วิชา ธุรกิจเบื้องต้น

 วิชา ธุรกิจเบื้องต้น 

 

 

ขอต้อนรับนักศึกษา s/2553 สู่การเรียนการสอนวิชาธุรกิจเบื้องต้น นักศึกษาสามารถ ดาวน์โหลดเอกสารประกอบการสอนได้ตามเนื้อหาด้านล่างนี้

1. แนะแนวการเรียนการสอน วิชาธุรกิจเบื้องต้น

 

2. แนวคิดการประกอบธุรกิจสมัยใหม่

http://gotoknow.org/file/kiratiacademy/BUSCON.ppt

http://gotoknow.org/file/kiratiacademy/theoryofbussiness.pdf

http://gotoknow.org/file/kiratiacademy/BusEvaluation.pdf

http://gotoknow.org/file/kiratiacademy/emergingtheory.pdf

http://gotoknow.org/file/kiratiacademy/marketingconcept.pdf

http://gotoknow.org/file/kiratiacademy/HRconcept.pdf

http://gotoknow.org/file/kiratiacademy/UsingCompetencyinHR.pdf

 

3. สภาพแวดล้อมทางธุกิจและการวิเคราะห์

http://gotoknow.org/file/kiratiacademy/BUSENVIR.ppt

http://gotoknow.org/file/kiratiacademy/overviewofenvir.pdf

http://gotoknow.org/file/kiratiacademy/ftaandenviron.pdf

http://gotoknow.org/file/kiratiacademy/economyofthecrossroads.pdf

http://gotoknow.org/file/kiratiacademy/ContextChange.pdf

http://gotoknow.org/file/kiratiacademy/enviranalysis.pdf

 

4. การสร้างตลาดและกลยุทธการบริหารธุรกิจ

http://gotoknow.org/file/kiratiacademy/MARKETING.ppt

http://gotoknow.org/file/kiratiacademy/onlinemarketing.pdf

http://gotoknow.org/file/kiratiacademy/intranetextranet.pdf

http://gotoknow.org/file/kiratiacademy/professionleader.pdf

http://gotoknow.org/file/kiratiacademy/fuctionofxecutive.pdf

http://gotoknow.org/file/kiratiacademy/strategicmanagement.pdf

http://gotoknow.org/file/kiratiacademy/increasingcompetency.pdf

http://gotoknow.org/file/kiratiacademy/increasingbusiness.pdf

http://gotoknow.org/file/kiratiacademy/blueandredocean.pdf

 

ประกาศผลคะแนนรายวิชา ธุรกิจเบื้องต้น

 - สำหรับนักศึกษาสาขาวิชาการจัดการ 

http://gotoknow.org/file/kiratiacademy/PB.pdf

 - สำหรับนักศึกษาสาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ 

http://gotoknow.org/file/kiratiacademy/PB1.pdf

 - สำหรับนักศึกษาสาขาวิชาการบัญชี 

http://gotoknow.org/file/kiratiacademy/PB2.pdf

 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 หมายเลขบันทึก: 362385
 เขียน:  
 ดอกไม้:  ความเห็น: 384  อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ

ความเห็น

รายการนี้มีมากกว่า 100 ความเห็น อ่านทั้งหมด   อ่าน
วิชญาพร เวียงลอ
IP: xxx.67.29.54
เขียนเมื่อ Mon May 31 2010 00:03:59 GMT+0700 (ICT)

พื้นฐานทางธุรกิจ

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการจัดการธุรกิจ

ธุรกิจหมายถึง  บุคคลหรือคณะที่ร่วมกันเพื่อที่จะผลิตหรือจำหน่ายสินค้าและบริการเพื่อหวังผลกำไร

หน้าที่ขั้นพื้นฐานของธุรกิจ

1.   จัดหาวัตถุดิบ

2.  แปรสภาพวัตถุดิบ

3.  จำหน่ายสินค้า

4.  ให้บริการแก่ลูกค้า

ประเภทของธุรกิจ

1.   ธุรกิจการค้า   การประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการกระจายสินค้าจากแหล่งผลิตไปสู่ผู้บริโภคคนสุดท้าย

2.  ธุรกิจบริการ    การเสนอขายบริการต่างๆ เช่นสิ่งอำนวยความสะดวกสบาย  ความบันเทิง  การพักผ่อน

3.  ธุรกิจการผลิตด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม  การผลิตสินค้าเกษตรให้ผู้บริโภค และจำหน่ายวัตถุดิบ ป้อนโรงงาน

สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ

แบ่งออกเป็น   2  ประเภทใหญ่ๆคือ

       1.    ปัจจัยแวดล้อมที่ควบคุมได้  หมายถึง สภาพแวดล้อมภายในทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการ

              ภายในของธุรกิจ  เช่น  1.  วัตถุประสงค์ของธุรกิจ

                                                    2.   ทรัพยากรของธุรกิจ

                                                    3.   การจัดการ

       2.  ปัจจัยแวดล้อมที่ไม่สามารถควบคุมได้   หมายถึง  สภาพแวดล้อมภายนอกกิจการที่ผู้ประกอบการ

             ไม่สามารถควบคุมได้  เช่น 1.ปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจ

                                                         2. ปัจจัยแวดล้อมทางด้นสังคม

                                                         3.  ปัจจัยแวดล้อมทางด้านการเมืองและกฏหมาย

                                                         4.  ปัจจัยแวดล้อมทางด้านเทคโนโลยี

                                                         5.  ปัจจัยแวดล้อมทางการแข่งขัน

ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการธุรกิจเบื้องต้น

1.  ลักษณะและรูปแบบของประเภทธุรกิจ

2.  การจัดทำแผนธุรกิจ

3.  การตลาดการขายและแผนการตลาด

4.  หลักการบัญชีเบื้องต้น

5.  แหล่งเงินและการบริหารทางการเงิน

6.  การจัดองค์กร

7.  การจัดเอกสารทางธุรกิจ

8.  การประกอบอาชีพอิสระ

ประโยชน์ของการศึกษาเกี่ยวกับธุรกิจ

1.   เพื่อตัดสินใจในการเลือกอาชีพ

2.   เพื่อธุรกิจของตน

3.  เพื่อแก้ไขปัญหาสังคม

          ผู้ประกอบการจำเป็นจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องหลักการและวิธีการจัดการธุรกิจสมัยใหม่

 เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถผลิตสินค้า และบริการที่ดีมีต้นทุนต่ำ 

 หรือมีราคาที่แข่งขันกันได้  เพื่อจะให้มีการกระจายสินค้าและบริการให้ถึงมือผู้บริโภคได้รวดเร็ว

และสามารถสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าได้มากที่สุด

   ประโยชน์ของการศึกษาเกี่ยวกับธุรกิจ

1.   เพื่อตัดสินใจในการเลือกอาชีพ

2.   เพื่อธุรกิจของตน

3.  เพื่อแก้ไขปัญหาสังคม

          ผู้ประกอบการจำเป็นจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องหลักการและวิธีการจัดการธุรกิจสมัยใหม่

 เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถผลิตสินค้า และบริการที่ดีมีต้นทุนต่ำ 

 หรือมีราคาที่แข่งขันกันได้  เพื่อจะให้มีการกระจายสินค้าและบริการให้ถึงมือผู้บริโภคได้รวดเร็ว

และสามารถสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าได้มากที่สุด

DNA ขององค์กร

องค์กรของคุณมี DNA แบบไหน การที่แต่ละบริษัทมีวิธีคิดที่แตกต่างกันในเรื่องกำไร การวางแผน ภารกิจเป้าหมาย ภาวะผู้นำ การจ้างงาน ค่าตอบแทนและการตัดสินใจ เกิดจากการที่แต่ละองค์กรมีวิธีการใช้ข้อเท็จจริง ความคิด สถานการณ์แวดล้อม และคน ที่แตกต่างกัน วิธีการให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริง ความคิด สถานการณ์แวดล้อมและคน ที่แตกต่างกันในแต่ละองค์กรนี้ อาจเรียกว่าเป็น DNA ขององค์กร ซึ่งเป็นรากฐานขององค์กร เหมือนที่ DNA ของมนุษย์คือรากฐานชีวิตของมนุษย์

Linda Honold ที่ปรึกษาด้านทรัพยากรมนุษย์และ Robert Silverman อาจารย์ประจำคณะ Human and Organizational Development Faculty แห่ง Fielding Graduate Institute 2 ผู้แต่งได้ยกตัวอย่างบริษัทขนาดกลาง 4 แห่ง จากการศึกษาผลงานของบริษัทตัวอย่างทั้งสี่ ผู้แต่งสอนให้คุณสามารถวิเคราะห์หาประเภท DNA ขององค์กรของคุณ รวมถึงประเด็นขัดแย้งต่างๆ ที่ธุรกิจของคุณกำลังเผชิญอยู่ ทำให้คุณสามารถเข้าใจและเลือกใช้วิธีการบริหารจัดการที่สอดคล้องกับ DNA ขององค์กรของคุณได้

DNA องค์กร 4 แบบ

การให้ความสำคัญต่อการใช้ข้อเท็จจริง ความคิด สถานการณ์แวดล้อม และคน ที่แตกต่างกันของแต่ละองค์กร ก่อให้เกิด DNA องค์กร 4 แบบหลัก ทั้งนี้ลักษณะของผู้นำและวิธีบริหารจัดการองค์กรที่องค์กรจะนำมาใช้ จะต้องสอดคล้องกับ DNA ซึ่งเป็นลักษณะพื้นฐานขององค์กรด้วย

     - Factual DNA เกี่ยวข้องกับโมเดลแบบเรียงลำดับเป็นเส้นตรงและการคำนวณ องค์กรที่มี DNA แบบนี้ มีรูปแบบการรู้จักตัวเองและสภาพแวดล้อมผ่านการรวบรวมสั่งสมข้อมูล

     - Conceptual DNA องค์กรที่มี DNA แบบนี้ให้ความสำคัญกับทฤษฎี กระบวนทัศน์ และแนวคิดที่ดีกว่า ชอบความคิดที่สร้างแรงจูงใจ ซึ่งอาจอยู่ในรูปของทฤษฎีสำคัญ วิสัยทัศน์หรือแนวคิดสำคัญอื่นๆ

     - Contextualized DNA ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมภายในและภายนอก สนใจประเด็น ปัญหาต่างๆ ที่เผชิญอยู่ กลยุทธ์ที่ใช้อยู่ และสถานการณ์ที่แวดล้อมประเด็นปัญหาและกลยุทธ์เหล่านั้น

     - Individual DNA องค์กรที่มี DNA แบบนี้เกี่ยวข้องกับ คนไม่ว่าเดี่ยวหรือกลุ่มคนที่อยู่ร่วมกับคนอื่น แต่ยังคงมีสิทธิมีเสียง มีความตั้งใจ เป้าหมายและความสนใจส่วนตัวอยู่

ระดับองค์กร

ระบบสารสนเทศระดับองค์กร คือ ระบบสารสนเทศที่สนับสนุนงานขององค์กรในภาพรวมระบบในลักษณะ นี้จะเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานร่วมกันของหลายแผนกโดยการใช้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องและส่งผ่านถึงกันจากแผนก หนึ่งข้ามไปอีกแผนกหนึ่งได้ระบบสารสนเทศดังกล่าวนี้จึงสามารถสนับสนุนงานการใช้ข้อมูลเพื่อการบริหาร งานในระดับผู้ปฏิบัติการและสนับสนุนงานการบริหารและจัดการในระดับที่สูงขึ้นได้ด้วยเนื่องจากสามารถ ให้ข้อมูลจากแผนกต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมาประกอบการตัดสินใจ โดยอาจนำข้อมูลมาแสดงในรูปแบบสรุปหรือใน แบบฟอร์มที่ต้องการได้บ่อยครั้งที่การบริหารงานในระดับสูงจำเป็นต้องใช้ข้อมูลร่วมกันจากหลายแผนกเพื่อ  ประกอบการตัดสินใจ ระบบการประสานงานเพื่อการสร้างรายได้ให้กับธุรกิจการค้า

กระแสการเปลี่ยนแปลงทางความคิดและการดำเนินชีวิต

1.ยุคเกษตรกรรม

2.ยุคสังคมอุตสาหกรรม

3.ยุคสังคมข้อมูลข่าวสาร และเทคโนโลยีสารสนเทศ

4.ยุคสังคมความคิด

IP: xxx.67.29.54
เขียนเมื่อ Mon May 31 2010 00:17:26 GMT+0700 (ICT)

นส.วิชญาพร เวียงลอ รหัส B5210107 คอมพิวเตอร์ธุรกิจรุ่น 2

 

พื้นฐานทางธุรกิจ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการจัดการธุรกิจ ธุรกิจหมายถึง บุคคลหรือคณะที่ร่วมกันเพื่อที่จะผลิตหรือจำหน่ายสินค้าและบริการเพื่อหวังผลกำไร หน้าที่ขั้นพื้นฐานของธุรกิจ 1. จัดหาวัตถุดิบ 2. แปรสภาพวัตถุดิบ 3. จำหน่ายสินค้า 4. ให้บริการแก่ลูกค้า ประเภทของธุรกิจ 1. ธุรกิจการค้า การประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการกระจายสินค้าจากแหล่งผลิตไปสู่ผู้บริโภคคนสุดท้าย 2. ธุรกิจบริการ การเสนอขายบริการต่างๆ เช่นสิ่งอำนวยความสะดวกสบาย ความบันเทิง การพักผ่อน 3. ธุรกิจการผลิตด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม การผลิตสินค้าเกษตรให้ผู้บริโภค และจำหน่ายวัตถุดิบ ป้อนโรงงาน สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ 1. ปัจจัยแวดล้อมที่ควบคุมได้ หมายถึง สภาพแวดล้อมภายในทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการ ภายในของธุรกิจ เช่น 1. วัตถุประสงค์ของธุรกิจ 2. ทรัพยากรของธุรกิจ 3. การจัดการ 2. ปัจจัยแวดล้อมที่ไม่สามารถควบคุมได้ หมายถึง สภาพแวดล้อมภายนอกกิจการที่ผู้ประกอบการ ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น 1.ปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจ 2. ปัจจัยแวดล้อมทางด้นสังคม 3. ปัจจัยแวดล้อมทางด้านการเมืองและกฏหมาย 4. ปัจจัยแวดล้อมทางด้านเทคโนโลยี 5. ปัจจัยแวดล้อมทางการแข่งขัน ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการธุรกิจเบื้องต้น 1. ลักษณะและรูปแบบของประเภทธุรกิจ 2. การจัดทำแผนธุรกิจ 3. การตลาดการขายและแผนการตลาด 4. หลักการบัญชีเบื้องต้น 5. แหล่งเงินและการบริหารทางการเงิน 6. การจัดองค์กร 7. การจัดเอกสารทางธุรกิจ 8. การประกอบอาชีพอิสระ ประโยชน์ของการศึกษาเกี่ยวกับธุรกิจ 1. เพื่อตัดสินใจในการเลือกอาชีพ 2. เพื่อธุรกิจของตน 3. เพื่อแก้ไขปัญหาสังคม ผู้ประกอบการจำเป็นจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องหลักการและวิธีการจัดการธุรกิจสมัยใหม่ เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถผลิตสินค้า และบริการที่ดีมีต้นทุนต่ำ หรือมีราคาที่แข่งขันกันได้ เพื่อจะให้มีการกระจายสินค้าและบริการให้ถึงมือผู้บริโภคได้รวดเร็ว และสามารถสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าได้มากที่สุด ประโยชน์ของการศึกษาเกี่ยวกับธุรกิจ 1. เพื่อตัดสินใจในการเลือกอาชีพ 2. เพื่อธุรกิจของตน 3. เพื่อแก้ไขปัญหาสังคม ผู้ประกอบการจำเป็นจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องหลักการและวิธีการจัดการธุรกิจสมัยใหม่ เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถผลิตสินค้า และบริการที่ดีมีต้นทุนต่ำ หรือมีราคาที่แข่งขันกันได้ เพื่อจะให้มีการกระจายสินค้าและบริการให้ถึงมือผู้บริโภคได้รวดเร็ว และสามารถสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าได้มากที่สุด DNA ขององค์กร องค์กรของคุณมี DNA แบบไหน การที่แต่ละบริษัทมีวิธีคิดที่แตกต่างกันในเรื่องกำไร การวางแผน ภารกิจเป้าหมาย ภาวะผู้นำ การจ้างงาน ค่าตอบแทนและการตัดสินใจ เกิดจากการที่แต่ละองค์กรมีวิธีการใช้ข้อเท็จจริง ความคิด สถานการณ์แวดล้อม และคน ที่แตกต่างกัน วิธีการให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริง ความคิด สถานการณ์แวดล้อมและคน ที่แตกต่างกันในแต่ละองค์กรนี้ อาจเรียกว่าเป็น DNA ขององค์กร ซึ่งเป็นรากฐานขององค์กร เหมือนที่ DNA ของมนุษย์คือรากฐานชีวิตของมนุษย์ Linda Honold ที่ปรึกษาด้านทรัพยากรมนุษย์และ Robert Silverman อาจารย์ประจำคณะ Human and Organizational Development Faculty แห่ง Fielding Graduate Institute 2 ผู้แต่งได้ยกตัวอย่างบริษัทขนาดกลาง 4 แห่ง จากการศึกษาผลงานของบริษัทตัวอย่างทั้งสี่ ผู้แต่งสอนให้คุณสามารถวิเคราะห์หาประเภท DNA ขององค์กรของคุณ รวมถึงประเด็นขัดแย้งต่างๆ ที่ธุรกิจของคุณกำลังเผชิญอยู่ ทำให้คุณสามารถเข้าใจและเลือกใช้วิธีการบริหารจัดการที่สอดคล้องกับ DNA ขององค์กรของคุณได้ DNA องค์กร 4 แบบ การให้ความสำคัญต่อการใช้ข้อเท็จจริง ความคิด สถานการณ์แวดล้อม และคน ที่แตกต่างกันของแต่ละองค์กร ก่อให้เกิด DNA องค์กร 4 แบบหลัก ทั้งนี้ลักษณะของผู้นำและวิธีบริหารจัดการองค์กรที่องค์กรจะนำมาใช้ จะต้องสอดคล้องกับ DNA ซึ่งเป็นลักษณะพื้นฐานขององค์กรด้วย - Factual DNA เกี่ยวข้องกับโมเดลแบบเรียงลำดับเป็นเส้นตรงและการคำนวณ องค์กรที่มี DNA แบบนี้ มีรูปแบบการรู้จักตัวเองและสภาพแวดล้อมผ่านการรวบรวมสั่งสมข้อมูล - Conceptual DNA องค์กรที่มี DNA แบบนี้ให้ความสำคัญกับทฤษฎี กระบวนทัศน์ และแนวคิดที่ดีกว่า ชอบความคิดที่สร้างแรงจูงใจ ซึ่งอาจอยู่ในรูปของทฤษฎีสำคัญ วิสัยทัศน์หรือแนวคิดสำคัญอื่นๆ - Contextualized DNA ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมภายในและภายนอก สนใจประเด็น ปัญหาต่างๆ ที่เผชิญอยู่ กลยุทธ์ที่ใช้อยู่ และสถานการณ์ที่แวดล้อมประเด็นปัญหาและกลยุทธ์เหล่านั้น - Individual DNA องค์กรที่มี DNA แบบนี้เกี่ยวข้องกับ คนไม่ว่าเดี่ยวหรือกลุ่มคนที่อยู่ร่วมกับคนอื่น แต่ยังคงมีสิทธิมีเสียง มีความตั้งใจ เป้าหมายและความสนใจส่วนตัวอยู่ ระดับองค์กร ระบบสารสนเทศระดับองค์กร คือ ระบบสารสนเทศที่สนับสนุนงานขององค์กรในภาพรวมระบบในลักษณะ นี้จะเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานร่วมกันของหลายแผนกโดยการใช้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องและส่งผ่านถึงกันจากแผนก หนึ่งข้ามไปอีกแผนกหนึ่งได้ระบบสารสนเทศดังกล่าวนี้จึงสามารถสนับสนุนงานการใช้ข้อมูลเพื่อการบริหาร งานในระดับผู้ปฏิบัติการและสนับสนุนงานการบริหารและจัดการในระดับที่สูงขึ้นได้ด้วยเนื่องจากสามารถ ให้ข้อมูลจากแผนกต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมาประกอบการตัดสินใจ โดยอาจนำข้อมูลมาแสดงในรูปแบบสรุปหรือใน แบบฟอร์มที่ต้องการได้บ่อยครั้งที่การบริหารงานในระดับสูงจำเป็นต้องใช้ข้อมูลร่วมกันจากหลายแผนกเพื่อ ประกอบการตัดสินใจ ระบบการประสานงานเพื่อการสร้างรายได้ให้กับธุรกิจการค้า กระแสการเปลี่ยนแปลงทางความคิดและการดำเนินชีวิต 1.ยุคเกษตรกรรม 2.ยุคสังคมอุตสาหกรรม 3.ยุคสังคมข้อมูลข่าวสาร และเทคโนโลยีสารสนเทศ 4.ยุคสังคมความคิด
ช่อทิพย์ รุ่งรัศมีทอง
IP: xxx.24.100.37
เขียนเมื่อ Mon May 31 2010 12:56:10 GMT+0700 (ICT)

สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ

ความรู้ที่ได้จากวันอาทิตย์ที่ 30/5/53 วิชาบริหารธุรกิจเบื้องต้น

(1.) รูปแบบการเป็นเจ้าของธุรกิจ

- รูปแบบการเป็นเจ้าของธุรกิจ

- ต้นแบบธุรกิจ

- หลักการพื้นฐานของการบริหารธุรกิจ

ในเรื่องของ DNA Of Organization มีดังนี้

1.Factual DNA

2.Conceptual DNA

3.Contextual DNA

4.Individual DNA

**ความหมายตัวแบบธุรกิจ

เป็นแกนสำคัญที่ผู้ประกอบการใช้ในการวางแผนการคิด หรือการดำเนินงานจัดทำแผนธุรกิจที่ดีมีความสมบูรณ์ครบถ้วนและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังเป็นสิ่งที่ช่วยในการกำหนดการเริ่มต้นดำเนินการธุรกิจ การปรับปรุงกระบวนการในการบริหารจัดการหรือพัฒนาธุรกิจที่ดำเนินการอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

**องค์ประกอบพื้นฐาน

1.สินค้าและบริการ

2.กลุ่มลูกค้า

3.ช่องทางการจัดจำหน่าย

4.ลูกค้าสัมพันธ์

5.การจัดสรรทรัพยากรของธุรกิจ

6.ความสามารถ / ความเชี่ยวชาญขององค์กร

7.เครือข่ายความร่วมมือ ในการสร้างคุณค่าของสินค้าและบริการ

8.เครือข่ายความร่วมมือ ในการดำเนินการทางการพาณิชย์ของธุรกิจ

9.โครงสร้างของต้นทุนค่าใช้จ่าย

10.แหล่งที่มาของรายได้

(2.)สภาพแวดล้อมและการวิเคราะห์

ประเภทของสภาพแวดล้อม

1.สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนด ( Environmental Determinism )

2.สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนดทางเลือก ( Environmental Prosibilism )

3.สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนดทางเลือก แต่สามารถวิเคราะห์ทางเลือกได้ขึ้นอยู่กับ Psychology Environment

( Environmental Prosibilism )

4.สภาพแวดล้อมไม่มีความหมาย ( Free will Environmental )

เทคนิคการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม

รูปแบบของสภาพแวดล้อม

- เปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณ

- เปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ

มิติการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม

- การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมโลก ( Globalization Scanning )

- การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมเชิงมหภาค ( Country Scanning or Macro Scanning )

- การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมองค์การ ( Organization Scanning )

(3.)การสร้างตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศสำหรับผู้ประกอบการ SMEs

กระแสการเปลี่ยนแปลงทางความคิดและการดำเนินชีวิต

วิถีการเลี้ยงสัตว์และเร่ร่อน

1.ยุคสังคมเกษตรกรรม

2.ยุคสังคมอุตสาหกรรม

3.ยุคสังคมข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ Information Era

4.ยุคสังคมความคิด

การสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน Five For Model

การออกแบบขององค์กรเราสร้างระบบทุกระบบ

การตลาดคือ

1.การตลาด = MBA

- การใช้ Mass Media

2.การตลาด = คนขายของ

- ขายปลีก

- ร้านขายปลีก

3.การตลาด = การจัดจำหน่าย

น.ส. คำพลอย กุมารสิทธิ์
IP: xxx.121.207.232
เขียนเมื่อ Mon May 31 2010 14:51:52 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียน วิชาการบริหารธุรกิจเบื้องต้อ วันที่ 30/5/53

นางสาว คำพลอย กุมารสิทธิ์ รหัส B5220007 สาขาการจัดการ รุ่น 1

** ความหมายของธุรกิจและการประกอบธุรกิจ

*ความหมายของธุรกิจ (Business) หมายถึง กิจกรรมทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งมีความเกี่ยวพันในวงการของสถาบัน เพื่อที่จะจำหน่าย

และให้บริการภายใต้กฎเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้ โดยมีความสัมพันธ์กับบริการอื่นและกลุ่มผู้ทำงานร่วมมือให้บรรลุถึงจุดหมายอันเดียว

กัน คือ ความสำเร็จของหน่วยงาน

*การประกอบธุรกิจ หมายถึง การผลิตสินค้าและบริการ และการนำสินค้าและบริการนั้นมาจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภค ฉะนั้นถ้าการ

ผลิตสินค้าหรือบริการนั้น ๆ ได้ถูกนำมาใช้บริโภคเอง ไม่ได้นำไปขายหรือจำหน่ายจึงเรียกว่า การอุปโภคบริโภค (Consumption)

ของตนเอง แต่ถ้าการผลิตสินค้าและบริการได้ถูกนำไปขายหรือจำหน่ายต่อไปจึงเรียกว่า การค้า (Commerces) / การประกอบ

ธุรกิจ (Business Activities)

* สรุปก็คือว่า ธุรกิจ เป็นกระบวนการดำเนินกิจกรรมทางด้านการผลิต การจำหน่าย และการให้บริการนั่นเอง

* จุดมุ่งหมายของการประกอบธุรกิจ (Business Goals)

ผู้ประกอบธุรกิจแทบทุกประเภทมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญอย่างเดียวกัน คือ ต้องการกำไร แต่ธุรกิจไม่ควรมุ่งกำไรสูงสุด เพราะธุรกิจ

ควรมีหน้าที่ในการรับผิดชอบต่อสังคมด้วย นอกจากนี้ยังมีธุรกิจบางอย่างที่ตั้งขึ้นมาโดยไม่มุ่งหวังผลกำไร เช่น กิจการไฟฟ้า ประปา

การเดินรถประจำทาง โรงพยาบาล สถาบันการศึกษา เป็นต้น

*สรุป บรรดาผู้ประกอบธุรกิจมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญพอจะแยกได้ 2 ประการ คือ

1. มุ่งหวังกำไร (Profit Earning) ได้แก่ ธุรกิจของเอกชนทั่วไป

2. ไม่ได้มุ่งหวังกำไร (Social Prestige) ได้แก่ ธุรกิจประเภทสาธารณูปโภค (Public Utilities) และสาธารณูปการ (Public

Services) ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นของรัฐบาล

ข้อสังเกต ในการดำเนินธุรกิจนั้น ผลต่างระหว่างรายได้และค่าใช้จ่ายทั้งหมด คือ กำไรหรือขาดทุนของธุรกิจนั่นเอง

*ปัจจัยในการผลิตที่สำคัญก็ คือ

1. คน (Man)

2. เงิน (Money)

3. วัตถุดิบ (Material)

4. เครื่องจักร (Machine)

5.ข้อมูลข่าวสาร (Information) ต่าง ๆ นั่นเอง

**สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ

แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ

1. ปัจจัยแวดล้อมที่ควบคุมได้ หมายถึง สภาพแวดล้อมภายในทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการ ภายในของธุรกิจ เช่น

1. วัตถุประสงค์ของธุรกิจ

2. ทรัพยากรของธุรกิจ

3. การจัดการ

2. ปัจจัยแวดล้อมที่ไม่สามารถควบคุมได้ หมายถึง สภาพแวดล้อมภายนอกกิจการที่ผู้ประกอบการไม่สามารถควบคุมได้ เช่น

1. ปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจ

2. ปัจจัยแวดล้อมทางด้นสังคม

3. ปัจจัยแวดล้อมทางด้านการเมืองและกฏหมาย

4. ปัจจัยแวดล้อมทางด้านเทคโนโลยี

5. ปัจจัยแวดล้อมทางการแข่งขัน

*สภาพแวดล้อมภายนอก เป็นปัจจัยภายนอกที่มีอิทธิพลต่อองค์การธุรกิจ หรือกิจการซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ อัน

ได้แก่ สภาพแวดล้อมทั่วไปและสภาพแวดล้อมการดำเนินงาน หากจะพูดถึง สภาพแวดล้อมทั่วไป ถือเป็นปัจจัยสภาพแวดล้อมที่ไม่

ได้มีผลกระทบโดยตรงแต่ก็มีผลกระทบทางอ้อมต่อการดำเนินงานของกิจการ ไม่ว่าจะเป็น ปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและ

วัฒนธรรม การเมือง กฎหมาย เทคโนโลยี และปัจจัยระหว่างประเทศ

*ปัจจัยทางเศรษฐกิจ มีความสำคัญต่อการประกอบธุรกิจเป็นอย่างยิ่ง หากสภาพเศรษฐกิจดีก็จะเอื้ออำนวยต่อการประกอบธุรกิจ

ให้ประสบความสำเร็จ ในทางตรงกันข้าม ถ้าสภาพเศรษฐกิจมีแนวโน้มถดถอยหรือตกต่ำ เงื่อนไขทางเศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลง

ตลอดเวลา และยากที่จะพยากรณ์ซึ่งมีผลทำให้การประกอบธุรกิจหยุดชะงัก ล้มเหลวหรืออาจจะต้องเลิกกิจการได้

ส่วนปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรม นั้นได้แก่ ทัศนะคติทางสังคม ค่านิยม บรรทัดฐาน ความเชื่อ พฤติกรรม การเปลี่ยนแปลงทาง

ด้านประชากร เช่น การศึกษา และอัตราการเกิด นับได้ว่า การเปลี่ยนแปลงของปัจจัยดังกล่าวมีอิทธิพลต่อการขายสินค้าและการหา

กำไรของกิจการ ดังนั้นผู้บริหารจึงควรตรวจสอบและให้ความสนใจแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงซึ่งอาจจะได้โอกาสใหม่ หรืออาจจะ

พบอุปสรรคที่สำคัญก็ได้ ตัวอย่างเช่น ธุรกิจมีโอกาสออกสินค้าตัวใหม่ หรือเลิกผลิตสินค้าบางรายการ เนื่องจากผู้บริโภคไม่ต้องการ

อีกต่อไป เป็นต้น

*ปัจจัยทางการเมืองและกฎหมาย นับว่าเป็นอีก ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการประกอบธุรกิจ ได้แก่ การเมือง กฎข้อบังคับ นโยบาย

ของรัฐบาล แนวโน้มการออกกฎหมายและพระราชบัญญัติต่างๆ ได้แก่ กฎหมายภาษีอากร พระราชบัญญัติค่าแรงขั้นต่ำ พระราช

บัญญัติการโฆษณา พระราชบัญญัติโรงงาน และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค เป็นต้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จะส่งผล

กระทบโดยตรงต่อการดำเนินงาน ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงกฎหมายภาษีอากร อาจทำให้ต้นทุนสินค้าสูงขึ้นหรือ การเปลี่ยน

แปลงนโยบายของรัฐบาลอาจเป็นผลดีต่อการส่งเสริมการลงทุนและการส่งออก เป็นต้น ดังนั้นธุรกิจจะต้องคอยติดตามความเคลื่อน

ไหวหรือการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและกฏหมายด้วย

*ปัจจัยทางเทคโนโลยี ในปัจจุบัน นับได้ว่าการเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าของเทคโนโลยีมีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เนต มีความสำคัญต่อองค์การธุรกิจมาก โดยมีการนำเอาปัจจัยทางเทคโนโลยีมา

พิจารณาเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน เพื่อช่วยให้ธุรกิจมีเทคนิคและระบบการผลิตที่ทันสมัยขึ้น สามารถลดต้นทุนการ

ผลิตลงและเพิ่มกำลังผลิต ช่วยให้สามารถจัดการ และมีการติดต่อสื่อสารที่รวดเร็วยิ่งขึ้นช่วยให้ธุรกิจสามารถผลิตสินค้าใหม่ๆ ทำให้

สามารถตอบสนองส่วนปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรม นั้นได้แก่ ทัศนะคติทางสังคม ค่านิยม บรรทัดฐาน ความเชื่อ พฤติกรรม การ

เปลี่ยนแปลงทางด้านประชากร เช่น การศึกษา และอัตราการเกิด นับได้ว่า การเปลี่ยนแปลงของปัจจัยดังกล่าวมีอิทธิพลต่อการขาย

สินค้าและการหากำไรของกิจการ ดังนั้นผู้บริหารจึงควรตรวจสอบและให้ความสนใจแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงซึ่งอาจจะได้

โอกาสใหม่ หรืออาจจะพบอุปสรรคที่สำคัญก็ได้ ตัวอย่างเช่น ธุรกิจมีโอกาสออกสินค้าตัวใหม่ หรือเลิกผลิตสินค้าบางรายการ เนื่อง

จากผู้บริโภคไม่ต้องการอีกต่อไป

*การวิเคราะห์ SWOT (SWOT Analysis)

การประเมิน ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายนอกองค์กร เพื่อทำให้ทราบถึง โอกาส และ อุปสรรค และ

การประเมิน ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายในองค์กร เพื่อทำให้ทราบถึง จุดแข็ง และ จุดอ่อน ภายในองค์กร

จะเรียกการวิเคราะห์นี้ว่า การวิเคราะห์ SWOT โดยที่

S = Strength คือ จุดแข็ง

W = Weakness คือ จุดอ่อน

O = Opportunity คือ โอกาส

T = Threats คือ อุปสรรค

**มิติการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม

1. การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมโลก

2. การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมเชิงมหภาค

3. การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมองค์กร

** กระแสการเปลี่ยนแปลงทางความคิดและการดำเนินชีวิต

1. ยุคสังคมเกษตรกรรม

2. ยุคสังคมอุตสาหกรรม

3. ยุคสังคมข้อมูลข่าวสาร และเทคโนโลยีสารสนเทศ

4. ยุคสังคมความคิด

* การสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน

การสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ถือได้ว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้บริหารจะต้องให้ความสำคัญ เนื่องจากปัจจุบันธุรกิจมีการแข่งขันกัน

สูงมาก ประกอบปัจจัยที่นอกเหนือการควบคุม มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เช่น การเปิดเสรีทางการค้า (FTA) ดอกเบี้ยและน้ำมันมี

แนวโน้มราคาสูงขึ้น การหลั่งไหลของสินค้าจากประเทศจีน เป็นต้น ดังนั้น ผู้บริหารจำเป็นจะต้องมีกลยุทธ์ที่ดี ที่จะสามารถ แข่งขัน

ทั้งในและต่างประเทศได้

ปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการสร้างความได้เปรียบก็คือ ความรู้ (Knowledge) ที่ต้องมีการเรียนรู้กันอย่างต่อเนื่องและสร้างสรรค์ อัน

ไปนำไปสู่การสร้างนวัตกรรม (Innovation) ในองค์กร ซึ่งมีกลยุทธ์ที่สำคัญประกอบด้วย

1. มีการวิจัยและพัฒนาที่ดี

2. มีการพัฒนาสินค้าใหม่ที่มีโอกาสในความเป็นไปได้

3. มีการผลิตที่ทันสมัย

4. มีการถ่ายทอดและร่วมมือกับผู้ที่มีประสบการณ์

5. มีการจัดการพาณิชยกรรมที่ดี

* การตลาด คือ

1. การตลาด คือ การขายของ

- ขายปลีก

- ร้านขายปลีก

2. การตลาด คือ การจำหน่าย

ตลาด หมายถึง สถานที่ที่เป็นชุมชนหรือเป็นที่ชุมนุมเพื่อซื้อและขายสินค้า ทั้งในรูปของวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูปเป็นประจำ เป็น

ครั้งคราว หรือตามวันที่กำหนด โดยที่ตั้งของตลาดอาจมีเพียงที่เดียว หรือหลายที่ที่ตั้งอยู่ใกล้กันในบริเวณที่มีทำเลเหมาะสม เช่น

เป็นศูนย์กลางของชุมชน และเหมาะจะเป็นที่นัดพบ หรือเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารต่างๆของคนในชุมชนนั้นๆ ด้วยเหตุนี้เมื่อ

มีชุมชนอยู่ ณ ที่ใด ก็มักจะมีตลาดอยู่ ณ ที่นั้น ตลาดจึงมีมาแต่ครั้งโบราณในทุกสังคม

พิสิฐ อาถาพิลาส
IP: xxx.176.154.219
เขียนเมื่อ Mon May 31 2010 16:42:37 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียนรุ้ วิชาการบริหารธุรกิจเบื้องต้อ วันที่ 30 พ.ค 53

โดย นาย พิสิฐ อาถาพิลาส สาขา การจัดการ รุ่น 1

ธุรกิจ หมายถึง บุคคลหรือคณะผลิตหรือจำหน่ายสินค้าและบริการเพื่อหวัง ผลกำไร

หน้าที่ขั้นพื้นฐานของธุรกิจ

1.จัดหาวัตถุดิบ

2.แปรสภาพวัตถุดิบ

3.จำหน่ายสินค้า

4.ให้บริการแก่ลูกค้า

ประเภทของธุรกิจ

1.ธุรกิจการค้า

2.ธุรกิจบริการ

3.ธุรกิจการผลิตด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม

สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ 2 ประเภท

1.ปัจจัยแวดล้อมที่ควบคุมได้ เช่น

1.1วัตถุประสงค์ของธุรกิจ

1.2ทรัพยากรของธุรกิจ

1.3การจัดการ

2. ปัจจัยแวดล้อมที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น

2.1ปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจ

2.2ปัจจัยแวดล้อมทางด้นสังคม

2.3ปัจจัยแวดล้อมทางด้านการเมืองและกฏหมาย

2.4ปัจจัยแวดล้อมทางด้านเทคโนโลยี

2.5ปัจจัยแวดล้อมทางการแข่งขัน

ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการธุรกิจเบื้องต้น

1.ลักษณะและรูปแบบของประเภทธุรกิจ

2.การจัดทำแผนธุรกิจ

3.การตลาดการขายและแผนการตลาด

4.หลักการบัญชีเบื้องต้น

5.แหล่งเงินและการบริหารทางการเงิน

6.การจัดองค์กร

7.การจัดเอกสารทางธุรกิจ

8.การประกอบอาชีพอิสระ

ประโยชน์ของการศึกษาเกี่ยวกับธุรกิจ

1.เพื่อตัดสินใจในการเลือกอาชีพ

2.เพื่อธุรกิจของตน

3.เพื่อแก้ไขปัญหาสังคม

DNA องค์กร 4 แบบ

1.Factual DNA เกี่ยวข้องกับโมเดลแบบเรียงลำดับเป็นเส้นตรงและการคำนวณ

2.Conceptual DNA แบบให้ความสำคัญกับทฤษฎี กระบวนทัศน์ และแนวคิดที่ดีกว่า

3.Contextualized DNA ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมภายในและภายนอก

4.Individual DNAแบบเกี่ยวข้องกับคนไม่ว่าเดี่ยวหรือกลุ่มคนที่อยู่ร่วมกับคนอื่น

องค์ประกอบพื้นฐานในการประกอบธระกิจ

1.สินค้าและบริการ

2.กลุ่มลูกค้า

3.ช่องทางการจัดจำหน่าย

4.ลูกค้าสัมพันธ์

5.การจัดสรรทรัพยากรของธุรกิจ

6.ความสามารถ และความเชี่ยวชาญขององค์กร

7.เครือข่ายความร่วมมือ ในการสร้างคุณค่าของสินค้าและบริการ

8.เครือข่ายความร่วมมือ ในการดำเนินการทางการพาณิชย์ของธุรกิจ

9.โครงสร้างของต้นทุนค่าใช้จ่าย

10.แหล่งที่มาของรายได้

การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม 4 ประเภท

1. Environmental Determinism สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนดทางเลือก

2 Environmental Prosibilism. สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนดทางเลือก

3. Environmental Prosibilism สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนดทางเลือก แต่สามารถวิเคราะห์ทางเลือกได้ขึ้นอยู่กับ จิตวิทยาสิ่งแวดล้อม

4. Free will Environmental สภาพแวดล้อมไม่มีความหมาย

เทคนิคการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม 2 รูปแบบ

1.เปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณ

2.ปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ

มิติการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม

1.Globalization Scanning การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมโลก

2. Country Scanning or Macro Scanning การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมเชิงมหภาค

3. Organization Scanning การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมองค์การ

ปัจจัยในการผลิตที่สำคัญก็ คือ

1. คน Man

2. เงิน Money

3. วัตถุดิบ Material

4. เครื่องจักร Machine

การวิเคราะห์ SWOT

1.Strength คือ จุดแข็ง

2.Weakness คือ จุดอ่อน

3.Opportunity คือ โอกาส

4.Threats คือ อุปสรรค

กระแสการเปลี่ยนแปลงทางความคิดและการดำเนินชีวิต

1.ยุคเกษตรกรรม

2.ยุคสังคมอุตสาหกรรม

3.ยุคสังคมข้อมูลข่าวสาร และเทคโนโลยีสารสนเทศ

4.ยุคสังคมความคิด

วัลลภ เอี่ยมพันธ์
IP: xxx.120.245.152
เขียนเมื่อ Tue Jun 01 2010 09:24:27 GMT+0700 (ICT)

สรุปความหมายและความสำคัญของ ธุรกิจ

นาย วัลลภ เอี่ยมพันธ์ สาขา การจักการ ( รุ่นที่ 2 ) B5220105

ธุรกิจ (Business) หมายถึง กระบวนการของกิจการทางเศรษฐกิจที่สัมพันธ์เป็นระบบและอย่างต่อเนื่องในด้าน การผลิต การซื้อขายแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับสินค้าและบริการ โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะได้กำไรหรือผลตอบแทนจากกิจกรรมนั้น

ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า กิจกรรมใดที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ได้กำไร (Profit) ถือว่าเป็นธุรกิจ เช่น บริษัท ห้างร้าน ตลอดจนรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ การดำเนินของรัฐ เช่น การป้องกันประเทศ การสร้างถนนหนทาง โรงเรียน โรงพยาบาล และอื่น ๆ ไม่ถือว่าเป็นธุรกิจเพราะมิได้มีจุดมุ่งหมายด้านกำไร แต่เป็นการให้บริการแก่ประชาชนโดยมีจุดมุ่งหมายให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ ที่ดีขึ้น

ความสำคัญของธุรกิจ พอสรุปได้ดังนี้

1. ธุรกิจช่วยให้เศรษฐกิจของชาติมีความเจริญก้าวหน้าและมั่นคง

2. ธุรกิจทำให้ประชาชนมีมาตรฐานการดำรงชีวิตที่ดีขึ้น

3. ธุรกิจทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น

4. ธุรกิจช่วยแก้ปัญหาทางสังคม

5. ธุรกิจทำให้เกิดความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

หน้าที่และความรับผิดชอบ ของธุรกิจ

หน้าที่ของธุรกิจ

การประกอบธุรกิจนั้นผู้ประกอบการจะ ต้องทำหน้าที่ต่าง ๆ เพื่อให้ธุรกิจดำเนินไปได้ด้วยดี หน้าที่ต่าง ๆ ของธุรกิจมีดังนี้

1. การผลิตสินค้า ธุรกิจอาจเลือกผลิตสินค้าหลายชนิด เช่น ผู้ผลิตสินค้าสำเร็จรูป

2. การให้บริการ เป็นธุรกิจที่อำนวยความสะดวกให้แก่ธุรกิจและผู้บริโภค

3. การจำแนกแจกจ่ายสินค้า ธุรกิจดำเนินการเกี่ยวกับการซื้อขาย

4. การจัดซื้อ ธุรกิจจำเป็นต้องมีการจัดซื้อวัตถุดิบเพื่อการดำเนินการ

5. การเก็บรักษาสินค้า ธุรกิจจะต้องเก็บรักษาวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูปเพื่อบริการให้แก่ลูกค้า

6. การจัดจำหน่าย ธุรกิจมีหน้าที่จัดแสดงสินค้าเพื่อง่ายต่อการซื้อ

7. การจัดการทางการเงิน ธุรกิจมีหน้าที่จัดหาเงินทุนและบริหารเงินทุนที่มีจำนวนจำกัดให้เกิด ประโยชน์สูงสุด

8. การจัดทำบัญชี ธุรกิจมีหน้าที่จัดทำบัญชีเพื่อเสียภาษี

9. การทำการโฆษณาสินค้า ธุรกิจมีหน้าที่โฆษณาและประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคได้รู้จักสินค้าและเกิด การตัดสินใจซื้อในที่สุด

ความรับผิดชอบของธุรกิจ

ธุรกิจมีฐานะเป็นหน่วยหนึ่งของสังคม จำเป็นต้องมีความรับผิดชอบต่อบุคคล หรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังจ่อไปนี้

1. ความรับผิดชอบต่อเจ้าของกิจการ ดำเนินธุรกิจให้เกิดกำไรสูงสุด

2. ความรับผิดชอบต่อลูกค้า การให้บริการลูกค้าให้ดีที่สุด

3. ความรับผิดชอบที่ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของรัฐ

4. ความรับผิดชอบต่อลูกจ้าง ในด้านสวัสดิการของลูกจ้าง

5. ความรับผิดชอบต่อสังคม โดยให้สังคมได้รับประโยชน์ตามสมควร

วัลลภ เอี่ยมพันธ์
IP: xxx.120.245.152
เขียนเมื่อ Tue Jun 01 2010 09:44:53 GMT+0700 (ICT)

ยัง ดาวโหลด ไฟร์ เอกสาร วิชาการบริหารธุรกิจเบื้องต้น ไม่ ได้ เลย คับ เป็น ภา ษา ต่าง จัง หวัด ["_^ b *****

ประเสริฐศักดิ์ จงดี
IP: xxx.183.178.146
เขียนเมื่อ Tue Jun 01 2010 11:09:18 GMT+0700 (ICT)

สรุป เนื้อหาในการเรียน

วิชา : การบริหารธุรกิจเบื้องต้น

วันที่ : 30-5-2010

โดย : นายประเสริฐศักดิ์ จงดี

สาขา : การจัดการ รุ่น 1

ความหมายของธุรกิจและการประกอบธุรกิจ ธุรกิจ คือ กิจกรรมทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อจะจำหน่ายสินค้าและให้บริการภายไต้กฎเกณห์ที่ได้กำหนดโดยมีความสัมพันธ์กับบริการอื่นๆ และกลุ่มผู้ทำงานร่วมมือให้บรรลุเป้าหมาย

การประกอบ ธุรกิจ คือ การผลิตสินค้า การบริการ และการนำสินค้ามาจำหน่ายให้ผู้บริโภช

พื้นฐาน แนวคิดของการประกอบธุรกิจ

รูปแบบการเป็นเจ้าของธุรกิจ มี 3 รูปแบบ

1 . แบบ เจ้าของคนเดียว

2 . แบบ ห่างหุ่นส่วนจำกัด

3 . แบบ บริษัท จำกัด

DNA องค์กร แบ่งได้ 4 ประเภท

1 . Factual DNA = ความเป็นจริงที่เกิดในองค์กรนั้นๆ

2. Conceptual DNA = แนวคิดขององค์กร เป็นแนวคดในการบรหารจัดการ การวางกลยุทธ ต่างๆขององค์กร

3. Contextual DNA = สภาพแวดล้อมขององค์กร

กลยุทธ์ ในการผลิตและ การขาย มี 3 รูปแบบ

1. กลยุทธ์ ในการผลิต หาแนวทางและเทคนิดในการผิลตเพื่อลดต้นทุน

2. กลยุทธ์ในการประชาสัมพันธ์ เช่นการใช้สื่อต่างๆในการประชาสัมพันธ์สินค้า

3. กลยุทธ์ในการสร้างความแตกต่างให้สินค้ามีความแปลกใหม่เพื่อสร้างความสนใจ

การบริหารธุรกิจในยุค เศรษฐกิจฐานของมูล

สภาพแวดล้อมและการวิเคราะห์ ( Enviroment & Analysis )

ประเภทของสภาพแวดล้อมมี 4 ประเภท

1. สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนด

2. สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนดทางเลือก

3. สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนดทางเลือกแต่สามารถวิเคราะห์หาทางเลื่อกได้ขึ้นอยู่กับ ( Psychology Enviroment )

4. . สภาพแวดล้อมไม่มีทางเลือก

วงจรของสภาพแวดล้อม

COC = Circle of concern = สิ่งที่ควบคุมไม่ได้

COI = Circle of In fluence = สิ่งที่ควบคุมได้

ต้องสร้างความมั่นคงจากภายในก่อนเพื่อหากมีการเปลี่ยนแปลงจากภายนอกจะสามารถอยู่ได้โดยไม่เกิดผลกระทบ

วิธีการสร้างความได้เปรียบ

1. สร้างความได้เปรียบเชิงการตลาด ( Threat of new entrants ) ดูว่าในกลุ่มธุรกิจนั้นๆมีผู้ที่เข้ามาสู่ตลาดใหม่ๆอีกหรือไม่

2. พลังลูกค้า ( Bargining power of customers ) สร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

3. สินค้าทดแทน ( Threat of substitute product ) จะต้องรองรับความต้องการของลูกค้าในด้านการขายหรือการบริการให้

สามารถ มีทางเลือกหรือมีสินค้าทดแทน

4. พลัง Supplier ( Bargining power of Supplier ) จะต้องมีปฎิสัมพันธ์ที่ดีต่อผู้ขาย สินค้าหรือวัตถุดิบให้เรา

อาวุธ น้อยจันทร์
IP: xxx.42.93.38
เขียนเมื่อ Tue Jun 01 2010 12:39:12 GMT+0700 (ICT)

อาวุธ น้อยจันทร์

สาขา: เทคโนโลยีสารสนเทศ

วิชา : การบริหารธุรกิจเบื้องต้น

สรุปการเรียน วันที่ 30/5/10

ความหมายของธุรกิจและการประกอบธุรกิจ

ธุรกิจ

กิจกรรมทุกอย่าง เพื่อที่จำหน่ายสินค้าและการให้บริการภายไต้กฎเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้โดยมีความสำพันธ์กับการบริการอื่นๆ และกลุ่มผู้กระทำงานร่วมมือให้บรรลุเป้าหมายอันเดียวกัน ให้บรรลุจุดมุ่งหมายอันเดียวกันคือความสำเร็จขององค์กร

การประกอบธุรกิจ

การประกอบธุรกิจ คือการผลิตสินค้าเพื่อการบริการและการนำสินค้าและการำสินค้าและการบริการนั้นมาจำหน่ายให้กับผู้บริโภค

รูปแบบการเป็นเจ้าของธุรกิจ

1.ธุรกิจคนเดียว

2.ห้างหุ้นส่วนจำกัด

3.บริษัทจำกัด

DNA OF ORGANIZATION (Clinda Honold & Robert J.)

FACTUAL DNAL DAN คือ สิ่งที่เกิดขึ้นจากข้อมูลในสภาพสังคมในขณะนั้น

CONCEPTUAL DNA คือวิธีการคิดเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจ

COTEXTUAL DNA คือสภาพแวดล้อมของการประกอบธุรกิจ

INDIVIDUAL DNA คือความชอบหรือความอยากที่จะทำในธุรกิจนั้นๆ

ตัวแบบธุรกิจ

องค์ประกอบพื้นฐาน

1.สินค้าและการบริการ

2.กลุ่มลูกค้า

3.ช่องทางในการจำหน่าย

4.ลูกค้าสำพันธ์

5.การจัดสรรทรัพยากรของธุรกิจ

6.ความสามารถและความเชี่ยวชาญขององค์กร

7.เครือข่ายความร่วมมือในการสร้างคุณค่าของสินค้าและบริการ

8.เครือข่ายความร่วมมือในการดำเนินการทางพานิชย์ของธุรกิจ

9.โครงสร้างของต้นทุนค้าใช้จ่าย

10.แหล่งที่มาของรายได้

การบริการในยุคเศรษฐกิจฐานความรู้

ผลกระทบ

1.โครงสร้างองค์กร

2.องค์ประกอบของพนักงาน

3.ความภักดีต่อองค์กร

4.การเรียนรู้ขององค์กร

5.เทคโนโลยีและการเข้าถึงสารสนเทศ

การเตรียมการ

1.เป้าหมายขององค์กร

2.เทคโนโลยีเพื่อการเข้าถึงสินค้าและบริการ

3.การออกแบบงานใหม่

4.โครงสร้าง

5.กระบวนการ

6.คน

สภาพแวดล้อมของการวิเคราะห์

ประเภทของสภาพแวดล้อม

1.สภาพแวดล้อมเป็นตัวกำหนดภายนอก

2.สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนดทางเลือก

3.สภาพแวดล้อมเป็นตัวกำหนดทางเลือกแต่สามารถวิเคราะห์ทางเลือก

4.สภาพแวดล้อมที่ไม่มีความหมาย

วงจรสภาพแวดล้อม

1.COC = สิ่งที่ควบคุมไม่ได้ (Circle of Concern)

2.COI = สิ่งที่ควบคุมได้ (Circle of In Fluene)

เทคนิคการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม

1.การมองจากปัจจุบันไปหาอนาคต คือการวางเป้าหมายว่า ในอนาคตข้างหน้าทำอะไรบ้างจะบริหารอย่างไร

2.การมองจากปัจจุบันย้อนกลับไปยังอดีต คือการมองย้อนกลับไปยังอดีตก็จะพบกับช่องว่า แล้วนำนาวิเคราะว่าจะสร้างและพัฒนาอย่างไร

การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม

1.การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมของโลก

2.การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมมหาภาค

3.การวิเคราะสภาพแวดล้อมขององค์กร

ปัจจัยพื้นฐานของการประกอบธุรกิจ

การประกอบธุรกิจจำเป็นต้องอาศัยปัจจัยต่าง ๆ เพื่อให้การดำเนินกิจการเป็นไปด้วยดี บรรลุตามวัตถุประสงค์และจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ ปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญของการประกอบธุรกิจ ประกอบด้วย

1. คน (Man)

2. เงินทุน (Money)

3. วัสดุอุปกรณ์ (Materials)

4. เครื่องจักร (Machines)

5. ความรู้ในการบริหารจัดการ (Management)

สภาพแวดล้อมและแหล่งข้อมูลทางธุรกิจ

สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ

สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ หมายถึง ปัจจัยที่เป็นอุปสรรค หรือเป็นแรงกดดันที่มีอิทธิพลส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

1. ปัจจัยที่ควบคุมได้ (Controllable Factors)

1.1 ผลิตภัณฑ์ (Product)

1.2 ราคา (Price)

1.3 ช่องทางการขาย (Place)

1.4 การส่งเสริมการขาย (Promotion)

2. ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ (Uncontrollable Factors)

2.1 สภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจ (Economics Environment)

2.2 สภาวะแวดล้อมทางด้านกฎหมายและการเมือง (Legal and Political Environment)

2.3 สภาวะแวดล้อมทางด้านสังคมและวัฒนธรรม (Social and Cultural Environment)

2.4 สภาวะแวดล้อมทางการแข่งขัน (Competitor Environment)

2.5 สภาวะแวดล้อมทางเทคโนโลยีและความก้าวหน้าทางวิชาการ (Technology Environment)

2.6 พฤติกรรมของผู้บริโภค (Consumer Behavior)

สังวร ประดุจชนม์
IP: xxx.89.91.247
เขียนเมื่อ Tue Jun 01 2010 18:47:24 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียน อาทิตย์ที่ วิชาบริหารธุรกิจเบื้องต้น

สังวร ประดุจชนม์ รหัส B5210018

30 พฤษภาคม 2553 คอมพิวเตอร์ธุรกิจ รุ่น 1

ประเภทของธุรกิจ

 ธุรกิจการผลิต

 ธุรกิจบริหาร

 ธุรกิจการค้า

รูปแบบของการประกอบธุรกิจ

1. กิจการเจ้าของคนเดียว

ข้อดี

จัดตั้งและเลิกกิจการทำได้ง่าย

เงินทุนที่ต้องการมีจำนวนน้อย

การบริหารงานไม่ซับซ้อน

มีอิสระในการตัดสินใจ และบริหาร

กฎหมายไม่เข้มงวด

รักษาความลับได้ดี

ได้กำไรคนเดียว

ข้อเสีย

ขาดทุนคนเดียว

รับผิดชอบหนี้สินไม่จำกัด

มีข้อจำกัดด้านการจัดหาเงินทุน

อายุของกิจการมีข้อจำกัด

เจ้าของมักขาดประสบการณ์

มีโอกาสน้อยในการขยายเป็นธุรกิจใหญ่

ขาดความน่าเชื่อถือของกิจการ

2. ห้างหุ้นส่วน

ข้อดี

เป็นที่รวมผู้ที่มีความรู้ความสามารถ ความชำนาญ และประสบการณ์ในหลายๆ ด้านร่วมกันทำงาน

หาเงินทุนได้มากกว่าการประกอบกิจการเจ้าของคนเดียว

ข้อจำกัดทางกฏหมายมีไม่มาก

จัดตั้งและเลิกล้มได้ง่าย

มีเครดิต(ความน่าเชื่อถือ) มากกว่ากิจการเจ้าของคนเดียว

ข้อเสีย

รับผิดในหนี้สินไม่จำกัดจำนวน

การดำเนินกิจการขาดความต่อเนื่อง

ปัญหาการตัดสินใจ อาจเกิดความขัดแย้งระหว่างหุ้นส่วน

หุ้นส่วนขาดความรู้ความชำนาญ

การเจริญเติบโตมีขอบเขตจำกัด

การโอนหุ้นทำได้ยาก

หุ้นส่วนถอนเงินลงทุนออกจากการเป็นหุ้นส่วนได้ยากต้องให้หุ้นส่วนอื่นๆ ยินยอมและเห็นชอบ

3. บริษัท จำกัด

ข้อดี

ผู้ถือหุ้นรับผิดในหนี้สินจำกัดเท่ากับหุ้นที่เอามาลง

การโอนหุ้นทำได้ง่าย

ขยายกิจการได้ง่าย

สามารถดึงเอาผู้บริหารที่มีความรู้ ความสามารถเข้ามาทำงานด้วยได้

เป็นรูปแบบที่เหมาะสมไม่ว่ากิจการจะมีขนาดใหญ่หรือเล็ก

มีความน่าเชื่อถือมากกว่าห้างหุ้นส่วนและร้านค้าเจ้าของคนเดียว

จัดหาเงินทุนได้ง่าย

ข้อเสีย

ขั้นตอนการจัดตั้งยุ่งยากและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย

มีกฏหมายและข้อบังคับของรัฐมาก

อาจขาดความภักดีของฝ่ายบริหาร

ขาดเสถียรภาพในการปกปิดความลับ

เสียภาษี ซ้ำซ้อน เมื่อบริษัทมีรายได้ต้องเสียภาษีเงินได้ของกิจการและเมื่อจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอีก

DNA of Organization

1.Factual DNA การทำธุรกิจที่เกิดจากฐานความเป็นจริง

2.Conceptual DNA เป็นแนวทางและวิธีคิดในการทำธุรกิจ

3.Contextualized DNA เป็นการทำธุรกิจตามสภาพแวดล้อมเป็นที่เป็นตัวกำหนด

4.Individual DNA เป็นการทำธุรกิจเพราะว่าใจรัก หรืออยากจะทำ

ตัวแบบธุรกิจ

ความหมาย เป็นความสำคัญที่ผู้ประกอบการใช้ในการวางแผนความคิด หรือการดำเนินงาน หรือการจัดทำแผนธุรกิจที่ดีมีความสมบูรณ์ครบถ้วนและมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ยังเป็นสิ่งที่ช่วยในการกำหนดการเริ่มต้น ดำเนินการของธุรกิจการปรับปรุงกระบวนการ ในการบริหารจัดการ หรือพัฒนาธุรกิจที่ดำเนินการอยู่แล้ว ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

องค์ประกอบพื้นฐาน

- สินค้าและบริการ เป็นองค์ประกอบของการทำธุรกิจ คือ การสร้างความพึงพอใจของลูกค้าเป็นหลัก

- กลุ่มลูกค้าหรือผู้ตัดสินใจ การทำธุรกิจจะต้องวิเคราะห์กลุ่มลุกค้าหรือผู้ที่ตัดสินใจซื้อสินค้า

- ช่องทางการจัดจำหน่าย คือ สถานที่ที่เหมาะสมกับตัวสินค้านั้นๆ

- ลูกค้าสัมพันธ์ มีการพบปะลูกค้าและพัฒนาสิ่งใหม่อยู่เสมอ

- การจัดการวิทยาการทางเศรฐกิจ

- ความสามารถ ความเชี่ยวชาญขององค์กร องค์กรควรมีความเชี่ยวชาญในธุรกิจที่ทำอยู่และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้คู่แข่งตามทัน

การบริหารธุรกิจในยุกค์เศรษฐกิจฐานความรู้

ผลกระทบ

- โครงสร้างองค์กร

- องค์ประกอบของพนักงาน

- การเรียนรู้ขององค์กร

- เทคโนโลยีและการเข้าถึงสารสนเทศ

- ความภัคดีต่อองค์กร

การเตรียมการ

- เป็นเป้าหมายและกลยุทธ

- เทคโนโลยี (เพื่อการเข้าสินค้าและบริการ)

- การออกแบบงานใหม่

- กระบวนการณ์

- คน (ความสามารถของบุคลากร)

ปัจจัยในการผลิตที่สำคัญก็ คือ

1. MAN หมายถึง ปัจจัยที่เป็นทรัพยากรบุคคลที่มีประสิทธิภาพทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพของงานอย่างเพียงพอในการประกอบธุรกิจ

2. MONEY หมายถึง แหล่งเงินทุนซึ่งธุรกิจสามารถนำมาใช้ในการสนับสนุนและเอื้ออำนวยความสะดวกต่อการทำธุรกิจ

3. MATERIALS หมายถึง วัตถุดิบและวัตถุที่ต้องจัดหามาเพื่อใช้ในการผลิตหรือสร้างบริการ ซึ่งต้องพิจารณาทั้งด้านคุณภาพและราคาเพื่อทำให้ต้นทุนของสินค้าหรือบริการที่ผลิตต่ำแต่ได้คุณภาพที่ดี

4. Machine หมายถึง เครื่องจักรที่ใช้ในกระบวนการผลิตสินค้าเฟื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า

- 5. MANAGEMENT หมายถึง ปัจจัยในการจัดการซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้บริหาร โดยรวบรวม ผลักดันและควบคุมปัจจัยที่เป็นทรัพยากร เพื่อดำเนินธุรกิจได้ตรงกับเป้า

- 6. Market หมายถึง การตลาด หรือ 6 M’s นั่นเอง โดยมีบุคลากรเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ที่จะทำให้องค์กรเจริญเติบโตไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

สภาพแวดล้อมและการวิเคราะห์ ( Environmental & Analysis )

Open Business Organization

- 1. Environmental Determinism สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนดทางเลือก

- 2 Environmental Prosibilism. สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนดทางเลือก

- 3. Environmental Probrolism สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนดทางเลือก แต่สามารถวิเคราะห์ทางเลือกได้

วงจรสภาพแวดล้อม

1. COC สิ่งที่ควบคุมไม่ได้

2. COI สิ่งที่ควบคุมได้

- 4. Free will Environmental สภาพแวดล้อมภายนอกไม่มีความหมาย

สิ่งแวดล้อมภายในองค์การ (Internal Environment) คือสภาวะแวดล้อมที่ธุรกิจสามารถควบคุมได้ หมายถึง ปัจจัยต่าง ๆ ที่ธุรกิจสามารถกำหนดและควบุคมได้เป็นไปตามความต้องการของธุรกิจถือว่าเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อโปรแกรมการตลาด โดยการวิเคราห์จุดแข็ง

( Strenght )จุดอ่อน (Weakness) และโอกาส (Opportunity )ของธุรกิจ ในการนำไปเปรียบเทียบกับคู่แข่งขัน สามารถจำแนกได้ดังนี้

1. ส่วนผสมททางการตลาด เป็นส่วนที่สำคัญในการเลือกตลาดเป้าหมายซึ่งสิ่งเหล่านี้นำมาวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาด

2. นโยบายการบริหารของบริษัท โดยผู้บริหารของธุรกิจจะเป็นผู้กำหนด เช่น วัตถุประสงค์หรือเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจ โครงสร้างการบริหาร ระบบการบริหารปรัชญาและวัฒนะธรรม ตลอดจนนโยบายฝ่ายต่าง ๆ

สิ่งแวดล้อมภายนอกองค์กร (External Environment) หรือภาวะแวดล้อมที่ธุรกิจไม่สามารถควบคุมได้ ปัจจัยกลุ่มนี้ หมายถึง ปัจจัยยังคับภายนอกธุรกิจที่มีอิทธิพลต่อระบบการตลาด ถือว่าเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้แต่มีอิธิพลต่อระบบการตลาด คือสร้างโอกาสหรืออุปสรรคแก่ธุรกิจ ซึ่งประกอบด้วย สิ่งแวดล้อมจุลภาค และสิ่งแวดล้อมมหภาค

สิ่งแวดล้อมภายนอกระดับจุลภาค (Micro External Environment)

ภาวะแวดล้อมภายนอกที่ไม่สามารถควบุคมได้ แต่สามารถเลือกที่จะติดต่อและเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมได้ ได้แก่

1 ตลาด หรือลูกค้า

2 ผู้ขายปัจจัยการผลิตหรือวัตถุดิบ

3 คนกลางทางการตลาด

4 กลุ่มผลประโยชน์

5 ชุมชน

สิ่งแวดล้อมภายนอกระดับมหภาค (Macro External Environment)

ภาวะแวดล้อมหรือปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินธุรกิจและต่อระบบการตลาดเป็นอย่างมาก แต่ละหน่วยงานและองค์การธุรกิจไม่สามารถควบคุมการเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้เลย สิ่งแวดล้อมภายนอกมหภาคได้แก่

สภาพแวดล้อมขององค์การธุรกิจ

.....องค์การธุรกิจมีบทบาทและผลกระทบต่อสภาวะแวดล้อมในสภาพเดียวกันสภาวะแวดล้อมมีบทบาทและอิทธิพลต่อองค์การธุรกิจในลักษณะต่างๆ กันหลายรูปแบบซึ่งขึ้นอยู่กับความต้องการและระดับของสังคม ชนิดและสภาพของสิ่งแวดล้อมนั้นสภาพแวดล้อมขององค์การธุรกิจสามารถแบ่งออกเป็น 8 ประการ

1. สภาวะแวดล้อมทางสังคม องค์การธุรกิจอยู่ในสังคม อยู่ท่ามกลางกลุ่มบุคคลต่าง ๆ จะต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม จากผลกระทบของพนักงานจากมลภาวะที่เกิดจากการทำงาน

2. สภาวะแวดล้อมทางกฎหมายแต่ละประเทศต่างออกกฎหมายในรูปของพระราชบัญญัติและระเบียบข้อบังคับ เพื่อควบคุมและอำนวยความสะดวกในการประกอบการธุรกิจในด้านความผาสุขและความปลอดภัยของประชาชน

3. สภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบันไม่มั่นคง เศรษฐกิจอยู่ในระยะถดถ้อย เงินตราไหลออกนอกประเทศ

4. สภาวะแวดล้อมทางการเมือง การเมืองส่งผลกระทบต่อนโยบายการค้าประกอบธุรกิจของประเทศ โดยเฉพาะประเทศไทยซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลแบบผสมผสานพรรคบ่อย ๆ

5. สภาวะแวดล้อมทางเทคโนโลยี ปัจจุบันเป็นยุคความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางและความก้าวหน้าขององค์การธุรกิจ เช่น การนำเทคโนโลยี เครื่องมืออุปกรณ์ที่ทันสมัยมาใช้แทนแรงงานของคน ส่งผลกระทบให้องค์การต้องลดจำนวนพนักงานลงและต้องเพิ่มประสิทธิภาพพนักงานที่เหลือ ให้รู้จักใช้เครื่องมือเทคโนโลยีชนิดใหม่

6. สภาวะแวดล้อมด้านลูกค้า ลูกค้าเป็นผู้มีพระคุณ เปรียบเสมือนพระเจ้าที่ผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการ จะต้องคอยรับใช้บริการอย่างจริงใจ ติดตามรสนิยมการเปลี่ยนของผู้บริโภคอุปโภคเพื่อรักษาปริมาณมาตรฐานและคุณภาพสินค้า คอยปรับกลยุทธ์การตลาดและป้องการการแทรกแซงองค์การคู่แข่งขัน

7. องค์การคู่แข่งขัน มีอยู่ทั่วไปทั้งในและต่างประเทศ การประกอบธุรกิจชนิดใด ที่มีโอกาสที่จะแสวงหากำไรได้มากและไม่มีข้อจำกัดหรือการเสี่ยงภัยมากนักจะมีแนวโน้มของบริษัทคู่แข่งขันเพิ่มมากขึ้น

8. สมาคมธุรกิจต่าง ๆ การมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล และมีจุดมุ่งหมายร่วมกัน รวมตัวกันเป็นสมาคม ช่วยกันรักษาผลประโยชน์ที่ถูกต้องของสมาชิกและการส่งเสริมทางด้านวิชาการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมภายนอก ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะสร้างโอกาส

และ อุปสรรค และ ปัจจัยแห่งความสำเร็จที่สำคัญใหม่ๆขึ้นมา ผู้บริหารจึงต้องประเมิน

ทรัพยากรและความสามารถขององค์กร โดยการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายใน เพื่อทราบ

ถึงจุดแข็งและจุดอ่อนขององค์กร

การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายใน Strengths and Weakness

Value Chain Analysis (ห่วงโซ่แห่งคุณค่า) แนวคิดแห่งห่วงโซ่แห่งคุณค่า แสดงให้เห็นถึง

“ คุณค่า” ทั้งหมดที่องค์กรมอบให้แก่ลูกค้า จากการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ภายในองค์กร

แบ่งออกได้ 2 ประเภท คือ กิจกรรมหลัก/กิจกรรมพื้นฐาน และ กิจกรรมสนับสนุน

Strengths and Weakness McKinSey’s 7S Framework แนวคิดคือความมีประสิทธิภาพ

ขององค์กรจะเกิดขึ้นจาก ความเกี่ยวพันกันระหว่างปัจจัย 7 ประการ

โครงสร้าง (STRUCTURE) กลยุทธ์ (STRATEGY) ระบบ (SYSTEM)

สไตล์ (STYLES) คน (STAFF) ทักษะ (SKILLS) ค่านิยมร่วม (SHARED VALUES)

การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอก Opportunities and Threats

สังคมและสภาพแวดล้อม (PEST Analysis) ได้แก่ นโยบายกฎเกณฑ์ของรัฐบาล

ระบบเศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรม และ เทคโนโลยี

การวิเคราะห์อุตสาหกรรม (Porter’s Five force Model : 5 F )

การนำเทคนิคที่เรียกว่า TOWS Matrix มาใช้ในการวิเคราะห์เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์และ

กลยุทธ์ จะมีขั้นตอนการดำเนินการที่สำคัญ 2 ขั้นตอน ดังนี้

1. หลังจากที่มีการประเมินสภาพแวดล้อมโดยการวิเคราะห์ให้เห็นถึงจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส

และอุปสรรค ก็จะนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ในรูปแบบความสัมพันธ์แบบแมตริกซ์

2. การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และ อุปสรรค ซึ่งผลของการ

วิเคราะห์ความสัมพันธ์ให้เกิดยุทธ์ศาสตร์หรือกลยุทธ์สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท คือ

1) SO ได้มาจากการนำข้อมูลการประเมินสภาพแวดล้อมที่เป็นจุดแข็งและโอกาส

มาพิจารณาร่วมกัน เพื่อที่จะนำมากำหนดเป็นยุทธ์ศาสตร์หรือกลยุทธ์เชิงรุก

2) ST ได้มาจากการนำข้อมูลการประเมินสภาพแวดล้อมที่เป็นจุดแข็งและอุปสรรค

มาพิจารณาร่วมกัน เพื่อที่จะนำมากำหนดเป็นยุทธ์ศาสตร์หรือกลยุทธ์เชิงป้องกัน

3) WO ได้มาจากการนำข้อมูลการประเมินสภาพแวดล้อมที่เป็นจุดอ่อนและโอกาส

มาพิจารณาร่วมกัน เพื่อที่จะนำมากำหนดเป็นยุทธ์ศาสตร์หรือกลยุทธ์เชิงแก้ไข

4) WT ได้มาจากการนำข้อมูลการประเมินสภาพแวดล้อมที่เป็นจุดอ่อนและอุปสรรค

มาพิจารณาร่วมกัน เพื่อที่จะนำมากำหนดเป็นยุทธ์ศาสตร์หรือกลยุทธ์เชิงรับ

เทคนิคการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม 2 รูปแบบ

1.เปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณ

2.ปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ

การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม

1.Globalization Scanning การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมโลก

