สมาชิก
แลกเปลี่ยน

คำทำนายประเทศไทย

อ.พลูหลวง ได้ละสังขารทิ้งร่างไปเมื่อวันศุกร์ที่ 29 ธันวาคม 2543 แต่ได้ฝากผลงานโดยเฉพาะการทำนายความเป็นไปของบ้านเมืองได้อย่างแม่น ยำยิ่งกว่าตาเห็น ซึ่งผู้เขียนขอสรุปโดยย่อให้ประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะเยาวชนรุ่นหลังได้รับรู้ จดจำ และมีความภูมิใจในโหราศาสตร์ไทยตามแนว วิทยาศาสตร์ของอาจารย์ไว้ดังนี้
ประเทศ สยามถูกเปลี่ยนชื่อมาเป็นประเทศไทยเมื่อ 24 มิถุนายน 2482 ประกาศเวลา 09.00 น. เมื่อผูกดวงกาลชาตาก็จะมีลัคนาอยู่ที่ราศีกรกฎ อาจารย์ได้วิจารณ์ไว้ว่า...
“คำว่าสยามหรือเสียมเป็นคำ ที่สำคัญที่สุด เพราะมาควบคู่กับความรุ่งโรจน์ของราชอาณาจักรทุกยุคทุกสมัย การเปลี่ยนชื่อประเทศซึ่งเท่ากับการทำลายเอกลักษณ์ของชาติ เป็นการฉีกประวัติศาสตร์โดยสิ้นเชิง”
อ.พลูหลวงได้ พยากรณ์ดวงชาตาการเปลี่ยนชื่อจากสยามมาเป็นไทยไว้ จะเห็นว่าอาจารย์ได้แบ่งออกเป็น 10 ยุคในรอบร้อยปี โดยแต่ละยุคมีอายุ 10 ปี นับแต่มีการเปลี่ยนชื่อประเทศ
 

  1. ยุคกาลี ตรงกับช่วง พ.ศ.2482-2492
  2. มิตรมาเยือน ตรงกับช่วง พ.ศ.2492-2502
  3. เฉือนดินแดน ตรงกับช่วง พ.ศ.2502-2512
  4. แสนแค้นกลางเขาควาย ตรงกับช่วง พ.ศ.2512-2522
  5. ลายเสือครองเมือง ตรงกับช่วง พ.ศ.2522-2532
  6. ฟูเฟื่องชาวสังคม ตรงกับช่วง พ.ศ.2532-2542
  7. ชมบุญทรราชย์ ตรงกับช่วง พ.ศ.2542-2552
  8. ชาติวิปโยค ตรงกับช่วง พ.ศ.2552-2562
  9. โรคคลาย ตรงกับช่วง พ.ศ.2562-2572
  10. หายกังวล ตรงกับช่วง พ.ศ.2572-2582

 
 
