ไม่กี่วันก่อน มีโอกาสคุยกับผู้บริหารระดับสูงรายหนึ่งที่สนใจ AI เคยเรียน AI และจะทำโครงการ AI...เขาบอกว่าเขามี idea ที่จะเอาของเสียจากกระบวนการผลิตไปทำสินค้าประเภทหนึ่ง (ติ๊ต่าง ว่าเป็นปุ๋ย)...
เขาเลยถามผมว่า "อาจารย์ครับอาจารย์ว่า Idea ผมเป็นไงบ้าง ใช้ได้ไหมครับ..."
ผมเลยบอกเขาว่า "ที่คุณทำน่าสนใจนะ แต่ว่าถ้าถามว่าใช่ AI หรือยัง ต้องตอบว่ายัง ที่คุณทำน่ะ เราเรียกว่า การคิดนอกกรอบ หรือ ความคิดสร้างสรรค์.."
ผมเลยเริ่มซักเขากลับ..โดยบอกว่าเรื่องนี้น่าจะพัฒนาเป็นโครงการ AI ได้ในบางมุม..ผมเลยถามเขาว่า "ก่อนที่จะได้ Idea นี้มา มันเกิดอะไรขึ้น อะไรที่เป็นจุดเปลี่ยน.."
เขานึกซักพักก็บอกว่า "..ผมได้ Idea มาจากเพื่อนร่วมงานที่เป็นผู้บริหารเหมือนกัน แต่อยู่คนละแผนก พวกเรานั่งติดกัน...เพื่อนเขาจะชอบเสนอแนวความคิดแปลกๆ...เขาก็รู้สึกว่าเรื่องนี้เข้าท่าดี..เลยจะเอาไปทำดู..ตอนนี้ถึงกับ vendor เข้ามาดูจนเริ่มทำอะไรบางอย่างไปแล้ว...
ผมเลยบอกเขาว่า "นี่ไง Discovery เห็นไหม..นี่คือกระบวนการก่อนการได้ idea ดีๆ ตัวคุณเองน่ะ..เนื่องจากนั่งไกล้กับคนที่ทำงานคนละแผนก เลยทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันโดยธรรมชาติ..." ลองคิดดูสิ..ถ้าคนในแผนกคุณได้มีโอกาสคุยกันคนต่างแผนก..ประมาณว่าได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างนี้ซัก 100 ครั้ง จะเกิดอะไรขึ้น...ผมว่าคงได้นวัตกรรมเพียบ.."
...........................................
ผมเลยยกตัวอย่างขอ Levi ที่แต่ก่อนใช้ระบบเถ้าแก่ ทำอะไรไม่เป็นระบบ ในโรงงาน Levi คุณอาจเจอวิศวกรจากอีกรัฐ คุยกับฝ่ายขายของอีกรัฐที่โรงงานของอีกรัฐอื่นๆ แบบมั่วไปหมด...ต่อมาเจ้าของรุ่นหลาน คิดว่านี่มันมั่วสิ้นดี ไม่มีประสิทธิภาพ ภายหลังก็เลยสร้างสำนักงานใหม่ ให้คนแยกกันเด็ดขาด ไม่ต้องมายุ่งกัน ปรากฏว่าไม่นาน เริ่มมีเสียงบ่น หนาหูขึ้นเรื่อยๆว่าทำไม Levi เริ่มขาดความคิดสร้างสรรค์...ผลิตภัณฑ์เริ่มไม่เป็นที่ถูกใจ ที่สุดผู้บริหารเฉลียวใจ...เลยสั่งให้ออกแบบตึกใหม่ ให้คนได้มีโอกาสเจอกัน และคุยกันโดยบังเอิญมากที่สุด...แล้วก็อย่างที่คาด.. Levi กลับมารุ่งโรจน์ด้วยความคิดสร้างสรรค์เหมือนเดิม..