2. Country Scanning or Macro Scanning การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมเชิงมหภาค

3. Organization Scanning การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมองค์การ

ความเสี่ยงในการประกอบธุรกิจ

1. ความหมาย : ความไม่แน่นอนของ

การเกิดปรากฎการณ์ที่ทำให้ธุรกิจเกิด

ความสูญเสีย

ประเภทของความเสี่ยง

1. ความเสี่ยงที่แท้จริง

เกิดแก่บุคคล

เกิดแก่ทรัพย์สิน

เกิดแก่ความรับผิดชอบ

1. ความเสี่ยงจากการคาดการณ์

การจัดการ

การเมือง

นวัตกรรม

2. ความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงได้

การเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ทางการค้าของโลก

การเปลี่ยนแปลงรสนิยมของผู้บริโภค

3. ความเสี่ยงที่เอาประกันภัยไม่ได้

 ขาดสถิติ

 ภัยต่อสาธารณะ

 จากผลประโยชน์

 มีความเสี่ยงมากเกินไป

ความรับผิดชอบต่อสังคม

1. ความหมาย : การบริหารจัดการที่มีการปกป้องและปรับปรุงสวัสดิการสังคมโดยรวมและขององค์กร

2. ตัวแบบความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจเอกชนของ Davis

ความรับผิดชอบต่อสังคม เกิดจากการกระทำของธุรกิจ

ธุรกิจจะดำเนินการเป็นระบบเปิด 2 ทาง

ความรับผิดชอบต่อสังคม มีค่าใช้จ่าย

ธุรกิจและผู้บริโภครับผิดชอบค่าใช้จ่ายทางสังคมร่วมกัน

ธุรกิจร่วมในการแก้ปัญหาสังคม

จริยธรรมทางธุรกิจ

1. ความหมาย : การจัดการผลประโยชน์ให้เป็นธรรมแก่ผู้ได้รับประโยชน์ทุกฝ่าย

2. ประโยชน์ของจริยธรรมทางธุรกิจ :

 เพิ่มผลผลิต / ผลิตภาพ

 ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ได้รับประโยชน์ดีขึ้น

 เป็นไปตามระเบียบราชการ

3. จริยธรรมทางธุรกิจ

ข้อความที่กำหนดขึ้นอย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นแนวในการปฏิบัติที่มีการรับผิดชอบต่อสังคม และจริยธรรม

นางสาว ชมภู่ โสภาพงษ์
IP: xxx.155.74.131
เขียนเมื่อ Tue Jun 01 2010 21:07:44 GMT+0700 (ICT)

นางสาว ชมภู่ โสภาพงษ์ มหาวิทยาลัยปทุมธานี คณะบริหารธุรกิจรุนที่ 1

เลขที่ B5210004 สาขาคอมพิวเตอร์

ความหมายของธุรกิจและการประกอบธุรกิจ

 ความหมายของธุรกิจ (Business) หมายถึง กิจกรรมทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งมีความเกี่ยวพันในวงการของสถาบัน เพื่อที่จะจำหน่ายและให้บริการภายใต้กฎเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้ โดยมีความสัมพันธ์กับบริการอื่นและกลุ่มผู้ทำงานร่วมมือให้บรรลุถึงจุดหมายอันเดียวกัน คือ ความสำเร็จของหน่วยงาน

 การประกอบธุรกิจ หมายถึง การผลิตสินค้าและบริการ และการนำสินค้าและบริการนั้นมาจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภค ฉะนั้นถ้าการผลิตสินค้าหรือบริการนั้น ๆ ได้ถูกนำมาใช้บริโภคเอง ไม่ได้นำไปขายหรือจำหน่ายจึงเรียกว่า การอุปโภคบริโภค (Consumption) ของตนเอง แต่ถ้าการผลิตสินค้าและบริการได้ถูกนำไปขายหรือจำหน่ายต่อไปจึงเรียกว่า การค้า (Commerces) / การประกอบการณ์

 DNA Of Organization มี 4 แบบ

การให้ความสำคัญต่อการใช้ข้อเท็จจริง ความคิด สถานการณ์แวดล้อม และคน ที่แตกต่างกันของแต่ละองค์กร ก่อให้เกิด DNA องค์กร 4 แบบหลัก ทั้งนี้ลักษณะของผู้นำและวิธีบริหารจัดการองค์กรที่องค์กรจะนำมาใช้ จะต้องสอดคล้องกับ DNA ซึ่งเป็นลักษณะพื้นฐานขององค์กรด้วย

 Factual DNA เกี่ยวข้องกับโมเดลแบบเรียงลำดับเป็นเส้นตรงและการคำนวณ องค์กรที่มี DNA แบบนี้ มีรูปแบบการรู้จักตัวเองและสภาพแวดล้อมผ่านการรวบรวมสั่งสมข้อมูล

 Conceptual DNA องค์กรที่มี DNA แบบนี้ให้ความสำคัญกับทฤษฎี กระบวนทัศน์ และแนวคิดที่ดีกว่า ชอบความคิดที่สร้างแรงจูงใจ ซึ่งอาจอยู่ในรูปของทฤษฎีสำคัญ วิสัยทัศน์หรือแนวคิดสำคัญอื่นๆ

 Contextualized DNA ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมภายในและภายนอก สนใจประเด็น ปัญหาต่างๆ ที่เผชิญอยู่ กลยุทธ์ที่ใช้อยู่ และสถานการณ์ที่แวดล้อมประเด็นปัญหาและกลยุทธ์เหล่านั้น

 Individual DNA องค์กรที่มี DNA แบบนี้เกี่ยวข้องกับ คนไม่ว่าเดี่ยวหรือกลุ่มคนที่อยู่ร่วมกับคนอื่น แต่ยังคงมีสิทธิมีเสียง มีความตั้งใจ เป้าหมายและความสนใจส่วนตัวอยู่

กลยุทธ์ทางการตลาด (Marketing Statigies) ใช้หลัก 4 P

1. ผลิตภัณฑ์ (สินค้า/บริการ)(Produce/Service)

– กำหนดตำแหน่งผลิตภัณฑ์

– ตราและป้ายฉลาก

– การบรรจุหีบห่อ

– การวางแผนในวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์

– นโยบายการพัฒนาสินค้า/บริการ

– แผนระยะสั้น, ระยะกลาง, ระยะยาว

– สินค้าเรามีคุณภาพดีอย่างไร, ตลาดมีความต้องการ

– บริการหลังการขาย

2. ราคา (Price)

– นโยบายด้านราคา, การตั้งราคาและความเหมาะสม

– นโยบายเครดิตทางการค้า, ส่วนลด

3. ช่องทางการจัดจำหน่าย (Place)

– ช่องทางจำหน่ายจากแหล่งผลิตถึงผู้บริโภคคนสุดท้าย

– เหตุผลที่เลือกช่องทางการจัดจำหน่ายวิธีนั้นๆ

– วิเคราะห์ข้อดี, ข้อเสีย ของการเลือกช่องทางการจัดจำหน่ายวิธีดังกล่าว

4. การส่งเสริมการขาย (Promotion)

– ส่วนประสมการส่งเสริมการตลาดและงบประมาณ

– การโฆษณา (Advertising)

– การขายโดยพนักงานขาย (Personal Selling)

– การส่งเสริมการขาย (Sale Promotion)

– การให้ข่าวประชาสัมพันธ์ (Publicity and Public Relation)

ธุรกิจ (Business Activities) ก็คือว่า ธุรกิจ เป็นกระบวนการดำเนินกิจกรรมทางด้านการผลิต การจำหน่าย และการให้บริการนั่นเองจุดมุ่งหมายของการประกอบธุรกิจ (Business Goals)ผู้ประกอบธุรกิจแทบทุกประเภทมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญอย่างเดียวกัน คือ ต้องการกำไร แต่ธุรกิจไม่ควรมุ่งกำไรสูงสุด เพราะธุรกิจควรมีหน้าที่ในการรับผิดชอบต่อสังคมด้วย นอกจากนี้ยังมีธุรกิจบางอย่างที่ตั้งขึ้นมาโดยไม่มุ่งหวังผลกำไร เช่น กิจการไฟฟ้า ประปา การเดินรถประจำทาง โรงพยาบาล สถาบันการศึกษา เป็นต้น

 ผู้ประกอบธุรกิจมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญพอจะแยกได้ 2 ประการ คือ

1. มุ่งหวังกำไร (Profit Earning) ได้แก่ ธุรกิจของเอกชนทั่วไป

2. ไม่ได้มุ่งหวังกำไร (Social Prestige) ได้แก่ ธุรกิจประเภทสาธารณูปโภค (Public Utilities) และสาธารณูปการ(Public Services) ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นของรัฐบาล ในการดำเนินธุรกิจนั้น ผลต่างระหว่างรายได้และค่าใช้จ่ายทั้งหมด คือ กำไรหรือขาดทุนของธุรกิจนั่นเอง

ปัจจัยในการผลิตที่สำคัญก็ คือ

1. คน (Man)

2. เงิน (Money)

3. วัตถุดิบ (Material)

4. เครื่องจักร (Machine)

5.ข้อมูลข่าวสาร (Information)

 สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ

แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ

1. ปัจจัยแวดล้อมที่ควบคุมได้ หมายถึง สภาพแวดล้อมภายในทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการ ภายในของธุรกิจ เช่น

1. 1 วัตถุประสงค์ของธุรกิจ

1.2 ทรัพยากรของธุรกิจ

1.3 การจัดการ

2. ปัจจัยแวดล้อมที่ไม่สามารถควบคุมได้ หมายถึง สภาพแวดล้อมภายนอกกิจการที่ผู้ประกอบการไม่สามารถควบคุมได้ เช่น

2.1 ปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจ

2.2 ปัจจัยแวดล้อมทางด้านสังคม

2.3 ปัจจัยแวดล้อมทางด้านการเมืองและกฏหมาย

2.4 ปัจจัยแวดล้อมทางด้านเทคโนโลยี

2.5 ปัจจัยแวดล้อมทางการแข่งขัน

 สภาพแวดล้อมภายนอก เป็นปัจจัยภายนอกที่มีอิทธิพลต่อองค์การธุรกิจ หรือกิจการซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ อันได้แก่ สภาพแวดล้อมทั่วไปและสภาพแวดล้อมการดำเนินงาน หากจะพูดถึง สภาพแวดล้อมทั่วไป ถือเป็นปัจจัยสภาพแวดล้อมที่ไม่ได้มีผลกระทบโดยตรงแต่ก็มีผลกระทบทางอ้อมต่อการดำเนินงานของกิจการ ไม่ว่าจะเป็น ปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม การเมือง กฎหมาย เทคโนโลยี และปัจจัยระหว่างประเทศ

 ปัจจัยทางเศรษฐกิจ มีความสำคัญต่อการประกอบธุรกิจเป็นอย่างยิ่ง หากสภาพเศรษฐกิจดีก็จะเอื้ออำนวยต่อการประกอบธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ในทางตรงกันข้าม ถ้าสภาพเศรษฐกิจมีแนวโน้มถดถอยหรือตกต่ำ เงื่อนไขทางเศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และยากที่จะพยากรณ์ซึ่งมีผลทำให้การประกอบธุรกิจหยุดชะงัก ล้มเหลวหรืออาจจะต้องเลิกกิจการได้ส่วนปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรม นั้นได้แก่ ทัศนะคติทางสังคม ค่านิยม บรรทัดฐาน ความเชื่อ พฤติกรรม การเปลี่ยนแปลงทางด้านประชากร เช่น การศึกษา และอัตราการเกิด นับได้ว่า การเปลี่ยนแปลงของปัจจัยดังกล่าวมีอิทธิพลต่อการขายสินค้าและการหากำไรของกิจการ ดังนั้นผู้บริหารจึงควรตรวจสอบและให้ความสนใจแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงซึ่งอาจจะได้โอกาสใหม่ หรืออาจจะพบอุปสรรคที่สำคัญก็ได้ ตัวอย่างเช่น ธุรกิจมีโอกาสออกสินค้าตัวใหม่ หรือเลิกผลิตสินค้าบางรายการ เนื่องจากผู้บริโภคไม่ต้องการอีกต่อไป เป็นต้น

 ปัจจัยทางการเมืองและกฎหมาย นับว่าเป็นอีก ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการประกอบธุรกิจ ได้แก่ การเมือง กฎข้อบังคับ นโยบายของรัฐบาล แนวโน้มการออกกฎหมายและพระราชบัญญัติต่างๆ ได้แก่ กฎหมายภาษีอากร พระราชบัญญัติค่าแรงขั้นต่ำ พระราชบัญญัติการโฆษณา พระราชบัญญัติโรงงาน และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค เป็นต้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินงาน ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงกฎหมายภาษีอากร อาจทำให้ต้นทุนสินค้าสูงขึ้นหรือ การเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลอาจเป็นผลดีต่อการส่งเสริมการลงทุนและการส่งออก เป็นต้น ดังนั้นธุรกิจจะต้องคอยติดตามความเคลื่อนไหวหรือการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและกฏหมายด้วย

 ปัจจัยทางเทคโนโลยี ในปัจจุบัน นับได้ว่าการเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าของเทคโนโลยีมีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เนต มีความสำคัญต่อองค์การธุรกิจมาก โดยมีการนำเอาปัจจัยทางเทคโนโลยีมาพิจารณาเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน เพื่อช่วยให้ธุรกิจมีเทคนิคและระบบการผลิตที่ทันสมัยขึ้น สามารถลดต้นทุนการผลิตลงและเพิ่มกำลังผลิต ช่วยให้สามารถจัดการ และมีการติดต่อสื่อสารที่รวดเร็วยิ่งขึ้นช่วยให้ธุรกิจสามารถผลิตสินค้าใหม่ๆ ทำให้สามารถตอบสนองส่วนปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรม นั้นได้แก่ ทัศนะคติทางสังคม ค่านิยม บรรทัดฐาน ความเชื่อ พฤติกรรม การเปลี่ยนแปลงทางด้านประชากร เช่น การศึกษา และอัตราการเกิด นับได้ว่า การเปลี่ยนแปลงของปัจจัยดังกล่าวมีอิทธิพลต่อการขายสินค้าและการหากำไรของกิจการ ดังนั้นผู้บริหารจึงควรตรวจสอบและให้ความสนใจแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงซึ่งอาจจะได้โอกาสใหม่ หรืออาจจะพบอุปสรรคที่สำคัญก็ได้ ตัวอย่างเช่น ธุรกิจมีโอกาสออกสินค้าตัวใหม่ หรือเลิกผลิตสินค้าบางรายการ เนื่องจากผู้บริโภคไม่ต้องการอีกต่อไป

การวิเคราะห์ SWOT (SWOT Analysis)

การประเมิน ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายนอกองค์กร เพื่อทำให้ทราบถึง โอกาส และ อุปสรรค และการประเมินผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายในองค์กร เพื่อทำให้ทราบถึง จุดแข็ง และ จุดอ่อน ภายในองค์กรจะเรียกการวิเคราะห์นี้ว่า การวิเคราะห์ SWOT โดยที่

S = Strength คือ จุดแข็ง

W = Weakness คือ จุดอ่อน

O = Opportunity คือ โอกาส

T = Threats คือ อุปสรรค

1. วิเคราะห์จุดแข็ง (Strength) (ภายในองค์กร) ให้วิเคราะห์จากมากไปน้อย

– ประสบการณ์บริการ/บริการทำมานานแล้ว เข้าใจในธุรกิจดี

– ลูกค้ารู้จักดี คุ้นเคย มีประวัติอยู่ในแวดวงธุรกิจ

– ทีมงานมีความรู้ ทักษะดี เข้ากันได้ทั้งองค์กร

– ธุรกิจเดิมดีแล้ว แต่ถ้าปรับอีกนิดพัฒนาตนเอง

– พนักงาน บุคลากร พร้อมที่จะพัฒนาตนเอง

2. วิเคราะห์จุดอ่อน (Weakness) (ภายในองค์กร) ให้วิเคราะห์จากมากไปน้อย

– เงินทุนหมุนเวียนน้อย

– อ่อนการตลาด

– อ่อนเทคโนโลยี

– ขาดความรู้ ความเข้าใจในธุรกิจใหม่ที่จะทำ

3. วิเคราะห์โอกาส (Opportunity) (ภายในองค์กร)

– ยังมีช่องว่างตลาดสูง

– คู่แข่ง อ่อนแอ ดูแลไม่ทั่วถึง ความได้เปรียบเชิงเศรษฐกิจ

– สินค้าใหม่ เทคโนโลยีสมัยใหม่

– นโยบายรัฐบาลเอื้ออำนวย เช่น ข้อบังคับตามกฎหมายสวมหมวกกันน๊อค

4. วิเคราะห์อุปสรรค (Thread)

– ผู้เข้ามาแข่งขันสูง – ปัญหาเศรษฐกิจ

– ต้นทุนวัตถุดิบ – ระเบียบ กฎหมาย

– เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว – สภาพดินฟ้าอากาศ

 จุดแข็ง, จุดอ่อน เป็นสถานการณ์แวดล้อมภายในองค์กร องค์กรสามารถแก้ไขได้หรือควบคุมได้

 โอกาส, อุปสรรค เป็นสถานการณ์แวดล้อมภายนอกองค์กร แก้ไขไม่ได้ หรือควบคุมไม่ได้

กระแสการเปลี่ยนทางความคิดและการดำเนินชีวิต

1.ยุคสังคมเกษตรกรรม

2.ยุคสังคมอุตสาหกรรม

3.ยุคสังคมข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ

4.ยุคสังคมความคิด

 สรุปคือ ในยุคสังคมความคิดในปัจจุบันต้องอาศัยความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน 3เรื่อง

1.สินค้าต้องมีความแตกต่าง Defferentation

2.ต้องเป็นผู้นำ Overall cost leadership

3.ความเชี่ยวชาญในธุรกิจนั้น Focus

IP: xxx.120.249.48
เขียนเมื่อ Tue Jun 01 2010 22:36:58 GMT+0700 (ICT)

นายสมบัติ วัฒนานุสรณ์ รหัส B5220109 สาขาการจัดการ รุ่น 2

ความหมายของการประกอบธุรกิจ

การประกอบธุรกิจ (Business Activities) หมายรวมถึง กระบวนการประกอบการผลิตกระบวนการประกอบการจำหน่าย กระบวนการประกอบการบริหาร เพื่อให้ได้ถึงมือผู้บริโภค

การจำแนกประเภทของการประกอบธุรกิจตามลักษณะของกิจกรรม

สามารถแบ่งได้เป็น 5 ลักษณะคือ

1. ธุรกิจที่จัดหาวัตถุดิบสำหรับป้อนโรงงานหรือแหล่งผลิต เช่น ธุรกิจเกี่ยวกับการเกษตร

2. ธุรกิจที่เปลี่ยนวัตถุดิบเป็นวัตถุกึ่งสำเร็จรูป เช่น โรงงานทอผ้า

3. ธุรกิจที่ผลิตผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย เป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำมาใช้อุปโภคบริโภคได้ทันที เช่น เสื้อผ้าสำเร็จรูป

4. ธุรกิจที่เป็นคนกลาง ทำหน้าที่ช่วยให้สินค้าเปลี่ยนมือจากบุคคลหนึ่งไปสู่อีกบุคคลหนึ่ง เช่น พ่อค้าส่ง พ่อค้าปลีก

5. ธุรกิจที่เป็นผู้ให้บริการ เช่น ธนาคาร การประกันภัย

รูปแบบขององค์กรธุรกิจ

รูปแบบขององค์กรธุรกิจที่ดำเนินอยู่ในวงการธุรกิจของประเทศไทย จำแนกรูปแบบได้ดังต่อไปนี้

1. กิจการเจ้าของคนเดียว

2. ห้างหุ้นส่วน แยกออกเป็น

2.1 ห้างหุ้นส่วนสามัญ

2.2 ห้างหุ้นส่วนจำกัด

3. บริษัทจำกัด

4. การสหกรณ์ แบ่งเป็น 6 ประเภท

4.1 สหกรณ์การเกษตร

4.2 สหกรณ์ประมง

4.3 สหกรณ์นิคม

4.4 สหกรณ์ร้านค้า

4.5 สหกรณ์ออมทรัพย์

4.6 สหกรณ์บริการ

5. รัฐวิสาหกิจ

แนวคิดทางการตลาด (Marketing Concept)

คำว่า “การตลาด” และ “นักการตลาด” ถูกเข้าใจคลาดเคลื่อนไปบ้างในปัจจุบัน กล่าวคือผู้คนบางกลุ่มเข้าใจไปในทางลบว่า เป็นงานหรือบทบาทหน้าที่ดึงดูด ล่อลวง หรือจูงใจให้เกิดการซื้อโดยหลงผิดแก่ผู้บริโภค ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง

หลักแนวคิดของการตลาดที่แท้จริงนั้น ปรมาจารย์การตลาด Phillips Kotler ได้อธิยายไว้ว่าคือ “กระบวนการทางสังคม ที่บุคคล หรือ กลุ่ม จะพยายามให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนต้องการจากบุคคลอี่น โดยการสร้างสรรค์และนำเสนอคุณค่าบางอย่างที่เป็นที่พอใจของอีกฝ่ายหนึ่งเป็น การแลกเปลี่ยน” นั่นคือการสร้างสถานการณ์แลกปลี่ยนซึ่งความพอใจและคุณค่าของทั้งสองฝ่ายให้ เกิดขึ้น ดังนั้นการจะนำกลยุทธ์ทางการตลาดมาใช้ กับงานห้องสมุดและบริการสารสนเทศเชิงรุก ก็คือ การหาแนวทางพัฒนา สร้างสรรค์คุณค่าบริการ การสื่อสารคุณค่า และเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงให้แก่ผู้ใช้บริการ ให้เกิดความพอใจที่สุดนั่นเอง

บททาทการตลาด

จากความหมายของการตลาดข้างต้น บทบาทหน้าที่ของการตลาดจึงต้องเริ่มต้นขึ้นที่ความต้องการของลูกค้า และจบลงที่ความพอใจของลูกค้า เป็นหลัก ดังนี้

1. ค้นหา และเข้าใจในความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าให้มากที่สุด

2. พัฒนาสินค้า/บริการให้สอดคล้อง ตอบสนองต่อความต้องการนั้นๆไปเสนอแลกเปลี่ยน เพื่อให้เกิดความพอใจและความสุขในการแลกเปลี่ยน

3. รักษาความพอใจและความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าไว้ให้ยาวนาน นำเสนอสินค้า/บริการใหม่ ๆ ที่เปลี่ยนไปตามความต้องการ และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปตลอดเวลาของลูกค้าได้

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการประกอบธุรกิจ

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการประกอบธุรกิจสามารถแยกได้ 2 ลักษณะคือ

1. ปัจจัยภายใน หรือทรัพยากรของธุรกิจเป็นปัจจัยที่ธุรกิจ สามารถสร้างขึ้นและสามารถควบคุมได้ ได้แก่

คน (Man) หมายถึง กำลังคน

เงิน (Money) หมายถึง เงินทุน

วัสดุ (Meterial) หมายถึง กระบวนการต่าง ๆ เช่น การวางแผน การจัดองค์การ ฯลฯ

2. ปัจจัยภายนอก เป็นปัจจัยที่ธุรกิจไม่สามารถจะควบคุมกำหนดหรือเปลี่ยนแปลงได้ ได้แก่ สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ เช่น ภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจ กฎหมายการเมือง คู่แข่ง เทคโนโลยี ฯลฯ

ประเภทของการประกอบธุรกิจและรูปแบบขององค์กรธุรกิจ*

ความหมายของการประกอบธุรกิจ

การประกอบธุรกิจ (Business Activities) หมายรวมถึง กระบวนการประกอบการผลิตกระบวนการประกอบการจำหน่าย กระบวนการประกอบการบริหาร เพื่อให้ได้ถึงมือผู้บริโภค

การจำแนกประเภทของการประกอบธุรกิจตามลักษณะของกิจกรรม

สามารถแบ่งได้เป็น 5 ลักษณะคือ

1. ธุรกิจที่จัดหาวัตถุดิบสำหรับป้อนโรงงานหรือแหล่งผลิต เช่น ธุรกิจเกี่ยวกับการเกษตร

2. ธุรกิจที่เปลี่ยนวัตถุดิบเป็นวัตถุกึ่งสำเร็จรูป เช่น โรงงานทอผ้า

3. ธุรกิจที่ผลิตผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย เป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำมาใช้อุปโภคบริโภคได้ทันที เช่น เสื้อผ้าสำเร็จรูป

4. ธุรกิจที่เป็นคนกลาง ทำหน้าที่ช่วยให้สินค้าเปลี่ยนมือจากบุคคลหนึ่งไปสู่อีกบุคคลหนึ่ง เช่น พ่อค้าส่ง พ่อค้าปลีก

5. ธุรกิจที่เป็นผู้ให้บริการ เช่น ธนาคาร การประกันภัย

รูปแบบขององค์กรธุรกิจ

รูปแบบขององค์กรธุรกิจที่ดำเนินอยู่ในวงการธุรกิจของประเทศไทย จำแนกรูปแบบได้ดังต่อไปนี้

1. กิจการเจ้าของคนเดียว

2. ห้างหุ้นส่วน แยกออกเป็น

2.1 ห้างหุ้นส่วนสามัญ

2.2 ห้างหุ้นส่วนจำกัด

3. บริษัทจำกัด

4. การสหกรณ์ แบ่งเป็น 6 ประเภท

4.1 สหกรณ์การเกษตร

4.2 สหกรณ์ประมง

4.3 สหกรณ์นิคม

4.4 สหกรณ์ร้านค้า

4.5 สหกรณ์ออมทรัพย์

4.6 สหกรณ์บริการ

5. รัฐวิสาหกิจ

สถาบันทางธุรกิจ

ความหมายของสถาบันทางธุรกิจ

สถาบันทางธุรกิจ หมายถึง องค์กรที่ดำเนินธุรกิจที่จะเอื้ออำนวยประโยชน์ต่อธุรกิจด้วยกันอย่างสอดคล้อง

ประเภทของสถาบันทางธุรกิจ

1.1 สถาบันทางการเงิน ได้แก่

1.1.1 ธุรกิจธนาคาร หมายถึง ธุรกิจที่มีหน้าที่รับฝากและให้กู้ยืมเงิน แบ่งได้ 3 ประเภทคือ

ธนาคารกลางหรือธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นธนาคารที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับระบบการเงินของประเทศ บุคคลโดยทั่วไปไม่มีสิทธิเข้าไปเกี่ยวข้อง หรือใช้บริการได้ ธนาคารพาณิชย์ เป็นธนาคารที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับบุคคลมากที่สุด เป็นแหล่งเงินฝากหรือกู้ที่สำคัญที่สุดของประชาชน และธุรกิจในประเทศ

ธนาคารเฉพาะ มีอยู่ 3 ธนาคาร คือธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และธนาคารอาคารสงเคราะห์ เป็นธนาคารที่รัฐตั้งขึ้นมาเพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนในด้านต่าง ๆ

DNA ขององค์กร

องค์กรของคุณมี DNA แบบไหน การที่แต่ละบริษัทมีวิธีคิดที่แตกต่างกันในเรื่องกำไร การวางแผน ภารกิจเป้าหมาย ภาวะผู้นำ การจ้างงาน ค่าตอบแทนและการตัดสินใจ เกิดจากการที่แต่ละองค์กรมีวิธีการใช้ข้อเท็จจริง ความคิด สถานการณ์แวดล้อม และคน ที่แตกต่างกัน วิธีการให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริง ความคิด สถานการณ์แวดล้อมและคน ที่แตกต่างกันในแต่ละองค์กรนี้ อาจเรียกว่าเป็น DNA ขององค์กร ซึ่งเป็นรากฐานขององค์กร เหมือนที่ DNA ของมนุษย์คือรากฐานชีวิตของมนุษย์

Linda Honold ที่ปรึกษาด้านทรัพยากรมนุษย์และ Robert Silverman อาจารย์ประจำคณะ Human and Organizational Development Faculty แห่ง Fielding Graduate Institute 2 ผู้แต่งได้ยกตัวอย่างบริษัทขนาดกลาง 4 แห่ง จากการศึกษาผลงานของบริษัทตัวอย่างทั้งสี่ ผู้แต่งสอนให้คุณสามารถวิเคราะห์หาประเภท DNA ขององค์กรของคุณ รวมถึงประเด็นขัดแย้งต่างๆ ที่ธุรกิจของคุณกำลังเผชิญอยู่ ทำให้คุณสามารถเข้าใจและเลือกใช้วิธีการบริหารจัดการที่สอดคล้องกับ DNA ขององค์กรของคุณได้

DNA องค์กร 4 แบบ

การให้ความสำคัญต่อการใช้ข้อเท็จจริง ความคิด สถานการณ์แวดล้อม และคน ที่แตกต่างกันของแต่ละองค์กร ก่อให้เกิด DNA องค์กร 4 แบบหลัก ทั้งนี้ลักษณะของผู้นำและวิธีบริหารจัดการองค์กรที่องค์กรจะนำมาใช้ จะต้องสอดคล้องกับ DNA ซึ่งเป็นลักษณะพื้นฐานขององค์กรด้วย

- Factual DNA เกี่ยวข้องกับโมเดลแบบเรียงลำดับเป็นเส้นตรงและการคำนวณ องค์กรที่มี DNA แบบนี้ มีรูปแบบการรู้จักตัวเองและสภาพแวดล้อมผ่านการรวบรวมสั่งสมข้อมูล

- Conceptual DNA องค์กรที่มี DNA แบบนี้ให้ความสำคัญกับทฤษฎี กระบวนทัศน์ และแนวคิดที่ดีกว่า ชอบความคิดที่สร้างแรงจูงใจ ซึ่งอาจอยู่ในรูปของทฤษฎีสำคัญ วิสัยทัศน์หรือแนวคิดสำคัญอื่นๆ

- Contextualized DNA ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมภายในและภายนอก สนใจประเด็น ปัญหาต่างๆ ที่เผชิญอยู่ กลยุทธ์ที่ใช้อยู่ และสถานการณ์ที่แวดล้อมประเด็นปัญหาและกลยุทธ์เหล่านั้น

- Individual DNA องค์กรที่มี DNA แบบนี้เกี่ยวข้องกับ คนไม่ว่าเดี่ยวหรือกลุ่มคนที่อยู่ร่วมกับคนอื่น แต่ยังคงมีสิทธิมีเสียง มีความตั้งใจ เป้าหมายและความสนใจส่วนตัวอยู่

ระดับองค์กร

ระบบสารสนเทศระดับองค์กร คือ ระบบสารสนเทศที่สนับสนุนงานขององค์กรในภาพรวมระบบในลักษณะ นี้จะเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานร่วมกันของหลายแผนกโดยการใช้ข้อมูลที่ เกี่ยวข้องและส่งผ่านถึงกันจากแผนก หนึ่งข้ามไปอีกแผนกหนึ่งได้ระบบสารสนเทศดังกล่าวนี้จึงสามารถสนับสนุนงานการ ใช้ข้อมูลเพื่อการบริหาร งานในระดับผู้ปฏิบัติการและสนับสนุนงานการบริหารและจัดการในระดับที่สูงขึ้น ได้ด้วยเนื่องจากสามารถ ให้ข้อมูลจากแผนกต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมาประกอบการตัดสินใจ โดยอาจนำข้อมูลมาแสดงในรูปแบบสรุปหรือใน แบบฟอร์มที่ต้องการได้บ่อยครั้งที่การบริหารงานในระดับสูงจำเป็นต้องใช้ ข้อมูลร่วมกันจากหลายแผนกเพื่อ ประกอบการตัดสินใจ ระบบการประสานงานเพื่อการสร้างรายได้ให้กับธุรกิจการค้า

กระแสการเปลี่ยนแปลงทางความคิดและการดำเนินชีวิต

1.ยุคเกษตรกรรม

2.ยุคสังคมอุตสาหกรรม

3.ยุคสังคมข้อมูลข่าวสาร และเทคโนโลยีสารสนเทศ

4.ยุคสังคมความคิด

การวิเคราะห์ SWOT (SWOT Analysis)

การประเมิน ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายนอกองค์กร เพื่อทำให้ทราบถึง โอกาส และ อุปสรรค และการประเมินผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายในองค์กร เพื่อทำให้ทราบถึง จุดแข็ง และ จุดอ่อน ภายในองค์กรจะเรียกการวิเคราะห์นี้ว่า การวิเคราะห์ SWOT โดยที่

S = Strength คือ จุดแข็ง

W = Weakness คือ จุดอ่อน

O = Opportunity คือ โอกาส

T = Threats คือ อุปสรรค

1. วิเคราะห์จุดแข็ง (Strength) (ภายในองค์กร) ให้วิเคราะห์จากมากไปน้อย

– ประสบการณ์บริการ/บริการทำมานานแล้ว เข้าใจในธุรกิจดี

– ลูกค้ารู้จักดี คุ้นเคย มีประวัติอยู่ในแวดวงธุรกิจ

– ทีมงานมีความรู้ ทักษะดี เข้ากันได้ทั้งองค์กร

– ธุรกิจเดิมดีแล้ว แต่ถ้าปรับอีกนิดพัฒนาตนเอง

– พนักงาน บุคลากร พร้อมที่จะพัฒนาตนเอง

2. วิเคราะห์จุดอ่อน (Weakness) (ภายในองค์กร) ให้วิเคราะห์จากมากไปน้อย

– เงินทุนหมุนเวียนน้อย

– อ่อนการตลาด

– อ่อนเทคโนโลยี

– ขาดความรู้ ความเข้าใจในธุรกิจใหม่ที่จะทำ

3. วิเคราะห์โอกาส (Opportunity) (ภายในองค์กร)

– ยังมีช่องว่างตลาดสูง

– คู่แข่ง อ่อนแอ ดูแลไม่ทั่วถึง ความได้เปรียบเชิงเศรษฐกิจ

– สินค้าใหม่ เทคโนโลยีสมัยใหม่

– นโยบายรัฐบาลเอื้ออำนวย เช่น ข้อบังคับตามกฎหมายสวมหมวกกันน๊อค

4. วิเคราะห์อุปสรรค (Thread)

– ผู้เข้ามาแข่งขันสูง – ปัญหาเศรษฐกิจ

– ต้นทุนวัตถุดิบ – ระเบียบ กฎหมาย

– เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว – สภาพดินฟ้าอากาศ

จุดแข็ง, จุดอ่อน เป็นสถานการณ์แวดล้อมภายในองค์กร องค์กรสามารถแก้ไขได้หรือควบคุมได้

โอกาส, อุปสรรค เป็นสถานการณ์แวดล้อมภายนอกองค์กร แก้ไขไม่ได้ หรือควบคุมไม่ได้

กระแสการเปลี่ยนทางความคิดและการดำเนินชีวิต

1.ยุคสังคมเกษตรกรรม

2.ยุคสังคมอุตสาหกรรม

3.ยุคสังคมข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ

4.ยุคสังคมความคิด

สรุปคือ ในยุคสังคมความคิดในปัจจุบันต้องอาศัยความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน 3เรื่อง

1.สินค้าต้องมีความแตกต่าง Defferentation

2.ต้องเป็นผู้นำ Overall cost leadership

3.ความเชี่ยวชาญในธุรกิจนั้น Focus

นายสมบัติ วัฒนานุสรณ์
IP: xxx.120.249.48
เขียนเมื่อ Tue Jun 01 2010 22:40:43 GMT+0700 (ICT)

นายสมบัติ วัฒนานุสรณ์ รหัส B5220109 สาขาการจัดการ รุ่น 2

ความหมายของการประกอบธุรกิจ

การประกอบธุรกิจ (Business Activities) หมายรวมถึง กระบวนการประกอบการผลิตกระบวนการประกอบการจำหน่าย กระบวนการประกอบการบริหาร เพื่อให้ได้ถึงมือผู้บริโภค

การจำแนกประเภทของการประกอบธุรกิจตามลักษณะของกิจกรรม

สามารถแบ่งได้เป็น 5 ลักษณะคือ

1. ธุรกิจที่จัดหาวัตถุดิบสำหรับป้อนโรงงานหรือแหล่งผลิต เช่น ธุรกิจเกี่ยวกับการเกษตร

2. ธุรกิจที่เปลี่ยนวัตถุดิบเป็นวัตถุกึ่งสำเร็จรูป เช่น โรงงานทอผ้า

3. ธุรกิจที่ผลิตผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย เป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำมาใช้อุปโภคบริโภคได้ทันที เช่น เสื้อผ้าสำเร็จรูป

4. ธุรกิจที่เป็นคนกลาง ทำหน้าที่ช่วยให้สินค้าเปลี่ยนมือจากบุคคลหนึ่งไปสู่อีกบุคคลหนึ่ง เช่น พ่อค้าส่ง พ่อค้าปลีก

5. ธุรกิจที่เป็นผู้ให้บริการ เช่น ธนาคาร การประกันภัย

รูปแบบขององค์กรธุรกิจ

รูปแบบขององค์กรธุรกิจที่ดำเนินอยู่ในวงการธุรกิจของประเทศไทย จำแนกรูปแบบได้ดังต่อไปนี้

1. กิจการเจ้าของคนเดียว

2. ห้างหุ้นส่วน แยกออกเป็น

2.1 ห้างหุ้นส่วนสามัญ

2.2 ห้างหุ้นส่วนจำกัด

3. บริษัทจำกัด

4. การสหกรณ์ แบ่งเป็น 6 ประเภท

4.1 สหกรณ์การเกษตร

4.2 สหกรณ์ประมง

4.3 สหกรณ์นิคม

4.4 สหกรณ์ร้านค้า

4.5 สหกรณ์ออมทรัพย์

4.6 สหกรณ์บริการ

5. รัฐวิสาหกิจ

แนวคิดทางการตลาด (Marketing Concept)

คำว่า “การตลาด” และ “นักการตลาด” ถูกเข้าใจคลาดเคลื่อนไปบ้างในปัจจุบัน กล่าวคือผู้คนบางกลุ่มเข้าใจไปในทางลบว่า เป็นงานหรือบทบาทหน้าที่ดึงดูด ล่อลวง หรือจูงใจให้เกิดการซื้อโดยหลงผิดแก่ผู้บริโภค ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง

หลักแนวคิดของการตลาดที่แท้จริงนั้น ปรมาจารย์การตลาด Phillips Kotler ได้อธิยายไว้ว่าคือ “กระบวนการทางสังคม ที่บุคคล หรือ กลุ่ม จะพยายามให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนต้องการจากบุคคลอี่น โดยการสร้างสรรค์และนำเสนอคุณค่าบางอย่างที่เป็นที่พอใจของอีกฝ่ายหนึ่งเป็น การแลกเปลี่ยน” นั่นคือการสร้างสถานการณ์แลกปลี่ยนซึ่งความพอใจและคุณค่าของทั้งสองฝ่ายให้ เกิดขึ้น ดังนั้นการจะนำกลยุทธ์ทางการตลาดมาใช้ กับงานห้องสมุดและบริการสารสนเทศเชิงรุก ก็คือ การหาแนวทางพัฒนา สร้างสรรค์คุณค่าบริการ การสื่อสารคุณค่า และเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงให้แก่ผู้ใช้บริการ ให้เกิดความพอใจที่สุดนั่นเอง

บททาทการตลาด

จากความหมายของการตลาดข้างต้น บทบาทหน้าที่ของการตลาดจึงต้องเริ่มต้นขึ้นที่ความต้องการของลูกค้า และจบลงที่ความพอใจของลูกค้า เป็นหลัก ดังนี้

1. ค้นหา และเข้าใจในความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าให้มากที่สุด

2. พัฒนาสินค้า/บริการให้สอดคล้อง ตอบสนองต่อความต้องการนั้นๆไปเสนอแลกเปลี่ยน เพื่อให้เกิดความพอใจและความสุขในการแลกเปลี่ยน

3. รักษาความพอใจและความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าไว้ให้ยาวนาน นำเสนอสินค้า/บริการใหม่ ๆ ที่เปลี่ยนไปตามความต้องการ และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปตลอดเวลาของลูกค้าได้

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการประกอบธุรกิจ

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการประกอบธุรกิจสามารถแยกได้ 2 ลักษณะคือ

1. ปัจจัยภายใน หรือทรัพยากรของธุรกิจเป็นปัจจัยที่ธุรกิจ สามารถสร้างขึ้นและสามารถควบคุมได้ ได้แก่

คน (Man) หมายถึง กำลังคน

เงิน (Money) หมายถึง เงินทุน

วัสดุ (Meterial) หมายถึง กระบวนการต่าง ๆ เช่น การวางแผน การจัดองค์การ ฯลฯ

2. ปัจจัยภายนอก เป็นปัจจัยที่ธุรกิจไม่สามารถจะควบคุมกำหนดหรือเปลี่ยนแปลงได้ ได้แก่ สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ เช่น ภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจ กฎหมายการเมือง คู่แข่ง เทคโนโลยี ฯลฯ

ประเภทของการประกอบธุรกิจและรูปแบบขององค์กรธุรกิจ*

ความหมายของการประกอบธุรกิจ

การประกอบธุรกิจ (Business Activities) หมายรวมถึง กระบวนการประกอบการผลิตกระบวนการประกอบการจำหน่าย กระบวนการประกอบการบริหาร เพื่อให้ได้ถึงมือผู้บริโภค

การจำแนกประเภทของการประกอบธุรกิจตามลักษณะของกิจกรรม

สามารถแบ่งได้เป็น 5 ลักษณะคือ

1. ธุรกิจที่จัดหาวัตถุดิบสำหรับป้อนโรงงานหรือแหล่งผลิต เช่น ธุรกิจเกี่ยวกับการเกษตร

2. ธุรกิจที่เปลี่ยนวัตถุดิบเป็นวัตถุกึ่งสำเร็จรูป เช่น โรงงานทอผ้า

3. ธุรกิจที่ผลิตผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย เป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำมาใช้อุปโภคบริโภคได้ทันที เช่น เสื้อผ้าสำเร็จรูป

4. ธุรกิจที่เป็นคนกลาง ทำหน้าที่ช่วยให้สินค้าเปลี่ยนมือจากบุคคลหนึ่งไปสู่อีกบุคคลหนึ่ง เช่น พ่อค้าส่ง พ่อค้าปลีก

5. ธุรกิจที่เป็นผู้ให้บริการ เช่น ธนาคาร การประกันภัย

รูปแบบขององค์กรธุรกิจ

รูปแบบขององค์กรธุรกิจที่ดำเนินอยู่ในวงการธุรกิจของประเทศไทย จำแนกรูปแบบได้ดังต่อไปนี้

1. กิจการเจ้าของคนเดียว

2. ห้างหุ้นส่วน แยกออกเป็น

2.1 ห้างหุ้นส่วนสามัญ

2.2 ห้างหุ้นส่วนจำกัด

3. บริษัทจำกัด

4. การสหกรณ์ แบ่งเป็น 6 ประเภท

4.1 สหกรณ์การเกษตร

4.2 สหกรณ์ประมง

4.3 สหกรณ์นิคม

4.4 สหกรณ์ร้านค้า

4.5 สหกรณ์ออมทรัพย์

4.6 สหกรณ์บริการ

5. รัฐวิสาหกิจ

สถาบันทางธุรกิจ

ความหมายของสถาบันทางธุรกิจ

สถาบันทางธุรกิจ หมายถึง องค์กรที่ดำเนินธุรกิจที่จะเอื้ออำนวยประโยชน์ต่อธุรกิจด้วยกันอย่างสอดคล้อง

ประเภทของสถาบันทางธุรกิจ

1.1 สถาบันทางการเงิน ได้แก่

1.1.1 ธุรกิจธนาคาร หมายถึง ธุรกิจที่มีหน้าที่รับฝากและให้กู้ยืมเงิน แบ่งได้ 3 ประเภทคือ

ธนาคารกลางหรือธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นธนาคารที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับระบบการเงินของประเทศ บุคคลโดยทั่วไปไม่มีสิทธิเข้าไปเกี่ยวข้อง หรือใช้บริการได้ ธนาคารพาณิชย์ เป็นธนาคารที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับบุคคลมากที่สุด เป็นแหล่งเงินฝากหรือกู้ที่สำคัญที่สุดของประชาชน และธุรกิจในประเทศ

ธนาคารเฉพาะ มีอยู่ 3 ธนาคาร คือธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และธนาคารอาคารสงเคราะห์ เป็นธนาคารที่รัฐตั้งขึ้นมาเพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนในด้านต่าง ๆ

DNA ขององค์กร

องค์กรของคุณมี DNA แบบไหน การที่แต่ละบริษัทมีวิธีคิดที่แตกต่างกันในเรื่องกำไร การวางแผน ภารกิจเป้าหมาย ภาวะผู้นำ การจ้างงาน ค่าตอบแทนและการตัดสินใจ เกิดจากการที่แต่ละองค์กรมีวิธีการใช้ข้อเท็จจริง ความคิด สถานการณ์แวดล้อม และคน ที่แตกต่างกัน วิธีการให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริง ความคิด สถานการณ์แวดล้อมและคน ที่แตกต่างกันในแต่ละองค์กรนี้ อาจเรียกว่าเป็น DNA ขององค์กร ซึ่งเป็นรากฐานขององค์กร เหมือนที่ DNA ของมนุษย์คือรากฐานชีวิตของมนุษย์

Linda Honold ที่ปรึกษาด้านทรัพยากรมนุษย์และ Robert Silverman อาจารย์ประจำคณะ Human and Organizational Development Faculty แห่ง Fielding Graduate Institute 2 ผู้แต่งได้ยกตัวอย่างบริษัทขนาดกลาง 4 แห่ง จากการศึกษาผลงานของบริษัทตัวอย่างทั้งสี่ ผู้แต่งสอนให้คุณสามารถวิเคราะห์หาประเภท DNA ขององค์กรของคุณ รวมถึงประเด็นขัดแย้งต่างๆ ที่ธุรกิจของคุณกำลังเผชิญอยู่ ทำให้คุณสามารถเข้าใจและเลือกใช้วิธีการบริหารจัดการที่สอดคล้องกับ DNA ขององค์กรของคุณได้

DNA องค์กร 4 แบบ

การให้ความสำคัญต่อการใช้ข้อเท็จจริง ความคิด สถานการณ์แวดล้อม และคน ที่แตกต่างกันของแต่ละองค์กร ก่อให้เกิด DNA องค์กร 4 แบบหลัก ทั้งนี้ลักษณะของผู้นำและวิธีบริหารจัดการองค์กรที่องค์กรจะนำมาใช้ จะต้องสอดคล้องกับ DNA ซึ่งเป็นลักษณะพื้นฐานขององค์กรด้วย

- Factual DNA เกี่ยวข้องกับโมเดลแบบเรียงลำดับเป็นเส้นตรงและการคำนวณ องค์กรที่มี DNA แบบนี้ มีรูปแบบการรู้จักตัวเองและสภาพแวดล้อมผ่านการรวบรวมสั่งสมข้อมูล

- Conceptual DNA องค์กรที่มี DNA แบบนี้ให้ความสำคัญกับทฤษฎี กระบวนทัศน์ และแนวคิดที่ดีกว่า ชอบความคิดที่สร้างแรงจูงใจ ซึ่งอาจอยู่ในรูปของทฤษฎีสำคัญ วิสัยทัศน์หรือแนวคิดสำคัญอื่นๆ

- Contextualized DNA ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมภายในและภายนอก สนใจประเด็น ปัญหาต่างๆ ที่เผชิญอยู่ กลยุทธ์ที่ใช้อยู่ และสถานการณ์ที่แวดล้อมประเด็นปัญหาและกลยุทธ์เหล่านั้น

- Individual DNA องค์กรที่มี DNA แบบนี้เกี่ยวข้องกับ คนไม่ว่าเดี่ยวหรือกลุ่มคนที่อยู่ร่วมกับคนอื่น แต่ยังคงมีสิทธิมีเสียง มีความตั้งใจ เป้าหมายและความสนใจส่วนตัวอยู่

ระดับองค์กร

ระบบสารสนเทศระดับองค์กร คือ ระบบสารสนเทศที่สนับสนุนงานขององค์กรในภาพรวมระบบในลักษณะ นี้จะเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานร่วมกันของหลายแผนกโดยการใช้ข้อมูลที่ เกี่ยวข้องและส่งผ่านถึงกันจากแผนก หนึ่งข้ามไปอีกแผนกหนึ่งได้ระบบสารสนเทศดังกล่าวนี้จึงสามารถสนับสนุนงานการ ใช้ข้อมูลเพื่อการบริหาร งานในระดับผู้ปฏิบัติการและสนับสนุนงานการบริหารและจัดการในระดับที่สูงขึ้น ได้ด้วยเนื่องจากสามารถ ให้ข้อมูลจากแผนกต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมาประกอบการตัดสินใจ โดยอาจนำข้อมูลมาแสดงในรูปแบบสรุปหรือใน แบบฟอร์มที่ต้องการได้บ่อยครั้งที่การบริหารงานในระดับสูงจำเป็นต้องใช้ ข้อมูลร่วมกันจากหลายแผนกเพื่อ ประกอบการตัดสินใจ ระบบการประสานงานเพื่อการสร้างรายได้ให้กับธุรกิจการค้า

กระแสการเปลี่ยนแปลงทางความคิดและการดำเนินชีวิต

1.ยุคเกษตรกรรม

2.ยุคสังคมอุตสาหกรรม

3.ยุคสังคมข้อมูลข่าวสาร และเทคโนโลยีสารสนเทศ

4.ยุคสังคมความคิด

การวิเคราะห์ SWOT (SWOT Analysis)

การประเมิน ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายนอกองค์กร เพื่อทำให้ทราบถึง โอกาส และ อุปสรรค และการประเมินผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายในองค์กร เพื่อทำให้ทราบถึง จุดแข็ง และ จุดอ่อน ภายในองค์กรจะเรียกการวิเคราะห์นี้ว่า การวิเคราะห์ SWOT โดยที่

S = Strength คือ จุดแข็ง

W = Weakness คือ จุดอ่อน

O = Opportunity คือ โอกาส

T = Threats คือ อุปสรรค

1. วิเคราะห์จุดแข็ง (Strength) (ภายในองค์กร) ให้วิเคราะห์จากมากไปน้อย

– ประสบการณ์บริการ/บริการทำมานานแล้ว เข้าใจในธุรกิจดี

– ลูกค้ารู้จักดี คุ้นเคย มีประวัติอยู่ในแวดวงธุรกิจ

– ทีมงานมีความรู้ ทักษะดี เข้ากันได้ทั้งองค์กร

– ธุรกิจเดิมดีแล้ว แต่ถ้าปรับอีกนิดพัฒนาตนเอง

– พนักงาน บุคลากร พร้อมที่จะพัฒนาตนเอง

2. วิเคราะห์จุดอ่อน (Weakness) (ภายในองค์กร) ให้วิเคราะห์จากมากไปน้อย

– เงินทุนหมุนเวียนน้อย

– อ่อนการตลาด

– อ่อนเทคโนโลยี

– ขาดความรู้ ความเข้าใจในธุรกิจใหม่ที่จะทำ

3. วิเคราะห์โอกาส (Opportunity) (ภายในองค์กร)

– ยังมีช่องว่างตลาดสูง

– คู่แข่ง อ่อนแอ ดูแลไม่ทั่วถึง ความได้เปรียบเชิงเศรษฐกิจ

– สินค้าใหม่ เทคโนโลยีสมัยใหม่

– นโยบายรัฐบาลเอื้ออำนวย เช่น ข้อบังคับตามกฎหมายสวมหมวกกันน๊อค

4. วิเคราะห์อุปสรรค (Thread)

– ผู้เข้ามาแข่งขันสูง – ปัญหาเศรษฐกิจ

– ต้นทุนวัตถุดิบ – ระเบียบ กฎหมาย

– เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว – สภาพดินฟ้าอากาศ

จุดแข็ง, จุดอ่อน เป็นสถานการณ์แวดล้อมภายในองค์กร องค์กรสามารถแก้ไขได้หรือควบคุมได้

โอกาส, อุปสรรค เป็นสถานการณ์แวดล้อมภายนอกองค์กร แก้ไขไม่ได้ หรือควบคุมไม่ได้

กระแสการเปลี่ยนทางความคิดและการดำเนินชีวิต

1.ยุคสังคมเกษตรกรรม

2.ยุคสังคมอุตสาหกรรม

3.ยุคสังคมข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ

4.ยุคสังคมความคิด

สรุปคือ ในยุคสังคมความคิดในปัจจุบันต้องอาศัยความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน 3เรื่อง

1.สินค้าต้องมีความแตกต่าง Defferentation

2.ต้องเป็นผู้นำ Overall cost leadership

3.ความเชี่ยวชาญในธุรกิจนั้น Focus

ชฎาพร ทองโปร่ง
IP: xxx.89.196.44
เขียนเมื่อ Tue Jun 01 2010 23:20:15 GMT+0700 (ICT)

นางชฎาพร ทองโปร่ง สาขาการจัดการ รุ่นที่ 1

สรุปการเรียน อาทิตย์ที่ 30.5.53 วิชาบริหารธุรกิจเบื้องต้น

ความหมายของ ธุรกิจ และการประกอบธุรกิจ

ธุรกิจ (Business) หมายถึง บุคคลหรือหลายบุคคลร่วมกันเพื่อที่จะผลิตหรือจำหน่ายสินค้าและบริการ โดยมุ่งหวังผลกำไร โดยหลายบุคคลที่ดำเนินธุรกิจด้วยกันย่อมมีผลประโยชน์ร่วมกัน เช่น การแบ่งผลกำไร และร่วมกันเสี่ยงต่อการขาดทุน

ผู้ประกอบการ การคิดผลิตสินค้าพร้อมจัดหา แล้วเสนอขายสินค้าหรือบริการให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค แล้วเสนอขายสินค้าหรือบริการให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค

ปัจจัยพื้นฐานของการประกอบธุรกิจ

การประกอบธุรกิจจำเป็นต้องอาศัยปัจจัยต่าง ๆ เพื่อให้การดำเนินกิจการเป็นไปด้วยดี บรรลุตามวัตถุประสงค์และจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ ปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญของการประกอบธุรกิจ ประกอบด้วย

1. คน (Man)

2. เงินทุน (Money)

3. วัสดุอุปกรณ์ (Materials)

4. เครื่องจักร (Machines)

5. ความรู้ในการบริหารจัดการ (Management)

สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ หมายถึง ปัจจัยที่เป็นอุปสรรค หรือเป็นแรงกดดันที่มีอิทธิพลส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

1. ปัจจัยที่ควบคุมได้ (Controllable Factors)

1.1 ผลิตภัณฑ์ (Product)

1.2 ราคา (Price)

1.3 ช่องทางการขาย (Place)

1.4 การส่งเสริมการขาย (Promotion)

2. ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ (Uncontrollable Factors)

2.1 สภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจ (Economics Environment)

2.2 สภาวะแวดล้อมทางด้านกฎหมายและการเมือง (Legal and Political Environment)

2.3 สภาวะแวดล้อมทางด้านสังคมและวัฒนธรรม (Social and Cultural Environment)

2.4 สภาวะแวดล้อมทางการแข่งขัน (Competitor Environment)

2.5 สภาวะแวดล้อมทางเทคโนโลยีและความก้าวหน้าทางวิชาการ (Technology Environment)

2.6 พฤติกรรมของผู้บริโภค (Consumer Behavior)

การสร้างตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ สำหรับผู้ประกอบการ SME

กระแสการเปลียนแปลงทางความคิดและการดำเนินชีวิต

วิถีการเลี่ยงสัตว์และเร่ร่อน

1.ยุคสังคมเกษตรกรรม

2.ยุคสังคมอุตสาหกรรม

3.ยุคสังคมข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ

4.ยุคสังคมความคิด

ปัญญา

ความรู้

สารสนเทศ

ข้อมูล

เอาแนวความคิดมาสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันแรงขับ 5 มิติ

1.มีลูกค้าเข้าตลาดใหม่หรือไม่ คนซื้อเท่าเดิม คนขายมากขึ้น

2.พลังของลูกค้าในการซื้อสินค้า ความพึงพอใจของลูกค้าสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลาด (อารมณ์, ความรู้สึก)

3.สินค้าทดแทน ส่งผลต่อรายได้ แอร์ พัดลม

4.การแข่งขันในอุตสาหกรรม การลงทุนหาสถานที่

การสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน 3เรื่อง

1.สินค้าต้องมีความแตกต่าง Defferentation

2.ต้องเป็นผู้นำ Overall cost leadership

3.ความเชี่ยวชาญในธุรกิจนั้น Focus

ไรวินท์นาถ วริทธ์ธนิน
IP: xxx.122.64.139
เขียนเมื่อ Wed Jun 02 2010 00:40:40 GMT+0700 (ICT)

การตลาดคือ กิจกรรมทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้เกิดการานิสินค้าจากผู้ผลิตไปถึงผู้บริโภคโดยมี

คนขาย/ร้านค้า/การจัดส่ง/การจัดจำหน่าย/จัดซื้อ/จัดจ้าง/กระบวนการผลิต/สถานที่ช่องทางจัดจำหน่าย/ราคา/การส่งเสริมการขาย

แนวคิดทางการตลาด

- แนวคิดเกี่ยวกับการผลิต The production concept

- แนวคิดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ The product concept

- แนวคิดเกี่ยวกับการขาย The selling concept

- แนวคิดเกี่ยวกับการตลา The marketing concept

- แนวคิดเกี่ยวกับการตลาดเพื่อสังคม The societal marketing concept

- แนวคิดเกี่ยวกับการตลาดเชิงกลยุทธ์ The strategic mandating concept

ส่วนประสมการตลาดประกอบด้วย 4 องค์ประกอบดังต่อไปนี้

1 ผลิตภัณฑ์ product ต้องสอดคล้องกับความต้องการหลากหลาย

2 ราคา price สามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้

3 การจัดจำหน่าย place กระจายสินค้าไปยังกลุ่มเป้าหมายได้

4 การส่งเสริมการขาย promotion ลด แลก แจก แถม จัดอีเว้น โฆษณา ประชาสัมพันธ์

กระแสการเปลี่ยนแปลงทางความคิดและการดำเนินชีวิต

1 ยุคสังคมเกษตรกรรม

2 ยุคสังคมอุตสาหกรรม

3 ยุคสังคมข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ

4 ยุคงสังคมความรู้

มนุษย์ใช้สมองซ้ายคิดเรื่อง EQ ในเรื่องเหตุและผล

มนุษย์ใช้สมองขวาคิดเรื่อง IQ ในเรื่องความรู้

แนวคิดการสร้างเชิงการแข่งขันเกิดเป็นแรงขับ 5 มิติ Five fore mode

1 Threat of new entrants’ ผู้ประกอบการใหม่

2 Bargainting power of customers’ พลังของลูกค้า

3 Theat of substitute products สินค้าทดแทน

4 Farhaining power of suppliers

สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนดด้วยสถานการณ์ Environmental Determinism

สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนดทางเลือก Environmental Prosibilisn

สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนดทางเลือกสามารถวิเคราะห์ทางเลือกได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางจิตวิทยา

การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมมี 2 วิธี คือ

- การเปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณ

- การเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ

โดยมีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้คือสภาพแวดล้อมไม่สามารถควบคุมได้เป็นปัจจัยสภาพแวดล้อมทางด้านจิตวิทยา

การประกอบธุรกิจจำเป็นต้องอาศัยปัจจัยต่าง ๆ เพื่อให้การดำเนินกิจการเป็นไปด้วยดี บรรลุตามวัตถุประสงค์และจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ ปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญของการประกอบธุรกิจ ประกอบด้วย

1. คน (Man)

2. เงินทุน (Money)

3. วัสดุอุปกรณ์ (Materials)

4. เครื่องจักร (Machines)

5. ความรู้ในการบริหารจัดการ (Management)

เจริญศรี นันทนาคม
IP: xxx.122.64.139
เขียนเมื่อ Wed Jun 02 2010 00:50:54 GMT+0700 (ICT)

การจำแนกประเภทของการประกอบธุรกิจตามลักษณะของกิจกรรม

สามารถแบ่งได้เป็น 5 ลักษณะคือ

1. ธุรกิจที่จัดหาวัตถุดิบสำหรับป้อนโรงงานหรือแหล่งผลิต เช่น ธุรกิจเกี่ยวกับการเกษตร

2. ธุรกิจที่เปลี่ยนวัตถุดิบเป็นวัตถุกึ่งสำเร็จรูป เช่น โรงงานทอผ้า

3. ธุรกิจที่ผลิตผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย เป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำมาใช้อุปโภคบริโภคได้ทันที เช่น เสื้อผ้าสำเร็จรูป

4. ธุรกิจที่เป็นคนกลาง ทำหน้าที่ช่วยให้สินค้าเปลี่ยนมือจากบุคคลหนึ่งไปสู่อีกบุคคลหนึ่ง เช่น พ่อค้าส่ง พ่อค้าปลีก

5. ธุรกิจที่เป็นผู้ให้บริการ เช่น ธนาคาร การประกันภัย

รูปแบบการบริหารธุรกิจ

ข้อดี ข้อเสีย

- หาเงินทุนง่าย - รัฐบาลควบคุม

- รับผิดชอบหนี้สินจำกัด - เสียภาษีอากร

- ความมั่นคงทางธุรกิจ - มีข้อบังคับภายใน

ความหมายธุรกิจ คือ การทำกิจกรรมทุกอย่างเพือให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ คือ ผลกำไร/ชื่อเสียงการวิเคราะห์ SWOT โดยที่

S = Strength คือ จุดแข็ง

W = Weakness คือ จุดอ่อน

O = Opportunity คือ โอกาส

T = Threats คือ อุปสรรคDNA องค์กร 4 แบบ

การให้ความสำคัญต่อการใช้ข้อเท็จจริง ความคิด สถานการณ์แวดล้อม และคน ที่แตกต่างกันของแต่ละองค์กร ก่อให้เกิด DNA องค์กร 4 แบบหลัก ทั้งนี้ลักษณะของผู้นำและวิธีบริหารจัดการองค์กรที่องค์กรจะนำมาใช้ จะต้องสอดคล้องกับ DNA ซึ่งเป็นลักษณะพื้นฐานขององค์กรด้วย

- Factual DNA เกี่ยวข้องกับโมเดลแบบเรียงลำดับ มีรูปแบบการรู้จักตัวเองและสภาพแวดล้อมผ่านการรวบรวมสั่งสมข้อมูล

- Conceptual DNA องค์กรที่มี DNA แบบนี้ให้ความสำคัญกับทฤษฎี และแนวคิดที่ดีกว่า ชอบความคิดที่สร้างแรงจูงใจ ซึ่งอาจอยู่ในรูปของทฤษฎีสำคัญ วิสัยทัศน์หรือแนวคิดสำคัญอื่นๆ

- Contextualized DNA ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมภายในและภายนอก สนใจประเด็น ปัญหาต่างๆและสถานการณ์ที่แวดล้อมประเด็นปัญหาและกลยุทธ์เหล่านั้น

- Individual DNA องค์กรที่มี DNA แบบนี้เกี่ยวข้องกับ คนไม่ว่าเดี่ยวหรือกลุ่มคนที่อยู่ร่วมกับคนอื่น มีความตั้งใจ เป้าหมายและความสนใจส่วนตัวอยู่

นางสาววราภรณ์ เพียรธัญญกรณ์
IP: xxx.172.130.184
เขียนเมื่อ Wed Jun 02 2010 09:58:48 GMT+0700 (ICT)

ความหมายของธุรกิจและการประกอบธุรกิจ

ธุรกิจ คือ กิจกรรมทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อที่จะจำหน่ายสินค้าและให้บริการภายใต้กฏเกณฑ์ที่กำหนดไว้โดยมีความสัมพันธ์กับการบริการอื่นและกลุ่มผู้กระทำงานให้บรรลุจุดมุ่งหมายคื่อความสำเร็จขององค์กร

การประกอบธุรกิจ คือ การผลิตสินค้าและบริการและการนำสินค้าและบริการนั้นมาจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภค

พื้นฐานแนวคิดทางการบริหารธุรกิจ

- รูปแบบการเป็นเจ้าของธุรกิจ

- ตัวแบบะรกิจ

- หลักการพื้นฐานของการบริหาระรกิจ

รูปแบบการเป็นเจ้าของธุรกิจ

- ห้างหุ้นส่วนสามัญ

- บริษัทจำกัด

- เจ้าของคนเดียว

DNA of Organization

- FACTUALDNA

- CONCEPTUALDNA

- CONTEXTUALDNA

- INDIVIDUALDNA

ตัวแปรธุรกิจ

เป็นแกนสำคัญที่ผู้ประกอบการใช้ในการวางการคิดหรือการดำเนินงานหรือจัดทำแผนธุรกิจที่ดีมีความสมบูรณ์ครบถ้วนและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังเป็นสื่งที่ช่วยในการกำหนดการเริ่มต้นดำเนินธุรกิจ การปรับปรุงกระบวนการในการบริหารหรือพัฒนาธุรกิจที่ดำเนินการอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

องค์ประกอบพื้นฐาน

- สินค้าและบริการ

- กลุ่มลูกค้า

- ช่องทางการจัดจำหน่าย

- ลูกค้าสัมพันธ์

- การจัดสรรค์ทรัพยากรของธุรกิจ

- ความสามารถ/ความเชี่ยวชาญขององคืกร

- เครือข่ายความร่วมมือในการสร้างคุณค่าของสินค้าและบริการ

- เครือข่ายความร่วมมือในการดำเนินการทางการพาณิชย์ของธุรกิจ

- โครงสร้างของต้นทุนค่าใช้จ่าย

- แหล่งที่มาของรายได้

การบริหารธุรกิจในยุคเศรษกิจฐานความรู้

ผลกระทบ

- โครงสร้างองค์กร

- องค์ประกอบของพนักงาน

- ความภักดีต่อองค์กร

- เทคโนโลยีและการเข้าถึงสารสนเทศ

การเตรียมการ

- เป้าหมายและกลยุทธิ์

- เทคโนโลยีเพื่อการเข้าถึงสินค้าและบริการ

- การออกแบบงานใหม่

- โครงสร้าง

- กระบวนการ

- คน

ประเภทของสภาพแวดล้อม

- สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนด

- สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนดทางเลือก

- สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนดทางเลือกแต่สามารถวิเคราะห์ทางเลือกได้

- สภาพแวดล้อมภายนอกไม่มีความหมาย

วงจรสภาพแวดล้อม

- Circle Concern(สิ่งที่ควบคุมไม่ได้)

- Circle of Influence (สิ่งที่ควบคุมไม่ได้)

สุวิสา สร้างเสาร์
IP: xxx.24.219.198
เขียนเมื่อ Wed Jun 02 2010 12:19:13 GMT+0700 (ICT)

สรุปผลการเรียน วันอาทิตย์ที่ 30 พฤษภาคม 2553

นาง สุวิสา สร้างเสาร์ ( 5220024) สาขาการจัดการทั่วไป (รุ่น 1) วิชาบริหารธุกิจเบื้องต้น

ความหมายของธุรกิจและการประกอบธุรกิจ

ธุรกิจ คือกิจกรรมทุกอย่าง เพื่อที่จำหน่ายสินค้าและการให้บริการภายไต้กฎเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้โดยมีความสำพันธ์กับการบริการอื่นๆ และกลุ่มผู้กระทำงานร่วมมือให้บรรลุเป้าหมายอันเดียวกัน ให้บรรลุจุดมุ่งหมายอันเดียวกันคือความสำเร็จขององค์กร

การประกอบธุรกิจ

การประกอบธุรกิจ คือการผลิตสินค้าเพื่อการบริการและการนำสินค้าและการำสินค้าและการบริการนั้นมาจำหน่ายให้กับผู้บริโภค

พื้นฐานแนวคิดการบริหารธุรกิจ

1.รูปแบบการเป็นเจ้าของธุรกิจ

1.1 ธุรกิจคนเดียว

1.2 ห้างหุ้นส่วนจำกัด

1.3 บริษัทจำกัด

2. ต้นแบบธุรกิจ

ความหมาย เป็นแกนสำคัญที่ผู้ประกอบการใช้ในการวางแผนการคิดหรือแผนการดำเนินงาน

องค์ประกอบพื้นฐาน

-สินค้าและบริการ (Value proposition)

- กลุ่มลูกค้า (Marketing Segments)

-ช่องทางการจัดจำหน่าย(Distribution Channels)

-ลูกค้าสัมพันธ์ (Customer Relationship)

-การจัดการทรัพยากรของธุรกิจ(Value Conflgurations)

-ความสามารถ/ความเชี่ยวชาญขององค์กร

- เครือข่ายความร่วมมือในการดำเนินงานในทางพาณิชย์ของธุรกิจ

-โครงสร้างของต้นทุน-ค่าใช้จ่าย

-แหล่งที่มาของรายได้

สภาพแวดล้อมของการวิเคราะห์ (Environment & Analsis)

การวิเคราะห์ SWOT (SWOT Analysis)

การประเมิน ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายนอกองค์กร เพื่อทำให้ทราบถึง โอกาส และ อุปสรรค และการประเมินผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายในองค์กร เพื่อทำให้ทราบถึง จุดแข็ง และ จุดอ่อน ภายในองค์กรจะเรียกการวิเคราะห์นี้ว่า การวิเคราะห์ SWOT โดยที่

S = Strength คือ จุดแข็ง

W = Weakness คือ จุดอ่อน

O = Opportunity คือ โอกาส

T = Threats คือ อุปสรรค

ประเภทของสภาพแวดล้อม

1.สภาพแวดล้อมเป็นตัวกำหนดภายนอก

2.สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนดทางเลือก

3.สภาพแวดล้อมเป็นตัวกำหนดทางเลือกแต่สามารถวิเคราะห์ทางเลือก

4.สภาพแวดล้อมที่ไม่มีความหมาย

วงจรสภาพแวดล้อม มี 2 ประเภท

1 .COC = สิ่งที่ควบคุมไม่ได้ (Circle of Concern)

2 .COI = สิ่งที่ควบคุมได้ (Circle of In Fluene)

เทคนิคการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม

1.การมองจากปัจจุบันไปหาอนาคต คือการวางเป้าหมายว่า ในอนาคตข้างหน้าทำอะไรบ้างจะบริหารอย่างไร

2.การมองจากปัจจุบันย้อนกลับไปยังอดีต คือการมองย้อนกลับไปยังอดีตก็จะพบกับช่องว่า แล้วนำนาวิเคราะห์ว่าจะสร้างและพัฒนาอย่างไร

การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม

1 .การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมของโลก

2. การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมมหาภาค

3. การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมขององค์กร

ทรัพยากรและปัจจัยพื้นฐานของการทำธุรกิจ

1. Man หมายถึง ปัจจัยที่เป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ 2.Money หมายถึง แหล่งเงินทุนซึ่งธุรกิจสามารถนำมาใช้ในการสนับสนุนและเอื้ออำนวยความสะดวกต่อการทำธุรกิจ

3. Materials หมายถึง วัตถุดิบและวัตถุที่ต้องจัดหามาเพื่อใช้ในการผลิตหรือสร้างบริการ ซึ่งต้องพิจารณาทั้งด้านคุณภาพและราคาเพื่อทำให้ต้นทุนของสินค้าหรือบริการที่ผลิตต่ำแต่ได้คุณภาพที่ดี

4. Mangement หมายถึง ความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการ

การสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน

แรงขับ 5 มิติในการแข่งขัน ( Five Force Model )

- เรื่องของผู้ประกอบการใหม่ หรือคู่แข่งที่จะมาแข่งขัน

- เรื่องของพลังผู้บริโภค(สูกค้าต้องการสิ่งที่ดีที่สุด)ความพึงพอใจเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

- เรื่องของสินค้าทดแทน

- เรื่องของ Suppliers

- เรื่องของการแข่งขันทางการตลาด

กลยุทธ์สร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน

- สินค้าแตกต่างจากบุคคลอื่น

- เป็นผู้นำทางด้านเงินทุน (ต้นทุนต่ำ)

- Focus ความชำนาญความเชี่ยวชาญในธุรกิจนั้นๆ

- มีบริการที่ดี ทั้งก่อนและหลังการขาย(สร้างความประทับใจ/พึงพอใจให้ลูกค้า)

การตลาดคืออะไร

การตลาดคือ กิจกรรมทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้เกิดการานิสินค้าจากผู้ผลิตไปถึงผู้บริโภคโดยมี