หลัง จากที่เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังษีได้มรณภาพลงเมื่อวันเสาร์แรม ๒ ค่ำ เดือน ๘ ซึ่งตรงกับวันที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๑๕ ตอนเที่ยงคืนเช้าวันรุ่งขึ้น นายอาญาราช ศิษย์ก้นกุฏิ ของเจ้าประคุณสมเด็จ เข้าไปเก็บกวาดในกุฏิของท่าน ขณะทำความสะอาดกุฏิ นายอาญาราชได้พบเศษกระดาษชิ้นหนึ่งซุกอยู่ใต้เสื่อเป็นลายมือของเจ้าประคุณ สมเด็จ เขียนสั้นๆ โดยสังเขป เป็นคำทำนายชะตาเมือง มีความว่า
"มหากาฬ พาลยักษ์ รักมิตร สนิทธรรม จำแขนขาด ราษฎร์จน ชนร้องทุกข์ ยุคทมิฬ ถิ่นกาขาว ชาววิไล"
บท วิเคราะห์
๑. มหากาฬ ในสมัยรัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงปราบดาภิเษก คือปราบกบฎที่ก่อความเดือดร้อนให้บ้านเมือง และสำเร็จโทษสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี พระเจ้าตากสินมหาราช ที่ทรงถูกพวกกบฎจับกุมคุมขังและยึดอำนาจ ฐานวิกลจริต (กล่าวหาว่าเป็นบ้าเสียสติ)ด้วยการนำไปประหารชีวิตด้วยท่อนจันทน์ และตั้งตนเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ในการนี้ทำให้ผู้ที่จงรักภักดีต่อพระเจ้าตาก และผู้ที่ไม่เห็นด้วย รวมไปถึงผู้ที่เสียผลประโยชน์ เกิดแข็งข้อ ไม่ยอมสวามิภักดิ์แต่โดยดี ไม่ยอมรับว่างั้นเถอะ จึงได้มีพระบรมราชโองการปราบพวกไม่เห็นด้วย หรือพวกกบฎต่อแผ่นดินใหม่ให้ราบคาบ มีการสังหารล้างโคตรกันทีเดียว ถึง ๘๒ ครัวเรือน มีการประกาศใช้กฎปราบกบฎ กฎมณเทียรบาล และกฎอัยการศึก ชนิดตาต่อตา ฟันต่อฟัน ซึ่งเป็นเรื่องหวาดเสียว น่ากลัวมาก เพราะบ้านเมืองที่ก่อตั้งขึ้นมาใหม่ (คือสร้างกรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงใหม่) ยังระส่ำระสาย หาความเป็นปึกแผ่นมั่นคงไม่ได้ จึงต้องทำทุกอย่างด้วยความเฉียบขาด จึงเรียกยุคนี้ว่า "ยุคมหากาฬ" หรือ"ยุคดำมืด" เนื่องจากยังไม่แน่ใจว่า "บ้านเมืองใหม่จะอยู่หรือจะไป" ยิ่งมีสงคราม ๙ ทัพ จากพวกคุณหม่องมาสั่นประสาทชาวบ้านด้วยแล้ว ใครเกิดยุคนี้ล่ะก็ ร้องได้คำเดียวว่า "กลัวแล้วจ้า" (เพราะคนไทยยังไม่หายเข็ดกลัวพม่ายังไม่เชื่อมั่นในตัวผู้นำและขุนนาง เพราะสร้างความเหลวแหลกไว้เยอะในตอนก่อนเสียกรุงศรีอยุธยา)
 
๒. พาลยักษ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นยุคแห่งความวิบัติเคราะห์ร้าย ของผู้คนในแผ่นดิน เนื่องจากเกิดอหิวาตโรค (โรคห่า โรคท้องร่วง) ในปี พ.ศ. ๒๓๖๓ โรค ได้ระบาดไปทั่วเมือง มีผู้คนล้มตายลงวันละมากๆ เพราะการแพทย์ในสมัยนั้นยังไม่เจริญ ตามสุสานวัดสำคัญต่าง ๆ เช่น วัดสระเกศ , วัดบพิตรพิมุข เต็มไปด้วยซากศพผู้เสียชีวิต ในแม่น้ำลำคลองก็ยังมีซากศพลอยขึ้นอืดกันให้เกลื่อน เป็นที่อุจาดตาส่งกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้ง น่าสะอิดสะเอียนเป็นยิ่งนัก ถนนหนทางมีแต่ความเงียบสงัดวังเวง ผู้คนต่างหลบซ่อนอยู่ภายในบ้าน บางครอบครัวก็อพยพหลบหนีโรคร้ายไปอยู่เสียหัวเมือง ในการนี้ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๒ ถึงกับรับสั่งให้ทำพระราชพิธียิงปืนใหญ่รอบกำแพง พระบรมมหาราชวัง ๑ คืน (เป็นความเชื่อที่ว่า โรคห่า เกิดจากการกระทำของยักษ์มาร ภูติผีปีศาจ จึงต้องมีพิธีการสวดมนต์ ปัดรังควาน ยิงปืนใหญ่ขับไล่ ให้มันตกใจกลัวจะได้หนีไป ทำคล้ายกับพิธีสวดภาณยักษ์ หรือสวดอาฎานาฎิยปริตร นั่นแหละครับ) ทรงให้อัญเชิญพระแก้วมรกตอันศักดิ์สิทธิ์ และพระบรมธาตุออกแห่แหน เป็นการขับไล่และปลอบขวัญพลเมือง ในที่สุดโรคร้ายก็สงบ แต่กว่าจะสงบราบคาบประมาณกันว่ามีผู้เสียชีวิตถึงสามหมื่นคนทีเดียว นับว่าไม่น้อยเลยครับในสมัยนั้น
๓. รักมิตร หรือ รักบัณฑิต ในสมัยรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถมากในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการปกครอง การค้าขายกับต่างประเทศ (รัชกาลที่ ๒ ทรงสัพยอกท่านว่า"เจ้าสัว") ได้มีการเริ่มต้นเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศอันได้แก่ อังกฤษ, อเมริกา ฯลฯ โดยเริ่มต้นจากการค้านั่นเอง ดังนั้นจึงเป็นยุคที่ทรงโปรดปรานชุบเลี้ยงคนที่ตั้งใจทำราชการอย่างจริงจัง มากกว่าพวกประจบสอพลอ
 
