เลี้ยงลูกอย่างไรให้เป็นเด็กอัจฉริยะ

เคล็ดลับการเลี้ยงลูกให้เป็นเด็กอัจฉริยะของสังคม

      เด็กเก่ง  เด็กฉลาด  เด็กดีสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้  พ่อแม่ทุกคนย่อมต้องการให้เกิดขึ้นกับลูก ๆ ทุกคนโดยเฉพาะเด็กที่แสดงความอัจฉริยะออกมาได้อย่างแตกต่างย่อมส่งผลดีให้กับเด็กอย่างมากมาย  แต่  "ความเป็นอัจฉริยะ"  นั้นยังเป็นคำจำกัดความที่กว้างซึ่งเด็กหลาย ๆ คนอาจจะมีความเป็นอัจฉริยะที่แตกต่างกันไป  บางคนคิดเก่ง  คิดเร็วร้องเพลงเก่ง  ประดิษฐ์เก่ง  จึงขึ้นอยู่กับว่าแววการแสดงออกตั้งแต่วัยเยาว์ที่พ่อแม่มีส่วนสร้างนั้นเด็ก ๆ จะแสดงออกในรูปแบบใด

     น.พ.บัณฑิต  ศรไพศาล  ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์  กรมสุขภาพจิตกล่าวถึงวิธีการเลี้ยงดูลูกให้เป็นเด็กอัจฉริยะว่าต้องทำให้เต็มที่อย่างเป็นระบบเริ่มตั้งแต่ช่วงที่รู้ว่าพ่อแม่ต้องการมีลูกจึงต้องมีการวางแผนตั้งครรภ์ที่ควรได้รับคำแนะนำของแพทย์อย่างใกล้ชิด  เมื่อตั้งครรภ์ต้องบำรุงทั้งทางร่างกายและจิตใจทั้งแม่และลูกอย่างสมวัยเพราะความฉลาดอัจฉริยะนั้นขึ้นอยู่กัยแต่ละบุคคลเป็นหลัก

 

    วัยทารก  อาหาร  ความรัก  ความอบอุ่น  การสัมผัส  การแสดงออก  หนาว  หิว  โกรธ  เด็ก ๆ จะเรียนรู้ได้ทั้งหมดในแต่ละช่วงวัย  พ่อแม่จึงควรให้การดูแลลูกด้วยตนเองให้มากที่สุดด้วยการให้อาหารที่ถูกหลักโภชนาการ  ให้ความรักความอบอุ่น  การกอด  อุ้ม  ลูบไล้สัมผัสเหล่านี้  การแสดงกิริยาท่าทางจะสื่อไปถึงลูกตั้งแต่แบเบาะ  เมื่อหนาวก็มีคนรู้ใจมาห่มผ้า  เมื่อหิวก็มีคนป้อน  ไม่ปล่อยให้นานจนทนไม่ไหว  ความโกรธ  ความไม่เอาใจใส่ของพ่อและแม่  ตลอดจนการแสดงออกถึงกิริยาต่าง ๆ การพูดจา  ท่าทางหน้าตาที่ถือเป็นภาษากาย  เด็กก็เรียนรู้จดจำได้ทั้งสิ้นจึงควรพึงระวังให้มากที่สุดเพราะการปฏิบัติต่าง ๆ ของพ่อและแม่  ปู่ย่าตายายหรือพี่เลี้ยงเป็นพื้นฐานให้เด็ก ๆ เรียนรู้ได้ทั้งสิ้น

     วัย  3-5  ปี  ช่วงนี้เด็กจะกินเล่น  เต้น  วาด  นั่นคือจะเริ่มหัดให้มีการเคารพกติกา  แต่ไม่ใช่ไปปิดกั้นการแสดงออกของเด็ก ๆ ดูเหมือนเป็นการจดจำไม่ให้กล้าคิด  กล้าตัดสินใจ  ช่วงนี้จึงควรปล่อยให้เด็กได้แสดงออกถึงศักยภาพทางอารมณ์สุนทรีย์ให้มากที่สุด  ไม่ว่าจะเป็นจินตนาการทางด้านศิลปะ  ดนตรี  วาดฝันให้เด็กปลดปล่อยความคิดอย่างอิสระ  สร้างวินัยที่เป็นพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันในสังคมอันนำไปสู่การอดทนสู้งาน  รู้จักประหยัดอดออมไม่ฟุ่มเฟือย  ตั้งแต่ของเล่น  กระดาษ  ดินสอ  ยางลบ  สอนให้รู้จักความพอเพียง  สุขใจที่ใช้น้อยไม่สิ้นเปลือง  ฉลาดที่จะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์