คนขาย/ร้านค้า/การจัดส่ง/การจัดจำหน่าย/จัดซื้อ/จัดจ้าง/กระบวนการผลิต/สถานที่ช่องทางจัดจำหน่าย/ราคา/การส่งเสริมการขาย

แนวคิดทางการตลาด

- แนวคิดเกี่ยวกับการผลิต The production concept

- แนวคิดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ The product concept

- แนวคิดเกี่ยวกับการขาย The selling concept

- แนวคิดเกี่ยวกับการตลา The marketing concept

- แนวคิดเกี่ยวกับการตลาดเพื่อสังคม The societal marketing concept

- แนวคิดเกี่ยวกับการตลาดเชิงกลยุทธ์ The strategic mandating concept

RAPITAR WONGTHES
IP: xxx.24.14.90
เขียนเมื่อ Wed Jun 02 2010 12:30:50 GMT+0700 (ICT)

นางสาว รพิตา วงค์เทศ รหัส B5220009 สาขาการจัดการ รุ่น 1

ความหมายของธุรกิจและการประกอบธุรกิจ

ธุรกิจ หมายถึง กิจกรรมทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งมีความเกี่ยวพันในวงการของสถาบัน เพื่อที่จะจำหน่ายและให้บริการภายใต้กฎเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้ โดยมีความสัมพันธ์กับบริการอื่นและกลุ่มผู้ทำงานร่วมมือให้บรรลุถึงจุดหมายอันเดียวกัน

การประกอบธุรกิจ หมายถึง การผลิตสินค้าและบริการ และการนำสินค้าและบริการนั้นมาจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภค

ผู้ประกอบธุรกิจมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญพอจะแยกได้ 2 ประการ คือ

1. มุ่งหวังกำไร (Profit Earning) ได้แก่ ธุรกิจของเอกชนทั่วไป

2. ไม่ได้มุ่งหวังกำไร (Social Prestige) ได้แก่ ธุรกิจประเภทสาธารณูปโภค (Public Utilities) และสาธารณูปการ (PublicServices) ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นของรัฐบาล

ข้อสังเกต ในการดำเนินธุรกิจนั้น ผลต่างระหว่างรายได้และค่าใช้จ่ายทั้งหมด คือ กำไรหรือขาดทุนของธุรกิจนั่นเอง

ปัจจัยในการผลิตที่สำคัญก็ คือ

1. คน Man

2. เงิน Money

3. วัตถุดิบ Material

4. เครื่องจักร Machine

การวิเคราะห์ SWOT

1.Strength คือ จุดแข็ง

2.Weakness คือ จุดอ่อน

3.Opportunity คือ โอกาส

4.Threats คือ อุปสรรค

สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ

(1.) ปัจจัยแวดล้อมที่ควบคุมได้ หมายถึง สภาพแวดล้อมภายในทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการ ภายในของธุรกิจ เช่น

1. วัตถุประสงค์ของธุรกิจ

2. ทรัพยากรของธุรกิจ

3. การจัดการ

(2.) ปัจจัยแวดล้อมที่ไม่สามารถควบคุมได้ หมายถึง สภาพแวดล้อมภายนอกกิจการที่ผู้ประกอบการไม่สามารถควบคุมได้ เช่น

1. ปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจ

2. ปัจจัยแวดล้อมทางด้นสังคม

3. ปัจจัยแวดล้อมทางด้านการเมือง และ กฎหมาย

4. ปัจจัยแวดล้อมทางด้านเทคโนโลยี

5. ปัจจัยแวดล้อมทางการแข่งขัน

มิติการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม

- การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมโลก ( Globalization Scanning )

- การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมเชิงมหภาค ( Country Scanning or Macro Scanning )

- การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมองค์การ ( Organization Scanning )

กระแสการเปลี่ยนแปลงทางความคิดและการดำเนินชีวิต

วิถีการเลี้ยงสัตว์และเร่ร่อน

1.ยุคสังคมเกษตรกรรม

2.ยุคสังคมอุตสาหกรรม

3.ยุคสังคมข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ Information Era

การสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน

การสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ถือได้ว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้บริหารจะต้องให้ความสำคัญ เนื่องจากปัจจุบันธุรกิจมีการแข่งขันกันสูงมาก ประกอบปัจจัยที่นอกเหนือการควบคุม มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เช่น การเปิดเสรีทางการค้า (FTA) ดอกเบี้ยและน้ำมันมีแนวโน้มราคาสูงขึ้น การหลั่งไหลของสินค้าจากประเทศจีน เป็นต้น ดังนั้น ผู้บริหารจำเป็นจะต้องมีกลยุทธ์ที่ดี ที่จะสามารถ แข่งขันทั้งในและต่างประเทศได้

ปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการสร้างความได้เปรียบก็คือ ความรู้ (Knowledge) ที่ต้องมีการเรียนรู้กันอย่างต่อเนื่องและสร้างสรรค์ อันไปนำไปสู่การสร้างนวัตกรรม (Innovation) ในองค์กร ซึ่งมีกลยุทธ์ที่สำคัญประกอบด้วย

1. มีการวิจัยและพัฒนาที่ดี

2. มีการพัฒนาสินค้าใหม่ที่มีโอกาสในความเป็นไปได้

3. มีการผลิตที่ทันสมัย

4. มีการถ่ายทอดและร่วมมือกับผู้ที่มีประสบการณ์

5. มีการจัดการพาณิชย์กรรมที่ดี

การตลาด คือ

1. การตลาด คือ การขายของ

- ขายปลีก

- ร้านขายปลีก

2. การตลาด คือ การจำหน่าย

ตลาด หมายถึง สถานที่ที่เป็นชุมชนหรือเป็นที่ชุมนุมเพื่อซื้อและขายสินค้า ทั้งในรูปของวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูปเป็นประจำ เป็นครั้งคราว หรือตามวันที่กำหนด โดยที่ตั้งของตลาดอาจมีเพียงที่เดียว หรือหลายที่ที่ตั้งอยู่ใกล้กันในบริเวณที่มีทำเลเหมาะสม เช่น เป็นศูนย์กลางของชุมชน และเหมาะจะเป็นที่นัดพบ หรือเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารต่างๆของคนในชุมชนนั้นๆ ด้วยเหตุนี้เมื่อมีชุมชนอยู่ ณ ที่ใด ก็มักจะมีตลาดอยู่ ณ ที่นั้น ตลาดจึงมีมาแต่ครั้งโบราณในทุกสังคม

น้ำทิพย์ จันทร์เพ้ญ
IP: xxx.25.131.84
เขียนเมื่อ Wed Jun 02 2010 12:32:59 GMT+0700 (ICT)

น.ส.น้ำทิพย์ จันทร์เพ้ญ B5220115 สาขาการจัดการ รุ่น 2

การประกอบธุรกิจสมัยใหม่ คือการผลิตหรือซื้อขายสินค้า หรือบริการโดยหวังผลกำไร และรับผิดชอบต่อความเสี่ยง ความรับผิดชอบต่อสังคมและมีจริยธรรม

รูปแบบของการประกอบธูรกิจ

1. กิจการเจ้าของคนเดียว

2. ห้างหุ้นส่วน

- ห้างหุ้นส่วนสามัญ

- ห้างหุ้นส่วนจำกัด

3. บริษัท จำกัด

- บริษ้ทเอกชน จำกัด

- บริษัทมหาชน

องค์ประกอบของการประกอบธุรกิจ

1. การจัดองค์กร คือกิจกรรมที่ทำให้องค์การสามารถจัดรูปแบบการทำงานของบุคลากรภายในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. การผลิตและปฏิบัติการ คือกิจกรรมของการนำเอาวัตถุดิบมาผ่านกระบวนการในการผลิตเพื่อทำให้เกิดมีสินค้าหรือบริการ

3. การตลาด คือการดำเนินการเพื่อจะทำให้สินค้าหรือบริการที่ผลิตแล้วได้รับการเปลี่ยนมือไปถึงมือผู้บริโภค

4. การบัญชีและการเงิน คือการเก็บบันทึกข้อมูลการดำเนินงานการจัดทำงบการเงิน งบประมาณ การจัดหาเงินทุน การใช้เงินทุนและลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยบริหารให้เงินทุนหมุนเวียนอย่างพอเหมาะ

5. การจัดหาวัตถุดิบมาป้อนโรงงาน คือกิจกรรมในการจัดซื้อและควบคุมการจัดซื้อวัตถุดิบ รวมทั้งการตรวจนับสินค้าคงคลัง

6. การบริหารงานบุคคล คือการดำเนินการจัดสรรพนักงาน การฝึกอบรม การจัดหารูปแบบของการจูงใจและสวัสดิการต่างๆ เพื่อประสิทธิภาพในการบริหารบุคคลซึ่งส่งผลต่อความสำเร็จขององค์กร

7. การจัดการระบบสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ คือการนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้เพื่อความมีประสิทธิภาพในการดำเนินงานด้านต่างๆ

8. การวิจัยและพัฒนา คือกิจกรรมเพื่อเน้นความคิดสร้างสรรค์ ค้นคว้านวัตกรรมใหม่ๆในผลิตภัณฑ์ต่างๆเพื่อความพึงพอใจของผู้บริโภคอย่างสูงสุด

ทรัพยากรและปัจจัยพื้นฐานของการทำธุรกิจ

1. MAN หมายถึง ปัจจัยที่เป็นทรัพยากรบุคคลที่มีประสิทธิภาพทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพของงานอย่างเพียงพอในการประกอบธุรกิจ

2. MONEY หมายถึง แหล่งเงินทุนซึ่งธุรกิจสามารถนำมาใช้ในการสนับสนุนและเอื้ออำนวยความสะดวกต่อการทำธุรกิจ

3. MATERIALS หมายถึง วัตถุดิบและวัตถุที่ต้องจัดหามาเพื่อใช้ในการผลิตหรือสร้างบริการ ซึ่งต้องพิจารณาทั้งด้านคุณภาพและราคาเพื่อทำให้ต้นทุนของสินค้าหรือบริการที่ผลิตต่ำแต่ได้คุณภาพที่ดี

4. MANAGEMENT หมายถึง ปัจจัยในการจัดการซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้บริหาร โดยรวบรวม ผลักดันและควบคุมปัจจัยที่เป็นทรัพยากร เพื่อดำเนินธุรกิจได้ตรงกับเป้าหมาย

นางสาวณัฐณิชา ชัยแสง
IP: xxx.53.232.202
เขียนเมื่อ Wed Jun 02 2010 12:33:06 GMT+0700 (ICT)

นางสาวณัฐณิชา ชัยแสง การจัดการ รุ่น 2

สรุปการเรียนวิชา การบริหารธุรกิจเบื่องต้น วัน อาทิตย์ ที่ 30 พ.ค. 53

ธุรกิจ หมายถึง กิจกรรมต่างๆ ที่ทำให้มีการผลิตสินค้า และบริการ มีการซื้อขายแลกเปลี่ยน จำหน่าย และกระจายสินค้าและมีประโยชน์หรือกำไรจากกิจกรรมนั้น ธุรกิจมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของมนุยษ์ในสังคมปัจจุบันมากเพราะนอกจากจะเป็นองค์การที่ผลิตสินค้า หรือบริการที่เป็นปัจจัยพื้นฐานของการดำรงชีวิต หรือปัจจัย4 การประกอบธุรกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นขนาดเล็ก หรือใหญ่แค่ไหนก็ตาม สิ่งที่สำคัญ คือ กำไร เพราะเป็นแรงจูงใจของการดำเนินการทางธุรกิจ ก่อให้เกิดการแข่งขันและการขยายตัวทางธุรกิจให้เจริญก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น

จุดมุ่งหมายในการประกอบธุรกิจ (Objective of business)

เพื่อให้บริการแก่ผู้บริโภค และผู้อุปโภค

นำผลกำไรมาสู่ผู้ลงทุน

รักษาสัมพันธภาพระหว่างกิจการกับ พนักงาน ผู้บริโภค และสภาพแวดล้อมภายนอก

เพื่อความอยู่รอด และเจริญเติบโตของธุรกิจนั้น ๆ

ให้บริการแก่ท้องถิ่น และเสริมสร้างความเจริญแก่สังคม

ทรัพยากรที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจ (Resources)

คน รวมถึงผู้บริหาร และพนักงานทั้งหมด (Human resources)

วัตถุดิบ (Material resources)

ข่าวสารข้อมูล (Information resources)

เงินลงทุน (Financial resources)

เครื่องมือ (Tool resources)

ระบบย่อยของธุรกิจ (Sub-agent of business)

ระบบย่อยทางการจัดการ (Management)

ระบบย่อยทางการบันทึกข้อมูล (Data recording)

ระบบย่อยทางการตลาด (Marketing)

ระบบย่อยทางการผลิต (Production)

ระบบย่อยทางการเงิน (Financial)

การประกอบธุรกิจทุกประเภทต้องอาศัยปัจจัยและสิ่งแวดล้อม อาทิ คน ตลาด ทำเล ภาวะเศรษฐกิจ ภาวะทางการเมือง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานแตกต่างกัน ปัจจัยและสิ่งแวดล้อมบางอย่างผู้ประกอบการสามารถควบคุมหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ แต่ปัจจัยและสิ่งแวดล้อมบางอย่างผู้ประกอบการไม่สามารถควบคุมได้ ดังนั้น ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมี ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยและสิ่งแวดล้อมทางธุรกิจ เพื่อให้เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจของตนเองให้มากที่สุด

ปัจจัยและสิ่งแวดล้อมทางธุรกิจแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

ปัจจัยและสิ่งแวดล้อมภายใน

ปัจจัยและสิ่งแวดล้อมภายนอก

ปัจจัยและสิ่งแวดล้อมภายใน (Internal Environment) เป็นปัจจัยและสิ่งแวดล้อมของกิจกรรม ซึ่งผู้ประกอบการสามารถควบคุมได้ตามต้องการ ได้แก่

บุคคลากร เป็นปัจจัยและสิ่งแวดล้อมที่มีความสำคัญมากที่สุด เนื่องจากบุคคลากรเป็นผู้สร้างคุณภาพของสินค้าและบริการ

เงิน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กิจการดำเนินไปโดยราบรื่น เริ่มตั้งแต่การจัดซื้อวัตถุดิบการจัดซื้อเครื่องจักรมาใช้ในการผลิต การจัดการด้านการตลาด การส่งเสริมการขาย การจ่ายค่าจ้างให้แก่บุคลากรในองค์กร วัตถุดิบ เป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในการผลิตสินค้า ผู้ประกอบการควรเลือกวัตถุดิบที่มีคุณภาพดี มีปริมาณเพียงพอต่อการผลิต เครื่องจักร เป็นปัจจัยในการเพิ่มผลผลิตให้มีทั้งปริมาณและคุณภาพตรงกับความต้องการของลูกค้าหรือผู้บริโภค ช่วยลดปัญหาการขาดแคลนแรงงาน

การจัดการ เป็นวิธีการหรือรูปแบบในการนำเอาทรัพยากรทั้งหมดขององค์กรเช่น บุคลากร เวลา เครื่องจักร เงินทุน มาจัดการเพื่อให้เกิดผลผลิตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ การตลาด เป็นการดำเนินการเพื่อที่จะนำสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการหรือผู้ผลิตไปสู่ลูกค้าหรือผู้บริโภคเริ่มตั้งแต่สร้างพึงพอใจจนกระทั่งผู้บริโภคตัดสินใจที่จะซื้อสินค้า ทำเล เป็นปัจจัยภายในที่ผู้ประกอบการสามารถกำหนดเองได้ โดยเลือกทำเลให้ผู้มีความเหมาะสมกับธุรกิจของตนเอง เพื่อให้เกิดสภาพคล่อง

ปัจจัยและสิ่งแวดล้อมภายนอก (External Environment) เป็นปัจจัยและสิ่งแวดล้อมที่ผู้ประกอบการหรือผู้ที่เกี่ยวข้องไม่สามารถเข้าไปควบคุมหรือจัดการได้ แต่ปัจจัยและสิ่งแวดล้อมนี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมมีผลกระทบต่อกิจการนั้น ๆ ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจ มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจว่าอยู่ในระยะรุ่งเรืองหรือตกต่ำหรือไม่ เช่น ภาวะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ขยายตัว หรือรุ่งเรือง จะส่งผลให้มีการจ้างแรงงาน

ระบบการแข่งขัน ในการประกอบธุรกิจทุกประเภทย่อมมีการแข่งขันกันอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะประเทศเสรีประชาธิปไตย ผู้ประกอบการธุรกิจประเภทเดียวกันมักนำกลยุทธ์ต่าง ๆ มาใช้ในผลิตสินค้าและการจัดการตลาด สภาพสังคมและวัฒนธรรม เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญต่อธุรกิจ เพราะเป็นตัวกำหนดว่าสภาพสังคมและวัฒนธรรมในลักษณะนี้ เหมาะที่จะประกอบธุรกิจประเภทใด ภาวะแวดล้อมทางกฎหมาย กฎหมายเข้ามามีบทบาทเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจ ในด้านต่าง ๆ ดังนี้ กฎหมายที่เกี่ยวกับธุรกิจตราขึ้นเพื่อให้การดำเนินธุรกิจต่าง ๆ เป็นไปด้วยความยุติธรรม ภาวะทางการเมือง การเมืองนับว่ามีอิทธิพลเหนือการควบคุมของธุรกิจเป้นอย่างมาก หากเหตุการณ์ทางการเมืองไม่สงบ เช่น เกิดสงคราม การปฏิวัติ การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองล้วนแต่มีผลต่อการลงทุนเป็นอย่างมาก หากเหตุการณ์ทางการเมืองไม่สงบ

เทคโนโลยี เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตของมนุษย์ในทุก ๆ ด้าน รวมทั้งด้านธุรกิจ ซึ่งเทคโนโลยีได้เข้ามาเกี่ยวข้องตั้งแต่กระบวนการผลิตที่มีการนำเครื่องมือเครื่องจักรที่ทันสมัยเข้ามาใช้ในการผลิตสินค้าและการบริการ

การวิเคราะห์ SWOT (SWOT Analysis)

การประเมิน ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายนอกองค์กร เพื่อทำให้ทราบถึง โอกาส และ อุปสรรค และ

การประเมิน ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายในองค์กร เพื่อทำให้ทราบถึง จุดแข็ง และ จุดอ่อน ภายในองค์กร

จะเรียกการวิเคราะห์นี้ว่า การวิเคราะห์ SWOT โดยที่

S = Strength คือ จุดแข็ง

W = Weakness คือ จุดอ่อน

O = Opportunity คือ โอกาส

T = Threats คือ อุปสรรค

กลยุทธ์ทางการตลาด (Marketing Statigies) ใช้หลัก 4 P

1. ผลิตภัณฑ์ (สินค้า/บริการ)(Produce/Service)

– กำหนดตำแหน่งผลิตภัณฑ์

– ตราและป้ายฉลาก

– การบรรจุหีบห่อ

– การวางแผนในวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์

– นโยบายการพัฒนาสินค้า/บริการ

– แผนระยะสั้น, ระยะกลาง, ระยะยาว

– สินค้าเรามีคุณภาพดีอย่างไร, ตลาดมีความต้องการ

– บริการหลังการขาย

2. ราคา (Price)

– นโยบายด้านราคา, การตั้งราคาและความเหมาะสม

– นโยบายเครดิตทางการค้า, ส่วนลด

3. ช่องทางการจัดจำหน่าย (Place)

– ช่องทางจำหน่ายจากแหล่งผลิตถึงผู้บริโภคคนสุดท้าย

– เหตุผลที่เลือกช่องทางการจัดจำหน่ายวิธีนั้นๆ

– วิเคราะห์ข้อดี, ข้อเสีย ของการเลือกช่องทางการจัดจำหน่ายวิธีดังกล่าว

4. การส่งเสริมการขาย (Promotion)

– ส่วนประสมการส่งเสริมการตลาดและงบประมาณ

– การโฆษณา (Advertising)

– การขายโดยพนักงานขาย (Personal Selling)

– การส่งเสริมการขาย (Sale Promotion)

– การให้ข่าวประชาสัมพันธ์ (Publicity and Public Relation)

ชลทิชา บุญเกลี้ยง
IP: xxx.91.194.202
เขียนเมื่อ Wed Jun 02 2010 12:53:45 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียน เมื่อวันที่ 30/05/10

น.ส. ชลทิชา บุญเกลี้ยง สาขา การจัดการ รุ่น 1

ความหมายของธุรกิจและการประกอบธุรกิจ

ธุรกิจ หมายถึง กิจกรรมทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อจำหน่ายสินค้าและเพื่อให้ได้ผลประโยชน์สูงสุดไม่ว่าจะเป็นตัวเงินหรือไม่ใช่ตัวเงินก็ตาม เช่น กำไร ชื่อเสียง

การประกอบธุรกิจ หมายถึง การผลิตสินค้าและบริการและการนำสินค้าและบริการนั้นมาจำหน่ายให้กับผู้บริโภค

แนวคิดการบริหารธุรกิจ ประกอบด้วย

1. รูปแบบการเป็นเจ้าของธุรกิจ

2. ตัวแบบธุรกิจ

3. หลักการพื้นฐานของการบริหารธุรกิจ

DNA of Organization ประกอบด้วย

1. FACTUAL DNA เกิดจากข้อมูลของสภาพในขณะนั้น กล่าวคือ คนต้องการอะไรก็ทำในสิ่งนั้น

2. CONCEPTUAL DNA เป็นลักษณะของวิธีคิดที่ชาญฉลาด

3. CONTEXTUAL DNA สภาพแวดล้อมต่าง ๆ ที่เอื้ออำนวยในการทำธุรกิจ

4. INDIVIDUAL DNA ความชอบส่วนบุคคล

ตัวแบบธุรกิจ

- Marketing secment ประกอบด้วย

1. บุคคลที่จ่ายเงินซื้อสินค้า

2. บุคคลที่ตัดสินใจซื้อสินค้า

- ช่องทางการจำหน่าย

1. Single Distribution คือ ผู้ผลิต - ผู้ซื้อ

2. Agent Distribution คือ ผู้ผลิต - ยี่ปั๊ว - ผู้ซื้อ

3. Multi Level Distribution เป็นลักษณะของธุรกิจแบบลูกโซ่ เช่น Amway

- ลูกค้าสัมพันธ์

- การจัดทรัพยากรทางธุรกิจ

1. UnHuman

2. Human

- ความเชี่ยวชาญความสามารถของบุคคล

- เครือข่ายความร่วมมือในการสร้างมูลค่า

สภาพแวดล้อมและการวิเคราะห์ ( Environment & Analysis )

ประเภทของสภาวะแวดล้อม มี 4 ประเภท

1. สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนด เช่น การประกาศเคอร์ฟิว ทำให้ไม่สามารถออกมาจำจ่ายใช้สอยได้อย่างสะดวก

2. สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนดทางเลือก

3. สภาพแวดล้อมนอกจากเป็นตัวกำหนดทางเลือกแล้วยังจะสามารถวิเคราะห์ทางเลือกได้ขึ้นอยู่กับ Psyclologycal

วงจรของสภาพแวดล้อม ประกอบด้วย

- สิ่งที่ควบคุมไม่ได้ (COC)

- สิ่งที่ควบคุมได้ (COI)

4. สภาพแวดล้อมภายนอกไม่มีความหมายหรืออิทธิพลใด ๆ

มิติของสภาพแวดล้อม

1. External Environment

- Global

- Macro

2. Internal Environment

- Organization

- Group

- Individual

เทคนิควิเคราะห์สภาพแวดล้อม

1. มองปัจจุบันไปหาอนาคต

2. มองจากอนาคตกลับลงมาในปัจจุบัน

* ซึ่งในระหว่าง 2 ส่วนนี้ จะทำให้เกิดช่องว่าง (GAPS) ดังนั้นจึงจะต้องมีการสร้างและพัฒนาเกิดขึ้น

มิติวิเคราะห์สภาพแวดล้อม

1. วิเคราะห์สภาพแวดล้อมโลก

2. วิเคราะห์สภาพแวดล้อมเชิงมหภาค

3. วิเคราะห์สภาพแวดล้อมองค์กร

ในการวิเคราะห์ของระดับกลุ่ม หรือ ระดับบุคคล จะต้องคำนึงถึงในเรื่องของขีดความสามารถ (Competency) ซึ่งจำแนกออกเป็นประเภท ดังนี้

1. ความสามารถในเชิงบริหาร (Management Competency)

2. ความสามารถในเชิงหน้าที่ (Functional Competency)

3. ความสามารถหลัก (Core Competency)

การสร้างตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

กระแสการเปลี่ยนแปลงทางความคิดและการดำเนินชีวิต แบ่งออกเป็น 4 ยุค

1. ยุคสังคมเกษตรกรรม

2. ยุคสังคมอุตสาหกรรม

3. ยุคสังคมข้อมูลข่าวสาร และเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งเริ่มตั้งแต่ ปี 2000

Imformation ซึ่งก่อให้เกิด ข้อมูล-สารสนเทศ-ความรู้-ปัญญา

4. ยุคสังคมความคิด, ฐานความรู้

การสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน

- Five Force Model แรงขับ 5 มิติ ประกอบด้วย

1. New Entrants ผู้ประกอบการใหม่ในธุรกิจนั้น

2. Power of Customet พลังของลูกค้า

3. Substitute Products สินค้าทดแทน

4. Supliers กลุ่มลูกค้าที่ป้อนสินค้าให้ผู้ผลิต

- Value Chain ห่วงโซ่แห่งคุณค่า มีการเชื่อมโยงของภายในองค์กร ซึ่งแต่ละส่วนมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัย

- สร้างความแตกต่างให้กับสินค้า

- มีต้นทุนที่ต่ำ

- ความเชี่ยวชาญเฉพาะในงาน

การตลาดคืออะไร

การตลาด = การขายของ ซึ่งประกอบด้วย

- ขายปลีก

- ร้านขายปลีก

IP: xxx.137.191.50
เขียนเมื่อ Wed Jun 02 2010 12:56:02 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียนวิชา การบริหารธุรกิจเบื่องต้น วัน อาทิตย์ ที่ 30 พ.ค. 53

นางสาววรัญญา กองแก้ว ( การจัดการ รุ่นที่ 1)

ความหมายของธุรกิจ (Meaning of business)

ธุรกิจ หมายถึง องค์การ หรือกิจการที่ก่อให้เกิดสินค้า และบริการ ธุรกิจเป็นกระบวนการทั้งหมดของการนำเอาทรัพยากรธรรมชาติมาเปลี่ยนสภาพตามกรรมวิธีการผลิตด้วยแรงคน และเครื่องจักรให้เป็นสินค้า เพื่อประโยชน์แก่ผู้ที่ต้องการ กิจกรรมของธุรกิจจึงรวมทั้งการผลิต การซื้อ ขาย การจำแนกแจกจ่ายสินค้า การขนส่ง การธนาคาร การประกันภัย และอื่น ๆ

ธุรกิจ หมายถึง กิจกรรมต่างๆ ที่ทำให้มีการผลิตสินค้า และบริการ มีการซื้อขายแลกเปลี่ยน จำหน่าย และกระจายสินค้าและมีประโยชน์หรือกำไรจากกิจกรรมนั้น ธุรกิจมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของมนุยษ์ในสังคมปัจจุบันมากเพราะนอกจากจะเป็นองค์การที่ผลิตสินค้า หรือบริการที่เป็นปัจจัยพื้นฐานของการดำรงชีวิต หรือปัจจัย4 การประกอบธุรกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นขนาดเล็ก หรือใหญ่แค่ไหนก็ตาม สิ่งที่สำคัญ คือ กำไร เพราะเป็นแรงจูงใจของการดำเนินการทางธุรกิจ ก่อให้เกิดการแข่งขันและการขยายตัวทางธุรกิจให้เจริญก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น

ธุรกิจ หมายถึง ความพยายามที่เป็นแบบแผนของนักธุรกิจในการผลิต และขายสินค้า หรือบริการ เพื่อสนองความต้องการของสังคมโดยมุ่งหวังกำไร

จุดมุ่งหมายในการประกอบธุรกิจ (Objective of business)

1.เพื่อให้บริการแก่ผู้บริโภค และผู้อุปโภค

2.นำผลกำไรมาสู่ผู้ลงทุน

3.รักษาสัมพันธภาพระหว่างกิจการกับ พนักงาน ผู้บริโภค และสภาพแวดล้อมภายนอก

4.เพื่อความอยู่รอด และเจริญเติบโตของธุรกิจนั้น ๆ

ให้บริการแก่ท้องถิ่น และเสริมสร้างความเจริญแก่สังคม การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอก

External Analysis

สภาพแวดล้อมภายนอกที่วิเคราะห์

- สภาพแวดล้อมทั่วไป (General Environment)

- สภาพแวดล้อมเพื่อการแข่งขัน (Competitive Environment)

สภาพแวดล้อมทั่วไป (General Environment)

ประกอบด้วยปัจจัยภายนอกธุรกิจที่สามารถส่งผลกระทบต่อกลยุทธ์ของธุรกิจ ได้แก่ ประชากร (Demographic) สังคมวัฒนธรรม (Sociocultural) การเมืองและกฎหมาย (Politic & Legal) เทคโนโลยี (Technology) เศรษฐกิจ (Economic) การแข่งขันจากทั้งโลก

(Global) และระบบนิเวศ (Ecology) เป็นต้น

- ให้ทั้งโอกาสและการคุกคาม เช่นอัตราดอกเบี้ยทำให้เกิดทั้งการขยายตัวและหดตัว ธนาคาร VS รถยนต์

- การพัฒนา(การเปลี่ยนแปลง) ทำให้เขตแดนการต่อสู้เปลี่ยนไป เช่น การเกษตร โทรคมนาคม

- การเปลี่ยนแปลงเดียวกันให้ผลต่างกันสำหรับอุตสาหกรรมที่ต่างกัน เช่น รองเท้ากีฬา ร้านอาหารจานด่วน

- การเปลี่ยนแปลงเดียวกันในธุรกิจเดียวกันให้ผลรุนแรงที่ไม่เท่ากัน เช่น สายการบินขนาดเล็ก กับขนาดใหญ่

- ยากที่จะทำนายได้แม่นยำ เช่น อัตราดอกเบี้ย อัตราเงินเฟ้อ อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ

- การเปลี่ยนแปลงส่งผลกระทบต่อธุรกิจในแต่ละประเทศแตกต่างกัน เช่น เกิดขึ้นใน สรอ. กับในอาฟริกา

5. สภาพแวดล้อมในการแข่งขัน (Competitive Environment)

บางครั้งเรียกว่า industry environment หมายถึงสภาพแวดล้อมหรือการแข่งขันของธุรกิจในอุตสาหกรรมหนึ่งๆ ประกอบด้วยการแข่งขันจาก 5 ทิศทาง

- การคุกคามจากผู้เข้ามาใหม่ (threat of new entrants)

- อำนาจการต่อรองของผู้ค้าวัตถุดิบ (bargaining power of firm’s suppliers)

- อำนาจการต่อรองของลูกค้า (bargaining power of firm’s customers)

- การคุกคามจากสินค้าทดแทน (threat of substitute products)

- ความเข้มข้นของการแข่งขันจากคู่แข่ง (intensity of rivalry

กระบวนการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอก มี 2 วิธีการ

การรวบรวมข้อมูลข่าวสาร (Environmental Scanning)

การวาดภาพอนาคตที่ต่างไป (Scenario Planning)

Environmental Scanning

ข้อมูลที่เคยสะสมไว้ (Information already collect)

หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น (Local newspaper)

รัฐบาล (The Government)

ฐานข้อมูล (Databases)

ลูกค้าและผู้ค้าวัตถุดิบ (Customers and Suppliers)

คู่แข่ง (Competitors)

Scenario Intelligence

หลีกเลี่ยงมุ่งเน้นประเด็นที่สามารถควบคุมได้ เช่นจากแผนเดิม

มองหามุมมองที่แตกต่างสิ้นเชิง เช่นจากคนนอก

หมั่นตรวจสอบความเป็นจริงที่เริ่มเปลี่ยนแปลง

อย่าสร้างภาพหลากหลายหรือยึดติดกับรายละเดียดมากเกิน

การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม (SWOT Analysis)

การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม ได้วิเคราะห์ องค์ประกอบในลักษณะรูปธรรมและนามธรรมที่สามารถเอื้อประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานได้แก่

1. การวิเคราะห์ปัจจัยสภาพแวดล้อมภายนอก ซึ่งปัจจัยที่เป็น เชิงบวก เรียกว่า "โอกาส" (Opportunities) และปัจจัยที่เป็นเชิงลบ จะเรียกว่า "อุปสรรค" (Threats)

2. การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายใน ซึ่งปัจจัยที่เป็นเชิงบวก จะเรียกว่า “จุดแข็ง” (Strength) และปัจจัยที่เป็นเชิงลบจะเรียกว่า "จุดอ่อน" (Weakness)

1. การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอก

การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอกของสำนักงานสหกรณ์จังหวัดจันทบุรี ได้วิเคราะห์ องค์ประกอบในลักษณะรูปธรรมและนามธรรมที่สามารถเอื้อประโยชน์ต่อการปฏิบัติงาน ซึ่งปัจจัยที่เป็น เชิงบวก เรียกว่า "โอกาส" (Opportunities) และปัจจัยที่เป็นเชิงลบ จะเรียกว่า "อุปสรรค" (Threats) สำหรับแนวทางการวิเคราะห์ มีดังนี้

1. การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอกทั่วไป

การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอกทั่วไปของสำนักงานสหกรณ์จังหวัด วิเคราะห์ตาม องค์ประกอบของ “PEST Analysis” ดังนี้คือ

1) ด้านนโยบายรัฐและการเมือง (Political Component = P) เป็นปัจจัยหนึ่งที่เป็นโอกาสเอื้อให้การดำเนินงานของสำนักงานสหกรณ์จังหวัด เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีกฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวข้อง

2) ด้านเศรษฐกิจ (Economic Component = E) ในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวทั่วโลกและเกิดปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ ในปัจจุบันมีผลกระทบต่อการดำเนินงานของสำนักงานสหกรณ์จังหวัด ในเรื่องของงบประมาณ และการดำเนินงานของสหกรณ์ / กลุ่มเกษตรกร ตลอดจนกลุ่มในลักษณะอื่นที่เกี่ยวข้อง

3) ด้านสังคมและวัฒนธรรม (Sociocultural Component = S) จากการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องหาทางปรับเปลี่ยนสังคมไทย ซึ่งมีทั้ง จุดเด่นและจุดด้อย จุดเด่นที่มีประโยชน์ เช่น การมีสถาบันครอบครัวที่ดี การมีภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัฒนธรรม การมีทัศนคติที่ดีในการทำงาน ฯลฯ หากนำมาปรับเปลี่ยนไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ (Knowledge base society) ให้มีความมั่นคงแข็งแรง โดยการใช้จุดเด่นของสังคมที่มีอยู่

ในขณะเดียวกันก็สามารถนำจุดด้อยของสังคมไทย เช่น คนบางส่วนปรับตัวไม่ทันการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและเทคโนโลยี ตกเป็นทาสวัตถุนิยม บริโภคนิยม และเทคโนโลยี ยึดพิธีกรรม ไสยศาสตร์ มากกว่าแก่นแท้ของศาสนา รักความสะดวกความสบาย ขาดความกระตือรือร้น ขาดความคิดริเริ่มและขาดทักษะและจิตวิญญาณในการเป็นผู้ประกอบการ ขาดวินัย ฯลฯ โดยการนำจุดด้อยดังกล่าวมากำหนดเป็นแนวทางในการพัฒนาสหกรณ์ / กลุ่มเกษตรกร และสมาชิกสหกรณ์ / กลุ่มเกษตรกร ต่อไป

4) ด้านเทคโนโลยี (Technology Component = T) ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และการสื่อสารได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นโอกาสของกรม โดยเฉพาะการส่งเสริมให้มีการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศภาครัฐมาใช้ ในขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วทำให้เป็นอุปสรรคในส่วนที่ไม่สามารถปรับตัวหรือเปลี่ยนแปลงได้ทันเวลา สหกรณ์ / กลุ่มเกษตรกร ส่วนใหญ่ยังไม่มีการใช้ระบบอินเตอร์เน็ตเป็นเครือข่ายในการติดต่อข่าวสารและการดำเนินธุรกิจ

2. การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอกดำเนินการ

1) ด้านการดำเนินการของสหกรณ์ / กลุ่มเกษตรกร

(1) สมาชิกสหกรณ์ / กลุ่มเกษตรกรความรู้ความเข้าใจเรื่องสหกรณ์

สมาชิกสหกรณ์ / กลุ่มเกษตรกร ส่วนใหญ่ยังขาดอุดมการณ์ และไม่เข้าใจหลักและวิธีการสหกรณ์ ตลอดจนการดำเนินธุรกิจแบบสหกรณ์ การเข้ามาเป็นสมาชิกไม่ได้วางอยู่บนพื้นฐานของความต้องการช่วยเหลือตนเอง และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สมาชิกจำนวนมากยังเข้ามาเพื่อเอาประโยชน์เท่านั้น ทำให้ขาดจิตสำนึกต่อระบบสหกรณ์และความเป็นเจ้าของสหกรณ์ ขาดข่าวสารจากสหกรณ์ และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาสหกรณ์ ขาดความรู้เกี่ยวกับข้อบังคับและระเบียบของสหกรณ์ / กลุ่มเกษตรกร

2) ด้านสภาพแวดล้อม

จังหวัดจันทบุรี เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพสูงในการผลิตสินค้าเกษตร โดยมีลักษณะภูมิประเทศครบถ้วนทั้งภูเขา ป่าไม้ ทะเล และทรัพยากรธรรมชาติเอื้ออำนวย ดินมีความอุดมสมบูรณ์ อากาศชุ่มชื้นเหมาะแก่การทำการเกษตร สามารถปลูกได้ทั้งพืชสวน ไม้ผล ไม้ยืนต้น และพืชไร่ และยังมีเขตติดต่อทะเล เหมาะในการประมง และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ อีกทั้งยังมีสถานที่ท่องเที่ยว และกิจกรรมการท่องเที่ยวที่หลากหลาย รวมทั้งเที่ยวชมแหล่งประวัติศาสตร์ต่าง ๆ นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งรวมพลอยเม็ดงามจากทั่วทุกมุมโลก และยังมีแนวชายแดนติดต่อกับประเทศกัมพูชา โดยมีจุดผ่านแดนบ้านแหลมและบ้านผักกาด อำเภอโป่งน้ำร้อน จึงเป็นศูนย์กลางการค้าชายแดนเชื่อมโยงกับจังหวัดพระตะบองและกรุงไพลินของกัมพูชา มีศักยภาพในการพัฒนา การค้าการลงทุนและการเชื่อมโยงกับประเทศกัมพูชาและประเทศเวียดนามภายใต้ยุทธศาสตร์ความร่วมมืออิรวดี-เจ้าพระยา-แม่น้ำโขง (ACMECS) รวมทั้งประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระจายส่งออกผลไม้ไปกัมพูชาและเวียดนาม

3) ด้านหน่วยงานสนับสนุนการดำเนินงาน

ในการดำเนินงานของสำนักงานสหกรณ์จังหวัดจันทบุรี มีหน่วยงานต่าง ๆ ให้การสนับสนุน ได้แก่ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักและผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ตลอดจนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

4) ด้านเงินทุน

มีเงินกองทุนสนับสนุนในการดำเนินงานของสหกรณ์ / กลุ่มเกษตรกร ประกอบด้วยเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์และเงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร มี 2 โครงการ (1) โครงการสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนเพื่อพัฒนาสหกรณ์ (2) โครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อจัดหาปัจจัยการผลิตทางการเกษตรแก่สถาบันเกษตรกร รวมถึงงบประมาณที่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มจังหวัดจันทบุรี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฯลฯ ที่ให้การสนับสนุนด้านเงินทุนในการพัฒนาส่งเสริมสหกรณ์ / กลุ่มเกษตรกร

5) ด้านภัยธรรมชาติ

- ปัญหาอุทกภัย จังหวัดจันทบุรีประสบปัญหาอุทกภัยเป็นประจำทุกปี สาเหตุเกิดจากพื้นที่ป่าที่ลดน้อยลงจากการปรับเปลี่ยนไปเป็นสวนผลไม้เป็นส่วนใหญ่ ประกอบกับอ่างเก็บน้ำ และหนองน้ำมีไม่มาก ทำให้มีพื้นที่ชุ่มชี้นที่จะชะลอและกักเก็บน้ำไว้ค่อนข้างจำกัด

- ปัญหาภัยแล้ง จังหวัดจันทบุรี ไม่มีแหล่งกักเก็บน้ำที่เพียงพอ ทำให้ราษฎรมักประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภค – บริโภค รวมทั้งพื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายในช่วงฤดูแล้ง

6) ด้านราคาผลผลิตทางการเกษตร

ปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ จังหวัดจันทบุรีประสบปัญหาราคาผลผลิต ทางการเกษตรตกต่ำเป็นประจำทุกปี สาเหตุเนื่องมาจากสินค้าทางการเกษตรเกือบทุกชนิดมีระยะเวลาการเก็บเกี่ยวผลผลิตช่วงระยะสั้นและมีอายุการเก็บรักษาหลังการเก็บเกี่ยวระยะสั้นเช่นกัน ก่อให้เกิดผลผลิตล้นตลาด รวมทั้งเกษตรกร ขาดความรู้ทางด้านเทคโนโลยีการเกษตร ทำให้ผลผลิตไม่มีคุณภาพ นอกจากนี้เกษตรกรยังไม่มีอำนาจในการต่อรองราคาอีกด้วย

2. การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายใน

การวิเคราะห์สภาพภายในองค์กรเป็นการตรวจสอบสมรรถนะขององค์กรที่จะช่วยบ่งชี้ถึงจุดแข็งที่จะใช้ให้เป็นประโยชน์ กับจุดอ่อนที่จะต้องแก้ไข ถึงแม้ปัจจัยสภาพแวดล้อมภายนอกอาจมีโอกาส แต่ถ้าหากภายในองค์กรขาดความพร้อม การดำเนินงานก็ยากที่จะประสบความสำเร็จได้

การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในของสำนักงานสหกรณ์จังหวัดจันทบุรี ได้วิเคราะห์องค์ประกอบในลักษณะรูปธรรมและนามธรรมที่สามารถนำมาใช้เป็นประโยชน์ในการปฏิบัติงาน ซึ่งปัจจัยที่เป็นเชิงบวก จะเรียกว่า “จุดแข็ง” (Strength) และปัจจัยที่เป็นเชิงลบจะเรียกว่า "จุดอ่อน" (Weakness) สำหรับแนวทาง การวิเคราะห์ มีดังนี้

1) การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในโดยทั่วไป

โดยทั่วไปขอบเขตของการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในองค์กร จะพิจารณาจากตัวแบบ 7 ปัจจัย (7SModel) ของ R. Waterman คือ ระบบ (System) โครงสร้าง (Structure) กลยุทธ์ (Strategy) บุคลากร (Staff) ทักษะ (Skill) สไตล์ (Style) และค่านิยมร่วม (Shared valued)

(1) ระบบการปฏิบัติงาน (System)

สำนักงานสหกรณ์จังหวัดจันทบุรี เป็นหน่วยงานสังกัดกรมส่งเสริมสหกรณ์ ระบบการปฏิบัติงานยังต้องยึดถือกฎหมายและระเบียบปฏิบัติของทางราชการ ซึ่งยังไม่เอื้อต่อการปฏิบัติงานที่ขยายตัวมากขึ้น การติดต่อประสานงานกับหน่วยงานอื่นหรือแม้แต่หน่วยงานภายในยังต้องดำเนินการไปตามขั้นตอน บางครั้งทำให้เกิดความล่าช้าไม่ทันเหตุการณ์ รวมทั้งระบบฐานข้อมูลด้านการบริหารจัดการยังไม่ได้จัดเก็บอย่างเป็นระบบด้านกฎหมายข้อบังคับระเบียบที่เกี่ยวข้องกับงานส่งเสริมสหกรณ์

(2) กลยุทธ์ขององค์กร (Strategies)

สำนักงานสหกรณ์จังหวัดจันทบุรี ได้มีการกำหนด วิสัยทัศน์ พันธกิจ และวัตถุประสงค์ไว้ใน ปี พ.ศ.2546 ในปัจจุบันได้มีการปรับเปลี่ยนแนวทางในการดำเนินงานใหม่ให้สอดคล้องกับนโยบาย และยุทธศาสตร์ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ และยุทธศาสตร์ของจังหวัด โดยมีเป้าหมายยึดสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรและประชาชนเป็นศูนย์กลาง รวมทั้งให้บุคลากรของสำนักงานสหกรณ์จังหวัดฯ มีส่วนร่วมในการจัดทำแผน กลยุทธ์ของสำนักงานฯ จึงได้มีการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม ทบทวนวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าประสงค์ และแผน กลยุทธ์ของสำนักงาน ฯ ให้สอดคล้องภาวะปัจจุบัน

การจัดทำแผนกลยุทธ์ในครั้งนี้ได้ให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์ของจังหวัดและ แผนกลยุทธ์ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยได้นำสภาพแวดล้อมมากำหนดเป็นวิสัยทัศน์(Vision) พันธกิจ (Mission) เป้าประสงค์ (Goal) และกลยุทธ์ (Strategy) ให้มีความเชื่อมโยงสัมพันธ์ต่อกัน โดยกลยุทธ์จะบรรลุ เป้าประสงค์ได้ด้วยการดำเนินการตามโครงการภายใต้แต่ละกลยุทธ์ต่อไป

(3) บุคลากร (Staff)

ภายใต้นโยบายของรัฐบาล ในการประกาศยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการ ส่งผลทำให้มี การปรับบทบาท ภารกิจ และขนาดขององค์กรภาครัฐให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดจำนวนข้าราชการและลูกจ้างประจำ และการถ่ายโอนภารกิจให้กับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น หรือจ้างเอกชนเข้ามารับผิดชอบดำเนินการแทนในหน้าที่บางอย่าง เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุดในระยะยาว ได้ส่ง ผลกระทบโดยตรงต่อองค์กรในช่วงเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง กล่าวคือ

(4.1) อัตรากำลังข้าราชการของสำนักงานสหกรณ์จังหวัดจันทบุรี มีจำนวน 30 อัตรา ซึ่งลดลงเนื่องจากการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด การเกษียณอายุราชการตามปกติ การโอนย้ายไปยังหน่วยงานอื่น

(4.2) ทรัพยากรบุคคลเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำเนินงานขององค์กร ในขณะที่บุคลากรขององค์กรยังขาดความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ด้านการจัดการพัฒนาธุรกิจ การตลาด การใช้เทคโนโลยี และการสหกรณ์ การบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ รวมตลอดถึงขาดการทำงานเป็นทีม การทำงานเชิงรุกขาดจิตสำนึกและความมุ่งมั่นในการให้บริการ

การจัดหากลไกที่จะทำให้บุคลากรมีแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน การวางแผนพัฒนาทรัพยากรบุคคล และการวิเคราะห์ความต้องการทรัพยากรบุคคลในอนาคต แผนกลยุทธ์ จึงควรต้องบ่งชี้ถึงแนวทางการพัฒนาบุคลากรและการนำเทคโนโลยีมาทดแทนจำนวนบุคลากรที่ขาดหายไป

(4.3) บทบาทในการทำงานของบุคลากรที่ผ่านมายังอยู่ในรูปแบบการทำงานในเชิงตั้งรับการฝึกอบรมและการพัฒนาบุคลากร การบริหารค่าตอบแทน การประเมินผลการปฏิบัติงาน จึงมีความจำเป็น อย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อนำไปสู่ผลสำเร็จขององค์กร

(4) ทักษะ ความรู้ ความสามารถ (Skills)

บุคลากรของสำนักงานสหกรณ์จังหวัดจันทบุรีส่วนใหญ่ เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถใน การส่งเสริมงานด้านสหกรณ์ แต่ยังต้องเพิ่มพูนความรู้ความสามารถในด้านการส่งเสริมสหกรณ์ในรูปแบบธุรกิจ ในขณะที่บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับขบวนการสหกรณ์ ควรต้องเพิ่มพูนความรู้ในเรื่องอุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์

ดังนั้นการเพิ่มทักษะแก่บุคลากร ในด้านการส่งเสริมพัฒนาธุรกิจสหกรณ์จึงมีความจำเป็น อย่างเร่งด่วนต่อการส่งเสริมสหกรณ์ในปัจจุบัน ตลอดจนการส่งเสริมการเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการด้านต่างๆ ให้แก่สหกรณ์และสมาชิกสหกรณ์ในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องผ่านระบบการเรียนรู้ทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-learning)

(5) รูปแบบการบริหารจัดการ (Style)

สำนักงานสหกรณ์จังหวัดจันทบุรี ในปัจจุบันได้มีการให้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ซึ่งเป็นรูปแบบของผู้บริหารยุคใหม่ ในขณะเดียวกันสำนักงานสหกรณ์จังหวัด ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการ รูปแบบและวัฒนธรรมการทำงานยังมีการทำงานโดยยึดกฎ ระเบียบของทางราชการเป็นหลัก การเปลี่ยนแปลงและพัฒนา จึงต้องใช้เวลาพอสมควร

(6) ค่านิยมร่วม (Shared values)

การสร้างค่านิยมร่วมภายในองค์กรให้แก่บุคลากรภายใน หรือบุคลากรของสหกรณ์ให้ยึดถือ สิ่งที่มีคุณค่าควรยึดถือเป็นแนวทางเดียวกัน เช่น การยึดแนวทางดำเนินงานตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีในองค์กร ฯลฯ เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลานาน

ยุคเกษตรกรรม

การสื่อสารในชุมชนเกษตรมักอยู่ในรูปของการพบปะพูดจากัน (Face to Face) การสื่อสารกลุ่มในชุมชน และการสื่อสารพื้นบ้าน (กาญจนา แก้วเทพ, 2539: 2, 43) โดยสื่อเหล่านี้ล้วนมีหน้าที่และบทบาทที่แตกต่างจากที่สื่อมวลชนมีในปัจจุบัน โดยรายละเอียดประกอบก็ต่างกันไป ทั้งในด้านสถานที่และวิธีการ โดยสถานที่ได้แก่ ร้านตัดผม ร้านกาแฟ ศาลาวัด ศาลากลางหมู่บ้าน ตลาด ท่าน้ำ ฯลฯ และวิธีการได้แก่ การแสดง การละเล่นต่างๆ ตั้งแต่เล่นเพลงเกี่ยวข้าว เพลงพวงมาลัย ไปจนถึงลำตัด ลิเก มโนราห์ ค่าวซอ หมอลำ ฯลฯ

กาญจนา แก้วเทพชี้ว่าลักษณะดังกล่าวของการสื่อสารพื้นบ้าน ได้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างการดำรงอยู่ของสังคม (Social Being) กับจิตสำนึกของสังคม (Social Consciousness) ตามแนวคิดของสำนักวัฒนธรรมนิยม โดยหน้าที่ของสื่อพื้นบ้านในแนวคิดของสำนักหน้าที่นิยมได้ระบุหน้าที่เกี่ยวกับ "จิตสำนึกของสังคม" ไว้ว่า ทำหน้าที่เกี่ยวกับระบบค่านิยม, ทำหน้าที่ในการรักษาเสถียรภาพของสังคมส่วนรวม เช่นการมีคำอธิบายเกี่ยวกับต้นกำเนิด หรือสิ่งสูงสุด, ทำหน้าที่การถ่ายทอดทางวัฒนธรรม หรือการอบรมสู่สมาชิกใหม่, ชี้แนวทางปฏิบัติ และสร้างเกณฑ์ผิดถูก, สร้างความสามัคคีให้คนในกลุ่ม เป็นต้น โดยหน้าที่ทั้งหมดได้ทำงานผ่านสื่อพื้นบ้านในลักษณะ "สื่อที่กระตุ้นสำนึกความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์" คือเน้นการสื่อสารที่ให้คนเข้าร่วมสัมพันธ์ในกิจกรรมต่างๆ ด้วยกัน

แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงลักษณะทางสังคม ลักษณะการสื่อสารก็เปลี่ยนไป หน้าที่ของสื่อหลักในสังคมเช่นสื่อมวลชนหรือสื่อโทรคมนาคมอื่นๆ ไม่สามารถทำหน้าที่เกี่ยวกับ "จิตสำนึกของสังคม" ได้มากเท่าที่สื่อพื้นบ้านเคยทำมาก่อน รวมทั้งรูปแบบการสื่อก็ไม่ได้เน้นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ดังที่จะได้กล่าวถึงต่อไป

สู่ยุคอุตสาหกรรม

เมื่อยุคสมัยได้เปลี่ยนแปลงผ่านมาเป็นสังคมทุนนิยมอุตสาหกรรม การสื่อสารก็มีรูปแบบเป็นการสื่อสารทางไกล เช่น โทรศัพท์ จดหมาย ฯลฯ และเป็นไปในลักษณะมวลชนที่เป็นการสื่อสารทางเดียวมากขึ้น นั่นคือสื่อมวลชนที่เป็น หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ทั้งนี้แม้จะมีการสื่อสารแบบ Face to Face อยู่ แต่เนื่องจากสถานภาพทางสังคมของแต่ละบุคคล ที่มีอาณาบริเวณอยู่อาศัยที่กว้างขึ้น มีหน้าที่ที่ต้องมีการเคลื่อนย้ายตลอดเวลา ทำให้การสื่อสารแบบ Face to Face กับบุคคลอื่นในแต่ละแห่งมักอยู่ในช่วงเวลาสั้นๆ และเกี่ยวข้องกับบุคคลในวงแคบๆ เมื่อรวมกับสถานภาพความสัมพันธ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงกลุ่มบุคคลแวดล้อมอยู่ตลอดเวลา (อันเนื่องมาจากการเคลื่อนย้าย) ทำให้ความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นในลักษณะชุมชนท้องถิ่นลดลง

ในขณะที่วิถีชีวิตประจำวันของบุคคลโดยทั่วไปก็เปลี่ยนไป มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสถาบันหรือองค์กรมากขึ้นอย่างแยกไม่ออก เราต้องเรียนหนังสือในโรงเรียน เราต้องทำงานในองค์กรไม่ทางราชการก็เอกชน เราจะได้อะไรหรือเสียอะไรก็ต้องติดต่อกับองค์กรที่เกี่ยวข้อง ทำให้การสื่อสารที่เรามีต่อผู้อื่น มักอยู่ในรูปของเรากับองค์กร อย่างเช่นถ้าหากเราไปถอนเงินจากธนาคาร แม้เราจะติดต่อสื่อสารกับพนักงาน แต่โดยสภาพจริงที่เกิดขึ้นก็คือเป็นการติดต่อสื่อสารระหว่างเรากับธนาคาร หรือถ้าหากเราทำงานธนาคาร คนที่ติดต่อกับเราก็ติดต่อสื่อสารกับเราในฐานะของคนนั้นกับธนาคาร หรือองค์กรที่บุคคลนั้นสังกัดอยู่กับธนาคาร สรุปก็คือการสื่อสารถึงกันในฐานะระหว่างมนุษย์กับมนุษย์มีน้อยลง แต่มีการสื่อสารกันระหว่างมนุษย์กับองค์กร หรือองค์กรกับองค์กรมากขึ้น(ไพบูลย์ ช่างเรียน, 2527) และมีผลต่อการดำรงอยู่ของ "จิตสำนึกของสังคม" ที่อยู่ในรูปขององค์กรมากขึ้น เช่น การรักษาความสะอาดเป็นหน้าที่ของเทศบาล การพัฒนาบ้านเมืองเป็นหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่เรามีส่วนร่วมแค่เฉพาะการเลือกตั้ง เป็นต้น

สังคมข้อมูลข่าวสาร ตรรกะของความตื่นตระหนก

ในปัจจุบัน ที่เราสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างง่ายดาย และรวดเร็ว โดยไม่จำกัดวิธีการ ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ถูกส่งผ่านจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งได้เพียงใจนึก ดังที่เราเรียกกันว่า โลกยุคข้อมูลข่าวสาร ซึ่งวิธีคิดของโลกข้อมูลข่าวสารหรือสังคมข้อมูลข่าวสารนั้น มีอยู่ที่การรักษาผลประโยชน์ของปัจเจกชน และความตื่นตัว(ไม่ว่าจะในทางการเมืองหรือในด้านอื่นๆ) อีกทั้งความอยากรู้อยากเห็น ซึ่งเมื่อเป็นการรักษาประโยชน์ของปัจเจกแล้วนั้น ก็หมายความถึงการต้องติดตามและการสอดส่องข้อมูลข่าวสาร เมื่อติดตามและสอดส่องแล้วนั้นก็หมายความว่า จิตใจของเรานั้น ต้องคิดและพะวงอยู่กับผลประโยชน์ที่เราพยายามรักษาอยู่ และเมื่อมีอะไรหรือสิ่งไหนมากระทบกับผลประโยชน์หรือแม้แต่มีวี่แววว่าจะมากระทบกับประโยชน์ที่เราพยายามเฝ้ารักษานั้น "ความตื่นตระหนก" จึงเป็นสิ่งที่บังเกิดขึ้น โดยที่เราเองก็ไม่ทันได้รู้ตัวด้วยซ้ำและเราเองก็พร้อมจะกระทำการใดๆที่เป็นการปกป้องรักษาผลประโยชน์ ซึ่งนั้นก็แสดงให้เห็นว่า ข้อมูลข่าวสาร ผลประโยชน์ ความตื่นตระหนก และความเห็นแก่ตัว เป็นเรื่องที่สัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก ในขณะที่สื่อมวลชนประโคมข่าวและพยายามชี้นำมวลชนว่า การรับรู้ข้อมูลข่าวสารนั้นเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชน (โดยยังไม่นับรวมด้วยกับปัญหาเกี่ยวกับข้อเท็จจริง ที่สื่อเองก็ไม่สามารถทำให้ชัดแจ้งได้ว่าอะไรคือมูลเหตุที่สื่อต้องเสนอข่าวนั้นๆ) และในขณะเดียวกัน สื่อเองก็พยายามชี้นำให้ประชาชนทุกคนสามัคคีกัน แต่ตรรกะของการเสนอข่าวและปัญหาเรื่องข้อเท็จจริงนั้น กลับยิ่งแยกและทำให้เรามองเห็นคนที่แตกต่างเป็นคนอื่น และยิ่งเป็นการไม่ยอมรับตัวตนคนอื่นไปเสียอีก

มาโนช จันทร์เพ้ญ
IP: xxx.25.131.84
เขียนเมื่อ Wed Jun 02 2010 13:09:38 GMT+0700 (ICT)

นายมาโนช จันทร์เพ็ญ รหัส B5220130 สาขาการจัดการ รุ่น 2

ธุรกิจด้านการขายและการตลาดปัจจุบันมีรูปแบบการขายที่อาจจะเรียกได้ว่า สารพัดรูปแบบ” ดังนั้น การทำตลาดของสินค้าหรือการขายสินค้าในปัจจุบันจึงกลับมาให้ความสำคัญของ ช่องทางการจัดจำหน่าย หรือการจัดการช่องทาง (Channel Management)

แม้ (Direct Sales) จะเป็นเรื่องของการตลาดขายตรง (Direct Marketing) แต่ในความเป็นจริงอาจ มีหลากหลายรูปแบบต่างๆ มากมาย เช่น การทำตลาด ขายตรงแบบถึงมือลูกค้า เช่น พนักงานขาย โทรศัพท์ไปถึงลูกค้าหรือที่เรียกว่า Telemarketing

รวมถึงการส่งแค็ตตาล็อกถึงลูกค้า (Catalog Mail) หรืออาจจะทันสมัยมากขึ้นในยุคของ IT ด้วยการขายผ่านทาง e-mail ซึ่งในปัจจุบัน อาจจะมีการขายอีกรูปแบบหนึ่งในลักษณะที่เรียกว่าเป็นการผสมผสานระหว่างการขายทางโทรศัพท์+การให้ข้อมูลลูกค้า+การบริการ ลูกค้า ซึ่งเรียกว่า Call Center

สำหรับ ช่องทางผ่านระบบการขายตรง ในปัจจุบันจึงเป็นที่นิยมสูงมากและมีทั้ง การขายตรงชั้นเดียว (Single Direct Sales) และการขายตรงหลายชั้น (Multiple Direct Sales)

ทั้งนี้ ทางด้าน "ดร.ดนัย เทียนพุฒ" ได้ให้ทรรศนะ เกี่ยวกับธุรกิจขายตรง (Direct Sales) ซึ่งอาจจะไม่เหมือน ในตำราด้วยการแบ่งออกเป็น

(1) เป็นการขายในรูปแบบ DOOR-TO-DOOR

(2) เป็นการขายแบบ FACE-TO-FACE

อย่างไรก็ดี เมื่อมองย้อนกลับไปดูพัฒนาการของ Direct Sales ตั้งแต่ปี 1998 The Direct Selling Association ได้สรุปให้เห็นว่า มีจำนวนคนกว่า 28 ล้านคนทั่วโลกที่ทำธุรกิจ ที่เกี่ยวข้องกับ Direct Sales

โดยเมื่อ 100 ปีที่ผ่านมา สินค้าค่อนข้างเรียบง่ายมีผลตอบแทนจำกัด แต่พอระยะหลัง 50 ปีต่อมา ผลิตภัณฑ์มีมากขึ้น การให้ผลตอบ แทนสูงขึ้น โอกาสทางธุรกิจมากขึ้นและมีการขยายตัวในลักษณะเครือข่าย

พอมาก่อนปี 2000 สินค้าเป็นนวัตกรรมใหม่ มีค่าตอบแทนหลายชั้นและโอกาสทางธุรกิจขยายตัวได้ทั่วโลก เป็นการขายตรงชั้นเดียวและหลายชั้น

จนปัจจุบันสินค้าถูกพัฒนาให้มีความหลากหลายมากขึ้น มีผู้ผลิตสินค้า OEM ในธุรกิจอื่นๆ ที่ไม่เคยทำ Direct Sales มาก่อนเข้ามาทำตลาดด้านนี้และสามารถ ประสบความสำเร็จในระดับโลก

ตัวอย่าง เช่น บริษัทในกลุ่มโซนี่ ทำตลาด ไดเรกต์เซลส์ เครื่องสำอางยี่ห้อ “โซนิว” ในญี่ปุ่น จนประสบความสำเร็จ และให้ความสนใจในตลาดเมืองไทยจึงเข้ามาทำธุรกิจไดเรกต์เซลส์ในปีนี้ (2546)

สำหรับธุรกิจขายตรง เป็นลักษณะของการทำการขายในรูปแบบที่มีลักษณะดังนี้

-FACE-TO-FACE สามารถจับเข่าคุยกันได้

-กลุ่มเป้าหมาย (Taret Group) ชัดเจนง่ายต่อการทำธุรกิจ

-ระบบเครือข่าย (Network) เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งที่จะรุกและช่วยทำให้ตลาดขายตรงเติบโตอย่างรวดเร็ว

ทำไมธุรกิจ Direct Sales ของญี่ปุ่นจึงประสบความสำเร็จสูง

การทำธุรกิจขายตรงของผู้ผลิตสินค้า หรือผู้จัดจำหน่ายในธุรกิจของญี่ปุ่นประสบความสำเร็จสูง ทั้งนี้ก็เนื่องมาจาก

1.พื้นฐานของคนญี่ปุ่นเป็นคนมีระเบียบ หากมีการทำงานเลียนแบบกันจะชำนาญมาก และทำได้ดีกว่าคนชาติอื่น

2.การขายผ่าน Modern Trade หรือห้าง สมัยใหม่ เช่น Tesco BicC Carrefour MAKRO ช่องทางเหล่านี้มีค่าใช้จ่ายสูง เช่น % GP ที่สูงมาก มีค่าเข้าจำหน่าย (Entrance Fee) มีค่าส่งเสริมการขาย ค่า Roll Back (ลดต่ำกว่าราคาทุน) ค่าเช่าพื้นที่ที่แพงมาก ทำให้คนมีโอกาสยากที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจ แต่ธุรกิจขายตรงสร้าง โอกาสได้

ข้อสรุปสำคัญของธุรกิจ Direct Sales ที่จะอยู่รอด ตลอดไปคือ

1.มีความแข็งแกร่งด้านคุณภาพของสินค้า หรือผลิตภัณฑ์ กลยุทธ์การตลาดที่เฉียบคม และการบริการสมาชิกที่เหนือกว่าคู่แข่งขัน

2.มีช่องทางการจำหน่ายเป็นของตนเอง

3.ต้องมีการซื้อซ้ำ (ทุกวัน, ทุกสัปดาห์, ทุกเดือน)

4.ต้องสร้างนวัตกรรมใหม่เข้าสู่ระบบการ ขาย Direct Sales ด้วยการพัฒนาทุกรูปแบบ อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอเป็นต้น

นายพงศ์รักษ์ แซ่ตัน
IP: xxx.122.74.115
เขียนเมื่อ Wed Jun 02 2010 13:26:35 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียนในชั่วโมง

30 / 5 / 2553

ส่วนที่ 1 วิชาบริหารธุรกิจเบื้องต้น

ขอบเขตการศึกษา

เริ่มต้นธุรกิจ ความสัมพันธ์ของธุรกิจกับสภาพแวดล้อม การจัดการกิจกรรมต่างๆ การบัญชี การเงิน การตลาด การบริหารบุคคล และอื่นๆ

จุดประสงค์ของการศึกษา

1. นักศึกษามีทักษะในการจัดการธุรกิจในด้านต่างๆ

2. ได้รู้กระบวนการเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ

ความหมายและความแตกต่างของคำว่าธุรกิจและการประกอบธุรกิจ

ธุรกิจ หมายถึง กิจกรรมทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อที่จะจำหน่ายสินค้าและการให้บริการภายใต้กฎเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้ โดยมีความสัมพันธ์กับการบริการอื่น และกลุ่มผู้กระทำงานร่วมมือให้บรรลุถึงจุดหมายอันเดียวกัน คือความสำเร็จขององค์กร ไม่มีการ Process ออกมา และอาจไม่มีความเป็นระบบเท่ากับการประกอบธุรกิจ

การประกอบธุรกิจ หมายถึง การผลิตสินค้าและการบริการ การนำสินค้าและการบริการนั้นมาจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภค มีการ Process ออกมาให้เห็นได้เด่นชัด มีความเป็นระบบมากกว่าธุรกิจ

ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจและการประกอบธุรกิจต่างก็มีเป้าหมายที่เหมือนกันคือ การบรรลุสู่เป้าหมาย หรือก็คือผลประโยชน์สูงสุดที่องค์กรจะได้รับ อาจจะเป็นในรูปแบบของตัวเงินหรือที่ไม่ใช่ตัวเงินก็ได้ เช่น ชื่อเสียง ความร่วมมือจากองค์กรอื่น เป็นต้น

พื้นฐานแนวคิดทางการบริหารธุรกิจ

1. รูปแบบการเป็นเจ้าของธุรกิจ

2. ตัวแบบธุรกิจ

3. หลักการพื้นฐานของการบริหารธุรกิจ

รูปแบบการเป็นเจ้าของธุรกิจ ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่

1.1 เจ้าของคนเดียว

ข้อดี รูปแบบขององค์กรไม่ซับซ้อน ง่ายต่อการจัดตั้ง เสียภาษีแบบบุคคล การตัดสินใจและการบริหารงานสะดวกและรวดเร็ว ผลกำไรจะเป็นของเจ้าเพียงคนเดียว

ข้อเสีย มีเงินทุนจำกัด ยากต่อการขยายธุรกิจ โอกาสในการแข่งขันน้อย ขาดความก้าวหน้า ความรู้ความสามารถจำกัดอยู่ที่เจ้าของเพียงคนเดียว กรณีที่การขาดทุนเจ้าของจะรับภาระเพียงผู้เดียว

1.2 ห้างหุ้นส่วนกำจัด

ข้อดี ง่ายต่อการจัดตั้ง สามารถควบคุมหรือจัดการได้ดีและมีประสิทธิภาพกว่าการเป็นเจ้าของคนเดียว

ข้อเสีย อาจขาดความต่อเนื่องในการบริหารงาน อาจมีความขัดแย้งในการตัดสินใจร่วมกัน มีความเสี่ยงในการชดใช้หนี้ร่วมกันแบบไม่จำกัด

1.3 บริษัทจำกัด

ข้อดี สามารถระดมทุนได้ง่าย มีความได้เปรียบในทางดำเนินธุรกิจ ผู้ลงทุนมีความรับผิดชอบเท่าๆกัน ง่ายต่อการลงทุนและมีความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ

ข้อเสีย การก่อตั้งจะต้องตั้งเป็นนิติบุคคลใช้งานทุนค่อนข้างสูงต้องปฏิบัติตามข้อบังคับภายใต้ข้อกฎหมาย มีการาเสียภาษีซับซ้อน จะต้องเปิดเผยข้อมูลประจำปี

DNA OF ORGANIZATION

1. FACTUAL DNA ข้อมูลที่เกิดจากความจริงในขณะนั้น

2. CONCEPTUAL DNA วิธีคิดอย่างชาญฉลาด

3. CONTEXTUAL DNA สภาพแวดล้อม

4. INDIVIDUAL DNA ความชอบ

ตัวแบบธุรกิจ

ความหมาย เป็นแกนสำคัญที่ผู้ประกอบการใช้ในการวางแผนความคิด หรือการดำเนินการ หรือการจัดทำแผนธุรกิจที่ดี มีความสมบูรณ์ครบถ้วน และมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังเป็นสิ่งที่ช่วยในการกำหนดการเริ่มต้นดำเนินการของธุรกิจ การปรับปรุงกระบวนการในการบริหารการจัดการ หรือพัฒนาธุรกิจที่ดำเนินการอยู่แล้ว ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

องค์ประกอบพื้นฐาน

- สินค้าและบริการ

- กลุ่มลูกค้า

- ช่องทางการจัดจำหน่าย

- ลูกค้าสัมพันธ์

- การจัดการทรัพยากรของธุรกิจ

- ความสามารถหรือความเชี่ยวชาญขององค์กร

- เครือข่ายความร่วมมือในการสร้างคุณภาพ คุณค่าของสินค้าและบริการ

- เครือข่ายความร่วมมือในการดำเนินการทางการพาณิชย์ของธุรกิจ

- โครงสร้างของต้นทุนค่าใช้จ่าย

- แหล่งที่มาของรายได้

ช่องทางการจำหน่าย

- การซื้อมาแล้วขายไป SINGLE DISTRIBUTION

- การผ่านตัวแทนจำหน่าย AGENT DISTRIBUTION

- การขายตรงหรือการขายแบบลูกโซ่ MULTI LEVEL DISTRIBUTION

การจัดสรรทรัพยากรของธุรกิจ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ

1. UNHUMAN ได้แก่ เงินทุน ( Money ) วัสดุอุปกรณ์ ( Materials ) เครื่องจักร ( Machines ) และความรู้ในการบริหารจัดการ ( Management )

2. HUMAN ได้แก่ บุคคล (Men)

การบริหารธุรกิจในยุคเศรษฐกิจฐานความรู้

ผลกระทบ

- โครงสร้างองค์กร

- องค์ประกอบของพนักงาน

- ความภักดีต่อองค์กร

- การเรียนรู้ขององค์กร

- เทคโนโลยีและการเข้าถึงสารสนเทศ

การเตรียมการ

- เป้าหมายและกลยุทธ์

- เทคโนโลยีเพื่อเข้าถึงสินค้า และบริการ

- การออกแบบงานใหม่

- โครงสร้าง

- กระบวนการ

- คน

สภาพแวดล้อมและการวิเคราะห์

สภาพแวดล้อมแบ่งออกเป็น 4 อย่างคือ

1. สภาพแวดล้อมภายนอกมาเป็นตัวกำหนด

2. สภาพแวดล้อมภายนอกมาเป็นตัวกำหนดทางเลือก

3. สภาพแวดล้อมภายนอกมาเป็นตัวกำหนดแต่สามารถวิเคราะห์ทางเลือกได้ แต่จะขึ้นอยู่กับ PSYCHOLOGY ENVIRONMENT ( ปัจจัยทางจิตวิทยา )

4. สภาพแวดล้อมภายนอกไม่มีความหมาย

วงจรของสภาพแวดล้อม

COC ( CIRCLE OF CONCERN ) สิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้

COI ( CIRCLE OF INFLUENCE ) สิ่งที่สามารถควบคุมได้

COC จะครอบคลุม COI ไว้ โดยหาก COI ไม่มีความ เข้มแข็งภายในแล้ว เมื่อ COC ได้เข้ามาบีบ COI อาจจะสามารถก่อให้เกิดปัญหาได้ในภายหลัง แต่ในทางกลับกัน หาก COI มีความเข้มแข็งภายในแล้ว เมื่อ COC ได้เข้ามาบีบ COI จะสามารถคงตัวอยู่ได้