๔. สนิทธรรม ในสมัยรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า พระองค์ท่านทรงออกผนวชนานถึง ๒๗ พรรษา ตลอดรัชกาลที่ ๓ เลยก็ว่าได้ จะเรียกว่าบวชลี้ภัยการเมืองก็ได้ เพราะขนาดออกบวชแล้ว ยังไม่วายูกใส่ร้ายป้ายสี ว่าจะก่อการกบถเลยครับ(ดีนะครับที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๓ ท่านทรงมีน้ำพระทัยหนักแน่น เยือกเย็น ไม่หูเบา) ดังนั้นเมื่อพระองค์ท่านลาสิกขาขึ้นครองราชย์ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของข้า ราชบริพารจึงทรงฝักใฝ่ใธรรม สนับสนุนการเผยแพร่จริยธรรม ตลอดจนการพระศาสนาต่างๆ พระองค์เองก็ทรงชุดขาวถือศีล ๘ อย่างเคร่งครัด ฟังธรรมทุกวันธรรมสวณะจึงเรียกยุคนี้ว่า"ยุคสนิทธรรม"
 
๕. จำแขนขาด ในสมัยรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดเป็นยุคที่น่าเศร้าใจอีกยุคสมัยหนึ่ง เพราะเป็นสมัยที่พวกตะวันตก โดยเฉพาะอังกฤษ และฝรั่งเศส กำลังแข่งขันกรีฑาทัพเข้ายึดประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเซีย เป็นเมืองขึ้น หรือที่เรียกกันว่า "ยุคล่าอาณานิคม" เมืองสยามของไทยเรานั้น เป็นเมืองรักสงบ เปรียบเสมือนลูกแกะ ไม่มีเขี้ยวเล็บอะไรที่จะไปต่อกรกับชาติมหาอำนาจอย่างกับอังกฤษและฝรั่งเศส ประเทศเพื่อนบ้านรอบ ๆ ไทยเรา ก็โดนเขากวาดเรียบไปหมดแล้ว เหลือพี่ไทยอยู่เจ้าเดียวเท่านั้น ดังนั้นในสมัยนี้ ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส จึงบีบไทยทุกด้าน หาเรื่องทุกอย่าง ที่จะเป็นเหตุยกทัพบุกยึดประเทศให้ได้ แต่ด้วยพระปรีชาญาณแห่งองค์สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง พระองค์ได้ดำเนินวิเทศโยบายอย่างรัดกุม ทรงเสด็จประพาสยุโรป ถึง ๒ หน รวมไปถึงรัสเซียมหามิตรของไทยในสมัยนั้นด้วย นับว่าเป็นผลสำเร็จอย่างดีเยี่ยมเพราะไทยเราได้เพื่อนเอาไว้เป็นไม้กันหมา ถึงกระนั้นก็เถอะ ไทยเรายังต้องยอมเสียดินแดนส่วนน้อยเพื่อรักษาส่วนใหญ่เอาไว้ คือไม่ให้เกิดสงครามจนเราแพ้ต้องเสียเอกราช คือเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง (ร.ศ ๑๑๒ หรือ พ.ศ. ๒๔๓๖) แก่ฝรั่งเศส หลังจากที่ในปี พ.ศ๒๔๓๑ ได้เสียแคว้นสิบสองจุไทย ให้มันไปแล้ว (ขออนุญาตใช้คำว่ามัน เพราะพฤติกรรมเยี่ยงอันธพาล) ต่อมามันก็หาเรื่องอีก ได้ถอนทัพเรือไปยึดจันทบุรีเอาไว้ ไทยต้องยอมมันอีก โดยยกดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขง และเมืองหลวงพระบาง ให้เจ้าเศษฝรั่งไปครอบครอง ให้ไปร้องไห้ไปล่ะครับ ให้จนกว่ามันจะพอใจหรือไม่สามารถหาเรื่องเราได้อีกแล้ว ต้องจำแขนขาดเพื่อรักษาชีวิต หรือผืนดินแผ่นใหญ่เอาไว้ให้ลูกหลานจนทุกวันนี้ (เรื่องของไอ้เศษฝรั่งนี่มันยังทำแสบ โดยวางแผนปลงพระชนม์รัชกาลที่ ๕ เมื่อคราวเสด็จประพาสบ้านเมืองของมันอย่างแยบยล เรื่องราวจะเป็นอย่างไร โปรดติดตามอ่านในตอน "คำพยากรณ์หลวงปู่เอี่ยม กับ ร.๕"
ส่วนอังกฤษนั้น ค่อยยังชั่วน้อยหน่อย ไม่ถึงกับพาลหาเรื่องนัก โดยในปี พ.ศ. ๒๔๕๒ ไทยเรายอมทำสัญญา ยกดินแดนหัวเมืองทางมาลายู คือ ไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู และปะลิส ให้อังกฤษ เพื่อแลกกับสิทธิสภาพนอกอาณาเขต หรือ อำนาจศาลกงสุล
 