 

     วัยเรียน  สอนหรือฝึกให้เด็กใผ่เรียนรู้ไม่ต้องรอให้บอก  นักประดิษฐ์หลาย ๆ คน  ก่อเกิดความอัจฉริยะด้วยการฝึกจากของเล่นเด็ก  "ผู้ใหญ่ควรให้คำแนะนำมากกว่าการชี้แนะ"  ดังคำกล่าวในทำนองที่ว่า  "สอนวิธีจับปล่ากับการทำปลาให้กิน"  จะส่งผลให้เด็กได้เกิดพัฒนาการที่แตกต่างกันไป ส่วนช่วง "วัยรุ่น" ควรเปิดโดกาสให้ฉลาดคิดฉลาดทำ คิดให้เป็น เพราะทุกปัญหาล้วนมีทางออกทั้งสิ้น ได้หลายช่องทาง จึงคิดตรึกตรองให้รอบคอบ ทำแล้วอย่าเบื่อหน่าย แต่ก็ไม่คุยโม้โอ้อวดตนเอง สอนให้เข้าใจรูปธรรมการปฎิบัติตนให้สอดคล้องกับสังคมว่าทุกอย่างทุกกิจกรรมการปฎิบัติล้วนเกิดปัญหาให้ทดสอบแก้ไขอันนำไปสู่สติปัญญาประสบการณ์ ความชำนาญได้ทั้งสิ้น

     "ฉลาดสัมพันธ์  ฉลาดใจ  สุขใจ  เก่ง  ดีมีสุข"  นั่นคือให้เด็กได้เรียนรู้สังคมอย่างมีความสุขภายใต้คำแนะนำที่ใกล้ชิดของพ่อแม่เริ่มตั้งแต่ความสัมพันธ์ในครอบครัวญาติมิตรก่อนที่จะขยายวงกว้างออกไปเพื่อสอนให้เด็กรู้ว่าทุกคนย่อมอยากอยู่ในสังคม  เก่งอัจฉริยะเพียงใดแต่อยู่ในสังคมไม่ได้ก็ไร้ซึ่งความสำเร็จ  จนส่งผลกระทบต่อทางด้านจิตใจ  ใจไม่เปิดกว้างไม่ยอมรับ  เกิดอคติ  เห็นผู้อื่นเป็นผู้ที่ด้อยกว่าตนเอง  ความดูถูกก็จะเกิดขึ้นในจิตใจ  สอนให้มีความเมตตา  มีจริยธรรม  เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ตั้งแต่เด็กได้เริ่มเรียนรู้จะเป็นการดีอย่างยิ่ง

     แพทย์หญิงจริยา  ศาสตรสาธิต  กุมารแพทย์  โรงพยาบาลสุขุมวิท  แนะนำถึงวิธีปฏิบัติในการเลี้ยงลูกให้เป็นเด็กอัจฉริยะไว้อย่างน่าสนใจว่า  ควรเริ่มปฏิบัติตั้งแต่ตอนตั้งครรภ์ให้แม่และลูกอารมณ์ดี  เพราะหากพ่อแม่เป็นคนอารมณ์ดีก็จะเป็นพื้นฐานให้ลูกที่เกิดมามีความเป็นคนเก่งเป็นอัจฉริยะได้มากกว่า  ส่วนพื้นฐานการเลี้ยงลูกก็ให้ปฏิบัติเหมือนทั่ว ๆ ไปนั่นคื่อให้ถูกหลักอนามัย  อาหารครบ  5  หมู่ในสัดส่วนที่เหมาะสมแต่ละช่วงวัย  พ่อแม่ควรดูแลโดยตรงให้มากที่สุดเพราะลูกจะเกิดความอบอุ่นได้มากกว่าที่จะอยู่กับผู้อื่นเป็นการปลูกฝังหลาย ๆ ด้านให้กับลูกได้อย่างน่าเชื่อ  แต่ปัจจุบันพ่อแม่กลับไม่มีเวลาให้ลูก  ปล่อยให้อยู่กับปู่ย่าตายายหรือพี่เลี้ยงเพื่อนบ้านจึงควรแนะนำวิธีการเลี้ยงการดูแลเช่นเดียวกับที่อยู่กับพ่อแม่ให้มากที่สุด