อีกกรณีหนึ่งก็คือ..มีมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ผมจำชื่อไม่ได้...ตั้งมาไม่ยาวนานเท่า harvard แต่อาจารย์ที่นี่ได้ Nobel Prize โดยเฉลี่ยมากกว่ามหาวิทยาลัยดังๆ...ถ้าไปดูที่นี่คุณจะพบว่าการจัดระบบเขาไม่เหมือนที่อื่น...คุณอาจเจออาจารย์ชีวะวิทยา นั่งติดกับอาจารย์คณิตศาสตร์ ถัดไปเป็นด้านมนุษยวิทยา...ซึ่งเขาบอกว่าทำให้เกิดการผสมผสานแนวคิด ออกมาเป็นงานวิจัยที่ล้ำหน้าได้บ่อยๆ
................................
เพราะฉะนั้น.. Discovery นี้อาจกลายเป็น
Dream คือ คนในแผนกควรได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับแ ผนกอื่นๆบ้าง
Design อาจออกแบบกิจกรรม KM เดือนละครั้ง..ถ้าแรงกว่านี้หน่อย..ก็อาจปรับระบบการทำงานให้ไม่มีที่นั่งประจำเลย..คล้ายบริษัทบางแห่ง (เข้าใจว่าเป็น IBM เมืองไทย)..ที่ไม่มีโต๊ะประจำ...ใครมาก่อนก็นั่งเลย..แถมมีมุมนั่งกินกาแฟรอบๆ office ใ้ห้คนมีโอกาสคุยกัน..อย่างไม่เป็นทางการ...
Destiny เริ่มทำดู แล้วใช้ AAR วิเคราะห์ เพื่อปรับเปลี่ยน
คุณล่ะ คิดอย่างไร




คุณนก ที่คุณทำแล้ว Work นี่คือเป็น AI แล้วครับ...ที่คุณไปทำใน Pantry น่ะ...
เพราะมันเหมาะกับองค์กรของคุณ..ครับ..
GotoKnow เป็นบริการสังคมของ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้รับการสนับสนุนโดย
GotoKnow ให้บริการโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ภายใต้เงื่อนไขที่สมาชิกใช้บริการโดยไม่หวังผลทางการค้า
![]()
แม้ว่าจะมีความรู้แค่กระจิ๊ดริด ก็ขออนุญาตแชร์ด้วยคนนะคะ
ที่บริษัทมีบางแผนกเหมือนกันค่ะ เช่น Call Center ที่เราเคยจัดให้พนักงานไม่มีที่นั่งประจำ ใครมาก่อนก็ log-on เครื่องแล้วทำงานเลย แต่ไม่ work ค่ะ คิดว่าส่วนนึงเป็นเพราะ culture คนไทยเรื่อง "ความผูกพัน" ถ้ามีที่ของตัวเองจะวางภาพครอบครัว จัดมุมที่นั่งแบบที่ตัวเองชอบ หรืออาจเป็นเพราะงานหนัก คนไม่ค่อยมี personal life เลยต้องยกชีวิตส่วนตัว (บางส่วน) มาไว้ที่ทำงาน พอไม่มีที่นั่งประจำพนักงานจะรู้สึกว่าการทำงานมันคือหน้าที่ไม่ใช่ความสุข ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของชีวิต ในที่สุดตอนนี้กลับไปจัดให้ทุกคนมีที่ประจำเหมือนเดิม แต่ก็มีมุมที่ทุกคนจะได้มีปฏิสัมพันธ์กันได้เช่น Pantry ที่มีทุกชั้น มีครัวเล็กๆ หลายคนนำข้าวมาทานด้วยกันซึ่งดูเหมือนจะ work กว่า
เห็นด้วยค่ะว่าการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างไม่เป็นทางการเกิดขึ้นได้ทุกโอกาส แต่ส่วนมากเป็นแค่ creativity หรือความคิดในอากาศ (ซึ่งแทบไม่มีประโยชน์อะไรเลย) น้อยเหลือเกินที่จะออกมาเป็น Innovation และยิ่งน้อยลงไปอีกที่จะเป็น Initiative ส่วนตัวอยากศึกษาเรื่อง AI Process ให้เข้าใจมากๆ ค่ะ ตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองสะเปะสะปะเหลือเกิน
อ้อ...อาจารย์สบายดีนะคะ