วิชา การจัดการความรู้

 วิชาการจัดการความรู้ 

 

 

 

ขอต้อนรับนักศึกษาสู่การเรียนการสอนวิชา การจัดการความรู้

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 หมายเลขบันทึก: 339038
 เขียน:  
 ดอกไม้:  ความเห็น: 89  อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ

ความเห็น

นางสาวจริญญา เลิศถาวรสิน
IP: xxx.24.206.36
เขียนเมื่อ Mon Feb 22 2010 12:04:20 GMT+0700 (ICT)

วิชาการจัดการความรู้ในองค์การ

สรุปเรียนเมื่อวันอาทิตย์ที่ 21/2/53 โดย นางสาว จริญญา เลิศถาวรสิน

ช่วงแรก อาจารย์ได้บอกถึง การทำรายงานเดี่ยวของแต่ละคน มีทั้งหมด 4 ข้อ

และรายงานกลุ่ม 1 ข้อ แนวข้อสอบมี 3 ข้อ

เนื้อหาการเรียน เริ่มจาก ทำไมต้องมีการจัดการความรู้ สู่ กระบวนการเรียนรู้ เพราะโลกเรามีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ยุค อุตสาหกรรม การเกษตรกรรม เทคโนโลยี สารสนเทศ ความรู้

สิ่งเหล่านี้ทำให้เราต้องเรียนรู้เพื่อพัฒนาองค์กรให้อยู่รอดและมีความเจริญก้าวหน้าขึ้น

ความหมายของความรู้

มีนักวิชาการหลายท่านได้ให้ความหมายของ ความรู้ สรุปได้ดังนี้

1. แมคคาร์ที่ ให้คำนิยามว่า ความรู้เป็นความคิดและการกระทำที่ได้รับการยอมรับโดยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งของสังคม

2. ปีเตอร์ เซงเก้ ให้ความเห็นว่า ความรู้เป็นความสามารถในการปฏิบัติการอย่างมีประสิทธิผล

3. อ.ดร. ยงยุทธ ยศยิ่งยง ได้ให้ความเห็นว่า ความรู้ เป็นความคิดของแต่ละบุคคลที่ผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์จนเกิดความเข้าใจ และนำไปใช้ประโยชน์ในการสรุปและตัดสินใจในสถานการณ์ต่างๆ จนได้รับการยอมรับโดยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งของสังคม

ความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล สารสนเทศ และความรู้ โดยดัดแปลงมาจาก Davenport, T.H. and Prusuk, L

ความสัมพันธ์ - ข้อมูล - ความเข้าใจ

I

สารสนเทศ - เข้าใจความสัมพันธ์

I

ความรู้ - เข้าใจแบบแผน

I

ปัญญา - เข้าใจหลักการ

สารสนเทศ คือ การเปลี่ยนวิธีการในการรับรู้ในบางสิ่งบางอย่างที่มีผลต่อการตัดสินใจและพฤติกรรมของผู้รับสาร

วิธีการแปลงข้อมูลเป็นสารสนเทศ โดย Davenport, T.H.,and Prusuk, L

การแปลงข้อมูลเป็นสารสนเทศ ได้แก่

1. การอรรถาธิบาย

2. การจัดหมวดหมู่

3. การคำนวณ

4. ความถูกต้อง

5. ความชัดเจน

ความรู้ คือ เป็นการผสมผสานขององค์ประกอบหลายอย่างที่มีลักษณะเปลี่ยนแปลงได้ ในขณะเดียวกันก็มีโครงสร้างที่เป็นทางการที่เป็นลักษณะของการรู้แจ้ง เช่น หนังสือ และ เอกสาร

วิธีการแปลงสารสนเทศเป็นความรู้ Davenport, T.H.,and Prusuk, L

การแปลงสารสนเทศเป็นความรู้ ได้แก่

1. การเปรียบเทียบ

2. ความสำคัญ

3. ความสัมพันธ์

4. การสนทนา

ความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล สารสนเทศ และความรู้

ตามแนวคิดของ Hideo Yamazki

ปัญญา Wisdom

ความรู้ Knowledge

สารสนเทศ Information

ข้อมูล Data

ลักษณะและประเภทของความรู้

ให้ทรรศนะโดย อ.ดร. ยงยุทธ ยศยิ่งยง เห็นว่า ความรู้แบ่งออกได้ 3 ประเภท

1. ความรู้ที่ฝังลึก

2. ความรู้แจ้งชัด

3. ความรู้โครงสร้าง

โคโลโปโลส ได้อธิบายว่า ความรู้เป็นกระบวนการที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเป็นวงจรมีการเคลื่อนที่ มีลักษณะเป็นพลวัต ไม่หยุดนิ่ง เพื่อเป็นการขยายองค์ความรู้ให้กว้างออกไป

และนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการทำงานและองค์การ และจากการศึกษาเกี่ยวกับห่วงโซ่ความรู้

มี 4 ด้าน

1. Internal Awareness

2. Internal Responsiveness

3. External Responsiveness

4. External Awareness

เจนเนตร มณีนาค และคณะ อธิบายถึง วงจรหรือกระบวนการของความรู้ว่าความรู้ทั่วๆ ไปมักจะมีการถ่ายเทหรือไหลจากด้านบนลงด้านล่าง แต่สำหรับองค์การที่มีการจัดการความรู้ ข้อมูลจะไหลเวียนทั้งในระดับแนวราบและแนวดิ่ง มี 4 ประการ คือ

1. การค้นหาและการสร้างขึ้นใหม่ Find / Create

2. การรวบรวมจัดการ Organized

3. การแบ่งปัน แลกเปลี่ยนความรู้ Share

4. การใช้งานและการนำกลับมาใช้ใหม่ Use / Reuse

วิจารณ์ พาณิช ได้อธิบายการเชื่องโยง และการไหลเวียนของความรู้ทำให้ความรู้

ได้รับการยกระดับขึ้นเรื่อยๆ มี 4 ขั้นตอน

1. การเสาะหาความรู้ที่มีอยู่ จากในเอกสารตำรา และความรู้ภายในตัวบุคคล

2. การสร้างความรู้

3. การแลกเปลี่ยนความรู้ คือ การนำความรู้เหล่านั้นมาทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนกัน

4. การใช้ความรู้ ให้เกิดประโยชน์ แต่ถ้าไม่มีการนำไปใช้ก็ไม่มีความหมาย

สรุป

ความรู้ เป็นความคิดของแต่ละบุคคลที่ผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์ และสังเคราะห์ จนเกิดความเข้าใจและนำไปใช้ประโยชน์ในการสรุปและตัดสินใจในสถานการณ์ต่างๆ จนได้รับการยอมรับโดยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งของสังคม

ความรู้มีองค์ประกอบและกระบวนการที่มีความหลายที่แสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนไหลของข้อมูลทั้งในระดับแนวราบและแนวดิ่ง ที่เชื่อมโยงและเป็นระบบ เพื่อให้ได้รูปแบบของความรู้ใหม่ๆ ออกมา ซึ่งความรู้ใหม่ๆ เหล่านี้จะหมุนเวียนกลับไปเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าขององค์การ

ความหมายของการจัดการความรู้

ในทรรศนะของ อ.ดร. ยงยุทธ ยศยิ่งยง ให้ความเห็นว่า การจัดการความรู้ เป็นกระบวนการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ รูปแบบใหม่ที่เน้นการพัฒนากระบวนงานควบคู่ไปกับการพัฒนาการเรียนรู้ ผ่านกระบวนการจำแนก วิเคราะห์ และจัดระเบียบความรู้ เพื่อสรรหา คัดเลือกจัดการ และเผยแพร่สารสนเทศที่ถูกต้องเหมาะสม และเอื้ออำนวยให้เกิดการแบ่งปันความรู้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งขององค์กร เพื่อปรับปรุงและ/ หรือ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถเชิงการแข่งขัน และ/ หรือ

เพื่อให้ได้มุมมองในองค์การมากขึ้น

เป้าหมายการจัดการความรู้

องค์กร - บรรลุเป้าหมาย

การทำงาน - มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล - ดังนั้น คนและองค์กรจะเก่งขึ้น

คน - คิดเป็นทำเป็น

หลักการการจัดการความรู้ ในทรรศนะของ อ.ดร. ยงยุทธ ยศยิ่งยง ได้ให้ความเห็นว่า

1. เน้นการใช้เทคโนโลยีเข้ามา เพื่อช่วยสนับสนุนในการจัดเก็บความรู้ให้เป็นระบบ

2. เน้นการใช้กจิกรรมเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ และเทคนิคการเล่าเรื่องจากประสบการณ์ที่รู้มา เพื่อให้เกิดเป็นความรู้ที่ชัดแจ้ง

3. เน้นการรวมกลุ่ม เพื่อสร้างพฤติกรรมการเรียนรู้ร่วมกันในลักษณะ การแบ่งปัน การแลกเปลี่ยน

การจัดการความรู้ - องค์การแห่งการเรียนรู้ - องค์กรแห่งนวัตกรรม

การคัดอย่างเป็นระบบ

การเรียนรู้ของทีม

การสร้างแบบแผนวิธีการคิด

การมุ่งสู่ความเป็นเลิศ

การสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกัน

วงจรการเรียนรู้ตามรูปแบบแนวคิดของ Thai-UNAids Model

ส่วนที่ 1 Knowledge Vision ( KV)

ส่วนที่ 2 Knowledge Sharing ( KS )

ส่วนที่ 3 Knowledge Assets ( KA )

แนวความคิดของบริษัท ซีร็อค คอร์ปอเรชั่น จำกัด มี 6 องค์ประกอบ

1. การจัดการกับการเปลี่ยนแปลงและพฤติกรรม

2. การสื่อสาร

3. กระบวนการและเครื่องมือ

4. การฝึกอบรมและการเรียนรู้

5. การวัดผล

6. การยกย่องชมเชยและให้รางวัล

ขั้นตอนในการดำเนินการในการจัดการความรู้ โดย อ.ดร. ยงยุทธ ยศยิ่งยง

1. การวินิจฉัยองค์การ

2. การกำหนดวิสัยทัศน์

3. การสื่อสาร

4. การละลายพฤติกรรมและการเปลี่ยนแปลง

5. การแสวงหาความรู้

6. การแบ่งปันความรู้

7. การสร้างความรู้

8. การจัดเก็บความรู้

9. การเข้าถึงความรู้

10. การซึมซับความรู้

11. การประยุกต์ใช้ความรู้

12. การประเมินผล

สรุป

การจัดการความรู้ เป็นกระบวนการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ รูปแบบใหม่ที่เน้นการพัฒนากระบวนงานควบคู่ไปกับการพัฒนาการเรียนรู้ เพื่อสรรหา คัดเลือกจัดการ และเผยแพร่สารสนเทศที่ถูกต้องเหมาะสม และเอื้ออำนวยให้เกิดการแบ่งปันความรู้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

หลักการการจัดการความรู้ ควรเน้นในเรื่องการใช้กิจกรรม เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ และการรวมกลุ่มเป็นสำคัญ เพื่อสร้างพฤติกรรมการเรียนรู้ร่วมกัน

อาวุธ น้อยจันทร์
IP: xxx.42.93.153
เขียนเมื่อ Mon Feb 22 2010 12:48:03 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียนประจำวันที่ 21/2/10

การจัดการความรู้

การจัดการความรู้ คือ การรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในส่วนราชการซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด โดยที่ความรู้มี 2 ประเภท คือ

1. ความรู้ที่ฝังอยู่ในคน เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ พรสวรรค์หรือสัญชาติญาณของแต่ละบุคคลในการทำความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ เป็นความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษรได้โดยง่าย เช่น ทักษะในการทำงาน งานฝีมือ หรือการคิดเชิงวิเคราะห์ บางครั้ง จึงเรียกว่าเป็นความรู้แบบนามธรรม

2. ความรู้ที่ชัดแจ้ง เป็นความรู้ที่สามารถรวบรวม ถ่ายทอดได้ โดยผ่านวิธีต่าง ๆ เช่น การบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี คู่มือต่าง ๆ และบางครั้งเรียกว่าเป็นความรู้แบบรูปธรรม

พระราชกฏษฎีกา

ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารบ้านเมืองที่ดี 2546

หมวดที3 มาตรา 11 ส่วนราชการมีหน้าที่พัฒนาความรู้ส่วนราชการ

เพื่อให้มีลักษณะเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอโดยต้องรับรู้ข้อมูลข่าวสารและสามารถ

ประมวลผลความรู้ในด้านต่างๆ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติราชการได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว

และเหมาะสมกับสถานการณ์ รวมทั้งต้องส่งเสริมพัฒนาความรู้ความสามารถและวิศัยทัศน์ และปรับ

เปลี่ยนทัศนะคติของข้าราชการในสังกัดให้เป็นบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ และมีการเรียนรู้ร่วมกัน

ประเภทของความรู้

ลักษณะและประเภทของความรู้แบ่งได้เป็นหลายลักษณะตามความคิดเห็นของนักวิชาการ ยกตัวอย่าง

เคมป์ ดา แบ่งความรู้เป็น 2 ประเภท สรุปดังนี้

1.ความรู้ทางสังคม (Social Knowledge) หรือความรู้สาธารณะ เป็นความรู้ที่รวบรวมโดระบบสังคมซึ่งสามารถเข้ถึงได้อย่างอิสระและเท่าเทียมกันของสมาชิกที่อยู่ในสังคมนั้นๆผ่านการเก็บบันทึกและรวบรวม

2.ความรู้ส่วนบุคคล (Personal Knowledge) หรือ ความรู้ส่วนตัว คือความรู้ที่อยู่ภายในจิตใจของบุคลและสามารถเข้าใจ หรือรับรู้ได้เพียงบุคลคนนั้น หรือโดยผ่านบุคคลคนนั้น เช่น การถามคำถามบุคคลนั้นโดยตรง

เป้าหมายของการจัดการความรู้

องค์กร  บรรลุเป้าหมาย

การทำงาน  มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

คน  คิดเป็นทำเป็น

ข้อมูล สารสนเทศ และความรู้

ข้อมูล คือ ข้อเท็จจริงเชิงวัตถุที่ไม่มีลักษณะต่อเนื่องซึ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆในบริบทขององค์การนั้น

สารสนเทศ คือการเปลี่ยนวิธีในการรับรู้ในบางสิ่งบางอย่างซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจและพฤติกรรมของผู้รับสารสนเทศจะต้องบอกถึงข้อมูลที่มีอยู่ในตัวที่จะก่อให้เกิดความแตกต่างขึ้นได้

ความรู้เป็นการผสมผสานขององค์ประกอบหลายอย่างที่มีลักษณะเปลี่ยนแปลงได้ ในขณะเดี่ยวกันก็มีโครงสร้างที่เป็นทางการที่เป็นลักษณะของการรู้แจ้ง เช่น การพูคุยสนทนา การฝึกงาน เป็นต้น

น.ส.บัวภิมาศ ผันสยอง
IP: xxx.121.228.2
เขียนเมื่อ Mon Feb 22 2010 22:22:42 GMT+0700 (ICT)

สรุป การเรียน วิชาการจัดการความรู้ วันที่21/2/53 โดย น.ส.บัวภิมาศ ผันสยอง สาขา การจัดการ

แนวความคิดพื้นฐานเกี่ยวกับความรู้

ทามาซากิ(Hideo Tamazaki) อ้านใน สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ 2547:13-14 ได้อธิบายถึงลำดับขั้นของการเกิดความรู้ว่ามีขั้นตอนหรือกระบวนการของการเกิดความรู้ ดังนี้

1. ข้อมูล (Data) หมายถึง ข้อเท็จจริงต่างๆ โดยเป็นข้อมูลดิบหรือตัวเลขต่างๆ ที่ยังไม่ได้ผ่านการแปลความ

2. สารสนเทศ (Information) หมายถึง ข้อมูลที่ผ่านกระบวนการวิเคราะห์ สังเคราะห์ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการและตัดสินใจ โดยมีบริบทที่เกิดจากความเชื่อ สามัญสำนึก หรือประสบการณ์ของผู้ใช้สารสนเทศนั้น โดยมักจะอยู่ในรูปของข้อมูลที่วัด

3. ความรู้ (Knowledge) หมายถึง สารสนเทศที่ผ่านกระบวนการคิด เปรียบเทียบ เชื่อมโยงความรู้อื่นๆ จนเกิดเป็นความเข้าใจและนำไปใช้ประโยชน์ในการสรุป และตัดสินใจในสถานการณ์ต่างๆ โดยไม่จำกัดช่วงเวลา

4. ปัญญา (Wisdom) หมายถึง ความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวตน ก่อให้เกิดประโยชน์ในการนำไปใช้

ความรู้ แบ่งออกได้ 3 ประเภท คือ

1. ความรู้ที่ฝังลึก หรือความรู้แบบซ่อนเร้น (Implicit or tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่อยู่ในจิตใจของแต่ละบุคคล เกิดจากประสบการณ์ การเรียนรู้ หรือพรสวรรค์ต่างๆ และสามารถเข้าใจและรับรู้ได้เพียงบุคคลนั้นหรือแต่ละบุคคล

2. ความรู้แจ้งชัด หรือความรู้ที่แสดงออกมาให้เห็น (Explicit Knowledge) เป็นความรู้เฉพาะ หรือความรู้ทั่วไป หรือความรู้ทางสังคม

หรือความรู้ขององค์การที่มีลักษณะเป็นความรู้ที่เป็นเหตุเป็นผล สามารถถ่ายทอดออกมาในรูปแบบต่างๆ เช่น หนังสือ คู่มือ เอกสาร

3. ความรู้โครงสร้าง หรือความรู้ที่ต่อยอดจากความรู้เดิม (Structural Knowledge) เป็นความรู้เฉพาะ หรือความรู้ทั่วไป หรือความรู้ทางสังคม ขององค์การที่เป็นระบบที่เกิดจากการต่อยอดองค์ความรู้

กระบวนการความรู้ ตามแนวคิด ของ เจนเนตร มณีนาค และคณะ

กระบวนการของความรู้ว่าความรู้ทั่วๆไปมักจะมีการถ่ายเทหรือไหลจากด้านบนลงมาด้านล่าง แต่สำหรับองค์การที่มีการจัดการความรู้

ข้อมูลจะไหลเวียนทั้งในระดับแนวราบและแนวดิ่ง คือไหลไปทั่วทั้งองค์การโดยมีองค์ประกอบ 4 ประการ คือ

1. การค้นหาและการสร้างขึ้นใหม่ (Find / Create) lสามารถดำเนินได้หลายวิธีการ คือ จากสื่อต่างๆ การพบปะ การประชุม

2. การรวบรวมจัดการ (Organized) สามารถดำเนินการได้ในลักษณะกรองความรู้และจัดวางเป็นหมวดหมู่ จากนั้นจึงเชื่อมโยงไปสู่ภายนอก

3. การแบ่งปัน แลกเปลี่ยนความรู้ (Share) เป็นขั้นตอนที่ความรู้จะถูกแบ่งปันและกระจายออกไปให้ผู้อื่นได้ใช้ประโยชน์ โดยใช้การสื่อสารในรูปแบบต่างๆ

4. การใช้งานและการนำกลับมาใช้ใหม่ (Use-Reuse) จะเกี่ยวพันระหว่างการติดต่อสื่อสารอย่างไม่เป็นทางการ และการติดต่อสื่อสารในรูปแบบต่างๆ ที่มีความหลากหลาย ทั้งในรูปของรายงาน นิทรรศการ และการฝึกอบรม ทั้งนี้ ความรู้เหล่านี้สามารถนำไปแพร่

กระจายในอินเตอร์เน็ตและกลับมาใช้ใหม่ได้

ความหมายของการจัดการความรู้

เป็นกระบวนการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ รูปแบบใหม่ที่เน้นการพัฒนาระบบงาน (Businees Process) ควบคู่ไปกับการพัฒนาการเรียนรู้ ผ่านกระบวนการจำแนก วิเคราะห์ และจัดระเบียบความรู้ เพื่อสรรหา คัดเลือก จัดการและเผยแพร่สารสนเทศ ที่ถูกต้องเหมาะสม และเอื้ออำนวยให้เกิดการแบ่งปันความรู้

ความรู้ เป็นความคิดของแต่ละบุคคลที่ผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์ จนเกิดความเข้าใจและนำไปใช้ประโยชน์

ในการสรุปและตัดสินใจในสถานการณ์ต่างๆ จนได้รับการยอมรับโดยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งของสังคม

แหล่งเก็บความรู้ในองค์กร (คลังความรู้)

1. สมองของพนักงาน

2. เอกสาร (กระดาษ)

3. เอกสาร Electronic

4. Kowledge Base , it

ขั้นตอนในการดำเนินการในการจัดการความรู้ มีขั้นตอนในการดำเนินงานใน 12 ขั้นตอน

1. การวินิจฉัยองค์การ (Organizational diagnosis Stage)

2. การกำหนดวิสัยทัศน์การจัดการความรู้ (The Knowledge Management Vision Stage)

3. การสื่อสารการจัดการความรู้ (The Knowledge Management Communication Stage)

4. การละลายพฤติกรรมและการเปลี่ยนแปลง (Unfreezing and Change Stage)

5. การแสวงหาความรู้ (Knowledge Acquisition Stage)

6. การแบ่งปันความรู้ (Knowledge Sharing Stage)

7. การสร้างความรู้ (Knowledge Creation Stage)

8. การจัดเก็บและการสืบค้นความรู้ (Knowledge Storage and Retrieval Stage)

9. การเข้าถึงความรู้ (Knowledge Accessibility Stage)

10. การซึมซับความรู้ (Knowledge Assimilation)

11. การประยุกต์ใช้ความรู้ (Knowledge Application Stage)

12. การประเมินผล (Evaluation Stage)

องค์ประกอบของการจัดการเรียนรู้

1. คน

2. เทคโนโลยี เป็นเครื่องมือค้นหา จัดเก็บเลกเปลี่ยน

3. กระบวนการเรียนรู้ เป็นการบริหารจัดการเพื่อนำความรู้จากแหล่งความรู้ไปให้ผู้ใช้

นาย พิสิฐ อาภาพิลาส
IP: xxx.89.139.42
เขียนเมื่อ Mon Feb 22 2010 22:25:12 GMT+0700 (ICT)

สรปการเรียน วัน21/2/10 โดย นาย พิสิฐ อาภาพิลาส การจัดการ

Globalization คือ โลกาภิวัตน์ หมายถึง กระบวนการที่ประชากรของโลกถูกหลอมรวมกลายเป็นสังคมเดี่ยว กระบวนการนี้เกิดจากแรงของอิทธิพลร่วมทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี สังคม วัฒนธรรม แล ะการเมือง

Economical Globalization หรือ เสรีทางการค้า ส่วนสำคัญต้องมี

-Capitalism หรือ การเคลื่อนย้ายทุน

-Free Trade หรือ การค้าเสรี

-Labor Flowing หรือ การย้ายแรงงาน

Political Globalization หรือ สิทธิมนุษย์ชน

-Good Governance ต้องตรวจสอบและอธิบายได้

-Human Right

-Liberal Democratization ต้องเสรี

Cultural Globalization คือ ต้องเปลียนวัฒนธรรมเป็นสินค้าได้

-American Life way

หลักเกณฑ์และการบริหารบ้านเมื่องที่ดี พ.ศ. 2546

-ส่วนราชการมีหน้าที่พัฒนาความรู้ในองค์กรของส่วนราชการ

-ประมวนผลความรู้ในด้านต่างๆได้อย่างรวดเร็ว

-ส่งเสริมและพัฒนาความรู้ ความสามารถ และสร้างวิสัยทัศน์

-เปลียนแปลงทัศนคติของราชการในสังกัดให้เป็นบุคคลที่มีประสิทธิภาพ

-มีการเรียนรู้รวมกันในองค์กร

ดาเวนพอร์ต และ พรูแซค Davenpoet and Prusak ได้ให้ความหมาย ความรู้ หมายถึง การใช้ประสบการณ์ คุณค่า สารสนเทศ ความชำนาญ และสัญชาติญาณ เพือกำหนดสถาพแวดล้อมและกรอบการทำงานในการประเมินเพือให้ได้ประสบการณ์และสารสนเทศใหม่ ซึ่งจะแตกต่างกันในแต่ละบุคคล

ฮิเดโอ ทามาซากิ Hidao Tamazaki ได้ให้ความหมายของคำว่า ความรู้ คือ สารสนเทศที่ผ่านกระบวนการคิด การเปลียนเทียบ ปละการเชื่อมโยงกับความรู้อื่นๆ จนเกิดความเข้าใจและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจในสถานการต่างๆได้

อ.ดร.ยงยุทธ ยศยิ่งยง ได้ให้ความหมาย ความรู้ คือ ความคิดของแต่ละบุคคลที่ผ่านการวิเคราะห์จนเกิดความเข้าใจและนำไปใช้ประโยน์ในการสรุปและตัดสินใจในสถานการต่างๆ จนได้รับการยอมรับโดยคนกลุ่มใด้กลุ่มหนึ่งของสังคม

ความสำพันธ์ระหว่างขอมูล สารสนเทศ และความรู้

-ข้อมูล หรือ Data คือข้อมูลที่ยังไม่ได้นำมาทำการวิเคราะห์หรือเรียกว่าข้อมูลดิบ

-สารสนเทศ หรือ Information คือการนำ Data มาทำการเรียบเรียงให้เกิดความเข้าใจและชัดเจน

-ความรู้ หรือ knowledge คือการนำเอา สารสนเทศและประสบการณ์ต่างๆมาทำการสรุปและสามารถนำไปใช้ได้

-ปัญญา Wisdom คือ ความารู้ที่ฝังแน่อยู่ในตัวตน ซึ่งสามารถนำไปใช้ให้ก่อเกิดประโยชน์ได้

Dynamic หมายถึง ผลวัตร คือ การดำเนินไปไม่หยุดนึ่งโดยเคลื่อนที่ไปเลื่อยๆ

Customer Organized การจัดการความรู้ วงจรความรู้ เช่น คิดหาหรือพัฒนาด้านการบริการเพื่อให้ลูกค้าเกิดความพึ่งพอใจและเมือลูกค้าเกิดความพึ่งพอใจแล้วก็นำมาปรับและพัฒนาให้เกิดความพอใจยิ่งขึ่นไปอีก

โคโลโปโลส Koulopoulos อธิบายว่า ความรู้ เป็นกระบวนการที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องไม่หยุดนึ่ง และนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในด้านต่างๆ โดยการศึกษาเกี่ยวกับห่วงโซ่ความรู้ มีความสำพันธ์เชื่อมโยง 4 ด้านคือ

-Internal Awareness

-Internal Responsiveness

-External Responsiveness

-External Awareness

ความหมายการจัดการความรู้ (กพร)

-รวบรวมความรู้จากตัวบุคคลหรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบสามารถเข้าถึงความรู้และพัฒนาให้เป็นผู้รู้โดยสามารถปฎิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความหมายการจัดการความรู้ โดย อ.ดร ยงยุทธ ยศยิ่งยง

-เป็นการบริหารงานอย่างเป็นระบบ เน้นการพัฒนางานไปกับการพัฒนาความรู้ผ่านการวิเคราะห์ จัดระเบียบ สรรหา และจัดการ

เป้าหมายการจัดการความรู้

-คน คิดเป็นทำเป็น

-การทำงาน มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

-องค์การ บรรลุเป้าหมาย ซึ่งจะสามารถทำให้ทั้งองค์กรและคนเก่ง

องค์ประกอบของการจัดการความรู้ คือ

-คน

-เทคโนโลยี เป็นเครื่องมือค้นหา จัดเก็บ และแลกเปลียน

-กระบวนการเรียนรู้ เป็นการบริหารจัดการ

วงจรการเรียนรู้ตามแบบแนวคิดของ Thai-UNAids model or TUNA Model

-Knowledge Vision or KV คือ ส่วนหัว ส่วนตา ซึ่งสามารถมองไปทางไหน

-Knowledge Sharing or KS คือ ส่วนกลางลำตัว ซึ่งเป็นหัวใจ ให้ความสำคัญกับการแลกเปลียนความรู้ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

-Knowledge Assets or KA คือส่วนหางสร้างคลังความรู้เชื่อมโยงเครือข่ายมาประยุกต์ใช้

การจัดการความรู้ตามแนวคิดของสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพือสังคม

-Input สิ่งสำคัญที่ต้องการผ่านกระบวนการวงจรการเรียนรู้ทั้งก่อนทำระหว่างทำและหลังทำโดยใช้แหล่งความรู้และองค์ความรู้ถึงจะได้ Output ที่โดดเด่น

การจัดการความรู้ตามแนวคิดของ บริษัท ซีร็อค คอร์เปอเรชั่น จำกัด

-การจัดเก็บ การเปลียนแปลง และพฤติกรรม

-การสื่อสาร

-กระบวนการและเครื่องมือ

-การอบรมและการเรียนรู้

-การวัดผล

-การยกย่องชมเชยและการให้รางวัล

-โดยใช้สถานการณ์ที่ต้องการ

การจัดการความรู้ตามแนวคิดของStephen F.goodfellow

-ข้อความพันธกิจเป็นขั้นพื่นฐาน

-การบันทึกข้อมูลโดยการจัดการเนื้อหา

-การเคลื่อนไหลของข้อมูลโดยการจัดการกระบวนการ

-การรวมมือโดยการการจัดการสื่อสาร

-การเรียนรู้และนวัตกรรม

-จะได้องค์การแห่งความรู้ซึ่งก็คือประสิทธิผลขององค์การ

วัฎจักรแห่งวิวัฒนาการความรู้ของสถาบัน ตามแนวคิดของ Kari M.Wiig

-การเรียนรู้ผ่านการเรียนรู้นวัตกรรมและการวิจัย

-การครอบครองและเก็บรวบรวมความรู้สำหรับใช้ในงาน

-การจัดรู้แบบและการเปลี่ยนสภาพความรู้

-กระจายความรู้

-การประยุกต์ใช้และอิทธิผลของความรู้

กระบวนการขั้นตอนในการจัดการความรู้ของ อ.ดร. ยงยุทธ ยศยิ่งยง

-การวินิจฉัยองค์การ

-การกำหนดวิสัยทัศน์

-การสื่อสาร

-การละลายพฤติกรรมและการเปลียนแปลง

-การแสวงหาความรู้

-การแบงปันความรู้

-การสร้างความรู้

-การจัดเก็บความรู้

-การเข้าถึงความรู้

-การซึมซับความรู้

-การประยุกต์ความรู้

-การประเมินผล

รูปแบบการเปลียนแปลงองค์การ Three Step Change Model

-Unfreezing Stage คือ การละลายพฤติกรรมของบุคคลในองค์การ

-Change Stage คือ การเปลียนแปลงพฤติกรรมของบุคคลในองค์การ

-Refreezing Stage คือ การแช่แข็งพฤติกรรมที่ต้องการให้คงอยู่กับองค์การ

นาง สุวิสา สร้างเสาร์
IP: xxx.24.190.119
เขียนเมื่อ Mon Feb 22 2010 22:39:06 GMT+0700 (ICT)

สรุปผลการเรียน วันอาทิตย์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2553

วิชา การจัดการความรู้(Knowledge Management)

นาง สุวิสา สร้างเสาร์

การจัดการความรู้ (Knowledge Management : KM)

การจัดการความรู้ คือ การรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในส่วนราชการซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด โดยที่ความรู้มี 2 ประเภท คือ

1 .ความรู้ที่ฝังอยู่ในคน (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์

2..ความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็นความรู้ที่สามารถรวบรวม ถ่ายทอดได้ โดยผ่านวิธีต่าง ๆ

นพ.วิจารณ์ พานิช ได้ให้ความหมายของคำว่า “การจัดการความรู้” ไว้ คือ สำหรับนักปฏิบัติ การจัดการความรู้คือ เครื่องมือ เพื่อการบรรลุเป้าหมายอย่างน้อย 4 ประกา

1 .บรรลุเป้าหมายของงาน

2 .บรรลุเป้าหมายการพัฒนาคน

3. บรรลุเป้าหมายการพัฒนาองค์กรไปเป็นองค์กรเรียนรู้ และ

4. บรรลุความเป็นชุมชน เป็นหมู่คณะ ความเอื้ออาทรระหว่างกันในที่ทำงาน

ตั้งเป้าหมายการจัดการความรู้เพื่อพัฒนา

- งาน พัฒนางาน

- คน พัฒนาคน

แรงจูงใจในการริเริ่มดำเนินการจัดการความรู้ แรงจูงใจแท้ต่อการดำเนินการจัดการความรู้ คือ เป้าหมายที่งาน คน องค์กร และความเป็นชุมชน

