สมาชิก
แลกเปลี่ยน
 

ระเบียบวิธีวิจัยและวิธีการวิจัย (Research methodology) เป็นอย่างไร (ครั้งที่ 2)

ระเบียบวิธีวิจัยและวิธีการวิจัย (Research methodology) เป็นอย่างไร

ระเบียบวิธีวิจัยและวิธีการวิจัย (Research methodology) เป็นอย่างไร

       ความจริงคืออะไร และการค้นพบความจริง นั้นเราได้รู้กันไปแล้ว ในวันนี้ผู้เขียนจะพาท่านผู้อ่านมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับระเบียบวิธีวิจัย และวิธีการวิจัย (Research methodology)

      ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายของระเบียบวิธีวิจัยและวิธีการวิจัยกันก่อนนะครับ ระเบียบวิธีวิจัย หมายถึง กระบวนทัศน์ (Paradigm) ทฤษฎี หลักการ และกระบวนการดำเนินงานทุกขั้นตอน จึงครอบคลุกไปถึงวิธีการและเทคนิคของการวิจัย (ระเบียบวิธีการวิจัยหนึ่งอาจจะใช้เทคนิคหรือวิธีการได้หลายแบบนะครับ) ด้วย ซึ่งวิธีการหรือเทคนิคการวิจัยเป็นเรื่องของการทำกิจกรรมขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งของการวิจัยเท่านั้น

      ระเบียบวิธีการวิจัยหรือวิธีการวิจัย (Research methodology) นั้นแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงวิตรรก (Rational research methodology) และระเบียบวิธีวิจัยเชิงประจักษ์ (Empirical research methodology) ซึ่งกล่าวถึงรายละเอียดได้ดังนี้

 ระเบียบวิธีวิจัยเชิงวิตรรก

       เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ระเบียบวิธีวิจัยเชิงเหตุผล ได้รับอิทธิพลจากสำนักคิดทางญาณวิทยาเหตุผลนิยม (Rationalism) ดังนั้นในการวิจัยจึงมีลักษณะเป็นการคิดที่ใช้เหตุผลสรุปโดยอาศัยการนิรนัย (Deductive) ความรู้ที่ได้จึงไม่ใช่ความจริงที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ตัวอย่างความรู้ความจริงที่ได้จากระเบียบวิธีวิจัยประเภทนี้ได้แก่ ปรัชญา ตรรกศาสตร์ เรขาคณิต และคณิตศาสตร์ เป็นต้น

ระเบียบวิธีวิจัยเชิงประจักษ์

       เป็นระเบียบวิธีวิจัยที่ได้รับอิทธิพลทางความคิดจากสำนักคิดทางญาณวิทยาประจักษนิยม (Empiricism) ดังนั้นในการวิจัยจึงมุ่งค้นหาความจริงโดยใช้ประสบการณ์ที่ผ่านประสบการณ์ที่ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้าเป็นหลัก ด้วยเหตุนี้ ในระเบียบวิธีวิจัยประเภทนี้จึงมักเริ่มต้นด้วยการสังเกต สัมผัสปรากฏการณ์ในธรรมชาติอย่างบ่อยครั้งแล้วอาศัยการสรุปแบบอุปนัย (Inductive) ตัวอย่างความรู้ความจริงที่ได้จากระเบียบวิธีวิจัยประเภทนี้ ได้แก่ ความรู้ความจริงที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ในธรรมชาติทั้งหมด

       แต่อย่างไรก็ตามระเบียบวิธีวิจัยเชิงประจักษ์ยังแบ่งออกเป็นสองกลุ่มย่อย คือ กลุ่มปฏิฐานนิยม (Positivism) และกลุ่มปรากฏการณ์นิยม (Phenomenologism) รายละเอียดดังนี้

       กลุ่มปฏิฐานนิยม (Positivism) มุ่งศึกษาปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ โดยเน้นศึกษาปรากฏการณ์ที่เป็นวัตถุสสารที่สามารถสัมผัสจับต้อง แจงนับ วัดค่าได้ คือมีความเป็นปรนัย (Objectivity) และเชื่อว่าปรากฏการณ์ในธรรมชาติที่มุ่งศึกษานั้นเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอไม่แปรเปลี่ยนง่าย ๆ นักวิจัยมีหน้าที่ค้นหาปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอซึ่งเรียนว่า กฎธรรมชาติ (Natural law) เพื่อที่จะใช้ความรู้ความจริงจากกฎที่ค้นพบนี้ไปควบคุมปรากฏการณ์ต่าง ๆ ทางธรรมชาติให้เกิดหรือไม่เกิดตามที่ต้องการ ความเชื่อของกลุ่มปฏิฐานนิยมนี้เป็นบ่อเกิดของระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research methodology) ซึ่งนับเป็นกระแสหลัก (Main stream) ที่ใช้ศึกษาปรากฏการณ์ในธรรมชาติ