มิติของสภาพแวดล้อม

- ภายนอก ได้แก่ การเมืองการปกครอง เทคโนโลยี สังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม

- ภายใน ได้แก่ องค์กร กลุ่ม คน

เทคนิคการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม

- มองปัจจุบันไปสู่อนาคต

- มองจากอนาคตลงมาสู่ปัจจุบัน

รูปแบบของสภาพแวดล้อม

- เปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณ ซึ่งจะมีความเกี่ยวข้องกับตัวเลข

- เปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับประโยชน์ที่ได้รับ

มิติการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม

- การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมโลก

- การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมเชิงมหภาค

- การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมองค์กร

การสร้างตลาดในประเทศและต่างประเทศสำหรับผู้ประกอบการ

กระแสการเปลี่ยนแปลงทางความคิดและการดำเนินชีวิตเริ่มมาจากการเลี้ยงสัตว์และการเร่ร่อนจากนั้นได้มีการเปลี่ยนมาเป็นยุคต่างๆคือ

1. ยุคสังคมเกษตรกรรม

2. ยุคสังคมอุตสาหกรรม ในยุคนี้ได้มีเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาท

3. ยุคสังคมข้อมูล ข่าวสาร และเทคโนโลยีสารสนเทศ

4. ยุคสังคมความรู้ ซึ่งเป็นยุคในปัจจุบันนี้

5. ยุคสังคมความคิด ซึ่งเป็นยุคที่เรากำลังก้าวไป

การสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน

ซึ่งเรียกว่า FIVE FORCE MODEL ประกอบด้วย

1. THREAT OF NEW ENTRANTS คือ ผู้ประกอบการใหม่

2. THREAT OF SUBSTITUTS PRODUCTS คือ สินค้าทดแทน

3. BARGAINING POWER OF CUSTOMER คือ พลังการซื้อของลูกค้าหรือพฤติกรรมของลูกค้า

4. BARGAINING POWER OF SUPPLIERS คือ พลังของซับพลายเออร์

5. COMPETTIVE RIVALRY WITHIN AN INDUSTRY คือสภาพการแข่งขันในธุรกิจ

การสร้างความได้เปรียบ

- การสร้างความแตกต่างของสินค้าและบริการ ( DIFFERENTIATION )

- การเป็นผู้นำทางด้านต้นทุนต่ำ ( OVERALL COST LEADERSHIP )

- ความเชี่ยวชาญ ( FOCUS )

การตลาด

1. การใช้ MASS MEDIA

2. คนขายของ

- ขายปลีก

- ร้านขายปลีก

3. การจัดจำหน่าย

จัดซื้อ คลังสินค้า ค้าปลีก

การผลิต การจำหน่าย

ส่วนที่ 2 ตัวอย่างข้อสอบ

ข้อที่ 1 ท่านคิดว่าอะไรเป็นองค์ประกอบสำคัญของการประกอบธุรกิจสมัยใหม่ จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่าง

ตอบ จากความเข้าใจของข้าพเจ้านั้นองค์ประกอบสำคัญการประกอบธุรกิจสมัยใหม่นั้นได้แก่

1. องค์ประกอบสำคัญพื้นฐาน ได้แก่

1.1 man คือ กำลังทรัพยากรมนุษย์ที่จะเข้าดำเนินและจัดการธุรกิจเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล เพื่อให้บรรลุสู่เป้าหมายขององค์

1.2 money คือ เงินหรือแหล่งเงินทุนที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อใช้ในการสนับสนุนและอำนวยความสะดวกในการติดต่อทำธุรกิจ

1.3 material คือ วัตถุดิบหรือวัสดุที่จะนำมาใช้ในการผลิตหรือให้บริการ โดย materail ที่ดีนั้นควรมีต้นทุนที่ต่ำแต่มีคุณภาพสูง

1.4 machines คือ เครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตสินค้าหรือการบริการให้ออกมาตามที่ต้องการ เป็นการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำธุรกิจ

1.5 management คือ เป็นการนำเอา เงินทุน ( Money ) วัสดุอุปกรณ์ ( Materials ) เครื่องจักร ( Machines ) และ คน ( Man ) มาผ่านการจัดการ วิธีการ กระบวนการเพื่อให้บรรลุสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้

2. องค์ประกอบของการประกอบธุรกิจ

1. การจัดองค์กร คือกิจกรรมหรือกระบวนการที่ทำให้องค์การสามารถจัดรูปแบบการทำงานของบุคลากรภายในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประประสิทธิผลในการทำงาน

2. การผลิตและปฏิบัติการ คือกิจกรรมของการนำเอาวัตถุดิบมาผ่านกระบวนการในการผลิตเพื่อทำให้เกิดมีสินค้าหรือบริการ

3. การตลาด คือการดำเนินการเพื่อจะทำให้สินค้าหรือบริการที่ผลิตแล้วได้ไปถึงมือผู้บริโภคได้เร็วและมากที่สุด

4. การบัญชีและการเงิน คือการเก็บบันทึกข้อมูลการดำเนินงานการจัดทำงบการเงิน งบประมาณ การจัดหาเงินทุน การใช้เงินทุนและลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

5. การจัดหาวัตถุดิบมาใช้ในการผลิต คือกิจกรรมในการจัดซื้อและควบคุมการจัดซื้อวัตถุดิบ โดยการจัดหาวัตถุที่ดีนั้นควรที่จะมีต้นทุนที่ต่ำแต่มีคุณภาพ

6. การบริหารงานบุคคล คือการดำเนินการจัดสรรพนักงาน การฝึกอบรม การจัดหารูปแบบของการจูงใจและสวัสดิการต่างๆ เพื่อประสิทธิภาพในการบริหารบุคคลซึ่งส่งผลต่อความสำเร็จขององค์กร

7. การจัดการระบบสารสนเทศ คอมพิวเตอร์ รวมถึงเทคโนโลยีต่างๆคือการนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้เพื่อความมีประสิทธิภาพในการดำเนินงานด้านต่างๆ

8. การวิจัยและพัฒนา คือกิจกรรมเพื่อเน้นความคิดสร้างสรรค์ ค้นคว้านวัตกรรมใหม่ๆในผลิตภัณฑ์ต่างๆเพื่อความพึงพอใจของผู้บริโภคอย่างสูงสุด

นางสุวารี มิสกาวัน
IP: xxx.122.157.69
เขียนเมื่อ Wed Jun 02 2010 14:07:50 GMT+0700 (ICT)

รหัส B5220103 / การจัดการ รุ่น 2

ความหมายของธุรกิจ (Meaning of business)

ธุรกิจ หมายถึง องค์การ หรือกิจการที่ก่อให้เกิดสินค้า และบริการ ธุรกิจเป็นกระบวนการทั้งหมดของการนำเอาทรัพยากรธรรมชาติมาเปลี่ยนสภาพตามกรรมวิธีการผลิตด้วยแรงคน และเครื่องจักรให้เป็นสินค้า เพื่อประโยชน์แก่ผู้ที่ต้องการ กิจกรรมของธุรกิจจึงรวมทั้งการผลิต การซื้อ ขาย การจำแนกแจกจ่ายสินค้า การขนส่ง การธนาคาร การประกันภัย และอื่น ๆ มีการซื้อขายแลกเปลี่ยน จำหน่าย และกระจายสินค้าและมีประโยชน์หรือกำไรจากกิจกรรมนั้น เพราะนอกจากจะเป็นองค์การที่ผลิตสินค้า หรือบริการที่เป็นปัจจัยพื้นฐานของการดำรงชีวิต หรือปัจจัย4 การประกอบธุรกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นขนาดเล็ก หรือใหญ่แค่ไหนก็ตาม สิ่งที่สำคัญ คือ กำไร เพราะเป็นแรงจูงใจของการดำเนินการทางธุรกิจ ก่อให้เกิดการแข่งขันและการขยายตัวทางธุรกิจให้เจริญก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น

จุดมุ่งหมายในการประกอบธุรกิจ (Objective of business) เพื่อให้บริการแก่ผู้บริโภค และผู้อุปโภค /นำผลกำไรมาสู่ผู้ลงทุน / รักษาสัมพันธภาพระหว่างกิจการกับ พนักงาน ผู้บริโภค และสภาพแวดล้อมภายนอก / เพื่อความอยู่รอด และเจริญเติบโตของธุรกิจนั้น ๆ ให้บริการแก่ท้องถิ่น และเสริมสร้างความเจริญแก่สังคม

รูปแบบการเป็นเจ้าของธุรกิจ แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

1. เป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว

2. เป็นเจ้าของร่วมกับบุคคลอื่น

การจำแนกประเภทของการประกอบธุรกิจตามลักษณะของกิจกรรม สามารถแบ่งได้เป็น 5 ลักษณะคือ

1. ธุรกิจเกี่ยวกับการเกษตร ธุรกิจที่จัดหาวัตถุดิบสำหรับป้อนโรงงานหรือแหล่งผลิต

2. ธุรกิจที่เปลี่ยนวัตถุดิบเป็นวัตถุกึ่งสำเร็จรูป เช่น โรงงานทอผ้า

3. ธุรกิจที่ผลิตผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย เป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำมาใช้อุปโภคบริโภคได้ทันที เช่น เสื้อผ้าสำเร็จรูป

4. ธุรกิจคนกลาง ทำหน้าที่ช่วยให้สินค้าเปลี่ยนมือจากบุคคลหนึ่งไปสู่อีกบุคคลหนึ่ง เช่น พ่อค้าส่ง พ่อค้าปลีก

5. ธุรกิจที่เป็นผู้ให้บริการ เช่น ธนาคาร การประกันภัย ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการประกอบธุรกิจ

 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการประกอบธุรกิจสามารถแยกได้ 2 ลักษณะคือ

1. ปัจจัยภายใน เป็นปัจจัยที่ธุรกิจ สามารถสร้างขึ้นและสามารถควบคุมได้ ได้แก่ คน (Man) หมายถึง กำลังคน , เงิน (Money) หมายถึง เงินทุน , วัสดุ (Meterial) หมายถึง กระบวนการต่าง ๆ เช่น การวางแผน การจัดองค์การ ฯลฯ

2. ปัจจัยภายนอก ธุรกิจไม่สามารถจะควบคุมกำหนดหรือเปลี่ยนแปลงได้ ได้แก่ สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ เช่น ภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจ กฎหมายการเมือง คู่แข่ง เทคโนโลยี ฯลฯ

DNA OF ORGANIZATION ( Linda Honold & Robert J.) Linda Honold ที่ปรึกษาด้านทรัพยากรมนุษย์และ Robert Silverman อาจารย์ประจำคณะ Human and Organizational Development Faculty แห่ง Fielding Graduate Institute 2 ผู้แต่งได้ยกตัวอย่างบริษัทขนาดกลาง 4 แห่ง จากการศึกษาผลงานของบริษัทตัวอย่างทั้งสี่ ผู้แต่งสอนให้คุณสามารถวิเคราะห์หาประเภท DNA ขององค์กรของคุณ รวมถึงประเด็นขัดแย้งต่างๆ ที่ธุรกิจของคุณกำลังเผชิญอยู่ ทำให้คุณสามารถเข้าใจและเลือกใช้วิธีการบริหารจัดการที่สอดคล้องกับ DNA ขององค์กรของคุณได้ DNA องค์กร 4 แบบ - Factual DNA เกี่ยวข้องกับโมเดลแบบเรียงลำดับเป็นเส้นตรงและการคำนวณ องค์กรที่มี DNA แบบนี้ มีรูปแบบการรู้จักตัวเองและสภาพแวดล้อมผ่านการรวบรวมสั่งสมข้อมูล - Conceptual DNA องค์กรที่มี DNA แบบนี้ให้ความสำคัญกับทฤษฎี กระบวนทัศน์ และแนวคิดที่ดีกว่า ชอบความคิดที่สร้างแรงจูงใจ ซึ่งอาจอยู่ในรูปของทฤษฎีสำคัญ วิสัยทัศน์หรือแนวคิดสำคัญอื่นๆ

- Contextualized DNA ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมภายในและภายนอก สนใจประเด็น ปัญหาต่างๆ ที่เผชิญอยู่ กลยุทธ์ที่ใช้อยู่ และสถานการณ์ที่แวดล้อมประเด็นปัญหาและกลยุทธ์เหล่านั้น

- Individual DNA องค์กรที่มี DNA แบบนี้เกี่ยวข้องกับ คนไม่ว่าเดี่ยวหรือกลุ่มคนที่อยู่ร่วมกับคนอื่น แต่ยังคงมีสิทธิมีเสียง มีความตั้งใจ เป้าหมายและความสนใจส่วนตัวอยู่ ต้นแบบธุรกิจ ถือเป็นเกณฑ์สำคัญที่ผู้ประกอบการใช้ในการวางแผนการคิด หรือการดำเนินงานหรือจัดทำแผนธุรกิจที่มีความสมบูรณ์ครบถ้วนและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังเป็นสิ่งที่ช่วยดำเนินการเริ่มต้นในการดำเนินธุรกิจ การปรับปรุง กระบวนการในการบริหารจัดการหรือพัฒนาธุรกิจที่ดำเนินอยู่ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

องค์ประกอบพื้นฐานในการประกอบธุรกิจ

1.สินค้าและการบริการ

2.กลุ่มลูกค้า

3.ช่องทางในการจำหน่าย

4.ลูกค้าสำพันธ์

5.การจัดสรรทรัพยากรของธุรกิจ

6.ความสามารถและความเชี่ยวชาญขององค์กร

7.เครือข่ายความร่วมมือในการสร้างคุณค่าของสินค้าและบริการ

8.เครือข่ายความร่วมมือในการดำเนินการทางพานิชย์ของธุรกิจ

9.โครงสร้างของต้นทุนค้าใช้จ่าย

10.แหล่งที่มาของรายได้

ปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญของการประกอบธุรกิจ ประกอบด้วย

1. คน (Man)

2. เงินทุน (Money)

3. วัสดุอุปกรณ์ (Materials)

4. เครื่องจักร (Machines)

5. ความรู้ในการบริหารจัดการ (Management)

สภาพแวดล้อมและการวิเคราะห์ ประเภทของสภาพแวดล้อม

1.สภาพแวดล้อมเป็นตัวกำหนดภายนอก

 2.สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนดทางเลือก

3.สภาพแวดล้อมเป็นตัวกำหนดทางเลือกแต่สามารถวิเคราะห์ทางเลือก

4.สภาพแวดล้อมที่ไม่มีความหมาย

วงจรสภาพแวดล้อม

 1. COC = สิ่งที่ควบคุมไม่ได้ (Circle of Concern)

2. COI = สิ่งที่ควบคุมได้ (Circle of In Fluene) หมายถึง ตัวเรา

เทคนิคการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม

1.การมองจากปัจจุบันไปหาอนาคต คือการวางเป้าหมายว่า ในอนาคตข้างหน้าทำอะไรบ้างจะบริหารอย่างไร

2.การมองจากปัจจุบันย้อนกลับไปยังอดีต คือการมองย้อนกลับไปยังอดีตก็จะพบกับช่องว่า แล้วนำนาวิเคราะว่าจะสร้างและพัฒนาอย่างไร

การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม

1.การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมของโลก

2.การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมมหาภาค

 3.การวิเคราะสภาพแวดล้อมขององค์กร

การวิเคราะห์ SWOT (SWOT Analysis)

การประเมิน ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายนอกองค์กร เพื่อทำให้ทราบถึง โอกาส และ อุปสรรค และการประเมินผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายในองค์กร เพื่อทำให้ทราบถึง จุดแข็ง และ จุดอ่อน ภายในองค์กรจะเรียกการวิเคราะห์นี้ว่า การวิเคราะห์ SWOT โดยที่

S = Strength คือ วิเคราะห์จุดแข็ง

W = Weakness คือ วิเคราะห์จุดอ่อน

 O = Opportunity คือ วิเคราะห์โอกาส

 T = Threats คือ วิเคราะห์อุปสรรค

จุดแข็ง, จุดอ่อน เป็นสถานการณ์แวดล้อมภายในองค์กร องค์กรสามารถแก้ไขได้หรือควบคุมได้ โอกาส, อุปสรรค เป็นสถานการณ์แวดล้อมภายนอกองค์กร แก้ไขไม่ได้ หรือควบคุมไม่ได้

แนวคิดทางการตลาด (Marketing Concept)

คำว่า “การตลาด” และ “นักการตลาด” ถูกเข้าใจคลาดเคลื่อนไปบ้างในปัจจุบัน กล่าวคือผู้คนบางกลุ่มเข้าใจไปในทางลบว่า เป็นงานหรือบทบาทหน้าที่ดึงดูด ล่อลวง หรือจูงใจให้เกิดการซื้อโดยหลงผิดแก่ผู้บริโภค ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง หลักแนวคิดของการตลาดที่แท้จริงนั้น ปรมาจารย์การตลาด Phillips Kotler ได้อธิยายไว้ว่าคือ “กระบวนการทางสังคม ที่บุคคล หรือ กลุ่ม จะพยายามให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนต้องการจากบุคคลอี่น โดยการสร้างสรรค์และนำเสนอคุณค่าบางอย่างที่เป็นที่พอใจของอีกฝ่ายหนึ่งเป็น การแลกเปลี่ยน” นั่นคือการสร้างสถานการณ์แลกปลี่ยนซึ่งความพอใจและคุณค่าของทั้งสองฝ่ายให้ เกิดขึ้น ดังนั้นการจะนำกลยุทธ์ทางการตลาดมาใช้ กับงานห้องสมุดและบริการสารสนเทศเชิงรุก ก็คือ การหาแนวทางพัฒนา สร้างสรรค์คุณค่าบริการ การสื่อสารคุณค่า และเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงให้แก่ผู้ใช้บริการ ให้เกิดความพอใจที่สุดนั่นเอง

บทบาททางการตลาด

บทบาทหน้าที่ของการตลาดจึงต้องเริ่มต้นขึ้นที่ความต้องการของลูกค้า และจบลงที่ความพอใจของลูกค้า เป็นหลัก ดังนี้

1. ค้นหา และเข้าใจในความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าให้มากที่สุด

2. พัฒนาสินค้า/บริการให้สอดคล้อง ตอบสนองต่อความต้องการนั้นๆไปเสนอแลกเปลี่ยน เพื่อให้เกิดความพอใจและความสุขในการแลกเปลี่ยน

3. รักษาความพอใจและความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าไว้ให้ยาวนาน นำเสนอสินค้า/บริการใหม่ ๆ ที่เปลี่ยนไปตามความต้องการ และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปตลอดเวลาของลูกค้าได้

กระแสการเปลี่ยนทางความคิดและการดำเนินชีวิต

1.ยุคสังคมเกษตรกรรม

2.ยุคสังคมอุตสาหกรรม

3.ยุคสังคมข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ

4.ยุคสังคมความคิด

สรุปคือ ในยุคสังคมความคิดในปัจจุบันต้องอาศัยความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน 3เรื่อง 1.สินค้าต้องมีความแตกต่าง Defferentation

2.ต้องเป็นผู้นำ Overall cost leadership

3.ความเชี่ยวชาญในธุรกิจนั้น Focus

รุ้งกานต์ ฮาวา ฮุนฮุน
เขียนเมื่อ Wed Jun 02 2010 14:56:48 GMT+0700 (ICT)

นางรุ้งกานต์ รัตนแพร สาขาการจัดการ รุ่น 2 รหัส B5220177

หลักการประกอบธุรกิจสมัยใหม่*

1. ความหมายของธุรกิจ

ธุรกิจ (Business) หมายถึงความพยายามของผู้ประกอบการที่จะผลิตหรือซื้อขายสินค้า (Products) หรือบริการ (Services) เพื่อตอบสนองความต้องการของสังคม (ลูกค้า) โดยหวังที่จะได้ผลกำไร และยอมรับความเสี่ยงในการขาดทุนหรือไม่ได้ผลกำไรตามต้องการ โดยมีความรับผิดชอบต่อสังคม และมีจริยธรรมทางธุรกิจ ผู้ประกอบการจึงต้องทุ่มเทเวลา ความพยายามและเงินทุนเพื่อดำเนินธุรกิจให้ประสบผลสำเร็จ ทั้งด้านประสิทธิผล (Effectiveness) และประสิทธิภาพ (Efficiency)

2. ประเภทของธุรกิจ

อาจจะแบ่งธุรกิจออกเป็น 3 ประเภท คือ

(1) ธุรกิจการผลิต (Manufacturing Business) หมายถึง ธุรกิจที่มีวัตถุประสงค์ในการแปรรูป (Transforming) วัตถุดิบให้เป็นสินค้า เช่น ธุรกิจการผลิตอาหาร ธุรกิจการทอผ้า ธุรกิจการผลิตรถยนต์ เหล่านี้เป็นต้น

(2) ธุรกิจบริการ (Service Business) หมายถึง ธุรกิจที่มีวัตถุประสงค์ในการให้บริการลูกค้า เช่น ธุรกิจการเงิน ธนาคาร ร้านค้า ศูนย์การค้า ธุรกิจการบิน ธุรกิจการท่องเที่ยว เหล่านี้เป็นต้น

(3) ธุรกิจการค้า (Trading Business) หมายถึง ธุรกิจที่มีวัตถุประสงค์ในการซื้อ-ขายสินค้า หรือเป็นคนกลางในการซื้อขายสินค้า เช่น ห้างสรรพสินค้า ธุรกิจการค้าปลีก ธุรกิจการค้าส่ง เหล่านี้เป็นต้น

3. รูปแบบของการประกอบธุรกิจ

อาจจะแบ่งรูปแบบของการประกอบธุรกิจออกเป็น 6 แบบ คือ

(1) กิจการเจ้าของเพียงคนเดียว (Sole Proprietorship) หมายถึง ธุรกิจที่เจ้าของและดำเนินการโดยคนเพียงคนเดียว เป็นธุรกิจซึ่งสามารถจัดตั้งและดำเนินการได้เองเพียงคนคนเดียว แต่ต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย

2) ห้างหุ้นส่วน (Partnership) ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 บัญญัติว่า “อันสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ตกลงกันเพื่อกระทำกิจการร่วมกัน ด้วยประสงค์จะแบ่งผลกำไรพึงได้แก่กิจการที่กระทำนั้น” ห้างหุ้นส่วนจึงเป็นการประกอบการของบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป และแบ่งห้างหุ้นส่วนออกเป็น 2 ชนิดคือ

1) ห้างหุ้นส่วนสามัญ 2) ห้างหุ้นส่วนจำกัด

(3) บริษัทจำกัด (Corporation)

บริษัทจำกัด หมายถึงบริษัทที่ผู้ถือหุ้นรับผิดชอบหนี้สินเฉพาะจำนวนจำกัดที่จดทะเบียนไว้ อาจจะแบ่งบริษัทจำกัดได้เป็น 2 ประเภท คือ

1) บริษัทเอกชน จำกัด

2) บริษัทมหาชน

(4) ธุรกิจขนาดย่อม (Small and Medium Business)

ธุรกิจขนาดย่อม หมายถึง ธุรกิจที่ดำเนินการโดยบุคคล หรือ กลุ่มบุคคลโดยบริหารด้วยตนเองโดยเงินทุนไม่มากนัก เช่น Schermerhorm1 ให้ธุรกิจขนาดย่อมหมายถึง ธุรกิจที่มีคนงานน้อยกว่า 500 คน เป็นธุรกิจที่เจ้าของมีอิสระในการบริหารงานด้วยตนเองและไม่เป็นธุรกิจนำ

(5) ธุรกิจบริการ (Service) เป็นธุรกิจที่ผลิตและขายบริการต่อเนื่องกัน และธุรกิจที่ไม่มีการผลิตแต่เพียงขายบริการ เช่น ร้านอาหาร ธุรกิจการเงิน ฯลฯ

6. จริยธรรมทางธุรกิจ Albert Schweitzer4 พูดถึงจริยธรรมว่า “เป็นความห่วงใยต่อพฤติกรรมที่ดี ”เป็นการพิจารณาไม่เพียงความเป็นอยู่ที่ดีของตัวเองแต่ต่อคนอื่น ๆ ด้วย“ และ “ปฏิบัติต่อคนอื่นให้เหมือนกับการปฏิบัติต่อตัวเอง”

การเพิ่มผลผลิต (Productivity) การจัดสรรผลประโยชน์ด้วยความเป็นธรรม จะทำให้พนักงาน/ลูกจ้าง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผู้ได้ประโยชน์จะมีความกระตือรือร้นและมีขวัญกำลังใจในการทำงาน ก็จะทำให้สามารถเพิ่มผลผลิตได้ ตัวอย่างเช่น Control Data Corporation พบว่า หลังจากที่บริษัทมีโครงการ Employees Advisory Program (EAP’s) ซึ่งเป็นโครงการให้คำแนะนำเกี่ยวกับปัญหาทางครอบครัว การงาน การเงิน และกฎหมายแล้วทำให้บริษัทมีผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ได้ประโยชน์ (Stakeholder Relations) การจัดการที่มีจริยธรรม (Ethical Management) จะส่งผลทางบวกไปสู่ผู้ได้ประโยชน์วงนอก ๆ ด้วย โดยเฉพาะผู้ส่งมอบ (Supplier) และลูกค้า ผู้บริโภค ตลอดจนประชาชนทั่วไป โดยการจัดการที่มีคุณธรรมจะสามารถดึงดูดลูกค้าให้มีธุรกรรมร่วมกับบริษัท

แนวคิดทางการตลาด (Marketing Concept)

คำว่า “การตลาด” และ “นักการตลาด” ถูกเข้าใจคลาดเคลื่อนไปบ้างในปัจจุบัน กล่าวคือผู้คนบางกลุ่มเข้าใจไปในทางลบว่า เป็นงานหรือบทบาทหน้าที่ดึงดูด ล่อลวง หรือจูงใจให้เกิดการซื้อโดยหลงผิดแก่ผู้บริโภค ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง

หลักแนวคิดของการตลาดที่แท้จริงนั้น ปรมาจารย์การตลาด Phillips Kotler ได้อธิยายไว้ว่าคือ “กระบวนการทางสังคม ที่บุคคล หรือ กลุ่ม จะพยายามให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนต้องการจากบุคคลอี่น โดยการสร้างสรรค์และนำเสนอคุณค่าบางอย่างที่เป็นที่พอใจของอีกฝ่ายหนึ่งเป็น การแลกเปลี่ยน” นั่นคือการสร้างสถานการณ์แลกปลี่ยนซึ่งความพอใจและคุณค่าของทั้งสองฝ่ายให้ เกิดขึ้น ดังนั้นการจะนำกลยุทธ์ทางการตลาดมาใช้ กับงานห้องสมุดและบริการสารสนเทศเชิงรุก ก็คือ การหาแนวทางพัฒนา สร้างสรรค์คุณค่าบริการ การสื่อสารคุณค่า และเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงให้แก่ผู้ใช้บริการ ให้เกิดความพอใจที่สุดนั่นเอง

บททาทการตลาด

จากความหมายของการตลาดข้างต้น บทบาทหน้าที่ของการตลาดจึงต้องเริ่มต้นขึ้นที่ความต้องการของลูกค้า และจบลงที่ความพอใจของลูกค้า เป็นหลัก ดังนี้

1. ค้นหา และเข้าใจในความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าให้มากที่สุด

2. พัฒนาสินค้า/บริการให้สอดคล้อง ตอบสนองต่อความต้องการนั้นๆไปเสนอแลกเปลี่ยน เพื่อให้เกิดความพอใจและความสุขในการแลกเปลี่ยน

3. รักษาความพอใจและความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าไว้ให้ยาวนาน นำเสนอสินค้า/บริการใหม่ ๆ ที่เปลี่ยนไปตามความต้องการ และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปตลอดเวลาของลูกค้าได้

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการประกอบธุรกิจ

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการประกอบธุรกิจสามารถแยกได้ 2 ลักษณะคือ

1. ปัจจัยภายใน หรือทรัพยากรของธุรกิจเป็นปัจจัยที่ธุรกิจ สามารถสร้างขึ้นและสามารถควบคุมได้ ได้แก่

คน (Man) หมายถึง กำลังคน

เงิน (Money) หมายถึง เงินทุน

วัสดุ (Meterial) หมายถึง กระบวนการต่าง ๆ เช่น การวางแผน การจัดองค์การ ฯลฯ

2. ปัจจัยภายนอก เป็นปัจจัยที่ธุรกิจไม่สามารถจะควบคุมกำหนดหรือเปลี่ยนแปลงได้ ได้แก่ สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ เช่น ภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจ กฎหมายการเมือง คู่แข่ง เทคโนโลยี ฯลฯ

DNA องค์กร 4 แบบ

การให้ความสำคัญต่อการใช้ข้อเท็จจริง ความคิด สถานการณ์แวดล้อม และคน ที่แตกต่างกันของแต่ละองค์กร ก่อให้เกิด DNA องค์กร 4 แบบหลัก ทั้งนี้ลักษณะของผู้นำและวิธีบริหารจัดการองค์กรที่องค์กรจะนำมาใช้ จะต้องสอดคล้องกับ DNA ซึ่งเป็นลักษณะพื้นฐานขององค์กรด้วย

- Factual DNA เกี่ยวข้องกับโมเดลแบบเรียงลำดับเป็นเส้นตรงและการคำนวณ องค์กรที่มี DNA แบบนี้ มีรูปแบบการรู้จักตัวเองและสภาพแวดล้อมผ่านการรวบรวมสั่งสมข้อมูล

- Conceptual DNA องค์กรที่มี DNA แบบนี้ให้ความสำคัญกับทฤษฎี กระบวนทัศน์ และแนวคิดที่ดีกว่า ชอบความคิดที่สร้างแรงจูงใจ ซึ่งอาจอยู่ในรูปของทฤษฎีสำคัญ วิสัยทัศน์หรือแนวคิดสำคัญอื่นๆ

- Contextualized DNA ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมภายในและภายนอก สนใจประเด็น ปัญหาต่างๆ ที่เผชิญอยู่ กลยุทธ์ที่ใช้อยู่ และสถานการณ์ที่แวดล้อมประเด็นปัญหาและกลยุทธ์เหล่านั้น

- Individual DNA องค์กรที่มี DNA แบบนี้เกี่ยวข้องกับ คนไม่ว่าเดี่ยวหรือกลุ่มคนที่อยู่ร่วมกับคนอื่น แต่ยังคงมีสิทธิมีเสียง มีความตั้งใจ เป้าหมายและความสนใจส่วนตัวอยู่

ระดับองค์กร

นายมาโนช จันทร์เพ็ญ
IP: xxx.25.131.84
เขียนเมื่อ Wed Jun 02 2010 15:35:57 GMT+0700 (ICT)

สรุปเพิ่มเติม

นายมาโนช จันทร์เพ็ญ รหัส B5220130 สาขาการจัดการ รุ่น 2

การผลิตหรือซื้อขายสินค้า หรือบริการโดยหวังผลกำไร และรับผิดชอบต่อความเสี่ยง ความรับผิดชอบจ่อสังคมและมีจริยธรรม

ประเภทของธุรกิจ

1. ธุรกิจการผลิต

2. ธุรกิจบริการ

3. ธุรกิจการค้า

รูปแบบของการประกอบธุรกิจ

กิจการเจ้าของคนเดียว

2. ห้างหุ้นส่วน

2.1 ห้างหุ้นส่วนสามัญ

2.2 ห้างหุ้นส่วนจำกัด

3. บริษัท จำกัด

3.1 บริษัทเอกชน จำกัด

3.2 บริษัทมหาชน

ธุรกิจขนาดย่อม

หมายถึง ธุรกิจที่ดำเนินงานโดยคนงานน้อยกว่า 500 คน และมีทุนจดทะเบียนต่ำกว่า 200 ล้านบาท

ประเภทของธุรกิจขนาดย่อม

1.ธุรกิจการผลิต

การเกษตร

อาหาร

โรงงาน

หัตถกรรม

ธุรกิจชุมชน

OTOP

2. ธุรกิจการค้าส่ง

3. ธุรกิจการค้าปลีก

ร้านค้าโชว์ห่วย

ร้านค้าสะดวกซื้อ

Minimart / Ministore

E – Commerce / E- Business

4. ธุรกิจบริการ

- ธุรกิจการเงิน

- ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

- ธุรกิจทางการแพทย์ / คลินิก

- ธุรกิจเกี่ยวกับการขนส่ง

- ธุรกิจเกี่ยวกับการบันเทิง

- ธุรกิจเกี่ยวกับการศึกษา

- ธุรกิจเกี่ยวกับกีฬา

- ธุรกิจเกี่ยวกับการประกันภัย

ความเสี่ยงในการประกอบธุรกิจ

1. ความหมาย : ความไม่แน่นอนของ

การเกิดปรากฎการณ์ที่ทำให้ธุรกิจเกิด

ความสูญเสีย

ประเภทของความเสี่ยง

1. ความเสี่ยงที่แท้จริง

เกิดแก่บุคคล

เกิดแก่ทรัพย์สิน

เกิดแก่ความรับผิดชอบ

2. ความเสี่ยงจากการคาดการณ์

การจัดการ

การเมือง

นวัตกรรม

นางสาว สุภาภรณ์ ลือยศ
IP: xxx.120.87.5
เขียนเมื่อ Wed Jun 02 2010 19:55:52 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียน วันที่ 30/5/10

โดย : นางสาวสุภาภรณ์  ลือยศ   รหัส  B5210105

สาขา: คอมพิวเตอร์ธุรกิจ  รุ่น2

วิชา : การบริหารธุรกิจเบื้องต้น

ความหมายของธุรกิจและการประกอบธุรกิจ

ธุรกิจ

กิจกรรมทุกอย่าง เพื่อที่จำหน่ายสินค้าและการให้บริการภายไต้กฎเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้โดยมีความสำพันธ์กับการบริการอื่นๆ และกลุ่มผู้กระทำงานร่วมมือให้บรรลุเป้าหมายอันเดียวกัน ให้บรรลุจุดมุ่งหมายอันเดียวกันคือความสำเร็จขององค์กร(ทำทุกอย่างโดยมีเป้าหมายเป็นตัวตั้ง)

การประกอบธุรกิจ

การประกอบธุรกิจ คือการผลิตสินค้าและการบริการและการนำสินค้าและการบริการนั้นมาจำหน่ายให้กับผู้บริโภค

หัวข้อที่ 1   พื้นฐานแนวคิดทางการบริหารธุรกิจ

-  รูปแบบการเป็นเจ้าของธุรกิจ

-  ด้านแบบธุรกิจ

-  หลักการพื้นฐานของการบริหารธุรกิจ

DNA องค์กร 4 แบบ

การให้ความสำคัญต่อการใช้ข้อเท็จจริง ความคิด สถานการณ์แวดล้อม และคน ที่แตกต่างกันของแต่ละองค์กร ก่อให้เกิด DNA องค์กร 4 แบบหลัก ทั้งนี้ลักษณะของผู้นำและวิธีบริหารจัดการองค์กรที่องค์กรจะนำมาใช้ จะต้องสอดคล้องกับ DNA ซึ่งเป็นลักษณะพื้นฐานขององค์กรด้วย

     - Factual DNA                  เกิดจากข้อมูลที่เป็นความจริง

     - Conceptual DNA                           เป็นวิธีคิดอย่างชาญฉลาด

     - Contextualized DNA                     สภาพแวดล้อม

     - Individual DNA                             ความชอบของบุคคล

ตัวแบบธรุกิจ                                                                                                                                                                                                                      

ความหมายเป็นแกนสำคัญที่ผู้ประกอบการใช้วางแผนการคิดหรือดำเนินงานหรือจัดทำแผนธุรกิจที่ดีมีความสมบรูณ์ครบถ้วนและมีประสิทธิภาพ

องค์ประกอบพื้นฐาน

-                    สินค้าและบริการ

-                    กลุ่มลูกค้า

-                    ช่องทางการจำหน่าย

-                    ลูกค้าสัมพันธ์

-                    การจัดการทรัพยากรของธุรกิจ

-                    ความสามารถ/ความเชียงชาญขององค์กร

-                    เครือข่ายความรวมมือ  ในการสร้างคุณค่าของสินค้าและบริการ

-                    เครื่อข่ายความร่วมมือ   ในการดำเนินการทางการพาณิชย์ของธุรกิจ

-                    โครงสร้างข้องต้นทุนค่าใช้จ่าย

-                    แหล่งที่มาของรายได้

หัวข้อที่ 2   สภาพแวดล้อมจากการวิเคราะห์

ประเภทของสภาพแวดล้อม

  1.  Environnefntal   pelerminis    (  สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนด  )
  2. Environnental   prosibilism       (  สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนดทางเลือก  )
  3. Environnental   probrolism     (  สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนดทางเลือกแต่สามารถวิเคราะห์หาทางเลือก                                           ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางวิทยา  )
  4. Free  will  Environnenta   (  สิ่งแวดล้อมภายนอกไม่มีความหมาย  )

สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ

แบ่งออกเป็น   2  ประเภทใหญ่ๆคือ

  1. ปัจจัยสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้  (Cicle   of  Influence :COI) หมายถึง สภาพแวดล้อมภายในทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการภายในของธุรกิจ  เช่น  1.  วัตถุประสงค์ของธุรกิจ

                                                    2.   ทรัพยากรของธุรกิจ

                                                    3.   การจัดการ

       2.  ปัจจัยสภาพแวดล้อมที่ไม่สามารถควบคุมได้  (Cicle   of  Concern :COC)  หมายถึง  สภาพแวดล้อมภายนอกกิจการที่ผู้ประกอบการ

             ไม่สามารถควบคุมได้  เช่น 1.ปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจ

                                                         2. ปัจจัยแวดล้อมทางด้นสังคม

                                                         3.  ปัจจัยแวดล้อมทางด้านการเมืองและกฏหมาย

                                                         4.  ปัจจัยแวดล้อมทางด้านเทคโนโลยี

                                                         5.  ปัจจัยแวดล้อมทางการแข่งขัน

สภาพแวดล้อมภายนอก 2  มิติ /สภาพแวดล้อมทางโลกาวิวัฒน์

  1. External      Envirnment.                                                                                                                                           -  Global                   Envirnment.                                                                                                                                                -  Macro  Envirnment.
  2. Internal        Envirnment                                                                                                                                            -  Organi  Envirnment.                                                                                                                                     -  Grohp  Envirnment                                                                                                                                 -  Individhal   Envirnment

*การวิเคราะห์ SWOT (SWOT Analysis)

การประเมิน ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายนอกองค์กร เพื่อทำให้ทราบถึง โอกาส และ อุปสรรค และการประเมิน ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายในองค์กร เพื่อทำให้ทราบถึง จุดแข็ง และ จุดอ่อน ภายในองค์กร  จะเรียกการวิเคราะห์นี้ว่า การวิเคราะห์ SWOT โดยที่

S = Strength คือ จุดแข็ง

W = Weakness คือ จุดอ่อน

O = Opportunity คือ โอกาส

T = Threats คือ อุปสรรค/ภัยคุกคาม

รูปแบบของสภาพแวดล้อม

-                    เปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณ       - เปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ

มิติการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม

- การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมโลก ( Globalization Scanning )

- การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมเชิงมหภาค ( Country Scanning or Macro Scanning )

- การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมองค์การ ( Organization Scanning )

หัวข้อที่ 3   การสร้างตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศสำหรับผู้ประกอบการ SMEs

กระแสการเปลี่ยนแปลงทางความคิดและการดำเนินชีวิต

วิถีการเลี้ยงสัตว์และเร่ร่อน

  1.  ยุคสังคมเกษตรกรรม
  2.    ยุคสังคมอุตสาหกรรม  (เริ่มมีเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้แต่มีขนาดใหญ่)
  3. ยุคสังคมข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ Information Era
  4. ยุคสังคมฐานความรู้
  5. ยุคสังคมความคิด

 

สมองซีกขวา  - ควบคุมทางด้านอารมณ์                -ความคิดแบบสร้างสรรค์            -ควบคุมร่างกายข้างขวา

 

การทำงานของสมอง

สมองซีกซ้าย    -คิดหาเหตุและผล

                         -ทำหน้าที่ในการวิเคราะห์

                          -ควบคุมร่างกายข้างขวา

การสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน Five For Model

  1. ผู้ประกอบการที่จะเข้าสู่กิจการรายใหม่
  2. แรงขับด้านลูกค้า  ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจ/อารมณ์/ความรู้สึกและพฤติกรรมของลูกค้าถือเป็นเรื่องสำคัญ
  3. สินค้าทดแทน  สามารถแย่งตลาดของสินค้าเดิมได้และส่งผลให้บริษัทต้นทุนลดลง
  4. Supplilers   การแข่งขันทางด้านตลาดถือเป็นสิ่งสำคัญ

 

สรุป  Vlue   Chajn

 ในองค์กรแต่ละองค์กรจะมีระบบของมันอยู่ในตัว  ที่มีความเชื่อมโยงและเกี่ยวพันธ์กันถ้าหากระบบใดระบบหนึ่งติดขัดก็จะทำให้ระบบอื่นมีปัญหาไปด้วย

Strater    Advantage

  1. วิธีการทำ  Differentiation  คือต้องสร้างความแตกต่างทางด้านการขายให้ได้
  2. เป็นผู้นำทางด้านต้นทุน(ที่สำคัญต้นทุนต่ำ)   Overall  Cost   Leadership
  3. Focus  สร้างความเชี่ยวชาญในด้านธุรกิจนั้นๆ

การตลาดคือ 

1.การตลาด = MBA

- การใช้ Mass Media

2.การตลาด = คนขายของ

- ขายปลีก  -ร้านขายปลีก

3.การตลาด = การจัดจำหน่าย

 

 

 

นาย ชาญชัย ยูมิงกล้า
IP: xxx.120.87.5
เขียนเมื่อ Wed Jun 02 2010 20:07:02 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียน วันที่ 30/5/10

โดย : นาย ชาญชัย ยูมิงกล้า รหัส B5210104 สาขา: คอมพิวเตอร์ธุรกิจ รุ่น2 วิชา : การบริหารธุรกิจเบื้องต้น

ความหมายของธุรกิจและการประกอบธุรกิจ

ธุรกิจ

กิจกรรมทุกอย่าง เพื่อที่จำหน่ายสินค้าและการให้บริการภายไต้กฎเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้โดยมีความสำพันธ์กับการบริการอื่นๆ และกลุ่มผู้กระทำงานร่วมมือให้บรรลุเป้าหมายอันเดียวกัน ให้บรรลุจุดมุ่งหมายอันเดียวกันคือความสำเร็จขององค์กร(ทำทุกอย่างโดยมีเป้าหมายเป็นตัวตั้ง)

การประกอบธุรกิจ

การประกอบธุรกิจ คือการผลิตสินค้าและการบริการและการนำสินค้าและการบริการนั้นมาจำหน่ายให้กับผู้บริโภค

หัวข้อที่ 1 พื้นฐานแนวคิดทางการบริหารธุรกิจ

- รูปแบบการเป็นเจ้าของธุรกิจ

- ด้านแบบธุรกิจ

- หลักการพื้นฐานของการบริหารธุรกิจ

DNA องค์กร 4 แบบ

การให้ความสำคัญต่อการใช้ข้อเท็จจริง ความคิด สถานการณ์แวดล้อม และคน ที่แตกต่างกันของแต่ละองค์กร ก่อให้เกิด DNA องค์กร 4 แบบหลัก ทั้งนี้ลักษณะของผู้นำและวิธีบริหารจัดการองค์กรที่องค์กรจะนำมาใช้ จะต้องสอดคล้องกับ DNA ซึ่งเป็นลักษณะพื้นฐานขององค์กรด้วย

- Factual DNA เกิดจากข้อมูลที่เป็นความจริง

- Conceptual DNA เป็นวิธีคิดอย่างชาญฉลาด

- Contextualized DNA สภาพแวดล้อม

- Individual DNA ความชอบของบุคคล

ตัวแบบธรุกิจ

ความหมายเป็นแกนสำคัญที่ผู้ประกอบการใช้วางแผนการคิดหรือดำเนินงานหรือจัดทำแผนธุรกิจที่ดีมีความสมบรูณ์ครบถ้วนและมีประสิทธิภาพ

องค์ประกอบพื้นฐาน

1. สินค้าและบริการ

2. กลุ่มลูกค้า

3. ช่องทางการจำหน่าย

4. ลูกค้าสัมพันธ์

5. การจัดการทรัพยากรของธุรกิจ

6. ความสามารถ/ความเชียงชาญขององค์กร

7. เครือข่ายความรวมมือ ในการสร้างคุณค่าของสินค้าและบริการ

8. เครื่อข่ายความร่วมมือ ในการดำเนินการทางการพาณิชย์ของธุรกิจ

9. โครงสร้างข้องต้นทุนค่าใช้จ่าย

10. แหล่งที่มาของรายได้

หัวข้อที่ 2 สภาพแวดล้อมจากการวิเคราะห์

ประเภทของสภาพแวดล้อม

1. Environnefntal pelerminis ( สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนด )

2. Environnental prosibilism ( สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนดทางเลือก )

3. Environnental probrolism ( สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนดทางเลือกแต่สามารถวิเคราะห์หาทางเลือก ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางวิทยา )

4. Free will Environnenta ( สิ่งแวดล้อมภายนอกไม่มีความหมาย )

สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ

แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ

1. ปัจจัยสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้ (Cicle of Influence :COI) หมายถึง สภาพแวดล้อมภายในทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการภายในของธุรกิจ เช่น 1. วัตถุประสงค์ของธุรกิจ

2. ทรัพยากรของธุรกิจ

3. การจัดการ

2. ปัจจัยสภาพแวดล้อมที่ไม่สามารถควบคุมได้ (Cicle of Concern :COC) หมายถึง สภาพแวดล้อมภายนอกกิจการที่ผู้ประกอบการ

ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น 1.ปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจ

2. ปัจจัยแวดล้อมทางด้นสังคม

3. ปัจจัยแวดล้อมทางด้านการเมืองและกฏหมาย

4. ปัจจัยแวดล้อมทางด้านเทคโนโลยี

5. ปัจจัยแวดล้อมทางการแข่งขัน

สภาพแวดล้อมภายนอก 2 มิติ /สภาพแวดล้อมทางโลกาวิวัฒน์

1. External Envirnment. - Global Envirnment. - Macro Envirnment.

2. Internal Envirnment - Organi Envirnment. - Grohp Envirnment - Individhal Envirnment

*การวิเคราะห์ SWOT (SWOT Analysis)

การประเมิน ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายนอกองค์กร เพื่อทำให้ทราบถึง โอกาส และ อุปสรรค และการประเมิน ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายในองค์กร เพื่อทำให้ทราบถึง จุดแข็ง และ จุดอ่อน ภายในองค์กร จะเรียกการวิเคราะห์นี้ว่า การวิเคราะห์ SWOT โดยที่

S = Strength คือ จุดแข็ง

W = Weakness คือ จุดอ่อน

O = Opportunity คือ โอกาส

T = Threats คือ อุปสรรค/ภัยคุกคาม

รูปแบบของสภาพแวดล้อม

11. เปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณ - เปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ

มิติการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม

- การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมโลก ( Globalization Scanning )

- การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมเชิงมหภาค ( Country Scanning or Macro Scanning )

- การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมองค์การ ( Organization Scanning )

หัวข้อที่ 3 การสร้างตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศสำหรับผู้ประกอบการ SMEs

กระแสการเปลี่ยนแปลงทางความคิดและการดำเนินชีวิต

วิถีการเลี้ยงสัตว์และเร่ร่อน

1. ยุคสังคมเกษตรกรรม

2. ยุคสังคมอุตสาหกรรม (เริ่มมีเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้แต่มีขนาดใหญ่)

3. ยุคสังคมข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ Information Era

4. ยุคสังคมฐานความรู้

5. ยุคสังคมความคิด

การทำงานของสมอง

สมองซีกซ้าย -คิดหาเหตุและผล

-ทำหน้าที่ในการวิเคราะห์

-ควบคุมร่างกายข้างขวา

การสร้างความได้เปรียบเชิงการรแข่งขัน Five For Model

1. ผู้ประกอบการที่จะเข้าสู่กิจการรายใหม่

2. แรงขับด้านลูกค้า ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจ/อารมณ์/ความรู้สึกและพฤติกรรมของลูกค้าถือเป็นเรื่องสำคัญ

3. สินค้าทดแทน สามารถแย่งตลาดของสินค้าเดิมได้และส่งผลให้บริษัทต้นทุนลดลง

4. Supplilers การแข่งขันทางด้านตลาดถือเป็นสิ่งสำคัญ

สรุป Vlue Chajn

ในองค์กรแต่ละองค์กรจะมีระบบของมันอยู่ในตัว ที่มีความเชื่อมโยงและเกี่ยวพันธ์กันถ้าหากระบบใดระบบหนึ่งติดขัดก็จะทำให้ระบบอื่นมีปัญหาไปด้วย

นายวัชรชัย ทองเปี่ยม สาขาคอมพิวเตอร์ฯ รุ่นที่ 1
IP: xxx.67.243.152
เขียนเมื่อ Wed Jun 02 2010 21:27:38 GMT+0700 (ICT)

* ธุรกิจและการประกอบธุรกิจหมายถึง

- ธุรกิจ (Business) หมายถึง การกระทำทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งมีความเกี่ยวพันในวงการของสถาบัน เพื่อที่จะจำหน่ายและให้บริการภายใต้กฎเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้ โดยมีความสัมพันธ์กับบริการอื่นและกลุ่มผู้ทำงานร่วมมือให้บรรลุถึงจุดหมายอันเดียวกัน คือ ความสำเร็จของหน่วยงาน เช่น กำไร หรือชื่อเสียง

- การประกอบธุรกิจ หมายถึง การผลิตสินค้าและบริการ และการนำสินค้านั้นมาจำหน่ายให้แก่บริโภค

DNA ขององค์กรธุรกิจ (DNA of Organization)

แบ่งออกเป็น 4 แบบ คือ

- Factual DNA คือข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับโมเดลหรือต้นแบบ

- Conceptual DNA คือ DNA ของความคิดที่เป็นต้นแบบหรือต้นฉบับ)

- Contextual DNA คือ ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อม

- Individual DNA คือ ความรอบคอบของคน ซึ่งถ้าองค์กรที่มีแบบอย่างที่ดี ที่เป็นคนไม่ว่าเดี่ยวหรือกลุ่ม

ตัวแบบธุรกิจ เป็นแกนสำคัญที่ประกอบการใช้ในการวางแผนการคิด หรือการดำเนินงาน หรือการทำแผนธุรกิจที่ดีมีความสมบูรณ์ครบถ้วน และมีประสิทธิภาพ

องค์ประกอบพื้นฐาน

- สินค้าและบริการ

- กลุ่มลูกค้า

- ช่องทางการจัดจำหน่าย แบ่งออกเป็น 3 ช่องทาง คือ

- Single Distribution

- Agent Distribution

- Malti Lawell Distribution

- ลูกค้าสัมพันธ์

- การจัดสรรทรัพยากรของธุรกิจ จัดหาได้ 2 แบบ คือ

- จัดสรรหาแบบ HUMAN และ

- จัดสรรหาแบบ UN HUMAN

- ความสามารถ / ความเชี่ยวชาญขององค์กร

- เครือข่ายความร่วมมือในการสร้างคุณค่าของสินค้าและบริการ

- เครือข่ายความร่วมมือ ในการดำเนินการทางการพาณิชย์ของธุรกิจ

- โครงสร้างของต้นทุนค่าใช้จ่าย

- แหล่งที่มาของรายได้ (เงินทุน)

** สภาพแวดล้อมและการวิเคราะห์ (Environment & Analysis)

ประเภทของสภาพแวดล้อม

1. สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนด (Environmental Determinism)

2. สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนดทางเลือก (Environmental Prosibilism)

3. สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนดทางเลือก แต่สามารถวิเคราะห์ทางเลือกได้ขึ้นอยู่กับ Psychology Environment (Environmental Prosibilism)

4. สภาพแวดล้อมไม่มีความหมาย (Free will Environmental)

สภาพแวดล้อม มี 2 ประเภท คือ

- Circle Of Concern (COC) คือ สิ่งที่ควบคุมไม่ได้

- Circle Of Influence (COI) คือ สิ่งที่ควบคุมได้

การประเมินผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม เพื่อทำให้ทราบถึงจุดแข็ง และจุดอ่อน ภายในองค์กร ซึ่งจะเรียกการวิเคราะห์นี้ว่า SWOT คือ

S = Strength คือ จุดแข็ง

W = Weakness คือ จุดอ่อน

O = Opportunity คือ โอกาส

T = Threats คือ อุปสรรค

เทคนิคการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม

1. วิเคราะห์จากปัจจุบันไปหาอนาคต

2. วิเคราะห์จากอนาคตย้อนมาปัจจุบัน

โดยทั้งสองนี้จะเกิดช่องว่าง คือ ความแตกต่าง (GAPS) โดยจะต้องสร้าง(BUILD) และพัฒนา(DEVELOP)

รูปแบบของสภาพแวดล้อม

- เปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณ คือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับตัวเลข

- เปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ

มิติการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม

- การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมโลก

- การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมเชิงมหาภาค

- การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมองค์กร

*** การสร้างตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศสำหรับผู้ประกอบการ SMEs

กระแสการเปลี่ยนแปลงทางความคิดและการดำเนินชีวิต

วิถีการเลี้ยงสัตว์และเร่ร่อน

1.ยุคสังคมเกษตรกรรม

2.ยุคสังคมอุตสาหกรรม

3.ยุคสังคมข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Era)

4.ยุคสังคมความคิด (Conceptual)

5. สังคมฐานความรู้ (Knowledge Era) คือ

- ข้อมูล

- สารสนเทศ

- ความรู้

- ปัญญา

การสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน (Five Force Model)

1. Threat of new Entrants

2. Bargaining power of Customers (พฤติกรรมของลูกค้า)

3. Threat of substitute Products (สินค้าทดแทน)

4. Bargaining power of suppliers

การตลาด คือ

1. การตลาด คือ การขายของ ไม่ว่าจะเป็นการขายปลีก หรือขายส่ง

2. การตลาด คือ การจำหน่าย

ตลาด หมายถึง สถานที่ที่เป็นชุมชน หรือเป็นที่ชุมนุมเพื่อซื้อและขายสินค้า ทั้งในรูปของวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูปเป็นประจำ เป็นครั้งคราว หรือตามวันที่กำหนด โดยที่ตั้งของตลาดอาจมีเพียงที่เดียว หรือหลายที่ที่ตั้งอยู่ใกล้กันในบริเวณที่เหมาะสม

iamchalong
IP: xxx.120.119.70
เขียนเมื่อ Thu Jun 03 2010 08:07:33 GMT+0700 (ICT)

นาย ฉลอง โสกุล เลขที่ B5210115 ## ท่านคิดว่าอะไรเป็นองค์ประกอบสำคัญของการประกอบธุรกิจสมัยใหม่ จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่าง

เรามักพบรูปแบบวัฒนธรรมขององค์การในองค์การภาคธุรกิจ 4 ลักษณะหรือรูปแบบใหญ่ ๆ ที่ได้รับยึดถือและปฏิบัติติดต่อกันมา พร้อมกับมีอิทธิพลต่อการดำเนินงานและความสำเร็จของธุรกิจเหล่านั้นเป็นอย่างมาก และถือได้ว่าเป็นรูปแบบของวัฒนธรรมองค์กรที่ควรแก่การพิจารณาของผู้บริหารที่จะสร้างให้เกิดขึ้นในองค์การของตนในปัจจุบัน

 

1. วัฒนธรรมองค์การที่เน้นการตอบสนองต่อลูกค้า (Customer-Responsive Corporate Culture)

 

ผู้รู้ท่านบอกว่า Harrah's Entertainment ธุรกิจการพนันที่ใหญ่ที่สุดในโลกทำการวิจัยพบว่าหากลูกค้ามีความพึงพอใจบริการที่ได้รับจะเพิ่มวงเงินเล่นการพนันขึ้น 10% และหากได้รับความพึงพอใจมากเป็นพิเศษ (Extremely Satisfied) จะเพิ่มวงเงินขึ้นถึง 24% ผู้บริหารของ Harrah's Entertainment จึงให้ความสำคัญต่อการสร้างวัฒนธรรมองค์การที่มุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้าของตน ซึ่งเป็นรูปแบบของวัฒนธรรมองค์การที่เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ลักษณะขององค์การที่มีวัฒนธรรมมุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้ามี 6 ประการได้แก่

(1) เลือกรับพนักงานที่เป็นคนดี มีมนุษยสัมพันธ์ มีความเป็นมิตรกับผู้คนทั่วไป

(2) องค์การนั้นจะต้องไม่กำหนดระเบียบกฎเกณฑ์มากมายและเคร่งครัดต่อพนักงานจนเกินไปจนทำให้พนักงานไม่สามารถปรับการปฏิบัติให้ยืดหยุ่นตอบสนองลูกค้าแต่ละกลุ่มตามความประสงค์ของลูกค้าได้

(3) ผู้บริหารจะต้องกระจายอำนาจการตัดสินใจให้พนักงานได้ใช้ดุลยพินิจพิจารณาสิ่งที่ควรให้กับลูกค้า

(4) พนักงานในองค์การที่มีวัฒนธรรมมุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้าจะต้องมีทักษะในการฟังที่ดีสามารถรับรู้และเข้าใจความต้องการของลูกค้า

(5) พนักงานจะต้องทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมเพื่อสร้างความเข้าใจที่ดีของลูกค้าต่อองค์การ ทั้งนี้ผู้บริหารก็จะต้องสร้างความพึงพอใจในการทำงานให้แก่พนักงานด้วย

(6) พนักงานในองค์การที่มีวัฒนธรรมมุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้าต้องเป็นผู้มีจิตสำนึก และความตั้งใจในการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างแท้จริง

 

ผู้รู้บอกด้วยว่า ผู้บริหารจะสร้างวัฒนธรรมองค์การให้สามารถมุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้โดยดำเนินการดังต่อไปนี้

- เลือกรับพนักงานโดยพิจารณาบุคลิกภาพและทัศนคติที่มีจิตสำนึกในการให้บริการแก่ลูกค้ามีความเป็นมิตรมีความกระตือรือร้น มีความสนใจ มีความอดทนคำนึงถึงผู้อื่นและมีทักษะในการฟัง

- ฝึกอบรมพนักงานที่มีหน้าที่ให้บริการลูกค้าอย่างต่อเนื่องทั้งความรู้ในเรื่องสินค้าและวิธีการให้บริการที่ดีแก่ลูกค้า

- ให้พนักงานมีความรู้ความเข้าใจในเป้าหมายและคุณค่าขององค์การ

- กำหนดกรอบงานให้แก่พนักงานในการสร้างความพึงพอใจต่อลูกค้า

- ให้อำนาจการตัดสินใจและใช้ดุลยพินิจแก่พนักงานในการปฏิบัติงานส่วนที่เป็นรายละเอียด

- ผู้บริหารจะต้องถ่ายทอดวิสัยทัศน์มุ่งลูกค้า (Customer-Focused) ผ่านการตัดสินใจและการปฏิบัติต่าง ๆ ของผู้บริหารอย่างชัดเจน

 

2. วัฒนธรรมองค์การที่เน้นนวัตกรรม (Innovative Corporate Culture)

องค์การที่มีวัฒนธรรมองค์การเน้นนวัตกรรมจะให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาเพื่อให้ได้แนวคิด สินค้าบริการและกระบวนการผลิตหรือดำเนินงานใหม่ ๆ ส่งเสริมบุคลากรขององค์การให้มีความคิดริเริ่มใหม่ ๆ (Creativity) ในการทำงานโดยผู้บริหารจะต้องยอมรับความเห็นที่แตกต่างและหลากหลาย (Diversify) ของบุคลากรด้วย

Goran Ehvall นักวิจัยชาวสวีเดนอธิบายว่าองค์การจะสามารถสร้างวัฒนธรรมเน้นนวัตกรรมได้มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับ

- Challenge and Involvement: ความมากน้อยของการให้มีส่วนร่วมและการจูงใจพนักงานในความเป็นอิสระในการกำหนดวิธีปฏิบัติงานและการใช้ความริเริ่มในการปฏิบัติงานในแต่ละวัน

- Freedom:ความมากน้อยของพนักงานในความเป็นอิสระในการกำหนดวิธีปฏิบัติงานและการใช้ความคิดริเริ่มในการปฏิบัติงานในแต่ละวัน

- Trust and Openness: ความมากน้อยของความช่วยเหลือเกื้อกูลและความเคารพและไว้วางใจซึ่งกันและกันในหมู่พนักงาน

- Idea Time: ความมากน้อยของเวลาที่จะให้พนักงานได้พินิจพิจารณาคิดค้นหาสิ่งใหม่ ๆ มาช่วยในการปฏิบัติงาน

- Playfulness/Humor: บรรยากาศในที่ทำงาน มีความผ่อนคลาย รื่นเริงและเป็นกันเองมากน้อยเพียงใด

- Conflict Resolution: การที่บุคคลในองค์การนั้นเมื่อมีการตัดสินใจและแก้ไขประเด็นปัญหาต่าง ๆ ได้ใช้ฐานความคิดเพื่อผลประโยชน์โดยรวมขององค์การหรือเพื่อประโยชน์ของตนเองเป็นที่ตั้ง หากบุคลากรส่วนใหญ่คิดถึงประโยชน์ขององค์การ องค์การนั้นก็มีแนวโน้มที่จะมีนวัตกรรมได้มาก

- Debates: ความมากน้อยของโอกาสที่พนักงานจะได้รับอนุญาตให้แสดงความคิดเห็นร่วมอภิปรายและโต้แย้งกันได้โดยผู้บริหารยินดีรับฟังและนำความคิดเห็นนั้นไปพิจารณาและนำไปสู่การปฏิบัติต่อไป

- Risk Taking: ความมากน้อยที่ผู้บริหารขององค์การจะมีความอดทนต่อความไม่แน่นอนและความคลุมเครือ และการให้รางวัลตอบแทนแก่พนักงานที่ต้องรับกับความเสี่ยง

 

3. วัฒนธรรมองค์การที่เน้นจริยธรรม (Ethical Corporate Culture)

องค์การที่มีวัฒนธรรมเน้นจริยธรรมหมายถึงการดำเนินงานที่มีบรรษัทภิบาล (Corporate Governance) มีความเป็นธรรมต่อลูกค้า พนักงานและกลุ่มต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ส่งเสริม สังคม การศึกษา สุขอนามัย ชุมชน ประเพณีวัฒนธรรมและสังคมโดยรวม ถ้ายิ่งเป็นวัฒนธรรมองค์การที่เข้มแข็งด้วยจะมีอิทธิพลอย่างมากต่อพฤติกรรมของพนักงานที่จะประพฤติปฏิบัติอย่างมีจริยธรรม ซึ่งมักจะมีลักษณะเน้นมีความอดทนไม่ย่อท้อต่อความไม่แน่นอน (High in Risk Tolerance) เน้นความพอเพียงพอดีไม่เน้นเชิงรุก (Low to Moderate in Aggressiveness) และให้ความสำคัญกับวิธีการหรือการปฏิบัติอย่างมีจริยธรรมด้วยโดยมิได้เน้นหวังแต่ผลลัพธ์อย่างเดียว (Focused on Means as well as Outcomes)

 

ผู้บริหารสามารถสร้างวัฒนธรรมองค์การให้เน้นความมีจริยธรรมเพิ่มขึ้นได้ดังนี้

- ผู้บริหารเองต้องเป็นแบบอย่างที่ดีต่อพนักงานในการประพฤติปฏิบัติอย่างมีจริยธรรม

- สื่อสารถึงพนักงานให้ทราบความคาดหวังขององค์การต่อพนักงานในเรื่องการปฏิบัติอย่างมีจริยธรรม

- มีการฝึกอบรมเรื่องการปฏิบัติอย่างมีจริยธรรม ให้แก่พนักงาน

- องค์การต้องมีมาตรการที่ชัดเจนที่จะสนับสนุนส่งเสริมจริยธรรม เช่น ให้รางวัลผู้มีจริยธรรมและลงโทษผู้ที่ไม่มีจริยธรรม

- องค์การต้องมีกลไกการดำเนินงานที่ทำให้พนักงานเข้าใจเรื่องของจริยธรรมและให้พนักงานเปิดเผยหรือรายงานพฤติกรรมที่ไม่มีจริยธรรมโดยไม่ต้องเกรงกลัวภัยใด ๆ

 

4. วัฒนธรรมองค์การที่เน้นความผูกพันต่อองค์การด้วยใจ (Spiritually and Organizational Corporate Culture)

ในโลกที่สับสนวุ่นวายในปัจจุบันความผูกพันด้วยใจต่อสถานที่ทำงานมีความสำคัญมากขึ้น พนักงานทั้งหลายต่างพยายามค้นหาทางออกจากความเครียดและความกดดันในชีวิตประจำวันที่ยุ่งเหยิงและเหนื่อยล้า วิถีชีวิตปัจจุบันที่ครอบครัวแตกแยก ชีวิตที่เร่งรีบและแข่งขัน ปัญหาจราจรติดขัด เทคโนโลยีใหม่ ๆ ทำให้ผู้คนต่างมุ่งวัตถุนิยม ห่างเหินความสัมพันธ์และขาดความเอื้ออาทรต่อกัน พนักงานที่ทำงานอยู่ในองค์การทั้งหลายในปัจจุบัน จึงมักมีความนึกคิด (mind) และจิตใจ (Spirit) ที่จะค้นหาความหมายและเป็นหมายที่แท้จริงในการทำงานกับทั้งมีความปรารถนาที่จะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงานและต้องการการยอมรับเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเพื่อชดเชยสิ่งที่ขาดหายไปในสังคมปัจจุบัน องค์การที่วัฒนธรรมมุ่งให้พนักงานมีความผูกพันด้วยใจต่อองค์การ จึงต้องหาทางที่จะรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพไว้ให้นานที่สุดด้วย การสร้างวัฒนธรรมและบรรยากาศในการทำงานที่ทำให้มีความสมดุลระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัวได้มากที่สุดจึงสามารถแก้ปัญหาและตอบสนองความต้องการของพนักงานดังกล่าวได้โดยพยายามทำให้องค์การเป็นเหมือนที่น่าอยู่หรือบ้านหลังที่สองที่มีแต่ความอบอุ่นเพื่อ ดึงดูดให้พนักงานอยู่กับองค์การได้นาน ๆ องค์การที่มีวัฒนธรรมเน้นความผูกพันต่อองค์การด้วยใจจะมีลักษณะ 5 ประการ ดังนี้

- Strong Sense of Purpose: มีความสำนึกอย่างแรงกล้าต่อการบรรลุเป้าหมายทางสังคมต่อองค์การโดยสร้างวัฒนธรรมองค์การให้ตอบสนองต่อความสำเร็จของเป้าหมายขององค์การซึ่งอาจมิใช่มุ่งต่อความสำเร็จของเป้าหมายขององค์การซึ่งอาจมิใช่มุ่งต่อกำไรเป็นสำคัญเสมอไป เช่น Southwest Airline มุ่งสู่เป้าหมายการมีค่าโดยสารต่ำ ให้บริการตรงต่อเวลา และให้ประสบการณ์บินที่ให้ความบันเทิงแก่ผู้โดยสาร Tom's of Maine มุ่งจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามที่ผลิตจากวัตถุธรรมชาติด้วยกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นต้น

- Focus on Individual Development: องค์การที่เน้นสร้างความผูกพันต่อองค์การด้วยใจจะตระหนักในความมีคุณค่าของพนักงานจะไม่เป็นเพียงองค์การที่ให้พนักงานมาทำงานผ่านไปวันหนึ่ง ๆ เท่านั้นแต่จะสร้างวัฒนธรรมที่พัฒนาพนักงานแต่ละคนให้เรียนสิ่งต่าง ๆ เป็นการเพิ่มทักษะและคุณค่าในตัวพนักงานและมีโอกาสที่จะได้รับความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานอย่างต่อเนื่อง

- Trust and Openness: องค์การที่มุ่งเน้นการสร้างความผูกพันของพนักงานต่อองค์การด้วยใจจะมีวัฒนธรรมที่ทำให้พนักงานมีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน (Mutual Trust) มีความซื่อสัตย์ (Honesty) และเปิดเผยตรงไปตรงมา (Openness) ผู้บริหารจะต้องไม่กลัวที่จะยอมรับความผิดพลาดและจะต้องยืนอยู่แถวหน้าร่วมกับพนักงาน ลูกค้าหรือผู้จำหน่ายวัตถุดิบ ประธานกรรมการบริษัท Wetherill Associates บริษัทผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์รถยนต์ที่ประสบความสำเร็จแห่งหนึ่งกล่าวว่า "เราจะไม่มีการพูดเท็จ ในที่นี่และทุกคนก็รู้ดีเราจะซื่อสัตย์ในคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าแม้ว่าจะเกิดปัญหาใดกับบริษัทเราก็ตาม"

- Employee Empowerment: ข้อแตกต่างประการสุดท้ายขององค์การที่เน้นสร้างความผูกพันของพนักงานต่อองค์การด้วยใจเมื่อเทียบกับองค์การทั่วไป คือ ผู้บริหารจะไม่ปิดกั้นอารมณ์และความรู้สึกของพนักงาน นั่นคือ พนักงานสามารถแสดงออกซึ่งอารมณ์และความรู้สึกได้โดยมิต้องเกรงกลัวความผิดหรือการถูกตำหนิ

 

ปัจจุบันมีองค์การไม่น้อยที่สร้างวัฒนธรรมองค์การโดยนำเรื่องเกี่ยวกับจิตวิญญาณบางอย่างมาเป็นข้อปฏิบัติ ซึ่งมีข้อวิพากษ์วิจารณ์ตามมาว่าการกระทำเช่นนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งมีการวิเคราะห์หาคำตอบว่าหากนำเอากิจกรรมเกี่ยวกับจิตวิญญาณเข้ามาเป็นข้อปฏิบัติแล้ว ทำให้พนักงานรู้สึกอึดอัด เช่น บังคับให้พนักงานต้องเข้าร่วมในลัทธิศาสนาหรือพิธีกรรมใด ๆ ก็เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะถูกต้อง และข้อปฏิบัติทางจิตวิญญาณนั้นช่วยให้พนักงานค้นพบความหมายของการทำงานและชีวิตเกิดปัญญาเห็นสัจธรรมทำให้สามารถลด ละ เลิกกิเลสและอบายมุขต่าง ๆ ไม่แก่งแย่งชิงดีอิจฉาริษยาต่อกันมุ่งหน้าทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเหลือเพื่อนร่วมงาน ทำให้เกิดความสุขทางจิตใจและสุขภาพที่ดีทางกายทั้งพนักงานและองค์การโดยรวมก็ไม่น่าจะมีปัญหาใด ๆ มีการศึกษาพบว่าองค์การที่มีวัฒนธรรมเน้นความผูกพันของพนักงานต่อองค์การด้วยใจมีความสัมพันธ์กับกำไรที่เพิ่มขึ้น การลาออกจากงานน้อยลง พนักงานมีความคิดสร้างสรรค์ มีความพึงพอใจในการทำงานการทำงานเป็นทีมดีขึ้นและประสิทธิภาพโดยรวมขององค์การดีขึ้น

การจัดการธุรกิจสมัยใหม่

โดย นายจำลักษณ์ ขุนพลแก้ว

ถึงเวลาที่วิสาหกิจไทยต้องปรับตัวเปลี่ยนแปลงเพื่อรับมือกับการแข่งขันที่เป็นสากลมากขึ้น โดยนำเอาวิธีการบริหารจัดการเข้ามาประยุกต์ใช้ การจัดการธุรกิจสมัยใหม่ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการจัดการที่เปลี่ยนแปลงอะไรมากมายไปจากการจัดการในศตวรรษที่ผ่านมาแต่อย่างใด เพราะหลักการและวิธีการปรับปรุงงานในอดีตล้วนแล้วแต่ส่งผลดีต่อองค์การที่ได้นำแนวคิดและวิธีการนั้นๆไปใช้แทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นวิธีการแบบญี่ปุ่น อาทิ 5S Kaizen JIT TQC หรือ TPM และการจัดการแบบตะวันตก อาทิ Re-Engineering Lean management TQM Benchmarking ERP หรือ CRM เพียงแต่ว่าหลักการจัดการที่ได้พิสูจน์แล้วว่าดีในช่วงปลายศตวรรษที่ผ่านมานั้นจะต้องบูรณาการให้เป็นระบบ และนำมาใช้สอดประสานกันอย่างลงตัว อาจเรียกว่าเป็น ระบบการจัดการแบบครบวงจร (Integrated Management System – IMS)