องค์ประกอบสำคัญของการจัดการความรู้ (Knowledge Process)

1. “คน” ถือว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดเพราะเป็นแหล่งความรู้ และเป็นผู้นำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์

2.“เทคโนโลยี” เป็นเครื่องมือเพื่อให้คนสามารถค้นหา จัดเก็บ แลกเปลี่ยน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้อย่างง่าย และรวดเร็วขึ้น

3. “กระบวนการความรู้”

กระบวนการจัดการความรู้ (Knowledge Management)

1. การบ่งชี้ความรู้ เป็นการพิจารณาว่าองค์กรมีวิสัยทัศน์ พันธกิจ ยุทธศาสตร

2. การสร้างและแสวงหาความรู้ความรู้

3 . การจัดความรู้ให้เป็นระบบ

4. การประมวลและกลั่นกรองความรู้

5. การเข้าถึงความรู้

6. การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้เทคโนโลยีสารสนเทศ

7. การเรียนรู้ ควรทำให้การเรียนรู้เป็น

กรอบแนวคิดการจัดการความรู้

แผนผังอิชิคะวะ (Ishikawa diagram) หรือแผงผังก้างปลา

1 ส่วนหัวและตา (Knowledge Vision - KV) มองว่ากำลังจะไปทางไหน ซึ่งต้องตอบให้ได้ว่า "ทำ KM ไปเพื่ออะไร"

2 ส่วนกลางลำตัว (Knowledge Sharing - KS) ส่วนที่เป็นหัวใจให้ความความสำคัญกับการแลกเปลี่ยน

3 ส่วนหาง (Knowledge Assets - KA) คือ สร้างคลังความรู้ เชื่อโยงเครือข่าย

คนสำคัญที่ดำเนินการจัดการความรู้

ผู้บริหารสูงสุด (CEO) สำหรับวงการจัดการความรู้

1 คุณเอื้อ (Chief Knowledge Officer, CKO) ถ้าการริเริ่มมาจากผู้บริหารสูงสุด

2 คุณอำนวย (Knowledge Facilitator , KF) เป็นผู้คอยอำนวยความสะดวกในการจัดการความรู้

3 คุณกิจ (Knowledge Pracititoner, KP) “คุณกิจ” หรือผู้ปฏิบัติงาน

5 . คุณประสาน (Network Manager) เป็นผู้ที่คอยประสานเชื่อมโยงเครือข่ายการจัดการความรู้ระหว่างหน่วยงาน

สรุป

การจัดการความรู้ เป็นกระบวนการเรียนรู้ผ่านกระบวนการจำแนก วิเคราะห์และจัดระเบียบความรู้ เพื่อสรรหา คัดเลือกจัดการ และเผยแพร่สารสนเทศที่ถูกต้องเหมาะสมและเอื้ออำนวยให้เกิดการแบ่งปันความรู้ในเรื่องใดเรื่องหน฿งขององค์การ

น.ส. คำพลอย กุมารสิทธิ์
IP: xxx.120.233.43
เขียนเมื่อ Tue Feb 23 2010 12:20:13 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียน วิชาการจัดการความรู้ 21/02/53 นางสาว คำพลอย กุมารสิทธิ์

การจัดการความรู้ คือ การรวบรวมองค์ความร้ที่มีอยู่ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสาร

มาพัฒนาให้เป็นระบบเพื่อให้ทุกคนในองค์กรเข้าถึงความรู้และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้

การจัดก่รความรู้ วัตถุประสงค์ของการศึกษา

เพื่อให้ผู้เรียนสามารถอธิบายถึงความหมาย ความรู้ การเรียนรู้ และการจัดการความรู้ได้อย่างถูกต้อง

แนวความคิดของ ทามาซากิ ให้ความหมายว่า ความรู้ คือ

สารสนเทศที่ผ่านกระบวนการคิด การเปรียบเทียบและการเชื่อมโยงกับความรุ้อื่นๆ จนเกิดความเข้าใจและนำไปใช้ประโยชน์ในการ

สรุปและตัดสินใจในสถานการณ์ต่างๆ ได้

*Economical Globalization เสรีทางการค้า

- Capitalism การขยายทุน

- Free Trade การค้าเสรี

- Labor Flowing การขยายแรงงาน

* Political Globalization สิทธิมนุษยชน

- Good Governance มีความโปร่งใส

- Human Right สิทธิมนุษยชนผู้ชายผุ้หญิงต้องเสมอภาค

- Liberal Democartization ต้องเสรีธิปไตย

* Cultural Globalization ต้องเปลี่ยนวัฒนธรรม

- American Life Way ขบวนการหลั่งไหลทางวัฒนธรรม

* พระราชกฤษฎีกา

ส่วนราชการมีหน้าที่พัฒนาความรู้ส่วนราชการ เพื่อให้มีลักษณะเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ ต้องรับข้อมูลข่าวสารและ

สามารถ ประมวลผลความรู้ในด้านต่างๆ ส่งเสริมและพัฒนาความรู้ ความสามารถ สร้างวิสัยทัศน์และปรับเปลี่ยนทัสนคติของ

ข้าราชการในสังกัดให้เป็นบุคลากรที่มีประสิทธิภาพและมีการเรียนรู้ร่วมกัน

* เมื่อพูดถึง ความรู้ ท่านนึกถึงอะไร?

ความรู้ หมายถึง สิ่งที่สั่งสมมาจากการศึกษาเล่าเรียน การค้นคว้า หรือประสบการณ์

ความรู้ เป็น ความคิดของแต่ละบุคคลที่ผ่านกะบวนการคิดวิเคราะห์

* ฐานความรู้

- สมองของพนักงาน

- เอกสาร (กระดาษ)

- เอกสาร (Eleetroniec)

- Knowledge Base (IT)

เป้าหมายการจัดการความรู้

คนและองค์กรเก่งขึ้น

- องค์กร -บรรลุเป้าหมาย

- การทำงาน - มีประสิทธิภาพ -ประสิทธิผล (บรรลุะเป้าหมาย)

- คน - คิดเป็นทำเป็น

ข้อมูล สารสนเทศ และความรู้ แนวความคิดของ ดาเวนพอร์ต และ พรูแซคให้ความสัมพันธื ดังนี้

1. ข้อมูล(Data) คือ ข้อเท็จจริงเชิงวัตถุที่ไม่มีลักษณะต่อเนื่อง ซึ่งเกี่ยวกับเหตุการต่างๆ สามารถพิจารณาไดใน 2ด้าน

- ด้านเชิงปริมาณ พิจารณาในเรื่อง ค่าใช้จ่าย ความเร็ว ปริมาณความจุ

- ด้านคุณภาพ พิจารณาในเรื่อง เวลา ความเกี่ยวข้อง ความชัดเจน

2. สารสนเทศ (Information) คือ การเปลี่ยนวิธีการในการรับรู้ในบางสิ่งบางอย่างมีผลต่อการตัดสินใจ

- ทำให้เป็นการอรรถาธิบาย จะเก็บข้อมูลไว้ เพื่อวัตถุประสงค์อะไร

- ทำให้เป็นหมวดหมู่

- ทำให้สามารถคำนวณได้

- ทำให้ถูกต้อง

- ทำให้มีความชัดเจน

3. ความรู้ เป็นการผสมผสานขององค์ประกอบหลายอย่างที่มีลักษณะเปลี่ยนแปลงได้ เช่น

- การเปรียบเทียบ

- ความสำคัญ

- ความเกี่ยวข้องหรือความสัมพันธ์

- การสนทนา คนอื่นคิดอย่างไรกับสารสนเทศนี้

*องค์ประกอบของการจัดการความรู้

- คน

- เทคโนโลยี -เป้นเครื่องมื ค้รหา จัดเก็บ แลกเปลี่ยน

-กระบวนการเรียนรู้ -เป้นการบริหารจัดการเพื่อนำความรู้จากแหล่งความรู้ไปให้ผู้ใช้

ประเสริฐศักดิ์ จงดี
IP: xxx.183.178.146
เขียนเมื่อ Tue Feb 23 2010 12:23:25 GMT+0700 (ICT)

เนื้อหาโดยสรุปการเรียน วัน21/2/10

เรื่อง การจัดการความรู้

กระบวนการจัดการความรู้

กระบวนการจัดการความรู้ (Knowledge Management) เป็นกระบวนการที่จะช่วยให้เกิดพัฒนาการของความรู้ หรือการจัดการความรู้ที่จะเกิดขึ้นภายในองค์กร มีทั้งหมด 7 ขั้นตอน คือ

1. การบ่งชี้ความรู้ เป็นการพิจารณาว่าองค์กรมีวิสัยทัศน์ พันธกิจ ยุทธศาสตร์ เป้าหมายคืออะไร และเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เราจำเป็นต้องใช้อะไร ขณะนี้เรามีความรู้อะไรบ้าง อยู่ในรูปแบบใด อยู่ที่ใคร

2. การสร้างและแสวงหาความรู้ เช่นการสร้างความรู้ใหม่ แสวงหาความรู้จากภายนอก รักษาความรู้เก่า กำจัดความรู้ที่ใช้ไม่ได้แล้ว

3. การจัดความรู้ให้เป็นระบบ เป็นการวางโครงสร้างความรู้ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเก็บความรู้อย่างเป็นระบบในอนาคต

4. การประมวลและกลั่นกรองความรู้ เช่น ปรับปรุงรูปแบบเอกสารให้เป็นมาตรฐาน ใช้ภาษาเดียวกัน ปรับปรุงเนื้อหาให้สมบูรณ์

5. การเข้าถึงความรู้ เป็นการทำให้ผู้ใช้ความรู้เข้าถึงความรู้ที่ต้องการได้ง่ายและสะดวก เช่น ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) Web board บอร์ดประชาสัมพันธ์ เป็นต้น

6. การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ ทำได้หลายวิธีการ โดยกรณีเป็น Explicit Knowledge อาจจัดทำเป็นเอกสาร ฐานความรู้ เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือกรณีเป็น Tacit Knowledge จัดทำเป็นระบบ ทีมข้ามสายงาน กิจกรรมกลุ่มคุณภาพและนวัตกรรม ชุมชนแห่งการเรียนรู้ ระบบพี่เลี้ยง การสับเปลี่ยนงาน การยืมตัว เวทีแลกเปลี่ยนความรู้ เป็นต้น

7. การเรียนรู้ ควรทำให้การเรียนรู้เป็นส่วนหนึ่งของงาน เช่นเกิดระบบการเรียนรู้จากสร้างองค์ความรู้ การนำความรู้ในไปใช้ เกิดการเรียนรู้และประสบการณ์ใหม่ และหมุนเวียนต่อไปอย่างต่อเนื่อง

มีผู้รู้ได้กล่าวถึง KM หลายแง่หลายมุมที่อาจรวบรวมมาชี้ธงคำตอบว่า หัวใจของ KM อยู่ที่ไหนได้ โดยอาจกล่าวเป็นลำดับขั้นหัวใจของ KM เหมือนกับลำดับขั้นของความต้องการ ( Hierarchy of needs ) ของ Mcgregor ได้ โดยเริ่มจากข้อสมมุติฐานแรกที่เป็นสากลที่ยอมรับทั่วไปว่าความรู้คือพลัง (DOPA KM Team)

1. Knowledge is Power : ความรู้คือพลัง

2. Successful knowledge transfer involves neither computers nor documents but rather in interactions between people. (Thomas H Davenport)

: ความสำเร็จของการถ่ายทอดความรู้ไม่ใช่อยู่ที่คอมพิวเตอร์หรือเอกสาร แต่อยู่ที่การมีปฏิสัมพันธ์ ระหว่างคนด้วยกัน

3. The great end of knowledge is not knowledge but action

: จุดหมายปลายทางสำคัญ ของความรู้มิใช่ที่ตัวความรู้ แต่อยู่ที่การนำไปปฏิบัติ

4. 4. Now the definition of a manager is somebody who makes knowledge productive

: นิยามใหม่ของผู้จัดการ คือ ผู้ซึ่งทำให้ความรู้ผลิตดอกออกผล

จะเห็นว่า จากข้อความที่กล่าวถึง ความรู้ดังกล่าว พอทำให้มองเห็นหัวใจของ KM เป็นลำดับชั้นมาเริ่มแต่ข้อความแรกที่ว่า ความรู้คือพลังหรือความรู้คืออำนาจ ซึ่งเป็นข้อความเป็นที่ยอมรับที่เป็นสากล ทั้งภาคธุรกิจ เอกชน และภาคราชการ จากการยอมรับดังกล่าวมาสู่การเน้นที่ปฏิสัมพันธ์ของคนว่ามีความสำคัญในการถ่ายทอดความรู้กว่าเครื่องมือหรือเอกสารใดและมักกล่าวถึงว่า แม้ความรู้จะถูกจัดระบบและง่ายต่อการเข้าถึงของบุคคล ต่าง ๆ ดีเพียงใดก็ตาม ถ้ามีความรู้ เกิดความรู้ขึ้นแล้ว หากไม่นำไปใช้ประโยชน์ ก็ไม่ใช่จุดหมายปลายทางของ ความรู้และที่ชัดเจนก็คือ ประโยคสุดท้ายที่เน้นการนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ให้เกิดมรรคผลมีคุณค่าประโยชน์เป็นรูปธรรมว่านั่นเป็นนิยามใหม่ของผู้ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการเลยทีเดียว ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่าหัวใจของ KM อยู่ที่การนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม

การจัดการความรู้กับองค์กรแห่งการเรียนรู้

การจัดการความรู้ หรือ Knowledge Management เป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ ซึ่งเกิดขึ้นจากการค้นพบว่าองค์กรต้องสูญเสียความรู้ไปพร้อมๆ กับการที่บุคลากรลาออกหรือเกษียณ อายุราชการ อันส่งผลกระทบต่อการดำเนินการขององค์กรเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นจากแนวคิดที่มุ่งพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้มากแต่เพียงอย่างเดียวจึงเปลี่ยนไป และมีคำถามต่อไปว่าจะทำอย่างไรให้องค์กรได้เรียนรู้ด้วย ดังนั้น การบริหารจัดการความรู้จึงสัมพันธ์กับเรื่อง องค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) เป็นอย่างยิ่ง หากองค์กรจะพัฒนาตนเองให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ก็จำเป็นจะต้องบริหารจัดการความรู้ภายในองค์กรให้เป็นระบบเพื่อส่งเสริมให้บุคลากรเรียนรู้ได้จริงและต่อเนื่อง หากองค์กรใดมีการจัดการความรู้โดยไม่มีการสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นภายในองค์กร ก็นับเป็นการลงทุนที่สูญเปล่าได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการความรู้ มีความซับซ้อนมากกว่าการพัฒนาบุคลากรด้วยการฝึกอบรม เพราะเป็นกระบวนการที่ต้องดำเนินการต่อภายหลังจากที่บุคลากรมีความรู้ความชำนาญแล้ว องค์กรจะทำอย่างไรให้บุคลากรเหล่านั้นยินดีถ่ายทอด และแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้อื่น และในขั้นตอนสุดท้าย องค์กรจะต้องหาเทคนิคการจัดเก็บความรู้เฉพาะไว้กับองค์กรอย่างมีระบบเพื่อที่จะนำออกมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งในสหรัฐอเมริกายังคงแข่งขันกันหาวิธีบริหารจัดการความรู้ที่เหมาะสมกับตนเอง เพื่อให้อยู่ในโลกของการแข่งขันได้สำหรับประเทศไทยนั้นคงเป็นเรื่องท้าทายสำหรับผู้บริหารที่จะหายุทธวิธีในการดึงความรู้ออกมาจากตัวบุคคล และการกระตุ้นให้บุคลากรถ่ายทอดความรู้ให้เพื่อนร่วมงาน ซึ่งการถ่ายทอดความรู้บางประเภทนั้น การฝึกอบรมอาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด อุปสรรคที่มักพบอยู่เสมอของการบริหารจัดการความรู้คือพฤติกรรม "การหวงความรู้" และวัฒนธรรม "การไม่ยอมรับในตัวบุคคล" หากองค์กรสามารถกำจัดจุดอ่อนทั้งสองอย่างนี้ได้การบริหารจัดการความรู้ก็มิใช่เรื่องยากจนเกินไป สืบเนื่องจากการปฏิรูประบบราชการครั้งสำคัญที่ผ่านมาเมื่อเดือนตุลาคม 2545 ได้มีการวางกรอบแนวทางการบริหารราชการแผ่นดินไว้อย่างชัดเจน ซึ่งรวมถึงการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546 เป็นเรื่องของการกำหนดขอบเขต แบบแผน วิธีปฏิบัติ โดยเฉพาะมาตรา 11 ได้กำหนดเป็นหลักการว่าส่วนราชการต้องมีหน้าที่ในการพัฒนาความรู้เพื่อให้มีลักษณะเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งสร้างความมีส่วนร่วมในหมู่ราชการให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน

ชลทิชา บุญเกลี้ยง
IP: xxx.91.161.103
เขียนเมื่อ Tue Feb 23 2010 12:30:39 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียนรู้ เมื่อวันที่ 21/02/2010

การจัดการความรู้

ความรู้ คือ สิ่งที่สั่งสมมาจากการศึกษาเล่าเรียน ค้นคว้า มีการคิดอย่างเป็นระบบ และนำไปใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจในสถานการณ์ต่าง ๆ โดยได้รับการยอมรับจากสังคมกลุ่มหนึ่ง

พรูแซค และ ดาเวนพอร์ต ได้ให้ความเห็นว่า ความรู้นั้นประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ซึ่งมีความสัมพันธ์กัน อันได้แก่

1. ข้อมูล (Data) คือ ชุดข้อเท็จจริงเชิงวัตถุที่ไม่มีลักษณะต่อเนื่อง เป็นการเก็บบันทึกแบบมีโครงสร้างขององค์การในรูปแบบของเทคโนโลยีและสามารถเข้าไปในระบบได้ หากหน่วยงานใดต้องการใช้ข้อมูลนั้น ๆ

2.สารสนเทศ (Information) เป็นการใช้ข้อมูลที่ได้มา คิดวิเคราะห์ สังเคราะห์อย่างเป็นระบบ โดยมีการแปลงจากข้อมูลเป็นสารสนเทศ ดังนี้

- ทำให้เป็นการอรรถาธิบาย คือ จะเก็บข้อมูลเพื่อวัตถุประสงค์อะไร

- มีการจัดหมวดหมู่ของข้อมูล

- สามารถคำนวณได้

- มีความถูกต้อง สามารถขจัดข้อผิดพลาดของข้อมูลได้

- มีความชัดเจนของข้อมูล

3. ความรู้ (Knowledge) เมื่อได้สารสนเทศมาแล้ว ก็ต้องแปลงสารสนเทศเหล่านั้นเป็นความรู้ เพื่อที่จะเป็นการเข้าใจในแบบแผน โดยใช้วิธี ดังนี้

- การเปรียบเทียบ คือ สามารถเปรียบเทียบสถานการณ์ของสารสนเทศที่แตกต่างกันออกไปได้

- ความสำคัญ คือ มีองค์ประกอบใดบ้างที่ใช้ในการปฏิบัติหรือตัดสินใจ

- มีความสัมพันธ์กัน ความรู้แต่ละชนิดมีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร

- การสนทนา คือ มีการคิดของแต่ละบุคคลเกี่ยวกับสารสนเทศนี้อย่างไรบ้าง

เมื่อเราได้ฐานความรู้แล้ว ก็จะทำให้เข้าใจหลักการมากขึ้น และทำให้ก่อเกิดปัญญาเพิ่มขึ้นด้วย

ในส่วนราชการได้มีพระราชกฤษฎีกา เกี่ยวกับการจัดการความรู้ เมื่อ พ.ศ. 2546 กล่าวคือ

ส่วนราชการมีหน้าที่พัฒนาความรู้ ประมวลผลความรู้ในด้านต่าง ๆ ส่งเสริมและพัฒนาความรู้ ความสามารถ สร้างวิสัยทัศน์ และปรับเปลี่ยนทัศนคติของข้าราชการในสังกัด ให้เป็นบุคลากรที่มีปะสิทธิภาพ และมีการเรียนรู้ร่วมกัน

Globalization ได้ถูกพัฒนาด้วยเทคโนโลยี ประกอบด้วย

1.Economical Globalization เป็นโลกเศรษฐกิจที่ไม่เน้นในเรื่องของทุน แต่เน้นการตลาดและฐานความรู้เป็นสำคัญ มีองค์ประกอบแยกออกดังนี้

-Capitalism การลงทุน

-Free Trade การแข่งขันการค้าเสรี

-Labor Flowing มีการขยายตัวของตลาดแรงงาน

**เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงจะเกิดความหลากหลายทางวัฒนธรรม

2. Political Globalization

-Good Governance มีความโปร่งใส มีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน สามารถตรวจสอบได้

-Human Right มีสิทธิมนุษยชน

-Liberal Democralization มีเสรีประชาธิปไตย

3. Cultural Globalization

-American Life Way มีการหลั่งไหลทางวัฒนธรรม และได้เปลี่ยนแปลงไปในรูปแบบของสินค้า

โลกในปัจจุบันเป็น โลกแห่งการเรียนรู้ และความรู้ ซึ่งความรู้แบ่งออกได้ เป็น 3 ประเภท คือ

1.ความรู้ที่ฝังลึก หรือความรู้ที่ซ่อนเร้น (Implicit or Tacit Knowledge) เป็นความรู้เฉพาะของแต่ละบุคคล ซึ่งได้มาจากการเรียนรู้ และประสบการณ์ต่าง ๆ ของบุคคลนั้น

2. ความรู้แจ้งชัด หรือความรู้ที่แสดงออกมาให้เห็น (Explicit Knowledge) เป็นความรู้ที่เป็นเหตุและผล

ซึ่งสามารถรวบรวมและถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้เข้าใจได้ ในรูปแบบของ ตำรา เอกสาร หรือคู่มือต่าง ๆ

3.ความรู้โครงสร้าง หรือความรู้ที่ต่อยอดจากความรู้เดิม (Structural Knowledge) เป็นความรู้ที่เป็นระบบ ที่ต่อยอดจากความรู้เดิม

ฐานข้อมูลความรู้ จะอยู่ที่

-สมองของพนักงาน มากที่สุด คือ 42 %

-เอกสาร (กระดาษ) 26 %

-เอกสาร (Electronic)

-Knowledge Base (IT)

องค์กรแห่งการเรียนรู้ มีลักษณะของความคิดอย่างเป็นระบบ, มีการเรียนรู้เป็นทีม, มีการสร้างแบบแผนวิธีการคิดและมีมุมมองที่เปิดกว้าง, มีการมุ่งสู่ความเป็นเลิศ, มีการสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกัน

องค์กรแห่งนวัตกรรม ซึ่งผู้คนขยายขีดความสามารถและความคิด โดยใช้ความรู้เป็นฐาน และผ่านการเรียนรู้ร่วมกันในการพัฒนาองค์การ เพื่อสร้างศักยภาพทางการแข่งขันในตลาดการค้าโลกยุคเศรษฐกิจฐานความรู้

ถ้าแนวคิดทางธุรกิจเปลี่ยน ย่อมจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของทางด้านกลยุทธ์ – กระบวนการ – บุคคล – ผลิตภัณฑ์ หรือ สินค้า – การตลาด ย่อมเปลี่ยนไปตามแนวคิดทางธุรกิจ แต่ทั้งหมดนี้ต้องตั้งอยู่บนฐานของความรู้และนวัตกรรม โดยมีเป้าหมายคือการแข่งขัน

กระบวนการของความรู้

ตามแนวคิดของ Hideo Yamazaki เป็นกระบวนที่เรียกว่า Knowledge Spirit หรือ SECI MODEL หรือ การเปลี่ยนแปลงสถานะระหว่างความรู้ฝังแน่น และความรู้ชัดแจ้ง ทำให้เกิดความรู้ใหม่ ๆ ขึ้นใน 4 รูปแบบ คือ

1. รูปแบบจากกระบวนการเรียนรู้ (Socialization) เป็นความรู้ที่เกิดจากการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ตรงจากบุคคลคนนั้น

2. รูปแบบที่มีการเผยแพร่ออกมา (Externalization) เป็นการแปลงความรู้ฝังแน่น ให้เป็นความรู้แจ้งชัด โดยจากตำรา หรือคู่มือที่เป็นลายลักษณ์อักษร

3.รูปแบบจากการแปลงความรู้เพื่อสร้างความรู้ใหม่ (Combination) เป็นการแปลงความรู้ที่แจ้งชัด โดยการรวบรวมความรู้ดังกล่าวที่ได้ มาประยุกต์และสร้างความรู้ใหม่

4.รูปแบบของการนำความรู้ที่เรียนมาปฏิบัติ (Internalization) เป็นการนำความรู้ที่ได้มาไปปฏิบัติ กับงานที่ตนเองทำ และเกิดการฝึกฝน เข้าใจในสิ่งนั้น จนกลายเป็นความรู้ฝังแน่น และนำความรู้นี้ไปแลกเปลี่ยนกับบุคคลอื่นต่อไป

กระบวนการความรู้จากแนวคิดของ โคโลโปโลส เป็นการศึกษาเกี่ยวกับห่วงโซ่ความรู้ (Knowledge Chain-K Chain) หรือ การเคลื่อนไหล ของความรู้ทั่วทั้งองค์การที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน 4 ด้าน คือ

1.Internal Awareness เป็นการตระหนักถึงสิ่งที่ผ่านมาขององค์การในเรื่องความสามารถ วิธีการทำงาน กระบวนการทำงานต่าง ๆ ซึ่งแสดงถึงจุดแข็งที่เป็นประโยชน์ต่อองค์การ

2. Internal Responsiveness คือ ความสามารถในการสร้างความตระหนักภายในองค์การในเรื่องจุดแข็งจุดอ่อน และควรมีความสามารถในการตอบสนองที่รวดเร็วต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม

3. External Responsiveness คือ ความสามารถในการค้นพบสิ่งที่ดีที่สุดในการตอบสนองความต้องการของตลาด ไม่ว่าจะเป็นทางด้านโอกาส ปัญหาหรืออุปสรรค ที่อยู่ภายนอกองค์การ

4. External Awareness คือ กระจกที่สะท้อนการตระหนักภายในเป็นความสามารถขององค์การในการเข้าใจว่า มุมมองทางด้านการตลาดนั้นมีผลต่อค่านิยมทางด้านสินค้า และบริการอย่างไร มีแนวโน้มทางการตลาดอย่างไร

กระบวนการความรู้จากแนวคิดของ เจนเนตร มณีนาค และคณะ อธิบายว่า วงจรหรือกระบวนการของความรู้ว่าความรู้ทั่ว ๆ ไป มักจะมีการถ่ายเทหรือไหลจากด้านบนลงด้านล่าง แต่สำหรับองค์การที่มีการจัดการความรู้ ข้อมูลจะไหลเวียนทั้งในระดับแนวราบและแนวดิ่ง โดยมีองค์ประกอบ ดังนี้

1.การค้นหาและการสร้างความรู้ขึ้นใหม่ (Find/Create)

2. การรวบรวมจัดการ (Organized)

3. การแบ่งปัน แลกเปลี่ยนความรู้ (Share)

4. การใช้งานและการนำกลับมาใช้ใหม่ (Use/Reuse)

กระบวนการของความรู้ตามแนวคิดของ วิจารณ์ พาณิช ได้อธิบายว่าการเชื่อมโยง และการไหลเวียนของความรู้ทำให้ความรู้ได้รับการยกระดับขึ้นเรื่อย ๆ โดยมี 4 ขั้นตอน คือ

1. การเสาะหาความรู้ที่มีอยู่ ทั้งจากความรู้จากเอกสารตำรา และความรู้ภายในตัวบุคคล

2. การสร้างความรู้โดยสร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่

3. มีการแลกเปลี่ยนความรู้นั้น ๆ

4. นำความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์

กระบวนการของความรู้ตามแนวคิดของ Chan Lee and Ronald Jacob ได้นำเสนอภาพรวมของความรู้ที่มีพื้นฐานมาจากทฤษฎีระบบ โดยการใส่ความรู้ที่เป็นสินทรัพย์เข้าไป แล้วผ่านกระบวนการของการจัดการความรู้ จนออกมาเป็นความรู้ใหม่ และจะหมุนเวียนเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าขององค์การต่อไป

การจัดการความรู้ เป็นกระบวนการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ รูปแบบใหม่ที่เน้นการาพัฒนากระบวนการ (Business Process) ควบคู่ไปกับการพัฒนาการเรียนรู้ (Learning Process)

เป้าหมายของการจัดการความรู้ คือ ทำให้คนและองค์กรเก่งขึ้น กล่าวคือ

-องค์กร -ช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมาย

-การทำงาน- มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

-คน -คิดเป็น ทำเป็น

วงจรการเรียนรู้รูปแบบที่เรียกว่า TUNA Model โดยแบ่งวงจรออกเป็น 3 ส่วน คือ

1. Knowledge Vision (KV) เป็นส่วนแรกที่ต้องตอบให้ได้ว่า ทำการจัดการความรู้เพื่ออะไร โดยมีการกำหนดวิสัยทัศน์ในการทำ KM กระทำโดยผู้บริหารระดับสูงสุด หรือ ระดับรองลงมา

2. Knowledge Sharing (KS) เป็นส่วนที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน

3. Knowledge Assets (KA) เป็นส่วนที่มีการนำความรู้ไปใช้งาน เป็นการต่อยอด ซึ่งความรู้ถือว่า เป็นสินทรัพย์

นอกจากวงจรของการเรียนรู้แล้ว ยังต้องมีองค์ประกอบของการจัดการความรู้ด้วย ซึ่งมีรูปแบบดังนี้ คือ

-มีการค้นหาแหล่งความรู้ต่าง ๆ

-นำความรู้ที่จะใช้มาตรวจสอบความถูกต้อง

-นำความรู้ที่ได้มาปรับใช้ให้เหมาะสม

การจัดการความรู้ตามแนวคิดของ บริษัท ซีร็อค คอร์ปอเรชั่น จำกัด ประกอบด้วย

1.การจัดการกับการเปลี่ยนแปลงและพฤติกรรมของคนในองค์กร

2.การสื่อสาร เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันในการจัดการความรู้

3.กระบวนการและเครื่องมือ เป็นส่วนที่ช่วยให้การจัดการความรู้เป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

4. การฝึกอบรมและการเรียนรู้

5.การวัดผล

6.การยกย่องชมเชยและให้รางวัล

ในการจัดการความรู้ ต้องอาศัยขั้นตอนในการดำเนินการ ดังนี้

1) การวินิจฉัยองค์การ มีทั้งระดับองค์การ ระดับกลุ่ม และระดับบุคคล ซึ่ง

ระดับองค์การ มี 3 ส่วน คือ

-ปัจจัยนำเข้า ได้แก่สภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกองค์การที่มีผลกระทบต่อองค์การ

-มีการกำหนดกลยุทธ์และออกแบบส่วนประกอบของปัจจัยต่าง เช่น ระบบกิจกรรมหลัก, ระบบโครงสร้าง, ระบบการประเมิน, ระบบทรัพยากรมนุษย์และการสร้างวัฒนธรรม

-ผลผลิตที่ส่งออกมา ในรูปแบบของการปฏิบัติงานขององค์การ ผลผลิตขององค์การ ความพึงพอใจของผู้ถือหุ้น

ระดับกลุ่ม มี 2 ประเด็น คือ

1.ปัจจัยนำเข้า ที่มาจากการออกแบบองค์การ

2.การออกแบบส่วนประกอบ โดยพิจารณาในเรื่องของ

-โครงสร้างภาระงานของกลุ่ม

-องค์ประกอบของกลุ่ม

-หน้าที่ของกลุ่ม

-บรรทัดฐานในการปฏิบัติงานของกลุ่ม

ปัจจัยทั้งหมดนี้มีผลในด้านประสิทธิภาพและการทำงานของกลุ่ม

ระดับบุคคล มี 2 ประเด็น คือ

1.ปัจจัยนำเข้า ที่มาจากการออกแบบองค์การ และการออกแบบของกลุ่ม ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีผลในการเปลี่ยนแปลง

