ความเงียบ และเอมิลี ดิกคินสัน

ช่วงนี้ใช้เวลานั่งอ่านหนังสือเยอะพอๆ กับลงมือวาดสีน้ำที่รื้อมานาน... นานมากกว่าสิบปี ได้รับการกระตุ้นจากพี่ปี...ที่นำสีน้ำมาให้ ทำให้ต้องจำใจในช่วงแรกไปรื้อหาพู่กัน พร้อมสมุดจากร้านเล่า มาให้บรรเลงอารมณ์แห่งสีลงไป เลยได้ถือโอกาสทำหนังสือทำมือขึ้นอีกเล่ม...

การได้กลับมาทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ทำให้ดูเหมือนชีวิตก้าวย่างช้าลงกว่าเดิมอย่างมากๆ ไม่ต้องเร่งรีบ แม้ว่าจะกลับมานอนที่บ้านหลังใน แต่ก็ยังทำให้ได้ยินเสียงนก เสียงโมบาย และเสียงธรรมชาติสลับกับเสียงรถที่วิ่งผ่านหน้าปากซอย...

เมื่อก่อนแสวงหา "ความเงียบ" แต่เมื่อได้รู้จักแล้ว ทำให้ได้พบในระดับลึกลงไปได้อีกถึงความเงียบที่ปรากฏอยู่ภายใน กว่าจะเดินทางมาสู่ความเงียบได้ เราต้องทำความรู้จักความเงียบ..ให้ถ่องแท้ว่า ที่ว่า "เงียบ" นั้นเป็นเช่นไร

ณ ตอนนี้ความเงียบ...แห่งนัยตน คือ เงียบท่ามกลางเสียงอันอื้ออึงรอบนอก

พอนึกถึงความเงียบทำให้นึกถึงหนังสือที่เคยอ่าน "อยู่ในเงียบๆ ในห้องตน" ที่ความตอนหนึ่งได้พูดถึงชีวิตของ "เอมิลีน ดิกคินสัน"... ที่เป็นผลงานแปลของ อาจารย์สดใส ขันติวรพงศ์ ==> the spirit of silience ของ John Lane

"สุขจริงหนอ หินน้อย

กลิ้งก้อนตามลำพังไปบนถนน

ไม่สนใจเรื่องการกิจ

ไม่คิดเรื่องเหตุร้าย

อิสระดุจดวงรวี

ผิวสีน้ำตาลผ่านกาลเวลาแห่งจักรวาล

ฉายฉานรังสีโดดเดี่ยว หรือเกี่ยวข้องกับสิ่งอื่น

เติมเต็มพระราชบัญญัติ

ด้วยความเรียบง่าย สบายๆ"

เป็นบทกวีของเอมิลี ดิกคินสัน (๑๘๓๐ - ๑๘๘๖) เป็นกวีอีกคนหนึ่งซึ่งใช้ชีวิตหลีกเร้นอยู่กับความเงียบ เธอเกิดในครอบครัวตามขนบเดิม ซึ่งมีความเป็นอยู่อย่างสุขสบาย ณ แอมเฮิร์สต์ เมืองชนบทแห่งรัฐแมสซาชูเซ็ตส์ ตระกูลของเธอมีความสัมพันธ์กับโบสถ์ในนิกายแคลวินมาอย่างยาวนาน บิดาของเธอเป็นประธานของวิทยาลัยแอมเฮิร์สต์ ตลอดชีวิตเอมิลี ดิกคินสันแทบไม่เคยเดินทางไปจากบ้านของบิดามารดา และเมืองที่เธออาศัยอยู่ เธอหยุดกิจกรรมการไปโบสถ์ตอนอายุสามสิบปี และไม่นานหลังจากนั้นก็อยู่แต่ในบ้านไม่ออกไปไหน ได้แต่ฟังอารมณ์ของตนสนทนาเป็นบทกวีถึงสิ่งที่เธอได้ยินได้ฟังในบ้านนั้นพอถึงวัยสี่สิบปี เธอสวมใส่แต่เสื้อผ้าสีขาวต้อนรับผู้มาเยือนถึงเหย้าเพียงไม่กี่คน ยิ่งเวลาผ่านไปเธอยิ่งปลีกตัวอยู่ตามลำพังกับสิ่งแวดล้อมของตน เริ่มจากอยู่ในบ้านและในสวน จากนั้นก็อยู่แต่ในบ้าน และสุดท้ายอยู่แต่ในห้องของตน เธอเลือกที่จะอยู่กับความวิเวกเหมือนแม่ชีอยู่กับการภาวนา แต่แบบฉบับของเธอนั้นห่างไกลจากชีวิตของคนเคร่งศาสนา เธอเขียนไว้ว่า "นอกจากตัวฉันแล้ว ครอบครัวของเราเคร่งศาสนา ทุกเช้าพวกเขาทักทายอรุณหม่นมัว ซึ่งพวกเขาเรียกว่า พระบิดา" ส่วนตัวของเธอเองนั้นเป็นอิสระทั้งจากมนุษย์และพระเจ้า "คุณถามถึงเพื่อนของฉันหรือคะ ภูเขาไงคะ พระอาทิตย์ตก กับสุนัขซึ่งโตพอๆ กับตัวฉัน ที่คุณพ่อซื้อให้ สิ่งเหล่านี้ดีกว่ามนุษย์ เพราะพวกเขารู้ แต่ไม่พูด ส่วนเสียงในสระน้ำตอนเที่ยงวันนั้นก็วิเศษกว่าเสียงเปียโนของฉันเสียอีก