สรุปสั้นๆได้ว่า จะต้องเป็นการจัดการที่เป็นระบบ ทันสมัย โปร่งใส และเทียบเคียงกับมาตรฐานอยู่ตลอดเวลา คำว่าเป็นระบบในที่นี้อาจกล่าวได้ว่าทำตามวงจรการบริหารงาน (หรือวงจรเดิมมิ่ง) PDCA (Plan Do Check Act) นั่นเอง โดยแผนกต่างๆในบริษัทเปรียบได้กับกลุ่มของเครื่องดนตรีแต่ละชนิดของวงดนตรีขนาดใหญ่ มีผู้บริหารระดับสูงเป็นผู้ควบคุมวง (Conductor) ถึงแม้ว่าแต่ละแผนกจะมีบุคลากรที่มีคุณภาพ มีความสามารถในการทำงานได้ดี แต่เมื่อต้องทำงานร่วมกับแผนกอื่นแล้วไม่สามารถเข้ากันได้ ก็ไม่ต่างกับวงออร์เคสตร้าที่เล่นเพลงคนละเพลง หรือเล่นเพลงเดียวกันแต่ไปคนละคีย์คนละจังหวะ แบบนี้เห็นทีคงไม่มีใครฟัง ในขณะเดียวกันระบบก็จะต้องมีความทันสมัย หมายถึงยืดหยุ่นเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงได้ทันกับสถานการณ์รอบข้าง ไม่ใช่ใช้วิธีการทำงานแบบเดิมๆเป็นเวลานานๆหลายปีโดยไม่มีการปรับปรุง ขณะเดียวกันต้องมีความโปร่งใส คือตรวจสอบได้ สามารถรับรู้ได้ถึงสถานะและความเป็นไปของการบริหารงานภายในตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้แสดงออกมาได้ผ่านตัวชี้วัดที่เหมาะสม (Key Performance Indicators) และเปรียบเทียบกับมาตรฐานที่ได้กำหนดไว้อยู่เสมอ รวมถึงการเทียบเคียง (Benchmark) กับตัวอย่างที่ดีกว่า หรือดีที่สุด (Best Practices) ในเรื่องนั้นๆ

ขั้นตอนของระบบการจัดการสมัยใหม่ ดังนี้

เริ่มที่ลูกค้า (Customer needs and values) สำรวจความต้องการและแนวทางการตอบสนองต่อลูกค้า เช่น คุณค่าของสินค้าที่ต้องการ ความพึงพอใจที่ผ่านมา ข้อร้องเรียนที่มี การจัดทำฐานข้อมูลและรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้ และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อลูกค้า

รู้สถานะตนเอง (Business Assessment) นั่นคือต้องวิเคราะห์เพื่อหาสถานะปัจจุบันของตนเอง ที่ภาษานักธุรกิจเรียกว่า วิเคราะห์หา SWOT (จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค)

สร้างภาพฝัน (Vision, Mission and Value) เมื่อรู้สถานะและความต้องการของลูกค้าแล้ว ผู้บริหารก็ควรจะร่วมกันฝัน แล้วก็ฝัน ว่าอีก 4-5 ปีข้างหน้าธุรกิจของเราจะไปอยู่ในตำแหน่งใดในตลาด ผู้นำ ผู้ตาม(อันดับ 2 หรือ 3) จะทำอะไร เพื่อใคร และทำไม (ฝันที่ดีต้องตอบคำถาม 3 ข้อนี้ให้ได้นะ) แล้วก็ทำนายฝันออกมาเป็นข้อๆ ที่เรียกว่า ภารกิจ หรือสิ่งที่จะต้องทำ

หาทางไป (Strategic Plan) เมื่อทำนายฝันเป็นข้อๆได้แล้ว ก็มาคิดหาทางให้ฝันนั้นเป็นจริง โดยกำหนดเป็นกลยุทธ์ เพื่อลดช่องว่าง (Gap) หรือระยะห่างระหว่างปัจจุบันกับความฝัน

จัดทำแผน (Business Plan) เมื่อมีกลยุทธ์แล้วก็นำมาจัดทำแผนธุรกิจ หรือจะเรียกว่าแผนงานก็ไม่ผิดกติกา เพื่อจะได้รู้ว่าใครทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร และที่สำคัญจะต้องใช้งบประมาณสนับสนุนแผนงานนั้นๆมากน้อยแค่ไหน ถึงขั้นตอนนี้ก็คงพอเห็นภาพแล้วว่าในปีหนึ่งจะต้องทำอะไรบ้าง แล้วใครมีหน้าที่รับผิดชอบอะไร อาจเรียกแผนธุรกิจนี้ว่าเป็นแผนที่ในการเดินทาง หรือโน้ตดนตรีสำหรับวงดนตรีเพื่อให้บรรเลงเพลงสอดประสานกันก็ได้

ตั้งเป้าหมาย (Strategic Objectives) เมื่อได้แผนงานหรือแผนที่เดินทางแล้ว ควรระบุเป้าหมายของการเดินทางให้ชัดเจนว่าจะไปถึงแค่ไหนอย่างไร ทั้งเป้าหมายใหญ่ (Goal) และเป้าหมายย่อย (Target)

กำหนดตัวชี้วัด (Critical Performance Measures) จากนั้นกำหนดตัวชี้วัดที่เหมาะสมและสอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้

ค้นหาตัวผลักดัน (Analyze Performance Drivers) วิเคราะห์ดูว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่จะช่วยผลักดันให้แผนงาน และเป้าหมายที่ตั้งไว้บรรลุผล แล้วให้ความสนใจใส่ใจปัจจัยนั้นอยู่เสมอ

ลงมือปฏิบัติ (Process Improvement) วางแผนดีแค่ไหน ถ้าไม่ลงทำก็จบกัน แบบที่เรียกว่า Plan นิ่งไง

ทบทวนผลลัพธ์ (Management Review) เมื่อลงมือปฏิบัติไปในช่วงเวลาหนึ่ง ก็ควรมีการตรวจสอบผลลัพธ์ที่ได้กับเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ ว่าเร็วหรือช้ากว่าแผนงาน ถ้าเร็วกว่าก็โล่งใจ แต่ถ้าช้ากว่าก็ต้องเร่งมือ หาทางแก้ไขปรับปรุงกันใหม่อาจจะมีผิดพลาดในขั้นตอนไหน หรือสภาพแวดล้อมรอบข้างเปลี่ยนไป

ทำจนครบทุกขั้นตอนแล้ว ก็ย้อนกลับไปทำใหม่แบบนี้รอบแล้วรอบเล่า ธุรกิจของคุณก็จะแข็งแกร่ง เป็นระบบ ทันสมัยโปร่งใสและเทียบเคียงได้กับธุรกิจระดับโลกครับ

นางสาวสุจิตรา ใจดี
IP: xxx.27.137.107
เขียนเมื่อ Thu Jun 03 2010 09:35:36 GMT+0700 (ICT)

นางสาวสุจิตรา ใจดี

รหัสนักศึกษา B5210102

สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ รุ่น 2

ความรู้ที่ได้จากการเรียนวิชาบริหารธุรกิจเบื้องต้น Dat. 30/5/53

การบริหารธุรกิจเบื้องต้น

ธุรกิจ หมายถึง กระบวนการของกิจการทางเศรษฐกิจที่สัมพันธ์เป็นระบบและอย่างต่อเนื่องในด้าน การผลิต การซื้อขายแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับสินค้าและบริการ โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะได้กำไรหรือผลตอบแทนจากกิจกรรมนั้น

หน้าที่ขั้นพื้นฐานของธุรกิจ

1. จัดหาวัตถุดิบ

2. แปรสภาพวัตถุดิบ

3. จำหน่ายสินค้า

4. ให้บริการแก่ลูกค้า

ประเภทของธุรกิจ

1. ธุรกิจการค้า การประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการกระจายสินค้าจากแหล่งผลิตไปสู่ผู้บริโภคคนสุดท้าย

2. ธุรกิจบริการ การเสนอขายบริการต่างๆ เช่นสิ่งอำนวยความสะดวกสบาย ความบันเทิง การพักผ่อน

3. ธุรกิจการผลิตด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม การผลิตสินค้าเกษตรให้ผู้บริโภค และจำหน่ายวัตถุดิบป้อนโรงงาน

ปัจจัยในการผลิตที่สำคัญก็ คือ

1. คน (Man)

2. เงิน (Money)

3. วัตถุดิบ (Material)

4. เครื่องจักร (Machine)

5.ข้อมูลข่าวสาร (Information) ต่าง ๆ นั่นเอง

สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ

แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

1. ปัจจัยแวดล้อมที่ควบคุมได้ หมายถึง สภาพแวดล้อมภายในทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการ

ภายในของธุรกิจ เช่น 1. วัตถุประสงค์ของธุรกิจ

2. ทรัพยากรของธุรกิจ

3. การจัดการ

2. ปัจจัยแวดล้อมที่ไม่สามารถควบคุมได้ หมายถึง สภาพแวดล้อมภายนอกกิจการที่ผู้ประกอบการ

ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น 1. ปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจ

2. ปัจจัยแวดล้อมทางด้นสังคม

3. ปัจจัยแวดล้อมทางด้านการเมืองและกฎหมาย

4. ปัจจัยแวดล้อมทางด้านเทคโนโลยี

5. ปัจจัยแวดล้อมทางการแข่งขัน

ความรู้เกี่ยวกับการจัดการธุรกิจเบื้องต้น

1. ลักษณะและรูปแบบของประเภทธุรกิจ

2. การจัดทำแผนธุรกิจ

3. การตลาดการขายและแผนการตลาด

4. หลักการบัญชีเบื้องต้น

5. แหล่งเงินและการบริหารทางการเงิน

6. การจัดองค์กร

7. การจัดเอกสารทางธุรกิจ

8. การประกอบอาชีพอิสระ

ประโยชน์ของการศึกษาเกี่ยวกับธุรกิจ

1. เพื่อตัดสินใจในการเลือกอาชีพ

2. เพื่อธุรกิจของตน

3. เพื่อแก้ไขปัญหาสังคม

ผู้ประกอบการจำเป็นจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องหลักการและวิธีการจัดการธุรกิจสมัยใหม่

เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถผลิตสินค้า และบริการที่ดีมีต้นทุนต่ำ

หรือมีราคาที่แข่งขันกันได้ เพื่อจะให้มีการกระจายสินค้าและบริการให้ถึงมือผู้บริโภคได้รวดเร็ว

และสามารถสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าได้มากที่สุด

DNA ขององค์กร

องค์กรของคุณมี DNA แบบไหน การที่แต่ละบริษัทมีวิธีคิดที่แตกต่างกันในเรื่องกำไร การวางแผน ภารกิจเป้าหมาย ภาวะผู้นำ การจ้างงาน ค่าตอบแทนและการตัดสินใจ เกิดจากการที่แต่ละองค์กรมีวิธีการใช้ข้อเท็จจริง ความคิด สถานการณ์แวดล้อม และคน ที่แตกต่างกัน วิธีการให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริง ความคิด สถานการณ์แวดล้อมและคน ที่แตกต่างกันในแต่ละองค์กรนี้ อาจเรียกว่าเป็น DNA ขององค์กร ซึ่งเป็นรากฐานขององค์กร เหมือนที่ DNA ของมนุษย์คือรากฐานชีวิตของมนุษย์

Linda Honold ที่ปรึกษาด้านทรัพยากรมนุษย์และ Robert Silverman อาจารย์ประจำคณะ Human and Organizational Development Faculty แห่ง Fielding Graduate Institute 2 ผู้แต่งได้ยกตัวอย่างบริษัทขนาดกลาง 4 แห่ง จากการศึกษาผลงานของบริษัทตัวอย่างทั้งสี่ ผู้แต่งสอนให้คุณสามารถวิเคราะห์หาประเภท DNA ขององค์กรของคุณ รวมถึงประเด็นขัดแย้งต่างๆ ที่ธุรกิจของคุณกำลังเผชิญอยู่ ทำให้คุณสามารถเข้าใจและเลือกใช้วิธีการบริหารจัดการที่สอดคล้องกับ DNA ขององค์กรของคุณได้

DNA องค์กร มี 4 แบบ

การให้ความสำคัญต่อการใช้ข้อเท็จจริง ความคิด สถานการณ์แวดล้อม และคน ที่แตกต่างกันของแต่ละองค์กร ก่อให้เกิด DNA องค์กร 4 แบบหลัก ทั้งนี้ลักษณะของผู้นำและวิธีบริหารจัดการองค์กรที่องค์กรจะนำมาใช้ จะต้องสอดคล้องกับ DNA ซึ่งเป็นลักษณะพื้นฐานขององค์กรด้วย

- Factual DNA เกี่ยวข้องกับโมเดลแบบเรียงลำดับเป็นเส้นตรงและการคำนวณ องค์กรที่มี DNA แบบนี้ มีรูปแบบการรู้จักตัวเองและสภาพแวดล้อมผ่านการรวบรวมสั่งสมข้อมูล

- Conceptual DNA องค์กรที่มี DNA แบบนี้ให้ความสำคัญกับทฤษฎี กระบวนทัศน์ และแนวคิดที่ดีกว่า ชอบความคิดที่สร้างแรงจูงใจ ซึ่งอาจอยู่ในรูปของทฤษฎีสำคัญ วิสัยทัศน์หรือแนวคิดสำคัญอื่นๆ

- Contextualized DNA ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมภายในและภายนอก สนใจประเด็น ปัญหาต่างๆ ที่เผชิญอยู่ กลยุทธ์ที่ใช้อยู่ และสถานการณ์ที่แวดล้อมประเด็นปัญหาและกลยุทธ์เหล่านั้น

- Individual DNA องค์กรที่มี DNA แบบนี้เกี่ยวข้องกับ คนไม่ว่าเดี่ยวหรือกลุ่มคนที่อยู่ร่วมกับคนอื่น แต่ยังคงมีสิทธิมีเสียง มีความตั้งใจ เป้าหมายและความสนใจส่วนตัวอยู่

ระดับองค์กร

ระบบสารสนเทศระดับองค์กร คือ ระบบสารสนเทศที่สนับสนุนงานขององค์กรในภาพรวมระบบในลักษณะนี้จะเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานร่วมกันของหลายแผนกโดยการใช้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องและส่งผ่านถึงกันจากแผนก หนึ่งข้ามไปอีกแผนกหนึ่งได้ระบบสารสนเทศดังกล่าวนี้จึงสามารถสนับสนุนงานการใช้ข้อมูลเพื่อการบริหาร งานในระดับผู้ปฏิบัติการและสนับสนุนงานการบริหารและจัดการในระดับที่สูงขึ้นได้ด้วยเนื่องจากสามารถ ให้ข้อมูลจากแผนกต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมาประกอบการตัดสินใจ โดยอาจนำข้อมูลมาแสดงในรูปแบบสรุปหรือใน แบบฟอร์มที่ต้องการได้บ่อยครั้งที่การบริหารงานในระดับสูงจำเป็นต้องใช้ข้อมูลร่วมกันจากหลายแผนกเพื่อ ประกอบการตัดสินใจ ระบบการประสานงานเพื่อการสร้างรายได้ให้กับธุรกิจการค้า

ความหมายตัวแบบธุรกิจ

เป็นแกนสำคัญที่ผู้ประกอบการใช้ในการวางแผนการคิด หรือการดำเนินงานจัดทำแผนธุรกิจที่ดีมีความสมบูรณ์ครบถ้วนและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังเป็นสิ่งที่ช่วยในการกำหนดการเริ่มต้นดำเนินการธุรกิจ การปรับปรุงกระบวนการในการบริหารจัดการหรือพัฒนาธุรกิจที่ดำเนินการอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

องค์ประกอบพื้นฐาน

1.สินค้าและบริการ

2.กลุ่มลูกค้า

3.ช่องทางการจัดจำหน่าย

4.ลูกค้าสัมพันธ์

5.การจัดสรรทรัพยากรของธุรกิจ

6.ความสามารถ / ความเชี่ยวชาญขององค์กร

7.เครือข่ายความร่วมมือ ในการสร้างคุณค่าของสินค้าและบริการ

8.เครือข่ายความร่วมมือ ในการดำเนินการทางการพาณิชย์ของธุรกิจ

9.โครงสร้างของต้นทุนค่าใช้จ่าย

10.แหล่งที่มาของรายได้

สภาพแวดล้อมและการวิเคราะห์

ประเภทของสภาพแวดล้อม

1.สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนด ( Environmental Determinism )

2.สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนดทางเลือก ( Environmental Prosibilism )

3.สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนดทางเลือก แต่สามารถวิเคราะห์ทางเลือกได้ขึ้นอยู่กับ Psychology Environment

( Environmental Prosibilism )

4.สภาพแวดล้อมไม่มีความหมาย ( Free will Environmental )

เทคนิคการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม

รูปแบบของสภาพแวดล้อม

- เปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณ

- เปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ

มิติการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม

- การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมโลก ( Globalization Scanning )

- การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมเชิงมหภาค ( Country Scanning or Macro Scanning )

- การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมองค์การ ( Organization Scanning )

การสร้างตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศสำหรับผู้ประกอบการ SMEs

กระแสการเปลี่ยนแปลงทางความคิดและการดำเนินชีวิตวิถีการเลี้ยงสัตว์และเร่ร่อน

1.ยุคสังคมเกษตรกรรม

2.ยุคสังคมอุตสาหกรรม

3.ยุคสังคมข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ Information Era

4.ยุคสังคมความคิด

การสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน Five For Model

การออกแบบขององค์กรเราสร้างระบบทุกระบบ

การวิเคราะห์ SWOT (SWOT Analysis)

การประเมิน ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายนอกองค์กร เพื่อทำให้ทราบถึง โอกาส และ อุปสรรค และการประเมิน ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายในองค์กร เพื่อทำให้ทราบถึง จุดแข็ง และ จุดอ่อน ภายในองค์กรจะเรียกการวิเคราะห์นี้ว่า การวิเคราะห์ SWOT โดยที่

S = Strength คือ จุดแข็ง

W = Weakness คือ จุดอ่อน

O = Opportunity คือ โอกาส

T = Threats คือ อุปสรรค

การตลาดคือ

1.การตลาด = MBA

- การใช้ Mass Media

2.การตลาด = คนขายของ

- ขายปลีก

- ร้านขายปลีก

3.การตลาด = การจัดจำหน่าย

จริญญา เลิศถาวรสิน
IP: xxx.24.205.43
เขียนเมื่อ Thu Jun 03 2010 11:55:24 GMT+0700 (ICT)

วิชาการบริหารธุรกิจเบื้องต้น

สรุปเรียนวันอาทิตย์ที่ 30/05/53 โดย น.ส. จริญญา เลิศถาวรสิน B5220008

สาขาการจัดการ รุ่น 1

แนวคิดทางการบริหารธุรกิจ

1. รูปแบบการเป็นเจ้าของธุรกิจ

2. ตัวแบบธุรกิจ

3. หลักการพื้นฐานของการบริหารธุรกิจ

การทำธุรกิจทำเพื่อให้ได้ผลประโยชน์สูงสุด . วิธีคิดของแต่ละคนสามารถทำธุรกิจได้

การประกอบธุรกิจหรือทำธุรกิจอยู่ที่ความคิดของแต่ละคน

DNA ขององค์กร มี 4 แบบ ที่ผู้บริหารสามารถนำมาใช้ได้

1. Factual DNA ข้อมูลที่เป็นความจริง หรือ ข้อมูลสังคมในขณะนั้น

2. Conceptual DNA วิธีคิดอย่างชาญฉลาดของนักธุรกิจ

3. Contextualized DNA สภาพแวดล้อมบังคับ

4. Individual DNA ความชอบของบุคคล

องค์ประกอบพื้นฐาน

1. สินค้าและบริการ

2. กลุ่มลูกค้า

3. ช่องทางการจัดจำหน่าย ได้แก่ Single Distribution , Agent Distribution ,

Malti lawell Distribution

4. ลูกค้าสัมพันธ์

5. การจัดสรรทรัพยากรของธุรกิจ

6. ความสามารถและความเชี่ยวชาญของธุรกิจ

7. เครือข่ายความร่วมมือสร้างคุณค่าของสินค้า

8. เครือข่ายความร่วมมือการดำเนินการทางพาณิชย์

9. โครงสร้างของต้นทุนค่าใช้จ่าย

10. แหล่งที่มาของรายได้

การบริหารธุรกิจในยุคเศรษฐกิจฐานความรู้ โดยจะใช้สมองในการคิดเพิ่มมากขึ้น เน้นการ

ใช้สมองทั้งสองข้าง ในเรื่องของเหตุและผล

ประเภทของสภาพแวดล้อม

1. สภาพแวดล้อมและการวิเคราะห์

2. สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนด

3. สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนดทางเลือก

4. สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนดทางเลือกแต่สามารถวิเคราะห์ทางเลือกได้

สภาพแวดล้อมมี 2 ประเภท

1. Circle of Concern ( COC ) สิ่งที่ควบคุมไม่ได้

2. Circle of Influence ( COI ) สิ่งที่ควบคุมได้

ถ้ามีเหตุการณ์ที่ COI ไม่แข็งแรงจะทำให้ COC บีบเราได้ แต่ถ้ามีเหตุการณ์ที่ COI มีความแข็งแรงพอก็จะทำให้เราสามารถควบคุม COC ได้

มิติของสภาพแวดล้อม มี 2 มิติ

1. External Environment ได้แก่

- Global Environment

- Macro Environment

2. Internal Environment ได้แก่

- Organization Environment

- Grohp Environment

- Individually Environment

ผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม มี 4 ประการ เรียกว่า SWOT ดังนี้

1. Strength จุดแข็ง

2. Weakness จุดอ่อน

3. Opportunity โอกาส

4. Threats อุปสรรค

เทคนิคการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม

1. มองจากปัจจุบันไปอนาคต

2. มองจากอนาคตไปปัจจุบัน

จะเกิดช่องว่างโดยเราต้องคิดสร้างสรรค์และพัฒนาเอง

รูปแบบของสภาพแวดล้อม

1. การเปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณ ว่าด้วยปริมาณตัวเลข

2. การเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ

มิติการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม

1. การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมโลก

2. การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมเชิงมหภาค

3. การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมองค์การ

ขีดความสามารถ

1. ขีดความสามารถในเชิงการบริหาร

2. ขีดความสามารถในงานหน้าที่

3. ขีดความสามารถความสามารถหลัก

การศึกษาขีดความสามารถเพื่อให้แต่ละคนได้ใช้ความสามารถในการทำงานในความถนัดของตนเองเพื่อสร้างสรรค์ผลงานให้กับองค์กร

กระแสการเปลี่ยนแปลงทางความคิดและการดำเนินชีวิต

วิถีการเลี้ยงสัตว์และเร่ร่อน

1. ยุคสังคมเกษตรกรรม

2. ยุคสังคมอุตสาหกรรม

3. ยุคสังคมข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ

4. ยุคสังคมความคิด

5. ยุคสังคมฐานความรู้ ได้แก่

- ข้อมูล

- สารสนเทศ

- ความรู้

- ปัญญา

ปัจจัยในการผลิตที่สำคัญ มี 5 อย่าง

1. Man คน

2. Money เงิน

3. Material วัตถุดิบ

4. Machine เครื่องจักร

5. Information ข้อมูลข่าวสาร

สิ่งที่องค์กรคาดหวัง

1. ผลประกอบการ

2. ความพึงพอใจของลูกค้า

องค์กรต้องมีรูปแบบ

1. กำหนดยุทธศาสตร์

2. ออกแบบองค์กร

การสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน Five Force Model

1. Threat of new Entrants

2. Bargaining power of Customers

3. Threat of substitute Products

4. Bargaining Power of Suppliers

การตลาดคือ

1. การตลาด คือ การขายของ

- ขายปลีก

- ร้านขายปลีก

2. การตลาด คือ การจำหน่าย

ตลาด คือ สถานที่ที่เป็นชุมชน เพื่อการซื้อและขายสินค้าทั้งในรูปวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูป เป็นประจำ เป็นครั้งคราว หรือเป็นสถานที่กำหนดวัน ตั้งอยู่ในละแวกของชุมชนหรือทำเลที่เหมาะสมในการซื้อขาย

นางสาวอัจฉรา ลบเทศ
IP: xxx.120.11.67
เขียนเมื่อ Thu Jun 03 2010 16:49:35 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียน วิชาการบริหารธุรกิจเบื้องต้น วันอาทิตย์ที่ 30/5/53

นางสาวอัจฉรา ลบเทศ รหัส B5220029 การจัดการ รุ่น 1

ความหมายของธุรกิจและการประกอบธุรกิจ

ธุรกิจหมายถึง กิจกรรมทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อที่จะจำหน่ายสินค้า และให้บริการภายใต้กฏเกณฑ์ที่ได้กำหนดให้โดยมีความสัมพันธ์กับการอื่น และกลุ่มผู้กระทำงานร่วมมือกันให้บรรลุถึงจุดหมายอันเดียวกันคือความสำเร็จ

การประกอบธุรกิจหมายถึง การผลิตสินค้าและบริการและการนำสินค้าและบริการนั้นมาจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภค

ประเภทของธุรกิจ

1. ธุรกิจการค้า การประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการกระจายสินค้าจากแหล่งผลิตไปสู่ผู้บริโภคคนสุดท้าย

2. ธุรกิจบริการ การเสนอขายบริการต่างๆ เช่นสิ่งอำนวยความสะดวกสบาย ความบันเทิง การพักผ่อน

3. ธุรกิจการผลิตด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม การผลิตสินค้าเกษตรให้ผู้บริโภค และจำหน่ายวัตถุ

ความรู้ที่เกี่ยวกับการจัดการธุรกิจเบื้องต้น

1. ลักษณะและรูปแบบของประเภทธุรกิจ

2. การจัดทำแผนธุรกิจ

3. การตลาดการขายและแผนการตลาด

4. หลักการบัญชีเบื้องต้น

5. แหล่งเงินและการบริหารทางการเงิน

6. การจัดองค์กร

7. การจัดเอกสารทางธุรกิจ

8. การประกอบอาชีพอิสระ

ประโยชน์ของการศึกษาเกี่ยวกับธุรกิจ

1.เพื่อตัดสินใจในการเลือกอาชีพ

2.เพื่อธุรกิจของตน

3.เพื่อแก้ปัญหาสังคม

DNA of Organization ประกอบด้วย

- FACTUAL DNA

- CONCEPTUAL DNA

- CONTEXTUAL DNA

- INDIVIDUAL DNA

องค์ประกอบพื้นฐานในการประกอบธุรกิจ

1.สินค้าและการบริการ

2.กลุ่มลูกค้า

3.ช่องทางในการจำหน่าย

4.ลูกค้าสำพันธ์

5.การจัดสรรทรัพยากรของธุรกิจ

6.ความสามารถและความเชี่ยวชาญขององค์กร

7.เครือข่ายความร่วมมือในการสร้างคุณค่าของสินค้าและบริการ

8.เครือข่ายความร่วมมือในการดำเนินการทางพานิชย์ของธุรกิจ

9.โครงสร้างของต้นทุนค้าใช้จ่าย

10.แหล่งที่มาของรายได้

การวิเคราะห์ SWOT (SWOT Analysis)

การประเมิน ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายนอกองค์กร เพื่อทำให้ทราบถึงโอกาสและอุปสรรค และการประเมินผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายในองค์กร เพื่อทำให้ทราบถึง จุดแข็ง และจุดอ่อนภายในองค์กร

S = Strength คือ จุดแข็ง

W = Weakness คือ จุดอ่อน

O = Opportunity คือ โอกาส

T = Threats คือ อุปสรรค

มิติการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม

1. การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมโลก

2. การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมเชิงมหภาค

3. การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมองค์กร

กระแสการเปลี่ยนแปลงทางความคิดและการดำเนินชีวิต โดยแบ่งดังนี้

1. ยุดสังคมเกษตรกรรม

2. ยุคสังคมอุตสาหกรรม

3. ยุดสังคมข้อมูลข่าวสาร และเทคโนโลยีสารสนเทศ

4. ยุดสังคมความคิด

การตลาด คือ

1. การตลาด คือการขายของ

- ขายปลีก

- ร้านขายปลีก

2. การตลาดคือการ จำหน่าย

ตลาด หมายถึง สถานที่ที่เป็นชุมชนหรือเป็นที่ชุมนุมเพื่อซื้อและขายสินค้า ทั้งในรูปของวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูปเป็นประจำเป็นครั้งคราว หรือตามวันที่กำหนด โดยที่ตั้งของตลาดอาจมีเพียงที่เดียว หรือหลายที่ที่ตั้งอยู่ใกล้กันในบริเวณที่มีทำเลเหมาะสม เช่น เป็นศูนย์กลางของชุมชน และเหมาะจะเป็นที่นัดพบ หรือเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารต่างๆ ของคนในชุมชนนั้นๆด้วยเหตุนี้เมื่อมีชุมชนอยู่ ณ ที่ใด ก็มักจะมีตลาดอยู่ ณ ที่นั่น ตลาดจึงมีมาแต่ครั้งโบราณในทุกสังคม

นางสาว วันเพ็ญ แก้วอุดร รุ่นที่1 สาขา คอมพืวเตอร์ธุรกิจ B5210012
IP: xxx.120.120.19
เขียนเมื่อ Thu Jun 03 2010 20:11:41 GMT+0700 (ICT)

สรุป วิชา การบริหารธุรกิจเบือ้งต้น

- แนวทางธุรกิจ-

- หลัการพื้นฐานของการของบริหารธุรกิจ

- ตัวแบบ

- รูปแบบการเป็นเจ้าของทางธุรกิจ

- ธุ รกิจหมายถึง กระบวนการการของกิจการทางเศรษฐกิจที่สัมพันธ์เป็นระบบและอย่างตต่อเนื่องในด้านการผลิต และการชื้อขายแลกเปลื่ยนเกี่ยวกับสินค้า และบริการ โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะได้กำไรหรือผลตอบแทนจากกิจกรรมนั้น

- ประเภทของธุกิจ-

- ธุรกิจการค้า

- ธุรกิจการบริการ

- ธุรกิจการผลิตด้าการเกษตรและอุตสาหกรรม

- ธุรกิจการค้า การประกอบธุกิจที่เกี่ยวข้องกับการกระจายสินค้าจากแหล่งผลิต

- ธุรกิจบริการ การเสนอการขายบริการต่างๆ

- ธุรกิจการผลิตด้านอุตสาหกรรม การผลิตสินค้าเกษตรให้ผู้บริโภคและจำหน่ายวัตถุดิบ

- หน้าที่พื้นฐานทางด้านธุรกิจ -

- จัดหาวัตถุดิบ

- แปรสภาพวัตถุดิบ

- จำหน่าสินค้า

- ให้บริการแก่ลูกค้า

- ธุรกิจทางด้านสภาพแวดล้อม ประเภทของสภาพแวดล้อม -

- สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนด

- สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนดทางเลือก

- สภาพแวดล้อมเป็นตัวกำหนดทางเลือกแต่สามารถวิเคราะห์ทางเลือกได้ขึ้นอยู่กับ Psychology Environment

- สภาพแวดล้อมไม่มีความหมาย

- ปัจจัยแวดล้อมที่ควบคุมได้ หมาถึง สภาพแวดล้อมภายในทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการภายในของธุรกิจ

- ทรัพยากรของธุรกิจ

- ปัจจัยแวดล้อมทางด้านสังคม

- ปัจจัยแวดล้อมทางด้านเทคโนโลยี

- การตลาด คือ

- การตลาด คือ การขายของเพื่อแลกเปลี่ยนสินค้าไม่ว่าจะเป็นปลีก หรือ ขายส่ง

- การตลาด คือ การจำหน่าย

- การตลาด เป็นสถานที่ชุมนุมทั้งสินค้าวัตถุดิบ และสำเร็จรูปที่ตั้งอย่ในชุมนุมที่เหมาะสมในการฃื้อขาย

sujittra pipatrungrai
เขียนเมื่อ Fri Jun 04 2010 00:00:04 GMT+0700 (ICT)

โดย : นางสุจิตรา พิพัฒน์เรืองไร รหัส B5210111

สาขา: คอมพิวเตอร์ธุรกิจ รุ่น2

วิชา : การบริหารธุรกิจเบื้องต้น

สรุปการเรียนใน วันที่ 30/5/10 และตอบคำถาม

ท่านคิดว่าอะไรเป็นองค์ประกอบสำคัญของการประกอบธุรกิจสมัยใหม่ จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่าง

*หลักการประกอบธุรกิจสมัยใหม่*

1. ความหมายของธุรกิจ

ธุรกิจ (Business) หมายถึงความพยายามของผู้ประกอบการที่จะผลิตหรือซื้อขายสินค้า (Products) หรือบริการ (Services) เพื่อตอบสนองความต้องการของสังคม (ลูกค้า) โดยหวังที่จะได้ผลกำไร และยอมรับความเสี่ยงในการขาดทุนหรือไม่ได้ผลกำไรตามต้องการ โดยมีความรับผิดชอบต่อสังคม และมีจริยธรรมทางธุรกิจ ผู้ประกอบการจึงต้องทุ่มเทเวลา ความพยายามและเงินทุนเพื่อดำเนินธุรกิจให้ประสบผลสำเร็จ ทั้งด้านประสิทธิผล (Effectiveness) และประสิทธิภาพ (Efficiency)

2. ประเภทของธุรกิจ

อาจจะแบ่งธุรกิจออกเป็น 3 ประเภท คือ

(1) ธุรกิจการผลิต (Manufacturing Business) หมายถึง ธุรกิจที่มีวัตถุประสงค์ในการแปรรูป (Transforming) วัตถุดิบให้เป็นสินค้า เช่น ธุรกิจการผลิตอาหาร ธุรกิจการทอผ้า ธุรกิจการผลิตรถยนต์ เหล่านี้เป็นต้น

(2) ธุรกิจบริการ (Service Business) หมายถึง ธุรกิจที่มีวัตถุประสงค์ในการให้บริการลูกค้า เช่น ธุรกิจการเงิน ธนาคาร ร้านค้า ศูนย์การค้า ธุรกิจการบิน ธุรกิจการท่องเที่ยว เหล่านี้เป็นต้น

(3) ธุรกิจการค้า (Trading Business) หมายถึง ธุรกิจที่มีวัตถุประสงค์ในการซื้อ-ขายสินค้า หรือเป็นคนกลางในการซื้อขายสินค้า เช่น ห้างสรรพสินค้า ธุรกิจการค้าปลีก ธุรกิจการค้าส่ง เหล่านี้เป็นต้น

3. รูปแบบของการประกอบธุรกิจ

อาจ จะแบ่งรูปแบบของการประกอบธุรกิจออกเป็น 6 แบบ คือ

(1) กิจการเจ้าของเพียงคนเดียว (Sole Proprietorship) หมายถึง ธุรกิจที่เจ้าของและดำเนินการโดยคนเพียงคนเดียว เป็นธุรกิจซึ่งสามารถจัดตั้งและดำเนินการได้เองเพียงคนคนเดียว แต่ต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย

2) ห้างหุ้นส่วน (Partnership) ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 บัญญัติว่า “อันสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ตกลงกันเพื่อกระทำกิจการร่วมกัน ด้วยประสงค์จะแบ่งผลกำไรพึงได้แก่กิจการที่กระทำนั้น” ห้างหุ้นส่วนจึงเป็นการประกอบการของบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป และแบ่งห้างหุ้นส่วนออกเป็น 2 ชนิดคือ

1) ห้างหุ้นส่วนสามัญ 2) ห้างหุ้นส่วนจำกัด

(3) บริษัทจำกัด (Corporation)

บริษัทจำกัด หมายถึงบริษัทที่ผู้ถือหุ้นรับผิดชอบหนี้สินเฉพาะจำนวนจำกัดที่จดทะเบียนไว้ อาจจะแบ่งบริษัทจำกัดได้เป็น 2 ประเภท คือ

1) บริษัทเอกชน จำกัด

2) บริษัทมหาชน

(4) ธุรกิจขนาดย่อม (Small and Medium Business)

ธุรกิจ ขนาดย่อม หมายถึง ธุรกิจที่ดำเนินการโดยบุคคล หรือ กลุ่มบุคคลโดยบริหารด้วยตนเองโดยเงินทุนไม่มากนัก เช่น Schermerhorm1 ให้ธุรกิจขนาดย่อมหมายถึง ธุรกิจที่มีคนงานน้อยกว่า 500 คน เป็นธุรกิจที่เจ้าของมีอิสระในการบริหารงานด้วยตนเองและไม่เป็นธุรกิจนำ

(5) ธุรกิจบริการ (Service) เป็นธุรกิจที่ผลิตและขายบริการต่อเนื่องกัน และธุรกิจที่ไม่มีการผลิตแต่เพียงขายบริการ เช่น ร้านอาหาร ธุรกิจการเงิน ฯลฯ

6. จริยธรรมทางธุรกิจ Albert Schweitzer4 พูดถึงจริยธรรมว่า “เป็นความห่วงใยต่อพฤติกรรมที่ดี ”เป็นการพิจารณาไม่เพียงความเป็นอยู่ที่ดีของตัวเองแต่ต่อคนอื่น ๆ ด้วย“ และ “ปฏิบัติต่อคนอื่นให้เหมือนกับการปฏิบัติต่อตัวเอง”

การเพิ่มผลผลิต (Productivity) การจัดสรรผลประโยชน์ด้วยความเป็นธรรม จะทำให้พนักงาน/ลูกจ้าง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผู้ได้ประโยชน์จะมีความกระตือรือร้นและมีขวัญ กำลังใจในการทำงาน ก็จะทำให้สามารถเพิ่มผลผลิตได้ ตัวอย่างเช่น Control Data Corporation พบว่า หลังจากที่บริษัทมีโครงการ Employees Advisory Program (EAP’s) ซึ่งเป็นโครงการให้คำแนะนำเกี่ยวกับปัญหาทางครอบครัว การงาน การเงิน และกฎหมายแล้วทำให้บริษัทมีผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ได้ประโยชน์ (Stakeholder Relations) การจัดการที่มีจริยธรรม (Ethical Management) จะส่งผลทางบวกไปสู่ผู้ได้ประโยชน์วงนอก ๆ ด้วย โดยเฉพาะผู้ส่งมอบ (Supplier) และลูกค้า ผู้บริโภค ตลอดจนประชาชนทั่วไป โดยการจัดการที่มีคุณธรรมจะสามารถดึงดูดลูกค้าให้มีธุรกรรมร่วมกับบริษัท

แนว คิดทางการตลาด (Marketing Concept)

คำว่า “การตลาด” และ “นักการตลาด” ถูกเข้าใจคลาดเคลื่อนไปบ้างในปัจจุบัน กล่าวคือผู้คนบางกลุ่มเข้าใจไปในทางลบว่า เป็นงานหรือบทบาทหน้าที่ดึงดูด ล่อลวง หรือจูงใจให้เกิดการซื้อโดยหลงผิดแก่ผู้บริโภค ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง

หลักแนวคิดของการตลาดที่แท้จริงนั้น ปรมาจารย์การตลาด Phillips Kotler ได้อธิยายไว้ว่าคือ “กระบวนการทางสังคม ที่บุคคล หรือ กลุ่ม จะพยายามให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนต้องการจากบุคคลอี่น โดยการสร้างสรรค์และนำเสนอคุณค่าบางอย่างที่เป็นที่พอใจของอีกฝ่ายหนึ่งเป็น การแลกเปลี่ยน” นั่นคือการสร้างสถานการณ์แลกปลี่ยนซึ่งความพอใจและคุณค่าของทั้งสองฝ่ายให้ เกิดขึ้น ดังนั้นการจะนำกลยุทธ์ทางการตลาดมาใช้ กับงานห้องสมุดและบริการสารสนเทศเชิงรุก ก็คือ การหาแนวทางพัฒนา สร้างสรรค์คุณค่าบริการ การสื่อสารคุณค่า และเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงให้แก่ผู้ใช้บริการ ให้เกิดความพอใจที่สุดนั่นเอง

บทบาทการตลาด

จากความหมายของการตลาดข้างต้น บทบาทหน้าที่ของการตลาดจึงต้องเริ่มต้นขึ้นที่ความต้องการของลูกค้า และจบลงที่ความพอใจของลูกค้า เป็นหลัก ดังนี้

1. ค้นหา และเข้าใจในความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าให้มากที่สุด

2. พัฒนาสินค้า/บริการให้สอดคล้อง ตอบสนองต่อความต้องการนั้นๆไปเสนอแลกเปลี่ยน เพื่อให้เกิดความพอใจและความสุขในการแลกเปลี่ยน

3. รักษาความพอใจและความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าไว้ให้ยาวนาน นำเสนอสินค้า/บริการใหม่ ๆ ที่เปลี่ยนไปตามความต้องการ และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปตลอดเวลาของลูกค้าได้

DNA องค์กร 4 แบบ

การให้ความสำคัญต่อการใช้ข้อ เท็จจริง ความคิด สถานการณ์แวดล้อม และคน ที่แตกต่างกันของแต่ละองค์กร ก่อให้เกิด DNA องค์กร 4 แบบหลัก ทั้งนี้ลักษณะของผู้นำและวิธีบริหารจัดการองค์กรที่องค์กรจะนำมาใช้ จะต้องสอดคล้องกับ DNA ซึ่งเป็นลักษณะพื้นฐานขององค์กรด้วย

- Factual DNA เกี่ยวข้องกับโมเดลแบบเรียงลำดับเป็นเส้นตรงและการคำนวณ องค์กรที่มี DNA แบบนี้ มีรูปแบบการรู้จักตัวเองและสภาพแวดล้อมผ่านการรวบรวมสั่งสมข้อมูล

- Conceptual DNA องค์กรที่มี DNA แบบนี้ให้ความสำคัญกับทฤษฎี กระบวนทัศน์ และแนวคิดที่ดีกว่า ชอบความคิดที่สร้างแรงจูงใจ ซึ่งอาจอยู่ในรูปของทฤษฎีสำคัญ วิสัยทัศน์หรือแนวคิดสำคัญอื่นๆ

- Contextualized DNA ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมภายในและภายนอก สนใจประเด็น ปัญหาต่างๆ ที่เผชิญอยู่ กลยุทธ์ที่ใช้อยู่ และสถานการณ์ที่แวดล้อมประเด็นปัญหาและกลยุทธ์เหล่านั้น

- Individual DNA องค์กรที่มี DNA แบบนี้เกี่ยวข้องกับ คนไม่ว่าเดี่ยวหรือกลุ่มคนที่อยู่ร่วมกับคนอื่น แต่ยังคงมีสิทธิมีเสียง มีความตั้งใจ เป้าหมายและความสนใจส่วนตัวอยู่

ระดับองค์กร

ปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญของการ ประกอบธุรกิจ ประกอบด้วย

1. คน (Man)

2. เงินทุน (Money)

3. วัสดุอุปกรณ์ (Materials)

4. เครื่องจักร (Machines)

5. ความรู้ในการบริหารจัดการ (Management)

สภาพแวดล้อมและการวิเคราะห์ ประเภทของสภาพแวดล้อม

1.สภาพแวดล้อมเป็นตัวกำหนดภายนอก

2.สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนดทางเลือก

3.สภาพแวดล้อมเป็นตัวกำหนดทางเลือกแต่สามารถวิเคราะห์ทางเลือก

4.สภาพแวดล้อมที่ไม่มีความหมาย

สภาพแวดล้อมทาง ธุรกิจ

แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ

1. ปัจจัยสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้ (Cicle of Influence :COI) หมายถึง สภาพแวดล้อมภายในทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการภายในของธุรกิจ เช่น 1. วัตถุประสงค์ของธุรกิจ

2. ทรัพยากรของธุรกิจ

3. การจัดการ

2. ปัจจัยสภาพแวดล้อมที่ไม่สามารถควบคุมได้ (Cicle of Concern :COC) หมายถึง สภาพแวดล้อมภายนอกกิจการที่ผู้ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น

1.ปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจ

2. ปัจจัยแวดล้อมทางด้นสังคม

3. ปัจจัยแวดล้อมทางด้านการเมืองและกฏหมาย

4. ปัจจัยแวดล้อมทางด้านเทคโนโลยี

5. ปัจจัยแวดล้อมทางการแข่งขัน

สภาพแวดล้อมภายนอก 2 มิติ /สภาพแวดล้อมทางโลกาวิวัฒน์

เทคนิคการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม

1.การมองจากปัจจุบันไปหาอนาคต คือการวางเป้าหมายว่า ในอนาคตข้างหน้าทำอะไรบ้างจะบริหารอย่างไร

2.การมองจากปัจจุบันย้อนกลับไปยังอดีต คือการมองย้อนกลับไปยังอดีตก็จะพบกับช่องว่า แล้วนำนาวิเคราะว่าจะสร้างและพัฒนาอย่างไร

การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม

1.การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมของโลก

2.การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมมหาภาค

3.การวิเคราะสภาพแวดล้อมขององค์กร

การวิเคราะห์ SWOT (SWOT Analysis)

การประเมิน ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายนอกองค์กร เพื่อทำให้ทราบถึง โอกาส และ อุปสรรค และการประเมินผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม

จุดแข็ง และ จุดอ่อน ภายในองค์กรจะเรียกการวิเคราะห์นี้ว่า การวิเคราะห์ SWOT

S = Strength คือ วิเคราะห์จุดแข็ง

W = Weakness คือ วิเคราะห์จุดอ่อน

O = Opportunity คือ วิเคราะห์โอกาส

T = Threats คือ วิเคราะห์อุปสรรค

จุดแข็ง, จุดอ่อน เป็นสถานการณ์แวดล้อมภายในองค์กร องค์กรสามารถแก้ไขได้หรือควบคุมได้ โอกาส, อุปสรรค เป็นสถานการณ์แวดล้อมภายนอกองค์กร แก้ไขไม่ได้ หรือควบคุมไม่ได้

แนวคิดทางการตลาด (Marketing Concept)

คำว่า “การตลาด” และ “นักการตลาด” ถูกเข้าใจคลาดเคลื่อนไปบ้างในปัจจุบัน กล่าวคือผู้คนบางกลุ่มเข้าใจไปในทางลบว่า เป็นงานหรือบทบาทหน้าที่ดึงดูด ล่อลวง หรือจูงใจให้เกิดการซื้อโดยหลงผิดแก่ผู้บริโภค ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง หลักแนวคิดของการตลาดที่แท้จริงนั้น ปรมาจารย์การตลาด Phillips Kotler ได้อธิยายไว้ว่าคือ “กระบวนการทางสังคม ที่บุคคล หรือ กลุ่ม จะพยายามให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนต้องการจากบุคคลอี่น โดยการสร้างสรรค์และนำเสนอคุณค่าบางอย่างที่เป็นที่พอใจของอีกฝ่ายหนึ่งเป็น การแลกเปลี่ยน” นั่นคือการสร้างสถานการณ์แลกปลี่ยนซึ่งความพอใจและคุณค่าของทั้งสองฝ่ายให้ เกิดขึ้น ดังนั้นการจะนำกลยุทธ์ทางการตลาดมาใช้ กับงานห้องสมุดและบริการสารสนเทศเชิงรุก ก็คือ การหาแนวทางพัฒนา สร้างสรรค์คุณค่าบริการ การสื่อสารคุณค่า และเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงให้แก่ผู้ใช้บริการ ให้เกิดความพอใจที่สุดนั่น

บทบาททางการตลาด

บทบาทหน้าที่ของการตลาดจึงต้องเริ่มต้นขึ้นที่ความต้องการของลูกค้า และจบลงที่ความพอใจของลูกค้า เป็นหลัก ดังนี้

1. ค้นหา และเข้าใจในความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าให้มากที่สุด

2. พัฒนาสินค้า/บริการให้สอดคล้อง ตอบสนองต่อความต้องการนั้นๆไปเสนอแลกเปลี่ยน เพื่อให้เกิดความพอใจและความสุขในการแลกเปลี่ยน

3. รักษาความพอใจและความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าไว้ให้ยาวนาน นำเสนอสินค้า/บริการใหม่ ๆ ที่เปลี่ยนไปตามความต้องการ และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปตลอดเวลาของลูกค้าได้

สรุปคือ ในยุคสังคมความคิดในปัจจุบันต้องอาศัยความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน 3 เรื่อง

1.สินค้าต้องมีความแตกต่าง Defferentation

2.ต้องเป็นผู้นำ Overall cost leadership

3.ความเชี่ยวชาญในธุรกิจนั้น Focus

**การทำงานของสมอง**

สมองซีกซ้าย - คิดหาเหตุและผล -ทำหน้าที่ในการวิเคราะห์ - ควบคุมร่างกายข้างขวา

การสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน Five For Model

1. ผู้ประกอบการที่จะเข้าสู่กิจการรายใหม่

2. แรงขับด้านลูกค้า ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจ/อารมณ์/ความรู้สึกและพฤติกรรมของลูกค้าถือเป็น เรื่องสำคัญ

3. สินค้าทดแทน สามารถแย่งตลาดของสินค้าเดิมได้และส่งผลให้บริษัทต้นทุนลดลง

4. Supplilers การแข่งขันทางด้านตลาดถือเป็นสิ่งสำคัญ

เทคนิคการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม

1. วิเคราะห์จากปัจจุบันไปหาอนาคต

2. วิเคราะห์จากอนาคตย้อนมาปัจจุบัน

โดยทั้งสองนี้จะเกิดช่องว่าง คือ ความแตกต่าง (GAPS) โดยจะต้องสร้าง(BUILD) และพัฒนา(DEVELOP)

รูปแบบ ของสภาพแวดล้อม

- เปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณ คือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับตัวเลข

- เปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ

มิติ การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม

- การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมโลก

- การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมเชิงมหาภาค

- การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมองค์กร

*** การสร้างตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศสำหรับผู้ประกอบการ SMEs

กระแส การเปลี่ยนแปลงทางความคิดและการดำเนินชีวิต

วิถีการเลี้ยงสัตว์และเร่ ร่อน

1.ยุคสังคมเกษตรกรรม

2.ยุคสังคมอุตสาหกรรม

3.ยุคสังคมข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Era)

4.ยุคสังคมความคิด (Conceptual)

5. สังคมฐานความรู้ (Knowledge Era) คือ

- ข้อมูล

- สารสนเทศ

- ความรู้

- ปัญญา

สรุปคือ ในยุคสังคมความคิดในปัจจุบันต้องอาศัยความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน 3 เรื่อง

1.สินค้าต้องมีความแตกต่าง Defferentation

2.ต้องเป็นผู้นำ Overall cost leadership

3.ความเชี่ยวชาญในธุรกิจนั้น Focus

ท่านคิดว่าอะไรเป็นองค์ประกอบสำคัญของการประกอบธุรกิจสมัยใหม่ จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่าง

เรามักพบรูปแบบวัฒนธรรมขององค์การในองค์การภาคธุรกิจ 4 ลักษณะหรือรูปแบบใหญ่ ๆ ที่ได้รับยึดถือและปฏิบัติติดต่อกันมา พร้อมกับมีอิทธิพลต่อการดำเนินงานและความสำเร็จของธุรกิจเหล่านั้นเป็นอย่าง มาก และถือได้ว่าเป็นรูปแบบของวัฒนธรรมองค์กรที่ควรแก่การพิจารณาของผู้บริหาร ที่จะสร้างให้เกิดขึ้นในองค์การของตนในปัจจุบัน

1. วัฒนธรรมองค์การที่เน้นการตอบสนองต่อลูกค้า (Customer-Responsive Corporate Culture)

การทำธุรกิจการการค้าและการบริการที่ใหญ่ที่สุดในโลกทำการวิจัยพบว่าหากลูกค้ามีความพึงพอใจ บริการที่ได้รับจะเพิ่มวงเงินในการลงทุนขึ้น 10% และหากได้รับความพึงพอใจมากเป็นพิเศษ (Extremely Satisfied) จะเพิ่มวงเงินขึ้นถึง 24% ผู้บริหารของบริษัท จึงให้ความสำคัญต่อการสร้างวัฒนธรรมองค์การที่มุ่งตอบสนองความต้องการของ ลูกค้าของตน ซึ่งเป็นรูปแบบของวัฒนธรรมองค์การที่เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ลักษณะขององค์การที่มีวัฒนธรรมมุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้ามี 6 ประการได้แก่

(1) เลือกรับพนักงานที่เป็นคนดี มีมนุษยสัมพันธ์ มีความเป็นมิตรกับผู้คนทั่วไป

(2) องค์การนั้นจะต้องไม่กำหนดระเบียบกฎเกณฑ์มากมายและเคร่งครัดต่อพนักงานจน เกินไปจนทำให้พนักงานไม่สามารถปรับการปฏิบัติให้ยืดหยุ่นตอบสนองลูกค้าแต่ละ กลุ่มตามความประสงค์ของลูกค้าได้

(3) ผู้บริหารจะต้องกระจายอำนาจการตัดสินใจให้พนักงานได้ใช้ดุลยพินิจพิจารณา สิ่งที่ควรให้กับลูกค้า

(4) พนักงานในองค์การที่มีวัฒนธรรมมุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้าจะต้องมี ทักษะในการฟังที่ดีสามารถรับรู้และเข้าใจความต้องการของลูกค้า

(5) พนักงานจะต้องทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมเพื่อสร้างความเข้าใจที่ดีของลูกค้าต่อ องค์การ ทั้งนี้ผู้บริหารก็จะต้องสร้างความพึงพอใจในการทำงานให้แก่พนักงานด้วย

(6) พนักงานในองค์การที่มีวัฒนธรรมมุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้าต้องเป็นผู้ มีจิตสำนึก และความตั้งใจในการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างแท้จริง

ผู้รู้บอกด้วยว่า ผู้บริหารจะสร้างวัฒนธรรมองค์การให้สามารถมุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้า ได้โดยดำเนินการดังต่อไปนี้

- เลือกรับพนักงานโดยพิจารณาบุคลิกภาพและทัศนคติที่มีจิตสำนึกในการให้บริการ แก่ลูกค้ามีความเป็นมิตรมีความกระตือรือร้น มีความสนใจ มีความอดทนคำนึงถึงผู้อื่นและมีทักษะในการฟัง

- ฝึกอบรมพนักงานที่มีหน้าที่ให้บริการลูกค้าอย่างต่อเนื่องทั้งความรู้ใน เรื่องสินค้าและวิธีการให้บริการที่ดีแก่ลูกค้า

- ให้พนักงานมีความรู้ความเข้าใจในเป้าหมายและคุณค่าขององค์การ

- กำหนดกรอบงานให้แก่พนักงานในการสร้างความพึงพอใจต่อลูกค้า

- ให้อำนาจการตัดสินใจและใช้ดุลยพินิจแก่พนักงานในการปฏิบัติงานส่วนที่เป็น รายละเอียด

- ผู้บริหารจะต้องถ่ายทอดวิสัยทัศน์มุ่งลูกค้า (Customer-Focused) ผ่านการตัดสินใจและการปฏิบัติต่าง ๆ ของผู้บริหารอย่างชัดเจน

2. วัฒนธรรมองค์การที่เน้นนวัตกรรม (Innovative Corporate Culture)

องค์การที่มีวัฒนธรรมองค์การเน้นนวัตกรรมจะให้ความสำคัญกับการวิจัยและ พัฒนาเพื่อให้ได้แนวคิด สินค้าบริการและกระบวนการผลิตหรือดำเนินงานใหม่ ๆ ส่งเสริมบุคลากรขององค์การให้มีความคิดริเริ่มใหม่ ๆ (Creativity) ในการทำงานโดยผู้บริหารจะต้องยอมรับความเห็นที่แตกต่างและหลากหลาย (Diversify) ของบุคลากรด้วย

Goran Ehvall นักวิจัยชาวสวีเดนอธิบายว่าองค์การจะสามารถสร้างวัฒนธรรมเน้นนวัตกรรมได้มาก น้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับ

- Challenge and Involvement: ความมากน้อยของการให้มีส่วนร่วมและการจูงใจพนักงานในความเป็นอิสระในการ กำหนดวิธีปฏิบัติงานและการใช้ความริเริ่มในการปฏิบัติงานในแต่ละวัน

- Freedom:ความมากน้อยของพนักงานในความเป็นอิสระในการกำหนดวิธีปฏิบัติงานและ การใช้ความคิดริเริ่มในการปฏิบัติงานในแต่ละวัน

- Trust and Openness: ความมากน้อยของความช่วยเหลือเกื้อกูลและความเคารพและไว้วางใจซึ่งกันและกัน ในหมู่พนักงาน

- Idea Time: ความมากน้อยของเวลาที่จะให้พนักงานได้พินิจพิจารณาคิดค้นหาสิ่งใหม่ ๆ มาช่วยในการปฏิบัติงาน

- Playfulness/Humor: บรรยากาศในที่ทำงาน มีความผ่อนคลาย รื่นเริงและเป็นกันเองมากน้อยเพียงใด

- Conflict Resolution: การที่บุคคลในองค์การนั้นเมื่อมีการตัดสินใจและแก้ไขประเด็นปัญหาต่าง ๆ ได้ใช้ฐานความคิดเพื่อผลประโยชน์โดยรวมขององค์การหรือเพื่อประโยชน์ของตนเอง เป็นที่ตั้ง หากบุคลากรส่วนใหญ่คิดถึงประโยชน์ขององค์การ องค์การนั้นก็มีแนวโน้มที่จะมีนวัตกรรมได้มาก

- Debates: ความมากน้อยของโอกาสที่พนักงานจะได้รับอนุญาตให้แสดงความคิดเห็นร่วมอภิปราย และโต้แย้งกันได้โดยผู้บริหารยินดีรับฟังและนำความคิดเห็นนั้นไปพิจารณาและ นำไปสู่การปฏิบัติต่อไป

- Risk Taking: ความมากน้อยที่ผู้บริหารขององค์การจะมีความอดทนต่อความไม่แน่นอนและความคลุม เครือ และการให้รางวัลตอบแทนแก่พนักงานที่ต้องรับกับความเสี่ยง

3. วัฒนธรรมองค์การที่เน้นจริยธรรม (Ethical Corporate Culture)

องค์การที่มีวัฒนธรรมเน้นจริยธรรมหมายถึงการดำเนินงานที่มีบรรษัทภิบาล (Corporate Governance) มีความเป็นธรรมต่อลูกค้า พนักงานและกลุ่มต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ส่งเสริม สังคม การศึกษา สุขอนามัย ชุมชน ประเพณีวัฒนธรรมและสังคมโดยรวม ถ้ายิ่งเป็นวัฒนธรรมองค์การที่เข้มแข็งด้วยจะมีอิทธิพลอย่างมากต่อพฤติกรรม ของพนักงานที่จะประพฤติปฏิบัติอย่างมีจริยธรรม ซึ่งมักจะมีลักษณะเน้นมีความอดทนไม่ย่อท้อต่อความไม่แน่นอน (High in Risk Tolerance) เน้นความพอเพียงพอดีไม่เน้นเชิงรุก (Low to Moderate in Aggressiveness) และให้ความสำคัญกับวิธีการหรือการปฏิบัติอย่างมีจริยธรรมด้วยโดยมิได้เน้น หวังแต่ผลลัพธ์อย่างเดียว (Focused on Means as well as Outcomes)

ผู้บริหารสามารถสร้างวัฒนธรรมองค์การให้เน้นความมีจริยธรรมเพิ่มขึ้นได้ ดังนี้

- ผู้บริหารเองต้องเป็นแบบอย่างที่ดีต่อพนักงานในการประพฤติปฏิบัติอย่างมี จริยธรรม

- สื่อสารถึงพนักงานให้ทราบความคาดหวังขององค์การต่อพนักงานในเรื่องการ ปฏิบัติอย่างมีจริยธรรม

- มีการฝึกอบรมเรื่องการปฏิบัติอย่างมีจริยธรรม ให้แก่พนักงาน

- องค์การต้องมีมาตรการที่ชัดเจนที่จะสนับสนุนส่งเสริมจริยธรรม เช่น ให้รางวัลผู้มีจริยธรรมและลงโทษผู้ที่ไม่มีจริยธรรม

- องค์การต้องมีกลไกการดำเนินงานที่ทำให้พนักงานเข้าใจเรื่องของจริยธรรมและ ให้พนักงานเปิดเผยหรือรายงานพฤติกรรมที่ไม่มีจริยธรรมโดยไม่ต้องเกรงกลัวภัย ใด ๆ

4. วัฒนธรรมองค์การที่เน้นความผูกพันต่อองค์การด้วยใจ (Spiritually and Organizational Corporate Culture)

ในโลกที่สับสนวุ่นวายในปัจจุบันความผูกพันด้วยใจต่อสถานที่ทำงานมีความ สำคัญมากขึ้น พนักงานทั้งหลายต่างพยายามค้นหาทางออกจากความเครียดและความกดดันในชีวิต ประจำวันที่ยุ่งเหยิงและเหนื่อยล้า วิถีชีวิตปัจจุบันที่ครอบครัวแตกแยก ชีวิตที่เร่งรีบและแข่งขัน ปัญหาจราจรติดขัด เทคโนโลยีใหม่ ๆ ทำให้ผู้คนต่างมุ่งวัตถุนิยม ห่างเหินความสัมพันธ์และขาดความเอื้ออาทรต่อกัน พนักงานที่ทำงานอยู่ในองค์การทั้งหลายในปัจจุบัน จึงมักมีความนึกคิด (mind) และจิตใจ (Spirit) ที่จะค้นหาความหมายและเป็นหมายที่แท้จริงในการทำงานกับทั้งมีความปรารถนาที่ จะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงานและต้องการการยอมรับเป็นส่วนหนึ่งของ กลุ่มเพื่อชดเชยสิ่งที่ขาดหายไปในสังคมปัจจุบัน องค์การที่วัฒนธรรมมุ่งให้พนักงานมีความผูกพันด้วยใจต่อองค์การ จึงต้องหาทางที่จะรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพไว้ให้นานที่สุดด้วย การสร้างวัฒนธรรมและบรรยากาศในการทำงานที่ทำให้มีความสมดุลระหว่างงานกับ ชีวิตส่วนตัวได้มากที่สุดจึงสามารถแก้ปัญหาและตอบสนองความต้องการของพนักงาน ดังกล่าวได้โดยพยายามทำให้องค์การเป็นเหมือนที่น่าอยู่หรือบ้านหลังที่สอง ที่มีแต่ความอบอุ่นเพื่อ ดึงดูดให้พนักงานอยู่กับองค์การได้นาน ๆ องค์การที่มีวัฒนธรรมเน้นความผูกพันต่อองค์การด้วยใจจะมีลักษณะ 5 ประการ ดังนี้

- Strong Sense of Purpose: มีความสำนึกอย่างแรงกล้าต่อการบรรลุเป้าหมายทางสังคมต่อองค์การโดยสร้าง วัฒนธรรมองค์การให้ตอบสนองต่อความสำเร็จของเป้าหมายขององค์การซึ่งอาจมิใช่ มุ่งต่อความสำเร็จของเป้าหมายขององค์การซึ่งอาจมิใช่มุ่งต่อกำไรเป็นสำคัญ เสมอไป เช่น Southwest Airline มุ่งสู่เป้าหมายการมีค่าโดยสารต่ำ ให้บริการตรงต่อเวลา และให้ประสบการณ์บินที่ให้ความบันเทิงแก่ผู้โดยสาร Tom's of Maine มุ่งจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามที่ผลิตจากวัตถุธรรมชาติด้วย กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นต้น

- Focus on Individual Development: องค์การที่เน้นสร้างความผูกพันต่อองค์การด้วยใจจะตระหนักในความมีคุณค่าของ พนักงานจะไม่เป็นเพียงองค์การที่ให้พนักงานมาทำงานผ่านไปวันหนึ่ง ๆ เท่านั้นแต่จะสร้างวัฒนธรรมที่พัฒนาพนักงานแต่ละคนให้เรียนสิ่งต่าง ๆ เป็นการเพิ่มทักษะและคุณค่าในตัวพนักงานและมีโอกาสที่จะได้รับความเจริญก้าว หน้าในหน้าที่การงานอย่างต่อเนื่อง

- Trust and Openness: องค์การที่มุ่งเน้นการสร้างความผูกพันของพนักงานต่อองค์การด้วยใจจะมี วัฒนธรรมที่ทำให้พนักงานมีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน (Mutual Trust) มีความซื่อสัตย์ (Honesty) และเปิดเผยตรงไปตรงมา (Openness) ผู้บริหารจะต้องไม่กลัวที่จะยอมรับความผิดพลาดและจะต้องยืนอยู่แถวหน้าร่วม กับพนักงาน ลูกค้าหรือผู้จำหน่ายวัตถุดิบ ประธานกรรมการบริษัท Wetherill Associates บริษัทผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์รถยนต์ที่ประสบความสำเร็จแห่งหนึ่งกล่าวว่า "เราจะไม่มีการพูดเท็จ ในที่นี่และทุกคนก็รู้ดีเราจะซื่อสัตย์ในคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองต่อ ความต้องการของลูกค้าแม้ว่าจะเกิดปัญหาใดกับบริษัทเราก็ตาม"

- Employee Empowerment: ข้อแตกต่างประการสุดท้ายขององค์การที่เน้นสร้างความผูกพันของพนักงานต่อ องค์การด้วยใจเมื่อเทียบกับองค์การทั่วไป คือ ผู้บริหารจะไม่ปิดกั้นอารมณ์และความรู้สึกของพนักงาน นั่นคือ พนักงานสามารถแสดงออกซึ่งอารมณ์และความรู้สึกได้โดยมิต้องเกรงกลัวความผิด หรือการถูกตำหนิ

ปัจจุบันมีองค์การไม่น้อยที่สร้างวัฒนธรรมองค์การโดยนำเรื่องเกี่ยวกับ จิตวิญญาณบางอย่างมาเป็นข้อปฏิบัติ ซึ่งมีข้อวิพากษ์วิจารณ์ตามมาว่าการกระทำเช่นนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งมีการวิเคราะห์หาคำตอบว่าหากนำเอากิจกรรมเกี่ยวกับจิตวิญญาณเข้ามาเป็น ข้อปฏิบัติแล้ว ทำให้พนักงานรู้สึกอึดอัด เช่น บังคับให้พนักงานต้องเข้าร่วมในลัทธิศาสนาหรือพิธีกรรมใด ๆ ก็เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะถูกต้อง และข้อปฏิบัติทางจิตวิญญาณนั้นช่วยให้พนักงานค้นพบความหมายของการทำงานและ ชีวิตเกิดปัญญาเห็นสัจธรรมทำให้สามารถลด ละ เลิกกิเลสและอบายมุขต่าง ๆ ไม่แก่งแย่งชิงดีอิจฉาริษยาต่อกันมุ่งหน้าทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเหลือเพื่อนร่วมงาน ทำให้เกิดความสุขทางจิตใจและสุขภาพที่ดีทางกายทั้งพนักงานและองค์การโดยรวม ก็ไม่น่าจะมีปัญหาใด ๆ มีการศึกษาพบว่าองค์การที่มีวัฒนธรรมเน้นความผูกพันของพนักงานต่อองค์การ ด้วยใจมีความสัมพันธ์กับกำไรที่เพิ่มขึ้น การลาออกจากงานน้อยลง พนักงานมีความคิดสร้างสรรค์ มีความพึงพอใจในการทำงานการทำงานเป็นทีมดีขึ้นและประสิทธิภาพโดยรวมของ องค์การดีขึ้น

ยกตังอย่างการจัดการธุรกิจสมัยใหม่

โดย นายดนัย จันทร์เจ้าฉาย

หมดเวลาที่จะลงไปแข่งเดือดในน่านน้ำสีเลือด (Red Ocean) หรือแสวงหาความต่างในน่านน้ำสีคราม (Blue Ocean) เมื่อทะเลทั้งสองสี ต่างก็มีจุด “จบ” ไม่ต่างกัน

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : การคิดนอกกรอบกับศัพท์การตลาดถอดด้าม “White Ocean” ของ “ดนัย จันทร์เจ้าฉาย” จะมาเปลี่ยนความคิดผู้ประกอบการไทย ไม่ให้รอวันตายในแม่น้ำสีเดิมอีกต่อไป

“White Ocean Strategy” หรือกลยุทธ์ธุรกิจสีขาว คือความคิดสดใหม่ ของผู้บริหารหัวใจ “ธรรมะ” ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีซี คอนซัลแทนส์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง คอมมูนิเคชั่นส์ จำกัด นักการ

ดนัย จันทร์เจ้าฉาย

หมดเวลาที่จะลงไปแข่งเดือดในน่านน้ำสีเลือด (Red Ocean) หรือแสวงหาความต่างในน่านน้ำสีคราม (Blue Ocean) เมื่อทะเลทั้งสองสี ต่างก็มีจุด “จบ” ไม่ต่างกัน

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : การคิดนอกกรอบกับศัพท์การตลาดถอดด้าม “White Ocean” ของ “ดนัย จันทร์เจ้าฉาย” จะมาเปลี่ยนความคิดผู้ประกอบการไทย ไม่ให้รอวันตายในแม่น้ำสีเดิมอีกต่อไป

“White Ocean Strategy” หรือกลยุทธ์ธุรกิจสีขาว คือความคิดสดใหม่ ของผู้บริหารหัวใจ “ธรรมะ” ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีซี คอนซัลแทนส์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง คอมมูนิเคชั่นส์ จำกัด นักการตลาดและประชาสัมพันธ์แถวหน้าของไทย ที่พิสูจน์กลยุทธ์นี้มาแล้วเมื่อครั้งยังสวมหมวกซีอีโอหนุ่มในบริษัทที่ ปรึกษาด้านการประชาสัมพันธ์ชั้นนำของโลก “เอ็มดีเค คอนซัลแทนส์ (ประเทศไทย)”

ในวันที่ขึ้นแท่นเบอร์ 1 ขององค์กรด้วยวัยเพียง 30 ต้นๆ ดนัยเริ่มท้าทายการทำงานในบริษัทข้ามชาติ ด้วยการประกาศนโยบายงดเป็นที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์ให้ลูกค้าที่ทำธุรกิจ อบายมุขทุกประเภท

สร้างวัฒนธรรม "องค์กรสีขาว" จนเป็นที่ประจักษ์

แม้วันนี้ดนัย จันทร์เจ้าฉาย จะถอยออกมาจาก “เอ็มดีเค” ออกมามีบริษัทที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์ของตัวเองที่รู้จักกันในชื่อ “DC” แต่เขาก็ยังคงยึดแนวคิดดีๆ บนพื้นฐานความเชื่อทางศาสนามากำหนดแนวทางให้ธุรกิจ

ด้วยชื่อของบริษัทที่มาจากคำว่า “DC - Dharma Communications” นั่นคือ การสื่อสารบนพื้นฐานของความจริง (ธรรมะ) นั่นเอง

"White Ocean คืออะไร" แล้วสำคัญแค่ไหนกับการทำธุรกิจในยุคนี้ นักบริหารที่ประกาศตัวว่าชอบใช้สมองซีกขวา (คิดสร้างสรรค์) มากกว่าซีกซ้าย บอกเราว่าทั้ง "Red Ocean" และ "Blue Ocean” ต่างก็มีจุดอ่อน และนำไปสู่จุดจบได้ไม่ต่างกัน จึงต้องคิดหาน่านน้ำ "สีใหม่" เพื่อไปให้ถึง

คนที่ยังทำธุรกิจในโลกทัศน์ที่ คับแคบ ชอบแหวกว่ายในทะเลสีเลือดที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน แก่งแย่งแบ่งฐานลูกค้ากันเอง องค์กรที่ได้เปรียบ คือองค์กรที่มีศักยภาพสูง มีทั้งความรู้ ความเชี่ยวชาญ และทรัพยากร เท่านั้น

สำหรับดนัย การแข่งขันใน Red Ocean ผู้ประกอบการต้องทุ่มเททำอะไรสักอย่างเพื่อให้ได้ผลตอบแทนตามมา และเมื่อหมดทรัพยากร โอกาส“เพลี่ยงพล้ำ” จึงมีสูง

ศาสตร์ใหม่จึงแนะให้ผู้ประกอบหนีไปหา “Blue Ocean” น่านน้ำสีครามคราม อาณาจักรที่ธุรกิจสมัยใหม่อยากว่ายไปให้ถึง ด้วยการคิดนอกกรอบ สร้างตลาดใหม่ ฐานลูกค้าใหม่ สร้างความต้องการใหม่ๆ คิดในสิ่งที่ไม่มีใครคิดมาก่อน เพื่อหนีจากทะเลสีเลือดที่ทำให้ธุรกิจโตแบบค่อยเป็นค่อยไป มาสู่การเติบโตแบบก้าวกระโดด

แล้วปัญหาอยู่ที่ไหน ดนัยบอกว่า แม้จะอยู่ในตลาด Blue Ocean แต่ทำไปไม่นาน ทุกอย่างก็จะกลับไปสู่จุดเดิม คือเมื่อมีผู้เล่นรายใหม่ๆ อยากเข้ามาร่วมในตลาดเดียวกันมากขึ้น ฉุดตลาดใหม่ให้ไปสู่ Red Ocean อีกครั้ง