และพัฒนาองค์การ

2. การออกแบบส่วนประกอบ โดยพิจารณาในเรื่องของ

-ความหลากหลายทางทักษะ

-ความเป็นเอกลักษณ์ของภาระงาน

-ผลตอบกลับอันเกี่ยวกับผลลัพธ์

-ความเป็นอิสระ

2) การกำหนดวิสัยทัศน์การจัดการความรู้

3) การสื่อสารการจัดการความรู้

4) การละลายพฤติกรรมและการเปลี่ยนแปลง ใช้รูปแบบของ Three Step Change Model โดยมี 3 ขั้นตอน คือ

- ขั้นการละลายพฤติกรรม (Unfreezing Stage) เป็นการละลายพฤติกรรมเพื่อให้เกิดการต่อต้านที่ช้าลง

- ขั้นตอนการเปลี่ยนแปลง (Change Stage)

- ขั้นตอนการสร้างพฤติกรรมใหม่ (Refreezing Stage) คือ เป็นการละลายพฤติกรรมเดิมและมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมแล้ว จนกลายมาเป็นพฤติกรรมใหม่เกิดขึ้นมา

5) การแสวงหาความรู้

6) การแบ่งปันความรู้

7) การสร้างความรู้

8) การจัดเก็บและการสืบค้นความรู้

9) การเข้าถึงความรู้

10) การซึมซับความรู้

11) การประยุกต์ใช้ความรู้

12) การประเมินผล

พาฝัน ประวะเข
IP: xxx.42.98.158
เขียนเมื่อ Tue Feb 23 2010 12:45:38 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียนประจำวันที่ 21/2/10

วิชาการจัดความรู้ในองค์การ

1. ความรู้ที่ฝังอยู่ในคน (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ พรสวรรค์หรือสัญชาติญาณของแต่ละบุคคลในการทำความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ เป็นความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษรได้โดยง่าย เช่น ทักษะในการทำงาน งานฝีมือ หรือการคิดเชิงวิเคราะห์ บางครั้ง จึงเรียกว่าเป็นความรู้แบบนามธรรม

2. ความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็นความรู้ที่สามารถรวบรวม ถ่ายทอดได้ โดยผ่านวิธีต่าง ๆ เช่น การบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี คู่มือต่าง ๆ และบางครั้งเรียกว่าเป็นความรู้แบบรูปธรรม

นพ.วิจารณ์ พานิช ได้ให้ความหมายของคำว่า “การจัดการความรู้” ไว้ คือ สำหรับนักปฏิบัติ การจัดการความรู้คือ เครื่องมือ เพื่อการบรรลุเป้าหมายอย่างน้อย 4 ประการไปพร้อมๆ กัน ได้แก่

1. บรรลุเป้าหมายของงาน

2. บรรลุเป้าหมายการพัฒนาคน

3. บรรลุเป้าหมายการพัฒนาองค์กรไปเป็นองค์กรเรียนรู้ และ

4. บรรลุความเป็นชุมชน เป็นหมู่คณะ ความเอื้ออาทรระหว่างกันในที่ทำงาน

การจัดการความรู้เป็นการดำเนินการอย่างน้อย 6 ประการต่อความรู้ ได้แก่

(1) การกำหนดความรู้หลักที่จำเป็นหรือสำคัญต่องานหรือกิจกรรมของกลุ่มหรือองค์กร

(2) การเสาะหาความรู้ที่ต้องการ

(3) การปรับปรุง ดัดแปลง หรือสร้างความรู้บางส่วน ให้เหมาะต่อการใช้งานของตน

(4) การประยุกต์ใช้ความรู้ในกิจการงานของตน

(5) การนำประสบการณ์จากการทำงาน และการประยุกต์ใช้ความรู้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสกัด “ขุมความรู้” ออกมาบันทึกไว้

(6) การจดบันทึก “ขุมความรู้” และ “แก่นความรู้” สำหรับไว้ใช้งาน และปรับปรุงเป็นชุดความรู้ที่ครบถ้วน ลุ่มลึกและเชื่อมโยงมากขึ้น เหมาะต่อการใช้งานมากยิ่งขึ้น

โดยที่การดำเนินการ 6 ประการนี้บูรณาการเป็นเนื้อเดียวกัน ความรู้ที่เกี่ยวข้องเป็นทั้งความรู้ที่ชัดแจ้ง อยู่ในรูปของตัวหนังสือหรือรหัสอย่างอื่นที่เข้าใจได้ทั่วไป (Explicit Knowledge) และความรู้ฝังลึกอยู่ในสมอง (Tacit Knowledge) ที่อยู่ในคน ทั้งที่อยู่ในใจ (ความเชื่อ ค่านิยม) อยู่ในสมอง (เหตุผล) และอยู่ในมือ และส่วนอื่นๆ ของร่างกาย (ทักษะในการปฏิบัติ) การจัดการความรู้เป็นกิจกรรมที่คนจำนวนหนึ่งทำร่วมกันไม่ใช่กิจกรรมที่ทำโดยคนคนเดียว เนื่องจากเชื่อว่า “จัดการความรู้” จึงมีคนเข้าใจผิด เริ่มดำเนินการโดยรี่เข้าไปที่ความรู้ คือ เริ่มที่ความรู้ นี่คือความผิดพลาดที่พบบ่อยมาก การจัดการความรู้ที่ถูกต้องจะต้องเริ่มที่งานหรือเป้าหมายของงาน เป้าหมายของงานที่สำคัญ คือ การบรรลุผลสัมฤทธิ์ในการดำเนินการตามที่กำหนดไว้ ที่เรียกว่า Operation Effectiveness และนิยามผลสัมฤทธิ์ ออกเป็น 4 ส่วน คือ

(1) การสนองตอบ (Responsiveness) ซึ่งรวมทั้งการสนองตอบความต้องการของลูกค้า สนองตอบความต้องการของเจ้าของกิจการหรือผู้ถือหุ้น สนองตอบความต้องการของพนักงาน และสนองตอบความต้องการของสังคมส่วนรวม

นางสาววราภรณ์ เพียรธัญญกรณ์
IP: xxx.172.130.184
เขียนเมื่อ Tue Feb 23 2010 12:47:51 GMT+0700 (ICT)

ความรู้ หมายถึง การใช้ประสบการณ์ คุณค่า สารสนเทศ ความชำนาญ และสัญชาตญาณ เพื่อกำหนดสภาพแวดล้อมและกรอบการทำงานสำหรับการประเมินเพื่อให้ได้ประสบการณ์และสารสนเทศใหม่ ซึ่งมีวิธีการที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคล ความรู้ไม่ได้เพียงอยู่เพียงในรูปเอกสารแต่อยู่ในประสบการณ์การทำงานประจำวัน กระบวนการ วิธีการปฏิบัติ และความเชื่อในองค์กรนั้น

ข้อมูล สารสนเทศ และความรู้

1.ข้อมูล (Data) คือ ชุดข้อเท็จจริงเชิงวัตถุที่ไม่มีลักษณะต่อเนื่องซึ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆในบริษัทขององค์กรนั้น การวัดหรือประเมินผลการจัดข้อมูลสมารถพิจารณาได้ 2 ด้าน

- ด้านเชิปริมาณ

- ด้านคุณภาพ

2.สารสนเทศ (Information) คือ การเปลี่ยนวิธีการในการรับรู้ในบางสิ่งบางอย่างซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจและพฤติกรรมของผู้รับสารสนเทศจะต้องบอกถึงข้อมูลที่อยู่ในคตัวที่จะก่อให้เกิดความแตกต่างขึ้นได้

3.ความรู้ (Knowledge) คือ เป็นการผสมผสานขององค์ประกอบหลายอย่างที่มีลักษณะเปลี่ยนแปลงได้

องค์ประกอบของความรู้ เป็นต้นกำดนิดของความรู้ที่ผ่านกระบวนการทางความคิด หรือการวิเคราะห์ของแต่ละบุคคลจะเกิดขึ้นได้อย่างไรหรือมาจากแหล่งใด

1.จากการเรียนรู้และการทดลอง

2.จากประสบการณ์ของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประสบการที่ผิดพลาด

3.จากประสบการณ์ของคนอื่น โดยการบอกเล่าหรือพูดคุย

4.จากการศึกษาแนวทางการปฏิบัติของบุคคลที่มีผลการปฏิบัติงานดีหรือจากการศึกษาระบบธุรกิจโดยรวม

กระบวนการทางความรู้

1.กระบวนการในการสร้างความรู้ใหม่ (Generative Process) หมายถึง การสร้างความรู้ใหม่ ด้วยกิจกรรมที่มีความมุ่งหมายต่อการแก้ปัญหาต่างๆ ในองค์กร

2.กระบวนการทำให้เกิดผลผลิต (Productive Process) หมายถึง เมื่อความรู้ใหม่ถูกนำไปใช้ในกระบวนการทำให้เกิดผลผลิตที่ก่อให้เกิดพื้นฐานในการทุ่มเทและการมีพันธะผูกพันที่องค์กรนำไปปฏิบัติต่อลูกค้า

3.กระบวนการที่เป็นตัวแทน (Representative process) เป็นการส่งมอบความรู้ที่ชัดเจนแล้วไปยังลูกค้า ซึ่งเป็นผลมาจากกระบวนการทางความรู้ทั้ง 2 ขั้นข้างต้น

การจัดการความรู้

เป็นกระบวนการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบรูปแบบใหม่ที่เน้นการพัฒนากระบวนงาน(Business Process) ควบคู่ปับการพัฒนาการเรียนรู้ (Learning Process) ผ่านกระบวนการจำแนก วิเคราะห์ และจัดระเบียบความรู้ เพื่อสรรหา คัดเลือกจัดการ และเผยแพร่สารสนเทศที่ถูกต้องเหมาะสม

นางสาววันเพ็ญ แก้วอุดร
IP: xxx.172.130.184
เขียนเมื่อ Tue Feb 23 2010 13:09:28 GMT+0700 (ICT)

ความรู้ หมายถึง การใช้ประสบการณ์ คุณค่า สารสนเทศ ความชำนาญ และสัญชาตญาณ เพื่อกำหนดสภาพแวดล้อมและกรอบการทำงานสำหรับการประเมินเพื่อให้ได้ประสบการณ์และสารสนเทศใหม่ ซึ่งมีวิธีการที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคล ความรู้ไม่ได้เพียงอยู่เพียงในรูปเอกสารแต่อยู่ในประสบการณ์การทำงานประจำวัน กระบวนการ วิธีการปฏิบัติ และความเชื่อในองค์กรนั้น

ข้อมูล สารสนเทศ และความรู้

1.ข้อมูล (Data) คือ ชุดข้อเท็จจริงเชิงวัตถุที่ไม่มีลักษณะต่อเนื่องซึ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆในบริษัทขององค์กรนั้น การวัดหรือประเมินผลการจัดข้อมูลสมารถพิจารณาได้ 2 ด้าน

- ด้านเชิงปริมาณ = ค่าใช้จ่าย, ความเร็ว ,ปริมาณความจุ

- ด้านคุณภาพ = เวลา,ความเยวข้อง,ความชัดเจน

2.สารสนเทศ (Information) คือ การเปลี่ยนวิธีการในการรับรู้ในบางสิ่งบางอย่างซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจและพฤติกรรมของผู้รับสารสนเทศจะต้องบอกถึงข้อมูลที่อยู่ในคตัวที่จะก่อให้เกิดความแตกต่างขึ้นได้

3.ความรู้ (Knowledge) คือ เป็นการผสมผสานขององค์ประกอบหลายอย่างที่มีลักษณะเปลี่ยนแปลงได้

องค์ประกอบของความรู้ เป็นต้นกำดนิดของความรู้ที่ผ่านกระบวนการทางความคิด หรือการวิเคราะห์ของแต่ละบุคคลจะเกิดขึ้นได้อย่างไรหรือมาจากแหล่งใด

1.จากการเรียนรู้และการทดลอง

2.จากประสบการณ์ของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประสบการที่ผิดพลาด

3.จากประสบการณ์ของคนอื่น โดยการบอกเล่าหรือพูดคุย

4.จากการศึกษาแนวทางการปฏิบัติของบุคคลที่มีผลการปฏิบัติงานดีหรือจากการศึกษาระบบธุรกิจโดยรวม

ลักษณะและประเภทของความรู้

1.ความรู้ทางสังคม

2.ความรู้ส่วนบุคคล

ขั้นตอนในการดำเนินการในการจัดการความรู้

1.การวนิจฉัยองค์กร (Organization Diagnosis Stage)

2.การกำหนดวิสัยทัศน์การจัดการความรู้ (The Knowledge Management Vision Stage)

3.การสื่อสารการจัดการความรู้(The Knowledge Management Communication Stage)

4.การละลายพฤติกรรมและการเปลี่ยนแปลง(Unfreezing and Change Stage)

5.การแสวงหาความรู้(Knowledge Acquisition Stage)

6.การแบ่งปันความรู้(Knowledge Sharing Stage).

7.การสร้างความรู้(Knowledge Creation Stage)

8.การจัดเก็บและการสืบค้นความรู้ (Knowledge Storage and Retrieval Knowledg)

9.การเข้าถึงความรู้ (Knowledg Accessibility Stage)

10.การซึมซับความรู้ (Knowledg Assimilation)

11.การประยุกต์ใช้ความรู้ (Knowledg Application Stage)

12.การประเมินผล (Evaluation Stage)

rapita wongthed
IP: xxx.24.90.150
เขียนเมื่อ Tue Feb 23 2010 13:38:06 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียนรู้ประจำวันอาทิตย์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2552

ความรู้ คือ แนวความคิดของแต่ล่ะบุคคลที่ผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์ และสังเคราะห์ จนเกิดความเข้าใจและนำไปใช้ประโยชน์ในการสรุปและตัดสินใจในสถานการณ์การต่างๆจนได้รับการยอมรับโดยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งของสังคม

ความรู้แบ่งได้ 3 ประเภท คือ

1. ความรู้ที่ฝังลึก หรือความรู้แบบซ่อนเร้น (Tacit Knowledge)

เป็นความรู้เฉพาะหรือความรู้ทั่วไป หรือความรู้ทางสังคม หรือความรู้ทางองค์การ หรือความรู้ส่วนบุคคลที่มีลักษณะเป็นความรู้ที่อยู่ในจิตใจของแต่ล่ะบุคคล เกิดจากประสบการณ์ การเรียนรู้ หรือพรสวรรค์ต่างๆ และสามารถเข้าใจและรับรู้ได้เพียงบุคคลนั้น

2. ความรู้ชัดแจ้ง หรือความรู้ที่แสดงออกมาให้เห็น (Explicit Knowledge)

เป็นความรู้เฉพาะหรือความรู้ทั่วไป หรือความรู้ทางสังคม หรือความรู้ทางองค์การ หรือความรู้ส่วนบุคคลที่มีลักษณะเป็นความรู้ที่เป็นเหตุเป็นผล สามารถรวบรวมหรือถ่ายทอดออกมาอย่างเห็นได้ชัดในรูปแบบต่างๆ เช่น หนังสือ คู่มือ เอกสาร และรายงานต่างๆ ซึ่งทำให้คนสามารถเข้าถึงได้ง่าย

3. ความรู้โครงสร้าง หรือความรู้ต่อยอดจากความรู้เดิม (Structural Knowledge)

เป็นความรู้เฉพาะหรือความรู้ทั่วไป หรือความรู้ทางสังคม หรือความรู้ทางองค์การ ที่เป็นระบบที่เกิดจากการต่อยอดองค์ความรู้

องค์ประกอบของการจัดการความรู้

1. คน

2. เทคโนโลยี เป็นเครื่องมือค้นหา จัดเก็บ แลกเปลี่ยน

3. กระบวนการเรียนรู้ เป็นการบริหารจัดการเพื่อนำความรู้จากแหล่งความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์

กระบวนการ SECI MODEL คือการเปลี่ยนสถานะความรู้ที่ฝังลึก (Tacit Knowledge) และความรู้ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ตลอดเวลาทำให้เกิดความรู้ใหม่ๆขึ้น

1. รูปแบบการแบ่งปันและการสร้างความรู้ฝังแน่นของผู้สื่อสารปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันมาเป็นความรู้ของตัวเอง (Socialization)

2. รูปแบบการสร้างและแบ่งปันความรู้จากสิ่งที่มีและเผยแพร่ออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร (Externalization)

3. รูปแบบของการแปลงความรู้ เพื่อสร้างความรู้ใหม่ (Combination)

4. รูปแบบของการนำความรู้ที่เรียนรู้มาไปปฏิบัติ(Internalization)

Internal Awareness คือ ความสามารถขององค์การในการประเมินอย่างรวดเร็วทางด้านทักษะความสามารถหลัก

Internal Responsiveness คือความสามารถในการสร้างความตระหนักภายในองค์การในเรื่องจุดแข็งจุดอ่อน

External Responsiveness คือความสามารถในการค้นพบสิ่งที่ดีที่สุดในการตอบสนองความต้องการของตลาด

External Awareness คือกระจกที่สะท้อนการตระหนักภายในองค์การ

เจนเนตร มณีนาค และคณะ อธิบายถึง วงจรหรือกระบวนการความรู้ว่าความรู้ทั่วๆไปจะมีการถ่ายเทหรือไหลจากด้านบนลงด้านล่าง แต่สำหรับองค์การที่มีการจัดการความรู้ ข้อมูลจะไหลเวียนทั้งในระดับแนวราบและแนวดิ่ง มีองค์ประกอบ 4 ประการคือ

1. การค้นหาและการสร้างขึ้นใหม่ (Find /create)

2. การรวบรวมจัดการ (Organized)

3. การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ (Share)

4. การใช้งานและการนำกลับมาใช้ใหม่ (Use/Reuse)

การจัดการความรู้ เป็นกระบวนการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบรูปแบบใหม่ที่เน้นการพัฒนากระบวนงาน (Business Process) ควบคู่ไปกับการพัฒนาการเรียนรู้ (Learning Process) ผ่านกระบวนการจำแนก วิเคราะห์ และการจัดระเบียบความรู้ เพื่อสรรหา คัดเลือกจัดการ และเผยแพร่สารสนเทศที่ถูกต้องเหมาะสม และเอื้ออำนวยให้เกิดการแบ่งปันความรู้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งขององค์การ เพื่อปรับปรุงและ หรือเพื่อเพิ่มขีดความสามารถเชิงการแข่งขัน หรือเพื่อให้ได้มุมมองในองค์กรมากขึ้น

กระบวนการดำเนินการในการจัดการความรู้

1. การวินิจฉัยองค์การ

2. การกำหนดวิสัยทัศน์การจัดการความรู้

3. การสื่อสารการจัดการความรู้

4. การละลายพฤติกรรมและการเปลี่ยนแปลง

5. การแสวงหาความรู้

6. การแบ่งปันความรู้

7. การสร้างความรู้

8. การจัดเก็บและการสืบค้นความรู้

9. การเข้าถึงความรู้

10. การซึมซับความรู้

11. การประยุกต์ใช้ความรู้

12. การประเมินผล

นายพงศ์รักษ์ แซ่ตัน
IP: xxx.122.178.4
เขียนเมื่อ Tue Feb 23 2010 22:55:27 GMT+0700 (ICT)

สรุปวิชา การจัดการความรู้ วันที่ 21/3/53 โดย นายพงศ์รักษ์ แซ่ตัน

ความหมายของความรู้

ทามาซากิ(Hideo Tamazaki) ความรู้ คือ สารสนเทศที่ผ่านกระบวนการคิด การเปรียบเทียบและการเชื่อมโยงกับความรู้อื่นๆ

จนเกิดความเข้าใจและนำไปใช้ประโยชน์ ในการสรุป และตัดสินใจในสถานการณ์ต่างๆ ได้โดยไม่จำกัดช่วงเวลา

อ.ดร. ยงยุทธ ยศยิ่งยง ความรู้ เป็นความคิดของแต่ละบุคคลที่ผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์จนเกิดความเข้าใจ และนำไปใช้ประโยชน์ในการสรุปและตัดสินใจในสถาณการณ์ต่างๆ จนได้รับการยอมรับโดยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งของสังคม

ลักษณะและประเภทของความรู้

ลักษณะและประเภทของความรู้ แบ่งได้หลายลักษณะตามความคิดเห็นของนักวิชาการ สรุปได้ คือ

เคมป์ ดา (Camp Da) แบ่งความรู้ออกเป็น 2 ประเภท

1. ความรู้ทางสังคม หรือความรู้สาธารณะ เป็นความรู้ที่รวบรวมโดยระบบของสังคม ซึ่งสามารถเข้าถึงได้อย่างอิสระเท่าเทียมกันของสมาชิกที่อยู่ในสังคมนั้นๆ ผ่านการเก็บบันทึกและรวบรวม

2. ความรู้ส่วนบุคคล หรือความรู้ส่วนตัว คือความรู้ที่อยู่ภายในจิตใจของบุคคลและสามารถเข้าใจ หรือรับรู้ได้เพียงบุคคลคนนั้น

หรือโดยผ่านบุคคลคนนั้นเท่านั้น

อ.ดร.ยงยุทธ ยศยิ่งยง เห็นว่า ความรู้ แบ่งออกได้ 3 ประเภท คือ

1. ความรู้ที่ฝังลึก หรือความรู้แบบซ่อนเร้น (lmplicit or Tacit Knowledge)

2. ความรู้แจ้งชัด หรือความรู้ที่แสดงออกมาให้เห็น(Explicit Knowledge)

3. ความรู้โครงสร้าง หรือความรู้ต่อยอดจากความรู้เดิม (Structural Knowledge)

กระบวนการของความรู้

ตามแนวคิดของ วิจารณ์ พาณิช ได้อธิบายการเชื่อมโยง และการไหลเวียนของความรู้ให้ความรู้ได้รับการยกระดับขึ้นเรื่อยๆ

สรุป 4 ขั้นตอน คือ

1. การเสาะหาความรู้ที่มีอยู่ ทั้งจากความรู้จากเอกสารต่างๆ และความรู้ภายในตัวบุคคล

2. สารสร้างความรู้ ซึ่งจะส่งผลให้คุณประโยชน์อย่างมหาศาลต่อองค์การ โดยสร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่ได้จากการปฏิบัติงานในองค์การ

3. การแลกเปลี่ยนความรู้ คือ การนำความรู้เหล่านั้นมาทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนกันภายในกลุ่ม องค์การหรือเครื่อข่ายด้วยกัน

4. การใช้ความรู้ เนื่องจากแม้จะเกิดความรู้เพิ่มขึ้นมากมาย แต่ถ้าไม่มีการนำไปใช้ก็ไม่มีความหมาย

สรุป

ความรู้เป็นความคิดของแต่ละบุคคลที่ผ่านกระบวนการการคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์ จนเกิดความเข้าใจและนำไปใช้ประโยชน์ในการสรุปและตัดสินใจในสถานการณ์ต่างๆ จนได้รับการยอมรับโดยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งของสังคม

ความรู้มีองค์ประกอบและกระบวนการที่มีความหลากหลายที่แสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนไหลของข้อมูลทั้งในระดับแนวราบและแนวดิ่ง ที่เชื่อมโยงและเป็นระบบ เพื่อให้ได้รูปแบบของความรู้ใหม่ๆ ออกมา ซึ่งความรู้ใหม่ๆเหล่านี้ จะหมุนเวียนกลับไปเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าขององค์การต่อไป

นายทวีป ชำนาญชัยศรี
IP: xxx.7.251.224
เขียนเมื่อ Wed Feb 24 2010 12:53:47 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียน 21/02/10 นายทวีป ชำนาญชัยศรี

การจัดการความรู้ (Knowledge Management : KM)

การจัดการความรู้ คือ การรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในส่วนราชการซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด โดยที่ความรู้มี 2 ประเภท คือ

1. ความรู้ที่ฝังอยู่ในคน (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ พรสวรรค์หรือสัญชาติญาณของแต่ละบุคคลในการทำความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ เป็นความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษรได้โดยง่าย เช่น ทักษะในการทำงาน งานฝีมือ หรือการคิดเชิงวิเคราะห์ บางครั้ง จึงเรียกว่าเป็นความรู้แบบนามธรรม

2. ความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็นความรู้ที่สามารถรวบรวม ถ่ายทอดได้ โดยผ่านวิธีต่าง ๆ เช่น การบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี คู่มือต่าง ๆ และบางครั้งเรียกว่าเป็นความรู้แบบรูปธรรม

นพ.วิจารณ์ พานิช ได้ให้ความหมายของคำว่า “การจัดการความรู้” ไว้ คือ สำหรับนักปฏิบัติ การจัดการความรู้คือ เครื่องมือ เพื่อการบรรลุเป้าหมายอย่างน้อย 4 ประการไปพร้อมๆ กัน ได้แก่

1. บรรลุเป้าหมายของงาน

2. บรรลุเป้าหมายการพัฒนาคน

3. บรรลุเป้าหมายการพัฒนาองค์กรไปเป็นองค์กรเรียนรู้ และ

4. บรรลุความเป็นชุมชน เป็นหมู่คณะ ความเอื้ออาทรระหว่างกันในที่ทำงาน

การจัดการความรู้เป็นการดำเนินการอย่างน้อย 6 ประการต่อความรู้ ได้แก่

(1) การกำหนดความรู้หลักที่จำเป็นหรือสำคัญต่องานหรือกิจกรรมของกลุ่มหรือองค์กร

(2) การเสาะหาความรู้ที่ต้องการ

(3) การปรับปรุง ดัดแปลง หรือสร้างความรู้บางส่วน ให้เหมาะต่อการใช้งานของตน

(4) การประยุกต์ใช้ความรู้ในกิจการงานของตน

(5) การนำประสบการณ์จากการทำงาน และการประยุกต์ใช้ความรู้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสกัด “ขุมความรู้” ออกมาบันทึกไว้

(6) การจดบันทึก “ขุมความรู้” และ “แก่นความรู้” สำหรับไว้ใช้งาน และปรับปรุงเป็นชุดความรู้ที่ครบถ้วน ลุ่มลึกและเชื่อมโยงมากขึ้น เหมาะต่อการใช้งานมากยิ่งขึ้น

นิยามผลสัมฤทธิ์ ออกเป็น 4 ส่วน คือ

1การสนองตอบ

2การมีนวัตกรรม

3ขีดความสามารถ

4ประสิทธิภาพ

ตั้งเป้าหมายการจัดการความรู้เพื่อพัฒนา

งาน พัฒนางาน

คน พัฒนาคน

องค์กร เป็นองค์กรการเรียนรู้

ความเป็นชุมชนในที่ทำงาน การจัดการความรู้จึงไม่ใช่เป้าหมายในตัวของมันเอง นี่คือ หลุมพรางข้อที่ 1 ของการจัดการความรู้ เมื่อไรก็ตามที่มีการเข้าใจผิด เอาการจัดการความรู้เป็นเป้าหมาย ความผิดพลาดก็เริ่มเดินเข้ามา อันตรายที่จะเกิดตามมาคือ การจัดการความรู้เทียม หรือ ปลอม เป็นการดำเนินการเพียงเพื่อให้ได้ชื่อว่ามีการจัดการความรู้ การริเริ่มดำเนินการจัดการความรู้ แรงจูงใจ การริเริ่มดำเนินการจัดการความรู้เป็นก้าวแรก ถ้าก้าวถูกทิศทาง ถูกวิธี ก็มีโอกาสสำเร็จสูง แต่ถ้าก้าวผิด ก็จะเดินไปสู่ความล้มเหลว ตัวกำหนดที่สำคัญคือแรงจูงใจในการริเริ่มดำเนินการจัดการความรู้

การจัดการความรู้ที่ดีเริ่มด้วย

สัมมาทิฐิ : ใช้การจัดการความรู้เป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุความสำเร็จและความมั่นคงในระยะยาว

การจัดทีมริเริ่มดำเนินการ

การฝึกอบรมโดยการปฏิบัติจริง และดำเนินการต่อเนื่อง

การจัดการระบบการจัดการความรู้

องค์ประกอบสำคัญของการจัดการความรู้ (Knowledge Process)

1.คน ถือว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดเพราะเป็นแหล่งความรู้ และเป็นผู้นำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์

2.เทคโนโลยี” เป็นเครื่องมือเพื่อให้คนสามารถค้นหา จัดเก็บ แลกเปลี่ยน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้อย่างง่าย และรวดเร็วขึ้น

3.กระบวนการความรู้” นั้น เป็นการบริหารจัดการ เพื่อนำความรู้จากแหล่งความรู้ไปให้ผู้ใช้ เพื่อทำให้เกิดการปรับปรุง และนวัตกรรม

มีผู้รู้ได้กล่าวถึง KM หลายแง่หลายมุมที่อาจรวบรวมมาชี้ธงคำตอบว่า หัวใจของ KM อยู่ที่ไหนได้ โดยอาจกล่าวเป็นลำดับขั้นหัวใจของ KM เหมือนกับลำดับขั้นของความต้องการ ( Hierarchy of needs ) ของ Mcgregor ได้ โดยเริ่มจากข้อสมมุติฐานแรกที่เป็นสากลที่ยอมรับทั่วไปว่าความรู้คือพลัง (DOPA KM Team)

1. Knowledge is Power : ความรู้คือพลัง

2. ความสำเร็จของการถ่ายทอดความรู้ไม่ใช่อยู่ที่คอมพิวเตอร์หรือเอกสาร แต่อยู่ที่การมีปฏิสัมพันธ์ ระหว่างคนด้วยกัน

3. จุดหมายปลายทางสำคัญ ของความรู้มิใช่ที่ตัวความรู้ แต่อยู่ที่การนำไปปฏิบัติ

4. นิยามใหม่ของผู้จัดการ คือ ผู้ซึ่งทำให้ความรู้ผลิตดอกออกผล

การจัดการความรู้ หรือ Knowledge Management เป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ ซึ่งเกิดขึ้นจากการค้นพบว่าองค์กรต้องสูญเสียความรู้ไปพร้อมๆ กับการที่บุคลากรลาออกหรือเกษียณ อายุราชการ อันส่งผลกระทบต่อการดำเนินการขององค์กรเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นจากแนวคิดที่มุ่งพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้มากแต่เพียงอย่างเดียวจึงเปลี่ยนไป และมีคำถามต่อไปว่าจะทำอย่างไรให้องค์กรได้เรียนรู้ด้วย ดังนั้น การบริหารจัดการความรู้จึงสัมพันธ์กับเรื่อง องค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) เป็นอย่างยิ่ง หากองค์กรจะพัฒนาตนเองให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ก็จำเป็นจะต้องบริหารจัดการความรู้ภายในองค์กรให้เป็นระบบเพื่อส่งเสริมให้บุคลากรเรียนรู้ได้จริงและต่อเนื่อง หากองค์กรใดมีการจัดการความรู้โดยไม่มีการสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นภายในองค์กร ก็นับเป็นการลงทุนที่สูญเปล่าได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการความรู้ มีความซับซ้อนมากกว่าการพัฒนาบุคลากรด้วยการฝึกอบรม เพราะเป็นกระบวนการที่ต้องดำเนินการต่อภายหลังจากที่บุคลากรมีความรู้ความชำนาญแล้ว องค์กรจะทำอย่างไรให้บุคลากรเหล่านั้นยินดีถ่ายทอด และแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้อื่น และในขั้นตอนสุดท้าย องค์กรจะต้องหาเทคนิคการจัดเก็บความรู้เฉพาะไว้กับองค์กรอย่างมีระบบเพื่อที่จะนำออกมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งในสหรัฐอเมริกายังคงแข่งขันกันหาวิธีบริหารจัดการความรู้ที่เหมาะสมกับตนเอง เพื่อให้อยู่ในโลกของการแข่งขันได้สำหรับประเทศไทยนั้นคงเป็นเรื่องท้าทายสำหรับผู้บริหารที่จะหายุทธวิธีในการดึงความรู้ออกมาจากตัวบุคคล และการกระตุ้นให้บุคลากรถ่ายทอดความรู้ให้เพื่อนร่วมงาน ซึ่งการถ่ายทอดความรู้บางประเภทนั้น การฝึกอบรมอาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด อุปสรรคที่มักพบอยู่เสมอของการบริหารจัดการความรู้คือพฤติกรรม "การหวงความรู้" และวัฒนธรรม "การไม่ยอมรับในตัวบุคคล" หากองค์กรสามารถกำจัดจุดอ่อนทั้งสองอย่างนี้ได้การบริหารจัดการความรู้ก็มิใช่เรื่องยากจนเกินไป สืบเนื่องจากการปฏิรูประบบราชการครั้งสำคัญที่ผ่านมาเมื่อเดือนตุลาคม 2545 ได้มีการวางกรอบแนวทางการบริหารราชการแผ่นดินไว้อย่างชัดเจน ซึ่งรวมถึงการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546 เป็นเรื่องของการกำหนดขอบเขต แบบแผน วิธีปฏิบัติ โดยเฉพาะมาตรา 11 ได้กำหนดเป็นหลักการว่าส่วนราชการต้องมีหน้าที่ในการพัฒนาความรู้เพื่อให้มีลักษณะเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งสร้างความมีส่วนร่วมในหมู่ราชการให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน

สังวร ประดุจชนม์
IP: xxx.164.57.215
เขียนเมื่อ Wed Feb 24 2010 19:19:56 GMT+0700 (ICT)

สรุปบทเรียนอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2553

วิชาการจัดการความรู้ในองค์การและกรณีศึกษา

วัตถุประสงค์การศึกษา

1. เพื่อให้สามารถอธิบายถึงความหมาย ความรู้ การเรียนรู้ และการจัดการความรู้ได้อย่างถูกต้อง

2. เพื่อให้ผู้เรียนสามารถอธิบายทฤษฏีการจัดการความรู้ในองค์การ เพื่อใช้ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในองค์การได้อย่างถูกต้อง

3. เพื่อให้นักเรียนสามารถอธิบายปัจจัยการเรียนการศึกษา

หัวข้อในการสานเสวนา

1. เหตุใดต้องมีการจัดการความรู้

เพราะว่าความรู้ทรัพย์สินที่ที่จับต้องไม่ได้ แต่เป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับองค์การ องค์การจึงจำเป็นต้องพัฒนาความรู้ให้บุคลากรในองค์การเพื่อเป็นต้นทุนที่สำคัญขององค์การเพื่อความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน เพิ่มคุณค่าและพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการและความพึงพอใจของลูกค้า เป็นสำคัญ

2. ความรู้คืออะไร? มีรูปแบบของการได้มาซึ่งความรู้อย่างไร?