เอมิลี ดิกคินสัน เขียนบทกวีตั้งแต่ตอนเป็นวัยรุ่น แต่จู่ๆ พอถึงวัยสามสิบปีต้นๆ เธอเริ่มเขียนบทกวีเหมือนถูกผีเข้าสิง เฉพาะตอนอายุสามสิบสองปีเธอเขียนบทกวีถึง ๓๖๖ บท แต่บทกวีทั้งหมดเหล่านี้เพียงไม่กี่บทเท่านั้นที่ได้รับการตีพิมพ์ตอนเธอมีชีวิตอยู่ ผลงานอันไพเราะงดงามที่เขียนอย่างฉับพลัน มีสีสันความขี้เล่นและตีความไปได้ต่างๆ นานานับพันบท ถูกเก็บไว้ในกล่องภายในบ้าน ไม่มีใครได้อ่านต่อมาอีกหลายปี จนถึง ค.ศ.๑๘๙๐ สี่ปีหลังจากเธอเสียชีวิต ผลงานเหล่านี้จึงเริ่มเป็นที่รู้กัน

บทกวี ๑,๑๗๕ บทของเอมิลี ดิกคินสัน ได้เปิดเผยความเป็นผู้หญิงมีปัญญา มีอารมณ์แรงกล้า มีความพิถีพิถันในเชิงช่าง ผู้ได้สร้างสรรค์ศิลปะไม่แต่ในบทกวี แต่รวมถึงการสื่อสัมพันธ์ และชีวิตของเธอด้วย แม้ว่าบทกวีของเธอหลายบทพูดถึงพระเจ้า แต่ดิกคินสันก็เป็นคนที่ยังสงสัยในเรื่องของศาสนา

บทกวีของเธอ สะท้อนความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาของผู้วิญญาณมั่งคั่งจากการเสริมสร้างความเงียบ ปลุกสำนึกให้เห็นถึงสิ่งนิรันดร์อื่นๆ ซึ่งเธอเชื่อว่า รอคอยพวกเราทุกคนอยู่แล้ว เธอท้าทายด้วยประสบการณ์อันเร้นลับ (ประสบการณ์ซึ่งสั่งสมจากความเงียบในห้องนอนอันสงัดของเธอ) ไว้ในบทกวีที่ว่าด้วยการของเลือกวิญญาณว่าด้วยขณะแห่งความกลัว ความรุ่งโรจน์ หรือการยั่งเห็น

อ่านเรื่องราว..ของเอมิลี ดิกคินสัน แล้วทำให้นึกถึงน้องสาว(ลูกของน้า) "เจ้านก" และวิถีชีวิตตนเอง...

 

๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๓

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 หมายเลขบันทึก: 364349
 เขียน:  
 อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ

ความเห็น

 อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
 ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์
 
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า