     สิ่งสำคัญพ่อแม่ควรเรียนรู้เรื่องพัฒนาการของเด็กก่อนที่วางแผนตั้งครรภ์  อาศัยการสังเกตถึงความสามารถพิเศษเพราะเด็กแต่ละวัยจะมีพัฒนาการที่แตกต่างกันไป  พ่อแม่จึงควรปฏิบัติตัวให้สอดคล้องกับการพัฒนาของเด็ก ๆ ด้วย  เช่น  ของเล่นจะกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้มากในช่วงนี้อีกทั้งเด็กยังต้องการความอบอุ่น  ต้องการเรียนรู้  การสัมผัสการโอบกอด  วิธีการปฏิบัติด้วยการเล่นกับลูก ๆ จึงเป็นวิธีการที่ดี  การถามในสิ่งที่เด็ก ๆ สงสัย  คำตอบว่า  "ไม่รู  ไม่มีเวลา"  จากพ่อแม่ไม่ควรนำไปปฏิบัติกับลูก ๆ แต่ควรเปลี่ยนเป็นคำแนะนำให้ค้นหาคำตอบจากที่ใดหรือจะช่วยหาคำตอบให้โดยจะไปสอบถามกับผู้รอบรู้แล้วจึงค่อยมาบอกในภายหลังน่าจะเป็นข้อปฏิบัติที่ดีกว่า

 

     เด็กบางราย  "อัจฉริยะด้านความชอบ"  การได้สัมผัส  การได้ฟังเสียงดนตรี  เครื่องดนตรี  การร้องเพลง  การได้เห็น  ได้ประดิษฐ์คิดค้นเมื่อทำได้ดีก็จะเป็นการสร้างความมั่นใจ  ภูมิใจ  การสร้างรอยยิ้มอย่างมีความสุข  การให้รางวัล  เสียงชมเชย  เสียงปรบมือจะดีมากกว่าหากเด็กปฏิบัติได้สำเร็จ  แต่ควรหลีกเลี่ยงอารมณ์การทำท่าโกรธ  โมโห  รำคาญ  เมินเฉย  ดุด่า  เพราะเด็กอาจจะดูขาดความมั่นใจจนแยกแยะไม่ออกว่าจะปฏิบัติตนเพื่อตอบสนองได้อย่างไร  อีกทั้งควรสร้างโอกาสเป็นแรงผลักดันด้วยการพาไปดู  ไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ ที่แปลกหูแปลกตาจากการให้อยู่แต่ภายในบ้านในพื้นที่ชุมชนนั้น ๆ เพราะจะเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้รวดเร็วขึ้น  สร้างความรู้ใหม่ ๆ หากพบว่าเด็ก ๆ ฉายแววที่เฉลียวฉลาด  ความชอบด้านใดก็ควรเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้มากที่สุด  เช่น  คิดเลข  บวกเลขจะเป็นการเสริมทักษะและยังสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ได้ดีกว่า

     จากการเก็บสถิติของสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น  ราชนครินทร์  ที่บ่งบอกถึงปัจจัยการพัฒนาการความฉลาดของเด็กนั้นพบว่าพันธุกรรมมีผล  48%  และอีก  52%  เป็นผลมาจากสิ่งแวดล้อม  โดยเฉพาะสมองเป็นส่วนสำญที่สร้างการเรียนรู้ให้กับเด็กได้เป็นคนเก่ง  ดี  มีสุขอย่างมีความเป็นอัจฉริยะที่แตกต่างจากคนอื่น ๆ ได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา  อีกทั้งความเป็น  "อัจฉริยะ"  นั้นไม่ใช่จำกัดอยู่เฉพาะเรื่องการเรียน  การคิด  การประดิษฐ์  การแสดงออกในกิริยาท่าทางหลากหลายรูปแบบเท่านั้น  การเข้ากับสังคมที่ดีการส่งเสริมให้เด็กเติบโตอย่างมีจริยธรรม  รู้ผิดรู้ชอบโดยการสังเกตจากสังคมรอบข้างควบคู่กันไปด้วย  พ่อแม่ผู้ปกครองจึงไม่ควรลืมที่จะปลูกฝังเรื่องเหล่านี้ควบคู่กันไปด้วย  เพราะลูก ๆ จะได้เป็นอัจฉริยะบุคคลที่สังคมต้องการได้อย่างมั่นใจนั่นเอง

ShareThis

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 คำสำคัญ: โคราช12 
 หมายเลขบันทึก: 349825
 เขียน:  
 ความเห็น:  อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า

ความเห็น

ชยุตพงศ์ พัฒนจุรีพันธ์
เขียนเมื่อ Tue Apr 06 2010 14:00:04 GMT+0700 (ICT)

ถ้าวันไหนว่างๆมาเลี้ยงให้ผมหน่อยผมจะตายอยู่แล้ว....ต้องซักผ้าอ้อมวันละเจ็ดตระกร้า..ใครจะทนไว้...ฟลูด.ฟลูด

 อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
 ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์