นักวิชาการหลายท่านให้ความหมายของ ความรู้ สรุปได้ดังนี้

ดาเวนพอร์ต และ พรูแซค ( Davenport and Prusak, 1998: 2)ให้คำจำกัดความว่า ความรู้ หมายถึง การใช้ประสบการณ์ คุณค่า สารสนเทศ ความชำนาญ และสัญชาติญาณ เพื่อกำหนดสภาพแว้ดล้อมและกรอบการทำงาน

ทามาซากิ ( Hideo Tamazaki อ้างในหนังสือสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ,2547:13 )ให้ความหมายว่า ความรู้คือสารสนเทศที่ผ่านกระบวนการคิด การเปรียบเทียบและการเชื่อมโยงกับความรู้อื่นๆ จนเกิดความเข้าใจและนำไปใช้ประโยชน์ ในการสรุป

เดฟ สโนวืเดน ( Dave Snowden อ้างใน สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ, 2547:13 )ให้คำนิยามว่า ความรู้เป็นสิ่งซับซ้อนไม่สามารถจัดระบบที่แน่นอนได้

ปีเตอร์ เซงเก้ ( Peter Sange อ้างใน โกศล ดีศิลธรรม, 2746 ให้ความเห็นว่า ความรู้เป็นควรมสามารถในการปฏิบัติการอย่างมีประสิทธิผล

ดร. ยงยุทธ ยศยิ่งยง ให้ความเห็นในหนังสือ Knowledge Management in Organization&Case Study, 2549:2550ในนาม ดร.กีรติ ยศยิ่งยง เห็นว่า ความรู้เป็นความคิดของแต่ละบุคคลที่ผ่านกระบวนการณ์คิดวิเคราะห์และสังเคราะห์จนเกิดความเข้าใจ และนำไปใช้ประโยชน์ในการสรุปและตัดสินใจในสถานการณ์ต่างๆ จนได้รับการยอมรับโดยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งของสังคม

สรุป

ผมเองสรุปได้ดังนี้ ความรู้คือ ประสบการณ์ ข้อมูลเชิงเปรียบเทียบและปฏิบัติ หรือเครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาคน องค์การเพื่อความได้เปรียบในการต่อรองหรือแข่งขันหรือเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และความพึงพอใจของบุคคล

3. การจัดการความรู้ คืออะไร? มีกระบวนการมีวิธีการอย่างไร ?

Globalization โลกาภิวัตน์

Economical Globalization โลกแห่งการประหยัด เช่น ลดต้นทุน ประเทศที่มีแรงงานถูกแต่สามารถผลิตสินค้าคุณภาพจำนวนมากเพื่อส่งออกได้ตำกว่าคู่แข่ง ย่อมจะได้เปรียบทางการตลาด

* Capitalism ลัทธิทุนนิยม

* Free Trade เขตการค้าเสรี กับต่างประเทศ

* Labor Floring การขยายแรงงาน

Political Globalization โลกาภิวัตน์ทางการเมือง เช่น

• Good Governance ธรรมมาภิบาล คือการที่สามารถตรวจสอบการทำงานได้ความ โปร่งใส

• Human Right สิทธิมนุษยชน เช่นทางด้านความคิด การให้เกียรติซึ่งกันและกัน

• Liberal Democratization เสรีนิยม

Cultural Globalization โลกาภิวัตน์ต้านวัฒนธรรม

• American Life Way คือการเปลี่ยนวัฒนธรรมให้เป็นสินค้า

พระราชกฤาฏีกา พ.ศ.2546 ว่าด้วยหลักเกณฑ์การบริหารบ้านเมืองที่ดี

พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี เป็นกฎหมายที่ออกมาเพื่อผลักดันแนวคิดธรรมาภิบาล (Good Governance) ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมขึ้น ในมาตรา ๑๑ กำหนดว่า

ส่วนราชการมีหน้าที่พัฒนาความรู้ในส่วนราชการ เพื่อให้มีลักษณะเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ โดยต้องรับรู้ข้อมูลข่าวสารและสามารถประมวลผลความรู้ในด้านต่างๆ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติราชการได้อย่างถูกต้อง รวดเร็วและเหมาะสมกับสถานการณ์ รวมทั้งต้องส่งเสริมและพัฒนาความรู้ความสามารถ สร้างวิสัยทัศน์และปรับเปลี่ยนทัศนคติของข้าราชการในสังกัดให้เป็นบุคลากรที่มีประสิทธิภาพและมีการเรียนรู้ร่วมกัน ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติราชการของส่วนราชการให้สอดคล้องกับการบริหารราชการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามพระราชกฤษฎีกานี้ จึงเป็นที่มาของการประเมินผลงานหน่วยราชการต่างๆ โดยมีการจัดการความรู้ เป็นข้อหนึ่งด้วย หน่วยราชการไทยจำนวนมากจึงเริ่มสนใจการจัดการความรู้ ด้วยสาเหตุนี้

ความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล สารสนเทศ และความรู้

ดาเวนพอร์ต และพรูแซค ( Davenport and PRUSAK, 1998:2-6) อธิบายให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล สารสนเทศ และความรู้

ความสัมพันธ์ (Connectedness )

ความเข้าใจ ( Understanding )

ข้อมูล ( Data ) คือ ข้อเท็จจริงเชิงวัตถุที่ไม่มีลักษณะต่อเนื่องซึ่งเกี่บวกับเหตุการต่างในบริบทขององค์การนั้นการจัดข้อมูลสามารถพิจารณาได้ใน 2 ด้าน คือ

• ด้านปริมาณพิจารณาในเรื่อง – Cost / Speed / Capacity

• ด้านคุณภาพพิจารณาในเรื่อง- Timeliness / Relevance / Clarity

เข้าใจความสัมพันธ์ ( Understanding relations )

สารสนเทศ ( Infomation ) คือ การเปลี่ยนวิธีการในการรับรู้ในบางสิ่งบางอย่างซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจและพฤติกรรมของผู้รับสารสนเทศจะต้องบอกถึงข้อมูลที่มีอยู่ในตัวที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ได้

เข้าใจแบบแผน ( Understanding patterns )

ความรู้ ( Knowledge ) คือ การผสมผสานขององค์ประกอบหลายอย่างที่มีลักษณะเปลี่ยนแปลงได้ ในขณะเดียวกันก็มีโครงสร้างที่เป็นทางการที่เป็นลักษณะของการรู้แจ้ง เช่น หนังสือ และเอกสารฯลฯ

กระบวนการเปลี่ยนแปลงสารสนเทศให้เป็นความรู้ สรุปได้คือ

• การเปรียบเทียบ ( Comparison )

• ความสำคัญ ( Consequences )

• ความสัมพันธ์b ( Connections )

• การสนทนา ( Conversation )

ทามาซากิ ( Hideo Tamazaki )บอกว่า ความรู้ ( Knowledge ) หมายถึง สารสนเทศที่ผ่านกระบวนการคิด เปรียบเทียบ เชื่อมโยงความรู้อื่นๆ จนเกิดเป็นความเข้าใจ

เข้าใจหลักการ ( Understanding Principles )

ปัญญา ( Wisdom ) คือ ความรู้ที่ได้จากการแปลงสารสนเทศในเชิงเปรียบเทียบ ความสำคัญ ความสัมพันธ์ และการสนทนา จนเกิดความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวตน ก่อให้เกิดประโยชน์ในการนำไปใช้

ลักษณะและประเภทความรู้

เคมป์ ดา ( Camp Da, 1976:25 ) แบ่งความรู้ออกเป็น 2 ประเภทดังนี้

1. ควารู้ทางสังคม ( Social Knowledge )

2. ความรู้ส่วนบุคคล ( Personal Knowledge )

ส่วน ดร. ยงยุทธ ยศยิ่งยง กล่าวในหนังสือ การจัดการความรู้ 2549:2550

เห็นว่า ความรู้แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

1. ความรู้ที่ฝังลึก หรือความรู้ซ้อนเร้น (Implicit or Tacit Knowledge )

2. ความรู้แจ้งชัด หรือความรู้ที่แสดงออกให้เห็น ( Explicit Knowledge )

3. ความรู้โครงสร้าง หรือความรู้ต่อยอดจากความรู้เดิม ( Structural Knowledge )

องค์ประกอบของความรู้

1. ประสบการณ์ (Experience)

2. ความจริงขั้นพื้นฐาน (Ground Truth )

3. ความสลับซับซ้อน ( Complexity )

4. การวินิจฉัยหรือการตัดสินความ (Judgment )

5. กฏของการสืบค้นโดยลองผิดลองถูกและการรู้โดยสัญชาติญาณ ( Rules of Thumb and Intuition )

6. ค่านิยม กับความเชื่อ( Values and Beliefs )

กระบวนการทางความรู้

กระบวนการทางความรู้ ( Knowledge Process ) สามารถอธิบายได้ 3 ประเด็นคือ

1. กระบวนการในการสร้างความรู้ใหม่ ( Generative Process )

2. กระบวนการในการทำให้เกิดผลผลิต (Productive Process )

3. กระบวนการที่เกี่ยวกับการเป็นตัวแทน(Representative Process)

วงจรหรือกระบวนการความรู้

ทามาซากิ( Hideo Tamazaki) อธิบายว่าความรู้ฝังแน่น (Tacit Knowledge )และความรู้ที่ชัดเจน( Explicit Knowledge )ทั้งสองประเภทน้สามารถเปลี่ยนแปลงสถานะระหว่างกันได้ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ซึ่งจะทำให้เกิดความรู้ใหม่ๆ โดยผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Knowledge Spirit หรือ SECI MODEL

เจนเนตร มณีนาค และคณะ (2548ซ96-98) อธิบายถึง วงจรหรือกระบวนการความรู้ มีองค์ประกอบ 4 ประการคือ

1. การค้นหาและการสร้างขึ้นใหม่(Find / Create)

2. การรวบรวมจัดการ(Organized)

3. การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้(Share)

4. การใช้และการนำกลับมาใช้ ( Use/Reuse)

วิจารณ์ พานิช (2546:13-14) อธิบายการไหลเวียนของความรู้ สรุปได้ 4 ขั้นตอน คือ

1. การเสาะหาความรู้ที่มีอยู่

2. การสร้างความรู้

3. การแลกเปลี่ยนความรู้

4. การใช้ความรู้

สรุป

ความรู้เป็นความคิดของปต่ละบุคคลที่ผ่านกระบวนการวิเคราะห์ และสังเคราะห์จนเกิดความเข้าใจและนำไปใช้ประโยชน์ในการสรุปและตัดสินใจในสถานการณ์ต่างๆจนได้รับการยอมรับจากกลุ่มคนกลุ่มใดกล่มหนึ่ง

การจัดการความรู้ ( KNOWLEDGE MANAGEMENT )

หลักการจัดการความรู้

แนวคิดของ ดร. ยงยุทธ ยศยิ่งยง เน้นในเรื่อง

1. เน้นการใช้เทคโนโลยี่ เพื่อช่วยสนับสนุนในการจัดเก็บความรู้

2. เน้นการใช้กิจกรรมเพื่อเพื่อกระตุ้นให้เกิดความรู้

3. เน้นการรวมกลุ่ม เพื่อสร้างพฤติกรรมการเรียนรู้

ความหมายของการจัดการความรู้ ดร.ยงนุทธ ยศยิ่งยง

1. การพัฒนากระบวนงาน (Business Process)

2. การพัฒนาการเรียนรู้ (Learning Process)

การเข้าถึงความรู้ / ผู้รู้ / การปฏิบัติ

• Process Development

• Human Developmant

• Learning Organization องค์การแห่งการเรียนรู้

- คิดอย่างเป็นระบบ

- การเรียนรู้ของทีม

- การสร้างแบบหรือวิธีคิด มุมมองที่เปิดกว้าง

- การมุ่งสู่ความเป็นเลิศ

- การสร้างวิสัยทัศร่วมกัน

องค์ประกอบของการจัดการความรู้

1. คน

2. เทคโนโลยี เป็นเครื่องมือค้นหา จัดเก็บ แลกเปลี่ยน

3. กระบวนการเรียนรู้ เป็นการบริหารจัดการเพื่อนำความรู้จากแหล่งความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์

องค์กรแห่งนวัตกรรม : ความหมาย

Innovative Organization

เป็นแนวคิดการบริหารจัดการองค์กรแนวใหม่ ในการปรับเปลี่ยนคุณลักษณะองค์กร หรือปรับเปลี่ยนพฤติ

องค์กร ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยปรับเปลี่ยนมาก่อน เพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้าของบริบทโลกาภิวัตน์ที่มีความรู้และ

นวัตกรรมเป็นปัจจัยหลักในการเพิ่มคุณค่า พัฒนา ผลิตสินค้าและบริการที่ดีมีคุณภาพ เพื่อตอบสนองความต้องการและความพึงพอใจของลูกค้า ความอยู่รอด และความสามารถเชิงการแข่งขันขององค์กรในตลาด การค้าโลกเสรี (กีรติ ยศยิ่งยง, 2551)

การจัดการความร็ตามแนวคิดของบริษัท ซีร็อค คอร์ปอเรชั่นจำกัด ( Xerox Corporation)ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบหลักคือ

1. การจัดการกับการเปลียนแปลงพฤติกรรม (Transition and Behavior Management )

2. การสือสาร ( Communication)

3. กระบวนการและเครื่องมือ (Process and Tools)

4. การฝึกอบรมและการเรียนรู้( Training and Learning)

5. การวัดผล( Measurement)

6. การยกย่องและชมเชยให้รางวัล ( Recognition and Reward )

กรอบแนวความคิดการจัดการความรู้

เป็นกรอบแนวคิดอย่างง่ายในการจัดการความรู้ โดยให้การจัดการความรู้เปรียบเสมือนปลา ซึ่งประด้วยส่วนหัว ลำตัว และหาง แต่ละส่วนมีหน้าที่ที่ต่างกันดังนี้

1. ส่วนหัวและตา (Knowledge Vision - KV) มองว่ากำลังจะไปทางไหน ซึ่งต้องตอบให้ได้ว่า "ทำ KM ไปเพื่ออะไร"

2. ส่วนกลางลำตัว (Knowledge Sharing - KS) ส่วนที่เป็นหัวใจให้ความความสำคัญกับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ช่วยเหลือ เกื้อกูลกันและกัน

3. ส่วนหาง (Knowledge Assets - KA) คือ สร้างคลังความรู้ เชื่อโยงเครือข่าย ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ "สะบัดหาง" สร้างพลังจากชุมชนแนวปฏิบัติ

นายวัชรชัย ทองเปี่ยม
IP: xxx.9.30.104
เขียนเมื่อ Thu Feb 25 2010 09:11:54 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียน การจัดการความรู้ (Knowledge)

หมายถึงของความรู้ มีหลายนักวิชาการที่ให้ความหมายของความรู้ที่คล้ายคลึงกัน แต่จะสรุปได้ว่า ความรู้เป็นความคิดหรือการมีการศึกษาของแต่ละบุคคลที่ผ่านกระบวนการคิด วิเคราะห์และสังเคราะห์จนเกิดความเข้าใจ และนำไปใช้ประโยชน์ในการสรุปและตัดสินใจในสถานการณ์ต่างๆ จนได้รับการยอมรับโดยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งของสังคม

หรือสรุปแบบสั้นๆ “ความรู้” คือ สิ่งที่สั่งสมมาจากการศึกษาเล่าเรียน ค้นคว้า และประสบการณ์

ในกรณีที่ว่า ทำไมเราถึงต้องมีการจัดการความรู้ ซึ่ง เมื่อความรู้เปลี่ยนไป การวิวัฒนาการณ์ก็ย่อมเปลี่ยนไปด้วย และความรู้ก็มีผลต่อประเทศชาติเช่นเดียวกัน คือ ถ้าประเทศไหนอ่อนกว่า ก็ย่อมเป็นเหยื่อของประเทศที่แข็งกว่านั่นเอง

ฐานข้อมูลความรู้ จะแบ่งออกเป็น 4 อย่างที่เอาไว้สำหรับเก็บข้อมูล โดยแต่ละอย่างจะมีเปอร์เซ็นต์ในการรวบรวมเก็บขอ้มูลต่างกัน คือ

- สมองของพนักงาน (คน) = 42%

- เอกสาร (กระดาษ) = 20%

- เอกสาร (Electronic) = 26%

- Knowledge Base (IT) หรือฐานความรู้ = 12%

วิธีการแปลงข้อมูลเป็นสารสนเทศจะมีขั้นตอนดังนี้

1. การอรรถาธิบาย (Contextualized) คือเราจะต้องเก็บข้อมูลไว้ เพื่อวัตถุประสงค์ที่เราจะทำอะไร

2. การจัดหมวดหมู่ (Categorized) คือรู้ถึงหน่วยย่อยๆ ที่เป็นองค์ประกอบสำหรับของข้อมูล

3. การคำนวณ (Calculated) คือข้อมูลดังกล่าวที่ได้มาจะสามารถวิเคราะห์ได้ตามหลักคณิตศาสตร์หรือสถิติ

4. ความถูกต้อง (Corrected) คือต้องสามารถขจัดข้อผิดพลาดของข้อมูลได้

5. ความชัดเจน (Condensed) หรืออาจจะสรุปข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่ชัดเจนยิ่งขึ้นได้

วิธีการแปลงสารสนเทศเป็นความรู้มีขั้นตอน คือ

- การเปรียบเทียบ (Comparison)

- ความสำคัญ (Consequences)

- ความสัมพันธ์ (Connection)

- การสนทนา (Conversation)

ลักษณะและประเภทของความรู้

ลักษณะและประเภทของความรู้ แบ่งได้หลายลักษณะตามความคิดเห็นของแต่ละนักวิชาการ โดยแต่ละนักวิชาการก็จะมีความหมายหลายประเภทด้วยกัน แต่จะสรุปได้ว่า

1. ความรู้ชัดแจ้ง หรือเป็นความรู้ที่แสดงออกมาให้เห็น ไม่ว่าจะเป็นความรู้ทางสังคม หรือทั่วๆ ไป ที่เป็นความรู้ที่มีลักษณะเป็นเหตุเป็นผล สามารถรวบรวมและถ่ายทอดออกมาอย่างเห็นได้ชัดในรูปแบบต่างๆ ได้

2. ความรู้ที่ฝังลึก หรือความรู้แบบซ่อนเร้น ซึ่งเป็นความรู้เฉพาะตัวบุคคล โดยจะเป็นความรู้ทั่วๆ ไป หรือความรู้เฉพาะ ก็แล้วแต่ความสามารถของบุคคลนั้นๆ

3. ความรู้โครงสร้าง หรือความรู้ต่อยอดจากความรู้เดิม

กระบวนการทางความรู้ สามารถอธิบายได้ 3 ประเด็นหลักๆ คือ

- กระบวนการในการสร้างความรู้ใหม่

- กระบวนการในการทำให้เกิดผลผลิต

- กระบวนการที่เกี่ยวกับการเป็นตัวแทน

เจนเนตร มณีนาค และคณะ ได้อธิบายถึงวงจรหรือกระบวนการของความรู้ว่า ความรู้ทั่วๆ ไปมักจะมีการถ่ายเทหรือไหลจากด้านบนลงด้านล่าง แต่สำหรับการที่มีการจัดการความรู้ ข้อมูลจะไหลเวียนทั้งในระดับแนวราบและแนวดิ่ง ซึ่งจะประกอบไปด้วย 4 ประการ คือ

1. การค้นหา หรือการสร้างขึ้นใหม่

2. การรวบรวมจัดการ

3. การแบ่งปัน แลกเปลี่ยนความรู้

4. การใช้งานและการนำกลับมาใช้ใหม่

ความหมายของการจัดการความรู้

เป็นกระบวนการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ รูปแบบใหม่ ที่เน้นการพัฒนากระบวนงาน ควบคู่ไปกับการพัฒนาการเรียนรู้ ผ่านกระบวนการจำแนก วิเคราะห์ และจัดระเบียบความรู้ เพื่อสรรหา คัดเลือกจัดการ และเผยแพร่สารสนเทศที่ถูกต้องเหมาะสม

เป้าหมายของการจัดการความรู้ จะประกอบไปด้วย

- องค์กร ---- > บรรลุเป้าหมาย

- การทำงาน ---- > มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลบรรลุเป้าหมาย

- คน หรือบุคลากร ---- > คิดเป็น ทำเป็น

องค์ประกอบของการจัดการความรู้ จะประกอบไปด้วย

1. คน

2. เทคโนโลยี (เป็นเครื่องมือด้านการค้นหา จัดเก็บ และแลกเปลี่ยน)

3. กระบวนการเรียนรู้ เป็นการบริหารจัดการ เพื่อนำความรู้จากแหล่งความรู้ไปใช้

สรุป

แล้วเป้าหมายของการจัดการความรู้ คือ ทำให้คน และองค์กรเก่งขึ้น และทุกอย่างจะต้องมีความรู้ บวกกับนวัตกรรม เป็นฐาน ซึ่งถ้าทำตั้งแต่ข้างบนลงล่าง จะต้องทำทุกขั้นตอน แต่ถ้าทำตั้งแต่ด้านล่างขึ้นข้างบน จะเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป้าหมาย คือ การแข่งขัน .........

น.ส.ช่อทิพย์ รุ่งรัศมีทอง
IP: xxx.25.0.179
เขียนเมื่อ Thu Feb 25 2010 13:54:09 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียน อาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2553

การจัดการความรู้ คือ การรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในส่วนราชการซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด โดยที่ความรู้มี 2 ประเภท คือ

1. ความรู้ที่ฝังอยู่ในคน (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ พรสวรรค์หรือสัญชาติญาณของแต่ละบุคคลในการทำความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ เป็นความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษรได้โดยง่าย เช่น ทักษะในการทำงาน งานฝีมือ หรือการคิดเชิงวิเคราะห์ บางครั้ง จึงเรียกว่าเป็นความรู้แบบนามธรรม

2. ความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็นความรู้ที่สามารถรวบรวม ถ่ายทอดได้ โดยผ่านวิธีต่าง ๆ เช่น การบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี คู่มือต่าง ๆ และบางครั้งเรียกว่าเป็นความรู้แบบรูปธรรม

ประเภทของความรู้

ลักษณะและประเภทของความรู้แบ่งได้เป็นหลายลักษณะตามความคิดเห็นของนักวิชาการ ยกตัวอย่าง

เคมป์ ดา แบ่งความรู้เป็น 2 ประเภท สรุปดังนี้

1.ความรู้ทางสังคม (Social Knowledge) หรือความรู้สาธารณะ เป็นความรู้ที่รวบรวมโดระบบสังคมซึ่งสามารถเข้ถึงได้อย่างอิสระและเท่าเทียมกันของสมาชิกที่อยู่ในสังคมนั้นๆผ่านการเก็บบันทึกและรวบรวม

2.ความรู้ส่วนบุคคล (Personal Knowledge) หรือ ความรู้ส่วนตัว คือความรู้ที่อยู่ภายในจิตใจของบุคลและสามารถเข้าใจ หรือรับรู้ได้เพียงบุคลคนนั้น หรือโดยผ่านบุคคลคนนั้น เช่น การถามคำถามบุคคลนั้นโดยตรง

ความหมายของการจัดการความรู้

เป็นกระบวนการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ รูปแบบใหม่ที่เน้นการพัฒนาระบบงาน (Businees Process) ควบคู่ไปกับการพัฒนาการเรียนรู้ ผ่านกระบวนการจำแนก วิเคราะห์ และจัดระเบียบความรู้ เพื่อสรรหา คัดเลือก จัดการและเผยแพร่สารสนเทศ ที่ถูกต้องเหมาะสม และเอื้ออำนวยให้เกิดการแบ่งปันความรู้

ความรู้ เป็นความคิดของแต่ละบุคคลที่ผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์ จนเกิดความเข้าใจและนำไปใช้ประโยชน์

เป้าหมายของการจัดการความรู้

บรรลุเป้าหมายองค์กร

มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลการทำงาน

คิดเป็นทำเป็นคน

ความรู้เป็นการผสมผสานขององค์ประกอบหลายอย่างที่มีลักษณะเปลี่ยนแปลงได้ ในขณะเดี่ยวกันก็มีโครงสร้างที่เป็นทางการที่เป็นลักษณะของการรู้แจ้ง เช่น การพูคุยสนทนา การฝึกงาน เป็นต้น

ตั้งเป้าหมายการจัดการความรู้เพื่อพัฒนา

งาน พัฒนางาน

คน พัฒนาคน

องค์กร เป็นองค์กรการเรียนรู้

ความเป็นชุมชนในที่ทำงาน การจัดการความรู้จึงไม่ใช่เป้าหมายในตัวของมันเอง นี่คือ หลุมพรางข้อที่ 1 ของการจัดการความรู้ เมื่อไรก็ตามที่มีการเข้าใจผิด เอาการจัดการความรู้เป็นเป้าหมาย ความผิดพลาดก็เริ่มเดินเข้ามา อันตรายที่จะเกิดตามมาคือ การจัดการความรู้เทียม หรือ ปลอม เป็นการดำเนินการเพียงเพื่อให้ได้ชื่อว่ามีการจัดการความรู้ การริเริ่มดำเนินการจัดการความรู้ แรงจูงใจ การริเริ่มดำเนินการจัดการความรู้เป็นก้าวแรก ถ้าก้าวถูกทิศทาง ถูกวิธี ก็มีโอกาสสำเร็จสูง แต่ถ้าก้าวผิด ก็จะเดินไปสู่ความล้มเหลว ตัวกำหนดที่สำคัญคือแรงจูงใจในการริเริ่มดำเนินการจัดการความรู้

กระบวนการจัดการความรู้ (Knowledge Management)

1. การบ่งชี้ความรู้ เป็นการพิจารณาว่าองค์กรมีวิสัยทัศน์ พันธกิจ ยุทธศาสตร

2. การสร้างและแสวงหาความรู้ความรู้

3 . การจัดความรู้ให้เป็นระบบ

4. การประมวลและกลั่นกรองความรู้

5. การเข้าถึงความรู้

6. การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้เทคโนโลยีสารสนเทศ

7. การเรียนรู้ ควรทำให้การเรียนรู้เป็นส่วนหนึ่งของงาน

การจัดการความรู้เป็นการดำเนินการอย่างน้อย 6 ประการต่อความรู้ ได้แก่

(1) การกำหนดความรู้หลักที่จำเป็นหรือสำคัญต่องานหรือกิจกรรมของกลุ่มหรือองค์กร

(2) การเสาะหาความรู้ที่ต้องการ

(3) การปรับปรุง ดัดแปลง หรือสร้างความรู้บางส่วน ให้เหมาะต่อการใช้งานของตน

(4) การประยุกต์ใช้ความรู้ในกิจการงานของตน

(5) การนำประสบการณ์จากการทำงาน และการประยุกต์ใช้ความรู้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสกัด “ขุมความรู้” ออกมาบันทึกไว้

(6) การจดบันทึก “ขุมความรู้” และ “แก่นความรู้” สำหรับไว้ใช้งาน และปรับปรุงเป็นชุดความรู้ที่ครบถ้วน ลุ่มลึกและเชื่อมโยงมากขึ้น เหมาะต่อการใช้งานมากยิ่งขึ้น

สรุป

จะเห็นได้ว่าทุกองค์กร ไม่ว่าจะขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ต่างก็ให้ความสำคัญกับการจัดการความรู้ (Knowledge Management) เพราะเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อการก้าวหน้าหรือถอยหลังขององค์กร การทำให้บุคลากรมีความกระตือรือล้นที่จะสร้างบรรยากาศในการแสวงหาความรู้ เพื่อนำพาองค์กรเจริญต่อไปในอนาคต จำเป็นจะต้องคำนึงถึงปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประกอบกันไปด้วย มิฉะนั้นความรู้ทุกคนที่ได้ร่วมแรงร่วมใจในการสร้างนั้น ก็จะไม่มีประโยชน์อันใดเลย

SAYAN CHRNUWAT
IP: xxx.31.15.241
เขียนเมื่อ Thu Feb 25 2010 17:12:35 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียน วิชาการจัดการความรู้ในองค์กร (Knowledge Management in Organization) ในวันอาทิตย์ ที่ 21/ก.พ/2553

มีการเรียนการสอนทั้งหมด 2 บทด้วยกัน

บทที่1 แนวความคิดพื้นฐานเกี่ยวกับความรู้

       ในบทนี้ผู้ศึกษาควรจะมีความรู้ความเข้าใจกับแนวความคิดเกี่ยวกับ ความรู้ ความหมายของความรู้ ความสัมพันธ์ของข้อมูลสารสนเทศ และความรู้ประเภทและลักษณะของความรู้ และวงจรของความรู้ เมื่อผู้ศึกษา ศึกษาในรายละเอียดแล้ว จะทำให้มีความรู้และความเข้าใจในเรื่องเกี่ยวกับความรู้ได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะประกอบด้วย