๖. ราษฏร์โจร (ราชโจร) ในสมัยรัชกาลที่ ๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นยุคที่ไทยเรามีการนิยมของนอก มีการฟุ้งเฟ้อ เอาอย่าง เลียนแบบ วัฒนธรรมตะวันตก โดยเฉพาะในหมู่ข้าราชบริพาร ขุนน้ำขุนนางในราชสำนัก มีการแต่งตั้งยศถาบรรดาศักดิ์กันมากเกินไป จนแทบจะไม่มีความหมาย เป็นยุคเริ่มต้นแห่งภัยพิบัติในด้านเศรษฐกิจที่จะตามมาในยุคต่อไป การกระทำเช่นนี้ถือว่าเป็นการปล้นชาติ ปล้นแผ่นดิน ทำลายแผ่นดินทางอ้อม ในสมัยนี้มีผู้คิดปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองเหมือนกัน แต่ทำไม่สำเร็จกลายเป็นกบฎไป (กบฎ รศ.๑๓๐)
๗. ชนร้องทุกข์ ในสมัยรัชกาลที่ ๗ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดเป็นยุคที่ผู้คนพลเมืองต้องประสบกับภาวะ "ข้าวยากหมากแพง" ผู้คนอดอยาก แร้นแค้นด้วยสภาวะเศรษฐกิจหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ และผลสืบเนื่องมาจากการฟุ้งเฟ้อในรัชกาลก่อน มีการปลดข้าราชการออกเพราะไม่มีเงินเบี้ยหวัด เงินปีให้ เป็นสมัยที่เริ่มให้ประชาชนมีสิทธิ์มีเสียงร้องทุกข์ แสดงความคิดเห็นจนกระทั่งมีการกระทำที่รุนแรงถึงขั้นปฏิวัติยึดอำนาจ ให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบกษัตริย์ มาเป็นประชาธิปไตย จนในที่สุดพระองค์ต้องทรงสละราชสมบัติ และเสด็จไปสวรรคต ณ ต่างประเทศ
 