“เมื่อไรก็ตามที่เรามองว่า Customer is the king เราจะอยู่ในทะเลสีเลือด เพราะเมื่อเราคิดแบบนี้ได้ คู่แข่งก็คิดได้เช่นกัน สุดท้ายก็แข่งกันอยู่ในตลาดเดิมๆ จึงต้องมองว่าลูกค้าไม่ใช่พระเจ้า แต่ “ไอเดีย” และความคิดดีๆ ต่างหาก คือ พระเจ้า

แบรนด์ใหญ่ๆ ของโลกที่ประสบความสำเร็จก็ใช้วิธีนี้ อย่าง โซนี่, สตาร์บัคส์ หรือ ไมโครซอฟท์ ใช้พลังของสมองซีกขวามองหาอะไรใหม่ๆ แต่สุดท้ายไม่ว่าจะ Red Ocean หรือ Blue Ocean ก็ไม่ได้ยั่งยืน

คำตอบไม่ใช่ทั้ง Red Ocean หรือ Blue Ocean แต่เป็น White Ocean

“White Ocean” เกิดจากแนวคิดที่มองว่าโลกใบนี้ไม่ได้คับแคบ และไม่ใช่โลกของการแข่งขันเท่านั้น แต่เป็นโลกของโอกาสและความอุดมสมบูรณ์ ห

นายพีรยุทธ แก้วนุ่ม
IP: xxx.120.245.225
เขียนเมื่อ Fri Jun 04 2010 05:13:15 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียนวันที่ 30/05/53

นายพีรยุทธ แก้วนุ่ม รหัส B5220106 สาขา

การจัดการรุ่น 2

ธุรกิจ คือกิจกรรมทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อที่จะจำหน่ายสินค้าและให้บริการภายใต้กฏเกณฆ์ที่ได้กำหนดไว้โดยมีความสัมพันธ์กับการบริการอื่นและกลู่มผู้กระทำงานร่วมมือให้บรรลุถึงจุดหมายอันเดียวกันคือความสำเร็จขององค์กร

การประกอบธุรกิจ คือการผลิตสินค้าและบริการและการนำสินค้าและบริการนั้นมาจำหน่าย

พื้นฐานแนวคิดทางการบริหารธุรกิจ

-รูปแบบการเป็นเจ้าของ

-ตัวแบบธุรกิจ

-หลักการพื้นฐานของการบริหารธุรกิจ

ตัวแบบธุรกิจ ความหมาย เป็นแกนสำคัญที่ผู้ประกอบการใช้ในการวางแผนการคิดหรือการดำเนินงานหรือจัดทำแผนธุรกิจที่ดีมีความสมบูรณ์ครบถ้วนและมีประสิทธิภาพนอกจากนี้ยังเป็นสิ่งที่ช่วยในการกำหนดการเริ่มต้นดำเนินการของธุรกิจ การปรับปรุงกระบวนการในการบริหารจัดการหรือพัฒนาธุรกิจที่ดำเนินการอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

องค์ประกอบพื้นฐาน

-สินค้าและบริการ(Valve Proposltion)

-กลุ่มลูกค้า(Marketing Segmeats)

-ช่องทางการจัดจำหน่าย(Distribution Channeis)

-ลูกค้าสัมพันธ์(Customer Relationship)

-การจัดสรรทรัพยากรของธุรกิจ(Value Configurations)

-ความสามารถ/ความเชี่ยวชาญขององค์กร

-เครือข่ายความร่วมมือ(Partner Network)

ในการดำเนินการทางการพาณิชย์ของธุรกิจ

-โครงสร้างของต้นทุนค่าใช้จ่าย

-แหล่งที่มาของรายได้

ผลกระทบ

-โครงสร้างองค์กร

-องค์ประกอบของพนักงาน

-ความภักดีต่อองค์กร

-การเรียนรู้ขององค์กร

-เทคโนโลยีและการเข้าถึงสารสนเทศ

การเตรียมการ

-เป้าหมายและกลยุทธ์

-เทคโนโลยี

เพื่อการเข้าถึงสินค้าและบริการ

-การออกแบบงานใหม่

-โครงสร้าง

-กระบวนการ

-คน

สภาพแวดล้อมและการวิเคราะห์

-Environmental Determinism (สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนด)

-Environmental Prosibilism (สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนดทางเลือก)

-Environmental Probrolism (สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนดทางเลือกแต่สามารถวิเคราะห์ทางเลือกได้

ขึ้นอยู่กับ Psychology Environment)

-Free wil Environmental (สภาพแวดล้อมภายนอกไม่มีความหมาย)

วงจรสภาพแวดล้อมมี 2 แบบ

COC - Cirele of Concern (สิ่งที่ควบคุมไม่ได้)Objective Factors or Psychology Environment

COI - Cirele of Influence (สิ่งที่ควบคุมได้)Subjective Factors or Operational Environment

เทคนิคการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม

มี 2 จุดคือ

1.มองปัจจุบันไปหาอนาคต

2.มองจากอนาคตมาหาปัจจุบัน

รูปแบบของสภาพแวดล้อม

-Quantitative Change (การเปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณ)

-Qualitative Change (การเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ)

มิติการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม

-Globalization Scanning (การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมโลก)

-Country Scanning or Macro Scanning (การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมเชิงมหภาค)

-Organization Scanning (การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมองค์กร)

การตลาดคืออะไร

1.การตลาด=MBA

การใช้ mass media

2.การตลาด=การขายของ

-ขายปลีก

-ร้านขายปลีก

3.การตลาด=การจัดจำหน่าย(Supply Chain Management)

IP: xxx.25.101.70
เขียนเมื่อ Fri Jun 04 2010 09:01:26 GMT+0700 (ICT)

อาจารย์ค่ะดาวโหลดไม่ได้

พักดิ์ เกยแก้ว
IP: xxx.120.236.114
เขียนเมื่อ Fri Jun 04 2010 09:07:47 GMT+0700 (ICT)

ชื่อ พักดิ์ เกยแก้ว สาขาการจัดการ รุ่น 1

ความหมายของธุรกิจ

ธุรกิจ (Business) เกี่ยวพันกับการผลิต การจำหน่ายและการให้บริหาร โดยมุ่งถึงผลกำไร

ปรเภทของธุรกิจ

1. ธุรกิจการผลิต (Manufacturing Business)

2. ธุีีรกิจบริการ (Service Business)

3. ธุรกิจการค้า (Trading Business)

รูปแบบของการประกอบธุรกิจ

1. กิจการเจ้าของเพียงคนเดียว (Sole Proprietorship)

2. ห้างหุ้นส่วน (Partnership)

3. บริษัทจำกัด (Corporation)

4. ธุีรกิจบริการ (Service)

5. ธุรกิจขนาดย่อม (Small and Medium Business)

6. จริยาธรรมทางธุรกิจ

การประธุรกิจ (Business Activities) กระบวนการประกอบการผลิตกระบวนการประกอบการจำหน่าย กระบวนการประกอบการบริหาร เพื่อให้ได้ถึงมือผู้บริโภค

DNA of organization มีส่วนประกอบอยู่ 4 อย่าง คือ

1. Factual DNA การทำธุรกิจที่เกิดฐานความเป็นจริง

2. Conceptual DNA เป็นแนวทางวิธีคิดในการทำธุรกิจ

3. Contextualized DNA เป็นการทำธุรกิจตามสภาพแวดล้อมเป็นที่เป็นตัวกำหนด

4. Individual DNA เป็นการทำธุรกิจเพราะว่าใจรัก หรืออยากจะทำ

การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในและภายนอกองค์กร (Swot)

1. Strengths จุดแข็งหรือข้อได้เปรียบ

2. Weaknesses จุดอ่อนหรือข้อเสียเปรียบ

3. Opportunities โอกาสที่จะดำเนินการได้

4. Threats อุปสรรค หรือปัจจัยที่ถูกตามการดำเนินงานขององค์กร

การวิเคราัะห์ Swot อาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเป็นการทำ Situation Analysis

วงกรสภาำพแวดล้อม มี 2 ประเภท

- COC (Circle of Concern) สิ่งที่ควบคุมไม่ได้

- COI (Cirele of In Fluene) สิ่งที่ควบคุมได้

มิติการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม 4 อย่าง

-Globalization Scanning (การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมโลก)

-Country Scanning or Macro Scanning (การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมเชิงมหภาค)

-Organization Scanning (การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมองค์กร)

ประเภทของสภาพแวดล้อม

1. สภาพแวดล้อมและการวิเคราะห์

2. สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนด

3. สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนดทางเลือก

4. สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนดทางเลือกแต่สามารถวิเคราะห์ทางเลือกได้

กระแสการเปลี่ยนทางความคิดและการดำเนินชีวิต

1.ยุคสังคมเกษตรกรรม

2.ยุคสังคมอุตสาหกรรม

3.ยุคสังคมข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ

4.ยุคสังคมความคิด

การตลาด คือ กระบวนของการวางแผนงานที่มีองค์ประกอบทางด้านแนวความคิดเกี่ยวกับการกำหนด ราคา การส่งเสริมการตลาดและการจัดจำหน่าย แนวคิดผลิตภัณฑ์ บริการองค์กร และเหตุการณ์รูปแบต่างๆ ในการสร้างสรรค์แลกเปลี่ยนที่จะได้มาซึ่งความพึงพอใจส่วนบุคคลและวัตถุ ประสงค์ขององค์กร บริษัท และกิจการ

สรุป

การสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ถือได้ว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้บริหารจะต้องให้ความสำคัญ เนื่องจากปัจจุบันธุรกิจมีการแข่งขันกันสูงมาก ประกอบปัจจัยที่นอกเหนือการควบคุม มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เช่น การเปิดเสรีทางการค้า (FTA) ดอกเบี้ยและน้ำมันมีแนวโน้มราคาสูงขึ้น การหลั่งไหลของสินค้า เป็นต้น ดังนั้น ผู้บริหารจำเป็นจะต้องมีกลยุทธ์ที่ดี ที่จะสามารถ แข่งขันทั้งในและต่างประเทศได้

ปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการสร้างความได้เปรียบก็คือ ความรู้ (Knowledge) ที่ต้องมีการเรียนรู้กันอย่างต่อเนื่องและสร้างสรรค์ อันไปนำไปสู่การสร้างนวัตกรรม (Innovation) ในองค์กร ซึ่งมีกลยุทธ์ที่สำคัญประกอบด้วย 1. มีการวิจัยและพัฒนาที่ดี 2. มีการพัฒนาสินค้าใหม่ที่มีโอกาสในความเป็นไปได้ 3. มีการผลิตที่ทันสมัย 4. มีการถ่ายทอดและร่วมมือกับผู้ที่มีประสบการณ์ และ 5.มีการจัดการพาณิชยกรรมที่ดี

ดังนั้นผู้บริหารจำเป็นต้องมีกลยุทธ์ที่ดีในการสร้างนวัตกรรมให้เกิดในองค์กรและเป็นที่ยอมรับของบุคลากร อันจะนำไปสู่การสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและยิ่งกว่านั้นก็จะส่งผลทำให้ประเทศชาติมีขีดความสามารถทางการแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ได้ต่อไป

ภัคชุดา อินทสิทธิ์
IP: xxx.137.37.194
เขียนเมื่อ Fri Jun 04 2010 11:01:14 GMT+0700 (ICT)

โดย : นางภัคชุดา อินทสิทธิ์ รหัส 5220133

สาขา: การจัดการ รุ่น2

วิชา : การบริหารธุรกิจเบื้องต้น

สรุปการเรียนใน วันที่ 30/5/10 และตอบคำถาม

ท่านคิดว่าอะไรเป็นองค์ประกอบสำคัญของการประกอบธุรกิจสมัยใหม่ จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่าง

*หลักการประกอบธุรกิจสมัยใหม่*

1. ความหมายของธุรกิจ

ธุรกิจ (Business) หมายถึงความพยายามของผู้ประกอบการที่จะผลิตหรือซื้อขายสินค้า (Products) หรือบริการ (Services) เพื่อตอบสนองความต้องการของสังคม (ลูกค้า) โดยหวังที่จะได้ผลกำไร และยอมรับความเสี่ยงในการขาดทุนหรือไม่ได้ผลกำไรตามต้องการ โดยมีความรับผิดชอบต่อสังคม และมีจริยธรรมทางธุรกิจ ผู้ประกอบการจึงต้องทุ่มเทเวลา ความพยายามและเงินทุนเพื่อดำเนินธุรกิจให้ประสบผลสำเร็จ ทั้งด้านประสิทธิผล (Effectiveness) และประสิทธิภาพ (Efficiency)

2. ประเภทของธุรกิจ

อาจจะแบ่งธุรกิจออกเป็น 3 ประเภท คือ

(1) ธุรกิจการผลิต (Manufacturing Business) หมายถึง ธุรกิจที่มีวัตถุประสงค์ในการแปรรูป (Transforming) วัตถุดิบให้เป็นสินค้า เช่น ธุรกิจการผลิตอาหาร ธุรกิจการทอผ้า ธุรกิจการผลิตรถยนต์ เหล่านี้เป็นต้น

(2) ธุรกิจบริการ (Service Business) หมายถึง ธุรกิจที่มีวัตถุประสงค์ในการให้บริการลูกค้า เช่น ธุรกิจการเงิน ธนาคาร ร้านค้า ศูนย์การค้า ธุรกิจการบิน ธุรกิจการท่องเที่ยว เหล่านี้เป็นต้น

(3) ธุรกิจการค้า (Trading Business) หมายถึง ธุรกิจที่มีวัตถุประสงค์ในการซื้อ-ขายสินค้า หรือเป็นคนกลางในการซื้อขายสินค้า เช่น ห้างสรรพสินค้า ธุรกิจการค้าปลีก ธุรกิจการค้าส่ง เหล่านี้เป็นต้น

3. รูปแบบของการประกอบธุรกิจ

อาจ จะแบ่งรูปแบบของการประกอบธุรกิจออกเป็น 6 แบบ คือ

(1) กิจการเจ้าของเพียงคนเดียว (Sole Proprietorship) หมายถึง ธุรกิจที่เจ้าของและดำเนินการโดยคนเพียงคนเดียว เป็นธุรกิจซึ่งสามารถจัดตั้งและดำเนินการได้เองเพียงคนคนเดียว แต่ต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย

2) ห้างหุ้นส่วน (Partnership) ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 บัญญัติว่า “อันสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ตกลงกันเพื่อกระทำกิจการร่วมกัน ด้วยประสงค์จะแบ่งผลกำไรพึงได้แก่กิจการที่กระทำนั้น” ห้างหุ้นส่วนจึงเป็นการประกอบการของบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป และแบ่งห้างหุ้นส่วนออกเป็น 2 ชนิดคือ

1) ห้างหุ้นส่วนสามัญ 2) ห้างหุ้นส่วนจำกัด

(3) บริษัทจำกัด (Corporation)

บริษัทจำกัด หมายถึงบริษัทที่ผู้ถือหุ้นรับผิดชอบหนี้สินเฉพาะจำนวนจำกัดที่จดทะเบียนไว้ อาจจะแบ่งบริษัทจำกัดได้เป็น 2 ประเภท คือ

1) บริษัทเอกชน จำกัด

2) บริษัทมหาชน

(4) ธุรกิจขนาดย่อม (Small and Medium Business)

ธุรกิจ ขนาดย่อม หมายถึง ธุรกิจที่ดำเนินการโดยบุคคล หรือ กลุ่มบุคคลโดยบริหารด้วยตนเองโดยเงินทุนไม่มากนัก เช่น Schermerhorm1 ให้ธุรกิจขนาดย่อมหมายถึง ธุรกิจที่มีคนงานน้อยกว่า 500 คน เป็นธุรกิจที่เจ้าของมีอิสระในการบริหารงานด้วยตนเองและไม่เป็นธุรกิจนำ

(5) ธุรกิจบริการ (Service) เป็นธุรกิจที่ผลิตและขายบริการต่อเนื่องกัน และธุรกิจที่ไม่มีการผลิตแต่เพียงขายบริการ เช่น ร้านอาหาร ธุรกิจการเงิน ฯลฯ

6. จริยธรรมทางธุรกิจ Albert Schweitzer4 พูดถึงจริยธรรมว่า “เป็นความห่วงใยต่อพฤติกรรมที่ดี ”เป็นการพิจารณาไม่เพียงความเป็นอยู่ที่ดีของตัวเองแต่ต่อคนอื่น ๆ ด้วย“ และ “ปฏิบัติต่อคนอื่นให้เหมือนกับการปฏิบัติต่อตัวเอง”

การเพิ่มผลผลิต (Productivity) การจัดสรรผลประโยชน์ด้วยความเป็นธรรม จะทำให้พนักงาน/ลูกจ้าง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผู้ได้ประโยชน์จะมีความกระตือรือร้นและมีขวัญ กำลังใจในการทำงาน ก็จะทำให้สามารถเพิ่มผลผลิตได้ ตัวอย่างเช่น Control Data Corporation พบว่า หลังจากที่บริษัทมีโครงการ Employees Advisory Program (EAP’s) ซึ่งเป็นโครงการให้คำแนะนำเกี่ยวกับปัญหาทางครอบครัว การงาน การเงิน และกฎหมายแล้วทำให้บริษัทมีผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ได้ประโยชน์ (Stakeholder Relations) การจัดการที่มีจริยธรรม (Ethical Management) จะส่งผลทางบวกไปสู่ผู้ได้ประโยชน์วงนอก ๆ ด้วย โดยเฉพาะผู้ส่งมอบ (Supplier) และลูกค้า ผู้บริโภค ตลอดจนประชาชนทั่วไป โดยการจัดการที่มีคุณธรรมจะสามารถดึงดูดลูกค้าให้มีธุรกรรมร่วมกับบริษัท

แนว คิดทางการตลาด (Marketing Concept)

คำว่า “การตลาด” และ “นักการตลาด” ถูกเข้าใจคลาดเคลื่อนไปบ้างในปัจจุบัน กล่าวคือผู้คนบางกลุ่มเข้าใจไปในทางลบว่า เป็นงานหรือบทบาทหน้าที่ดึงดูด ล่อลวง หรือจูงใจให้เกิดการซื้อโดยหลงผิดแก่ผู้บริโภค ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง

หลักแนวคิดของการตลาดที่แท้จริงนั้น ปรมาจารย์การตลาด Phillips Kotler ได้อธิยายไว้ว่าคือ “กระบวนการทางสังคม ที่บุคคล หรือ กลุ่ม จะพยายามให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนต้องการจากบุคคลอี่น โดยการสร้างสรรค์และนำเสนอคุณค่าบางอย่างที่เป็นที่พอใจของอีกฝ่ายหนึ่งเป็น การแลกเปลี่ยน” นั่นคือการสร้างสถานการณ์แลกปลี่ยนซึ่งความพอใจและคุณค่าของทั้งสองฝ่ายให้ เกิดขึ้น ดังนั้นการจะนำกลยุทธ์ทางการตลาดมาใช้ กับงานห้องสมุดและบริการสารสนเทศเชิงรุก ก็คือ การหาแนวทางพัฒนา สร้างสรรค์คุณค่าบริการ การสื่อสารคุณค่า และเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงให้แก่ผู้ใช้บริการ ให้เกิดความพอใจที่สุดนั่นเอง

บทบาทการตลาด

จากความหมายของการตลาดข้างต้น บทบาทหน้าที่ของการตลาดจึงต้องเริ่มต้นขึ้นที่ความต้องการของลูกค้า และจบลงที่ความพอใจของลูกค้า เป็นหลัก ดังนี้

1. ค้นหา และเข้าใจในความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าให้มากที่สุด

2. พัฒนาสินค้า/บริการให้สอดคล้อง ตอบสนองต่อความต้องการนั้นๆไปเสนอแลกเปลี่ยน เพื่อให้เกิดความพอใจและความสุขในการแลกเปลี่ยน

3. รักษาความพอใจและความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าไว้ให้ยาวนาน นำเสนอสินค้า/บริการใหม่ ๆ ที่เปลี่ยนไปตามความต้องการ และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปตลอดเวลาของลูกค้าได้

DNA องค์กร 4 แบบ

การให้ความสำคัญต่อการใช้ข้อ เท็จจริง ความคิด สถานการณ์แวดล้อม และคน ที่แตกต่างกันของแต่ละองค์กร ก่อให้เกิด DNA องค์กร 4 แบบหลัก ทั้งนี้ลักษณะของผู้นำและวิธีบริหารจัดการองค์กรที่องค์กรจะนำมาใช้ จะต้องสอดคล้องกับ DNA ซึ่งเป็นลักษณะพื้นฐานขององค์กรด้วย

- Factual DNA เกี่ยวข้องกับโมเดลแบบเรียงลำดับเป็นเส้นตรงและการคำนวณ องค์กรที่มี DNA แบบนี้ มีรูปแบบการรู้จักตัวเองและสภาพแวดล้อมผ่านการรวบรวมสั่งสมข้อมูล

- Conceptual DNA องค์กรที่มี DNA แบบนี้ให้ความสำคัญกับทฤษฎี กระบวนทัศน์ และแนวคิดที่ดีกว่า ชอบความคิดที่สร้างแรงจูงใจ ซึ่งอาจอยู่ในรูปของทฤษฎีสำคัญ วิสัยทัศน์หรือแนวคิดสำคัญอื่นๆ

- Contextualized DNA ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมภายในและภายนอก สนใจประเด็น ปัญหาต่างๆ ที่เผชิญอยู่ กลยุทธ์ที่ใช้อยู่ และสถานการณ์ที่แวดล้อมประเด็นปัญหาและกลยุทธ์เหล่านั้น

- Individual DNA องค์กรที่มี DNA แบบนี้เกี่ยวข้องกับ คนไม่ว่าเดี่ยวหรือกลุ่มคนที่อยู่ร่วมกับคนอื่น แต่ยังคงมีสิทธิมีเสียง มีความตั้งใจ เป้าหมายและความสนใจส่วนตัวอยู่

ระดับองค์กร

ปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญของการ ประกอบธุรกิจ ประกอบด้วย

1. คน (Man)

2. เงินทุน (Money)

3. วัสดุอุปกรณ์ (Materials)

4. เครื่องจักร (Machines)

5. ความรู้ในการบริหารจัดการ (Management)

สภาพแวดล้อมและการวิเคราะห์ ประเภทของสภาพแวดล้อม

1.สภาพแวดล้อมเป็นตัวกำหนดภายนอก

2.สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนดทางเลือก

3.สภาพแวดล้อมเป็นตัวกำหนดทางเลือกแต่สามารถวิเคราะห์ทางเลือก

4.สภาพแวดล้อมที่ไม่มีความหมาย

สภาพแวดล้อมทาง ธุรกิจ

แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ

1. ปัจจัยสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้ (Cicle of Influence :COI) หมายถึง สภาพแวดล้อมภายในทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการภายในของธุรกิจ เช่น 1. วัตถุประสงค์ของธุรกิจ

2. ทรัพยากรของธุรกิจ

3. การจัดการ

2. ปัจจัยสภาพแวดล้อมที่ไม่สามารถควบคุมได้ (Cicle of Concern :COC) หมายถึง สภาพแวดล้อมภายนอกกิจการที่ผู้ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น

1.ปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจ

2. ปัจจัยแวดล้อมทางด้นสังคม

3. ปัจจัยแวดล้อมทางด้านการเมืองและกฏหมาย

4. ปัจจัยแวดล้อมทางด้านเทคโนโลยี

5. ปัจจัยแวดล้อมทางการแข่งขัน

สภาพแวดล้อมภายนอก 2 มิติ /สภาพแวดล้อมทางโลกาวิวัฒน์

เทคนิคการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม

1.การมองจากปัจจุบันไปหาอนาคต คือการวางเป้าหมายว่า ในอนาคตข้างหน้าทำอะไรบ้างจะบริหารอย่างไร

2.การมองจากปัจจุบันย้อนกลับไปยังอดีต คือการมองย้อนกลับไปยังอดีตก็จะพบกับช่องว่า แล้วนำนาวิเคราะว่าจะสร้างและพัฒนาอย่างไร

การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม

1.การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมของโลก

2.การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมมหาภาค

3.การวิเคราะสภาพแวดล้อมขององค์กร

การวิเคราะห์ SWOT (SWOT Analysis)

การประเมิน ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายนอกองค์กร เพื่อทำให้ทราบถึง โอกาส และ อุปสรรค และการประเมินผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม

จุดแข็ง และ จุดอ่อน ภายในองค์กรจะเรียกการวิเคราะห์นี้ว่า การวิเคราะห์ SWOT

S = Strength คือ วิเคราะห์จุดแข็ง

W = Weakness คือ วิเคราะห์จุดอ่อน

O = Opportunity คือ วิเคราะห์โอกาส

T = Threats คือ วิเคราะห์อุปสรรค

จุดแข็ง, จุดอ่อน เป็นสถานการณ์แวดล้อมภายในองค์กร องค์กรสามารถแก้ไขได้หรือควบคุมได้ โอกาส, อุปสรรค เป็นสถานการณ์แวดล้อมภายนอกองค์กร แก้ไขไม่ได้ หรือควบคุมไม่ได้

แนวคิดทางการตลาด (Marketing Concept)

คำว่า “การตลาด” และ “นักการตลาด” ถูกเข้าใจคลาดเคลื่อนไปบ้างในปัจจุบัน กล่าวคือผู้คนบางกลุ่มเข้าใจไปในทางลบว่า เป็นงานหรือบทบาทหน้าที่ดึงดูด ล่อลวง หรือจูงใจให้เกิดการซื้อโดยหลงผิดแก่ผู้บริโภค ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง หลักแนวคิดของการตลาดที่แท้จริงนั้น ปรมาจารย์การตลาด Phillips Kotler ได้อธิยายไว้ว่าคือ “กระบวนการทางสังคม ที่บุคคล หรือ กลุ่ม จะพยายามให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนต้องการจากบุคคลอี่น โดยการสร้างสรรค์และนำเสนอคุณค่าบางอย่างที่เป็นที่พอใจของอีกฝ่ายหนึ่งเป็น การแลกเปลี่ยน” นั่นคือการสร้างสถานการณ์แลกปลี่ยนซึ่งความพอใจและคุณค่าของทั้งสองฝ่ายให้ เกิดขึ้น ดังนั้นการจะนำกลยุทธ์ทางการตลาดมาใช้ กับงานห้องสมุดและบริการสารสนเทศเชิงรุก ก็คือ การหาแนวทางพัฒนา สร้างสรรค์คุณค่าบริการ การสื่อสารคุณค่า และเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงให้แก่ผู้ใช้บริการ ให้เกิดความพอใจที่สุดนั่น

บทบาททางการตลาด

บทบาทหน้าที่ของการตลาดจึงต้องเริ่มต้นขึ้นที่ความต้องการของลูกค้า และจบลงที่ความพอใจของลูกค้า เป็นหลัก ดังนี้

1. ค้นหา และเข้าใจในความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าให้มากที่สุด

2. พัฒนาสินค้า/บริการให้สอดคล้อง ตอบสนองต่อความต้องการนั้นๆไปเสนอแลกเปลี่ยน เพื่อให้เกิดความพอใจและความสุขในการแลกเปลี่ยน

3. รักษาความพอใจและความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าไว้ให้ยาวนาน นำเสนอสินค้า/บริการใหม่ ๆ ที่เปลี่ยนไปตามความต้องการ และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปตลอดเวลาของลูกค้าได้

สรุปคือ ในยุคสังคมความคิดในปัจจุบันต้องอาศัยความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน 3 เรื่อง

1.สินค้าต้องมีความแตกต่าง Defferentation

2.ต้องเป็นผู้นำ Overall cost leadership

3.ความเชี่ยวชาญในธุรกิจนั้น Focus

**การทำงานของสมอง**

สมองซีกซ้าย - คิดหาเหตุและผล -ทำหน้าที่ในการวิเคราะห์ - ควบคุมร่างกายข้างขวา

การสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน Five For Model

1. ผู้ประกอบการที่จะเข้าสู่กิจการรายใหม่

2. แรงขับด้านลูกค้า ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจ/อารมณ์/ความรู้สึกและพฤติกรรมของลูกค้าถือเป็น เรื่องสำคัญ

3. สินค้าทดแทน สามารถแย่งตลาดของสินค้าเดิมได้และส่งผลให้บริษัทต้นทุนลดลง

4. Supplilers การแข่งขันทางด้านตลาดถือเป็นสิ่งสำคัญ

เทคนิคการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม

1. วิเคราะห์จากปัจจุบันไปหาอนาคต

2. วิเคราะห์จากอนาคตย้อนมาปัจจุบัน

โดยทั้งสองนี้จะเกิดช่องว่าง คือ ความแตกต่าง (GAPS) โดยจะต้องสร้าง(BUILD) และพัฒนา(DEVELOP)

รูปแบบ ของสภาพแวดล้อม

- เปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณ คือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับตัวเลข

- เปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ

มิติ การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม

- การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมโลก

- การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมเชิงมหาภาค

- การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมองค์กร

*** การสร้างตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศสำหรับผู้ประกอบการ SMEs

กระแส การเปลี่ยนแปลงทางความคิดและการดำเนินชีวิต

วิถีการเลี้ยงสัตว์และเร่ ร่อน

1.ยุคสังคมเกษตรกรรม

2.ยุคสังคมอุตสาหกรรม

3.ยุคสังคมข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Era)

4.ยุคสังคมความคิด (Conceptual)

5. สังคมฐานความรู้ (Knowledge Era) คือ

- ข้อมูล

- สารสนเทศ

- ความรู้

- ปัญญา

สรุปคือ ในยุคสังคมความคิดในปัจจุบันต้องอาศัยความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน 3 เรื่อง

1.สินค้าต้องมีความแตกต่าง Defferentation

2.ต้องเป็นผู้นำ Overall cost leadership

3.ความเชี่ยวชาญในธุรกิจนั้น Focus

ท่านคิดว่าอะไรเป็นองค์ประกอบสำคัญของการประกอบธุรกิจสมัยใหม่ จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่าง

เรามักพบรูปแบบวัฒนธรรมขององค์การในองค์การภาคธุรกิจ 4 ลักษณะหรือรูปแบบใหญ่ ๆ ที่ได้รับยึดถือและปฏิบัติติดต่อกันมา พร้อมกับมีอิทธิพลต่อการดำเนินงานและความสำเร็จของธุรกิจเหล่านั้นเป็นอย่าง มาก และถือได้ว่าเป็นรูปแบบของวัฒนธรรมองค์กรที่ควรแก่การพิจารณาของผู้บริหาร ที่จะสร้างให้เกิดขึ้นในองค์การของตนในปัจจุบัน

1. วัฒนธรรมองค์การที่เน้นการตอบสนองต่อลูกค้า (Customer-Responsive Corporate Culture)

การทำธุรกิจการการค้าและการบริการที่ใหญ่ที่สุดในโลกทำการวิจัยพบว่าหากลูกค้ามีความพึงพอใจ บริการที่ได้รับจะเพิ่มวงเงินในการลงทุนขึ้น 10% และหากได้รับความพึงพอใจมากเป็นพิเศษ (Extremely Satisfied) จะเพิ่มวงเงินขึ้นถึง 24% ผู้บริหารของบริษัท จึงให้ความสำคัญต่อการสร้างวัฒนธรรมองค์การที่มุ่งตอบสนองความต้องการของ ลูกค้าของตน ซึ่งเป็นรูปแบบของวัฒนธรรมองค์การที่เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ลักษณะขององค์การที่มีวัฒนธรรมมุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้ามี 6 ประการได้แก่

(1) เลือกรับพนักงานที่เป็นคนดี มีมนุษยสัมพันธ์ มีความเป็นมิตรกับผู้คนทั่วไป

(2) องค์การนั้นจะต้องไม่กำหนดระเบียบกฎเกณฑ์มากมายและเคร่งครัดต่อพนักงานจน เกินไปจนทำให้พนักงานไม่สามารถปรับการปฏิบัติให้ยืดหยุ่นตอบสนองลูกค้าแต่ละ กลุ่มตามความประสงค์ของลูกค้าได้

(3) ผู้บริหารจะต้องกระจายอำนาจการตัดสินใจให้พนักงานได้ใช้ดุลยพินิจพิจารณา สิ่งที่ควรให้กับลูกค้า

(4) พนักงานในองค์การที่มีวัฒนธรรมมุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้าจะต้องมี ทักษะในการฟังที่ดีสามารถรับรู้และเข้าใจความต้องการของลูกค้า

(5) พนักงานจะต้องทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมเพื่อสร้างความเข้าใจที่ดีของลูกค้าต่อ องค์การ ทั้งนี้ผู้บริหารก็จะต้องสร้างความพึงพอใจในการทำงานให้แก่พนักงานด้วย

(6) พนักงานในองค์การที่มีวัฒนธรรมมุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้าต้องเป็นผู้ มีจิตสำนึก และความตั้งใจในการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างแท้จริง

ผู้รู้บอกด้วยว่า ผู้บริหารจะสร้างวัฒนธรรมองค์การให้สามารถมุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้า ได้โดยดำเนินการดังต่อไปนี้

- เลือกรับพนักงานโดยพิจารณาบุคลิกภาพและทัศนคติที่มีจิตสำนึกในการให้บริการ แก่ลูกค้ามีความเป็นมิตรมีความกระตือรือร้น มีความสนใจ มีความอดทนคำนึงถึงผู้อื่นและมีทักษะในการฟัง

- ฝึกอบรมพนักงานที่มีหน้าที่ให้บริการลูกค้าอย่างต่อเนื่องทั้งความรู้ใน เรื่องสินค้าและวิธีการให้บริการที่ดีแก่ลูกค้า

- ให้พนักงานมีความรู้ความเข้าใจในเป้าหมายและคุณค่าขององค์การ

- กำหนดกรอบงานให้แก่พนักงานในการสร้างความพึงพอใจต่อลูกค้า

- ให้อำนาจการตัดสินใจและใช้ดุลยพินิจแก่พนักงานในการปฏิบัติงานส่วนที่เป็น รายละเอียด

- ผู้บริหารจะต้องถ่ายทอดวิสัยทัศน์มุ่งลูกค้า (Customer-Focused) ผ่านการตัดสินใจและการปฏิบัติต่าง ๆ ของผู้บริหารอย่างชัดเจน

2. วัฒนธรรมองค์การที่เน้นนวัตกรรม (Innovative Corporate Culture)

องค์การที่มีวัฒนธรรมองค์การเน้นนวัตกรรมจะให้ความสำคัญกับการวิจัยและ พัฒนาเพื่อให้ได้แนวคิด สินค้าบริการและกระบวนการผลิตหรือดำเนินงานใหม่ ๆ ส่งเสริมบุคลากรขององค์การให้มีความคิดริเริ่มใหม่ ๆ (Creativity) ในการทำงานโดยผู้บริหารจะต้องยอมรับความเห็นที่แตกต่างและหลากหลาย (Diversify) ของบุคลากรด้วย

Goran Ehvall นักวิจัยชาวสวีเดนอธิบายว่าองค์การจะสามารถสร้างวัฒนธรรมเน้นนวัตกรรมได้มาก น้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับ

- Challenge and Involvement: ความมากน้อยของการให้มีส่วนร่วมและการจูงใจพนักงานในความเป็นอิสระในการ กำหนดวิธีปฏิบัติงานและการใช้ความริเริ่มในการปฏิบัติงานในแต่ละวัน

- Freedom:ความมากน้อยของพนักงานในความเป็นอิสระในการกำหนดวิธีปฏิบัติงานและ การใช้ความคิดริเริ่มในการปฏิบัติงานในแต่ละวัน

- Trust and Openness: ความมากน้อยของความช่วยเหลือเกื้อกูลและความเคารพและไว้วางใจซึ่งกันและกัน ในหมู่พนักงาน

- Idea Time: ความมากน้อยของเวลาที่จะให้พนักงานได้พินิจพิจารณาคิดค้นหาสิ่งใหม่ ๆ มาช่วยในการปฏิบัติงาน

- Playfulness/Humor: บรรยากาศในที่ทำงาน มีความผ่อนคลาย รื่นเริงและเป็นกันเองมากน้อยเพียงใด

- Conflict Resolution: การที่บุคคลในองค์การนั้นเมื่อมีการตัดสินใจและแก้ไขประเด็นปัญหาต่าง ๆ ได้ใช้ฐานความคิดเพื่อผลประโยชน์โดยรวมขององค์การหรือเพื่อประโยชน์ของตนเอง เป็นที่ตั้ง หากบุคลากรส่วนใหญ่คิดถึงประโยชน์ขององค์การ องค์การนั้นก็มีแนวโน้มที่จะมีนวัตกรรมได้มาก

- Debates: ความมากน้อยของโอกาสที่พนักงานจะได้รับอนุญาตให้แสดงความคิดเห็นร่วมอภิปราย และโต้แย้งกันได้โดยผู้บริหารยินดีรับฟังและนำความคิดเห็นนั้นไปพิจารณาและ นำไปสู่การปฏิบัติต่อไป

- Risk Taking: ความมากน้อยที่ผู้บริหารขององค์การจะมีความอดทนต่อความไม่แน่นอนและความคลุม เครือ และการให้รางวัลตอบแทนแก่พนักงานที่ต้องรับกับความเสี่ยง

3. วัฒนธรรมองค์การที่เน้นจริยธรรม (Ethical Corporate Culture)

องค์การที่มีวัฒนธรรมเน้นจริยธรรมหมายถึงการดำเนินงานที่มีบรรษัทภิบาล (Corporate Governance) มีความเป็นธรรมต่อลูกค้า พนักงานและกลุ่มต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ส่งเสริม สังคม การศึกษา สุขอนามัย ชุมชน ประเพณีวัฒนธรรมและสังคมโดยรวม ถ้ายิ่งเป็นวัฒนธรรมองค์การที่เข้มแข็งด้วยจะมีอิทธิพลอย่างมากต่อพฤติกรรม ของพนักงานที่จะประพฤติปฏิบัติอย่างมีจริยธรรม ซึ่งมักจะมีลักษณะเน้นมีความอดทนไม่ย่อท้อต่อความไม่แน่นอน (High in Risk Tolerance) เน้นความพอเพียงพอดีไม่เน้นเชิงรุก (Low to Moderate in Aggressiveness) และให้ความสำคัญกับวิธีการหรือการปฏิบัติอย่างมีจริยธรรมด้วยโดยมิได้เน้น หวังแต่ผลลัพธ์อย่างเดียว (Focused on Means as well as Outcomes)

ผู้บริหารสามารถสร้างวัฒนธรรมองค์การให้เน้นความมีจริยธรรมเพิ่มขึ้นได้ ดังนี้

- ผู้บริหารเองต้องเป็นแบบอย่างที่ดีต่อพนักงานในการประพฤติปฏิบัติอย่างมี จริยธรรม

- สื่อสารถึงพนักงานให้ทราบความคาดหวังขององค์การต่อพนักงานในเรื่องการ ปฏิบัติอย่างมีจริยธรรม

- มีการฝึกอบรมเรื่องการปฏิบัติอย่างมีจริยธรรม ให้แก่พนักงาน

- องค์การต้องมีมาตรการที่ชัดเจนที่จะสนับสนุนส่งเสริมจริยธรรม เช่น ให้รางวัลผู้มีจริยธรรมและลงโทษผู้ที่ไม่มีจริยธรรม

- องค์การต้องมีกลไกการดำเนินงานที่ทำให้พนักงานเข้าใจเรื่องของจริยธรรมและ ให้พนักงานเปิดเผยหรือรายงานพฤติกรรมที่ไม่มีจริยธรรมโดยไม่ต้องเกรงกลัวภัย ใด ๆ

4. วัฒนธรรมองค์การที่เน้นความผูกพันต่อองค์การด้วยใจ (Spiritually and Organizational Corporate Culture)

ในโลกที่สับสนวุ่นวายในปัจจุบันความผูกพันด้วยใจต่อสถานที่ทำงานมีความ สำคัญมากขึ้น พนักงานทั้งหลายต่างพยายามค้นหาทางออกจากความเครียดและความกดดันในชีวิต ประจำวันที่ยุ่งเหยิงและเหนื่อยล้า วิถีชีวิตปัจจุบันที่ครอบครัวแตกแยก ชีวิตที่เร่งรีบและแข่งขัน ปัญหาจราจรติดขัด เทคโนโลยีใหม่ ๆ ทำให้ผู้คนต่างมุ่งวัตถุนิยม ห่างเหินความสัมพันธ์และขาดความเอื้ออาทรต่อกัน พนักงานที่ทำงานอยู่ในองค์การทั้งหลายในปัจจุบัน จึงมักมีความนึกคิด (mind) และจิตใจ (Spirit) ที่จะค้นหาความหมายและเป็นหมายที่แท้จริงในการทำงานกับทั้งมีความปรารถนาที่ จะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงานและต้องการการยอมรับเป็นส่วนหนึ่งของ กลุ่มเพื่อชดเชยสิ่งที่ขาดหายไปในสังคมปัจจุบัน องค์การที่วัฒนธรรมมุ่งให้พนักงานมีความผูกพันด้วยใจต่อองค์การ จึงต้องหาทางที่จะรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพไว้ให้นานที่สุดด้วย การสร้างวัฒนธรรมและบรรยากาศในการทำงานที่ทำให้มีความสมดุลระหว่างงานกับ ชีวิตส่วนตัวได้มากที่สุดจึงสามารถแก้ปัญหาและตอบสนองความต้องการของพนักงาน ดังกล่าวได้โดยพยายามทำให้องค์การเป็นเหมือนที่น่าอยู่หรือบ้านหลังที่สอง ที่มีแต่ความอบอุ่นเพื่อ ดึงดูดให้พนักงานอยู่กับองค์การได้นาน ๆ องค์การที่มีวัฒนธรรมเน้นความผูกพันต่อองค์การด้วยใจจะมีลักษณะ 5 ประการ ดังนี้

- Strong Sense of Purpose: มีความสำนึกอย่างแรงกล้าต่อการบรรลุเป้าหมายทางสังคมต่อองค์การโดยสร้าง วัฒนธรรมองค์การให้ตอบสนองต่อความสำเร็จของเป้าหมายขององค์การซึ่งอาจมิใช่ มุ่งต่อความสำเร็จของเป้าหมายขององค์การซึ่งอาจมิใช่มุ่งต่อกำไรเป็นสำคัญ เสมอไป เช่น Southwest Airline มุ่งสู่เป้าหมายการมีค่าโดยสารต่ำ ให้บริการตรงต่อเวลา และให้ประสบการณ์บินที่ให้ความบันเทิงแก่ผู้โดยสาร Tom's of Maine มุ่งจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามที่ผลิตจากวัตถุธรรมชาติด้วย กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นต้น

- Focus on Individual Development: องค์การที่เน้นสร้างความผูกพันต่อองค์การด้วยใจจะตระหนักในความมีคุณค่าของ พนักงานจะไม่เป็นเพียงองค์การที่ให้พนักงานมาทำงานผ่านไปวันหนึ่ง ๆ เท่านั้นแต่จะสร้างวัฒนธรรมที่พัฒนาพนักงานแต่ละคนให้เรียนสิ่งต่าง ๆ เป็นการเพิ่มทักษะและคุณค่าในตัวพนักงานและมีโอกาสที่จะได้รับความเจริญก้าว หน้าในหน้าที่การงานอย่างต่อเนื่อง

- Trust and Openness: องค์การที่มุ่งเน้นการสร้างความผูกพันของพนักงานต่อองค์การด้วยใจจะมี วัฒนธรรมที่ทำให้พนักงานมีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน (Mutual Trust) มีความซื่อสัตย์ (Honesty) และเปิดเผยตรงไปตรงมา (Openness) ผู้บริหารจะต้องไม่กลัวที่จะยอมรับความผิดพลาดและจะต้องยืนอยู่แถวหน้าร่วม กับพนักงาน ลูกค้าหรือผู้จำหน่ายวัตถุดิบ ประธานกรรมการบริษัท Wetherill Associates บริษัทผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์รถยนต์ที่ประสบความสำเร็จแห่งหนึ่งกล่าวว่า "เราจะไม่มีการพูดเท็จ ในที่นี่และทุกคนก็รู้ดีเราจะซื่อสัตย์ในคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองต่อ ความต้องการของลูกค้าแม้ว่าจะเกิดปัญหาใดกับบริษัทเราก็ตาม"

- Employee Empowerment: ข้อแตกต่างประการสุดท้ายขององค์การที่เน้นสร้างความผูกพันของพนักงานต่อ องค์การด้วยใจเมื่อเทียบกับองค์การทั่วไป คือ ผู้บริหารจะไม่ปิดกั้นอารมณ์และความรู้สึกของพนักงาน นั่นคือ พนักงานสามารถแสดงออกซึ่งอารมณ์และความรู้สึกได้โดยมิต้องเกรงกลัวความผิด หรือการถูกตำหนิ

ปัจจุบันมีองค์การไม่น้อยที่สร้างวัฒนธรรมองค์การโดยนำเรื่องเกี่ยวกับ จิตวิญญาณบางอย่างมาเป็นข้อปฏิบัติ ซึ่งมีข้อวิพากษ์วิจารณ์ตามมาว่าการกระทำเช่นนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งมีการวิเคราะห์หาคำตอบว่าหากนำเอากิจกรรมเกี่ยวกับจิตวิญญาณเข้ามาเป็น ข้อปฏิบัติแล้ว ทำให้พนักงานรู้สึกอึดอัด เช่น บังคับให้พนักงานต้องเข้าร่วมในลัทธิศาสนาหรือพิธีกรรมใด ๆ ก็เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะถูกต้อง และข้อปฏิบัติทางจิตวิญญาณนั้นช่วยให้พนักงานค้นพบความหมายของการทำงานและ ชีวิตเกิดปัญญาเห็นสัจธรรมทำให้สามารถลด ละ เลิกกิเลสและอบายมุขต่าง ๆ ไม่แก่งแย่งชิงดีอิจฉาริษยาต่อกันมุ่งหน้าทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเหลือเพื่อนร่วมงาน ทำให้เกิดความสุขทางจิตใจและสุขภาพที่ดีทางกายทั้งพนักงานและองค์การโดยรวม ก็ไม่น่าจะมีปัญหาใด ๆ มีการศึกษาพบว่าองค์การที่มีวัฒนธรรมเน้นความผูกพันของพนักงานต่อองค์การ ด้วยใจมีความสัมพันธ์กับกำไรที่เพิ่มขึ้น การลาออกจากงานน้อยลง พนักงานมีความคิดสร้างสรรค์ มีความพึงพอใจในการทำงานการทำงานเป็นทีมดีขึ้นและประสิทธิภาพโดยรวมของ องค์การดีขึ้น

ยกตังอย่างการจัดการธุรกิจสมัยใหม่

โดย นายดนัย จันทร์เจ้าฉาย

หมดเวลาที่จะลงไปแข่งเดือดในน่านน้ำสีเลือด (Red Ocean) หรือแสวงหาความต่างในน่านน้ำสีคราม (Blue Ocean) เมื่อทะเลทั้งสองสี ต่างก็มีจุด “จบ” ไม่ต่างกัน

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : การคิดนอกกรอบกับศัพท์การตลาดถอดด้าม “White Ocean” ของ “ดนัย จันทร์เจ้าฉาย” จะมาเปลี่ยนความคิดผู้ประกอบการไทย ไม่ให้รอวันตายในแม่น้ำสีเดิมอีกต่อไป

“White Ocean Strategy” หรือกลยุทธ์ธุรกิจสีขาว คือความคิดสดใหม่ ของผู้บริหารหัวใจ “ธรรมะ” ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีซี คอนซัลแทนส์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง คอมมูนิเคชั่นส์ จำกัด นักการ

ดนัย จันทร์เจ้าฉาย

หมดเวลาที่จะลงไปแข่งเดือดในน่านน้ำสีเลือด (Red Ocean) หรือแสวงหาความต่างในน่านน้ำสีคราม (Blue Ocean) เมื่อทะเลทั้งสองสี ต่างก็มีจุด “จบ” ไม่ต่างกัน

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : การคิดนอกกรอบกับศัพท์การตลาดถอดด้าม “White Ocean” ของ “ดนัย จันทร์เจ้าฉาย” จะมาเปลี่ยนความคิดผู้ประกอบการไทย ไม่ให้รอวันตายในแม่น้ำสีเดิมอีกต่อไป

“White Ocean Strategy” หรือกลยุทธ์ธุรกิจสีขาว คือความคิดสดใหม่ ของผู้บริหารหัวใจ “ธรรมะ” ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีซี คอนซัลแทนส์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง คอมมูนิเคชั่นส์ จำกัด นักการตลาดและประชาสัมพันธ์แถวหน้าของไทย ที่พิสูจน์กลยุทธ์นี้มาแล้วเมื่อครั้งยังสวมหมวกซีอีโอหนุ่มในบริษัทที่ ปรึกษาด้านการประชาสัมพันธ์ชั้นนำของโลก “เอ็มดีเค คอนซัลแทนส์ (ประเทศไทย)”

ในวันที่ขึ้นแท่นเบอร์ 1 ขององค์กรด้วยวัยเพียง 30 ต้นๆ ดนัยเริ่มท้าทายการทำงานในบริษัทข้ามชาติ ด้วยการประกาศนโยบายงดเป็นที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์ให้ลูกค้าที่ทำธุรกิจ อบายมุขทุกประเภท

สร้างวัฒนธรรม "องค์กรสีขาว" จนเป็นที่ประจักษ์

แม้วันนี้ดนัย จันทร์เจ้าฉาย จะถอยออกมาจาก “เอ็มดีเค” ออกมามีบริษัทที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์ของตัวเองที่รู้จักกันในชื่อ “DC” แต่เขาก็ยังคงยึดแนวคิดดีๆ บนพื้นฐานความเชื่อทางศาสนามากำหนดแนวทางให้ธุรกิจ

ด้วยชื่อของบริษัทที่มาจากคำว่า “DC - Dharma Communications” นั่นคือ การสื่อสารบนพื้นฐานของความจริง (ธรรมะ) นั่นเอง

"White Ocean คืออะไร" แล้วสำคัญแค่ไหนกับการทำธุรกิจในยุคนี้ นักบริหารที่ประกาศตัวว่าชอบใช้สมองซีกขวา (คิดสร้างสรรค์) มากกว่าซีกซ้าย บอกเราว่าทั้ง "Red Ocean" และ "Blue Ocean” ต่างก็มีจุดอ่อน และนำไปสู่จุดจบได้ไม่ต่างกัน จึงต้องคิดหาน่านน้ำ "สีใหม่" เพื่อไปให้ถึง

คนที่ยังทำธุรกิจในโลกทัศน์ที่ คับแคบ ชอบแหวกว่ายในทะเลสีเลือดที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน แก่งแย่งแบ่งฐานลูกค้ากันเอง องค์กรที่ได้เปรียบ คือองค์กรที่มีศักยภาพสูง มีทั้งความรู้ ความเชี่ยวชาญ และทรัพยากร เท่านั้น

สำหรับดนัย การแข่งขันใน Red Ocean ผู้ประกอบการต้องทุ่มเททำอะไรสักอย่างเพื่อให้ได้ผลตอบแทนตามมา และเมื่อหมดทรัพยากร โอกาส“เพลี่ยงพล้ำ” จึงมีสูง

ศาสตร์ใหม่จึงแนะให้ผู้ประกอบหนีไปหา “Blue Ocean” น่านน้ำสีครามคราม อาณาจักรที่ธุรกิจสมัยใหม่อยากว่ายไปให้ถึง ด้วยการคิดนอกกรอบ สร้างตลาดใหม่ ฐานลูกค้าใหม่ สร้างความต้องการใหม่ๆ คิดในสิ่งที่ไม่มีใครคิดมาก่อน เพื่อหนีจากทะเลสีเลือดที่ทำให้ธุรกิจโตแบบค่อยเป็นค่อยไป มาสู่การเติบโตแบบก้าวกระโดด

แล้วปัญหาอยู่ที่ไหน ดนัยบอกว่า แม้จะอยู่ในตลาด Blue Ocean แต่ทำไปไม่นาน ทุกอย่างก็จะกลับไปสู่จุดเดิม คือเมื่อมีผู้เล่นรายใหม่ๆ อยากเข้ามาร่วมในตลาดเดียวกันมากขึ้น ฉุดตลาดใหม่ให้ไปสู่ Red Ocean อีกครั้ง

“เมื่อไรก็ตามที่เรามองว่า Customer is the king เราจะอยู่ในทะเลสีเลือด เพราะเมื่อเราคิดแบบนี้ได้ คู่แข่งก็คิดได้เช่นกัน สุดท้ายก็แข่งกันอยู่ในตลาดเดิมๆ จึงต้องมองว่าลูกค้าไม่ใช่พระเจ้า แต่ “ไอเดีย” และความคิดดีๆ ต่างหาก คือ พระเจ้า

แบรนด์ใหญ่ๆ ของโลกที่ประสบความสำเร็จก็ใช้วิธีนี้ อย่าง โซนี่, สตาร์บัคส์ หรือ ไมโครซอฟท์ ใช้พลังของสมองซีกขวามองหาอะไรใหม่ๆ แต่สุดท้ายไม่ว่าจะ Red Ocean หรือ Blue Ocean ก็ไม่ได้ยั่งยืน

คำตอบไม่ใช่ทั้ง Red Ocean หรือ Blue Ocean แต่เป็น White Ocean

“White Ocean” เกิดจากแนวคิดที่มองว่าโลกใบนี้ไม่ได้คับแคบ และไม่ใช่โลกของการแข่งขันเท่านั้น แต่เป็นโลกของโอกาสและความอุดมสมบูรณ์ ห

นางสาวชยาภรณ์ สำเริงศิลป์
IP: xxx.120.122.8
เขียนเมื่อ Fri Jun 04 2010 12:19:06 GMT+0700 (ICT)

นส.ชยาภรณ์ สำเริงศิลป์ (การจัดการ รุ่น 1 )

สรุป การเรียนวันอาทิตย์ที่ 30 พฤษภาคม 2553

" วิชาบริหารธุรกิจเบื้องต้น "

ความหมายของคำว่า ธุรกิจ ในรูปแบบต่าง ๆ

ธุรกิจ (Business) คือการกระทำหรือกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ที่ดำเนินงานเกี่ยวพันกับสถานบันการผลิตการจำหน่าย และการให้บริการ ให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค โดยกลุ่มบุคคลมีการกระทำร่วมกัน เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ รายได้หรือกำไรเป็นผลตอบแทนจากการลงทุนด้วยทรัพย์สิน และแรงงานในกิจกรรมนั้น ๆซึ่งการกระทำหรือ

ธุรกิจ หมายถึง องค์การ หรือกิจการที่ก่อให้เกิดสินค้า และบริการ ธุรกิจเป็น กระบวนการทั้งหมด ของการนำเอาทรัพยากรธรรมชาติมาเปลี่ยนสภาพตามกรรมวิธีการ ผลิตด้วยแรงคน และเครื่องจักรให้เป็นสินค้า เพื่อประโยชน์แก่ผู้ที่ต้องการ กิจกรรมของธุรกิจจึง รวมทั้งการผลิต การซื้อ ขาย การจำแนกแจกจ่ายสินค้า การขนส่ง การธนาคาร การประกันภัย และอื่น ๆ

ธุรกิจ หมายถึง กิจกรรมต่างๆ ที่ทำให้มีการผลิตสินค้า และบริการ มีการซื้อขายแลกเปลี่ยน จำหน่าย และกระจายสินค้าและมีประโยชน์หรือกำไรจากกิจกรรมนั้น ธุรกิจมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของมนุยษ์ในสังคมปัจจุบันมาก เพราะนอกจากจะเป็น องค์การที่ผลิตสินค้า หรือบริการที่เป็นปัจจัยพื้นฐานของการดำรงชีวิต หรือปัจจัย4 การประกอบธุรกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นขนาดเล็ก หรือใหญ่แค่ไหนก็ตาม สิ่งที่สำคัญ คือ กำไร เพราะเป็นแรงจูงใจของการดำเนินการทางธุรกิจ ก่อให้เกิดการแข่งขัน และการขยายตัวทางธุรกิจให้เจริญก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น

ธุรกิจ หมายถึง ความพยายามที่เป็นแบบแผนของนักธุรกิจใน การผลิต และขายสินค้า หรือบริการ เพื่อสนองความต้องการของสังคมโดยมุ่งหวังกำไร

ประเภทของธุรกิจ

อาจจะแบ่งธุรกิจออกเป็น 3 ประเภท คือ

(1) ธุรกิจการผลิต (Manufacturing Business) หมายถึง ธุรกิจที่มีวัตถุประสงค์ในการแปรรูป (Transforming) วัตถุดิบให้เป็นสินค้า เช่น ธุรกิจการผลิตอาหาร ธุรกิจการทอผ้า ธุรกิจการผลิตรถยนต์ เหล่านี้เป็นต้น

(2) ธุรกิจบริการ (Service Business) หมายถึง ธุรกิจที่มีวัตถุประสงค์ในการให้บริการลูกค้า เช่น ธุรกิจการเงิน ธนาคาร ร้านค้า ศูนย์การค้า ธุรกิจการบิน ธุรกิจการท่องเที่ยว เหล่านี้เป็นต้น

(3) ธุรกิจการค้า (Trading Business) หมายถึง ธุรกิจที่มีวัตถุประสงค์ในการซื้อ-ขายสินค้า หรือเป็นคนกลางในการซื้อขายสินค้า เช่น ห้างสรรพสินค้า ธุรกิจการค้าปลีก ธุรกิจการค้าส่ง เหล่านี้เป็นต้น

" รูปแบบของการประกอบธุรกิจ "

อาจ จะแบ่งรูปแบบของการประกอบธุรกิจออกเป็น 6 แบบ คือ

1.กิจการเจ้าของเพียงคนเดียว (Sole Proprietorship) หมายถึง ธุรกิจที่เจ้าของและดำเนินการโดยคนเพียงคนเดียว เป็นธุรกิจซึ่งสามารถจัดตั้งและดำเนินการได้เองเพียงคนคนเดียว แต่ต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย

2.ห้างหุ้นส่วน (Partnership) ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 บัญญัติว่า “อันสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ตกลงกันเพื่อกระทำกิจการร่วมกัน ด้วยประสงค์จะแบ่งผลกำไรพึงได้แก่กิจการที่กระทำนั้น” ห้างหุ้นส่วนจึงเป็นการประกอบการของบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป และแบ่งห้างหุ้นส่วนออกเป็น 2 ชนิดคือ

1) ห้างหุ้นส่วนสามัญ 2) ห้างหุ้นส่วนจำกัด

3.บริษัทจำกัด (Corporation)บริษัทจำกัด หมายถึง บริษัทที่ผู้ถือหุ้นรับผิดชอบหนี้สินเฉพาะจำนวนจำกัด ที่จดทะเบียนไว้ อาจจะแบ่งบริษัทจำกัดได้เป็น 2 ประเภท คือ

1) บริษัทเอกชน จำกัด

2) บริษัทมหาชน

4.ธุรกิจขนาดย่อม (Small and Medium Business)ธุรกิจ ขนาดย่อม หมายถึง ธุรกิจที่ดำเนินการโดยบุคคล หรือ กลุ่มบุคคลโดยบริหารด้วยตนเองโดยเงินทุนไม่มากนัก เช่น Schermerhorm1 ให้ธุรกิจขนาดย่อมหมายถึง ธุรกิจที่มีคนงานน้อยกว่า 500 คน เป็นธุรกิจที่เจ้าของมีอิสระในการบริหารงานด้วยตนเอง และไม่เป็นธุรกิจนำ

5.ธุรกิจบริการ (Service) เป็นธุรกิจที่ผลิตและขายบริการต่อเนื่องกัน และธุรกิจที่ไม่มีการผลิตแต่เพียงขายบริการ เช่น ร้านอาหาร ธุรกิจการเงิน ฯลฯ

6.จริยธรรมทางธุรกิจ Albert Schweitzer4 พูดถึงจริยธรรมว่า “เป็นความห่วงใยต่อพฤติกรรมที่ดี ”เป็นการพิจารณาไม่เพียงความเป็นอยู่ที่ดีของตัวเองแต่ต่อคนอื่น ๆ ด้วย“ และ “ปฏิบัติต่อคนอื่นให้เหมือนกับการปฏิบัติต่อตัวเอง”

จจัยพื้นฐานที่สำคัญของการ ประกอบธุรกิจ ประกอบด้วย

1. คน (Man)

2. เงินทุน (Money)

3. วัสดุอุปกรณ์ (Materials)

4. เครื่องจักร (Machines)

5. ความรู้ในการบริหารจัดการ (Management)

" สภาพแวด ล้อมและการวิเคราะห์ ประเภทของสภาพแวดล้อม "

1.สภาพแวดล้อมเป็นตัวกำหนด ภายนอก

2.สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนดทางเลือก

3.สภาพแวด ล้อมเป็นตัวกำหนดทางเลือกแต่สามารถวิเคราะห์ทางเลือก

4.สภาพแวดล้อม ที่ไม่มีความหมาย

" สภาพแวดล้อมทาง ธุรกิจ "

แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ

1.ปัจจัยสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้ (Cicle of Influence :COI) หมายถึง สภาพแวดล้อมภายในทุกชนิด ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการภายในของธุรกิจ เช่น

- วัตถุประสงค์ของธุรกิจ

- ทรัพยากรของธุรกิจ

- การจัดการ

2.ปัจจัยสภาพแวดล้อมที่ไม่สามารถควบคุมได้ (Cicle of Concern :COC) หมายถึง สภาพแวดล้อมภายนอกกิจการที่ผู้ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น

- ปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจ

- ปัจจัยแวดล้อมทางด้นสังคม

- ปัจจัยแวดล้อมทางด้านการเมืองและกฏหมาย

- ปัจจัยแวดล้อมทางด้านเทคโนโลยี

- ปัจจัยแวดล้อมทางการแข่งขัน

สภาพ แวดล้อมภายนอก 2 มิติ /สภาพแวดล้อมทางโลกาวิวัฒน์

" เทคนิคการ วิเคราะห์สภาพแวดล้อม "

1.การมองจากปัจจุบันไปหาอนาคต คือการวางเป้าหมายว่า ในอนาคตข้างหน้าทำอะไรบ้างจะบริหารอย่างไร

2.การ มองจากปัจจุบันย้อนกลับไปยังอดีต คือการมองย้อนกลับไปยังอดีตก็จะพบกับช่องว่า แล้วนำนาวิเคราะว่าจะสร้างและพัฒนาอย่างไร

" การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม "

1.การ วิเคราะห์สภาพแวดล้อมของโลก

2.การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมมหาภาค

3.การวิเคราะสภาพแวดล้อมขององค์กร

" การวิเคราะห์ SWOT (SWOT Analysis) "

การประเมิน ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายนอกองค์กร เพื่อทำให้ทราบถึง โอกาส และ อุปสรรค และการประเมินผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม

จุดแข็ง และ จุดอ่อน ภายในองค์กรจะเรียกการวิเคราะห์นี้ว่า การวิเคราะห์ SWOT

S = Strength คือ วิเคราะห์จุดแข็ง

W = Weakness คือ วิเคราะห์จุดอ่อน

O = Opportunity คือ วิเคราะห์โอกาส

T = Threats คือ วิเคราะห์อุปสรรค

จุดแข็ง, จุดอ่อน เป็นสถานการณ์แวดล้อมภายในองค์กร องค์กรสามารถแก้ไขได้หรือควบคุมได้ โอกาส, อุปสรรค เป็นสถานการณ์แวดล้อมภายนอกองค์กร แก้ไขไม่ได้ หรือควบคุมไม่ได้

" แนวคิดทางการตลาด (Marketing Concept) "

คำว่า “การตลาด” และ “นักการตลาด” ถูกเข้าใจคลาดเคลื่อนไปบ้างในปัจจุบัน กล่าวคือผู้คนบางกลุ่มเข้าใจไปในทางลบว่า เป็นงานหรือบทบาทหน้าที่ดึงดูด ล่อลวง หรือจูงใจให้เกิดการซื้อโดยหลงผิดแก่ผู้บริโภค ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง หลักแนวคิดของการตลาดที่แท้จริงนั้น ปรมาจารย์การตลาด Phillips Kotler ได้อธิยายไว้ว่าคือ “กระบวนการทางสังคม ที่บุคคล หรือ กลุ่ม จะพยายามให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนต้องการจากบุคคลอี่น โดยการสร้างสรรค์และนำเสนอคุณค่าบางอย่างที่เป็นที่พอใจ ของอีกฝ่ายหนึ่งเป็น การแลกเปลี่ยน” นั่นคือการสร้างสถานการณ์แลกปลี่ยน ซึ่งความพอใจและคุณค่าของทั้งสองฝ่ายให้ เกิดขึ้น ดังนั้นการจะนำกลยุทธ์ทางการตลาดมาใช้ กับงานห้องสมุดและบริการสารสนเทศเชิงรุก ก็คือ การหาแนวทางพัฒนา สร้างสรรค์คุณค่าบริการ การสื่อสารคุณค่า และเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงให้แก่ผู้ใช้บริการ ให้เกิดความพอใจที่สุดนั่น

" บทบาททางการตลาด "

บทบาทหน้าที่ของการ ตลาดจึงต้องเริ่มต้นขึ้นที่ความต้องการของลูกค้า และจบลงที่ความพอใจของลูกค้า เป็นหลัก ดังนี้

1. ค้นหา และเข้าใจในความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าให้มากที่สุด

2. พัฒนาสินค้า/บริการให้สอดคล้อง ตอบสนองต่อความต้องการนั้นๆไปเสนอแลกเปลี่ยน เพื่อให้เกิดความพอใจและความสุขในการแลกเปลี่ยน

3. รักษาความพอใจและความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าไว้ให้ยาวนาน นำเสนอสินค้า/บริการใหม่ ๆ ที่เปลี่ยนไปตามความต้องการ และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปตลอดเวลาของลูกค้าได้

สรุปคือ ในยุคสังคมความคิดในปัจจุบันต้องอาศัยความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน 3 เรื่อง

1.สินค้าต้องมีความแตกต่าง Defferentation

2.ต้องเป็นผู้นำ Overall cost leadership

3.ความเชี่ยวชาญในธุรกิจนั้น Focus

**การ ทำงานของสมอง**

สมองซีกซ้าย - คิดหาเหตุและผล -ทำหน้าที่ในการวิเคราะห์ - ควบคุมร่างกายข้างขวา

การสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน Five For Model

1. ผู้ประกอบการที่จะเข้าสู่กิจการรายใหม่

2. แรงขับด้านลูกค้า ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจ/อารมณ์/ความรู้สึกและพฤติกรรมของลูกค้าถือเป็น เรื่องสำคัญ

3. สินค้าทดแทน สามารถแย่งตลาดของสินค้าเดิมได้และส่งผลให้บริษัทต้นทุนลดลง

4. Supplilers การแข่งขันทางด้านตลาดถือเป็นสิ่งสำคัญ

เทคนิค การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม

1. วิเคราะห์จากปัจจุบันไปหาอนาคต

2. วิเคราะห์จากอนาคตย้อนมาปัจจุบัน

โดยทั้งสองนี้จะเกิดช่องว่าง คือ ความแตกต่าง (GAPS) โดยจะต้องสร้าง(BUILD) และพัฒนา(DEVELOP)

รูปแบบ ของสภาพแวดล้อม

- เปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณ คือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับตัวเลข

- เปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ

มิติ การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม

- การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมโลก

- การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมเชิงมหาภาค

- การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมองค์กร

*** การสร้างตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศสำหรับผู้ประกอบการ SMEs

กระแส การเปลี่ยนแปลงทางความคิดและการดำเนินชีวิต

วิถีการเลี้ยงสัตว์และ เร่ ร่อน

1.ยุคสังคมเกษตรกรรม

2.ยุคสังคมอุตสาหกรรม

3.ยุค สังคมข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Era)

4.ยุค สังคมความคิด (Conceptual)

5. สังคมฐานความรู้ (Knowledge Era) คือ

- ข้อมูล

- สารสนเทศ

- ความรู้

- ปัญญา

สรุปคือ ในยุคสังคมความคิดในปัจจุบันต้องอาศัยความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน 3 เรื่อง

1.สินค้าต้องมีความแตกต่าง Defferentation

2.ต้องเป็นผู้นำ Overall cost leadership

3.ความเชี่ยวชาญในธุรกิจนั้น Focus

................................................................................................................................