       กลุ่มปรากฏการณ์นิยม (Phenomenologism) ในกลุ่มนี้มีพื้นฐานความเชื่อเกี่ยวกับการมองและศึกษาปรากฏการณ์ทางสังคมซึ่งเป็นเรื่องของมนุษย์แตกต่างไปจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอื่น ๆ โดยที่มีความเชื่อว่า ปรากฏการณ์ทางสังคมนั้นมีลักษณะเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงหรือมีความเป็นพลวัต (Dynamic) สูงมาก ด้วยเหตุนี้ การที่จะทำการศึกษาให้ได้ความรู้ความจริง และเข้าใจถึงปรากฏการณ์ทางสังคมอย่างแท้จริงจึงไม่สามารถกระทำได้ด้วยการแจงนับ วัดค่าเป็นตัวเลข หากแต่ต้องเข้าใจถึงความหมายและคุณค่า วัฒนธรรมของกลุ่มคนดังกล่าวเสียก่อน จากพื้นฐานความเชื่อเช่นนี้จึงทำให้เกิดระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research methodology) ซึ่งระเบียบวิธีวิจัยนี้เป็นที่ยอมรับที่จะนำมาศึกษาปรากฏการณ์ทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

       เห็นแล้วใช่หรือป่าวครับทั้งหมดนี้ คือที่มาของระเบียบวิธีการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research methodology) และระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research methodology) นั่นเองครับ

เอกสารอ้างอิง
รัตนะ บัวสนธ์. (2551) ปรัชญาวิจัย (Philosophy of Research). กรุงเทพฯ. สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ในห้องเรียนระเบียบวิธีวิจัยขั้นสูง โดย รศ.ดร.อรุณี  อ่อนสวัสดิ์
ความคิดเห็นของเพื่อนในห้องเรียนที่ช่วยกันอภิปราย

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า
· คำสำคัญ: ระเบียบวิธีการวิจัย ครูเต่า วิจัยขั้นสูง rojanarit jannum 
· หมายเลขบันทึก: 375613
· สร้าง:    · อ่าน: แสดง · ความเห็น:
6
 
· สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
แจ้งลบ
แจ้งลบ

ดีครับยครูเต่า นำเสนอได้กระชับและเหมาะสำหรับนักศึกษาที่กำลังจะทำวิทยานิพนธ์และงานวิจัย มากครับ

Rojanarit (ครูเต่า)
เขียนเมื่อ Fri Jul 16 2010 10:33:47 GMT+0700 (ICT)

ขอขอบคุณสำหรับกำลังใจครับ ครูหยุย

อรุณี
เขียนเมื่อ Wed Jul 21 2010 09:22:59 GMT+0700 (ICT)

ยินดีด้วยนะที่มีบุคคลสำคัญมาอ่าน พวกปฏิฐานนิยม คือพวกที่ต้องการพูดเป็นตัวเลข ใครๆ จะได้เข้าใจตรงกัน แต่ต้องระวังนะก่อนจะมาเป็นตัวเลขต้องพิถีพิถันกับเครื่องมือวัดให้มีความตรง มีอำนาจจำแนก และมีความเที่ยงก่อน ในขณะพวกปรากฏการณ์นิยม คือพวกบรรยาย ตีความตามความคิดของผู้ให้ข้อมูล หรือท้องถิ่นนั้นๆ ผู้วิจัยไม่ทำตัวเป็นผู้รู้แต่ไปขอความรู้

Rojanarit (ครูเต่า)
เขียนเมื่อ Mon Aug 02 2010 13:44:31 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณครับอาจารย์อรุณีที่ให้ข้อแนะนำ เพื่อเป็นแนวทางศึกษาต่อไป

วราภรณ์
IP: xxx.114.114.82
เขียนเมื่อ Wed Aug 04 2010 11:46:19 GMT+0700 (ICT)

วิจัยที่จะทำ ชื่อเรื่อง การวิเคราะห์ปัจจัย suffixes ในตำราเรียนวิชาภาษาอังกฤษชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 สถิติที่ใช้คือ ค่าเฉลี่ยเพียง

อย่างเดียว อยากทราบว่าเป็นวิจัยเชิงปริมาณ หรือคุณภาพคะ ขอบคุณสำหรับคำชี้แนะค่ะ

IP: xxx.172.208.113
เขียนเมื่อ Mon Jun 27 2011 11:08:42 GMT+0700 (ICT)

ดีแล้วทำดีมีค่า ยิ่งกว่าอื่นใด รักคนทำดีนะ

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็น