๘. ยุคทมิฬ ในสมัยรัชกาลที่ ๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล จัดเป็นอีกยุคหนึ่งที่ประวัติศาสตร์ชาติไทยต้องจารึกไว้ไม่มีวันลืม เพราะองค์ในหลวงอันเป็นที่รักยิ่งของเรา ทรงถูกลอบปลงพระชนม์ ถึงแก่สวรรคต แม้จนกระทั่งปัจจุบันนี้ คดีก็ยังคลุมเครือ เป็นที่วิพากย์วิจารณ์ เป็นที่กินแหนงแคลงใจของคนทั่วไปถึงสาเหตุแห่งการลอบปลงพระชนม์ และผู้บงการ บ้านเมืองในยุคที่เริ่มเปลี่ยนแปลงการปกครองนี้ จัดเป็นยุคที่มีการแย่งชิงอำนาจ มีการปฏิวัติ รัฐประหาร เข่นฆ่าคนไทยด้วยกันเองจัดได้ว่าเป็น "ยุคทมิฬ" ยุคแห่งความเหี้ยมโหด ไร้ความปราณีและศีลธรรมอย่างแท้จริง
 
๙. ถิ่นตาขาว (ถิ่นกาขาว) ในยุคสมัยปัจจุบันแห่งองค์ล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระภัทรมหาราชเจ้า มีชื่อเรียกยุคนี้ว่า "ถิ่นตาขาว" ซึ่งคงจะหมายถึงพวกฝรั่งตาน้ำข้าวละกระมัง เพราะเป็นยุคที่องค์พระประมุขของเรา พร้อมด้วยองค์พระราชินี ได้เสด็จพระราชดำเนินเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะซีกโลกทางด้านตะวันตก นอกจากนั้นแล้วยังทรงต้อนรับพระราชอาคันตุกะจากประเทศต่าง ๆ ที่มาเยือนอย่างมากมายเช่นกัน ฝรั่งตาน้ำข้าวเองก็ "อะเมซิ่งไทยแลนด์" ไม่น้อย พากันมาเที่ยวเยี่ยมเยียน ไอ้ที่ติดใจสาวไทย รสอาหารแบบไทยๆ บรรยากาศแบบไทยๆ ก็ตั้งรกรากอยู่เมืองไทยซะเลย กลายเป็นถิ่นฐานของพวกเขาไปซะแล้ว เหตุนี้กระมังจึงเรียกยุคนี้ว่า "ถิ่นตาขาว" และอีกคำหนึ่งที่เพี้ยนเสียงไปเป็น "กาขาว" ล่ะ หมายความว่าอย่างไรดี ตอนแรกนะผมนึกเท่าไรก็นึกไม่ออก ว่า "ตา" จะเป็น "กา" ไปได้อย่างไร แต่พอมาระยะ ๕-๖ ปีให้หลังมานี้ผมึง "บางอ้อ" ไม่ใช่พี่ไทยเลี้ยงอีกาสีขาวหรอกครับ เพราะกายังไงเสีย กาขนมันก็ดำวันยังค่ำ แต่ คนไทยเราไม่เจียมบอดี้ หรือไม่เจียมตนน่ะซิครับ ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเหมือนสมัยรัชกาลที่ ๖ ไม่ผิดเพี้ยนเลยคือมีการนิยมของนอก มีการใช้จ่ายที่เกินตัว ฟุ้งเฟ้อ เห่อเหิม อยากได้อะไรเป็นต้องได้ ขนาดลงทุนเป็นหนี้เป็นสินเขาดอกเบี้ยสูงขนาดไหนก็เอา เห็นผิดเป็นชอบ เห็นดำเป็นขาว เหมือนอีกาที่ขนดำก็อยากจะทำให้มันขาว คราวนี้แจ่มชัดหรือยังว่า ทำไมเมืองไทยถึงเป็น "ถิ่นกาขาว" หรือ"ถิ่นตาขาว" ไม่รู้ลองไปถามไอ้พวกฝรั่ง " IMF " ดู แล้วจะรู้ไปถึงก้นบี้งหัวใจ
 