ตอบคำถาม --- ข้อสอบ

โจทย์ 1.ท่านคิดว่าอะไรเป็นองค์ประกอบสำคัญของการประกอบธุรกิจสมัยใหม่ จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่าง

ตอบ ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่า เราต้องการที่จะประกอบธุรกิจเพื่ออะไร เช่น 1.เพื่อแสวงหากำไรสูงสุด 2.เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ในการที่เราจะประกอบธุรกิจให้บรรลุถึงเป้าหมายนั้น ต้องอาศัยความรู้ในด้านต่าง ๆ ดังนี้

- ด้านบัญชี

- ด้านเศรษฐศาสตร์

- ด้านสังคม

- ด้านจิตวิทยา

- ด้านการเมือง

- ด้านสถิติ

- ด้านกฏหมายธุรกิจ

- ด้านภาษาธุรกิจ

ปัจจัยในการผลิต = ปัจจัยนำเข้า - กระบวนการ - ผลลัพธ์

องค์ประกอบหลักในการประกอบธุรกิจ คือ

1. การจัดองค์กร

2. การผลิตและการปฏิบัติการ

3. การตลาด

4. การบัญชีและการเงิน

5. การจัดหาวัตถุดิบ

6. การบริหารงานบุคคล

7. การจัดระบบสารสนเทศและคอมพิวเตอร์

8. การวิจัยและพัฒนา

ผู้ประกอบการสมัยใหม่ ควรจะแจ้งความลับทางการค้า ความลับทางการค้า (Trade Secrets) หมายถึง ข้อมูลการค้า ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักโดยทั่วไป และมีมูลค่าเชิงพาณิชย์ เนื่องจากข้อมูนี้เป็นความลับ

ข้อดีของการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา

- ไม่มีอายุจำกัดความคุ้มครอง

- ไม่มีค่าใช้จ่ายในการจดแจ้งความลับทางการค้า เป็นต้น

อาวุธ น้อยจันทร์
IP: xxx.42.93.141
เขียนเมื่อ Fri Jun 04 2010 12:22:58 GMT+0700 (ICT)

อาวุธ น้อยจันทร์ คอมพิวเตอร์ รุ่นที่1

องค์ประกอบที่สำคัญในการประกอบธุรกิจ

ปัจจัยในการดำเนินธุรกิจ

การดำเนินธุรกิจต้องอาศัยหลาย ๆ ปัจจัยประกอบกัน จึงจะเกิดกิจกรรมในการประกอบธุรกิจ จะขาดปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งไม่ได้ โดยทั่วไปปัจจัยพื้นฐานในการดำเนินธุรกิจมี 4 ประเภท ที่เรียกว่า 4 M ได้แก่

1. คน (Man) ถือว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด เพราะธุรกิจต่าง ๆ เกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความคิดของคน มีคนเป็นผู้ดำเนินการหรือเป็นผู้จัดการ จึงจะทำให้เกิดกิจกรรมทางธุรกิจหลายรูปแบบ ซึ่งในวงจรธุรกิจมีคนหลายระดับ หลายรูปแบบ ทั้งระดับผู้บริหาร ผู้ใช้แรงงานร่วมกันดำเนินการ จึงจะทำให้ประสบความสำเร็จในการประกอบธุรกิจ

2. เงิน (Money) เงินทุนเป็นปัจจัยในการดำเนินธุรกิจอีกชนิดหนึ่งที่ต้องนำมาใช้ในการลงทุนเพื่อให้เกิดการประกอบธุรกิจโดยธุรกิจแต่ละประเภทใช้ปริมาณเงินทุกที่แตกต่างกัน ธุรกิจขนาดใหญ่ย่อมใช้เงินทุนสูงกว่าธุรกิจขนาดเล็กกว่า ดังนั้น ผู้ประกอบธุรกิจจึงต้องมีการวางแผนในการใช้เงินทุน และการจัดหาเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อทำให้การดำเนินธุรกิจไม่ประสบปัญหาด้านเงินทุน และก่อให้เกิดผลตอบแทนสูงสุดคุ้มกับเงินที่นำมาลงทุน

3. วัสดุหรือวัตถุดิบ (Material) ในการผลิตสินค้าต้องอาศัยวัตถุดิบในการผลิตค่อนข้างมาก ผู้บริหารจึงต้องรู้จักการบริหารวัตถุดิบให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดต้นทุนด้านวัตถุดิบต่ำสุด อันจะส่งผลให้ธุรกิจมีผลกำไรสูงสุดตามมา

4. วิธีปฎิบัติงาน (Method) เป็นวิธีการในการปฎิบัติงานในแต่ละขั้นตอนของการดำเนินธุรกิจ ซึ่งต้องมีการวางแผนและควบคุม เพื่อให้การปฎิบัติงานมีประสิทธิภาพ เกิดความคล่องตัว

การจัดการการดำเนินงานของธุรกิจ

การจัดการการดำเนินงานของธุรกิจในปัจจุบัน จะเน้นการวางแผนเชิงกลยุทธ์มากขึ้น เนื่องจากธุรกิจการแข่งขันที่มากรุนแรงขึ้น การแสวงหากความได้เปรียบทางการแข่งขันเป็นเรื่องจำเป็น ในการวางแผนกลยุทธ์ผู้บริหารจะมีขั้นตอนที่สำคัญ คือ

1. การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ (Environment Analysis) ซึ่งจะวิเคราะห์สภาพแวด

ล้อม ดังนี้

1.1 การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในธุรกิจ เช่น การประเมินสถานะทางธุรกิจ ทั้งในเรื่องของนโยบาย ทรัพยากร หน้าที่ต่าง ๆ ภายในธุรกิจ การจัดโครงสร้างองค์การ การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายใน จะทำให้ถึงจุดแข็ง (Strengths) และจุดอ่อน (Weakness) ของธุรกิจได้

1.2 การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอกขององค์กร จะเป็นการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทั่ว ๆ ไป ที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ เช่น ทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง กฎหมาย เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ปัจจัยดังกล่าวอาจจะเป็นโอกาส (Opportunity) หรือเป็นอุปสรรค (Threats) ต่อธุรกิจ การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมของธุรกิจทั้งสภาพภายในธุรกิจ และสภาพแวดล้อมภายนอก หรือที่เรียกว่า การวิเคราะห์ SWOT นั่นเอง ธุรกิจจะต้องวิเคราะห์ SWOT เพื่อที่จะได้ทำการกำหนดเป้าหมายทางธุรกิจ และกลยุทธ์ของธุรกิจได้อย่างเหมาะสม

2. การกำหนดเป้าหมาย (Goals) ภายหลังจากผู้บริหารธุรกิจได้ทำการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม ทั้งภายในและภายนอกธุรกิจแล้ว ผู้บริหารจะได้ทำการกำหนดเป้าหมายของธุรกิจได้ เป้าหมายของธุรกิจ คือ จุดมุ่งหมายที่ธุรกิจจะบรรลุถึงองค์การและผู้บริหารจะใช้เป้าหมายวัดความสำเร็จ หรือล้มเหลวจากการดำเนินงาน

การกำหนดเป้าหมายขององค์การนั้น จะขึ้นอยู่กับข้อกำหนด หรือภารกิจ ( Mission) ขององค์การที่ผู้บริหารจะกำหนดไว้ ดังนั้นผู้บริหารจึงควรมีวิสัยทัศน์ (Vision) ที่กว้างไกล เพื่อที่จะได้กำหนดภารกิจของกิจการได้อย่างเหมาะสม เป้าหมายของธุรกิจอาจใช้เกณฑ์เรื่องระยะเวลากำหนดก็ได้ เช่น เป้าหมายระยะทาง (ส่วนใหญ่เกินกว่า 5 ปี) เป้าหมายระยะปานกลาง (ประมาณ 1-5 ปี๗ และเป้าหมายระยะสั้น (ไม่เกิน 1 ปี)

3. การกำหนดกลยุทธ์ของกิจการ (Strategy) กลยุทธ์เป็นวิธีการที่ผู้บริหารจะใช้ในการดำเนินงาน เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ การกำหนดกลยุทธ์ของกิจการ แบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ

3.1 กลยุทธ์ระดับกิจการ (corporate Strategy) เป็นการมองภาพรวมของกิจการว่า ธุรกิจใดของกิจการ ควรจะมีการขยายงาน รักษาระดับหรือตัดทอนลง เพื่อจะได้จัดสรรทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3.2 กลยุทธ์ระดับธุรกิจ (Business Strategy) เป็นการระบุกลยุทธ์ที่ธุรกิจต่าง ๆ ของกิจการที่มีอยู่ จะใช้วิธีการใดในการแข่งขันกับคู่แข่งขัน เช่น การใช้กลยุทธ์ทางด้านต้นทุน กลยุทธ์การสร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ และกลยุทธ์การมุ่งเน้นเฉพาะ เป็นต้น

3.3 กลยุทธ์ระดับหน้าที่ (Functional Strategy) เป็นการระบุกลยุทธ์ตามหน้าที่ทางธุรกิจ เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติให้กับแต่ละธุรกิจ เช่น กลยุทธ์ทางด้านการตลาด กลยุทธ์ทางด้านการผลิต กลยุทธ์ทางด้านการเงิน และกลยุทธ์ทางด้านทรัพยากรมนุษย์ เป็นต้น

ภายหลังจากผู้บริหารได้กำหนดกลยุทธ์แล้ว ผู้บริหารจะได้มีการจัดทำแผน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงาน เช่น แผนเชิงกลยุทธ์ (Strategy Plan) ซึ่งจะเป็นแผนที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินในเรื่องที่มีลำดับความสำคัญมากๆ เช่น การตัดสินใจในเรื่องที่มีลำดับความสำคัญมากๆ เช่น การตัดสินใจเกี่ยวกับการจัดสรรทรัพยากรให้กับธุรกิจต่างๆ

กระบวนการการจัดการ (Management process)

ผู้บริหารธุรกิจมีหน้าที่ในเรื่องของการจัดการ กระบวนการการจัดการประกอบไปด้วยขั้นตอนที่สำคัญอยู่ 4 ขั้นตอน คือ

1. การวางแผน (Planning) เป็นกิจกรรมอันดับแรกที่สำคัญของผู้บริหารที่จะต้องมีการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ เตรียมการไว้ล่วงหน้า เช่น มีการกำหนดเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจ เช่น จะขยายกิจการลงทุนสร้างโรงงานใหม่ เพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อให้การบริหารงานประสบผลสำเร็จ ดังนั้นผู้บริหารจะต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบและรัดกุม

2. การจัดองค์การ (Organizing) เพื่อให้เป้าหมายของธุรกิจที่วางแผนไว้ล่วงหน้าประสบผลสำเร็จ ผู้บริหารจะมีการจัดโครงสร้างองค์การ มีการแบ่งงาน มอบหมายงาน จัดพนักงานในการปฏิบัติงานต่าง ๆ ในตำแหน่งต่างๆ ขององค์การ เพื่อให้การประสานงานระหว่างหน่วยงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

3. การนำ (Leading) หมายถึง การสั่งการ การชี้แนะ ของผู้บังคับบัญชาที่มีต่อผู้ใต้บังคับบัญชาให้ทำงานตามคำสั่ง หรือคำชี้แนะของผู้บังคับบัญชา เพื่อให้การทำงานที่ได้รับมอบหมายสำเร็จลุล่วง ตามวัตถุประสงค์ขององค์การ ดังนั้นภาวะผู้นำ การจูงใจ การติดต่อสื่อสาร จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ผู้บริหารจะต้องคำนึงถึง

4. การควบคุม (Controlling) เป็นกิจกรรมขั้นสุดท้ายของกระบวนการบริหาร เพื่อประเมินผลการปฏิบัติงานว่าเป็นไปตามแผนงานที่ได้กำหนดไว้หรือไม่ ดังนั้นผู้บริหารจะต้องกำหนดเกณฑ์ มาตรฐาน เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการประเมินผล ปัจจุบันเกณฑ์การประเมินผลที่ธุรกิจใช้กันมากก็คือ การใช้ Benchmark กับกิจการคู่แข่งขันที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน

ในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ของผู้บริหาร จะต้องเสาะแสวงหากดึงดูด บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเข้าในองค์การ จูงใจรักษาพนักงานที่มีคุณภาพไว้ให้อยู่กับองค์กรนานๆ โดยพิจารณาถึงแนวทางการพัฒนาบุคลากรเพื่อความก้าวหน้าในอาชีพ

พาฝัน ประวะเข
IP: xxx.42.98.145
เขียนเมื่อ Fri Jun 04 2010 12:25:28 GMT+0700 (ICT)

พาฝัน ประวะเข

สาขา การจัดการ

สรุปการเรียน ประจำวันที่ 30/5/10

ธุรกิจ (Business) คือการกระทำหรือกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ที่ดำเนินงานเกี่ยวพันกับสถานบันการผลิตการจำหน่าย และการให้บริการ ให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค โดยกลุ่มบุคคลมีการกระทำร่วมกัน เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ รายได้หรือกำไรเป็นผลตอบแทนจากการลงทุนด้วยทรัพย์สิน และแรงงานในกิจกรรมนั้น ๆซึ่งการกระทำหรือ

ธุรกิจ หมายถึง องค์การ หรือกิจการที่ก่อให้เกิดสินค้า และบริการ ธุรกิจเป็น กระบวนการทั้งหมด ของการนำเอาทรัพยากรธรรมชาติมาเปลี่ยนสภาพตามกรรมวิธีการ ผลิตด้วยแรงคน และเครื่องจักรให้เป็นสินค้า เพื่อประโยชน์แก่ผู้ที่ต้องการ กิจกรรมของธุรกิจจึง รวมทั้งการผลิต การซื้อ ขาย การจำแนกแจกจ่ายสินค้า การขนส่ง การธนาคาร การประกันภัย และอื่น ๆ

ธุรกิจ หมายถึง กิจกรรมต่างๆ ที่ทำให้มีการผลิตสินค้า และบริการ มีการซื้อขายแลกเปลี่ยน จำหน่าย และกระจายสินค้าและมีประโยชน์หรือกำไรจากกิจกรรมนั้น ธุรกิจมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของมนุยษ์ในสังคมปัจจุบันมาก เพราะนอกจากจะเป็น องค์การที่ผลิตสินค้า หรือบริการที่เป็นปัจจัยพื้นฐานของการดำรงชีวิต หรือปัจจัย4 การประกอบธุรกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นขนาดเล็ก หรือใหญ่แค่ไหนก็ตาม สิ่งที่สำคัญ คือ กำไร เพราะเป็นแรงจูงใจของการดำเนินการทางธุรกิจ ก่อให้เกิดการแข่งขัน และการขยายตัวทางธุรกิจให้เจริญก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น

ธุรกิจ หมายถึง ความพยายามที่เป็นแบบแผนของนักธุรกิจใน การผลิต และขายสินค้า หรือบริการ เพื่อสนองความต้องการของสังคมโดยมุ่งหวังกำไร

ประเภทของธุรกิจ

อาจจะแบ่งธุรกิจออกเป็น 3 ประเภท คือ

(1) ธุรกิจการผลิต (Manufacturing Business) หมายถึง ธุรกิจที่มีวัตถุประสงค์ในการแปรรูป (Transforming) วัตถุดิบให้เป็นสินค้า เช่น ธุรกิจการผลิตอาหาร ธุรกิจการทอผ้า ธุรกิจการผลิตรถยนต์ เหล่านี้เป็นต้น

(2) ธุรกิจบริการ (Service Business) หมายถึง ธุรกิจที่มีวัตถุประสงค์ในการให้บริการลูกค้า เช่น ธุรกิจการเงิน ธนาคาร ร้านค้า ศูนย์การค้า ธุรกิจการบิน ธุรกิจการท่องเที่ยว เหล่านี้เป็นต้น

(3) ธุรกิจการค้า (Trading Business) หมายถึง ธุรกิจที่มีวัตถุประสงค์ในการซื้อ-ขายสินค้า หรือเป็นคนกลางในการซื้อขายสินค้า เช่น ห้างสรรพสินค้า ธุรกิจการค้าปลีก ธุรกิจการค้าส่ง เหล่านี้เป็นต้น

" รูปแบบของการประกอบธุรกิจ "

อาจ จะแบ่งรูปแบบของการประกอบธุรกิจออกเป็น 6 แบบ คือ

1.กิจการเจ้าของเพียงคนเดียว (Sole Proprietorship) หมายถึง ธุรกิจที่เจ้าของและดำเนินการโดยคนเพียงคนเดียว เป็นธุรกิจซึ่งสามารถจัดตั้งและดำเนินการได้เองเพียงคนคนเดียว แต่ต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย

2.ห้างหุ้นส่วน (Partnership) ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 บัญญัติว่า “อันสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ตกลงกันเพื่อกระทำกิจการร่วมกัน ด้วยประสงค์จะแบ่งผลกำไรพึงได้แก่กิจการที่กระทำนั้น” ห้างหุ้นส่วนจึงเป็นการประกอบการของบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป และแบ่งห้างหุ้นส่วนออกเป็น 2 ชนิดคือ

1) ห้างหุ้นส่วนสามัญ 2) ห้างหุ้นส่วนจำกัด

3.บริษัทจำกัด (Corporation)บริษัทจำกัด หมายถึง บริษัทที่ผู้ถือหุ้นรับผิดชอบหนี้สินเฉพาะจำนวนจำกัด ที่จดทะเบียนไว้ อาจจะแบ่งบริษัทจำกัดได้เป็น 2 ประเภท คือ

1) บริษัทเอกชน จำกัด

2) บริษัทมหาชน

4.ธุรกิจขนาดย่อม (Small and Medium Business)ธุรกิจ ขนาดย่อม หมายถึง ธุรกิจที่ดำเนินการโดยบุคคล หรือ กลุ่มบุคคลโดยบริหารด้วยตนเองโดยเงินทุนไม่มากนัก เช่น Schermerhorm1 ให้ธุรกิจขนาดย่อมหมายถึง ธุรกิจที่มีคนงานน้อยกว่า 500 คน เป็นธุรกิจที่เจ้าของมีอิสระในการบริหารงานด้วยตนเอง และไม่เป็นธุรกิจนำ

5.ธุรกิจบริการ (Service) เป็นธุรกิจที่ผลิตและขายบริการต่อเนื่องกัน และธุรกิจที่ไม่มีการผลิตแต่เพียงขายบริการ เช่น ร้านอาหาร ธุรกิจการเงิน ฯลฯ

6.จริยธรรมทางธุรกิจ Albert Schweitzer4 พูดถึงจริยธรรมว่า “เป็นความห่วงใยต่อพฤติกรรมที่ดี ”เป็นการพิจารณาไม่เพียงความเป็นอยู่ที่ดีของตัวเองแต่ต่อคนอื่น ๆ ด้วย“ และ “ปฏิบัติต่อคนอื่นให้เหมือนกับการปฏิบัติต่อตัวเอง”

จจัยพื้นฐานที่สำคัญของการ ประกอบธุรกิจ ประกอบด้วย

1. คน (Man)

2. เงินทุน (Money)

3. วัสดุอุปกรณ์ (Materials)

4. เครื่องจักร (Machines)

5. ความรู้ในการบริหารจัดการ (Management)

" สภาพแวด ล้อมและการวิเคราะห์ ประเภทของสภาพแวดล้อม "

1.สภาพแวดล้อมเป็นตัวกำหนด ภายนอก

2.สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนดทางเลือก

3.สภาพแวด ล้อมเป็นตัวกำหนดทางเลือกแต่สามารถวิเคราะห์ทางเลือก

4.สภาพแวดล้อม ที่ไม่มีความหมาย

" สภาพแวดล้อมทาง ธุรกิจ "

แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ

1.ปัจจัยสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้ (Cicle of Influence :COI) หมายถึง สภาพแวดล้อมภายในทุกชนิด ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการภายในของธุรกิจ เช่น

- วัตถุประสงค์ของธุรกิจ

- ทรัพยากรของธุรกิจ

- การจัดการ

2.ปัจจัยสภาพแวดล้อมที่ไม่สามารถควบคุมได้ (Cicle of Concern :COC) หมายถึง สภาพแวดล้อมภายนอกกิจการที่ผู้ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น

- ปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจ

- ปัจจัยแวดล้อมทางด้นสังคม

- ปัจจัยแวดล้อมทางด้านการเมืองและกฏหมาย

- ปัจจัยแวดล้อมทางด้านเทคโนโลยี

- ปัจจัยแวดล้อมทางการแข่งขัน

สภาพ แวดล้อมภายนอก 2 มิติ /สภาพแวดล้อมทางโลกาวิวัฒน์

" เทคนิคการ วิเคราะห์สภาพแวดล้อม "

1.การมองจากปัจจุบันไปหาอนาคต คือการวางเป้าหมายว่า ในอนาคตข้างหน้าทำอะไรบ้างจะบริหารอย่างไร

2.การ มองจากปัจจุบันย้อนกลับไปยังอดีต คือการมองย้อนกลับไปยังอดีตก็จะพบกับช่องว่า แล้วนำนาวิเคราะว่าจะสร้างและพัฒนาอย่างไร

" การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม "

1.การ วิเคราะห์สภาพแวดล้อมของโลก

2.การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมมหาภาค

3.การวิเคราะสภาพแวดล้อมขององค์กร

" การวิเคราะห์ SWOT (SWOT Analysis) "

องค์ประกอบที่สำคัญในการประกอบธุรกิจ

ปัจจัยในการดำเนินธุรกิจ

การดำเนินธุรกิจต้องอาศัยหลาย ๆ ปัจจัยประกอบกัน จึงจะเกิดกิจกรรมในการประกอบธุรกิจ จะขาดปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งไม่ได้ โดยทั่วไปปัจจัยพื้นฐานในการดำเนินธุรกิจมี 4 ประเภท ที่เรียกว่า 4 M ได้แก่

1. คน (Man) ถือว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด เพราะธุรกิจต่าง ๆ เกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความคิดของคน มีคนเป็นผู้ดำเนินการหรือเป็นผู้จัดการ จึงจะทำให้เกิดกิจกรรมทางธุรกิจหลายรูปแบบ ซึ่งในวงจรธุรกิจมีคนหลายระดับ หลายรูปแบบ ทั้งระดับผู้บริหาร ผู้ใช้แรงงานร่วมกันดำเนินการ จึงจะทำให้ประสบความสำเร็จในการประกอบธุรกิจ

2. เงิน (Money) เงินทุนเป็นปัจจัยในการดำเนินธุรกิจอีกชนิดหนึ่งที่ต้องนำมาใช้ในการลงทุนเพื่อให้เกิดการประกอบธุรกิจโดยธุรกิจแต่ละประเภทใช้ปริมาณเงินทุกที่แตกต่างกัน ธุรกิจขนาดใหญ่ย่อมใช้เงินทุนสูงกว่าธุรกิจขนาดเล็กกว่า ดังนั้น ผู้ประกอบธุรกิจจึงต้องมีการวางแผนในการใช้เงินทุน และการจัดหาเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อทำให้การดำเนินธุรกิจไม่ประสบปัญหาด้านเงินทุน และก่อให้เกิดผลตอบแทนสูงสุดคุ้มกับเงินที่นำมาลงทุน

3. วัสดุหรือวัตถุดิบ (Material) ในการผลิตสินค้าต้องอาศัยวัตถุดิบในการผลิตค่อนข้างมาก ผู้บริหารจึงต้องรู้จักการบริหารวัตถุดิบให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดต้นทุนด้านวัตถุดิบต่ำสุด อันจะส่งผลให้ธุรกิจมีผลกำไรสูงสุดตามมา

4. วิธีปฎิบัติงาน (Method) เป็นวิธีการในการปฎิบัติงานในแต่ละขั้นตอนของการดำเนินธุรกิจ ซึ่งต้องมีการวางแผนและควบคุม เพื่อให้การปฎิบัติงานมีประสิทธิภาพ เกิดความคล่องตัว

การจัดการการดำเนินงานของธุรกิจ

การจัดการการดำเนินงานของธุรกิจในปัจจุบัน จะเน้นการวางแผนเชิงกลยุทธ์มากขึ้น เนื่องจากธุรกิจการแข่งขันที่มากรุนแรงขึ้น การแสวงหากความได้เปรียบทางการแข่งขันเป็นเรื่องจำเป็น ในการวางแผนกลยุทธ์ผู้บริหารจะมีขั้นตอนที่สำคัญ คือ

1. การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ (Environment Analysis) ซึ่งจะวิเคราะห์สภาพแวด

ล้อม ดังนี้

1.1 การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในธุรกิจ เช่น การประเมินสถานะทางธุรกิจ ทั้งในเรื่องของนโยบาย ทรัพยากร หน้าที่ต่าง ๆ ภายในธุรกิจ การจัดโครงสร้างองค์การ การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายใน จะทำให้ถึงจุดแข็ง (Strengths) และจุดอ่อน (Weakness) ของธุรกิจได้

1.2 การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอกขององค์กร จะเป็นการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทั่ว ๆ ไป ที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ เช่น ทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง กฎหมาย เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ปัจจัยดังกล่าวอาจจะเป็นโอกาส (Opportunity) หรือเป็นอุปสรรค (Threats) ต่อธุรกิจ การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมของธุรกิจทั้งสภาพภายในธุรกิจ และสภาพแวดล้อมภายนอก หรือที่เรียกว่า การวิเคราะห์ SWOT นั่นเอง ธุรกิจจะต้องวิเคราะห์ SWOT เพื่อที่จะได้ทำการกำหนดเป้าหมายทางธุรกิจ และกลยุทธ์ของธุรกิจได้อย่างเหมาะสม

2. การกำหนดเป้าหมาย (Goals) ภายหลังจากผู้บริหารธุรกิจได้ทำการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม ทั้งภายในและภายนอกธุรกิจแล้ว ผู้บริหารจะได้ทำการกำหนดเป้าหมายของธุรกิจได้ เป้าหมายของธุรกิจ คือ จุดมุ่งหมายที่ธุรกิจจะบรรลุถึงองค์การและผู้บริหารจะใช้เป้าหมายวัดความสำเร็จ หรือล้มเหลวจากการดำเนินงาน

การกำหนดเป้าหมายขององค์การนั้น จะขึ้นอยู่กับข้อกำหนด หรือภารกิจ ( Mission) ขององค์การที่ผู้บริหารจะกำหนดไว้ ดังนั้นผู้บริหารจึงควรมีวิสัยทัศน์ (Vision) ที่กว้างไกล เพื่อที่จะได้กำหนดภารกิจของกิจการได้อย่างเหมาะสม เป้าหมายของธุรกิจอาจใช้เกณฑ์เรื่องระยะเวลากำหนดก็ได้ เช่น เป้าหมายระยะทาง (ส่วนใหญ่เกินกว่า 5 ปี) เป้าหมายระยะปานกลาง (ประมาณ 1-5 ปี๗ และเป้าหมายระยะสั้น (ไม่เกิน 1 ปี)

3. การกำหนดกลยุทธ์ของกิจการ (Strategy) กลยุทธ์เป็นวิธีการที่ผู้บริหารจะใช้ในการดำเนินงาน เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ การกำหนดกลยุทธ์ของกิจการ แบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ

3.1 กลยุทธ์ระดับกิจการ (corporate Strategy) เป็นการมองภาพรวมของกิจการว่า ธุรกิจใดของกิจการ ควรจะมีการขยายงาน รักษาระดับหรือตัดทอนลง เพื่อจะได้จัดสรรทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3.2 กลยุทธ์ระดับธุรกิจ (Business Strategy) เป็นการระบุกลยุทธ์ที่ธุรกิจต่าง ๆ ของกิจการที่มีอยู่ จะใช้วิธีการใดในการแข่งขันกับคู่แข่งขัน เช่น การใช้กลยุทธ์ทางด้านต้นทุน กลยุทธ์การสร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ และกลยุทธ์การมุ่งเน้นเฉพาะ เป็นต้น

3.3 กลยุทธ์ระดับหน้าที่ (Functional Strategy) เป็นการระบุกลยุทธ์ตามหน้าที่ทางธุรกิจ เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติให้กับแต่ละธุรกิจ เช่น กลยุทธ์ทางด้านการตลาด กลยุทธ์ทางด้านการผลิต กลยุทธ์ทางด้านการเงิน และกลยุทธ์ทางด้านทรัพยากรมนุษย์ เป็นต้น

ภายหลังจากผู้บริหารได้กำหนดกลยุทธ์แล้ว ผู้บริหารจะได้มีการจัดทำแผน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงาน เช่น แผนเชิงกลยุทธ์ (Strategy Plan) ซึ่งจะเป็นแผนที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินในเรื่องที่มีลำดับความสำคัญมากๆ เช่น การตัดสินใจในเรื่องที่มีลำดับความสำคัญมากๆ เช่น การตัดสินใจเกี่ยวกับการจัดสรรทรัพยากรให้กับธุรกิจต่างๆ

กระบวนการการจัดการ (Management process)

ผู้บริหารธุรกิจมีหน้าที่ในเรื่องของการจัดการ กระบวนการการจัดการประกอบไปด้วยขั้นตอนที่สำคัญอยู่ 4 ขั้นตอน คือ

1. การวางแผน (Planning) เป็นกิจกรรมอันดับแรกที่สำคัญของผู้บริหารที่จะต้องมีการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ เตรียมการไว้ล่วงหน้า เช่น มีการกำหนดเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจ เช่น จะขยายกิจการลงทุนสร้างโรงงานใหม่ เพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อให้การบริหารงานประสบผลสำเร็จ ดังนั้นผู้บริหารจะต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบและรัดกุม

2. การจัดองค์การ (Organizing) เพื่อให้เป้าหมายของธุรกิจที่วางแผนไว้ล่วงหน้าประสบผลสำเร็จ ผู้บริหารจะมีการจัดโครงสร้างองค์การ มีการแบ่งงาน มอบหมายงาน จัดพนักงานในการปฏิบัติงานต่าง ๆ ในตำแหน่งต่างๆ ขององค์การ เพื่อให้การประสานงานระหว่างหน่วยงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

3. การนำ (Leading) หมายถึง การสั่งการ การชี้แนะ ของผู้บังคับบัญชาที่มีต่อผู้ใต้บังคับบัญชาให้ทำงานตามคำสั่ง หรือคำชี้แนะของผู้บังคับบัญชา เพื่อให้การทำงานที่ได้รับมอบหมายสำเร็จลุล่วง ตามวัตถุประสงค์ขององค์การ ดังนั้นภาวะผู้นำ การจูงใจ การติดต่อสื่อสาร จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ผู้บริหารจะต้องคำนึงถึง

4. การควบคุม (Controlling) เป็นกิจกรรมขั้นสุดท้ายของกระบวนการบริหาร เพื่อประเมินผลการปฏิบัติงานว่าเป็นไปตามแผนงานที่ได้กำหนดไว้หรือไม่ ดังนั้นผู้บริหารจะต้องกำหนดเกณฑ์ มาตรฐาน เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการประเมินผล ปัจจุบันเกณฑ์การประเมินผลที่ธุรกิจใช้กันมากก็คือ การใช้ Benchmark กับกิจการคู่แข่งขันที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน

ในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ของผู้บริหาร จะต้องเสาะแสวงหากดึงดูด บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเข้าในองค์การ จูงใจรักษาพนักงานที่มีคุณภาพไว้ให้อยู่กับองค์กรนานๆ โดยพิจารณาถึงแนวทางการพัฒนาบุคลากรเพื่อความก้าวหน้าในอาชีพ

นางนภัค มุสิกมาศ
IP: xxx.174.52.110
เขียนเมื่อ Fri Jun 04 2010 14:43:46 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียนวิชาบริหารธุรกิจเบื้องต้น เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2553 โดยนางนภัค มุสิกมาศ การจัดการรุ่นที่ 1

ธุรกิจ หมายถึง กระบวนการของกิจการทางเศรษฐกิจที่สัมพันธ์เป็นระบบและอย่างต่อเนื่องในด้าน การผลิต การซื้อขายแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับสินค้าและบริการ โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะได้กำไรหรือผลตอบแทนจากกิจกรรมนั้น

หน้าที่ขั้นพื้นฐานของธุรกิจ

1. จัดหาวัตถุดิบ

2. แปรสภาพวัตถุดิบ

3. จำหน่ายสินค้า

4. ให้บริการแก่ลูกค้า

โดยแบ่งธุรกิจออกเป็น 3 ประเภท คือ

(1) ธุรกิจการผลิต (Manufacturing Business) หมายถึง ธุรกิจที่มีวัตถุประสงค์ในการแปรรูป (Transforming) วัตถุดิบให้เป็นสินค้า เช่น ธุรกิจการผลิตอาหาร ธุรกิจการทอผ้า ธุรกิจการผลิตรถยนต์ เหล่านี้เป็นต้น

(2) ธุรกิจบริการ (Service Business) หมายถึง ธุรกิจที่มีวัตถุประสงค์ในการให้บริการลูกค้า เช่น ธุรกิจการเงิน ธนาคาร ร้านค้า ศูนย์การค้า ธุรกิจการบิน ธุรกิจการท่องเที่ยว เหล่านี้เป็นต้น

(3) ธุรกิจการค้า (Trading Business) หมายถึง ธุรกิจที่มีวัตถุประสงค์ในการซื้อ-ขายสินค้า หรือเป็นคนกลางในการซื้อขายสินค้า เช่น ห้างสรรพสินค้า ธุรกิจการค้าปลีก ธุรกิจการค้าส่ง เหล่านี้เป็นต้น

" รูปแบบของการประกอบธุรกิจ "

อาจ จะแบ่งรูปแบบของการประกอบธุรกิจออกเป็น 6 แบบ คือ

1. กิจการเจ้าของเพียงคนเดียว (Sole Proprietorship) หมายถึง ธุรกิจที่เจ้าของและดำเนินการโดยคนเพียงคนเดียว เป็นธุรกิจซึ่งสามารถจัดตั้งและดำเนินการได้เองเพียงคนคนเดียว แต่ต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย

2.ห้างหุ้นส่วน (Partnership) ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 บัญญัติว่า “อันสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ตกลงกันเพื่อกระทำกิจการร่วมกัน ด้วยประสงค์จะแบ่งผลกำไรพึงได้แก่กิจการที่กระทำนั้น” ห้างหุ้นส่วนจึงเป็นการประกอบการของบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป และแบ่งห้างหุ้นส่วนออกเป็น 2 ชนิดคือ

1) ห้างหุ้นส่วนสามัญ 2) ห้างหุ้นส่วนจำกัด

3. บริษัทจำกัด (Corporation)บริษัทจำกัด หมายถึง บริษัทที่ผู้ถือหุ้นรับผิดชอบหนี้สินเฉพาะจำนวนจำกัด ที่จดทะเบียนไว้ อาจจะแบ่งบริษัทจำกัดได้เป็น 2 ประเภท คือ

1) บริษัทเอกชน จำกัด

2) บริษัทมหาชน

4. ธุรกิจขนาดย่อม (Small and Medium Business)ธุรกิจ ขนาดย่อม หมายถึง ธุรกิจที่ดำเนินการโดยบุคคล หรือ กลุ่มบุคคลโดยบริหารด้วยตนเองโดยเงินทุนไม่มากนัก เช่น Schermerhorm1 ให้ธุรกิจขนาดย่อมหมายถึง ธุรกิจที่มีคนงานน้อยกว่า 500 คน เป็นธุรกิจที่เจ้าของมีอิสระในการบริหารงานด้วยตนเอง และไม่เป็นธุรกิจนำ

5. ธุรกิจบริการ (Service) เป็นธุรกิจที่ผลิตและขายบริการต่อเนื่องกัน และธุรกิจที่ไม่มีการผลิตแต่เพียงขายบริการ เช่น ร้านอาหาร ธุรกิจการเงิน ฯลฯ

6.จริยธรรมทางธุรกิจ Albert Schweitzer4 พูดถึงจริยธรรมว่า “เป็นความห่วงใยต่อพฤติกรรมที่ดี ”เป็นการพิจารณาไม่เพียงความเป็นอยู่ที่ดีของตัวเองแต่ต่อคนอื่น ๆ ด้วย“ และ “ปฏิบัติต่อคนอื่นให้เหมือนกับการปฏิบัติต่อตัวเอง”

ปัจจัยในการดำเนินธุรกิจต้องอาศัยหลาย ๆ ปัจจัยประกอบกัน จึงจะเกิดกิจกรรมในการประกอบธุรกิจ จะขาดปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งไม่ได้ โดยทั่วไปปัจจัยพื้นฐานในการดำเนินธุรกิจมี 4 ประเภท ที่เรียกว่า 4 M ได้แก่

1. คน (Man) ถือว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด เพราะธุรกิจต่าง ๆ เกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความคิดของคน มีคนเป็นผู้ดำเนินการหรือเป็นผู้จัดการ จึงจะทำให้เกิดกิจกรรมทางธุรกิจหลายรูปแบบ ซึ่งในวงจรธุรกิจมีคนหลายระดับ หลายรูปแบบ ทั้งระดับผู้บริหาร ผู้ใช้แรงงานร่วมกันดำเนินการ จึงจะทำให้ประสบความสำเร็จในการประกอบธุรกิจ

2. เงิน (Money) เงินทุนเป็นปัจจัยในการดำเนินธุรกิจอีกชนิดหนึ่งที่ต้องนำมาใช้ในการลงทุน เพื่อให้เกิดการประกอบธุรกิจโดยธุรกิจแต่ละประเภทใช้ปริมาณเงินทุกที่แตก ต่างกัน ธุรกิจขนาดใหญ่ย่อมใช้เงินทุนสูงกว่าธุรกิจขนาดเล็กกว่า ดังนั้น ผู้ประกอบธุรกิจจึงต้องมีการวางแผนในการใช้เงินทุน และการจัดหาเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อทำให้การดำเนินธุรกิจไม่ประสบปัญหาด้านเงินทุน และก่อให้เกิดผลตอบแทนสูงสุดคุ้มกับเงินที่นำมาลงทุน

3. วัสดุหรือวัตถุดิบ (Material) ในการผลิตสินค้าต้องอาศัยวัตถุดิบในการผลิตค่อนข้างมาก ผู้บริหารจึงต้องรู้จักการบริหารวัตถุดิบให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดต้นทุนด้านวัตถุดิบต่ำสุด อันจะส่งผลให้ธุรกิจมีผลกำไรสูงสุดตามมา

4. วิธีปฎิบัติงาน (Method) เป็นวิธีการในการปฎิบัติงานในแต่ละขั้นตอนของการดำเนินธุรกิจ ซึ่งต้องมีการวางแผนและควบคุม เพื่อให้การปฎิบัติงานมีประสิทธิภาพ เกิดความคล่องตัว

" สภาพแวด ล้อมและการวิเคราะห์ ประเภทของสภาพแวดล้อม "

1.สภาพแวดล้อมเป็นตัวกำหนด ภายนอก

2.สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนดทางเลือก

3.สภาพแวด ล้อมเป็นตัวกำหนดทางเลือกแต่สามารถวิเคราะห์ทางเลือก

4.สภาพแวดล้อม ที่ไม่มีความหมาย

" สภาพแวดล้อมทาง ธุรกิจ "

แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ

1.ปัจจัยสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้ (Cicle of Influence :COI) หมายถึง สภาพแวดล้อมภายในทุกชนิด ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการภายในของธุรกิจ เช่น

- วัตถุประสงค์ของธุรกิจ

- ทรัพยากรของธุรกิจ

- การจัดการ

2.ปัจจัยสภาพแวดล้อมที่ไม่สามารถควบคุมได้ (Cicle of Concern :COC) หมายถึง สภาพแวดล้อมภายนอกกิจการที่ผู้ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น

- ปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจ

- ปัจจัยแวดล้อมทางด้นสังคม

- ปัจจัยแวดล้อมทางด้านการเมืองและกฏหมาย

- ปัจจัยแวดล้อมทางด้านเทคโนโลยี

- ปัจจัยแวดล้อมทางการแข่งขัน

การจัดการการดำเนินงานของธุรกิจในปัจจุบัน จะเน้นการวางแผนเชิงกลยุทธ์มากขึ้น เนื่องจากธุรกิจการแข่งขันที่มากรุนแรงขึ้น การแสวงหากความได้เปรียบทางการแข่งขันเป็นเรื่องจำเป็น ในการวางแผนกลยุทธ์ผู้บริหารจะมีขั้นตอนที่สำคัญ คือ

1. การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ (Environment Analysis) ซึ่งจะวิเคราะห์สภาพแวดล้อม ดังนี้

1.1 การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในธุรกิจ เช่น การประเมินสถานะทางธุรกิจ ทั้งในเรื่องของนโยบาย ทรัพยากร หน้าที่ต่าง ๆ ภายในธุรกิจ การจัดโครงสร้างองค์การ การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายใน จะทำให้ถึงจุดแข็ง (Strengths) และจุดอ่อน (Weakness) ของธุรกิจได้

1.2 การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอกขององค์กร จะเป็นการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทั่ว ๆ ไป ที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ เช่น ทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง กฎหมาย เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ปัจจัยดังกล่าวอาจจะเป็นโอกาส (Opportunity) หรือเป็นอุปสรรค (Threats) ต่อธุรกิจ การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมของธุรกิจทั้งสภาพภายในธุรกิจ และสภาพแวดล้อมภายนอก หรือที่เรียกว่า การวิเคราะห์ SWOT นั่นเอง ธุรกิจจะต้องวิเคราะห์ SWOT เพื่อที่จะได้ทำการกำหนดเป้าหมายทางธุรกิจ และกลยุทธ์ของธุรกิจได้อย่างเหมาะสม

2. การกำหนดเป้าหมาย (Goals) ภายหลังจากผู้บริหารธุรกิจได้ทำการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม ทั้งภายในและภายนอกธุรกิจแล้ว ผู้บริหารจะได้ทำการกำหนดเป้าหมายของธุรกิจได้ เป้าหมายของธุรกิจ คือ จุดมุ่งหมายที่ธุรกิจจะบรรลุถึงองค์การและผู้บริหารจะใช้เป้าหมายวัดความ สำเร็จ หรือล้มเหลวจากการดำเนินงาน

การกำหนดเป้าหมายขององค์การนั้น จะขึ้นอยู่กับข้อกำหนด หรือภารกิจ ( Mission) ขององค์การที่ผู้บริหารจะกำหนดไว้ ดังนั้นผู้บริหารจึงควรมีวิสัยทัศน์ (Vision) ที่กว้างไกล เพื่อที่จะได้กำหนดภารกิจของกิจการได้อย่างเหมาะสม เป้าหมายของธุรกิจอาจใช้เกณฑ์เรื่องระยะเวลากำหนดก็ได้ เช่น เป้าหมายระยะทาง (ส่วนใหญ่เกินกว่า 5 ปี) เป้าหมายระยะปานกลาง (ประมาณ 1-5 ปี๗ และเป้าหมายระยะสั้น (ไม่เกิน 1 ปี)

3. การกำหนดกลยุทธ์ของกิจการ (Strategy) กลยุทธ์เป็นวิธีการที่ผู้บริหารจะใช้ในการดำเนินงาน เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ การกำหนดกลยุทธ์ของกิจการ แบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ

3.1 กลยุทธ์ระดับกิจการ (corporate Strategy) เป็นการมองภาพรวมของกิจการว่า ธุรกิจใดของกิจการ ควรจะมีการขยายงาน รักษาระดับหรือตัดทอนลง เพื่อจะได้จัดสรรทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3.2 กลยุทธ์ระดับธุรกิจ (Business Strategy) เป็นการระบุกลยุทธ์ที่ธุรกิจต่าง ๆ ของกิจการที่มีอยู่ จะใช้วิธีการใดในการแข่งขันกับคู่แข่งขัน เช่น การใช้กลยุทธ์ทางด้านต้นทุน กลยุทธ์การสร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ และกลยุทธ์การมุ่งเน้นเฉพาะ เป็นต้น

3.3 กลยุทธ์ระดับหน้าที่ (Functional Strategy) เป็นการระบุกลยุทธ์ตามหน้าที่ทางธุรกิจ เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติให้กับแต่ละธุรกิจ เช่น กลยุทธ์ทางด้านการตลาด กลยุทธ์ทางด้านการผลิต กลยุทธ์ทางด้านการเงิน และกลยุทธ์ทางด้านทรัพยากรมนุษย์ เป็นต้น

ภายหลังจากผู้บริหารได้ กำหนดกลยุทธ์แล้ว ผู้บริหารจะได้มีการจัดทำแผน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงาน เช่น แผนเชิงกลยุทธ์ (Strategy Plan) ซึ่งจะเป็นแผนที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินในเรื่องที่มีลำดับความสำคัญมากๆ เช่น การตัดสินใจในเรื่องที่มีลำดับความสำคัญมากๆ เช่น การตัดสินใจเกี่ยวกับการจัดสรรทรัพยากรให้กับธุรกิจต่างๆ

การตลาด คือการขายของ

- ขายปลีก

- ร้านขายปลีก

การตลาดคือการ จำหน่าย

ตลาด หมายถึง สถานที่ที่เป็นชุมชนหรือเป็นที่ชุมนุมเพื่อซื้อและขายสินค้า ทั้งในรูปของวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูปเป็นประจำเป็นครั้งคราว หรือตามวันที่กำหนด โดยที่ตั้งของตลาดอาจมีเพียงที่เดียว หรือหลายที่ที่ตั้งอยู่ใกล้กันในบริเวณที่มีทำเลเหมาะสม เช่น เป็นศูนย์กลางของชุมชน และเหมาะจะเป็นที่นัดพบ หรือเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารต่างๆ ของคนในชุมชนนั้นๆด้วยเหตุนี้เมื่อมีชุมชนอยู่ ณ ที่ใด ก็มักจะมีตลาดอยู่ ณ ที่นั่น ตลาดจึงมีมาแต่ครั้งโบราณในทุกสังคม

จากคำถามที่ว่า ท่านคิดว่าอะไรเป็นองค์ประกอบสำคัญของการประกอบธุรกิจสมัยใหม่? จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่าง

คำตอบคือองค์ประกอบสำคัญที่เป็นปัจจัยช่วยให้การบริหารงานใดๆ สำเร็จได้โดยง่าย คือ คน (Man) งบประมาณ (Money) วัสดุอุปกรณ์ (Material) และการจัดการ (Management) แนวคิดนั้นรู้โดยทั่วกันว่า 4 M's

ปัจจุบัน ปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลให้สามารถทำงานสำเร็จได้ดียิ่งขึ้น มีเพิ่มอีก 2 ประการ คือ ข้อมูลสารสนเทศ (Information) และเทคโนโลยี (Technology) ซึ่งหมายถึง การนำเอาวิทยาศาสตร์ประยุกต์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติ 2 ประการหลังนี้โดยทั่วๆ ไป เรียกกันว่า IT (ไอที)

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากองค์ประกอบทั้ง 6 ประการ แล้ว ยังมี องค์ประกอบที่สำคัญมากที่สุด คือ ไหวพริบ ประสบการณ์ และปฏิภาณในการบริหารการจัดการ และการแก้ปัญหาต่างๆ ในการทำงานของตัวผู้บริหาร นั้น

การจัดการที่เป็นระบบ ทันสมัย โปร่งใส และเทียบเคียงกับมาตรฐานอยู่ตลอดเวลา คำว่าเป็นระบบในที่นี้อาจกล่าวได้ว่าทำตามวงจรการบริหารงาน (หรือวงจรเดิมมิ่ง) PDCA (Plan Do Check Act) นั่นเอง โดยแผนกต่างๆในบริษัทเปรียบได้กับกลุ่มของเครื่องดนตรีแต่ละชนิดของวงดนตรีขนาดใหญ่ มีผู้บริหารระดับสูงเป็นผู้ควบคุมวง (Conductor) ถึงแม้ว่าแต่ละแผนกจะมีบุคลากรที่มีคุณภาพ มีความสามารถในการทำงานได้ดี แต่เมื่อต้องทำงานร่วมกับแผนกอื่นแล้วไม่สามารถเข้ากันได้ ก็ไม่ต่างกับวงออร์เคสตร้าที่เล่นเพลงคนละเพลง หรือเล่นเพลงเดียวกันแต่ไปคนละคีย์คนละจังหวะ แบบนี้เห็นทีคงไม่มีใครฟัง ในขณะเดียวกันระบบก็จะต้องมีความทันสมัย หมายถึงยืดหยุ่นเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงได้ทันกับสถานการณ์รอบข้าง ไม่ใช่ใช้วิธีการทำงานแบบเดิมๆเป็นเวลานานๆหลายปีโดยไม่มีการปรับปรุง ขณะเดียวกันต้องมีความโปร่งใส คือตรวจสอบได้ สามารถรับรู้ได้ถึงสถานะและความเป็นไปของการบริหารงานภายในตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้แสดงออกมาได้ผ่านตัวชี้วัดที่เหมาะสม (Key Performance Indicators) และเปรียบเทียบกับมาตรฐานที่ได้กำหนดไว้อยู่เสมอ รวมถึงการเทียบเคียง (Benchmark) กับตัวอย่างที่ดีกว่า หรือดีที่สุด (Best Practices) ในเรื่องนั้นๆ

ขั้นตอนของระบบการจัดการสมัยใหม่ ดังนี้

เริ่มที่ลูกค้า (Customer needs and values) สำรวจความต้องการและแนวทางการตอบสนองต่อลูกค้า เช่น คุณค่าของสินค้าที่ต้องการ ความพึงพอใจที่ผ่านมา ข้อร้องเรียนที่มี การจัดทำฐานข้อมูลและรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้ และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อลูกค้า

รู้สถานะตนเอง (Business Assessment) นั่นคือต้องวิเคราะห์เพื่อหาสถานะปัจจุบันของตนเอง ที่ภาษานักธุรกิจเรียกว่า วิเคราะห์หา SWOT (จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค)

สร้างภาพฝัน (Vision, Mission and Value) เมื่อรู้สถานะและความต้องการของลูกค้าแล้ว ผู้บริหารก็ควรจะร่วมกันฝัน แล้วก็ฝัน ว่าอีก 4-5 ปีข้างหน้าธุรกิจของเราจะไปอยู่ในตำแหน่งใดในตลาด ผู้นำ ผู้ตาม(อันดับ 2 หรือ 3) จะทำอะไร เพื่อใคร และทำไม (ฝันที่ดีต้องตอบคำถาม 3 ข้อนี้ให้ได้นะ) แล้วก็ทำนายฝันออกมาเป็นข้อๆ ที่เรียกว่า ภารกิจ หรือสิ่งที่จะต้องทำ

หาทางไป (Strategic Plan) เมื่อทำนายฝันเป็นข้อๆได้แล้ว ก็มาคิดหาทางให้ฝันนั้นเป็นจริง โดยกำหนดเป็นกลยุทธ์ เพื่อลดช่องว่าง (Gap) หรือระยะห่างระหว่างปัจจุบันกับความฝัน

จัดทำแผน (Business Plan) เมื่อมีกลยุทธ์แล้วก็นำมาจัดทำแผนธุรกิจ หรือจะเรียกว่าแผนงานก็ไม่ผิดกติกา เพื่อจะได้รู้ว่าใครทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร และที่สำคัญจะต้องใช้งบประมาณสนับสนุนแผนงานนั้นๆมากน้อยแค่ไหน ถึงขั้นตอนนี้ก็คงพอเห็นภาพแล้วว่าในปีหนึ่งจะต้องทำอะไรบ้าง แล้วใครมีหน้าที่รับผิดชอบอะไร อาจเรียกแผนธุรกิจนี้ว่าเป็นแผนที่ในการเดินทาง หรือโน้ตดนตรีสำหรับวงดนตรีเพื่อให้บรรเลงเพลงสอดประสานกันก็ได้

ตั้งเป้าหมาย (Strategic Objectives) เมื่อได้แผนงานหรือแผนที่เดินทางแล้ว ควรระบุเป้าหมายของการเดินทางให้ชัดเจนว่าจะไปถึงแค่ไหนอย่างไร ทั้งเป้าหมายใหญ่ (Goal) และเป้าหมายย่อย (Target)

กำหนดตัวชี้วัด (Critical Performance Measures) จากนั้นกำหนดตัวชี้วัดที่เหมาะสมและสอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้

ค้นหาตัวผลักดัน (Analyze Performance Drivers) วิเคราะห์ดูว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่จะช่วยผลักดันให้แผนงาน และเป้าหมายที่ตั้งไว้บรรลุผล แล้วให้ความสนใจใส่ใจปัจจัยนั้นอยู่เสมอ

ลงมือปฏิบัติ (Process Improvement) วางแผนดีแค่ไหน ถ้าไม่ลงทำก็จบกัน แบบที่เรียกว่า Plan นิ่งไง

ทบทวนผลลัพธ์ (Management Review) เมื่อลงมือปฏิบัติไปในช่วงเวลาหนึ่ง ก็ควรมีการตรวจสอบผลลัพธ์ที่ได้กับเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ ว่าเร็วหรือช้ากว่าแผนงาน ถ้าเร็วกว่าก็โล่งใจ แต่ถ้าช้ากว่าก็ต้องเร่งมือ หาทางแก้ไขปรับปรุงกันใหม่อาจจะมีผิดพลาดในขั้นตอนไหน หรือสภาพแวดล้อมรอบข้างเปลี่ยนไปทำจนครบทุกขั้นตอนแล้ว ก็ย้อนกลับไปทำใหม่แบบนี้รอบแล้วรอบเล่า ธุรกิจของคุณก็จะแข็งแกร่ง เป็นระบบ ทันสมัยโปร่งใสและเทียบเคียงได้กับธุรกิจระดับโลก

น.ส.พรรษมน มานะการ นักศึกษาคณะบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ รุ่นที่1
IP: xxx.42.98.107
เขียนเมื่อ Fri Jun 04 2010 14:55:26 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียนวันอาทิตย์ที่ 30 พฤษภาคม 2553

วิชา การบริหารธุรกิจเบื้องต้น

ความหมายของธุรกิจและการประกอบธุรกิจ

ธุรกิจ หมายถึง กิจกรรมทุกอย่าง เพื่อที่จำหน่ายสินค้าและการให้บริการภายไต้กฎเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้โดยมีความสำพันธ์กับการบริการอื่นๆ และกลุ่มผู้กระทำงานร่วมมือให้บรรลุเป้าหมายอันเดียวกัน ให้บรรลุจุดมุ่งหมายอันเดียวกันคือความสำเร็จขององค์กร

การประกอบธุรกิจ หมายถึง การผลิตสินค้าและการบริการและการนำสินค้าและการบริการนั้นมาจำหน่ายให้กับผู้บริโภค

พื้นฐานแนวคิดทางการบริหารธุรกิจ

- รูปแบบการเป็นเจ้าของธุรกิจ

-  ด้านแบบธุรกิจ

- หลักการพื้นฐานของการบริหารธุรกิจ

DNA องค์กร 4 แบบหลัก

           การให้ความสำคัญต่อการใช้ข้อเท็จจริง ความคิด สถานการณ์แวดล้อม และคน ที่แตกต่างกันของแต่ละองค์กร ก่อให้เกิด DNA องค์กร 4 แบบหลัก ทั้งนี้ลักษณะของผู้นำและวิธีบริหารจัดการองค์กรที่องค์กรจะนำมาใช้ จะต้องสอดคล้องกับ DNA ซึ่งเป็นลักษณะพื้นฐานขององค์กรด้วย โดยลักษณะของ DNA ทั้ง 4 แบบหลักมีดังนี้

- Factual DNA เกี่ยวข้องกับโมเดลแบบเรียงลำดับเป็นเส้นตรงและการคำนวณ องค์กรที่มี DNA แบบนี้ มีรูปแบบการรู้จักตัวเองและสภาพแวดล้อมผ่านการรวบรวมสั่งสมข้อมูล

 - Conceptual DNA องค์กรที่มี DNA แบบนี้ให้ความสำคัญกับทฤษฎี กระบวนทัศน์ และแนวคิดที่ดีกว่า ชอบความคิดที่สร้างแรงจูงใจ ซึ่งอาจอยู่ในรูปของทฤษฎีสำคัญ วิสัยทัศน์หรือแนวคิดสำคัญอื่นๆ

- Contextualized DNA ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมภายในและภายนอก สนใจประเด็น ปัญหาต่างๆ ที่เผชิญอยู่ กลยุทธ์ที่ใช้อยู่ และสถานการณ์ที่แวดล้อมประเด็นปัญหาและกลยุทธ์เหล่านั้น

- Individual DNA องค์กรที่มี DNA แบบนี้เกี่ยวข้องกับ คนไม่ว่าเดี่ยวหรือกลุ่มคนที่อยู่ร่วมกับคนอื่น แต่ยังคงมีสิทธิมีเสียง มีความตั้งใจ เป้าหมายและความสนใจส่วนตัวอยู่

ตัวแบบธรุกิจ

ความหมายเป็นแกนสำคัญที่ผู้ประกอบการใช้วางแผนการคิดหรือดำเนินงานหรือจัดทำแผนธุรกิจที่ดีมีความสมบรูณ์ครบถ้วนและมีประสิทธิภาพ

องค์ประกอบพื้นฐาน

1. สินค้าและบริการ

2. กลุ่มลูกค้า

3. ช่องทางการจำหน่าย

4. ลูกค้าสัมพันธ์

5. การจัดการทรัพยากรของธุรกิจ

6. ความสามารถ/ความเชียงชาญขององค์กร

7. เครือข่ายความรวมมือ ในการสร้างคุณค่าของสินค้าและบริการ

8. เครื่อข่ายความร่วมมือ ในการดำเนินการทางการพาณิชย์ของธุรกิจ

9. โครงสร้างข้องต้นทุนค่าใช้จ่าย

10.  แหล่งที่มาของรายได้

ปัจจัยพื้นฐานของการประกอบธุรกิจ

การประกอบธุรกิจจำเป็นต้องอาศัยปัจจัยต่าง ๆ เพื่อให้การดำเนินกิจการเป็นไปด้วยดี บรรลุตามวัตถุประสงค์และจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ ปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญของการประกอบธุรกิจ ประกอบด้วย

1. คน (Man)

2. เงินทุน (Money)

3. วัสดุอุปกรณ์ (Materials)

4. เครื่องจักร (Machines)

5. ความรู้ในการบริหารจัดการ (Management)

กระแสการเปลี่ยนแปลงทางความคิดและการดำเนินชีวิต

1.ยุคเกษตรกรรม

2.ยุคสังคมอุตสาหกรรม

3.ยุคสังคมข้อมูลข่าวสาร และเทคโนโลยีสารสนเทศ

4.ยุคสังคมความคิด

สภาพแวดล้อมจากการวิเคราะห์

ประเภทของสภาพแวดล้อม

1. สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนด

2. สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนดทางเลือก

3. สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนดทางเลือกแต่สามารถวิเคราะห์หาทางเลือก ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางวิทยา

4. สิ่งแวดล้อมภายนอกไม่มีความหมาย

สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ

แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ

1.สิ่งที่ควบคุมไม่ได้ (COC = Circle of concern) หมายถึง สภาพแวดล้อมภายในทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการภายในของธุรกิจ เช่น วัตถุประสงค์ของธุรกิจ ทรัพยากรของธุรกิจ การจัดการ เป็นต้น

2. สิ่งที่ควบคุมได้ (COI = Circle of Influence) หมายถึง สภาพแวดล้อมภายนอกกิจการที่ผู้ประกอบการไม่สามารถควบคุมได้ เช่น ปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจ ปัจจัยแวดล้อมทางด้นสังคม ปัจจัยแวดล้อมทางด้านการเมืองและกฏหมาย ปัจจัยแวดล้อมทางด้านเทคโนโลยี ปัจจัยแวดล้อมทางการแข่งขัน เป็นต้น

การวิเคราะห์ SWOT (SWOT Analysis)

การประเมิน ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายนอกองค์กร เพื่อทำให้ทราบถึง โอกาส และ อุปสรรค และการประเมิน ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายในองค์กร เพื่อทำให้ทราบถึง จุดแข็ง และ จุดอ่อน ภายในองค์กร จะเรียกการวิเคราะห์นี้ว่า การวิเคราะห์ SWOT โดยที่

S = Strength คือ จุดแข็ง

W = Weakness คือ จุดอ่อน

O = Opportunity คือ โอกาส

T = Threats คือ อุปสรรค/ภัยคุกคาม

มิติการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม

- การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมโลก (Globalization Scanning)

- การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมเชิงมหภาค (Country Scanning or Macro Scanning)

- การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมองค์การ (Organization Scanning)

การทำงานของสมอง

สมองซีกซ้าย -คิดหาเหตุและผล

-ทำหน้าที่ในการวิเคราะห์

-ควบคุมร่างกายข้างขวา

การสร้างความได้เปรียบเชิงการรแข่งขัน Five for Model

1. ผู้ประกอบการที่จะเข้าสู่กิจการรายใหม่

2. แรงขับด้านลูกค้า ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจ/อารมณ์/ความรู้สึกและพฤติกรรมของลูกค้าถือเป็นเรื่องสำคัญ

3. สินค้าทดแทน สามารถแย่งตลาดของสินค้าเดิมได้และส่งผลให้บริษัทต้นทุนลดลง

4. Suppliers การแข่งขันทางด้านตลาดถือเป็นสิ่งสำคัญ

การตลาด

ตลาด หมายถึง สถานที่ที่เป็นชุมชนหรือเป็นที่ชุมนุมเพื่อซื้อและขายสินค้า ทั้งในรูปของวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูปเป็นประจำ เป็นครั้งคราว หรือตามวันที่กำหนด โดยที่ตั้งของตลาดอาจมีเพียงที่เดียว หรือหลายที่ที่ตั้งอยู่ใกล้กันในบริเวณที่มีทำเลเหมาะสม เช่น เป็นศูนย์กลางของชุมชน และเหมาะจะเป็นที่นัดพบ หรือเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารต่างๆของคนในชุมชนนั้นๆ ด้วยเหตุนี้เมื่อมีชุมชนอยู่ ณ ที่ใด ก็มักจะมีตลาดอยู่ ณ ที่นั้น ตลาดจึงมีมาแต่ครั้งโบราณในทุกสังคม  

บทบาททางการตลาด

บทบาทหน้าที่ของการ ตลาดจึงต้องเริ่มต้นขึ้นที่ความต้องการของลูกค้า และจบลงที่ความพอใจของลูกค้า เป็นหลัก ดังนี้

1. ค้นหา และเข้าใจในความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าให้มากที่สุด

2. พัฒนาสินค้า/บริการให้สอดคล้อง ตอบสนองต่อความต้องการนั้นๆไปเสนอแลกเปลี่ยน เพื่อให้เกิดความพอใจและความสุขในการแลกเปลี่ยน

3. รักษาความพอใจและความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าไว้ให้ยาวนาน นำเสนอสินค้า/บริการใหม่ ๆ ที่เปลี่ยนไปตามความต้องการ และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปตลอดเวลาของลูกค้าได้

สรุป

        ในการบริหารการจัดการธุรกิจให้ได้เปรียบในการแข่งขันเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้บริหารจะต้องให้ความสำคัญ เนื่องจากปัจจุบันธุรกิจมีการแข่งขันกันสูงมาก ประกอบกับปัจจัยที่นอกเหนือการควบคุม มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการสร้างความได้เปรียบก็คือ ความรู้ ( Knowledge) ที่ต้องมีการเรียนรู้กันอย่างต่อเนื่องและสร้างสรรค์ อันไปนำไปสู่การสร้างนวัตกรรมในองค์กร ซึ่งมีกลยุทธ์ที่สำคัญเข้ามาจัดการในองค์กรธุรกิจ เช่น มีการวิจัยและการพัฒนาที่ดี  มีการพัฒนาสินค้าใหม่ที่มีโอกาสในความเป็นไปได้  มีการผลิตสินค้าที่ทันสมัย มีการถ่ายทอดและร่วมมือกับผู้ที่มีประสบการณ์ และมีการจัดการพาณิชยกรรมที่ดี ผู้บริหารจึงจำเป็นต้องมีกลยุทธ์ที่ดีในการสร้างนวัตกรรมให้เกิดในองค์กรและเป็นที่ยอมรับของบุคลากร อันจะนำไปสู่การสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันต่อคู่แข่งทั้งในและนอกประเทศได้อย่างมีชั้นเชิง

พีรชัย ใครอุบล
IP: xxx.144.180.4
เขียนเมื่อ Fri Jun 04 2010 15:06:52 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียนวิชาบริหารธุรกิจเบื้องต้น ประวำวันอาทิตย์ที่ 30/5/53 ดังนี้

ธุรกิจ หมายถึง บุคคลหรือคณะผลิตหรือจำหน่ายสินค้าและบริการเพื่อหวัง ผลกำไร

หน้าที่ขั้นพื้นฐานของธุรกิจ

1.จัดหาวัตถุดิบ

2.แปรสภาพวัตถุดิบ

3.จำหน่ายสินค้า

4.ให้บริการแก่ลูกค้า

ประเภทของธุรกิจ

1.ธุรกิจการค้า

2.ธุรกิจบริการ

3.ธุรกิจการผลิตด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม

สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ 2 ประเภท

1.ปัจจัยแวดล้อมที่ควบคุมได้ เช่น

1.1วัตถุประสงค์ของธุรกิจ

1.2ทรัพยากรของธุรกิจ

1.3การจัดการ

2. ปัจจัยแวดล้อมที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น

2.1ปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจ

2.2ปัจจัยแวดล้อมทางด้นสังคม

2.3ปัจจัยแวดล้อมทางด้านการเมืองและกฏหมาย

2.4ปัจจัยแวดล้อมทางด้านเทคโนโลยี

2.5ปัจจัยแวดล้อมทางการแข่งขัน

ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการธุรกิจเบื้องต้น

1.ลักษณะและรูปแบบของประเภทธุรกิจ

2.การจัดทำแผนธุรกิจ

3.การตลาดการขายและแผนการตลาด

4.หลักการบัญชีเบื้องต้น

5.แหล่งเงินและการบริหารทางการเงิน

6.การจัดองค์กร

7.การจัดเอกสารทางธุรกิจ

8.การประกอบอาชีพอิสระ

ประโยชน์ของการศึกษาเกี่ยวกับธุรกิจ

1.เพื่อตัดสินใจในการเลือกอาชีพ

2.เพื่อธุรกิจของตน

3.เพื่อแก้ไขปัญหาสังคม

การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอก

สภาพแวดล้อมภายนอก

เนื่องจากสภาพแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลงได้ และ มีอิทธิพลต่อการดำเนินธุรกิจ หากผู้บริหารทราบถึงความเปลี่ยนแปลง และ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับองค์การ ก็จะสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนั้นได้

ดังนั้น องค์กรจึงควรมีการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมต่างๆที่มีผลกระทบต่อธุรกิจ เพื่อเป็นการประเมินหา จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และ อุปสรรค ขององค์การ ผลการวิเคราะห์มักถูกใช้เป็นรากฐานของการกำหนดกลยุทธ์ เพื่อที่จะทำให้บรรลุตาม วิสัยทัศน์ ภารกิจ เป้าหมาย หรือ นโยบายขององค์กร

การวิเคราะห์ SWOT (SWOT Analysis)

การประเมิน ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายนอกองค์กร เพื่อทำให้ทราบถึง โอกาส และ อุปสรรค และ

การประเมิน ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายในองค์กร เพื่อทำให้ทราบถึง จุดแข็ง และ จุดอ่อน ภายในองค์กร

จะเรียกการวิเคราะห์นี้ว่า การวิเคราะห์ SWOT โดยที่

S = Strength คือ จุดแข็ง

W = Weakness คือ จุดอ่อน

O = Opportunity คือ โอกาส

T = Threats คือ อุปสรรค

S = Strength ( จุดแข็ง)

หมายถึง การดำเนินงานภายในองค์กรที่สามารถกระทำได้ดี องค์กรจะต้องวิเคราะห์ การดำเนินงานภายใน เช่น การบริหาร การเงิน การตลาด การผลิต และ การวิจัยพัฒนา เพื่อพิจาณาเป็นระยะ องค์กรที่บรรลุความสำเร็จจะกำหนดกลยุทธ์ขององค์กร โดยใช้ประโยชน์จาก จุดแข็ง ของการดำเนินงานภายในเสมอ

W= Weakness (จุดอ่อน)

หมายถึง การดำเนินงานภายในองค์กรที่ทำได้ไม่ดี อาจเป็นเพราะการขาดแคลนทรัพยากรในองค์กรที่จะส่งเสริมให้การดำเนินงานลุล่วงด้วยดี ได้แก่ การบริหาร การเงิน การตลาด การผลิต การวิจัยพัฒนา ซึ่งเป็นข้อด้อยขององค์กร ที่ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ องค์กรจะต้องกำหนดกลยุทธ์ที่สามารถลบล้าง หรือ ปรับปรุง จุดอ่อน การดำเนินงานภายในเหล่านี้ให้ดีขึ้น

O = Opportunity (โอกาส)

หมายถึง สภาพแวดล้อมภายนอก ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานขององค์กร องค์กรต้องคาดคะเนการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม เช่น เศรษฐกิจ การเมือง สังคม เทคโนโลยี และ การแข่งขัน อยู่เป็นระยะ เพื่อการแสวงหาประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมภายนอก ซึ่งความเปลี่ยนแปลงอาจส่งผลถึงความต้องการของผู้บริโภค ทัศนคติของพนักงาน ทำให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ไปตามความเปลี่ยนแปลงด้วย

T = Threats (อุปสรรค)

หมายถึง สภาพแวดล้อมภายนอกที่คุกคามต่อการดำเนินงานขององค์กร สภาพแวดล้อมภายนอกเหล่านี้ได้แก่ เศรษฐกิจ การเมือง สังคม เทคโนโลยี และ การแข่งขัน เป็นต้น ซึ่งส่งผลลบต่อการดำเนินงานขององค์กร เช่น ทำให้ความต้องการของผู้บริโภคลดลง ทัศนคติของพนักงานแย่ลง ทำให้ต้องมีการปรับกลยุทธ์เพื่อขจัด หลีกเลี่ยง สภาพแวดล้อมที่ส่งผลลบต่อองค์กร

การเก็บรวบรวมข้อมูลสภาพแวดล้อม

ในการวิเคราะห์ SWOT องค์กรควรได้ศึกษา เก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมทั้งภายใน และ ภายนอกกิจการ เพื่อทำให้ทราบถึงความเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อม และ ผลกระทบที่เกิดขึ้น การเก็บรวบรวมข้อมูลอาจทำได้หลายวิธีร่วมกัน ดังนี้

1. จากข้อมูล จากหน่วยงานเก็บรวบรวมไว้แล้ว

2. ข้อมูลจากพนักงานในองค์การ

3. หนังสือพิมพ์ วารสารทางธุรกิจต่างๆ

4. หน่วยงานของรัฐ หรือ เอกชน

5. ฐานข้อมูลต่างๆ ทั้งภายใน ภายนอกองค์กร

6. ข้อมูลจากลูกค้า และ ผู้จัดส่งวัตถุดิบ

7. ข้อมูลจากการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญ

การพยากรณ์การเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อม

นอกจากข้อมูลที่รวบรวมจากแหล่งข้อมูลต่างๆแล้ว ธุรกิจอาจต้องพยากรณ์ คาดการณ์ ถึงสภาพแวดล้อมในอนาคต เช่น การพยากรณ์ เศรษฐกิจ สังคม การเมือง เทคโนโลยี เพื่อใช้ประกอบในการตัดสินใจ กำหนดกลยุทธ์ ที่เหมาะสม กับองค์กรต่อไป

การพยากรณ์ ทำได้หลายวิธีด้วยกัน ทั้งใน เชิงคุณภาพ และ เชิงปริมาณ ดังนี้

1. การใช้ข้อมูลจากอดีตมาคาดการณ์อนาคต

2. ใช้ข้อวิจารณ์ หรือ ความคิดเห็นของบุคคลต่างๆ

3. ใช้ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ

4. ระดมสมอง

5. การคาดการณ์สถานการณ์ในอนาคต

6. จากนักพยากรณ์อนาคต

7. ใช้สถิติในการวิเคราะห์ การถัวเฉลี่ย การวิเคราะห์อนุกรมเวลา การวิเคราะห์ปัจจัย (Factor Analysis)

สภาพแวดล้อมของธุรกิจ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ สภาพแวดล้อมภายนอก และ สภาพแวดล้อมภายใน ซึ่งมีวิธีการวิเคราะห์ดังนี้

การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอก (External Analysis)

สภาพแวดล้อมภายนอก เป็นปัจจัยที่อยู่เหนือการควบคุมขององค์กร มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เป็นไปไม่ได้ที่จะติดตามการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมได้ทุกอย่าง ผู้บริหารควรจะมุ่งเฉพาะปัจจัยทางสภาพแวดล้อมที่สำคัญเท่านั้น โดยทั่วไป สภาพแวดล้อมภายนอก จะมีอยู่ สองส่วน คือ

1. สภาพแวดล้อมการดำเนินงาน (Task Environment)

เป็นปัจจัยที่มีผลกระทบโดยตรง ต่อการดำเนินงานของกิจการ ประกอบไปด้วย ผู้มีส่วนได้เสียกับองค์กร เช่น รัฐบาล ชุมชน คู่แข่งขัน ลูกค้า ผู้จำหน่ายวัตถุดิบ เจ้าหนี้ แรงงาน กลุ่มผลประโยชน์

2. สภาพแวดล้อมโดยทั่วไป (General Environment)

เป็นปัจจัยที่ไม่กระทบต่อการดำเนินงานระยะสั้นขององค์กร แต่มีผลต่อการตัดสินใจในระยะยาว ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การเมือง กฎหมาย เทคโนโลยี ภูมิศาสตร์ และ ปัจจัยระหว่างประเทศ

สภาพแวดล้อมการดำเนินงาน (Task Environment)

การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมการดำเนินงานขององค์กร อาจะเรียกว่า การวิเคราะห์อุตสาหกรรม (Industrial Analysis) คือ กลุ่มขององค์กรที่มีผลิตผลและบริการคล้ายคลึงกัน หรือ กลุ่มธุรกิจที่มีลักษณะเดียวกัน สภาพแวดล้อมการดำเนินงานจะประกอบไปด้วยปัจจัยที่เฉพาะเจาะจง และ กระทบต่อการบริหารงานขององค์กรในทันที เช่น คู่แข่งขัน ลูกค้า แรงงาน และ ผู้จัดจำหน่าย

ซึ่งรูปแบบการวิเคราะห์อุตสาหกรรมที่นิยมใช้กัน คือ รูปแบบการประเมินสภาพวะการแข่งขันภายในอุตสาหกรรม (5-F Model) ของ Michael E. Porter หรือ Five Force Model ประกอบไปด้วย 5 ปัจจัย คือ

1. การคุกคามของผู้เข้ามาใหม่ (New Entrants)

2. คู่แข่งขันในอุตสาหกรรม (Industry Compettitors)

3. การคุกคามของผลิตภัณฑ์ทดแทน (Substitutes)

4. อำนาจการเจรจาต่อรองของผู้ซื้อ (Bargaining Power OF Buyers)

5. อำนาจการต่อรองของผู้จำหน่ายวัตถุดิบ (Bargaining Power of Suppliers)

1. การคุกคามของผู้เข้ามาใหม่ (New Entrants)

โดยทั่วไปผู้เข้ามาใหม่ จะเพิ่มกำลังการผลิตใหม่แก่อุตสาหกรรม ความต้องการส่วนแบ่งการตลาด และ ทรัพยากรของผู้มาใหม่ จะคุกคามต่อองค์กรที่มีอยู่เดิมทันที การคุมคามของผู้เข้ามาใหม่ จะขึ้นอยู่กับอุปสรรคการเข้ามา (Entry Barier) และ การตอบโต้จากคู่แข่งขันที่มีอยู่เดิม ถ้าเข้ามาในอุตสาหกรรมได้ง่าย ก็มีการแข่งขันสูง เป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจ อุปสรรคการเข้ามาในอุตสาหกรรม ได้แก่ การประหยัดต่อขนาด(Econnomics of scale) ความแตกต่างของสินค้า เงินลงทุนสูง ต้นทุนการเปลี่ยนผู้ขาย ความสามารถในการเข้าถึงช่องทางการจัดจำหน่าย และ นโยบายของรัฐ

2. คู่แข่งขันในอุตสาหกรรม (Industry Compettitors)

หรือ สภาพการแข่งขันระหว่างบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกัน การดำเนินการของคู่แข่งขันหนึ่งจะมีผลกระทบต่อคู่แข่งขันอื่น และอาจจะทำให้เกิดการตอบโต้ ความรุนแรงของสภาพการแข่งขันระหว่างองค์กรธุรกิจที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เหล่านี้

 จำนวนคู่แข่งขันในอุตสาหกรรม

 อัตราการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรม ถ้าอุตสาหกรรมยังเติบโตสูง การแข่งขันก็ไม่รุนแรง

 คุณลักษณะของสินค้าและบริการ มีความเหมือน หรือ ความต่างกัน

 มูลค่าของต้นทุนคงที่

 กำลังการผลิต

 การออกจากอุตสาหกรรม ถ้าการออกไปยาก มีข้อจำกัด จะทำให้คู่แข่งขันไม่ได้ลดจำนวนลง การแข่งขันจะสูง

ข้อจำกัด ในการออกจากอุตสาหกรรม เช่น

- การลงทุนในโรงงานสูง ไม่สามารถนำไปใช้ในกิจการอื่น ไม่สามารถขายต่อได้

- ต้นทุนการออกจากอุตสาหกรรมสูง เช่น ค่าชดเชยแก่ลูกจ้าง

- ความผูกพันที่มีต่ออุตสาหกรรม

- การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร / ต้นทุนคงที่ยังไม่ถึงจุดคุ้มทุน

