้นมาได้ว่าการที่หลอมเหล็ก ไม่ละลายอาจเป็นเพราะหลวงพ่อเงินนั่งอยู่ด้วย  ดังนั้นเลยกราบนิมนต์หลวงพ่อเงิน ขึ้นไปฉันเพลบนกุฏิ  ก่อนที่จะเดินจากไปหลวงพ่อเงินได้ถอดจีวรแล้วโยนเข้าเตาไฟแล้วเดินขึ้นกุฏิไม่หันกลับมามองเลย  พวกลูกศิษย์พอเห็นเช่นนั้นจะคว้าออกมาจาก เตาไฟก็ไม่ทันเสียแล้วเพราะไฟลุกท่วมอยู่  ความมหัศจรรย์ปรากฏแก่สายตาทุกคน   ที่ได้เห็นไฟลุกท่วมจีวรผืนนั้นแต่ไม่ยักจะไหม้  นับว่าแปลกประหลาดยิ่งนัก หลังจากหลวงพ่อเงินขึ้นกุฏิไปแล้วเหล็กก็ละลายอย่างรวดเร็วเป็นอันว่าเขาทำปลอกสำเร็จไปด้วยดี

          

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 คำสำคัญ (keywords): หลวงพ่อเงิน 
 หมายเลขบันทึก: 387343
 เขียน:  
 ดอกไม้:  ความเห็น:  อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ

ความเห็น

กพัสสิวรรณ์ เนียมเปีย
IP: xxx.172.180.93
เขียนเมื่อ Fri Sep 02 2011 14:56:02 GMT+0700 (ICT)

รักและเคารพหลวงปู่เงินมากๆๆๆๆๆๆๆในความเชื่อเคยฝันเห็นนะบอกไปคงไม่มีใครเชื่อนะ ท่านอยู่รวมกัน พระต่างๆๆ 9 องค์ใจดีมากๆๆท่านบอกว่าหนูจะมีรถใหม่ป้ายแดง แล้วตอนนี้หนูก็ได้จริงนะคะ ที่ตัวก็มีเหรียญหลวงปู่เงินครองติดต่ออยู่ค่ะ ต้องมีสักวันที่หนูจะได้ไปไหว้ท่านที่วัดนะคะ มีความสุขทุกครั้งที่พูดถึงท่าน

peterior
เขียนเมื่อ Mon Feb 25 2013 16:04:46 GMT+0700 (ICT)

เคารพ และศรัทธาในหลวงพ่อ บารมีท่านมากมายเกินบรรยาย

ปัจจุบันธุรกิจการค้าเจริญรุ่งเรืองด้วยบารมีท่าน

tipprapaporn
IP: xxx.55.141.160
เขียนเมื่อ Wed Jun 12 2013 08:51:22 GMT+0700 (ICT)

มีเหรียญหลวงปู่เงินหนึ่งองค์คะตาบอกว่าได้มาจากปู่ของตาอีกทีตาให้หลานเก็บไว้ติดตัวทุกวันนี้เวลาไปไหนมาไหนอุ่นใจคะท่านคุ้มครองลูกหลานเสมอตอนนี้พึ่งได้คาถาบูชาหลวงปู่เงินมาคะเวลาสวดมนต์หรือบูชาท่านจะได้สมบูรณ์แบบค่ะ

จากลูกหลานชาวต่างเมือง

 อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
 ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์
 
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า