๑๐. ชาวศิวิไลซ์ หมายถึงยุคที่ ๑๐ หรือรัชกาลที่ ๑๐ ซึ่งยังมาไม่ถึง มีผู้ตีความกันต่าง ๆ นานาเมื่อดูจากความหมายแล้ว คำนี้มาจากภาษาอังกฤษ หมายถึง ความเจริญรุ่งเรือง สงบสุขร่มเย็น ดังนั้นก็เป็นอันเชื่อขนมกินกันได้เลยว่า ในรัชสมัยต่อไป ประเทศไทยอันเป็นที่รักยิ่งของเราจะต้องเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า มั่นคงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ประชาชนจะอยู่ร่วมกันด้วยความร่มเย็นเป็นสุข หน้าชื่นตาบานกันทุกถ้วนหน้า จริงเท็จประการใด กาลเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์
คำพยากรณ์ที่ผิดเพี้ยนกันอีก ๒ ยุค คือ ยุค ๗ กับยุค ๑๐
คำที่ว่า เป็นของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) กรุงรัตนโกสินทร์ นั้นว่า

ยุค ๗ ชนร้องทุกข์

ยุค ๑๐ ชาวศิวิไลซ์

ซึ่งคำศิวิไลซ์นั้นออกจะเป็นฝรั่งอยู่ น่าจะเป็นศรีวิไลมากกว่า แต่ถ้าหากสมเด็จโตท่านพยากรณ์ไว้จริง หากท่านว่า ‘ศิวิไลซ์’ หรือ ‘ศิวิลัยซ์’ ก็น่าจะเป็นได้เหมือนกัน เพราะถ้าหาก (อีกที) ท่านพยากรณ์ไว้ในรัชกาลที่ ๔ ยุคสมัยนั้นก็ทราบกันดีอยู่ว่า เป็นสมัยภาษาฝรั่งกำลังเฟื่อง ในเอกสารสมัยนั้นหลายฉบับมีคำว่า ประเทศอารยะ บางฉบับก็ใช้ทับศัพท์ว่า ประเทศศรีวิไล เข้าใจว่ามาจาก ‘ศิวิไลซ์’ หรือ ‘ศิวิลัยซ์’ นั่นเอง แต่ยุค ๗ กับยุค ๑๐ ที่ว่าสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ใย) ท่านพยากรณ์ นั้นว่า ยุค ๗ นั่งทนทุกข์ ยุค ๑๐ ชาววิไล ทว่าก่อนกล่าวถึงยุค ๗ ยุค ๑๐ ไม่น่าข้าม ยุค ๖ ราชาโจร หรือราษฎร์ราชาโจร กับยุค ๘ ยุคทมิฬ ยุค ๙ ถิ่นกาขาว เพราะเคยได้ยินและได้อ่านว่า มีผู้ให้ความหมายไว้หลายอย่าง
สำหรับยุค ๖ นั้น อธิบายความหมายไว้ไม่ต่างกันนัก คือข้าราชการและข้าราชสำนักบางพวก ฉวยโอกาสกอบโกยผลประโชยน์ ขอพระราชทานลาภผลนานาประการจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยถือเอาความโปรดปรานและน้ำพระราชหฤทัยกว้างขวางต่อข้าราชบริพารเป็นโอกาส จึงเปรียบกันว่ามีความประพฤติเสมือนโจรปล้นพระราชา หรือพระราชาเลี้ยงโจร ฉะนั้น ยุคทมิฬ ยุค ๘ อธิบายอย่างเดียวกัน คือเป็นยุคที่ฆ่าฟันกันตายแทบตลอดยุค ทั้งฆ่าฟันกันเองด้วยแย่งชิงอำนาจ และทั้งภัยของสงครามโลก คนตายกันเป็นเบือ จนกระทั่งถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯกลับมาก็มาเสด็จสวรรคต
ส่วน ยุค ๙ ถิ่นกาขาว ปลายๆสมัยสงครามจนกระทั่งสงครามเลิก เคยได้ยินผู้คนพากันวิตกวิจารณ์กันว่า ถึงยุคนี้เมื่อไหร่ฝรั่งจะยึดครองเหมือนพวกญวน ลาว เขมร พม่า มลายู เพราะแถบนี้เหลือไทยอยู่ประเทศเดียวเท่านั้น แล้วสงครามเลิกนี่ก็ยังร่วมกับญี่ปุ่นรบฝรั่งเสียอีก นี่แหละท่านถึงพยากรณ์เอาไว้ว่า ยุคที่ ๙ ถิ่นกาขาว