- ความภาคภูมิใจของผู้บริหาร กลัวเสียหน้า เมื่อออกจากอุตสาหกรรม

- แรงผลักดันจากรัฐบาล

3. การคุกคามของผลิตภัณฑ์ทดแทน (Substitutes)

สินค้าทดแทนเป็นสินค้าหรือบริการ ที่สามารถนำไปใช้ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค แทนสินค้าหรือบริการอื่นได้เช่นเดียวกัน หรือ ใกล้เคียงกัน เช่น เครื่องจักรสานพลาสติก แทน เครื่องจักรสานที่ทำด้วยหวาย การใช้น้ำตาลเทียมแทนน้ำตาลธรรมชาติ การใช้โทรสารแทนการส่งจดหมายถึงลูกค้า เครื่องเล่น VDO / VCD กลายเป็นผลิตภัณฑ์ทดแทนเครื่องฉายภาพยนตร์มากขึ้น

ธุรกิจในอุตสาหกรรมหนึ่ง จะเป็นคู่แข่งขันกับธุรกิจในอุตสาหกรรมอื่น ที่ผลิตภัณฑ์ทดแทนได้ ทำให้มีข้อจำกัดในการกำหนดราคา และ ความสามารถในการทำกำไร คือ ถ้าตั้งราคาสูง ลูกค้าจะเปลี่ยนใจไปซื้อผลิตภัณฑ์ทดแทน เช่น ราคาเนื้อหมูขึ้นสูงมาก ผู้บริโภคหันไปซื้อเนื้อไก่แทน ดังนั้น ถ้ามีสินค้าทดแทน การแข่งขันจะสูง

4. อำนาจการเจรจาต่อรองของผู้ซื้อ (Bargaining Power OF Buyers)

ผู้ซื้อ หรือ ลูกค้า จะมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมด้วย ถ้าลูกค้ามีอำนาจต่อรอง สภาพการแข่งขันจะสูง เพราะลูกค้าสามารถที่จะกดดันราคาให้ต่ำลง และ คุณภาพของสินค้าและบริการดีขึ้น และสามารถเปลี่ยนไปใช้สินค้าของคู่แข่งขัน ผู้ซื้อจะมีอำนาจการเจรจาต่อรองสูงเมื่อ

 ลูกค้าซื้อผลิตภัณฑ์ในสัดส่วนสูงจากบริษัท

 ลูกค้ามีโอกาสรวมธุรกิจไปข้างหลัง (Backward Integrated) ไปสู่ธุรกิจที่จำหน่ายวัตถุดิบให้กับองค์กร เช่น กลุ่มผู้จำหน่ายรถยนต์ขู่ว่าจะประกอบรถยนต์เองแทนที่จะเป็นเพียงตัวแทนจำหน่าย

 มีทางเลือกอื่นๆในการจัดซื้อมากมาย เนื่องจากสินค้าในตลาดไม่แตกต่างกันมาก ลูกค้าจะเลือกซื้อจากผู้ค้ารายใดก็ได้

 ต้นทุนในการเปลี่ยนแปลงผู้จำหน่ายวัตถุดิบต่ำ (Low of switching cost)

5. อำนาจการต่อรองของผู้จำหน่ายวัตถุดิบ (Bargaining Power of Suppliers)

ถ้าผู้จำหน่ายวัตถุดิบ หรือ Supplier มีอำนาจต่อรอง การแข่งขันจะสูง เนื่องจาก ผู้จำหน่ายวัตถุดิบสามารถกระทบอุตสาหกรรมได้ด้วยการขึ้นราคา หรือ ลดปริมาณของวัตถุดิบลง

ผู้จำหน่ายวัตถุดิบจะมีอำนาจการเจรจาต่อรองสูงเมื่อ

 มีผู้จำหน่ายวัตถุดิบน้อยราย แต่จำหน่ายไปยังบริษัทจำนวนมาก

 ผู้ซื้อผลิตภัณฑ์ ซื้อเป็นสัดส่วนที่น้อยจากผู้จำหน่ายวัตถุดิบ เมื่อเทียบกับลูกค้ารายอื่น

 ต้นทุนในการเปลี่ยนไปใช้วัตถุดิบอื่นสูง เช่น ค่าใช้จ่ายในการปรับเครื่องจักร (เปลี่ยนจากรถยนต์ใช้น้ำมันเบนซิน ไปเป็นใช้ก๊าซ NGV)

 ไม่มีผลิตภัณฑ์แทน

 ผู้จำหน่ายวัตถุดิบสามารถรวมธุรกิจไปข้างหน้า สู่ธุรกิจที่เป็นลูกค้าขององค์กร (Foreward Intergrated) เช่น กลุ่มผู้กลั่นน้ำมัน จะตั้งปั๊มน้ำมันเอง

ในการวิเคราะห์การแข่งขัน กิจการควรรู้ว่าคู่แข่งขันของกิจการ คือใครบ้าง มีขีดความสามารถเมื่อเทียบกับกิจการเป็นอย่างไร และ ข้อมูลอื่นๆ เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ให้ได้ดียิ่งขึ้น

ข้อมูลของ คู่แข่งขัน ที่ธุรกิจควรทราบได้แก่

 มีใคร อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกับเราบ้าง

 ใครมียอดขาย / ส่วนครองตลาดสูงสุด

 ใครมีฐานะทางการเงิน และ กำไร ดีกว่ากัน

 ใครมีกลยุทธ์ทางการตลาดเหนือกว่ากัน

 ใครมีการขยายตัวตามแนวดิ่ง และ ใครมีการขยายตัวตามแนวนอน

 ใครมีต้นทุนที่ต่ำกว่ากัน

 โครงสร้าง และ วัฒนธรรมองค์กร ของคู่แข่งขัน

 ใครคือผู้บริหาร และ ผู้ถือหุ้นใหญ่

 ใครคือบุคลากรที่มีคุณภาพ

 ใครมีเทคโนโลยีดีกว่ากัน ขนาดของโรงงาน อายุของเครื่องจักร

 วิสัยทัศน์ในการบริหารองค์กร

 การวิจัยและการพัฒนา

 ภาพลักษณ์ขององค์กร

 ศักยภาพของคู่แข่งขันในอนาคต

ผลที่ได้จากการวิเคราะห์คู่แข่งขัน เป็นประโยชน์ต่อกิจการ ดังนี้

 ทำให้ทราบถึงข้อได้เปรียบ ข้อเสียเปรียบ ด้านการแข่งขัน

ทำให้เข้าใจพฤติกรรม และ กลยุทธ์ของคู่แข่งขัน

 สามารถทำนายกลยุทธ์ของคู่แข่งขันที่จะใช้

 สามารถวางกลยุทธ์ของธุรกิจให้เหนือกว่าคู่แข่งขัน

 นำผลวิเคราะห์ มาสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน

สภาพแวดล้อมโดยทั่วไป (General Environment)

สภาพแวดล้อมโดยทั่วไป ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การเมือง กฎหมาย เทคโนโลยี ปัจจัยระหว่างประเทศ รายละเอียดของแต่ละปัจจัย มีดังนี้

เศรษฐกิจ

- ผลิตผลประชาชาติ (GNP)

- แนวโน้มผลิตผลประชาชาติ (GNP Trend)

- ปริมาณเงิน (Money Supply)

- อัตราดอกเบี้ย (Interest rate)

- อัตราเงินเฟ้อ (Inflation rate)

- วงจรธุรกิจ (Business Cycle)

- การลดค่าเงิน (Devaluation)

- ตลาดหุ้น (Stock Market)

- วงจรธุรกิจ (Business Cycles)

- โครงสร้างเงินทุน (Capital)

- จำนวนแรงงาน (Labour Supply)

- การเพิ่มผลผลิต (Productivity)

สังคม และ วัฒนธรรม

- การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินชีวิต (Lifestyle Change)

- สุขภาพ (Health)

- คุณภาพชีวิต

- การคำนึงถึงสภาพแวดล้อม (Environmentalism)

- ทัศนคติต่อการทำงาน และ อาชีพ (Attitude toward workม career)

- ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค (Consumer Confidence)

- จำนวนและอัตราการเติบโตของประชากร

- ระดับการรู้หนังสือ

- การใช้เวลาว่าง

- จำนวนกลุ่มอาชีพต่างๆ

- การศึกษา (Education)

การเมือง และ กฎหมาย

- กฎ ระเบียบ ของรัฐ (Goverment Regulation)

- กฎหมาย สิ่งแวดล้อม (Environmental Laws)

- เสถียรภาพทางการเมือง (Political Stability)

- กฎหมายแพ่ง พาณิชย์ (Commercial Laws)

- กฎหมายด้านภาษี (Tax Laws)

- กฎหมายป้องกันการผูกขาด

- สหภาพแรงงาน (Union)

- การกีดกันทางการค้า

- กฎหมายระหว่างประเทศ

- กฎหมายแรงงาน

- กฎหมายลิขสิทธิ์

เทคโนโลยี

- ระบบสารสนเทศ

- ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์

- ระบบ Automation

- การวิจัย และ การพัฒนา

- การถ่ายทอดเทคโนโลยี

ภูมิศาสตร์

- ลมฟ้าอากาศ

- การติดต่อขนส่ง

ปัจจัยระหว่างประเทศ

- นโยบายและการดำเนินงานในกลุ่มประเทศหนึ่งๆ

- บทบาทขององค์การระหว่างประเทศ

สรุป

สภาพแวดล้อมภายนอก แบ่งออกเป็น สภาพแวดล้อมภายนอกองค์กร และ สภาพแวดล้อมภายในองค์กร การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมเรียกว่า SWOT Analysis การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายใน ทำให้ทราบถึง จุดแข็งและจุดอ่อน ส่วน การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอก ทำให้ทราบถึง โอกาส และ อุปสรรค

สภาพแวดล้อมภายนอก มีอยู่ 2 ส่วน คือ สภาพแวดล้อมทั่วไป และ สภาพแวดล้อมการดำเนินงาน

สภาพแวดล้อมทั่วไป เช่น เศรษฐกิจ การเมือง กฎหมาย สังคม วัฒนธรรม เทคโนโลยี ภูมิศาสตร์

สภาพแวดล้อมการดำเนินงาน เป็นปัจจัยที่มีผลโดยตรงต่อธุรกิจในอุตสาหกรรมนั้นๆ เช่น คู่แข่งขัน ลูกค้า รัฐบาล ชุมชน ผู้จำหน่ายวัตถุดิบ

การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมการดำเนินการ บางที เรียกว่า การวิเคราะห์อุตสาหกรรม รูปแบบที่นิยมใช้ในการวิเคราะห์คือ Porter’s 5 F Model ประกอบด้วยปัจจัย 5 ปัจจัย คือ การคุกคามของผู้เข้ามาใหม่ คู่แข่งขันในอุตสาหกรรม การคุกคามของผลิตภัณฑ์ทดแทน อำนาจต่อรองของผู้ซื้อ และ อำนาจต่อรองของผู้ขาย

การวิเคราะห์ SWOT โดยละเอียด จะมีการให้ค่าคะแนน และ ถ่วงน้ำหนัก ซึ่งจะเป็นข้อมูลที่ละเอียดชัดเจนมากขึ้น ในการกำหนดกลยุทธ์ต่อไป

นายสายันท์ ชานุวัตร์
IP: xxx.42.93.110
เขียนเมื่อ Fri Jun 04 2010 15:34:08 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียนวันอาทิตย์ที่ 31/05/53

นาย สายันท์ ชานุวัตร์ คอมพิวเตอร์ธุรกิจ รุ่นที่ 1

วิชา การบริหารธุรกิจเบื้องต้น

ธุรกิจและการประกอบธุรกิจ

ธุรกิจ หมายถึง กิจกรรมทุกอย่าง เพื่อที่จำหน่ายสินค้าและการให้บริการภายไต้กฎเกณฑ์ หรือกิจการที่ก่อให้เกิดสินค้า และบริการ ธุรกิจเป็นกระบวนการทั้งหมดของการนำเอาทรัพยากรธรรมชาติมาเปลี่ยนสภาพตามกรรมวิธีการผลิตด้วยแรงคน และเครื่องจักรให้เป็นสินค้า เพื่อประโยชน์แก่ผู้ที่ต้องการ

การประกอบธุรกิจ หมายถึง การผลิตสินค้าและการบริการและการนำสินค้าและการบริการนั้นมาจำหน่ายให้กับผู้บริโภค

พื้นฐานแนวคิดทางการบริหารธุรกิจ

- รูปแบบการเป็นเจ้าของธุรกิจ

-  ด้านแบบธุรกิจ

- หลักการพื้นฐานของการบริหารธุรกิจ

DNA องค์กร 4 แบบ

- Factual DNA เกี่ยวข้องกับโมเดลแบบเรียงลำดับเป็นเส้นตรงและการคำนวณ องค์กรที่มี DNA แบบนี้ มีรูปแบบการรู้จักตัวเองและสภาพแวดล้อมผ่านการรวบรวมสั่งสมข้อมูล

- Conceptual DNA องค์กรที่มี DNA แบบนี้ให้ความสำคัญกับทฤษฎี กระบวนทัศน์ และแนวคิดที่ดีกว่า ชอบความคิดที่สร้างแรงจูงใจ ซึ่งอาจอยู่ในรูปของทฤษฎีสำคัญ วิสัยทัศน์หรือแนวคิดสำคัญอื่นๆ

- Contextualized DNA ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมภายในและภายนอก สนใจประเด็น ปัญหาต่างๆ ที่เผชิญอยู่ กลยุทธ์ที่ใช้อยู่ และสถานการณ์ที่แวดล้อมประเด็นปัญหาและกลยุทธ์เหล่านั้น

- Individual DNA องค์กรที่มี DNA แบบนี้เกี่ยวข้องกับ คนไม่ว่าเดี่ยวหรือกลุ่มคนที่อยู่ร่วมกับคนอื่น แต่ยังคงมีสิทธิมีเสียง มีความตั้งใจ เป้าหมายและความสนใจส่วนตัวอยู่

กระแสการเปลี่ยนแปลงทางความคิดและการดำเนินชีวิต

1.ยุคเกษตรกรรม

2.ยุคสังคมอุตสาหกรรม

3.ยุคสังคมข้อมูลข่าวสาร และเทคโนโลยีสารสนเทศ

4.ยุคสังคมความคิด

ปัจจัยพื้นฐานของการประกอบธุรกิจ

การประกอบธุรกิจจำเป็นต้องอาศัยปัจจัยต่าง ๆ เพื่อให้การดำเนินกิจการเป็นไปด้วยดี บรรลุตามวัตถุประสงค์และจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ ปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญของการประกอบธุรกิจ ประกอบด้วย

1. คน (Man)

2. เงินทุน (Money)

3. วัสดุอุปกรณ์ (Materials)

4. เครื่องจักร (Machines)

5. ความรู้ในการบริหารจัดการ (Management)

สภาพแวดล้อมจากการวิเคราะห์

1. สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนด (Environmental pelerminis)

2. สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนดทางเลือก (Environmental prosibilism)

3. สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนดทางเลือกแต่สามารถวิเคราะห์หาทางเลือก ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางวิทยา (Environmental prosibilism)

4. สิ่งแวดล้อมภายนอกไม่มีความหมาย (Free will environmental)

สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ

แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ

1. สิ่งที่ควบคุมไม่ได้ Circle of concern : COC) หมายถึง สภาพแวดล้อมภายในทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการภายในของธุรกิจ เช่น วัตถุประสงค์ของธุรกิจ ทรัพยากรของธุรกิจ การจัดการ เป็นต้น

2. สิ่งที่ควบคุมได้ (Circle of in influence : COI) หมายถึง สภาพแวดล้อมภายนอกกิจการที่ผู้ประกอบการไม่สามารถควบคุมได้ เช่น ปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจ ปัจจัยแวดล้อมทางด้นสังคม ปัจจัยแวดล้อมทางด้านการเมืองและกฏหมาย ปัจจัยแวดล้อมทางด้านเทคโนโลยี ปัจจัยแวดล้อมทางการแข่งขัน เป็นต้น

การวิเคราะห์ SWOT (SWOT Analysis)

การประเมิน ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายนอกองค์กร เพื่อทำให้ทราบถึง โอกาส และ อุปสรรค และการประเมิน ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายในองค์กร เพื่อทำให้ทราบถึง จุดแข็ง และ จุดอ่อน ภายในองค์กร จะเรียกการวิเคราะห์นี้ว่า การวิเคราะห์ SWOT โดยที่

S = Strength คือ จุดแข็ง

W = Weakness คือ จุดอ่อน

O = Opportunity คือ โอกาส

T = Threats คือ อุปสรรค/ภัยคุกคาม

 

มิติการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม

- การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมโลก (Globalization Scanning)

- การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมเชิงมหภาค (Country Scanning or Macro Scanning)

- การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมองค์การ (Organization Scanning)

 

 กระแสการเปลี่ยนแปลงทางความคิดและการดำเนินชีวิต

       ในอดีตมีวิถีการเลี้ยงสัตว์และเร่ร่อน

1. ยุคสังคมเกษตรกรรม

2. ยุคสังคมอุตสาหกรรม

3. ยุคสังคมข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ

4. ยุคสังคมฐานความรู้

5. ยุคสังคมความคิด

การสร้างความได้เปรียบเชิงการรแข่งขัน Five for Model

1. ผู้ประกอบการที่จะเข้าสู่กิจการรายใหม่

2. แรงขับด้านลูกค้า ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจ/อารมณ์/ความรู้สึกและพฤติกรรมของลูกค้าถือเป็นเรื่องสำคัญ

3. สินค้าทดแทน สามารถแย่งตลาดของสินค้าเดิมได้และส่งผลให้บริษัทต้นทุนลดลง

4. การแข่งขันทางด้านตลาดถือเป็นสิ่งสำคัญ

อนันต์ วัฒนามานนท์
IP: xxx.120.124.250
เขียนเมื่อ Fri Jun 04 2010 15:42:07 GMT+0700 (ICT)

 

แนวคิดทางการตลาด (Marketing Concept)

คำว่า “การตลาด” และ “นักการตลาด” ถูกเข้าใจคลาดเคลื่อนไปบ้างในปัจจุบัน กล่าวคือผู้คนบางกลุ่มเข้าใจไปในทางลบว่า เป็นงานหรือบทบาทหน้าที่ดึงดูด ล่อลวง หรือจูงใจให้เกิดการซื้อโดยหลงผิดแก่ผู้บริโภค ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง

หลักแนวคิดของการตลาดที่แท้จริงนั้น ปรมาจารย์การตลาด Phillips Kotler ได้อธิยายไว้ว่าคือ “กระบวนการทางสังคม ที่บุคคล หรือ กลุ่ม จะพยายามให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนต้องการจากบุคคลอี่น โดยการสร้างสรรค์และนำเสนอคุณค่าบางอย่างที่เป็นที่พอใจของอีกฝ่ายหนึ่งเป็น การแลกเปลี่ยน” นั่นคือการสร้างสถานการณ์แลกปลี่ยนซึ่งความพอใจและคุณค่าของทั้งสองฝ่ายให้ เกิดขึ้น ดังนั้นการจะนำกลยุทธ์ทางการตลาดมาใช้ กับงานห้องสมุดและบริการสารสนเทศเชิงรุก ก็คือ การหาแนวทางพัฒนา สร้างสรรค์คุณค่าบริการ การสื่อสารคุณค่า และเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงให้แก่ผู้ใช้บริการ ให้เกิดความพอใจที่สุดนั่นเอง

 ความหมายของธุรกิจและการประกอบธุรกิจ

ความหมายของธุรกิจ (Business) หมายถึง กิจกรรมทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งมีความเกี่ยวพันในวงการของสถาบัน เพื่อที่จะจำหน่ายและให้บริการภายใต้กฎเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้ โดยมีความสัมพันธ์กับบริการอื่นและกลุ่มผู้ทำงานร่วมมือให้บรรลุถึงจุดหมายอันเดียวกัน

การประกอบธุรกิจ หมายถึง การผลิตสินค้าและบริการ และการนำสินค้าและบริการนั้นมาจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภค ฉะนั้นถ้าการผลิตสินค้าหรือบริการนั้น ๆ ได้ถูกนำมาใช้บริโภคเอง ไม่ได้นำไปขายหรือจำหน่ายจึงเรียกว่า การอุปโภคบริโภค (Consumption) ของตนเอง แต่ถ้าการผลิตสินค้าและบริการได้ถูกนำไปขายหรือจำหน่ายต่อไปจึงเรียกว่า การค้า / การประกอบการณ์

DNA Of Organization มี 4 แบบ

การให้ความสำคัญต่อการใช้ข้อเท็จจริง ความคิด สถานการณ์แวดล้อม และคน ที่แตกต่างกันของแต่ละองค์กร ก่อให้เกิด DNA องค์กร 4 แบบ ทั้งนี้ลักษณะของผู้นำและวิธีบริหารจัดการองค์กรที่องค์กรจะนำมาใช้ จะต้องสอดคล้องกับ DNA ซึ่งเป็นลักษณะพื้นฐานขององค์กรด้วย

1. Factual DNA เกี่ยวข้องกับโมเดลแบบเรียงลำดับเป็นเส้นตรงและการคำนวณ องค์กรที่มี DNA แบบนี้ มีรูปแบบการรู้จักตัวเองและสภาพแวดล้อมผ่านการรวบรวมสั่งสมข้อมูล

2. Conceptual DNA องค์กรที่มี DNA แบบนี้ให้ความสำคัญกับทฤษฎี กระบวนทัศน์ และแนวคิดที่ดีกว่า ชอบความคิดที่สร้างแรงจูงใจ ซึ่งอาจอยู่ในรูปของทฤษฎีสำคัญ วิสัยทัศน์หรือแนวคิดสำคัญอื่นๆ

3. Contextualized DNA ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมภายในและภายนอก สนใจประเด็น ปัญหาต่างๆ ที่เผชิญอยู่ กลยุทธ์ที่ใช้อยู่ และสถานการณ์ที่แวดล้อมประเด็นปัญหาและกลยุทธ์เหล่านั้น

4. Individual DNA องค์กรที่มี DNA แบบนี้เกี่ยวข้องกับ คนไม่ว่าเดี่ยวหรือกลุ่มคนที่อยู่ร่วมกับคนอื่น แต่ยังคงมีสิทธิมีเสียง มีความตั้งใจ เป้าหมายและความสนใจส่วนตัวอยู่

กลยุทธ์ทางการตลาด ใช้หลัก 4 P

1. ผลิตภัณฑ์ (สินค้า/บริการ) (Produce/Service)

–        กำหนดตำแหน่งผลิตภัณฑ์

–        ตราและป้ายฉลาก

–        การบรรจุหีบห่อ

–        การวางแผนในวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์

–        นโยบายการพัฒนาสินค้า/บริการ

–        แผนระยะสั้น, ระยะกลาง, ระยะยาว

–        สินค้าเรามีคุณภาพดีอย่างไร, ตลาดมีความต้องการ

–        บริการหลังการขาย

2. ราคา (Price)

–        นโยบายด้านราคา, การตั้งราคาและความเหมาะสม

–        นโยบายเครดิตทางการค้า, ส่วนลด

3. ช่องทางการจัดจำหน่าย (Place)

–        ช่องทางจำหน่ายจากแหล่งผลิตถึงผู้บริโภคคนสุดท้าย

–        เหตุผลที่เลือกช่องทางการจัดจำหน่ายวิธีนั้นๆ

–        วิเคราะห์ข้อดี, ข้อเสีย ของการเลือกช่องทางการจัดจำหน่ายวิธีดังกล่าว

4. การส่งเสริมการขาย (Promotion)

–        ส่วนประสมการส่งเสริมการตลาดและงบประมาณ

–        การโฆษณา (Advertising)

–        การขายโดยพนักงานขาย (Personal Selling)

–        การส่งเสริมการขาย (Sale Promotion)

–        การให้ข่าวประชาสัมพันธ์ (Publicity and Public Relation)

ธุรกิจ (Business Activities) คือ ธุรกิจ เป็นกระบวนการดำเนินกิจกรรมทางด้านการผลิต การจำหน่าย และการให้บริการนั่นเองจุดมุ่งหมายของการประกอบธุรกิจ (Business Goals) ผู้ประกอบธุรกิจแทบทุกประเภทมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญอย่างเดียวกัน คือ ต้องการกำไร แต่ธุรกิจไม่ควรมุ่งกำไรสูงสุด เพราะธุรกิจควรมีหน้าที่ในการรับผิดชอบต่อสังคมด้วย นอกจากนี้ยังมีธุรกิจบางอย่างที่ตั้งขึ้นมาโดยไม่มุ่งหวังผลกำไร เช่น กิจการไฟฟ้า ประปา การเดินรถประจำทาง โรงพยาบาล สถาบันการศึกษา เป็นต้น

ผู้ประกอบธุรกิจมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญพอจะแยกได้ 2 ประการ คือ

1. มุ่งหวังกำไร (Profit Earning) ได้แก่ ธุรกิจของเอกชนทั่วไป

2. ไม่ได้มุ่งหวังกำไร (Social Prestige) ได้แก่ ธุรกิจประเภทสาธารณูปโภค (Public Utilities) และสาธารณูปการ(Public Services) ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นของรัฐบาล ในการดำเนินธุรกิจนั้น ผลต่างระหว่างรายได้และค่าใช้จ่ายทั้งหมด คือ กำไรหรือขาดทุนของธุรกิจนั่นเอง

ปัจจัยในการผลิตที่สำคัญ คือ

1. คน (Man)

2. เงิน (Money)

3. วัตถุดิบ (Material)

4. เครื่องจักร (Machine)

5.ข้อมูลข่าวสาร (Information)

สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ

แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ

1. ปัจจัยแวดล้อมที่ควบคุมได้ หมายถึง สภาพแวดล้อมภายในทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการ ภายในของธุรกิจ เช่น

1. 1 วัตถุประสงค์ของธุรกิจ

1.2 ทรัพยากรของธุรกิจ

1.3 การจัดการ

2. ปัจจัยแวดล้อมที่ไม่สามารถควบคุมได้ หมายถึง สภาพแวดล้อมภายนอกกิจการที่ผู้ประกอบการไม่สามารถควบคุมได้ เช่น

2.1 ปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจ

2.2 ปัจจัยแวดล้อมทางด้านสังคม

2.3 ปัจจัยแวดล้อมทางด้านการเมืองและกฎหมาย

2.4 ปัจจัยแวดล้อมทางด้านเทคโนโลยี

2.5 ปัจจัยแวดล้อมทางการแข่งขัน

สภาพแวดล้อมภายนอก เป็นปัจจัยภายนอกที่มีอิทธิพลต่อองค์การธุรกิจหรือกิจการซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ อันได้แก่ สภาพแวดล้อมทั่วไปและสภาพแวดล้อมการดำเนินงาน หากจะพูดถึง สภาพแวดล้อมทั่วไป ถือเป็นปัจจัยสภาพแวดล้อมที่ไม่ได้มีผลกระทบโดยตรงแต่ก็มีผลกระทบทางอ้อมต่อการดำเนินงานของกิจการ ไม่ว่าจะเป็น ปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม การเมือง กฎหมาย เทคโนโลยี และปัจจัยระหว่างประเทศ

ปัจจัยทางเศรษฐกิจ มีความสำคัญต่อการประกอบธุรกิจเป็นอย่างยิ่ง หากสภาพเศรษฐกิจดีก็จะเอื้ออำนวยต่อการประกอบธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ในทางตรงกันข้าม ถ้าสภาพเศรษฐกิจมีแนวโน้มถดถอยหรือตกต่ำ เงื่อนไขทางเศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และยากที่จะพยากรณ์ซึ่งมีผลทำให้การประกอบธุรกิจหยุดชะงัก ล้มเหลวหรืออาจจะต้องเลิกกิจการได้ส่วนปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรม นั้นได้แก่ ทัศนะคติทางสังคม ค่านิยม บรรทัดฐาน ความเชื่อ พฤติกรรม การเปลี่ยนแปลงทางด้านประชากร เช่น การศึกษา และอัตราการเกิด นับได้ว่า การเปลี่ยนแปลงของปัจจัยดังกล่าวมีอิทธิพลต่อการขายสินค้าและการหากำไรของกิจการ ดังนั้นผู้บริหารจึงควรตรวจสอบและให้ความสนใจแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงซึ่งอาจจะได้โอกาสใหม่ หรืออาจจะพบอุปสรรคที่สำคัญก็ได้ ตัวอย่างเช่น ธุรกิจมีโอกาสออกสินค้าตัวใหม่ หรือเลิกผลิตสินค้าบางรายการ เนื่องจากผู้บริโภคไม่ต้องการอีกต่อไป เป็นต้น

          ปัจจัยทางการเมืองและกฎหมาย นับว่าเป็นอีก ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการประกอบธุรกิจ ได้แก่ การเมือง กฎข้อบังคับ นโยบายของรัฐบาล แนวโน้มการออกกฎหมายและพระราชบัญญัติต่างๆ ได้แก่ กฎหมายภาษีอากร พระราชบัญญัติค่าแรงขั้นต่ำ พระราชบัญญัติการโฆษณา พระราชบัญญัติโรงงาน และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค เป็นต้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินงาน ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงกฎหมายภาษีอากร อาจทำให้ต้นทุนสินค้าสูงขึ้นหรือ การเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลอาจเป็นผลดีต่อการส่งเสริมการลงทุนและการส่งออก เป็นต้น ดังนั้นธุรกิจจะต้องคอยติดตามความเคลื่อนไหวหรือการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและกฎหมายด้วย

          ปัจจัยทางเทคโนโลยี ในปัจจุบัน นับได้ว่าการเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าของเทคโนโลยีมีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เนต มีความสำคัญต่อองค์การธุรกิจมาก โดยมีการนำเอาปัจจัยทางเทคโนโลยีมาพิจารณาเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน เพื่อช่วยให้ธุรกิจมีเทคนิคและระบบการผลิตที่ทันสมัยขึ้น สามารถลดต้นทุนการผลิตลงและเพิ่มกำลังผลิต ช่วยให้สามารถจัดการ และมีการติดต่อสื่อสารที่รวดเร็วยิ่งขึ้นช่วยให้ธุรกิจสามารถผลิตสินค้าใหม่ๆ ทำให้สามารถตอบสนองส่วนปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรม นั้นได้แก่ ทัศนะคติทางสังคม ค่านิยม บรรทัดฐาน ความเชื่อ พฤติกรรม การเปลี่ยนแปลงทางด้านประชากร เช่น การศึกษา และอัตราการเกิด นับได้ว่า การเปลี่ยนแปลงของปัจจัยดังกล่าวมีอิทธิพลต่อการขายสินค้าและการหากำไรของกิจการ ดังนั้นผู้บริหารจึงควรตรวจสอบและให้ความสนใจแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงซึ่งอาจจะได้โอกาสใหม่ หรืออาจจะพบอุปสรรคที่สำคัญก็ได้ ตัวอย่างเช่น ธุรกิจมีโอกาสออกสินค้าตัวใหม่ หรือเลิกผลิตสินค้าบางรายการ เนื่องจากผู้บริโภคไม่ต้องการอีกต่อไป

ระดับองค์กร

ระบบสารสนเทศระดับองค์กร คือ ระบบสารสนเทศที่สนับสนุนงานขององค์กรในภาพรวมระบบในลักษณะ นี้จะเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานร่วมกันของหลายแผนกโดยการใช้ข้อมูลที่ เกี่ยวข้องและส่งผ่านถึงกันจากแผนก หนึ่งข้ามไปอีกแผนกหนึ่งได้ระบบสารสนเทศดังกล่าวนี้จึงสามารถสนับสนุนงานการ ใช้ข้อมูลเพื่อการบริหาร งานในระดับผู้ปฏิบัติการและสนับสนุนงานการบริหารและจัดการในระดับที่สูงขึ้น ได้ด้วยเนื่องจากสามารถ ให้ข้อมูลจากแผนกต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมาประกอบการตัดสินใจ โดยอาจนำข้อมูลมาแสดงในรูปแบบสรุปหรือใน แบบฟอร์มที่ต้องการได้บ่อยครั้งที่การบริหารงานในระดับสูงจำเป็นต้องใช้ ข้อมูลร่วมกันจากหลายแผนกเพื่อ ประกอบการตัดสินใจ ระบบการประสานงานเพื่อการสร้างรายได้ให้กับธุรกิจการค้า

กระแสการเปลี่ยนแปลงทางความคิดและการดำเนินชีวิต

1.ยุคเกษตรกรรม

2.ยุคสังคมอุตสาหกรรม

3.ยุคสังคมข้อมูลข่าวสาร และเทคโนโลยีสารสนเทศ

4.ยุคสังคมความคิด

การวิเคราะห์ SWOT (SWOT Analysis)

การประเมิน ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายนอกองค์กร เพื่อทำให้ทราบถึง โอกาส และ อุปสรรค และการประเมินผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายในองค์กร เพื่อทำให้ทราบถึง จุดแข็ง และ จุดอ่อน ภายในองค์กรจะเรียกการวิเคราะห์นี้ว่า การวิเคราะห์ SWOT โดยที่

  • S = Strength คือ จุดแข็ง
  • W = Weakness คือ จุดอ่อน
  • O = Opportunity คือ โอกาส
  • T  = Threats คือ อุปสรรค

1. วิเคราะห์จุดแข็ง (Strength) (ภายในองค์กร) ให้วิเคราะห์จากมากไปน้อย

–        ทีมงานมีความรู้ ทักษะดี เข้ากันได้ทั้งองค์กร

–        ธุรกิจเดิมดีแล้ว แต่ถ้าปรับอีกนิดพัฒนาตนเอง

–        ประสบการณ์บริการ/บริการทำมานานแล้ว เข้าใจในธุรกิจดี

–        ลูกค้ารู้จักดี คุ้นเคย มีประวัติอยู่ในแวดวงธุรกิจ

–        พนักงาน บุคลากร พร้อมที่จะพัฒนาตนเอง

2. วิเคราะห์จุดอ่อน (Weakness) (ภายในองค์กร) ให้วิเคราะห์จากมากไปน้อย

– เงินทุนหมุนเวียนน้อย

– อ่อนการตลาด

– อ่อนเทคโนโลยี

– ขาดความรู้ ความเข้าใจในธุรกิจใหม่ที่จะทำ

3. วิเคราะห์โอกาส (Opportunity) (ภายในองค์กร)

–        นโยบายรัฐบาลเอื้ออำนวย เช่น ข้อบังคับตามกฎหมายสวมหมวกกันน๊อค

–        ยังมีช่องว่างตลาดสูง

–        คู่แข่ง อ่อนแอ ดูแลไม่ทั่วถึง ความได้เปรียบเชิงเศรษฐกิจ

–        สินค้าใหม่ เทคโนโลยีสมัยใหม่

4. วิเคราะห์อุปสรรค (Thread)

– ผู้เข้ามาแข่งขันสูง – ปัญหาเศรษฐกิจ

– ต้นทุนวัตถุดิบ – ระเบียบ กฎหมาย

– เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว – สภาพดินฟ้าอากาศ

จุดแข็ง, จุดอ่อน เป็นสถานการณ์แวดล้อมภายในองค์กรq องค์กรสามารถแก้ไขได้หรือควบคุมได้

โอกาส, อุปสรรค เป็นสถานการณ์แวดล้อมภายนอกองค์กร แก้ไขไม่ได้ หรือควบคุมไม่ได้

กระแสการเปลี่ยนทางความคิดและการดำเนินชีวิต

1.ยุคสังคมเกษตรกรรม

2.ยุคสังคมอุตสาหกรรม

3.ยุคสังคมข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ

4.ยุคสังคมความคิด

สรุป ในยุคสังคมความคิดในปัจจุบันต้องอาศัยความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน 3 เรื่อง

1.สินค้าต้องมีความแตกต่าง

2.ต้องเป็นผู้นำ

3.ความเชี่ยวชาญในธุรกิจนั้น

 

IP: xxx.120.124.250
เขียนเมื่อ Fri Jun 04 2010 15:50:09 GMT+0700 (ICT)

เพิ่มเติม - นายอนันต์ วัฒนามานนท์ สาขาการจัดการ

ตอบคำถาม 

โจทย์ 1.ท่านคิดว่าอะไรเป็นองค์ประกอบสำคัญของการประกอบธุรกิจสมัยใหม่ จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่าง

ตอบ ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่า เราต้องการที่จะประกอบธุรกิจเพื่ออะไร เช่น

1.เพื่อแสวงหากำไรสูงสุด

2.เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ในการที่เราจะประกอบธุรกิจให้บรรลุถึงเป้าหมายนั้น ต้องอาศัยความรู้ในด้านต่าง ๆ ดังนี้

- ด้านบัญชี

- ด้านเศรษฐศาสตร์

- ด้านสังคม

- ด้านจิตวิทยา

- ด้านการเมือง

- ด้านสถิติ

- ด้านกฏหมายธุรกิจ

- ด้านภาษาธุรกิจ

ปัจจัยในการผลิต = ปัจจัยนำเข้า - กระบวนการ - ผลลัพธ์

องค์ประกอบหลักในการประกอบธุรกิจ คือ

1. การจัดองค์กร

2. การผลิตและการปฏิบัติการ

3. การตลาด

4. การบัญชีและการเงิน

5. การจัดหาวัตถุดิบ

6. การบริหารงานบุคคล

7. การจัดระบบสารสนเทศและคอมพิวเตอร์

8. การวิจัยและพัฒนา

ผู้ประกอบการสมัยใหม่ ควรจะแจ้งความลับทางการค้า ความลับทางการค้า (Trade Secrets) หมายถึง ข้อมูลการค้า ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักโดยทั่วไป และมีมูลค่าเชิงพาณิชย์ เนื่องจากข้อมูนี้เป็นความลับ ข้อดีของการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา

- ไม่มีอายุจำกัดความคุ้มครอง

- ไม่มีค่าใช้จ่ายในการจดแจ้งความลับทางการค้า เป็นต้น

 

น.ส.จิราภร์ ม่วงเข้ม
IP: xxx.9.27.141
เขียนเมื่อ Fri Jun 04 2010 17:07:17 GMT+0700 (ICT)

นางสาวจิราภรณ์ ม่วงเข้ม B5220104 (การจัดการรุ่น 2)

สรุปการเรียนเมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ.2553 และส่งข้อสอบข้อที่ 1

สรุปการเรียน

ความหมายของธุรกิจ

ธุรกิจ (Business) หมายถึงความพยายามของผู้ประกอบการที่จะผลิตหรือซื้อขายสินค้า (Products) หรือบริการ (Services) เพื่อตอบสนองความต้องการของสังคม (ลูกค้า) โดยหวังที่จะได้ผลกำไร และยอมรับความเสี่ยงในการขาดทุนหรือไม่ได้ผลกำไรตามต้องการ โดยมีความรับผิดชอบต่อสังคม และมีจริยธรรมทางธุรกิจ ผู้ประกอบการจึงต้องทุ่มเทเวลา ความพยายามและเงินทุนเพื่อดำเนินธุรกิจให้ประสบผลสำเร็จ ทั้งด้านประสิทธิผล (Effectiveness) และประสิทธิภาพ (Efficiency)

ประเภทของธุรกิจ

อาจจะแบ่งธุรกิจออกเป็น 3 ประเภท คือ

1. ธุรกิจการผลิต (Manufacturing Business) หมายถึง ธุรกิจที่มีวัตถุประสงค์ในการแปรรูป (Transforming) วัตถุดิบให้เป็นสินค้า เช่น ธุรกิจการผลิตอาหาร ธุรกิจการทอผ้า ธุรกิจการผลิตรถยนต์ เหล่านี้เป็นต้น

2. ธุรกิจบริการ (Service Business) หมายถึง ธุรกิจที่มีวัตถุประสงค์ในการให้บริการลูกค้า เช่น ธุรกิจการเงิน ธนาคาร ร้านค้า ศูนย์การค้า ธุรกิจการบิน ธุรกิจการท่องเที่ยว เหล่านี้เป็นต้น

3. ธุรกิจการค้า (Trading Business) หมายถึง ธุรกิจที่มีวัตถุประสงค์ในการซื้อ-ขายสินค้า หรือเป็นคนกลางในการซื้อขายสินค้า เช่น ห้างสรรพสินค้า ธุรกิจการค้าปลีก ธุรกิจการค้าส่ง เหล่านี้เป็นต้น

รูปแบบของการประกอบธุรกิจ

อาจจะแบ่งรูปแบบของการประกอบธุรกิจออกเป็น 6 แบบ คือ

1. กิจการเจ้าของเพียงคนเดียว (Sole Proprietorship) หมายถึง ธุรกิจที่เจ้าของและดำเนินการโดยคนเพียงคนเดียว เป็นธุรกิจซึ่งสามารถจัดตั้งและดำเนินการได้เองเพียงคนคนเดียว แต่ต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย

2. ห้างหุ้นส่วน (Partnership) ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 บัญญัติว่า “อันสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ตกลงกันเพื่อกระทำกิจการร่วมกัน ด้วยประสงค์จะแบ่งผลกำไรพึงได้แก่กิจการที่กระทำนั้น” ห้างหุ้นส่วนจึงเป็นการประกอบการของบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป และแบ่งห้างหุ้นส่วนออกเป็น 2 ชนิดคือ

1) ห้างหุ้นส่วนสามัญ

2) ห้างหุ้นส่วนจำกัด

3. บริษัทจำกัด (Corporation) หมายถึงบริษัทที่ผู้ถือหุ้นรับผิดชอบหนี้สินเฉพาะจำนวนจำกัดที่จดทะเบียนไว้ อาจจะแบ่งบริษัทจำกัดได้เป็น 2 ประเภท คือ

1) บริษัทเอกชน จำกัด

2) บริษัทมหาชน

4. ธุรกิจขนาดย่อม (Small and Medium Business)

ธุรกิจขนาดย่อม หมายถึง ธุรกิจที่ดำเนินการโดยบุคคล หรือ กลุ่มบุคคลโดยบริหารด้วยตนเองโดยเงินทุนไม่มากนัก เช่น Schermerhorm1 ให้ธุรกิจขนาดย่อมหมายถึง ธุรกิจที่มีคนงานน้อยกว่า 500 คน เป็นธุรกิจที่เจ้าของมีอิสระในการบริหารงานด้วยตนเองและไม่เป็นธุรกิจนำ

5. ธุรกิจบริการ (Service) เป็นธุรกิจที่ผลิตและขายบริการต่อเนื่องกัน และธุรกิจที่ไม่มีการผลิตแต่เพียงขายบริการ เช่น ร้านอาหาร ธุรกิจการเงิน ฯลฯ

จริยธรรมทางธุรกิจ Albert Schweitzer4 พูดถึงจริยธรรมว่า “เป็นความห่วงใยต่อพฤติกรรมที่ดี”เป็นการพิจารณาไม่เพียงความเป็นอยู่ที่ดีของตัวเองแต่ต่อคนอื่น ๆ ด้วย“และ “ปฏิบัติต่อคนอื่นให้เหมือนกับการปฏิบัติต่อตัวเอง”

การเพิ่มผลผลิต (Productivity) การจัดสรรผลประโยชน์ด้วยความเป็นธรรม จะทำให้พนักงาน/ลูกจ้าง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผู้ได้ประโยชน์จะมีความกระตือรือร้นและมีขวัญ กำลังใจในการทำงาน ก็จะทำให้สามารถเพิ่มผลผลิตได้ ตัวอย่างเช่น Control Data Corporation พบว่า หลังจากที่บริษัทมีโครงการ Employees Advisory Program (EAP’s) ซึ่งเป็นโครงการให้คำแนะนำเกี่ยวกับปัญหาทางครอบครัว การงาน การเงิน และกฎหมายแล้วทำให้บริษัทมีผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ได้ประโยชน์ (Stakeholder Relations) การจัดการที่มีจริยธรรม (Ethical Management) จะส่งผลทางบวกไปสู่ผู้ได้ประโยชน์วงนอก ๆ ด้วย โดยเฉพาะผู้ส่งมอบ (Supplier) และลูกค้า ผู้บริโภค ตลอดจนประชาชนทั่วไป โดยการจัดการที่มีคุณธรรมจะสามารถดึงดูดลูกค้าให้มีการร่วมธุรกิจกับบริษัท

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการประกอบธุรกิจสามารถแยกได้ 2 ลักษณะคือ

1. ปัจจัยภายใน หรือทรัพยากรของธุรกิจเป็นปัจจัยที่ธุรกิจ สามารถสร้างขึ้นและสามารถควบคุมได้ ได้แก่

- คน (Man)

- เงิน (Money)

- วัตถุดิบ (Material)

- เครื่องจักร (Machine)

- ข้อมูลข่าวสาร (Information) ต่าง ๆ นั่นเอง

2. ปัจจัยภายนอก เป็นปัจจัยที่ธุรกิจไม่สามารถจะควบคุมกำหนดหรือเปลี่ยนแปลงได้ ได้แก่ สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ เช่น ภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจ กฎหมายการเมือง คู่แข่ง เทคโนโลยี ฯลฯ

DNA of Organization

การให้ความสำคัญต่อการใช้ข้อเท็จจริง ความคิด สถานการณ์แวดล้อม และคน ที่แตกต่างกันของแต่ละองค์กร ก่อให้เกิด DNA องค์กร 4 แบบหลัก ทั้งนี้ลักษณะของผู้นำและวิธีบริหารจัดการองค์กรที่องค์กรจะนำมาใช้ จะต้องสอดคล้องกับ DNA ซึ่งเป็นลักษณะพื้นฐานขององค์กรด้วย

- Factual DNA เกี่ยวข้องกับโมเดลแบบเรียงลำดับเป็นเส้นตรงและการคำนวณ องค์กรที่มี DNA แบบนี้ มีรูปแบบการรู้จักตัวเองและสภาพแวดล้อมผ่านการรวบรวมสั่งสมข้อมูล

- Conceptual DNA องค์กรที่มี DNA แบบนี้ให้ความสำคัญกับทฤษฎี กระบวนทัศน์ และแนวคิดที่ดีกว่า ชอบความคิดที่สร้างแรงจูงใจ ซึ่งอาจอยู่ในรูปของทฤษฎีสำคัญ วิสัยทัศน์หรือแนวคิดสำคัญอื่นๆ

- Contextualized DNA ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมภายในและภายนอก สนใจประเด็น ปัญหาต่างๆ ที่เผชิญอยู่ กลยุทธ์ที่ใช้อยู่ และสถานการณ์ที่แวดล้อมประเด็นปัญหาและกลยุทธ์เหล่านั้น

- Individual DNA องค์กรที่มี DNA แบบนี้เกี่ยวข้องกับ คนไม่ว่าเดี่ยวหรือกลุ่มคนที่อยู่ร่วมกับคนอื่น แต่ยังคงมีสิทธิมีเสียง มีความตั้งใจ เป้าหมายและความสนใจส่วนตัวอยู่

องค์ประกอบพื้นฐานในการ ประกอบธุรกิจ

1. สินค้าและการบริการ

2. กลุ่มลูกค้า

3. ช่องทางในการจำหน่าย

4. ลูกค้าสำพันธ์

5. การจัดสรรทรัพยากรของธุรกิจ

6. ความสามารถและความเชี่ยวชาญขององค์กร

7. เครือข่ายความร่วมมือในการสร้างคุณค่าของสินค้าและบริการ

8. เครือข่ายความร่วมมือในการดำเนินการทางพานิชย์ของธุรกิจ

9. โครงสร้างของต้นทุนค้าใช้จ่าย

10. แหล่งที่มาของรายได้

ประเภทของสภาพแวดล้อม

1.สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนด

2.สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนดทางเลือก

3.สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนดแต่สามารวิเคราะห์ทางเลือกได้ขึ้นอยู่กับ Psychology Environment

4.สภาพแวดล้อมที่ไม่มีความหมาย

วงจรสภาพแวดล้อม

1. COC = สิ่งที่ควบคุมไม่ได้ (Circle of Concern) หมายถึงสภาพแวดล้อมภายในทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการภายในของธุรกิจ เช่น วัตถุประสงค์ของธุรกิจ ทรัพยากรของธุรกิจ การจัดการ เป็นต้น

2. COI = สิ่งที่ควบคุมได้ (Circle of In Fluene) หมายถึง สภาพแวดล้อมภายนอกกิจการที่ผู้ประกอบการไม่สามารถควบคุมได้ เช่น ปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจ ปัจจัยแวดล้อมทางด้นสังคม ปัจจัยแวดล้อมทางด้านการเมืองและกฏหมาย ปัจจัยแวดล้อมทางด้านเทคโนโลยี ปัจจัยแวดล้อมทางการแข่งขัน เป็นต้น

เทคนิคการวิเคราะห์สภาพแวด ล้อม

1.การมองจากปัจจุบันไปหาอนาคต คือการวางเป้าหมายว่า ในอนาคตข้างหน้าทำอะไรบ้างจะบริหารอย่างไร

2.การมองจากปัจจุบันย้อนกลับไปยังอดีต คือการมองย้อนกลับไปยังอดีตก็จะพบกับช่องว่า แล้วนำนาวิเคราะห์ว่าจะสร้างและพัฒนาอย่างไร

การวิเคราะห์ SWOT (SWOT Analysis)

การประเมิน ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายนอกองค์กร เพื่อทำให้ทราบถึง โอกาส และ อุปสรรค และการประเมินผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายในองค์กร เพื่อทำให้ทราบถึง จุดแข็ง และ จุดอ่อน ภายในองค์กรจะเรียกการวิเคราะห์นี้ว่า การวิเคราะห์ SWOT โดยที่

S = Strength คือ วิเคราะห์จุดแข็ง

W = Weakness คือ วิเคราะห์จุดอ่อน

O = Opportunity คือ วิเคราะห์โอกาส

T = Threats คือ วิเคราะห์อุปสรรค

จุดแข็ง, จุดอ่อน เป็นสถานการณ์แวดล้อมภายในองค์กร องค์กรสามารถแก้ไขได้หรือควบคุมได้ โอกาส, อุปสรรค เป็นสถานการณ์แวดล้อมภายนอกองค์กร แก้ไขไม่ได้ หรือควบคุมไม่ได้

รูปแบบของสภาพแวดล้อม 2 รูปแบบ

1.เปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณ

2.ปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ

มิติการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม

1.Globalization Scanning การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมโลก

2. Country Scanning or Macro Scanning การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมเชิงมหาภาค

3. Organization Scanning การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมองค์การ

ขีดความสามารถ

1. ขีดความสามารถในเชิงการบริหาร

2. ขีดความสามารถในงานหน้าที่

3. ขีดความสามารถความสามารถหลัก

การศึกษาขีดความสามารถเพื่อให้แต่ละคนได้ใช้ความสามารถในการทำงานในความถนัดของตนเองเพื่อสร้างสรรค์ผลงานให้กับองค์กร

กระแสการเปลี่ยนแปลงทางความคิดและการดำเนินชีวิต

วิถีการเลี้ยงสัตว์และเร่ร่อน

1. ยุคสังคมเกษตรกรรม

2. ยุคสังคมอุตสาหกรรม (เริ่มมีเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์)

3. ยุคสังคมข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ

4. ยุคสังคมความคิด

5. ยุคสังคมฐานความรู้ ได้แก่

- ข้อมูล

- สารสนเทศ

- ความรู้

- ปัญญา

การสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน Five Force Model

1. Threat of new Entrants

2. Bargaining power of Customers

3. Threat of substitute Products

4. Bargaining Power of Suppliers

การตลาดคือ

1. การตลาด คือ การขายของ

- ขายปลีก

- ร้านขายปลีก

2. การตลาด คือ การจำหน่าย

ตลาด คือ สถานที่ที่เป็นชุมชน เพื่อการซื้อและขายสินค้าทั้งในรูปวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูป เป็นประจำ เป็นครั้งคราว หรือเป็นสถานที่กำหนดวัน ตั้งอยู่ในละแวกของชุมชนหรือทำ ลที่เหมาะสมในการซื้อขาย

บทบาททางการตลาด

บทบาทหน้าที่ของการตลาดจึงต้องเริ่มต้นขึ้นที่ความต้องการของลูกค้า และจบลงที่ความพอใจของลูกค้า เป็นหลัก ดังนี้

1. ค้นหา และเข้าใจในความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าให้มากที่สุด

2. พัฒนาสินค้า/บริการให้สอดคล้อง ตอบสนองต่อความต้องการนั้นๆไปเสนอแลกเปลี่ยน เพื่อให้เกิดความพอใจและความสุขในการแลกเปลี่ยน

3. รักษาความพอใจและความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าไว้ให้ยาวนาน นำเสนอสินค้า/บริการใหม่ ๆ ที่เปลี่ยนไปตามความต้องการ และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปตลอดเวลาของลูกค้าได้

ตอบคำถามข้อที่ 1 ท่านคิดว่าอะไรเป็นองค์ประกอบสำคัญของการประกอบธุรกิจสมัยใหม่? จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่าง

ตอบ องค์ประกอบของการประกอบธุรกิจ

1. การจัดองค์กร คือกิจกรรมที่ทำให้องค์การสามารถจัดรูปแบบการทำงานของบุคลากรภายในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. การผลิตและปฏิบัติการ คือกิจกรรมของการนำเอาวัตถุดิบมาผ่านกระบวนการในการผลิตเพื่อทำให้เกิดมีสินค้าหรือบริการ

3. การตลาด คือการดำเนินการเพื่อจะทำให้สินค้าหรือบริการที่ผลิตแล้วได้รับการเปลี่ยนมือไปถึงมือผู้บริโภค

4. การบัญชีและการเงิน คือการเก็บบันทึกข้อมูลการดำเนินงานการจัดทำงบการเงิน งบประมาณ การจัดหาเงินทุน การใช้เงินทุนและลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยบริหารให้เงินทุนหมุนเวียนอย่างพอเหมาะ

5. การจัดหาวัตถุดิบมาป้อนโรงงาน คือกิจกรรมในการจัดซื้อและควบคุมการจัดซื้อวัตถุดิบ รวมทั้งการตรวจนับสินค้าคงคลัง

6. การบริหารงานบุคคล คือการดำเนินการจัดสรรพนักงาน การฝึกอบรม การจัดหารูปแบบของการจูงใจและสวัสดิการต่างๆ เพื่อประสิทธิภาพในการบริหารบุคคลซึ่งส่งผลต่อความสำเร็จขององค์กร

7. การจัดการระบบสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ คือการนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้เพื่อความมีประสิทธิภาพในการดำเนินงานด้านต่างๆ

8. การวิจัยและพัฒนา คือกิจกรรมเพื่อเน้นความคิดสร้างสรรค์ ค้นคว้านวัตกรรมใหม่ๆในผลิตภัณฑ์ต่างๆเพื่อความพึงพอใจของผู้บริโภคอย่างสูงสุด

ทรัพยากรและปัจจัยพื้นฐานของการทำธุรกิจ

1. MAN หมายถึง ปัจจัยที่เป็นทรัพยากรบุคคลที่มีประสิทธิภาพทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพของงานอย่างเพียงพอในการประกอบธุรกิจ

2. MONEY หมายถึง แหล่งเงินทุนซึ่งธุรกิจสามารถนำมาใช้ในการสนับสนุนและเอื้ออำนวยความสะดวกต่อการทำธุรกิจ

3. MATERIALS หมายถึง วัตถุดิบและวัตถุที่ต้องจัดหามาเพื่อใช้ในการผลิตหรือสร้างบริการ ซึ่งต้องพิจารณาทั้งด้านคุณภาพและราคาเพื่อทำให้ต้นทุนของสินค้าหรือบริการที่ผลิตต่ำแต่ได้คุณภาพที่ดี

4. MANAGEMENT หมายถึง ปัจจัยในการจัดการซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้บริหาร โดยรวบรวม ผลักดันและควบคุมปัจจัยที่เป็นทรัพยากร เพื่อดำเนินธุรกิจได้ตรงกับเป้าหมาย

และปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลให้สามารถทำงานสำเร็จได้ดียิ่งขึ้น มีเพิ่มอีก 2 ประการ ได้แก่

- ข้อมูลสารสนเทศ (Information)

- เทคโนโลยี (Technology)

หมายถึง การนำเอาวิทยาศาสตร์ประยุกต์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติ 2 ประการหลังนี้โดยทั่วๆ ไป เรียกกันว่า IT (ไอที)

และองค์ประกอบที่สำคัญมากที่สุด คือ ไหวพริบ ประสบการณ์ และปฏิภาณในการบริหารการจัดการ และการแก้ปัญหาต่างๆ ในการทำงานของตัวผู้บริหาร นั้น

อะไรคือจุดมุ่งหมายของการประกอบธุรกิจ

1.เพื่อแสวงหากำไรสูงสุด

2.เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ในการที่เราจะประกอบธุรกิจให้บรรลุถึงเป้าหมายนั้น ต้องอาศัยความรู้ในด้านต่าง ๆ ดังนี้

- ด้านบัญชี

- ด้านเศรษฐศาสตร์

- ด้านสังคม

- ด้านจิตวิทยา

- ด้านการเมือง

- ด้านสถิติ

- ด้านกฏหมายธุรกิจ

- ด้านภาษาธุรกิจ

ปัจจัยในการผลิต = ปัจจัยนำเข้า - กระบวนการ - ผลลัพธ์

รูปแบบวัฒนธรรมขององค์กร

ในองค์การภาคธุรกิจได้ยึดถือวัฒนธรรมขององค์กร และปฏิบัติต่อๆ กันมา โดยวัฒนธรรมขององค์กรได้มีอิทธิพลต่อการดำเนินงานและความสำเร็จของธุรกิจนั้นๆ เป็นอย่างมาก โดยถือได้ว่าเป็นรูปแบบของวัฒนธรรมองค์กรที่ควรแก่การพิจารณาของผู้บริหาร ที่จะสร้างให้เกิดขึ้นในองค์การของตนในปัจจุบันมีด้วยกันอยู่ 4 รูปแบบ คือ

1. วัฒนธรรมองค์การที่เน้นการตอบสนองต่อลูกค้า (Customer-Responsive Corporate Culture)

2. วัฒนธรรมองค์การที่เน้นนวัตกรรม (Innovative Corporate Culture)

3. วัฒนธรรมองค์การที่เน้นจริยธรรม (Ethical Corporate Culture)

4. วัฒนธรรมองค์การที่เน้นความผูกพันต่อองค์การด้วยใจ (Spiritually and Organizational Corporate Culture)

ยุภาพร อัมมะลิน
IP: xxx.49.45.175
เขียนเมื่อ Fri Jun 04 2010 17:16:16 GMT+0700 (ICT)

นางสาว  ยุภาพร   อัมมะลิน

สาขาคอมพิวเตอร์ รุ่น1

*ความหมายของการทำธุรกิจและการประกอบธุรกิจ*

1.ธุรกิจ คือ เพื่อที่จะจำนายสิ้นค้าและให้บริการภายใต้ หลักเกณฑ์ ที่กำหนดไว้ โดยมีความสัมพันธ์ กับการบริการอื่นๆและการทำงานเพื่อที่จะให้ได้ผลกำไรสูงสุด 2. การประกอบธุรกิจ การผลิตสิ้นค้า และการบริการและการนำสินค้าและบริการนั้นมาจำหน่าย ให้แก่ผู้บริโภค

*ปัจจัยในการผลิตที่สำคัญ มี 5 อย่าง*

 1. Man คน

2. Money เงิน

 3. Material วัตถุดิบ

 4. Machine เครื่องจักร

5. Information ข้อมูลข่าวสาร

*พื้นฐานแนวคิดของธุรกิจ*

 รูปแบบการเป็นเจ้าของธุรกิจ บริษัทจำกัด ข้อดี -หาเงินลงทุนง่าย -รับผิดชอบหนี้สินจำกัด -ความมั่นคงของธุรกิจ -ผู้บริหารอาชีพ ข้อเสีย -รัฐบาลควบคุม -เสียภาษีอากร -มีข้อบังคับภายใน

*DNA OF ORGANIZA TION*

-FACTUAL DNA ความคิด

-CONCPTUAL DNA วิธีคิด

-CONTEXTUAL DNA สภาพแวดล้อม

-INDIVIDUAL DNA ความชอบ

*ตัวแบบธุรกิจ*

ความหมาย เป็นความสำคัญที่ผู้ประกอบการใช้ในการวางแผนการผลิตหรือการดำเนินงาน องค์ประกอบพื้นฐาน

-สิ้นค้าและบริการ

-กลุ่มคนลูกค้า

-ช่องทางการจัดจำหน่าย

-ลูกค้าสัมพันธ์

-การจัดสรรทรัพยากรธุรกิจ

-ความสามารถ/ความเชี่ยวชาญขององค์กร

-เครือข่ายความร่วมมือในการดำเนินการ

-ความสำคัญของค่าใช้จ่าย

-แหล่งที่มาของรายได้

*สภาพแวดล้อมและการวิเคราะห์*

 1.สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนด

2.สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนดทางเลือก

3.สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นตัวกำหนดทางเลือกแต่สามารถวิเคราะห์ทางเลือกได้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม

4.สภาพแวดล้อมภายนอกไม่มีความหมาย

*สภาพแวดล้อมมีอยู่ 2 ประเภท*

1.เปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณ

2.เปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ

*มิติการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม*

 -การสภาพแวดล้อมโลก

-การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมเชิงภาค

-วิเคราะห์สภาพแวดล้อมองค์การ

*การวิเคราะห์ SWOT (SWOT Analysis)*

การประเมิน ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายนอกองค์กร เพื่อทำให้ทราบถึง โอกาส และ อุปสรรค และการประเมินผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายในองค์กร เพื่อทำให้ทราบถึง จุดแข็ง และ จุดอ่อน ภายในองค์กรจะเรียกการวิเคราะห์นี้ว่า การวิเคราะห์ SWOT โดยที่

 S = Strength คือ วิเคราะห์จุดแข็ง

W = Weakness คือ วิเคราะห์จุดอ่อน

O = Opportunity คือ วิเคราะห์โอกาส

T = Threats คือ วิเคราะห์อุปสรรค จุดแข็ง, จุดอ่อน เป็นสถานการณ์แวดล้อมภายในองค์กร องค์กรสามารถแก้ไขได้หรือควบคุมได้ โอกาส, อุปสรรค เป็นสถานการณ์แวดล้อมภายนอกองค์กร แก้ไขไม่ได้ หรือควบคุมไม่ได้

*สภาพแวดล้อมมี 2 ประเภท*

1. Circle of Concern ( COC ) สิ่งที่ควบคุมไม่ได้

2. Circle of Influence ( COI ) สิ่งที่ควบคุมได้

*การสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน Five For Model*

1. ผู้ประกอบการที่จะเข้าสู่กิจการรายใหม่

2. แรงขับด้านลูกค้า ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจ/อารมณ์/ความรู้สึกและพฤติกรรมของลูกค้าถือเป็น เรื่องสำคัญ

3. สินค้าทดแทน สามารถแย่งตลาดของสินค้าเดิมได้และส่งผลให้บริษัทต้นทุนลดลง

4. Supplilers การแข่งขันทางด้านตลาดถือเป็นสิ่งสำคัญ

การตลาด คือ กระบวนของการวางแผนงานที่มีองค์ประกอบทางด้านแนวความคิดเกี่ยวกับการกำหนด ราคา การส่งเสริมการตลาดและการจัดจำหน่าย แนวคิดผลิตภัณฑ์ บริการองค์กร และเหตุการณ์รูปแบต่างๆ ในการสร้างสรรค์แลกเปลี่ยนที่จะได้มาซึ่งความพึงพอใจส่วนบุคคลและวัตถุ ประสงค์ขององค์กร บริษัท และกิจการ

สรุป การสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ถือได้ว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้บริหารจะต้องให้ความสำคัญ เนื่องจากปัจจุบันธุรกิจมีการแข่งขันกันสูงมาก ประกอบปัจจัยที่นอกเหนือการควบคุม มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เช่น การเปิดเสรีทางการค้า (FTA) ดอกเบี้ยและน้ำมันมีแนวโน้มราคาสูงขึ้น การหลั่งไหลของสินค้า เป็นต้น ดังนั้น ผู้บริหารจำเป็นจะต้องมีกลยุทธ์ที่ดี ที่จะสามารถ แข่งขันทั้งในและต่างประเทศได้ ปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการสร้างความได้เปรียบก็คือ ความรู้ (Knowledge) ที่ต้องมีการเรียนรู้กันอย่างต่อเนื่องและสร้างสรรค์ อันไปนำไปสู่การสร้างนวัตกรรม (Innovation) ในองค์กร ซึ่งมีกลยุทธ์ที่สำคัญประกอบด้วย

1. มีการวิจัยและพัฒนาที่ดี

2. มีการพัฒนาสินค้าใหม่ที่มีโอกาสในความเป็นไปได้

3. มีการผลิตที่ทันสมัย

4. มีการถ่ายทอดและร่วมมือกับผู้ที่มีประสบการณ์ 

5.มีการจัดการพาณิชยกรรมที่ดี ดังนั้นผู้บริหารจำเป็นต้องมีกลยุทธ์ที่ดีในการสร้างนวัตกรรมให้เกิดในองค์กรและเป็นที่ยอมรับของบุคลากร อันจะนำไปสู่การสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและยิ่งกว่านั้นก็จะส่งผลทำให้ประเทศชาติมีขีดความสามารถทางการแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ได้ต่อไป

นายสุนทร จิตต์ทอง
IP: xxx.24.146.61
เขียนเมื่อ Fri Jun 04 2010 17:44:12 GMT+0700 (ICT)

นายสุนทร จิตต์ทอง บริหารธุรกิจ การจัดการ รุ่น 1 สรุปวิชา การบริหารธุรกิจเบื้องต้น วันที่ 30/5/2553

ธุรกิจ หมายถึง กระบวนการของกิจการทางเศรษฐกิจที่สัมพันธ์เป็นระบบและอย่างต่อเนื่องในด้าน การผลิต การซื้อขายแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับสินค้าและบริการ โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะได้กำไรหรือผลตอบแทนจากกิจกรรมนั้น

หน้าที่ขั้นพื้นฐานของธุรกิจ

1. จัดหาวัตถุดิบ

2. แปรสภาพวัตถุดิบ

3. จำหน่ายสินค้า

4. ให้บริการแก่ลูกค้า

DNA องค์กร 4 แบบหลัก

การให้ความสำคัญต่อการใช้ข้อเท็จจริง ความคิด สถานการณ์แวดล้อม และคน ที่แตกต่างกันของแต่ละองค์กร ก่อให้เกิด DNA องค์กร 4 แบบหลัก ทั้งนี้ลักษณะของผู้นำและวิธีบริหารจัดการองค์กรที่องค์กรจะนำมาใช้ จะต้องสอดคล้องกับ DNA ซึ่งเป็นลักษณะพื้นฐานขององค์กรด้วย โดยลักษณะของ DNA ทั้ง 4 แบบหลักมีดังนี้

- Factual DNA เกี่ยวข้องกับโมเดลแบบเรียงลำดับเป็นเส้นตรงและการคำนวณ องค์กรที่มี DNA แบบนี้ มีรูปแบบการรู้จักตัวเองและสภาพแวดล้อมผ่านการรวบรวมสั่งสมข้อมูล

- Conceptual DNA องค์กรที่มี DNA แบบนี้ให้ความสำคัญกับทฤษฎี กระบวนทัศน์ และแนวคิดที่ดีกว่า ชอบความคิดที่สร้างแรงจูงใจ ซึ่งอาจอยู่ในรูปของทฤษฎีสำคัญ วิสัยทัศน์หรือแนวคิดสำคัญอื่นๆ

- Contextualized DNA ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมภายในและภายนอก สนใจประเด็น ปัญหาต่างๆ ที่เผชิญอยู่ กลยุทธ์ที่ใช้อยู่ และสถานการณ์ที่แวดล้อมประเด็นปัญหาและกลยุทธ์เหล่านั้น

- Individual DNA องค์กรที่มี DNA แบบนี้เกี่ยวข้องกับ คนไม่ว่าเดี่ยวหรือกลุ่มคนที่อยู่ร่วมกับคนอื่น แต่ยังคงมีสิทธิมีเสียง มีความตั้งใจ เป้าหมายและความสนใจส่วนตัวอยู่

กระบวนการการจัดการ (Management process)

ผู้บริหารธุรกิจมีหน้าที่ในเรื่องของการจัดการ กระบวนการการจัดการประกอบไปด้วยขั้นตอนที่สำคัญอยู่ 4 ขั้นตอน คือ

1. การวางแผน (Planning) เป็นกิจกรรมอันดับแรกที่สำคัญของผู้บริหารที่จะต้องมีการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ เตรียมการไว้ล่วงหน้า เช่น มีการกำหนดเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจ เช่น จะขยายกิจการลงทุนสร้างโรงงานใหม่ เพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อให้การบริหารงานประสบผลสำเร็จ ดังนั้นผู้บริหารจะต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบและรัดกุม

2. การจัดองค์การ (Organizing) เพื่อให้เป้าหมายของธุรกิจที่วางแผนไว้ล่วงหน้าประสบผลสำเร็จ ผู้บริหารจะมีการจัดโครงสร้างองค์การ มีการแบ่งงาน มอบหมายงาน จัดพนักงานในการปฏิบัติงานต่าง ๆ ในตำแหน่งต่างๆ ขององค์การ เพื่อให้การประสานงานระหว่างหน่วยงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

3. การนำ (Leading) หมายถึง การสั่งการ การชี้แนะ ของผู้บังคับบัญชาที่มีต่อผู้ใต้บังคับบัญชาให้ทำงานตามคำสั่ง หรือคำชี้แนะของผู้บังคับบัญชา เพื่อให้การทำงานที่ได้รับมอบหมายสำเร็จลุล่วง ตามวัตถุประสงค์ขององค์การ ดังนั้นภาวะผู้นำ การจูงใจ การติดต่อสื่อสาร จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ผู้บริหารจะต้องคำนึงถึง

4. การควบคุม (Controlling) เป็นกิจกรรมขั้นสุดท้ายของกระบวนการบริหาร เพื่อประเมินผลการปฏิบัติงานว่าเป็นไปตามแผนงานที่ได้กำหนดไว้หรือไม่ ดังนั้นผู้บริหารจะต้องกำหนดเกณฑ์ มาตรฐาน เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการประเมินผล ปัจจุบันเกณฑ์การประเมินผลที่ธุรกิจใช้กันมากก็คือ การใช้ Benchmark กับกิจการคู่แข่งขันที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน

ปัจจัยพื้นฐานของการประกอบธุรกิจ

การประกอบธุรกิจจำเป็นต้องอาศัยปัจจัยต่าง ๆ เพื่อให้การดำเนินกิจการเป็นไปด้วยดี บรรลุตามวัตถุประสงค์และจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ ปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญของการประกอบธุรกิจ ประกอบด้วย

1. คน (Man)

2. เงินทุน (Money)

3. วัสดุอุปกรณ์ (Materials)

4. เครื่องจักร (Machines)

5. ความรู้ในการบริหารจัดการ (Management)

*การวิเคราะห์ SWOT (SWOT Analysis)

การประเมิน ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายนอกองค์กร เพื่อทำให้ทราบถึง โอกาส และ อุปสรรค และการประเมิน ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายในองค์กร เพื่อทำให้ทราบถึง จุดแข็ง และ จุดอ่อน ภายในองค์กร จะเรียกการวิเคราะห์นี้ว่า การวิเคราะห์ SWOT โดยที่

S = Strength คือ จุดแข็ง

W = Weakness คือ จุดอ่อน

O = Opportunity คือ โอกาส

T = Threats คือ อุปสรรค/ภัยคุกคาม

การสร้างความได้เปรียบเชิงการรแข่งขัน Five For Model

1. ผู้ประกอบการที่จะเข้าสู่กิจการรายใหม่

2. แรงขับด้านลูกค้า ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจ/อารมณ์/ความรู้สึกและพฤติกรรมของลูกค้าถือเป็นเรื่องสำคัญ

3. สินค้าทดแทน สามารถแย่งตลาดของสินค้าเดิมได้และส่งผลให้บริษัทต้นทุนลดลง

4. Supplilers การแข่งขันทางด้านตลาดถือเป็นสิ่งสำคัญ

การสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน Five For Model

ผู้ประกอบการที่จะเข้าสู่กิจการรายใหม่

แรงขับด้านลูกค้า ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจ/อารมณ์/ความรู้สึกและพฤติกรรมของลูกค้าถือเป็นเรื่องสำคัญ

สินค้าทดแทน สามารถแย่งตลาดของสินค้าเดิมได้และส่งผลให้บริษัทต้นทุนลดลง

Supplilers การแข่งขันทางด้านตลาดถือเป็นสิ่งสำคัญ

สรุป Vlue Chajn

ในองค์กรแต่ล