-แนวความคิดเกี่ยวกับความรู้

-ความหมายของความรู้

-ข้อมูล สารสนเทศ และความรู้

-ลักษณะและประเภทของความรู้

-องค์ประกอบของความรู้

-กระบวนการทางความรู้

-วงจรหรือกระบวนการของความรู้

      สรุปได้ว่า ความรู้ เป็นความคิดของแต่ละบุคคลที่ผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์ และสังเคราะห์ จนเกิดความเข้าใจและนำไปใช้ประโยชน์ในการสรุปและตัดสินใจในสถานการณ์ต่างๆ จนได้รับการยอมรับโดยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งของสังคม ความรู้ แบ่งออกได้ 3 ประเภท คือ 1) ความรู้ที่ฝังลึก หรือความรู้แบบซ่อนเร้น (Implicit or Tacit Knowledge) เป็นความรู้เฉพาะ หรือความรู้ทั่วไป หรือความรู้ทางสังคม ความรู้ขององค์การ ความรู้ส่วนบุคคล ที่มีลักษณะเป็นความรู้ที่อยู่ในจิตใจของแต่ละบุคคล เกิดจากประสบการณ์ การเรียนรู้หรือพรสวรรค์ต่างๆ และสามารถเข้าใจและรับรู้ได้เพียงบุคคลนั้น หรือแต่ละบุคคล 2) ความรู้แจ้งชัด หรือความรู้ที่แสดงออกมาให้เห็น (Explicit Knowledge) เป็นความรู้เฉพาะ หรือความรู้ทั่วไป ความรู้ทางสังคม ความรู้ขององค์การที่มีลักษณะเป็นความรู้ที่เป็นเหตุเป็นผล สามารถรวบรวมและถ่ายทอดออกมาอย่างเห็นได้ชัดในรูปแบบต่างๆ เช่น หนังสือ คู่มือ เอกสาร และรายงานต่างๆ ซึ่งทำให้คนสามารถเข้าถึงได้ง่าย 3) ความรู้โครงสร้าง หรือความรู้ที่ต่อยอดจากความรู้เดิม (Structural Knowledge) เป็นความรู้เฉพาะ หรือความรู้ทั่วไป ความรู้ทางสังคม ความรู้ขององค์การที่เกิดจากการต่อยอดองค์ความรู้ ความรู้มีองค์ประกอบและกระบวนการที่มีความหลากหลายที่แสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนไหลของข้อมูลทั้งในระดับแนวราบและแนวดิ่ง ที่เชื่อมโยงและเป็นระบบ เพื่อให้ได้รูปแบบของความรู้ใหม่ๆ ออกมา ซึ่งความรู้ใหม่ๆ เหล่านี้จะหมุนเวียนกลับไปเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าขององค์การต่อไป 

บทที่2 แนวความคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการจัดการความรู้

       ในบทที่2 นี้ผู้ศึกษาจะมีความเข้าใจกับแนวความคิดเกี่ยวกับ การจัดการความรู้ ความหมายของการจัดการความรู้ หลักการจัดการความรู้ ขอบเขตการจัดการความรู้ และกรอบแนวคิดการจัดการ ความรู้ที่หลากหลายจากนักวิชาการ เพื่อให้ผู้ศึกษาเห็นภาพการจัดการความรู้เชิงระบบมากยิ่งขึ้น แล้วจะทำให้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องเกี่ยวกับการจัดการความรู้ได้เป็นอย่างดี มีหัวข้อหลักๆ ดังต่อไปนี้ 

-แนวความคิดเกี่ยวกับการจัดการความรู้

-ความหมายของการจัดการความรู้

-หลักการจัดการความรู้

-ขอบเขตของการจัดการความรู้

-กรอบแนวความคิดการจัดการความรู้

 -ขั้นตอนในการดำเนินการในการจัดการความรู้

-บทบาทของผู้จัดการความรู้

      ดังนั้นพอสรุปได้ว่า การจัดการความรู้ เป็นกระบวนการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบรูปแบบใหม่ที่เน้นการพัฒนากระบวนงาน (Business Process) ควบคู่ไปกับการพัฒนาการเรียนรู้ (Learning Process) ผ่านกระบวนการจำแนก วิเคราะห์ และจัดระเบียบความรู้ เพื่อสรรหา คัดเลือกจัดการ และเผยแพร่สารสนเทศที่ถูกต้องเหมาะสม และเอื้ออำนวยให้เกิดการแบ่งปันความรู้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งขององค์การ เพื่อปรับปรุงและเพื่อเพิ่มขีดความสามารถเชิงการแข่งขัน และให้ได้มุมมองในองค์การมากขึ้น หลักการจัดการความรู้ ควรเน้นในเรื่องการใช้กิจกรรม เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ และการร่วมกลุ่มเป็นสำคัญ เพื่อสร้างพฤติกรรมการเรียนรู้ร่วมกัน

      การจัดการความรู้มีขั้นตอนการดำเนินงาน 12 ขั้นตอน คือ

1.การวินิจฉัยองค์การ

2.การกำหนดวิสัยทัศน์การจัดการความรู้

3.การสื่อสารการจัดการความรู้

4.การละลายพฤติกรรมและการเปลี่ยนแปลง

5.การแสวงหาความรู้

6.การแบ่งปันความรู้

7.การสร้างความรู้

8.การจัดเก็บและการสืบค้นความรู้

9.การเข้าถึงความรู้

10.การซึมซับความรู้

11.การประยุกต์ใช้ความรู้

12.การประเมินผล

                                  NO LIMIT KNOWLEDGE

                                      “ความรู้ไม่มีที่สิ้นสุด”

พรรษมน มานะการ
IP: xxx.31.15.241
เขียนเมื่อ Thu Feb 25 2010 17:21:06 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียน วิชาการจัดการความรู้ในองค์กร (Knowledge Management in Organization) ในวันอาทิตย์ ที่ 21/ก.พ/2553

มีการเรียนการสอนทั้งหมด 2 บทด้วยกัน

บทที่1 แนวความคิดพื้นฐานเกี่ยวกับความรู้

       ในบทนี้ผู้ศึกษาควรจะมีความรู้ความเข้าใจกับแนวความคิดเกี่ยวกับ ความรู้ ความหมายของความรู้ ความสัมพันธ์ของข้อมูลสารสนเทศ และความรู้ประเภทและลักษณะของความรู้ และวงจรของความรู้ เมื่อผู้ศึกษา ศึกษาในรายละเอียดแล้ว จะทำให้มีความรู้และความเข้าใจในเรื่องเกี่ยวกับความรู้ได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะประกอบด้วย

-แนวความคิดเกี่ยวกับความรู้

 -ความหมายของความรู้

-ข้อมูล สารสนเทศ และความรู้

 -ลักษณะและประเภทของความรู้

-องค์ประกอบของความรู้

-กระบวนการทางความรู้

-วงจรหรือกระบวนการของความรู้

     สรุปได้ว่า ความรู้ เป็นความคิดของแต่ละบุคคลที่ผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์ และสังเคราะห์ จนเกิดความเข้าใจและนำไปใช้ประโยชน์ในการสรุปและตัดสินใจในสถานการณ์ต่างๆ จนได้รับการยอมรับโดยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งของสังคม

     ความรู้ แบ่งออกได้ 3 ประเภท คือ 

1) ความรู้ที่ฝังลึก หรือความรู้แบบซ่อนเร้น (Implicit or Tacit Knowledge) เป็นความรู้เฉพาะ หรือความรู้ทั่วไป หรือความรู้ทางสังคม ความรู้ขององค์การ ความรู้ส่วนบุคคล ที่มีลักษณะเป็นความรู้ที่อยู่ในจิตใจของแต่ละบุคคล เกิดจากประสบการณ์ การเรียนรู้หรือพรสวรรค์ต่างๆ และสามารถเข้าใจและรับรู้ได้เพียงบุคคลนั้น หรือแต่ละบุคคล

2) ความรู้แจ้งชัด หรือความรู้ที่แสดงออกมาให้เห็น (Explicit Knowledge) เป็นความรู้เฉพาะ หรือความรู้ทั่วไป ความรู้ทางสังคม ความรู้ขององค์การที่มีลักษณะเป็นความรู้ที่เป็นเหตุเป็นผล สามารถรวบรวมและถ่ายทอดออกมาอย่างเห็นได้ชัดในรูปแบบต่างๆ เช่น หนังสือ คู่มือ เอกสาร และรายงานต่างๆ ซึ่งทำให้คนสามารถเข้าถึงได้ง่าย

3) ความรู้โครงสร้าง หรือความรู้ที่ต่อยอดจากความรู้เดิม (Structural Knowledge) เป็นความรู้เฉพาะ หรือความรู้ทั่วไป ความรู้ทางสังคม ความรู้ขององค์การที่เกิดจากการต่อยอดองค์ความรู้ ความรู้มีองค์ประกอบและกระบวนการที่มีความหลากหลายที่แสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนไหลของข้อมูลทั้งในระดับแนวราบและแนวดิ่ง ที่เชื่อมโยงและเป็นระบบ เพื่อให้ได้รูปแบบของความรู้ใหม่ๆ ออกมา ซึ่งความรู้ใหม่ๆ เหล่านี้จะหมุนเวียนกลับไปเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าขององค์การต่อไป

บทที่2 แนวความคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการจัดการความรู้

       ในบทที่2 นี้ผู้ศึกษาจะมีความเข้าใจกับแนวความคิดเกี่ยวกับ การจัดการความรู้ ความหมายของการจัดการความรู้ หลักการจัดการความรู้ ขอบเขตการจัดการความรู้ และกรอบแนวคิดการจัดการ ความรู้ที่หลากหลายจากนักวิชาการ เพื่อให้ผู้ศึกษาเห็นภาพการจัดการความรู้เชิงระบบมากยิ่งขึ้น แล้วจะทำให้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องเกี่ยวกับการจัดการความรู้ได้เป็นอย่างดี มีหัวข้อหลักๆ ดังต่อไปนี้

-แนวความคิดเกี่ยวกับการจัดการความรู้

-ความหมายของการจัดการความรู้

-หลักการจัดการความรู้

-ขอบเขตของการจัดการความรู้

-กรอบแนวความคิดการจัดการความรู้

-ขั้นตอนในการดำเนินการในการจัดการความรู้

-บทบาทของผู้จัดการความรู้

     ดังนั้นพอสรุปได้ว่า การจัดการความรู้ เป็นกระบวนการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบรูปแบบใหม่ที่เน้นการพัฒนากระบวนงาน (Business Process) ควบคู่ไปกับการพัฒนาการเรียนรู้ (Learning Process) ผ่านกระบวนการจำแนก วิเคราะห์ และจัดระเบียบความรู้ เพื่อสรรหา คัดเลือกจัดการ และเผยแพร่สารสนเทศที่ถูกต้องเหมาะสม และเอื้ออำนวยให้เกิดการแบ่งปันความรู้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งขององค์การ เพื่อปรับปรุงและเพื่อเพิ่มขีดความสามารถเชิงการแข่งขัน และให้ได้มุมมองในองค์การมากขึ้น หลักการจัดการความรู้ ควรเน้นในเรื่องการใช้กิจกรรม เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ และการร่วมกลุ่มเป็นสำคัญ เพื่อสร้างพฤติกรรมการเรียนรู้ร่วมกัน

การจัดการความรู้มีขั้นตอนการดำเนินงาน 12 ขั้นตอน คือ

1.การวินิจฉัยองค์การ

2.การกำหนดวิสัยทัศน์การจัดการความรู้

3.การสื่อสารการจัดการความรู้

4.การละลายพฤติกรรมและการเปลี่ยนแปลง

5.การแสวงหาความรู้

6.การแบ่งปันความรู้

7.การสร้างความรู้

8.การจัดเก็บและการสืบค้นความรู้

9.การเข้าถึงความรู้

10.การซึมซับความรู้

11.การประยุกต์ใช้ความรู้

12.การประเมินผล

น.ส.ชมพู่ โสภาพงษ์
IP: xxx.49.35.195
เขียนเมื่อ Fri Feb 26 2010 12:08:15 GMT+0700 (ICT)

สรุปผลการเรียนวันอาทิตย์ที่ 21  กุมภาพันธ์ 2553


Knowledge Management in Organization
ความรู้เป็นความคิดของแต่ละบุคคลที่ผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์ จนเกิดความเข้าใจและนำไปใช้ประโยชน์ในการสรุปและตัดสินใจในสถานการณ์ต่าง ๆ จนได้รับการยอมรับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งทางสังคมดังความรู้แบ่งออกได้ 3 ประเภทคือ
1.ความรู้ที่ฝั่งลึกหรือความรู้แบบซ่อนเร้น  (Implicit Tacit Knowledge)คือความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์ การเรียนรู้ ความรู้เฉพาะหรือความรู้ทั่วไป
2.ความรู้แจ้งชัด หรือความรู้ที่แสดงออกมาให้เห็น  (Explicit Knowledge)คือความรู้เฉพาะ หรือความรู้ทั่วไป เช่นหนังสือคู่มือเอกสารรายงานต่างๆ
3.ความรู้โครงสร้างหรือความรู้ที่ต่อยอดจากความรู้เดิม  (Structural Knowledge) เป็นความรู้เฉพาะ ความรู้ทั่วไป หรือความรู้ทางสังคมหรือความรู้ทางองค์การที่เกิดจากการต่อยอดองค์ความรู้
มนุษย์มีการพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีการคิดค้นวิธีเริ่มตั้งแต่
1.ยุคโบราณ
2.ยุคสังคมเกษตร
3.ยุคอุตสาหกรรม
4.ยุคสาระสนเทศ
5.ยุคความรู้
การจัดการความรู้ เป็นกระบวนการผู้บริหารจัดการอย่างเป็นระบบรูปแบบใหม่ที่เน้นการพัฒนากระบวนงานควบคู่ไปกับการพัฒนาการเรียนรู้ ผ่านกระการจำแนก วิเคราะห์ และจัดและเบียบความรู้ เพื่อสรรหา คัดเลือกจัดการ และเผยแพร่สาระสนเทศที่ถูกต้องเหมาะสม
การจัดการความรู้ มีขั้นตอน 12ขั้นตอนคือ
1. การวินิจฉัยองค์การ
2. การกำหนดวิสัยทัศน์การจัดการความรู้
3. การสื่อสารการจัดการความรู้
4. การละลายพฤติกรรมและการเปลี่ยนแปลง
5. การแสวงหาความรู้
6. การแบ่งปันความรู้
7. การสร้างความรู้
8. การจัดเก็บและการสืบค้นความรู้
9. การเข้าถึงความรู้
10. การซึมซับความรู้
11. การประยุกต์ใช้ความรู้
12. การประเมินผล
ดังนั้นการเรียนรู้ขององค์การเป็นปัจจัย และเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในความคิดภูมิปัญญา ความรู้ ความเข้าใจ การหยั่งรู้
ความรู้ระดับองค์การแบ่งได้ 3ระดับ
1. ระดับองค์การ
2. ระดับกลุ่ม
3. ระดับกลุ่ม
ดังนั้นกระบวนการเรียนรู้ขององค์การเกี่ยวกับการวางแผน เช่นวิสัยทัศน์ เป้าหมาย นโยบาย กลยุทธ์  วัฒนธรรมการทำงาน และพฤติกรรมและลักษณะของพนักงานในองค์การ
องค์ประกอบของการจัดการความรู้
 คน
 เทคโนโลยี ช่วยค้นหา จัดเก็บ แลกเปลี่ยน
 กระบวนการเรียนรู้ เป็นการบริหารจัดการ เพื่อนำความรู้จากแหล่งความรู้ไปให้ผู้ใช้
การพัฒนาการจัดการ ต้องใช้ศาสตร์และศิลปะและระยะเวลาการบ่มเพาะเพื่อให้ได้มาซึ่งคนที่มีความรู้ความสามารถเท่ากับยุคการเปลี่ยนแปลงซึ่งเกิดขึ้นตลอดเวลา

พักดิ์ เกยแก้ว
IP: xxx.87.101.163
เขียนเมื่อ Fri Feb 26 2010 14:35:51 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียน วันที่ 21/02/2553 นางพักดิ์ เกยแก้ว วิชา การจัดการความรู้

ดาเวนพอร์ต และ พรูเซค (Davenport and Prusak ) ให้คำจำกัดความว่า

ความรู้ คือ การใช้ประสบการณื คุณค่า สารสนเทศ ความชำนาญ และสัญชาติญาณ เพื่อกำหนดสภาพแวดล้อมและกรอบการทำงาน

สำหรับการประำเมิณเิพื่อใำห้ได้ประสบการณ์และสารสนเทศใหม่ ซึ่งมีวิธีการแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ความรู้ไม่ได้เพียงอยู่ในรูป

เอกสารแต่อยู่ในประสบการณ์การทำงานประำจำ กระบวนการ วิธีการปฏิบัติ และความเชื่อในองค์การนั้น

ทาซามากิ (Hideo Tamazaki) อ้างใน สถาบันเำพิ่มผลผลิตแห่งชาติ อธิบายให้เห็นความสำคัญของความรู้ในรูปของปิรามิด เพื่อ

แสดงให้เห็นถึงลำดับขึ้นของการเกิดความรู้ว่ามีขั้นตอนหรือกระบวนการเกิดความรู้ว่าเกิดขึ้นมาอย่างไีร

1 ข้อมูล (Data) หมายถึงข้อเท็จจริงต่าง ๆ โดยเป็นข้อมูลดิบหรือตัวเลขต่าง ๆ ที่ยังไม่ได้ผ่านการแปลความ

2 สารสนเทศ (Information) หมายถึง ข้อมูลที่ผ่านกระบวนการวิเคราะห์ สังเคราะห์ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการและ

ตัดสินใจโดยมีบริบทที่เกิดจากความเชื่อ สามัญสำนึก หรือประสบการณ์ของผู้ใช้สารสนเทศนั้น โดยมักจะอยู่ในรูปของข้อมูลที่วัด

หรือจับต้องได้

3 ความรู้ (Knowledge) หมายถึง สารสนเทศที่ผ่านกระบวนการคิด และนำไปใช้ประโยชน์ในการสรุป และตัดสินใจในสถานการณ์

ได้โดยไม่จำกัดช่วงเวลา

4 ปัญญา (Wisdom) หมายถึง ความรู้ฝังอยู่ในตัวตน ก่อให้เกิดประโยชน์ในการนำไปใช้

ในทรรศนะของผู้เรียบเรียง เห็นว่า ความรู้ แบ่งออกได้ 3 ประเภท คือ

1 ความรู้ที่ฝังลึก หรือความรูี้แบบซ่อนเร้น (Implicit or Tacit Knowledge) เป็นความรู้เฉพาะ หรือความรู้ทั่วไป หรือความรู้ทาง

สังคม หรือความรู้ขององค์การ หรือความรู้ส่วนบุคคล เกิดจากประสบการณ์ การเรียนรู้ หรือพรสวรรค์ต่าง ๆ และสามารถเข้าใจ

และรับรู้ได้เำพียงบุคคลนั้น หรือแต่ละบุคคล

2 ความรู้แจ้งชัด หรือความรู้ที่แสดงออกมาให้เห็น (Explicit Knowledge) เป็นความรู้เฉพาะ หรือความรู้ทั่วไป สามารถรวบรวมและ

ถ่ายทอดออกมาอย่างเห็นได้ชัดในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งทำให้สามารถเข้าถึงได้ง่าย

3 ความรู้โครงสร้าง หรือความรู้ที่ต่อยอดจากความรู้เดิม (Stuctural Knowledge)

เป็นความรู้เฉพาะ หรือความรู้ทั่วไป หรือความรู้ทางสังคม หรือความรู้ขององค์การที่เป็นระบบ ที่เกิดจากการต่อยอดองค์ความรู้

เจนเนตร มณีนาค และคณะ อธิบายถึง วงจรหรือกระบวนการของความรู้ว่าความรู้ทั่วไป มักจะมีการถ่ายเท หรือไหลจากบนลงล่าง

แต่สำหรับองค์การที่มีการจัดการความรู้ ข้อมูลจะไหลเวียนทั้งในระดับแนวราบและแนวดิ่ง คือไหลไปทั่วทั้งองค์การโดยมีองค์ประ

กอบ 4 ประการ คือ

1 การค้นหาและการสร้างขึ้นใหม่ (Find/Create)

2 การรวบรวมจัดการ (Organized)

3 การแบ่งปัน แลกเปลี่ยนความรู้ (Share)

4 การใช้งานและการนำกลับมาใช้ใหม่ (Use/Reuse)

Chan Lee and Ronald Jacob ได้นำเสนอภาพรวมของความรู้ที่มีพื้นฐานมาจากทฤษฎีระบบ โดยการใส่ความรู้ที่เป็นสินทรัำพย์เข้า

ไปในการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพจะทำให้ได้รูปแบบของความรู้ใหม่ ๆ ออกมาซึ่งความรู้ใหม่ ๆ เหล่านี้ จะหมุนเวียนกลับไป

เป็นสินทรัพย์ที่มีค่าขององค์การเพื่อรอการศึกษา

ขั้นตอนในการดำเนินการในการจัดการความรู้ โดย อ.ดร. ยงยุทธ ยศยิ่งยง

1. การวินิจฉัยองค์การ

2. การกำหนดวิสัยทัศน์

3. การสื่อสาร

4. การละลายพฤติกรรมและการเปลี่ยนแปลง

5. การแสวงหาความรู้

6. การแบ่งปันความรู้

7. การสร้างความรู้

8. การจัดเก็บความรู้

9. การเข้าถึงความรู้

10. การซึมซับความรู้

11. การประยุกต์ใช้ความรู้

12. การประเมินผล

ในทรรศนะของผู้เรียบเรียงเห็นว่า การจัดการความรู้ เป็นกระบวนการบริหารการจัดการอย่างเป็นระบบ รูปแบบใหม่ที่เน้นการพัฒนา

กระบวนการงาน (Learning Process) ผ่านกระบวนการจำแนก วิเคราะห์ และจัดระเบียบความรู้ เพื่อสรรหา คัดเลือกจัดการ และเผื่อ

แพร่สารสนเทศที่ถูกต้องและเหมาะสม

พีรชัย ใครอุบล
IP: xxx.144.180.4
เขียนเมื่อ Fri Feb 26 2010 14:45:29 GMT+0700 (ICT)

การจัดการความรู้คืออะไร

การจัดการความรู้ (Knowledge Management : KM)

การจัดการความรู้ คือ การรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในส่วนราชการซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด โดยที่ความรู้มี 2 ประเภท คือ

1. ความรู้ที่ฝังอยู่ในคน (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ พรสวรรค์หรือสัญชาติญาณของแต่ละบุคคลในการทำความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ เป็นความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษรได้โดยง่าย เช่น ทักษะในการทำงาน งานฝีมือ หรือการคิดเชิงวิเคราะห์ บางครั้ง จึงเรียกว่าเป็นความรู้แบบนามธรรม

2. ความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็นความรู้ที่สามารถรวบรวม ถ่ายทอดได้ โดยผ่านวิธีต่าง ๆ เช่น การบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี คู่มือต่าง ๆ และบางครั้งเรียกว่าเป็นความรู้แบบรูปธรรม

นพ.วิจารณ์ พานิช ได้ให้ความหมายของคำว่า “การจัดการความรู้” ไว้ คือ สำหรับนักปฏิบัติ การจัดการความรู้คือ เครื่องมือ เพื่อการบรรลุเป้าหมายอย่างน้อย 4 ประการไปพร้อมๆ กัน ได้แก่

1. บรรลุเป้าหมายของงาน

2. บรรลุเป้าหมายการพัฒนาคน

3. บรรลุเป้าหมายการพัฒนาองค์กรไปเป็นองค์กรเรียนรู้ และ

4. บรรลุความเป็นชุมชน เป็นหมู่คณะ ความเอื้ออาทรระหว่างกันในที่ทำงาน

การจัดการความรู้เป็นการดำเนินการอย่างน้อย 6 ประการต่อความรู้ ได้แก่

(1) การกำหนดความรู้หลักที่จำเป็นหรือสำคัญต่องานหรือกิจกรรมของกลุ่มหรือองค์กร

(2) การเสาะหาความรู้ที่ต้องการ

(3) การปรับปรุง ดัดแปลง หรือสร้างความรู้บางส่วน ให้เหมาะต่อการใช้งานของตน

(4) การประยุกต์ใช้ความรู้ในกิจการงานของตน

(5) การนำประสบการณ์จากการทำงาน และการประยุกต์ใช้ความรู้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสกัด “ขุมความรู้” ออกมาบันทึกไว้

(6) การจดบันทึก “ขุมความรู้” และ “แก่นความรู้” สำหรับไว้ใช้งาน และปรับปรุงเป็นชุดความรู้ที่ครบถ้วน ลุ่มลึกและเชื่อมโยงมากขึ้น เหมาะต่อการใช้งานมากยิ่งขึ้น

โดยที่การดำเนินการ 6 ประการนี้บูรณาการเป็นเนื้อเดียวกัน ความรู้ที่เกี่ยวข้องเป็นทั้งความรู้ที่ชัดแจ้ง อยู่ในรูปของตัวหนังสือหรือรหัสอย่างอื่นที่เข้าใจได้ทั่วไป (Explicit Knowledge) และความรู้ฝังลึกอยู่ในสมอง (Tacit Knowledge) ที่อยู่ในคน ทั้งที่อยู่ในใจ (ความเชื่อ ค่านิยม) อยู่ในสมอง (เหตุผล) และอยู่ในมือ และส่วนอื่นๆ ของร่างกาย (ทักษะในการปฏิบัติ) การจัดการความรู้เป็นกิจกรรมที่คนจำนวนหนึ่งทำร่วมกันไม่ใช่กิจกรรมที่ทำโดยคนคนเดียว เนื่องจากเชื่อว่า “จัดการความรู้” จึงมีคนเข้าใจผิด เริ่มดำเนินการโดยรี่เข้าไปที่ความรู้ คือ เริ่มที่ความรู้ นี่คือความผิดพลาดที่พบบ่อยมาก การจัดการความรู้ที่ถูกต้องจะต้องเริ่มที่งานหรือเป้าหมายของงาน เป้าหมายของงานที่สำคัญ คือ การบรรลุผลสัมฤทธิ์ในการดำเนินการตามที่กำหนดไว้ ที่เรียกว่า Operation Effectiveness และนิยามผลสัมฤทธิ์ ออกเป็น 4 ส่วน คือ

(1) การสนองตอบ (Responsiveness) ซึ่งรวมทั้งการสนองตอบความต้องการของลูกค้า สนองตอบความต้องการของเจ้าของกิจการหรือผู้ถือหุ้น สนองตอบความต้องการของพนักงาน และสนองตอบความต้องการของสังคมส่วนรวม

(2) การมีนวัตกรรม (Innovation) ทั้งที่เป็นนวัตกรรมในการทำงาน และนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์หรือบริการ

(3) ขีดความสามารถ (Competency) ขององค์กร และของบุคลากรที่พัฒนาขึ้น ซึ่งสะท้อนสภาพการเรียนรู้ขององค์กร และ

(4) ประสิทธิภาพ (Efficiency) ซึ่งหมายถึงสัดส่วนระหว่างผลลัพธ์ กับต้นทุนที่ลงไป การทำงานที่ประสิทธิภาพสูง หมายถึง การทำงานที่ลงทุนลงแรงน้อย แต่ได้ผลมากหรือคุณภาพสูง เป้าหมายสุดท้ายของการจัดการความรู้ คือ การที่กลุ่มคนที่ดำเนินการจัดการความรู้ร่วมกัน มีชุดความรู้ของตนเอง ที่ร่วมกันสร้างเอง สำหรับใช้งานของตน คนเหล่านี้จะสร้างความรู้ขึ้นใช้เองอยู่ตลอดเวลา โดยที่การสร้างนั้นเป็นการสร้างเพียงบางส่วน เป็นการสร้างผ่านการทดลองเอาความรู้จากภายนอกมาปรับปรุงให้เหมาะต่อสภาพของตน และทดลองใช้งาน จัดการความรู้ไม่ใช่กิจกรรมที่ดำเนินการเฉพาะหรือเกี่ยวกับเรื่องความรู้ แต่เป็นกิจกรรมที่แทรก/แฝง หรือในภาษาวิชาการเรียกว่า บูรณาการอยู่กับทุกกิจกรรมของการทำงาน และที่สำคัญตัวการจัดการความรู้เองก็ต้องการการจัดการด้วย

ตั้งเป้าหมายการจัดการความรู้เพื่อพัฒนา

งาน พัฒนางาน

คน พัฒนาคน

องค์กร เป็นองค์กรการเรียนรู้

ความเป็นชุมชนในที่ทำงาน การจัดการความรู้จึงไม่ใช่เป้าหมายในตัวของมันเอง นี่คือ หลุมพรางข้อที่ 1 ของการจัดการความรู้ เมื่อไรก็ตามที่มีการเข้าใจผิด เอาการจัดการความรู้เป็นเป้าหมาย ความผิดพลาดก็เริ่มเดินเข้ามา อันตรายที่จะเกิดตามมาคือ การจัดการความรู้เทียม หรือ ปลอม เป็นการดำเนินการเพียงเพื่อให้ได้ชื่อว่ามีการจัดการความรู้ การริเริ่มดำเนินการจัดการความรู้ แรงจูงใจ การริเริ่มดำเนินการจัดการความรู้เป็นก้าวแรก ถ้าก้าวถูกทิศทาง ถูกวิธี ก็มีโอกาสสำเร็จสูง แต่ถ้าก้าวผิด ก็จะเดินไปสู่ความล้มเหลว ตัวกำหนดที่สำคัญคือแรงจูงใจในการริเริ่มดำเนินการจัดการความรู้

การจัดการความรู้ที่ดีเริ่มด้วย

สัมมาทิฐิ : ใช้การจัดการความรู้เป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุความสำเร็จและความมั่นคงในระยะยาว

การจัดทีมริเริ่มดำเนินการ

การฝึกอบรมโดยการปฏิบัติจริง และดำเนินการต่อเนื่อง

การจัดการระบบการจัดการความรู้

แรงจูงใจในการริเริ่มดำเนินการจัดการความรู้ แรงจูงใจแท้ต่อการดำเนินการจัดการความรู้ คือ เป้าหมายที่งาน คน องค์กร และความเป็นชุมชนในที่ทำงานดังกล่าวแล้ว เป็นเงื่อนไขสำคัญ ในระดับที่เป็นหัวใจสู่ความสำเร็จในการจัดการความรู้ แรงจูงใจเทียมจะนำไปสู่การดำเนินการจัดการความรู้แบบเทียม และไปสู่ความล้มเหลวของการจัดการความรู้ในที่สุด แรงจูงใจเทียมต่อการดำเนินการจัดการความรู้ในสังคมไทย มีมากมายหลายแบบ ที่พบบ่อยที่สุด คือ ทำเพียงเพื่อให้ได้ชื่อว่าทำ ทำเพราะถูกบังคับตามข้อกำหนด ทำตามแฟชั่นแต่ไม่เข้าใจความหมาย และวิธีการดำเนินการ จัดการความรู้อย่างแท้จริง

องค์ประกอบสำคัญของการจัดการความรู้ (Knowledge Process)

1. “คน” ถือว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดเพราะเป็นแหล่งความรู้ และเป็นผู้นำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์

2.“เทคโนโลยี” เป็นเครื่องมือเพื่อให้คนสามารถค้นหา จัดเก็บ แลกเปลี่ยน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้อย่างง่าย และรวดเร็วขึ้น

3. “กระบวนการความรู้” นั้น เป็นการบริหารจัดการ เพื่อนำความรู้จากแหล่งความรู้ไปให้ผู้ใช้ เพื่อทำให้เกิดการปรับปรุง และนวัตกรรม

องค์ประกอบทั้ง 3 ส่วนนี้ จะต้องเชื่อมโยงและบูรณาการอย่างสมดุล การจัดการความรู้ของกรมการปกครอง จากพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546 กำหนดให้ส่วนราชการมีหน้าที่พัฒนาความรู้ในส่วนราชการ เพื่อให้มีลักษณะเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ โดยต้องรับรู้ข้อมูลข่าวสารและสามารถประมวลผลความรู้ในด้านต่าง ๆ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติราขการได้อย่างถูกต้อง รวดเร็วและเหมะสมต่อสถานการณ์ รวมทั้งต้องส่งเสริมและพัฒนาความรู้ ความสามารถ สร้างวิสัยทัศน์ และปรับเปลี่ยนทัศนคติของข้าราชการในสังกัดให้เป็นบุคลากรที่มีประสิทธิภาพและมีการเรียนรู้ร่วมกัน ขอบเขต KM ที่ได้มีการพิจารณาแล้วเห็นว่ามีความสำคัญเร่งด่วนในขณะนี้ คือ การจัดการองค์ความรู้เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงบูรณาการ และได้กำหนดเป้าหมาย (Desired State) ของ KM ที่จะดำเนินการในปี 2549 คือมุ่งเน้นให้อำเภอ/กิ่งอำเภอ เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงบูรณาการในพื้นที่ที่เป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยมีหน่วยที่วัดผลได้เป็นรูปธรรม คือ อำเภอ/กิ่งอำเภอ มีข้อมูลผลสำเร็จ การแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงบูรณาการในศูนย์ปฏิบัติการฯ ไม่น้อยกว่าศูนย์ละ 1 เรื่อง และเพื่อให้เป้าหมายบรรลุผล ได้จัดให้มีกิจกรรมกระบวนการจัดการความรู้ (KM Process) และกิจกรรมกระบวนการเปลี่ยนแปลง (Change Management Process) ควบคู่กันไป โดยมีความคาดหวังว่าแผนการจัดการความรู้นี้จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญสู่การปฏิบัติราชการในขอบเขต KM และเป้าหมาย KM ในเรื่องอื่น ๆ และนำไปสู่ความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ที่ยั่งยืน ต่อไป