ครั้นถึง พ.ศ.๒๕๑๘ หลวงพ่อฤษีลิงดำ ท่านบรรยายถึงคำพยากรณ์นี้ว่า
ทีนี้มารัชกาลที่ ๙ ท่านบอกว่าถิ่นกาขาว เราก็ดูซี ฝรั่งเต็มบ้านเต็มเมือง อะไรๆก็เป็นเรื่องของฝรั่งไปหมด แถมคนไทยก็กลายเป็นฝรั่งขี้นกไปด้วย ความจริงเรื่องของฝรั่งนี่ ถ้าเราจะลอกแบบเขาก็เอามาทั้งดีทั้งชั่ว ที่ดีก็มีอยู่อย่างหนึ่ง คือถึงเวลาวันอาทิตย์ที เขาตีระฆังฝรั่งต้องไปโบสถ์ แต่ว่าเราไม่เอาซี วันพระของเราตีระฆังแตกไปหลายแสนลูกแล้ว ไม่มีใครไปวัดกันไม่อยากไป แต่ไอ้ของเลวๆจากฝรั่งอยากเอามาใช้กัน...อะไรๆก็ฝรั่งจ๋าไปหมด...ฯลฯ...”
ที นี้ คำพยากรณ์ที่ใช้คำต่างกันเล็กน้อย คือ ยุค ๗ ที่ว่า ชนร้องทุกข์ และ นั่งทนทุกข์ "ชนร้องทุกข์" มีผู้อธิบายความหมายว่าราษฎรเดือดร้อน ประชาชนเดือดร้อน ถึงต้องร้องทุกข์ให้มีบุคคลที่อาจช่วยให้หายทุกข์ได้มาช่วย ยุคนี้ เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่ๆ มีผู้ย้ำกันบ่อยๆว่า ยุค ๗ นี้ ท่านทำนายไว้ว่าประชาชนจะเดือดร้อนยากจนถึงต้อง ‘ร้องทุกข์’ จนกระทั่งมีผู้เห็นใจในความทุกข์ของราษฎร ทนอยู่ไม่ได้ ต้องยื่นมือเข้ามาช่วยโดยตั้งเป็นคณะราษฎร์
ส่วนคำพยากรณ์ที่ว่าพยากรณ์ แต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ที่ว่า ‘นั่งทนทุกข์’ นั้น หลวงพ่อฤษีลิงดำท่านว่า
“รัชกาล ที่ ๗ ท่านพยากรณ์ไว้ว่า นั่งทนทุกข์ จะเห็นว่า เมื่อพระองค์ทรงเถลิงราชสมบัติ ประเทศชาติตกอยู่ในความยุคเข็ญ และไม่ใช่เฉพาะแต่ประเทศไทย ทั่วโลกด้วยกัน ต้องดุลย์ข้าราชการออกจากราชการเพราะไม่มีเงินเดือนจ่ายพอ ทั้งนี้เพราะอะไร ก็เพื่อให้บรรดาประชาชนทั้งหลายจะได้มีเงินกินเงินใช้กัน...ฯลฯ...”
ใน เรื่องคำพยากรณ์นี้ มีอยู่ตอนหนึ่งหลวงพ่อฤษีลิงดำ ท่านบรรยายว่า เมื่อท่านอ่านคำพยากรณ์ทั้ง ๑๐ รัชกาลที่ว่า พระพุทธโฆษาจารย์ (ใย) ทำนายแล้ว
“ได้กราบเรียนถามหลวงพ่อปานว่า กรุงเทพพระมหานครนี่ จะมีพระมหากษัตริย์เพียง ๑๐ พระองค์เท่านั้นหรือขอรับท่านก็ตอบว่ากรุงเทพพระมหานครไม่ได้มีพระมหา กษัตริย์แต่เพียง ๑๐ พระองค์ จะมีพระมหากษัตริย์ต่อไปคู่กับประเทศไทยจนกว่าโลกจะสลายตัว แต่ที่ไม่ได้พยากรณ์ไว้ ดูรัชกาลที่ ๑๐ ท่านบอกว่าชาววิไล เป็นอันว่าสุขสบายด้วยประการทั้งปวง...การพยากรณ์นั้น...ถ้าเป็นปกติไม่มี ใครเขาพยากรณ์...”
“แล้วหลวงพ่อปานยังพูดต่อไปว่า ไม่ใช่มีแต่รัชกาลที่ ๑๐ ต่อไปจะมีเรื่อยๆ พระมหากษัตริย์ในประเทศไทย แล้วชาวโลกทั้งหลายทั้งหมดก็จะกลับปฏิวัติจากระบบประชาธิปไตย หรือระบบประธานาธิบดีทั้งหลาย กลับมาเป็นกษัตริย์อย่างเดิม เรียกว่ากลับมามีกษัตริย์อย่างเดิม”
สำหรับที่ท่านว่า หลวงพ่อปาน กล่าวในตอนหลังนี้ สะกิดใจให้เห็นประหลาดอยู่

เพราะหลวงพ่อท่านพูด เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๘ ถึงบัดนี้ พ.ศ.๒๕๔๙ เป็นเวลา ๓๑ ปีมาแล้ว เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๘ ลัทธิการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ยังเฟื่องฟูอยู่
วันเวลาผ่านมา ๓๑ ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราทรงครองราชย์ ครบ ๖๐ ปี วันเฉลิมฉลองที่เพิ่งผ่านมา มีพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศ์ผู้แทนพระองค์พระมหากษัตริย์ เสด็จมาทรงร่วมงานทั้งโลกที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และทุกพระราชวงศ์ล้วนเป็นที่รักเคารพและนิยมยินดีแห่งประชาชนในประเทศนั้นๆ ถึงแม้ประเทศที่เคยมีพระมหากษัตริย์และเคยเป็นผู้นำคอมมิวนิสต์ของโลกอย่าง รัสเซีย ก็ยังหวนกลับไปค้นหาพระศพพระเจ้าซาร์ กษัตริย์พระองค์สุดท้ายที่ถูกพวกบอลเชวิคปลงพระชนม์ เชิญกลับมาบรรจุ ณ โบสถ์ที่บรรจุพระศพกษัตริย์ และอีกหลายประเทศกลับมามีกษัตริย์อย่างเดิม เช่นประเทศกัมพูชา

ที่มา นิตยสารสกุลไทย ฉบับที่ 2705 ปีที่ 52 ประจำวัน อังคาร ที่ 22 สิงหาคม 2549

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

· คำสำคัญ: ประเทศไทย 
· หมายเลขบันทึก: 362481 · เขียน:  
· ความเห็น:
4
 · อ่าน: แสดง 
· สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า
พรชัย
เขียนเมื่อ Sun May 30 2010 20:19:28 GMT+0700 (ICT)

คงจะจริงดั่งพระคุณท่านนำเสนอขอรับ

เตวิชโช
เขียนเมื่อ Tue Jun 01 2010 15:34:29 GMT+0700 (ICT)

 

ธรรมสวัสดีอาจารย์พรชัย

อนุโมทนาขอบคุณมาก

ที่แวะมาเยี่ยม

ธรรมรักษา

พิม
IP: xxx.123.17.153
เขียนเมื่อ Sat Jun 05 2010 15:50:42 GMT+0700 (ICT)

หนูอายุ 23 ปี หนูกลัวบ้านเมืองและประเทศเราเป็นอะไรไป

ไม่รู้จะดำรงชีวิตอย่างไรในอนาคต

แล้วรุ่นลูกรุ่นหลานของเราหละ จะอยู่กันอย่างไร

และคงจะเป็นจริงอย่างที่พระคุณท่านได้กล่าวมา

เตวิชโช
เขียนเมื่อ Tue Jun 15 2010 16:12:08 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณโยมพิม

ที่แวะมาให้ข้อคิดเห็น

ที่เป็นประโยชน์

ธรรมรักษา

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์