กลับขึ้นข้างบน

กระบวนการจัดการความรู้

กระบวนการจัดการความรู้ (Knowledge Management) เป็นกระบวนการที่จะช่วยให้เกิดพัฒนาการของความรู้ หรือการจัดการความรู้ที่จะเกิดขึ้นภายในองค์กร มีทั้งหมด 7 ขั้นตอน คือ

1. การบ่งชี้ความรู้ เป็นการพิจารณาว่าองค์กรมีวิสัยทัศน์ พันธกิจ ยุทธศาสตร์ เป้าหมายคืออะไร และเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เราจำเป็นต้องใช้อะไร ขณะนี้เรามีความรู้อะไรบ้าง อยู่ในรูปแบบใด อยู่ที่ใคร

2. การสร้างและแสวงหาความรู้ เช่นการสร้างความรู้ใหม่ แสวงหาความรู้จากภายนอก รักษาความรู้เก่า กำจัดความรู้ที่ใช้ไม่ได้แล้ว

3. การจัดความรู้ให้เป็นระบบ เป็นการวางโครงสร้างความรู้ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเก็บความรู้อย่างเป็นระบบในอนาคต

4. การประมวลและกลั่นกรองความรู้ เช่น ปรับปรุงรูปแบบเอกสารให้เป็นมาตรฐาน ใช้ภาษาเดียวกัน ปรับปรุงเนื้อหาให้สมบูรณ์

5. การเข้าถึงความรู้ เป็นการทำให้ผู้ใช้ความรู้เข้าถึงความรู้ที่ต้องการได้ง่ายและสะดวก เช่น ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) Web board บอร์ดประชาสัมพันธ์ เป็นต้น

6. การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ ทำได้หลายวิธีการ โดยกรณีเป็น Explicit Knowledge อาจจัดทำเป็นเอกสาร ฐานความรู้ เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือกรณีเป็น Tacit Knowledge จัดทำเป็นระบบ ทีมข้ามสายงาน กิจกรรมกลุ่มคุณภาพและนวัตกรรม ชุมชนแห่งการเรียนรู้ ระบบพี่เลี้ยง การสับเปลี่ยนงาน การยืมตัว เวทีแลกเปลี่ยนความรู้ เป็นต้น

7. การเรียนรู้ ควรทำให้การเรียนรู้เป็นส่วนหนึ่งของงาน เช่นเกิดระบบการเรียนรู้จากสร้างองค์ความรู้ การนำความรู้ในไปใช้ เกิดการเรียนรู้และประสบการณ์ใหม่ และหมุนเวียนต่อไปอย่างต่อเนื่อง

กลับขึ้นข้างบน

หัวใจของการจัดการความรู้

มีผู้รู้ได้กล่าวถึง KM หลายแง่หลายมุมที่อาจรวบรวมมาชี้ธงคำตอบว่า หัวใจของ KM อยู่ที่ไหนได้ โดยอาจกล่าวเป็นลำดับขั้นหัวใจของ KM เหมือนกับลำดับขั้นของความต้องการ ( Hierarchy of needs ) ของ Mcgregor ได้ โดยเริ่มจากข้อสมมุติฐานแรกที่เป็นสากลที่ยอมรับทั่วไปว่าความรู้คือพลัง (DOPA KM Team)

1. Knowledge is Power : ความรู้คือพลัง

2. Successful knowledge transfer involves neither computers nor documents but rather in interactions between people. (Thomas H Davenport)

: ความสำเร็จของการถ่ายทอดความรู้ไม่ใช่อยู่ที่คอมพิวเตอร์หรือเอกสาร แต่อยู่ที่การมีปฏิสัมพันธ์ ระหว่างคนด้วยกัน

3. The great end of knowledge is not knowledge but action

: จุดหมายปลายทางสำคัญ ของความรู้มิใช่ที่ตัวความรู้ แต่อยู่ที่การนำไปปฏิบัติ

4. 4. Now the definition of a manager is somebody who makes knowledge productive

: นิยามใหม่ของผู้จัดการ คือ ผู้ซึ่งทำให้ความรู้ผลิตดอกออกผล

จะเห็นว่า จากข้อความที่กล่าวถึง ความรู้ดังกล่าว พอทำให้มองเห็นหัวใจของ KM เป็นลำดับชั้นมาเริ่มแต่ข้อความแรกที่ว่า ความรู้คือพลังหรือความรู้คืออำนาจ ซึ่งเป็นข้อความเป็นที่ยอมรับที่เป็นสากล ทั้งภาคธุรกิจ เอกชน และภาคราชการ จากการยอมรับดังกล่าวมาสู่การเน้นที่ปฏิสัมพันธ์ของคนว่ามีความสำคัญในการถ่ายทอดความรู้กว่าเครื่องมือหรือเอกสารใดและมักกล่าวถึงว่า แม้ความรู้จะถูกจัดระบบและง่ายต่อการเข้าถึงของบุคคล ต่าง ๆ ดีเพียงใดก็ตาม ถ้ามีความรู้ เกิดความรู้ขึ้นแล้ว หากไม่นำไปใช้ประโยชน์ ก็ไม่ใช่จุดหมายปลายทางของ ความรู้และที่ชัดเจนก็คือ ประโยคสุดท้ายที่เน้นการนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ให้เกิดมรรคผลมีคุณค่าประโยชน์เป็นรูปธรรมว่านั่นเป็นนิยามใหม่ของผู้ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการเลยทีเดียว ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่าหัวใจของ KM อยู่ที่การนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม

อ.นพ.วิจารณ์ พานิช กล่าวไว้น่าคิด หลังจากการไปร่วมสัมมนา “นวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อชุมชนเป็นสุข” โดยได้ฟังการบรรยายของ ศ. นพ. ประเวศ วะสี ตีความ “การเรียนรู้เพื่อชุมชนเป็นสุข” ทำให้เกิดความเข้าใจเรื่องการจัดการความรู้อย่างลึกซึ้งมาก จึงขอนำมาเล่าสู่กันฟัง ท่านบอกว่า การพัฒนาชุมชนต้องมี 4 องค์ประกอบ

1. ชุมชน หมายถึงการอยู่ร่วมกัน ความเป็นชุมชนมีเป้าหมายที่การอยู่ร่วมกัน

2. เป็นสุข หมายถึงความเป็นทั้งหมด ความเป็นปรกติ สมดุล บูรณาการของปัจจัยต่าง ๆ อย่างน้อย 8 ด้าน ได้แก่ ชีวิต สังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม ศาสนธรรม ครอบครัว และชุมชน

3. การเรียนรู้ หมายถึงการเรียนรู้ร่วมกันของคนในชุมชนนั้น ๆ ผ่านการปฏิบัติ

4. การสร้างเสริม หมายถึงการเข้าไปเอื้ออำนวย ส่งเสริม เสริมพลัง (empower) ไม่ใช่เข้าไปสอนหรือถ่ายทอดความรู้

ทั้ง 4 องค์ประกอบนี้ คือหัวใจของการจัดการความรู้ในทุกบริบท ไม่ใช่แค่การจัดการความรู้ของชาวบ้านหรือของชุมชน ในเรื่องการจัดการความรู้นี้ การเรียนรู้สำคัญกว่าตัวความรู้ เพราะถ้าไม่ระวัง ตัวความรู้จะเป็นความรู้ที่หยุดนิ่งตายตัว การเรียนรู้จะมีลักษณะ “ดิ้นได้” คือมีชีวิต เป็นพลวัต การเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือการเรียนรู้ร่วมกัน เป็น collective learning และเป็นการเรียนรู้ร่วมกันผ่านการปฏิบัติ (interaction learning through action)

อ.บดินทร์ วิจารณ์ เป็นบุคคลหนึ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งในด้าน การจัดการความรู้ (Knowledge Management - KM) และองค์การแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization)ได้กล่าวไว้เมื่อคราวสัมมนาวิชาการ เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2548 ณ ห้องประชุม 2 อาคาร HS05 คณะมนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ว่า การจัดการความรู้ (KM) สิ่งสำคัญมันอยู่ที่การลงมือปฏิบัติให้ได้ ใช้ภาษาเดียวกัน สื่อความหมายกันให้ได้ การเรียนรู้ของบุคคลหัวใจสำคัญอยู่ที่เราจะได้เรียนรู้จากการสอนคนอื่น (Learning from Teaching) และ สิ่งที่สำคัญของการจัดการความรู้ ก็คือ เรื่องของคน การพัฒนาคน คนพัฒนาตนเอง การวางแผนทำงาน การจัดลำดับความสำคัญ ของงาน ขององค์กร

เครื่องมือในการจัดการความรู้

กรมการปกครองได้จัดทำแผนการจัดการความรู้ (KM Action Plan) ซึ่งปรากฏอยู่ในเอกสาร “คำรับรองการปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2549” ซึ่งได้ส่งให้ ก.พ.ร.เมื่อวันที่ 30 ม.ค.2549 แล้ว เมื่อพิจารณาเฉพาะเนื้อหาสาระในแผนดังกล่าว จะประกอบด้วยส่วนสำคัญ 2 ส่วน คือ

1. แผนการจัดการความรู้ในส่วนของกระบวนการจัดการความรู้ (KM Process)

2. แผนการจัดการความรู้ในส่วนของกระบวนการจัดการเปลี่ยนแปลง (Change Management Process)

ซึ่งทั้ง 2 ส่วน จะมีความสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาความยากจนตามขอบเขต และเป้าหมายที่กำหนดไว้ให้บรรลุผล ขณะเดียวกันในแต่ละ ส่วนก็จะมีโครงการและกิจกรรมของแต่ละสำนัก กอง รองรับ เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ซึ่งขณะนี้มีอยู่ไม่น้อยกว่า 15 โครงการ/กิจกรรม การขับเคลื่อนการจัดการความรู้ของกรมการปกครองเพื่อสนับสนุนประเด็นยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาความยากจนเป็นงานที่มีความสำคัญอีกงานหนึ่ง ที่ต้องการ พลังการมีส่วนร่วมของทุก ๆ ส่วน ทั้งส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค และจะเป็นอีกก้าวหนึ่งที่สำคัญในการที่จะก่อเกิดการรวบรวมสะสมองค์ความรู้ การใช้ประโยชน์และต่อยอดองค์ความรู้ในการแก้ไขปัญหาความยากจน

การจัดการความรู้ประกอบด้วย กระบวนการหลัก ๆ ได้แก่ การค้นหาความรู้ การสร้างและแสวงหา ความรู้ใหม่ การจัดความรู้ให้เป็นระบบ การประมวลผลและกลั่นกรองความรู้ การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ สุดท้ายคือ การเรียนรู้ และเพื่อให้มีการนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร เครื่องมือหลากหลายประเภทถูกสร้างขึ้นมาเพื่อนำไปใช้ในการถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนความรู้ ซึ่งอาจแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ

(1) เครื่องมือที่ช่วยในการ “เข้าถึง” ความรู้ ซึ่งเหมาะสำหรับความรู้ประเภท Explicit

(2) (2) เครื่องมือที่ช่วยในการ “ถ่ายทอด “ ความรู้ ซึ่งเหมาะสำหรับความรู้ประเภท Tacit ซึ่งต้องอาศัยการถ่ายทอด โดยปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเป็นหลัก

ในบรรดาเครื่องมือดังกล่าวที่มีผู้นิยมใช้กันมากประเภทหนึ่งคือ ชุมชนแห่งการเรียนรู้ หรือชุมชน นักปฏิบัติ (Community of Practice : CoP)

กลับขึ้นข้างบน

การจัดการความรู้กับองค์กรแห่งการเรียนรู้

การจัดการความรู้ หรือ Knowledge Management เป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ ซึ่งเกิดขึ้นจากการค้นพบว่าองค์กรต้องสูญเสียความรู้ไปพร้อมๆ กับการที่บุคลากรลาออกหรือเกษียณ อายุราชการ อันส่งผลกระทบต่อการดำเนินการขององค์กรเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นจากแนวคิดที่มุ่งพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้มากแต่เพียงอย่างเดียวจึงเปลี่ยนไป และมีคำถามต่อไปว่าจะทำอย่างไรให้องค์กรได้เรียนรู้ด้วย ดังนั้น การบริหารจัดการความรู้จึงสัมพันธ์กับเรื่อง องค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) เป็นอย่างยิ่ง หากองค์กรจะพัฒนาตนเองให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ก็จำเป็นจะต้องบริหารจัดการความรู้ภายในองค์กรให้เป็นระบบเพื่อส่งเสริมให้บุคลากรเรียนรู้ได้จริงและต่อเนื่อง หากองค์กรใดมีการจัดการความรู้โดยไม่มีการสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นภายในองค์กร ก็นับเป็นการลงทุนที่สูญเปล่าได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการความรู้ มีความซับซ้อนมากกว่าการพัฒนาบุคลากรด้วยการฝึกอบรม เพราะเป็นกระบวนการที่ต้องดำเนินการต่อภายหลังจากที่บุคลากรมีความรู้ความชำนาญแล้ว องค์กรจะทำอย่างไรให้บุคลากรเหล่านั้นยินดีถ่ายทอด และแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้อื่น และในขั้นตอนสุดท้าย องค์กรจะต้องหาเทคนิคการจัดเก็บความรู้เฉพาะไว้กับองค์กรอย่างมีระบบเพื่อที่จะนำออกมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งในสหรัฐอเมริกายังคงแข่งขันกันหาวิธีบริหารจัดการความรู้ที่เหมาะสมกับตนเอง เพื่อให้อยู่ในโลกของการแข่งขันได้สำหรับประเทศไทยนั้นคงเป็นเรื่องท้าทายสำหรับผู้บริหารที่จะหายุทธวิธีในการดึงความรู้ออกมาจากตัวบุคคล และการกระตุ้นให้บุคลากรถ่ายทอดความรู้ให้เพื่อนร่วมงาน ซึ่งการถ่ายทอดความรู้บางประเภทนั้น การฝึกอบรมอาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด อุปสรรคที่มักพบอยู่เสมอของการบริหารจัดการความรู้คือพฤติกรรม "การหวงความรู้" และวัฒนธรรม "การไม่ยอมรับในตัวบุคคล" หากองค์กรสามารถกำจัดจุดอ่อนทั้งสองอย่างนี้ได้การบริหารจัดการความรู้ก็มิใช่เรื่องยากจนเกินไป สืบเนื่องจากการปฏิรูประบบราชการครั้งสำคัญที่ผ่านมาเมื่อเดือนตุลาคม 2545 ได้มีการวางกรอบแนวทางการบริหารราชการแผ่นดินไว้อย่างชัดเจน ซึ่งรวมถึงการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546 เป็นเรื่องของการกำหนดขอบเขต แบบแผน วิธีปฏิบัติ โดยเฉพาะมาตรา 11 ได้กำหนดเป็นหลักการว่าส่วนราชการต้องมีหน้าที่ในการพัฒนาความรู้เพื่อให้มีลักษณะเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งสร้างความมีส่วนร่วมในหมู่ราชการให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน

ชฎาพร ทองโปร่ง
IP: xxx.31.121.67
เขียนเมื่อ Fri Feb 26 2010 17:03:17 GMT+0700 (ICT)

การจัดการความรู้ (Knowledge Management : KM)

การจัดการความรู้ คือ การรวบรวมความรู้อยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ

เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อันจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขัน

ความรู้มี 2 ประเภท คือ

1. ความรู้ที่ฝังอยู่ในคน เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ พรสวรรค์หรือสัญชาติญาณของแต่ละบุคคล เช่น ทักษะในการทำงาน งานฝีมือ หรือการคิดเชิงวิเคราะห์ บางครั้ง จึงเรียกว่าเป็นความรู้แบบนามธรรม

2. ความรู้ที่ชัดแจ้ง เป็นความรู้ที่สามารถรวบรวม ถ่ายทอดได้ โดยผ่านวิธีต่าง ๆ เช่น การบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี คู่มือต่าง ๆ และบางครั้งเรียกว่าเป็นความรู้แบบรูปธรรม

นพ.วิจารณ์ พานิช ได้ให้ความหมายของคำว่า “การจัดการความรู้” ไว้ คือ สำหรับนักปฏิบัติ การจัดการความรู้คือ เครื่องมือ เพื่อการบรรลุเป้าหมายอย่างน้อย 4 ประการไปพร้อมๆ กัน ได้แก่

1. บรรลุเป้าหมายของงาน

2. บรรลุเป้าหมายการพัฒนาคน

3. บรรลุเป้าหมายการพัฒนาองค์กรไปเป็นองค์กรเรียนรู้ และ

4. บรรลุความเป็นชุมชน เป็นหมู่คณะ ความเอื้ออาทรระหว่างกันในที่ทำงาน

การจัดการความรู้เป็นการดำเนินการอย่างน้อย 6 ประการต่อความรู้ ได้แก่

(1) การกำหนดความรู้หลักที่จำเป็นหรือสำคัญต่องาน

(2) การเสาะหาความรู้ที่ต้องการ

(3) การปรับปรุง ดัดแปลง หรือสร้างความรู้บางส่วน ให้เหมาะต่อการใช้งานของตน

(4) การประยุกต์ใช้ความรู้ในกิจการงานของตน

(5) การนำประสบการณ์จากการทำงาน และการประยุกต์ใช้ความรู้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และออกมาบันทึกไว้

(6) การจดบันทึก “ขุมความรู้” และ “แก่นความรู้” สำหรับไว้ใช้งาน และปรับปรุงเป็นชุดความรู้ที่ครบถ้วน ลุ่มลึกและเชื่อมโยงมากขึ้น เหมาะต่อการใช้งานมากยิ่งขึ้น

จัดการความรู้ เริ่มดำเนินการโดยรี่เข้าไปที่ความรู้ คือ เริ่มที่ความรู้ นี่คือความผิดพลาดที่พบบ่อยมาก การจัดการความรู้ที่ถูกต้องจะต้องเริ่มที่งานหรือเป้าหมายของงาน เป้าหมายของงานที่สำคัญ คือ การบรรลุผลสัมฤทธิ์ในการดำเนินการตามที่กำหนดไว้ และนิยามผลสัมฤทธิ์ ออกเป็น 4 ส่วน คือ

(1) การสนองตอบ ซึ่งรวมทั้งการสนองตอบความต้องการของลูกค้า

(2) การมีนวัตกรรม ทั้งที่เป็นนวัตกรรมในการทำงาน และนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์หรือบริการ

(3) ขีดความสามารถ ขององค์กร และของบุคลากรที่พัฒนาขึ้น ซึ่งสะท้อนสภาพการเรียนรู้ขององค์กร

(4) ประสิทธิภาพ ซึ่งหมายถึงสัดส่วนระหว่างผลลัพธ์ กับต้นทุนที่ลงไป การทำงานที่ประสิทธิภาพสูง หมายถึง การทำงานที่ลงทุนลงแรงน้อย แต่ได้ผลมากหรือคุณภาพสูง เป้าหมาย

ตั้งเป้าหมายการจัดการความรู้เพื่อพัฒนา

งาน พัฒนางาน

คน พัฒนาคน

องค์กร เป็นองค์กรการเรียนรู้

องค์ประกอบสำคัญของการจัดการความรู้ (Knowledge Process)

1. “คน” ถือว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดเพราะเป็นแหล่งความรู้ และเป็นผู้นำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์

2.“เทคโนโลยี” เป็นเครื่องมือเพื่อให้คนสามารถค้นหา จัดเก็บ แลกเปลี่ยน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้อย่างง่าย และรวดเร็วขึ้น

3. “กระบวนการความรู้” นั้น เป็นการบริหารจัดการ นำความรู้จากแหล่งความรู้ไปให้ผู้ใช้ เพื่อทำให้เกิดการปรับปรุง และนวัตกรรม

องค์ประกอบทั้ง 3 ส่วนนี้ จะต้องเชื่อมโยงและบูรณาการอย่างสมดุล เพื่อให้มีลักษณะเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ โดยต้องรับรู้ข้อมูลข่าวสารและสามารถประมวลผลความรู้ในด้านต่าง ๆ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างถูกต้อง รวดเร็วและเหมาะสมต่อสถานการณ์

กระบวนการจัดการความรู้

กระบวนการจัดการความรู้ (Knowledge Management) เป็นกระบวนการที่จะช่วยให้เกิดพัฒนาการของความรู้ หรือการจัดการความรู้ที่จะเกิดขึ้นภายในองค์กร มีทั้งหมด 7 ขั้นตอน คือ

1. การบ่งชี้ความรู้ เป็นการพิจารณาว่าองค์กรมีวิสัยทัศน์ พันธกิจ ยุทธศาสตร์ เป้าหมายคืออะไร และเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เราจำเป็นต้องใช้อะไร ขณะนี้เรามีความรู้อะไรบ้าง อยู่ในรูปแบบใด อยู่ที่ใคร

2. การสร้างและแสวงหาความรู้ เช่นการสร้างความรู้ใหม่ แสวงหาความรู้จากภายนอก รักษาความรู้เก่า กำจัดความรู้ที่ใช้ไม่ได้แล้ว

3. การจัดความรู้ให้เป็นระบบ เป็นการวางโครงสร้างความรู้ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเก็บความรู้อย่างเป็นระบบในอนาคต

4. การประมวลและกลั่นกรองความรู้ เช่น ปรับปรุงรูปแบบเอกสารให้เป็นมาตรฐาน ใช้ภาษาเดียวกัน ปรับปรุงเนื้อหาให้สมบูรณ์

5. การเข้าถึงความรู้ เป็นการทำให้ผู้ใช้ความรู้เข้าถึงความรู้ที่ต้องการได้ง่ายและสะดวก เช่น ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ

6. การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ ทำได้หลายวิธีการ อาจจัดทำเป็นเอกสาร ฐานความรู้ เทคโนโลยีสารสนเทศ จัดทำเป็นระบบ ทีมข้ามสายงาน กิจกรรมกลุ่มคุณภาพและนวัตกรรม ชุมชนแห่งการเรียนรู้ ระบบพี่เลี้ยง การสับเปลี่ยนงาน การยืมตัว เวทีแลกเปลี่ยนความรู้ เป็นต้น

7. การเรียนรู้ ควรทำให้การเรียนรู้เป็นส่วนหนึ่งของงาน เช่นเกิดระบบการเรียนรู้จากสร้างองค์ความรู้ การนำความรู้ในไปใช้ เกิดการเรียนรู้และประสบการณ์ใหม่ และหมุนเวียนต่อไปอย่างต่อเนื่อง

การจัดการความรู้กับองค์กรแห่งการเรียนรู้

การจัดการความรู้ หรือ Knowledge Management เป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ ซึ่งเกิดขึ้นจากการค้นพบว่าองค์กรต้องสูญเสียความรู้ไปพร้อมๆ กับการที่บุคลากรลาออกหรือเกษียณ อายุราชการ

อันส่งผลกระทบต่อการดำเนินการขององค์กรเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นจากแนวคิดที่มุ่งพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้มากแต่เพียงอย่างเดียวจึงเปลี่ยนไป

ดังนั้น การบริหารจัดการความรู้จึงสัมพันธ์กับเรื่อง องค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) เป็นอย่างยิ่ง หากองค์กรจะพัฒนาตนเองให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ก็จำเป็นจะต้องบริหารจัดการความรู้ภายในองค์กรให้เป็นระบบเพื่อส่งเสริมให้บุคลากรเรียนรู้ได้จริงและต่อเนื่อง

คนสำคัญที่ดำเนินการจัดการความรู้

ผู้บริหารสูงสุด (CEO) สำหรับวงการจัดการความรู้

1 คุณเอื้อ (Chief Knowledge Officer, CKO) ถ้าการริเริ่มมาจากผู้บริหารสูงสุด

2 คุณอำนวย (Knowledge Facilitator , KF) เป็นผู้คอยอำนวยความสะดวกในการจัดการความรู้

3 คุณกิจ (Knowledge Pracititoner, KP) “คุณกิจ” หรือผู้ปฏิบัติงาน

5 . คุณประสาน (Network Manager) เป็นผู้ที่คอยประสานเชื่อมโยงเครือข่ายการจัดการความรู้ระหว่างหน่วยงาน

ความรู้เป็นสินทรัพย์สำคัญ แต่บ่อยครั้งความรู้เป็นสิ่งฝังลึกและเป็นสินทรัพย์ส่วนบุคคล

นางสาว วรัญญา กองแก้ว
IP: xxx.137.191.50
เขียนเมื่อ Fri Feb 26 2010 17:11:10 GMT+0700 (ICT)

สรุป การเรียนวันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธุ์ 2553

วิชาการจัดการความรู้

1.ข้อมูล คือ ชุดของข้อเท็จจริงเชิงวัตถุที่ไม่มีลักษณะต่อเนื่องซึ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ ในบริบทขององค์การนั้น มักจะมีข้อมูลในลักษณะที่เป็นการบันทึกแบบมีโครงสร้างของการกระทำองค์การที่ทันสมัยมักจะมีการเก็บข้อมูลในรูปแบบที่เป็นเทคโนโลยี และหน่วยงานใดที่ต้องการจะใช้ข้อมูลนั้นก็จะต้องเข้าไปในระบบดังกล่าว การวัดหรือประเมินผลการจัดข้อมูลสามารถพิจารณาได้ 2 ด้านคือ

ด้านเชิงปริมาณ จะพิจารณาในเรื่อง

-ค่าใช้จ่าย

-ความเร็ว

-ปริมาณความจุ

ด้านคุณภาพ จะพิจารณาในเรื่อง

-เวลา

-ความเกี่ยวข้อง

-ความชัดเจน

2.สารสนเทศ คือ การเปลี่ยนวิธีการในการรับรู้ในบางสิ่งบางอย่างซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจและพฤติกรรมของผู้รับสารสนเทศจะต้องบอกถึงข้อมูลที่มีอยู่ในตัวที่จะก่อให้ความแตกต่างขึ้นได้ การแปลงข้อมูลเป็นสารสนเทศสามารถดำเนินการได้ด้วยการเพิ่มคุณค่าให้กับข้อมูลด้วยวิธีการต่างๆ 5 วิธีการ ดังนี้

-ทำให้เป็นการอรรถาธิบาย หมายถึง เรารู้ว่าจะเก็บข้อมูลไว้เพื่อวัตถุประสงค์อะไร

-ทำให้เป็นหมวดหมู่ หมายถึง เรารู้ถึงหน่วยย่อยๆที่เป็นองค์ประกอบของข้อมูล

-ทำให้สามารถคำนวณได้ หมายถึง ข้อมูลดังกล่าวสามารถวิเคราะห์ได้ตามหลักคณิตศาสตร์หรือหลักสถิติ

-ทำให้ถูกต้อง หมายถึง ต้องสามารถขจัดข้อผิดพลาดของข้อมูลได้

-ทำให้มีความชัดเจน หมายถึง อาจสรุปข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่ชัดเจนยิ่งขึ้น-ทำให้มีความชัดเจน หมายถึง อาจสรุปข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

3.ความรู้ คือ เป็นการผสมผสานขององค์ประกอบหลายอย่างที่มีลักษณะที่เปลี่ยนแปลงได้ ในขณะเดียวกันก็มีโครงสร้างที่เป็นทางการที่เป็นลักษณะของการรู้แจ้ง เช่น หนังสือ และเอกสาร ฯลฯ ดังนั้นจึงยากที่จะจับประเด็นมาอธิบายด้วยถ้อยคำ หรือสามารถทำความเข้าใจอย่างสมบูรณ์ด้วยคำที่เหมาะสมโดยง่าย เช่น การพูดคุยสนทนา การฝึกงานเป็นต้น

หากต้องการให้สารสนเทศเปลี่ยนเป็นความรู้ ต้องอาศัยกระบวนการต่างๆสรุปได้คือ

-การเปรียบเทียบ หมายถึง สารสนเทศที่เกี่ยวกับสถานการณ์นี้สามารถเปรียบเทียบกับสถานการณ์อื่นที่เรารู้มาก่อนแล้วได้อย่างไร

-ความสำคัญ หมายถึง สารสนเทศนั้นมีองค์ประกอบอะไรที่ใช้ในการตัดสินใจและการปฏิบัติ

-ความเกี่ยวข้องหรือความสัมพันธ์ หมายถึง ความรู้ชนิดนี้เกี่ยวข้องกับความรู้ชนิดอื่นอย่างไร

-การสนทนา หมายถึง คนอื่นคิดอย่างไรเกี่ยวกับสารสนเทศนี้

ทามาซากิ อ้างในสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติอธิบายให้เห็นความสำคัญของความรู้ในรูปแบบของปิรามิด เพื่อแสดงให้เห็นถึงลำดับขั้นของการเกิดความรู้ว่ามีขั้นตอนหรือกระบวนการของการเกิดความรู้ว่าเกิดขึ้นมาอย่างไร สรุปได้คือ

1.ข้อมูล หมายถึง ข้อเท็จจริงต่างๆ โดยเป็นข้อมูลดิบหรือตัวเลขต่างๆ ที่ยังไม่ได้ผ่านการแปรความ

2.สารสนเทศ หมายถึง ข้อมูลที่ผ่านกระบวนการวิเคราะห์ สังเคราะห์ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการและการตัดสินใจโดยมีบริบทที่เกิดจากความเชื่อ สามัญสำนึก หรือประสบการณ์ของผู้ใช้สารสนเทศนั้น โดยมักจะอยู่ในรูปของข้อมูลที่วัด หรือจับต้องได้

3.ความรู้ หมายถึง สารสนเทศที่ผ่านกระบวนการคิดเปรียบเทียบ เชื่อมโยงความรู้อื่นๆ จนเกิดความเข้าใจและนำไปใช้ประโยชน์ในการสรุป และตัดสินใจในสถานการณ์ต่างๆ ได้โดยไม่จำกัดช่วงเวลา

4.ปัญญา หมายถึง ความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวตน ที่ให้เกิดประโยชน์ในการนำไปใช้

ลักษณะและประเภทของความรู้

ลักษณะและประเภทของความรู้แบ่งได้หลายลักษณะ ตามความคิดเห็นของนักวิชาการ สรุปได้คือ

1.ความรู้ทางสังคม หรือความรู้สาธารณะเป็นความรู้ที่รวบรวมโดยระบบสังคมซึ่งสามารถเข้าถึงอย่างอิสระและเท่าเทียมกันของสมาชิกที่อยู่ในสังคมนั้นๆ ผ่านการเก็บบันทึกและรวบรวม

2.ความรู้ส่วนบุคคล หรือ ความรู้ส่วนตัว คือความรู้ที่อยู่ภายในจิตใจของบุคคลและสามารถเข้าใจ หรือรับรู้ได้เพียงบุคคลนั้น หรือโดยผ่านบุคคลคนนั้นเท่านั้น เช่น การถามคำถามบุคคลนั้นโดยตรง

ในทรรศนะของผู้เรียบเรียงเห็นว่า ความรู้แบ่งออกได้ 3 ประเภทคือ

1.ความรู้ฝังลึก หรือ ความรู้แบบซ่อนเร้น เป็นความรู้เฉพาะ หรือความรู้ทั่วไป หรือ ความรู้ทางสังคม หรือความรู้ขององค์การ หรือความรู้ส่วนบุคคลที่มีลักษณะเป็นความรู้อยู่ในจิตของแต่ละบุคคล เกิดจากประสบการณ์ การเรียนรู้ หรือ พรสวรรค์ต่างๆ และสามารถเข้าใจและรับรู้ได้เพียงบุคคลนั้นหรือแต่ละบุคคล

2.ความรู้ชัดแจ้ง หรือ ความรู้ที่แสดงออกมาให้เห็นเป็นความรู้เฉพาะ หรือ ความรู้ทั่วไปหรือ ความรู้ทางสังคม หรือความรู้ทางองค์การ ที่มีลักษณะเป็นความรู้ที่เป็นเหตุเป็นผล สามารถรวบรวมและถ่ายทอดออกมาอย่างเห็นได้ชัดในรูปแบบต่างๆได้ เช่น หนังสือ คู่มือ เอกสาร และรายงานต่างๆ ซึ่งทำให้คนสามารถเข้าถึงได้ง่าย

3.ความรู้โครงสร้าง หรือ ความรู้ต่อยอดจากความรู้เดิม เป็นความรู้เฉพาะหรือความรู้ทั่วไป หรือความรู้ทางสังคม หรือความรู้ขององค์การที่เป็นระบบที่เกิดจากการต่อยอดองค์ความรู้

องค์ประกอบของความรู้

องค์ประกอบของความรู้ เป็นต้นกำเนิดของความรู้ที่ผ่านกระบวนการทางความคิด หรือการวิเคราะห์ของแต่ละบุคคล จะเกิดขึ้นได้อย่างไร หรือมาจากแหล่งใดสรุป คือ

1.จากการเรียนรู้และจากการทดลอง

2.จากประสบการณ์ของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประสบการณ์ที่ผิดพลาด

3.จากประสบการณ์ของคนอื่น โดยการบอกเล่าหรือพูดคุย

4.จากการศึกษาแนวทางการปฏิบัติของบุคคลที่มีผลการปฏิบัติงานดีหรือจากการศึกษาระบบธุรกิจโดยรวม

เจนเนตร มณีนาค และคณะอธิบายถึงวงจรหรือกระบวนการของความรู้ว่าความรู้ทั่วๆ ไปมักจะมีการถ่ายเทหรือไหลจากด้านบนลงด้านล่าง แต่สำหรับองค์การที่มีการจัดการความรู้ ข้อมูลจะไหลเวียนทั้งในระดับแนวราบและแนวดิ่ง คือไหลไปทั่วทั้งองค์กร โดยมีองค์ประกอบ 4 ประการคือ

1.การค้นหาและการสร้างขึ้นมาใหม่

การค้นหาและการสร้างขึ้นมาใหม่ สามารถดำเนินได้หลายวิธีการคือ จากสื่อต่างๆ การพบปะ การประชุม ประสบการณ์ ด้านโครงการวิจัย

2.การรวบรวมจัดการ

การรวบรวมจัดการกับความรู้ สามารถดำเนินการได้ในลักษณะกรองความรู้และจัดวางเป็นหมวดหมู่ จากนั้นจึงเชื่อมโยงไปสู่ภายนอก

3.การแบ่งปัน แลกเปลี่ยนความรู้

การแบ่งปัน แลกเปลี่ยนความรู้ เป็นขั้นตอนที่ความรู้จะถูกแบ่งปันและกระจายออกไปให้ผู้อื่นได้ใช้ประโยชน์ โดยใช้การสื่อสารในรูปแบบต่างๆรวมถึงการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ทั้งนี้ควรมีผู้จัดการความรู้เขามาช่วยในการจัดทำข้อมูล มีการจัดเรียงข้อมูลที่เป็นระบบ หรือการเก็บความรู้ให้เป็นหมวดหมู่ รวมถึงทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการกระจายข้อมูลให้บุคคลสามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้

4.การใช้งานและการนำกลับมาใช้ใหม่

การใช้งานและการนำกลับมาใช้ใหม่ จะเกี่ยวพันระหว่างการติดต่อสื่อสารอย่างไม่เป็นทางการ และการติดต่อสื่อสารในรูปแบบต่างๆ ที่มีความหลากหลาย ทั้งในรูปแบบของรายงาน นิทรรศการ และการฝึกอบรมทั้งนี้ ความรู้เหล่านี้สามารถนำไปแพร่กระจายในอินเตอร์เน็ตและกลับมาใช้ใหม่ได้

น.ส ยุภาพร อัมมะลิน
IP: xxx.164.249.156
เขียนเมื่อ Fri Feb 26 2010 19:21:41 GMT+0700 (ICT)

อาทิตย์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2553

น.ส ยุภาพร อัมมะลิน

คณะบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขา คอมพิวเตอร์คากาด

บทที่ 1

แนวความคิดพื้นฐานเกี่ยวกับความรู้ โลกยุคเศรษฐกิจฐานความรู้ในปัจจุบัน ความรู้เป็นทรัพย์สินที่จับจ้องไม่ได้ แต่เป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับองค์การ

*ความหมายของความรู้ *

ความรู้หมายถึง การใช้ประสบการณ์ คุณค่า สารสนเทศ ความชำนาญ และสัญชาติญาณ เพื่อกำหนดสภาพแวดล้อมและกรอบการทำงานสำหรับการประเมินเพื่อให้ได้ประสบการณ์และสารสนเทศใหม่ ซึ่งมีวิธีการทีแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ความรู้ไม่ได้เพียงอยู่เพียงในรูปแบบเอกสาร แต่อยู่ในประสบการณ์ การทำงานประจำ กระบวนการ วิธีการปฏิบัติ และความเชื่อในองค์การนั้น

*ข้อมูล สารสนเทศ และความรู้ *

1.ข้อมูล คือ ชุดของข้อเท็จจริงเชิงวัตถุที่ไม่มีลักษณะต่อเนื่องซึ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ ในบริบทขององค์การนั้น มักมีการพรรณนาข้อมูลในลักษณะที่เป็นการบันทึกแบบมีโครงสร้างของการกระทำองค์ การที่ทันสมัยมัก จะมีการเก็บข้อมูลในรูปแบบเทคโนโลยี และหน่วยงานไดที่ต้องการจะใช้ ข้อมูลนั้นก็จะต้องเข้าไปในระบบดังกล่าว การวัดหรือประเมินผลการจัดข้อมูล สามารถพิจารณาได้ใน 2 ด้าน คือ

*ด้านเชิงปริมาณ พิจารณาในเรื่อง*

-ค่าใช้จ่าย

-ความเร็ว

-ปริมาณ ความจุ

*ด้านคุณภาพ พิจารณาในเรื่อง*

-เวลา

-ความเกี่ยวข้อง

-ความชัดเจน

2.สารสนเทศ คือ การเปลี่ยนวิธีการในการรับรู้ในบางสิ่งบางอย่างซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจ และพฤติกรรมของผู้รับสารสนเทศจะต้องบอกถึงข้อมูลที่มีอยู่ในตัวที่จะก่อให้เกิดความแตกต่างขึ้นได้ การแปลงข้อมูลเป็นสารสนเทศสามารถดำเนินการได้ด้วยการเพิ่มเติมคุณค่าให้กับข้อมูลด้วยวิธีการต่างๆ 5 วิธีการ สรุปได้ ดังนี้

1.ทำให้เป็นการอรรถาธิบาย หมายถึง เรารู้ว่าจะเก็บข้อมูลไว้ เพื่อวัตถุประสงค์อะไร

2.ทำให้เป็นหมวดหมู่ หมายถึง เรารู้ถึงหน่วยย่อยๆ สามารถวิเคราะห์ได้ตามหลักคณิตศาสตร์ หรือสถิติ

3.ทำให้สามารถคำนวณได้ หมายถึง ข้อมูลดังกล่าวสามารถวิเคราะห์ได้ตามหลักคณิตศาสตร์หรือสถิติ

4.ทำให้ถูกต้อง หมายถึง ต้องสามารถขจัดข้อผิดพลาดของข้อมูลได้

5.ทำให้มีความชัดเจน อาจสรุปข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่ชัดเจนยิ่งขึ้นได้

3.ความรู้ คือ เป็นการผสมผสานขององค์ประกอบหลายอย่างที่มีลักษณะเปลี่ยนแปลงได้ ในขณะเดียวกันก็มีโครงสร้างที่เป็นทางการจับประเด็นมาอธิบายด้วยถ้อยคำ หรือสามารถทำความเข้าใจอย่างสมบูรณ์ ด้วยคำที่เหมาะสมโดยง่ายได้ เช่น การพูดคุยสนทนา การฝึกงาน เป็นต้น หากต้องการให้สารสนเทศเปลี่ยนเป็นความรู้ ต้องอาศัยกระบวนการต่างๆ สรุปได้ คือ

-การเปรียบเทียบ หมายถึง สารสนเทศที่เกี่ยวกับสถานการณ์นี้สามารถเปรียบเทียบกับสถานการณ์อื่นที่เรารู้มาก่อนแล้วได้อย่างไร

-ความสำคัญ หมายถึง สารสนเทศนั้นมี องค์ประกอบอะไรที่ใช้ในการตัดสินใจและการปฏิบัติ

-ความเกี่ยวข้องหรือความสัมพันธ์ หมายถึง ความรู้ชนิดนี้เกี่ยวข้องกับความรู้ชนิดอื่นอย่างไร

-การสนทนา หมายถึง คนอื่นคิดอย่างไรเกี่ยวกับสารสนเทศนี้

ทามาซากิ อ้างใน สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ 2547 อธิบายให้เห็นความสำคัญของความรู้ในรูปของ ปิรามิด เพื่อแสดงให้เห็นถึง ลำดับขั้นของการเกิดความรู้ว่ามีขั้นตอนหรือกระบวนการของการเกิดความรู้ว่าเกิดขึ้นมาอย่างไร สรุปได้ คือ

1.ข้อมูล หมายถึง ข้อเท็จจริงต่างๆ โดยเป็นข้อมูลดิบหรือตัวเลขต่างๆ ที่ยังไม่ได้ผ่านการแปลความ

2.สารสนเทศ หมายถึง ข้อมูลที่ผ่านกระบวนการวิเคราะห์สังเคราะห์ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการและตัดสินใจผู้ใช้สารสนเทศนั้น โดยมักจะอยู่ในรูปของข้อมูลทีวัด หรือจับต้องได้

3.ความรู้ หมายถึง สารสนเทศที่ผ่านกระบวนการคิดเปรียบเทียบ เชื่อมโยงความรู้อื่นๆ จนเกิดเป็นความเข้าใจได้โดย ไม่จำกัดช่วงเวลา

4.ปัญญา หมายถึง ความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวตน ก่อให้เกิดประโยชน์ในการนำไปใช้

*กระบวนการทางความรู้*

กระบวนการทางความรู้ สามารถอธิบายได้ใน 3 ประเด็นหลัก คือ

1.กระบวนการในการสร้างความรู้ใหม่ หมายถึง การสร้างความรู้ใหม่ ด้วยกิจกรรมที่มีความมุ่งหมาย ต่าการแก้ปัญหาต่างๆ ขององค์การ

2.กรบวนการในการทำให้เกิดผลผลิต หมายถึง เมื่อความรู้ใหม่ ถูกนำไปใช้ในกระบวนการทำให้เกิดผลผลิตที่ ก่อให้เกิดพื้นฐานในการทุ่มเท และการมีพันธะผูกพันที่องค์ การนำไปปฏิบัติ ต่อลูกค้า ซึ่งกระบวนการในขั้นตอนนี้ได้ช่วยสร้างความรู้ด้วยลักษณะที่มีความชัดเจนและเมื่อมีการนไปใช้

3.กระบวนการที่เกี่ยวกับการเป็นตัวแทน เป็นการส่งมอบความรู้ที่ชัดเจนแล้วไปยังลูกค้า ซึ่งเป็นผลมาจากกระบวนการทางความรู้ทั้ง 2 ขั้นข้างต้น ความรู้ในขั้นนี้จะเกิดจากการที่ลูกค้าเป็นเจ้าของกระบวนการในการสร้างคุณค่าให้กับสินค้า

*วงจรหรือกระบวนการของความรู้*

นักวิชาการหลายท่านได้นำเสนอ วงจร หรือกระบวนการของความรู้ได้อย่างน่าสนใจ สรุปได้ คือ

ทามาซากิ อ้างใน สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ 2547 อธิบายว่าความรู้ฝังแน่น และความรู้ที่แจ้งชัด ตลอดเวลา ขึ้นอยู่ กับสถานการณ์ ซึ่งจำทำให้เกิดความรู้ใหม่ๆ โดยผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Knowledge spirit หรือ seci model

โคโลโปโลส อ้างใน Carl frappaolo 2000 อธิบายว่า ความรู้เป็นกระบวนการที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเป็นวงจร มีการเคลื่อนที่ มีลักษณะเป็นพลวัต ไมหยุดนิ่ง เพื่อเป็นการขยายองค์ความรู้ให้กว้างออกไป และนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการทำงานและองค์การ และจากการศึกษาเกี่ยวกับ ห่วงโซ่ ความรู้ หรือการเคลื่อนไหล ของความรู้ทั่วองค์การทีมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน 4 ด้าน คือ

1.Internal awareness คือ ความสามารถขององค์การในการประเมิน อย่างรวดเร็วทางด้านทักษะความสามารถหลัก เป็นการตระหนักถึงประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาขององค์การในเรื่องความสามารถ วิธีการทำงาน การปฏิสัมพันธ์กันระหว่าง กระบวนการทำงานต่างๆ และกลุ่มชุมชนนักปฏิบัติต่างๆ ซึ่งแสดงออกถึงจุดแข็ง ที่เป็นประโยชน์ต่อองค์การ

2.Internal responsiveness คือ ความสามารถในการสร้างความตระหนักภายในองค์การในเรื่องจุดแข็งจุดอ่อน ความต้องการของตลาด ควรมีความสามารถในการตอบสนองที่รวดเร็วต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม เช่น ความต้องการของตลาด อันเป็นการพิจารณาถึงความสามารถว่ามีแนวทางการปฏิบัติ งานอย่างไรให้ สามารถตอบสนองต้องความต้องการของตลาดและลูกค้าได้

3. External responsiveness คือ ความสามารถในการค้นพบสิ่งที่ดีที่สุดในการตอบสนองความต้องการของตลาด เป็นความสามารถขององค์การที่เหนือคู่แข่งในเรื่องความรวดเร็วในการรับรู้การเปลี่ยนแปลงของตลาด หรือการตอบสนองต่างๆ ต่อสภาพแวดล้อมภายนอก ไม่ว่าจะเป็นทางด้านโอกาส ปัญหาหรืออุปสรรคที่อยู่ภายนอกองค์การในช่วยเวลาต่างๆ

4. External awareness คือ กระจกที่สะท้อนการตระหนักภายในเป็นความสามารถขององค์การในการเข้าใจว่า มุมมองทางด้านการตลาดนั้นมีผลต่อค่านิยมทางด้านสินค้า และบริการอย่างไร ความเข้าใจว่าลูกค้าเป็นใคร ความต้องการของลูกค้าคืออะไร ใครคือคู่แข่ง ความสามารถของคู่แข่งเป็นอย่างไร แนวโน้มทางด้านการตลาด เมือนำมาพิจารณาควบคู่กับ internal awareness จะนำไปสู่การตลาดแนวใหม่ขององค์การ

*เจนเนตร มณีนาค และคณะ 2546*

อธิบายถึง วงจรหรือกระบวนการของความรู้ว่าความรู้ทั่งๆ ไปมักจะมีการถ่ายเทหรือไหลจากด้านบนลงด้านล่าง แต่สำหรับองค์การที่มีการจัดการความรู้ ข้อมูลจะไหลเวียนทังในระดับแนวราบและแนวติ่ง คือไหลไปทั่งองค์การโดยมีองค์ ประกอบ 4 ประการคือ

1.การค้นหาและการสร้างขึ้นใหม่

การค้นหาและการสร้างความรู้ขึ้นใหม่ สามารถดำเนินได้หลายวิธีการ คือ จากสื่อต่างๆ การพบปะ การประชุม ประสบการณ์ด้านโครงการการวิจัย

2.การรวบรวมจัดการ

การรวบรวมจัดการกับความรู้ สามารถดำเนินการได้ในลักษณะกรองความรู้และจัดวางเป็นหมวดหมู่ จากนั้นจึงเชื่อมโยงไปสู่ภายนอก

3.การแบ่งปัน แลกเปลี่ยนความรู้

การแบ่งปัน แลกเปลี่ยนความรู้ เป็นขั้นตอนที่ความรู้จะถูกแบ่งปัน และกระจายออกไปให้ผู้อื่นได้ใช้ประโยชน์ โดยใช้การสื่อสารในรูปแบบต่างๆ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ทั้งนี้ควรมี ผู้จักการความรู้ เข้ามาช่วยในการจัดทำข้อมูล มีการจัดเรียวข้อมูลที่เป็นระบบ หรือการเก็บความรู้ให้เป็นหมวดหมู่ รวมถึงทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการกระจายข้อมูลให้บุคคลสามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ใหม่

4.การใช้งานและการนำกลับมาใช้ใหม่

การใช้งานและการนำกลับมาใช้ใหม่ จะเกี่ยวพันระหว่างการติดต่อสื่อสารอย่างไม่เป็นทางการ และการติดต่อสื่อสารในรูปแบบต่างๆ ที่มีความหลากหลาย ทั้งในรูปของรายงาน นิทรรศการ และการฝึกอบรม ทั้งนี้ ความรู้เหล่านี้ สามารถนำไปแพร่กระจายในอินเตอร์เน็ตและกลับมาใช้ใหม่ได้

*วิจารณ์ พาณิช 2546*

ได้อธิบายการเชื่อมโยง และการไหลเวียนของความรู้ทำให้ความรู้ได้รับการยกระดับขึ้นเรื่อยๆ สรุป 4 ขั้นตอน คือ

1.การเสาะหาความรู้ ที่มีอยู่ ทั้งจากความรู้จากเอกสารตำรา และความรู้ ภายในตัวบุคคล

2.การสร้างความรู้ ซึ่งจะส่งผลให้คุณประโยชน์อย่างมหาศาลต่อองค์การ โดยสร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่ได้จากการปฏิบัติงานในองค์การ

3.การแลกเปลี่ยนความรู้ คือ การนำความรู้เล่านั้นมาทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนกันภายในกลุ่ม องค์การ หรือเครือข่ายด้วยกัน

4.การใช้ความรู้ เนื่องจากแม้จะเกิดความรู้เพิ่มขึ้นมากมาย แต่ถ้าไม่มีการนำไปใช้ก็ไม่มีความหมาย

*สรุปท้ายบท*

ความรู้ เป็นความคิดของแต่ละบุคคลที่ผ่านกระบวนการวิเคราะห์และ สังเคราะห์ จนเกิดความเข้าใจและนำไปใช้ประโยชน์ในการสรุปและตัดสินใจในสถานการณ์ต่างๆ จนได้รับการยอมรับโดยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งของสังคม

ความรู้ แบ่งออกได้ 3 ประเภท คือ

1.ความรู้ที่ฝังลึก หรือความรู้แบบซ่อนเร้น เป็นความรู้เฉพาะ หรือความรู้ทั่วไป หรือ ความรู้ทางสังคม หรือความรู้ขององค์การ หรือความรู้ส่วนบุคคล ที่มีลักษณะเป็นความรู้ที่อยู่ในอยู่จิตใจของแต่ละบุคคล เกิดจากประสบการณ์ การเรียนรู้ หรือพรสวรรค์ต่างๆ และสามารถเข้าใจ และรับรู้ได้เพียงบุคคลนั้น หรือแต่ละบุคคล

2.ความรู้แจ้งชัด หรือความรู้ทั่งไป ที่แสดงออกมาให้เห็น เป็นความรู้เฉพาะ หรือความรู้ทั่งไป หรือความรู้ทางสังคม หรือความรู้ขององค์การที่มีลักษณะเป็นความรู้ที่เป็นเหตุเป็นผล สามารถรวบรวมและถ่ายทอดออกมาอย่างเห็นได้ชัดในรูปแบบต่างๆ ได้ เช่น หนังสือ คู่มือ เอกสาร และรายงานต่างๆ ซึ่งทำให้คนสามารถเข้าถึงได้ง่าย

3.ความรู้โครงสร้าง หรือความรู้ทั่วไป หรือความรู้ทางสังคม หรือความรู้ขององค์การที่เกิดจากการต่อยอดองค์ความรู้ ความรู้มีองค์ประกอบและกระบวนการที่มีความหลายหลายที่แสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนไหลของข้อมูลทั้งในระดับแนวราบและแนวดิ่ง ที่เชื่อมโยงและเป็นระบบ เพื่อให้ได้รูปแบบของความรู้ใหม่ๆ ออกมา ซึ่งความรู้ใหม่ๆเหล่านี้จะหมุนเวียนกลับไปเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าขององค์การต่อไป

บทที่ 2

*แนวความคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการจัดการความรู้*

แนวความคิดการจัดการความรู้เริ่มมีการศึกษาตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1980 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน และมีการสำรวจติดตามผลการจัดการความรู้ไปประยุกต์ใช้ ให้เหมาะสม ย่อมเกิดประโยชน์ แก่องค์การนั้น

*ความหมายของการจัดการความรู้*

นักวิชาการหลายท่านให้ความหมายของ การจัดการความรู้ สรุปได้ ดังนี้ การจัดการความรู้ เป็นกระบวนการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ รูปแบบใหม่ที่เน้นการพัฒนากระบวนงาน ควบคู่ไปกับการพัฒนาการเรียนรู้ ผ่านกระบวนการจำแนก วิเคราะห์ และจัดระเบียบความรู้ เพื่อสรรหา คัดเลือกจัดการ และเผยแพร่ สารสนเทศที่ถูกต้องเหมาะสม และเอื้ออำนวยให้เกิดการแบ่งปันความรู้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ขององค์การ เพื่อปรับปรุงและ/หรือ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถเชิงการแข่งขัน และ/หรือเพื่อให้ได้มุมมาองในองค์การมากขึ้น

*หลักการจัดการความรู้*

ในทรรศนะขอผู้เรียบเรียงเห็นว่า หลักการจัดการความรู้ ควรเน้น ในเรื่อง

1.เน้นการใช้เทคโนโลยี เข้ามา เพื่อช่วยสนับสนุนในการจัดเก็บความรู้ ให้เป็นระบบระเบียบมากยิ่งขึ้น และสามารถนำความรู้ ออกใสใช้ได้ทันต่อสถานการณ์ รวมถึงสามารถถ่ายทอดความรู้ต่อกันได้ง่าย

2.เน้นการใช้กิจกรรมเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ และเทคนิคการเล่าเรื่องจากประสบการณ์ที่รู้มา เพื่อให้เกิดเป็นความรู้ที่ชัดแจ้ง

3.เน้นการรวมกลุ่ม เพื่อสร้างพฤติกรรมการเรียนรู้ร่วมกันในลักษณะการแบ่งปัน การแลกเปลี่ยน และการสร้างสรรค์ความรู้

*กรอบแนวความคิดการจัดการความรู้*

นักวิชาการหลายท่าน ได้นำเสนอกรอบความคิดการจัดการความรู้ในการนำการจัดการความรู้มาใช้ในองค์การในหลายรูปแบบ สรุปได้ ดังนี้

*1.แนวความคิด Thai-UNAids Model*

รูปแบบแนวความคิดของ Thai- UNAids Model ( TUNA Model ) เป็นการมองการจัดการจัดการความรู้อย่างง่าย โดยแบ่งวงจรของการเรียนรู้ออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ คือ

1.Knowledge Vision (KV) เป็นส่วนที่ต้องตอบให้ได้ว่า ทำการจัดการความรู้เพื่ออะไร

2.Knowledge sharing (KS) เป็นส่วนที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านเวทีจริง และเวทีเสมือน เช่น เครือข่ายอินเตอร์เน็ต

3.Knowledge Asses (KA) เป็นส่วนขุมความรู้ที่ทำให้มีการนำความรู้ไปใช้งานและมีการต่อยอดยกระดับขึ้นไป

*2.แนวความคิดของบริษัท ซีร็อค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (Xerox Corporation)*

การจัดการความรู้ตามแนวความคิดของบริษัท ซีร็อค จำกัด ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบคือ

1.การจัดการกับการเปลี่ยนแปลงและพฤติกรรม เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมองค์การ

2.การสื่อสาร เป็นหัวใจหลักที่ทำให้ทุกคนในองค์การเข้าใจในการจัดการความรู้

3.กระบวนการและเครื่องมือ เปรียบเสมือนแกนหลักของการจัดการความรู้ที่จะเชื่อมโยงการสื่อสารกับบุคลากรในองค์การ

4.การฝึกอบรมและการเรียนรู้ เป็นการเตรียมความพร้อมของบุคลากร ทุกระดับ

5.การวัดผล เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยบอกถึง สถานะของกระบวนการหรือกิจกรรมภายในองค์การ ผลจากการวัดผลจะสะท้อนถึงประสิทธิภาพปรับปรุงกระบวนการให้ประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น

6.การยกย่องชมเชย และให้รางวัล เป็นการสร้างแรงจูงใจในช่วงเริ่มต้นเพื่อโน้นน้าวให้บุคลากรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการแลกเปลี่ยน ความรู้และเข้าร่วมกิจกรรมการจัดการความรู้

*3.แนวความคิดของ สตีเฟน เอฟ.กู๊ตเฟลโลว์ (Stephen F . Goodfellow)*

ได้นำเสนอแนวความคิดการจัดการความรู้ หรือแบบจำลองปัจจัยขององค์การณ์แห่งความรู้ สรุปรายละเอียดได้ ดังนี้

1.พันธกิจ- วัตถุประสงค์ขององค์การ จุดเริ่มต้นขององค์การแห่งความรู้อยู่ที่ พันธกิจ ขององค์การ เพราะพันธกิจเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างสิ่งต่างๆ จุดมุ่งหมายของการจัดการความรู้จึงต้องมีความสอดคล้องกับพันธกิจ และวัตถุประสงค์ขององค์การ

2.การจัดการเนื้อหา เป็น การเก็บ การจัดการ การสะสม เอกสาร ฐานความรู้ คือข้อมูลและการที่ข่าวสารถูกบรรจุในเอกสาร

3.การจัดการกระบวนการ เป็นการใช้เครื่องมือในการขนส่ง การเคลื่อนย้าย การนำข้อมูลออกจากคอมพิวเตอร์ และคุณค่าจากประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญที่มีอยู่ในองค์การ

4.การจัดการการสื่อสาร เป็นส่วนสำคัญขององค์การแห่งความรู้ กล่าวคือความร่วมมือของคนภายในและภายนอกองค์การ เป็นแหล่งของข้อมูลข่าวสารที่จะสร้างความรู้ ประสบการณ์ ของคนที่ยังไม่สามารถสร้างคลังความรู้

*4.แนวความคิดของ มาร์ควอร์ดท์ (Marquardt)*

1.การแสวงหาความรู้

2.การสร้างความรู้

3.การจัดเก็บและการสืบค้นความรู้

4.การใช้ประโยชน์และการถ่ายโอนความรู้

*5.แนวความคิดของ คาร์ล เอ็ม. วิกก์ (Karl M. Wiig)*

1.กำหนดความรู้(ทุนทางปัญญา) ทีต้องสร้างและรักษา รวมถึงความรู้ ที่ทำให้เกิดผลิตผลของงาน และรูปแบบการบริการที่แข่งขันได้ตามที่ต้องการ

2.จัดหาและเปลี่ยนรูปแบบความรู้ที่ต้องการ และทำให้แน่ใจว่า มีการทำให้เกิดขึ้นใหม่อย่างตอเนื่อง

3.ทำให้มั่นใจว่าความรู้ทั้งหมดที่มี (ทุนทางปัญญา) อยู่ในระดับที่เหมาะสม

4.ควบคุมดูแลการจัดการความรู้ ขั้นตอน และความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องโดยเตรียมการสนับสนุนทั่วทั้งองค์การ จัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานรวมถึงการส่งเสริมให้เกิดภาวะผู้นำในองค์การ

*ขั้นตอนในการดำเนินการในการจัดการความรู้*

1.การวินิจฉัยองค์การ

2.การกำหนดวิสัยทัศน์การจัดการความรู้

3.การสื่อสารการจัดกรความรู้

4.การละลายพฤติกรรมและการเปลี่ยนแปลง

5.การแสวงหาความรู้

6.การแบ่งปันความรู้

7.การสร้างความรู้

8.การจัดเก็บและการสืบค้นความรู้

9.การเข้าถึงความรู้

10.การซึมซับความรู้

11.การประยุกต์ใช้ความรู้

12.การประเมินผล

*สรุปท้ายบท*

การจัดการความรู้ เป็นกระบวนการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบรูปแบบใหม่ที่เน้นการพัฒนากระบวนงาน ควบคู่ไปกับการพัฒนาการเรียนรู้ ผ่านกระบวนการจำแนก วิเคราะห์ และจัดระเบียบความรู้ เพื่อสรรหา คัดเลือกจัดการ และเผยแพร่สารสนเทศที่ถูกต้องเหมาะสม และเอื้ออำนวยให้เกิดการแบ่งปันความรู้ในเรื่องใด เรื่องหนึ่งขององค์การ เพื่อปรับปรุงและ /หรือเพื่อเพิ่มขีดความสามารถเชิงการแข่งขัน และ /หรือ เพื่อให้ได้มุมมาองในองค์การมากขึ้น

หลักการการจัดการความรู้ ควรเน้นในเรื่องการใช้กิจกรรม เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ และการรวมกลุ่มเป็นสำคัญ เพื่อสร้างพฤติกรรมการเรียนรู้ร่วมกัน การจัดการความรู้มีขั้นตอนการดำเนินงานใน 12 ขั้นต้อน คือ1.การวินิจฉัยองค์การ 2.การกำหนดวิสัยทัศน์การจัดการความรู้ 3. การสื่อสารการจัดการความรู้ 4.การละลายพฤติกรรมและการเปลี่ยนแปลง 5.การแสวงหาความรู้ 6.การแบ่งปันความรู้ 7.การสร้างความรู้ 8. การจัดการเก็บและการสืบค้นความรู้ 9.การเข้าถึงความรู้ 10.การซึมซับความรู้ 11.การประยุกต์ใช้ความรู้และ 12.การประเมินผล

กรรณิกา ภาสิระกุล
IP: xxx.120.124.213
เขียนเมื่อ Sat Feb 27 2010 10:26:39 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียน ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์

กรรณิกา ภาสิระกุล สาขาคอมพิวเตอร์ฯ

แนวความคิดพื้นฐานเกี่ยวกับความรู้ โลกยุคเศรษฐกิจฐานความรู้ในปัจจุบัน ความรู้เป็นทรัพย์สินที่จับจ้องไม่ได้ แต่เป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับองค์การ

ความหมายของความรู้

ความรู้หมายถึง การใช้ประสบการณ์ คุณค่า สารสนเทศ ความชำนาญ และสัญชาติญาณ เพื่อกำหนดสภาพแวดล้อมและกรอบการทำงานสำหรับการประเมินเพื่อให้ได้ประสบการณ์และสารสนเทศใหม่ ซึ่งมีวิธีการทีแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ความรู้ไม่ได้เพียงอยู่เพียงในรูปแบบเอกสาร แต่อยู่ในประสบการณ์ การทำงานประจำ กระบวนการ วิธีการปฏิบัติ และความเชื่อในองค์การนั้น

ข้อมูล สารสนเทศ และความรู้

1.ข้อมูล คือ ชุดของข้อเท็จจริงเชิงวัตถุที่ไม่มีลักษณะต่อเนื่องซึ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ ในบริบทขององค์การนั้น มักมีการพรรณนาข้อมูลในลักษณะที่เป็นการบันทึกแบบมีโครงสร้างของการกระทำองค์ การที่ทันสมัยมัก จะมีการเก็บข้อมูลในรูปแบบเทคโนโลยี และหน่วยงานไดที่ต้องการจะใช้ ข้อมูลนั้นก็จะต้องเข้าไปในระบบดังกล่าว การวัดหรือประเมินผลการจัดข้อมูล สามารถพิจารณาได้ใน 2 ด้าน คือ

ด้านเชิงปริมาณ พิจารณาในเรื่อง

-ค่าใช้จ่าย

-ความเร็ว

-ปริมาณ ความจุ

ด้านคุณภาพ พิจารณาในเรื่อง

-เวลา

-ความเกี่ยวข้อง

-ความชัดเจน

2.สารสนเทศ คือ การเปลี่ยนวิธีการในการรับรู้ในบางสิ่งบางอย่างซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจ และพฤติกรรมของผู้รับสารสนเทศจะต้องบอกถึงข้อมูลที่มีอยู่ในตัวที่จะก่อให้เกิดความแตกต่างขึ้นได้ การแปลงข้อมูลเป็นสารสนเทศสามารถดำเนินการได้ด้วยการเพิ่มเติมคุณค่าให้กับข้อมูลด้วยวิธีการต่างๆ 5 วิธีการ สรุปได้ ดังนี้

1.ทำให้เป็นการอรรถาธิบาย หมายถึง เรารู้ว่าจะเก็บข้อมูลไว้ เพื่อวัตถุประสงค์อะไร

2.ทำให้เป็นหมวดหมู่ หมายถึง เรารู้ถึงหน่วยย่อยๆ สามารถวิเคราะห์ได้ตามหลักคณิตศาสตร์ หรือสถิติ

3.ทำให้สามารถคำนวณได้ หมายถึง ข้อมูลดังกล่าวสามารถวิเคราะห์ได้ตามหลักคณิตศาสตร์หรือสถิติ

4.ทำให้ถูกต้อง หมายถึง ต้องสามารถขจัดข้อผิดพลาดของข้อมูลได้

5.ทำให้มีความชัดเจน อาจสรุปข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่ชัดเจนยิ่งขึ้นได้

3.ความรู้ คือ เป็นการผสมผสานขององค์ประกอบหลายอย่างที่มีลักษณะเปลี่ยนแปลงได้ ในขณะเดียวกันก็มีโครงสร้างที่เป็นทางการจับประเด็นมาอธิบายด้วยถ้อยคำ หรือสามารถทำความเข้าใจอย่างสมบูรณ์ ด้วยคำที่เหมาะสมโดยง่ายได้ เช่น การพูดคุยสนทนา การฝึกงาน เป็นต้น หากต้องการให้สารสนเทศเปลี่ยนเป็นความรู้ ต้องอาศัยกระบวนการต่างๆ สรุปได้ คือ

-การเปรียบเทียบ หมายถึง สารสนเทศที่เกี่ยวกับสถานการณ์นี้สามารถเปรียบเทียบกับสถานการณ์อื่นที่เรารู้มาก่อนแล้วได้อย่างไร

-ความสำคัญ หมายถึง สารสนเทศนั้นมี องค์ประกอบอะไรที่ใช้ในการตัดสินใจและการปฏิบัติ

-ความเกี่ยวข้องหรือความสัมพันธ์ หมายถึง ความรู้ชนิดนี้เกี่ยวข้องกับความรู้ชนิดอื่นอย่างไร

-การสนทนา หมายถึง คนอื่นคิดอย่างไรเกี่ยวกับสารสนเทศนี้

ทามาซากิ อ้างใน สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ 2547 อธิบายให้เห็นความสำคัญของความรู้ในรูปของ ปิรามิด เพื่อแสดงให้เห็นถึง ลำดับขั้นของการเกิดความรู้ว่ามีขั้นตอนหรือกระบวนการของการเกิดความรู้ว่าเกิดขึ้นมาอย่างไร สรุปได้ คือ

1.ข้อมูล หมายถึง ข้อเท็จจริงต่างๆ โดยเป็นข้อมูลดิบหรือตัวเลขต่างๆ ที่ยังไม่ได้ผ่านการแปลความ

2.สารสนเทศ หมายถึง ข้อมูลที่ผ่านกระบวนการวิเคราะห์สังเคราะห์ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการและตัดสินใจผู้ใช้สารสนเทศนั้น โดยมักจะอยู่ในรูปของข้อมูลทีวัด หรือจับต้องได้

3.ความรู้ หมายถึง สารสนเทศที่ผ่านกระบวนการคิดเปรียบเทียบ เชื่อมโยงความรู้อื่นๆ จนเกิดเป็นความเข้าใจได้โดย ไม่จำกัดช่วงเวลา

4.ปัญญา หมายถึง ความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวตน ก่อให้เกิดประโยชน์ในการนำไปใช้

กระบวนการทางความรู้

กระบวนการทางความรู้ สามารถอธิบายได้ใน 3 ประเด็นหลัก คือ

1.กระบวนการในการสร้างความรู้ใหม่ หมายถึง การสร้างความรู้ใหม่ ด้วยกิจกรรมที่มีความมุ่งหมาย ต่าการแก้ปัญหาต่างๆ ขององค์การ

2.กรบวนการในการทำให้เกิดผลผลิต หมายถึง เมื่อความรู้ใหม่ ถูกนำไปใช้ในกระบวนการทำให้เกิดผลผลิตที่ ก่อให้เกิดพื้นฐานในการทุ่มเท และการมีพันธะผูกพันที่องค์ การนำไปปฏิบัติ ต่อลูกค้า ซึ่งกระบวนการในขั้นตอนนี้ได้ช่วยสร้างความรู้ด้วยลักษณะที่มีความชัดเจนและเมื่อมีการนไปใช้

3.กระบวนการที่เกี่ยวกับการเป็นตัวแทน เป็นการส่งมอบความรู้ที่ชัดเจนแล้วไปยังลูกค้า ซึ่งเป็นผลมาจากกระบวนการทางความรู้ทั้ง 2 ขั้นข้างต้น ความรู้ในขั้นนี้จะเกิดจากการที่ลูกค้าเป็นเจ้าของกระบวนการในการสร้างคุณค่าให้กับสินค้า

ขั้นตอนในการดำเนินการในการจัดการความรู้*

1.การวินิจฉัยองค์การ

2.การกำหนดวิสัยทัศน์การจัดการความรู้

3.การสื่อสารการจัดกรความรู้

4.การละลายพฤติกรรมและการเปลี่ยนแปลง

5.การแสวงหาความรู้

6.การแบ่งปันความรู้

7.การสร้างความรู้

8.การจัดเก็บและการสืบค้นความรู้

9.การเข้าถึงความรู้

10.การซึมซับความรู้

11.การประยุกต์ใช้ความรู้

12.การประเมินผล

นางสาว ชัชจิรา ธรรมนาม
IP: xxx.24.203.65
เขียนเมื่อ Sat Feb 27 2010 10:28:42 GMT+0700 (ICT)

 

เรื่อง การจัดการความรู้

 กระบวนการจัดการความรู้

 กระบวนการจัดการความรู้ (Knowledge Management) เป็นกระบวนการที่จะช่วยให้เกิดพัฒนาการของความรู้ หรือการจัดการความรู้ที่จะเกิดขึ้นภายในองค์กร มีทั้งหมด 7 ขั้นตอน คือ

 1. การบ่งชี้ความรู้ เป็นการพิจารณาว่าองค์กรมีวิสัยทัศน์ พันธกิจ ยุทธศาสตร์ เป้าหมายคืออะไร และเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เราจำเป็นต้องใช้อะไร ขณะนี้เรามีความรู้อะไรบ้าง อยู่ในรูปแบบใด อยู่ที่ใคร

 2. การสร้างและแสวงหาความรู้ เช่นการสร้างความรู้ใหม่ แสวงหาความรู้จากภายนอก รักษาความรู้เก่า กำจัดความรู้ที่ใช้ไม่ได้แล้ว

 3. การจัดความรู้ให้เป็นระบบ เป็นการวางโครงสร้างความรู้ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเก็บความรู้อย่างเป็นระบบในอนาคต

 4. การประมวลและกลั่นกรองความรู้ เช่น ปรับปรุงรูปแบบเอกสารให้เป็นมาตรฐาน ใช้ภาษาเดียวกัน ปรับปรุงเนื้อหาให้สมบูรณ์

 5. การเข้าถึงความรู้ เป็นการทำให้ผู้ใช้ความรู้เข้าถึงความรู้ที่ต้องการได้ง่ายและสะดวก เช่น ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) Web board บอร์ดประชาสัมพันธ์ เป็นต้น

 6. การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ ทำได้หลายวิธีการ โดยกรณีเป็น Explicit Knowledge อาจจัดทำเป็นเอกสาร ฐานความรู้ เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือกรณีเป็น Tacit Knowledge จัดทำเป็นระบบ ทีมข้ามสายงาน กิจกรรมกลุ่มคุณภาพและนวัตกรรม ชุมชนแห่งการเรียนรู้ ระบบพี่เลี้ยง การสับเปลี่ยนงาน การยืมตัว เวทีแลกเปลี่ยนความรู้ เป็นต้น

 7. การเรียนรู้ ควรทำให้การเรียนรู้เป็นส่วนหนึ่งของงาน เช่นเกิดระบบการเรียนรู้จากสร้างองค์ความรู้ การนำความรู้ในไปใช้ เกิดการเรียนรู้และประสบการณ์ใหม่ และหมุนเวียนต่อไปอย่างต่อเนื่อง

 มีผู้รู้ได้กล่าวถึง KM หลายแง่หลายมุมที่อาจรวบรวมมาชี้ธงคำตอบว่า หัวใจของ KM อยู่ที่ไหนได้ โดยอาจกล่าวเป็นลำดับขั้นหัวใจของ KM เหมือนกับลำดับขั้นของความต้องการ ( Hierarchy of needs ) ของ Mcgregor ได้ โดยเริ่มจากข้อสมมุติฐานแรกที่เป็นสากลที่ยอมรับทั่วไปว่าความรู้คือพลัง (DOPA KM Team)

 1. Knowledge is Power : ความรู้คือพลัง

2. Successful knowledge transfer involves neither computers nor documents but rather in interactions between people. (Thomas H Davenport)

 : ความสำเร็จของการถ่ายทอดความรู้ไม่ใช่อยู่ที่คอมพิวเตอร์หรือเอกสาร แต่อยู่ที่การมีปฏิสัมพันธ์ ระหว่างคนด้วยกัน

 3. The great end of knowledge is not knowledge but action

 : จุดหมายปลายทางสำคัญ ของความรู้มิใช่ที่ตัวความรู้ แต่อยู่ที่การนำไปปฏิบัติ

 4. 4. Now the definition of a manager is somebody who makes knowledge productive

 : นิยามใหม่ของผู้จัดการ คือ ผู้ซึ่งทำให้ความรู้ผลิตดอกออกผล

 จะเห็นว่า จากข้อความที่กล่าวถึง ความรู้ดังกล่าว พอทำให้มองเห็นหัวใจของ KM เป็นลำดับชั้นมาเริ่มแต่ข้อความแรกที่ว่า ความรู้คือพลังหรือความรู้คืออำนาจ ซึ่งเป็นข้อความเป็นที่ยอมรับที่เป็นสากล ทั้งภาคธุรกิจ เอกชน และภาคราชการ จากการยอมรับดังกล่าวมาสู่การเน้นที่ปฏิสัมพันธ์ของคนว่ามีความสำคัญในการถ่ายทอดความรู้กว่าเครื่องมือหรือเอกสารใดและมักกล่าวถึงว่า แม้ความรู้จะถูกจัดระบบและง่ายต่อการเข้าถึงของบุคคล ต่าง ๆ ดีเพียงใดก็ตาม ถ้ามีความรู้ เกิดความรู้ขึ้นแล้ว หากไม่นำไปใช้ประโยชน์ ก็ไม่ใช่จุดหมายปลายทางของ ความรู้และที่ชัดเจนก็คือ ประโยคสุดท้ายที่เน้นการนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ให้เกิดมรรคผลมีคุณค่าประโยชน์เป็นรูปธรรมว่านั่นเป็นนิยามใหม่ของผู้ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการเลยทีเดียว ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่าหัวใจของ KM อยู่ที่การนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

อนันต์ วัฒนามานนท์
IP: xxx.120.124.213
เขียนเมื่อ Sat Feb 27 2010 10:29:53 GMT+0700 (ICT)

วันที่ 21 กุมภาพันธ์

โดย นายอนันต์ วัฒนามานนท์ สาขาการจัดการ

การจัดการความรู้

ความรู้ คือ สิ่งที่สั่งสมมาจากการศึกษาเล่าเรียน ค้นคว้า มีการคิดอย่างเป็นระบบ และนำไปใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจในสถานการณ์ต่าง ๆ โดยได้รับการยอมรับจากสังคมกลุ่มหนึ่ง

พรูแซค และ ดาเวนพอร์ต ได้ให้ความเห็นว่า ความรู้นั้นประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ซึ่งมีความสัมพันธ์กัน อันได้แก่

1. ข้อมูล (Data) คือ ชุดข้อเท็จจริงเชิงวัตถุที่ไม่มีลักษณะต่อเนื่อง เป็นการเก็บบันทึกแบบมีโครงสร้างขององค์การในรูปแบบของเทคโนโลยีและสามารถเข้าไปในระบบได้ หากหน่วยงานใดต้องการใช้ข้อมูลนั้น ๆ

2.สารสนเทศ (Information) เป็นการใช้ข้อมูลที่ได้มา คิดวิเคราะห์ สังเคราะห์อย่างเป็นระบบ โดยมีการแปลงจากข้อมูลเป็นสารสนเทศ ดังนี้

- ทำให้เป็นการอรรถาธิบาย คือ จะเก็บข้อมูลเพื่อวัตถุประสงค์อะไร

- มีการจัดหมวดหมู่ของข้อมูล

- สามารถคำนวณได้

- มีความถูกต้อง สามารถขจัดข้อผิดพลาดของข้อมูลได้

- มีความชัดเจนของข้อมูล

3. ความรู้ (Knowledge) เมื่อได้สารสนเทศมาแล้ว ก็ต้องแปลงสารสนเทศเหล่านั้นเป็นความรู้ เพื่อที่จะเป็นการเข้าใจในแบบแผน โดยใช้วิธี ดังนี้

- การเปรียบเทียบ คือ สามารถเปรียบเทียบสถานการณ์ของสารสนเทศที่แตกต่างกันออกไปได้

- ความสำคัญ คือ มีองค์ประกอบใดบ้างที่ใช้ในการปฏิบัติหรือตัดสินใจ

- มีความสัมพันธ์กัน ความรู้แต่ละชนิดมีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร

- การสนทนา คือ มีการคิดของแต่ละบุคคลเกี่ยวกับสารสนเทศนี้อย่างไรบ้าง

เมื่อเราได้ฐานความรู้แล้ว ก็จะทำให้เข้าใจหลักการมากขึ้น และทำให้ก่อเกิดปัญญาเพิ่มขึ้นด้วย

ในส่วนราชการได้มีพระราชกฤษฎีกา เกี่ยวกับการจัดการความรู้ เมื่อ พ.ศ. 2546 กล่าวคือ

ส่วนราชการมีหน้าที่พัฒนาความรู้ ประมวลผลความรู้ในด้านต่าง ๆ ส่งเสริมและพัฒนาความรู้ ความสามารถ สร้างวิสัยทัศน์ และปรับเปลี่ยนทัศนคติของข้าราชการในสังกัด ให้เป็นบุคลากรที่มีปะสิทธิภาพ และมีการเรียนรู้ร่วมกัน

รูปแบบการเปลียนแปลงองค์การ Three Step Change Model

-Unfreezing Stage คือ การละลายพฤติกรรมของบุคคลในองค์การ

-Change Stage คือ การเปลียนแปลงพฤติกรรมของบุคคลในองค์การ

-Refreezing Stage คือ การแช่แข็งพฤติกรรมที่ต้องการให้คงอยู่กับองค์การ

ขั้นตอนในการดำเนินการในการจัดการความรู้

1.การวนิจฉัยองค์กร (Organization Diagnosis Stage)

2.การกำหนดวิสัยทัศน์การจัดการความรู้ (The Knowledge Management Vision Stage)

3.การสื่อสารการจัดการความรู้(The Knowledge Management Communication Stage)

4.การละลายพฤติกรรมและการเปลี่ยนแปลง(Unfreezing and Change Stage)

5.การแสวงหาความรู้(Knowledge Acquisition Stage)

6.การแบ่งปันความรู้(Knowledge Sharing Stage).

7.การสร้างความรู้(Knowledge Creation Stage)

8.การจัดเก็บและการสืบค้นความรู้ (Knowledge Storage and Retrieval Knowledg)

9.การเข้าถึงความรู้ (Knowledg Accessibility Stage)

10.การซึมซับความรู้ (Knowledg Assimilation)

11.การประยุกต์ใช้ความรู้ (Knowledg Application Stage)

12.การประเมินผล (Evaluation Stage)

นางสาวอัจฉรา ลบเทศ
IP: xxx.122.182.198
เขียนเมื่อ Sat Feb 27 2010 10:42:55 GMT+0700 (ICT)

สรุป การเรียน วิชาการจัดการความรู้ วันที่21/2/53 โดย น.ส.อัจฉรา ลบเทศ สาขา การจัดการ

แนวความคิดพื้นฐานเกี่ยวกับความรู้

ทา มาซากิ(Hideo Tamazaki) สถาบัน เพิ่มผลผลิตแห่งชาติ 2547:13-14 ได้อธิบายถึงลำดับขั้นของการเกิดความรู้ว่ามีขั้นตอนหรือกระบวนการของการ เกิดความรู้ ดังนี้

1. ข้อมูล (Data) หมายถึง ข้อเท็จจริงต่างๆ โดยเป็นข้อมูลดิบหรือตัวเลขต่างๆ ที่ยังไม่ได้ผ่านการแปลความ

2. สารสนเทศ (Information) หมายถึง ข้อมูลที่ผ่านกระบวนการวิเคราะห์ สังเคราะห์ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการและตัดสินใจ โดยมีบริบทที่เกิดจากความเชื่อ สามัญสำนึก หรือประสบการณ์ของผู้ใช้สารสนเทศนั้น โดยมักจะอยู่ในรูปของข้อมูลที่วัด

3. ความรู้ (Knowledge) หมายถึง สารสนเทศที่ผ่านกระบวนการคิด เปรียบเทียบ เชื่อมโยงความรู้อื่นๆ จนเกิดเป็นความเข้าใจและนำไปใช้ประโยชน์ในการสรุป และตัดสินใจในสถานการณ์ต่างๆ โดยไม่จำกัดช่วงเวลา

4. ปัญญา (Wisdom) หมายถึง ความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวตน ก่อให้เกิดประโยชน์ในการนำไปใช้

ความรู้ แบ่งออกได้ 3 ประเภท คือ

1. ความรู้ที่ฝังลึก หรือความรู้แบบซ่อนเร้น (Implicit or tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่อยู่ในจิตใจของแต่ละบุคคล เกิดจากประสบการณ์ การเรียนรู้ หรือพรสวรรค์ต่างๆ และสามารถเข้าใจและรับรู้ได้เพียงบุคคลนั้นหรือแต่ละบุคคล

2. ความรู้แจ้งชัด หรือความรู้ที่แสดงออกมาให้เห็น (Explicit Knowledge) เป็นความรู้เฉพาะ หรือความรู้ทั่วไป หรือความรู้ทางสังคม

หรือความรู้ขององค์การที่มีลักษณะเป็นความรู้ที่เป็นเหตุเป็นผล สามารถถ่ายทอดออกมาในรูปแบบต่างๆ เช่น หนังสือ คู่มือ เอกสาร

3. ความรู้โครงสร้าง หรือความรู้ที่ต่อยอดจากความรู้เดิม (Structural Knowledge) เป็นความรู้เฉพาะ หรือความรู้ทั่วไป หรือความรู้ทางสังคม ขององค์การที่เป็นระบบที่เกิดจากการต่อยอดองค์ความรู้

ข้อมูลจะไหลเวียนทั้งในระดับแนวราบและแนวดิ่ง คือไหลไปทั่วทั้งองค์การโดยมีองค์ประกอบ 4 ประการ คือ

1. การค้นหาและการสร้างขึ้นใหม่ (Find / Create) lสามารถดำเนินได้หลายวิธีการ คือ จากสื่อต่างๆ การพบปะ การประชุม

2. การรวบรวมจัดการ (Organized) สามารถดำเนินการได้ในลักษณะกรองความรู้และจัดวางเป็นหมวดหมู่ จากนั้นจึงเชื่อมโยงไปสู่ภายนอก

3. การแบ่งปัน แลกเปลี่ยนความรู้ (Share) เป็นขั้นตอนที่ความรู้จะถูกแบ่งปันและกระจายออกไปให้ผู้อื่นได้ใช้ประโยชน์ โดยใช้การสื่อสารในรูปแบบต่างๆ

4. การใช้งานและการนำกลับมาใช้ใหม่ (Use-Reuse) จะเกี่ยวพันระหว่างการติดต่อสื่อสารอย่างไม่เป็นทางการ และการติดต่อสื่อสารในรูปแบบต่างๆ ที่มีความหลากหลาย ทั้งในรูปของรายงาน นิทรรศการ และการฝึกอบรม ทั้งนี้ ความรู้เหล่านี้สามารถนำไปแพร่

แหล่งเก็บความรู้ในองค์กร (คลังความรู้)

1. สมองของพนักงาน

2. เอกสาร (กระดาษ)

3. เอกสาร Electronic

4. Kowledge Base , it

ขั้นตอนในการดำเนินการในการจัดการความรู้ มีขั้นตอนในการดำเนินงานใน 12 ขั้นตอน

1. การวินิจฉัยองค์การ (Organizational diagnosis Stage)

2. การกำหนดวิสัยทัศน์การจัดการความรู้ (The Knowledge Management Vision Stage)

3. การสื่อสารการจัดการความรู้ (The Knowledge Management Communication Stage)

4. การละลายพฤติกรรมและการเปลี่ยนแปลง (Unfreezing and Change Stage)

5. การแสวงหาความรู้ (Knowledge Acquisition Stage)

6. การแบ่งปันความรู้ (Knowledge Sharing Stage)

7. การสร้างความรู้ (Knowledge Creation Stage)

8. การจัดเก็บและการสืบค้นความรู้ (Knowledge Storage and Retrieval Stage)

9. การเข้าถึงความรู้ (Knowledge Accessibility Stage)

10. การซึมซับความรู้ (Knowledge Assimilation)

11. การประยุกต์ใช้ความรู้ (Knowledge Application Stage)

12. การประเมินผล (Evaluation Stage)

องค์ประกอบของการจัดการเรียนรู้

1. คน

2. เทคโนโลยี เป็นเครื่องมือค้นหา จัดเก็บเลกเปลี่ยน

3. กระบวนการเรียนรู้ เป็นการบริหารจัดการเพื่อนำความรู้จากแหล่งความรู้ไปให้ผู้ใช้

IP: xxx.120.124.213
เขียนเมื่อ Sat Feb 27 2010 11:31:09 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียน ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2553

ชยาภรณ์ สำเริงศิลป์ บริหารการจัดการ

" การจัดการความรู้ Knowledge "

"ความรู้"

เป็นความคิดของแต่ละบุคคลที่ผ่านกระบวนการคิด วิเคราะห์และสังเคราะห์จนเกิดความเข้าใจ และนำไปใช้ประโยชน์ในการสรุปและตัดสินใจในสถานการณ์ต่าง ๆ จนได้รับการยอมรับโดยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในสังคม

"การจัดการความรู้"

การจัดการความรู้เป็นกระบวนการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ รูปแบบใหม่ที่เน้นการพัฒนากระบวนงาน (Business Process) ควบคู่ไปกับการพัฒนาการเรียนรู้ (Learning Process) ผ่านกระบวนการจำแนก วิเคราะห์ และจัดระเบียบความรู้ เพื่อสรรหา คัดเลือกจัดการ และเผยแพร่สารสนเทศที่ถูกต้องเหมาะสม และเอื้ออำนวยให้เกิดการแบ่งปันความรู้ในเรื่องหนึ่งขององค์กร เพื่อปรับปรุงหรือเพื่อขีดความสามารถเชิงการแข่งขัน หรือ เพื่อให้ได้มุมมองในองค์การมากขึ้น

"การเรียนรู้"

เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในความคิดภูมิปัญญา (ความรู้/ความเข้าใจ/การหยั่งรู้) ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตอันเกิดจากการฝึกหัดหรือประสบการณ์ของแต่ละบุคคล ได้แก่

1. ความจริง (Facts)

2. หลักการ (Principles)

3. แนวคิด (Concepts)

4. นิสัย (Habits)

5. ทัศนคติ (Attitude)

6. ความสนใจ (Interests)

7. ค่านิยม (Vaiue)

8. ทักษะ (Skill)

เพื่อตอบสนองสิ่งเร้า เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่พึงประสงค์ โดยมีกระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม 3 ลักษณะคือ

1. พฤติกรรมทางความรู้ เช่น เปลี่ยนจากไม่รู้ให้เป็นรู้

2. พฤติกรรมทางทักษะ เช่น จากทำไม่เป็นให้ทำเป็น

3. พฤติกรรมทางทัศนคติ เช่น เปลี่ยนจากความรู้สึกไม่ชอบให้เป็นชอบ

ทั้งนี้ กระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนั้น ต้องคำนึงถึงร่างกาย อารมณ์ ทัศนคติและการปรับตัวด้านสังคมของผู้เรียนรู้อีกด้วย

กระบวนการทางความรู้ ( Knowledge Process ) สามารถอธิบายได้ 3 ประเด็นคือ

1. กระบวนการในการสร้างความรู้ใหม่ ( Generative Process )

2. กระบวนการในการทำให้เกิดผลผลิต (Productive Process )

3. กระบวนการที่เกี่ยวกับการเป็นตัวแทน(Representative Process)

" วงจรหรือกระบวนการความรู้ "

ทามาซากิ( Hideo Tamazaki) อธิบายว่าความรู้ฝังแน่น (Tacit Knowledge )และความรู้ที่ชัดเจน( Explicit Knowledge )ทั้งสองประเภทน้สามารถเปลี่ยนแปลงสถานะระหว่างกันได้ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ซึ่งจะทำให้เกิดความรู้ใหม่ๆ โดยผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Knowledge Spirit หรือ SECI MODEL

ส่วนราชการมีหน้าที่พัฒนาความรู้ ประมวลผลความรู้ในด้านต่าง ๆ ส่งเสริมและพัฒนาความรู้ ความสามารถ สร้างวิสัยทัศน์ และปรับเปลี่ยนทัศนคติของข้าราชการในสังกัด ให้เป็นบุคลากรที่มีปะสิทธิภาพ และมีการเรียนรู้ร่วมกัน

ขั้นตอนในการดำเนินการในการจัดการความรู้ โดย อ.ดร. ยงยุทธ ยศยิ่งยง

1. การวินิจฉัยองค์การ

2. การกำหนดวิสัยทัศน์

3. การสื่อสาร

4. การละลายพฤติกรรมและการเปลี่ยนแปลง

5. การแสวงหาความรู้

6. การแบ่งปันความรู้

7. การสร้างความรู้

8. การจัดเก็บความรู้

9. การเข้าถึงความรู้

10. การซึมซับความรู้

11. การประยุกต์ใช้ความรู้

12. การประเมินผล

นางสาวพิมพา ศิริยาภรณ์
IP: xxx.31.121.70
เขียนเมื่อ Sat Feb 27 2010 11:58:57 GMT+0700 (ICT)

สรุปความเข้าที่ได้เรียน21/02/10

ถามว่าเมื่อนึกถึงความรู้ จะนึกถึงอะไร

-สิ่งที่สั่งสมมาจากการเล่าเรียนและค้นคว้าได้มาในแต่ละวัน

การเปรียบเทียบและการเชื่อมโยงกับความรู้อื่นๆ จนเกิดความเข้าใจ

และนำไปใช้ประโยชน์ได้ในแต่ละวันได้ โดยไม่จำกัดเวลา

ถามว่าทำไมถึงต้องมีการจัดการความรู้

-เพราะสังคมที่เปลี่ยนไป วิถีชีวิตของคนจึงเปลี่ยนตาม

องค์ประกอบของการจัดการความรู้มี3อย่างคือ

-คน

-เทคโนโลยี

-กระบวนการเรียนรู้

ความหมายของการเรียนรู้

คือ เป็นความคิดของแต่ละบุคคล ที่ผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์

จนเกิดความเข้าใจ ในสถานการณ์ต่างๆ จนได้รับการยอมรับโดยกลุ่มคนใดกลุ่มคนหนึ่งของสังคม

การจัดการความรู้แบ่งออกเป็นองค์กรได้2องค์คือ

1องค์กรแห่งการเรียนรู้

คือ ที่ๆผู้คนขยายขีดความสามารถและความคิดเพื่อที่จะบรรลุ

ในสิ่งที่พวกเขาต้องการอย่างแท้จริง และต่อเนื่อง

ผ่านการเรียนรู้ร่วมกันเรื่อยๆ

-การคิดอย่างเป็นระบบ

-การเรียนรู้ของทีม

-การสร้างแบบแผนวิธีการผลิตและมุมมองที่เปิดกว้าง

-การมุ่งไปสู่ความเป็นเลิศ

-การสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกัน

2องค์กรแห่งนวัตกรรม

คือ ที่ๆผู้คนขยายขีดความสามารถโดยใช้ความรู้เป็นฐาน

และผ่านการเรียนรู้ร่วมกันในการพัฒนาองค์กรเพื่อสร้างศักยภาพทางการแข่งขันใตลาดการค้าโลก

การจัดการความรู้

เป็นกระบวนการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ

เน้นการพัฒนากระบวนงานควบคู่ไปกับการพัฒนาการเรียนรู้

ผ่านกระบวนการวิเคราะห์ จำแนกและจัดระเบียบความรู้เพื่อสรรหา

และเผยแพร่ในสถานที่ๆถูกต้องและเหมาะสม

นาย ปิยะพงษ์ ธงอาษา
IP: xxx.87.76.68
เขียนเมื่อ Sat Feb 27 2010 12:13:43 GMT+0700 (ICT)

สรุปความเข้าที่ได้เรียน21/02/10

การจัดการความรู้

การจัดการความรู้ คือ การรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในส่วนราชการซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด โดยที่ความรู้มี 2 ประเภท คือ

1. ความรู้ที่ฝังอยู่ในคน เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ พรสวรรค์หรือสัญชาติญาณของแต่ละบุคคลในการทำความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ เป็นความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษรได้โดยง่าย เช่น ทักษะในการทำงาน งานฝีมือ หรือการคิดเชิงวิเคราะห์ บางครั้ง จึงเรียกว่าเป็นความรู้แบบนามธรรม

2. ความรู้ที่ชัดแจ้ง เป็นความรู้ที่สามารถรวบรวม ถ่ายทอดได้ โดยผ่านวิธีต่าง ๆ เช่น การบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี คู่มือต่าง ๆ และบางครั้งเรียกว่าเป็นความรู้แบบรูปธรรม

พระราชกฏษฎีกา

ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารบ้านเมืองที่ดี 2546

หมวดที3 มาตรา 11 ส่วนราชการมีหน้าที่พัฒนาความรู้ส่วนราชการ

เพื่อให้มีลักษณะเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอโดยต้องรับรู้ข้อมูลข่าวสารและสามารถ

ประมวลผลความรู้ในด้านต่างๆ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติราชการได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว

และเหมาะสมกับสถานการณ์ รวมทั้งต้องส่งเสริมพัฒนาความรู้ความสามารถและวิศัยทัศน์ และปรับ

เปลี่ยนทัศนะคติของข้าราชการในสังกัดให้เป็นบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ และมีการเรียนรู้ร่วมกัน

ประเภทของความรู้

การจัดการความรู้

การจัดการความรู้ คือ การรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในส่วนราชการซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด โดยที่ความรู้มี 2 ประเภท คือ

1. ความรู้ที่ฝังอยู่ในคน เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ พรสวรรค์หรือสัญชาติญาณของแต่ละบุคคลในการทำความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ เป็นความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษรได้โดยง่าย เช่น ทักษะในการทำงาน งานฝีมือ หรือการคิดเชิงวิเคราะห์ บางครั้ง จึงเรียกว่าเป็นความรู้แบบนามธรรม

2. ความรู้ที่ชัดแจ้ง เป็นความรู้ที่สามารถรวบรวม ถ่ายทอดได้ โดยผ่านวิธีต่าง ๆ เช่น การบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี คู่มือต่าง ๆ และบางครั้งเรียกว่าเป็นความรู้แบบรูปธรรม

พระราชกฏษฎีกา

ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารบ้านเมืองที่ดี 2546

หมวดที3 มาตรา 11 ส่วนราชการมีหน้าที่พัฒนาความรู้ส่วนราชการ

เพื่อให้มีลักษณะเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอโดยต้องรับรู้ข้อมูลข่าวสารและสามารถ

ประมวลผลความรู้ในด้านต่างๆ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติราชการได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว

และเหมาะสมกับสถานการณ์ รวมทั้งต้องส่งเสริมพัฒนาความรู้ความสามารถและวิศัยทัศน์ และปรับ

เปลี่ยนทัศนะคติของข้าราชการในสังกัดให้เป็นบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ และมีการเรียนรู้ร่วมกัน

ประเภทของความรู้

กรอบแนวคิดการจัดการความรู้

แผนผังอิชิคะวะ (Ishikawa diagram) หรือแผงผังก้างปลา

1 ส่วนหัวและตา (Knowledge Vision - KV) มองว่ากำลังจะไปทางไหน ซึ่งต้องตอบให้ได้ว่า "ทำ KM ไปเพื่ออะไร"

2 ส่วนกลางลำตัว (Knowledge Sharing - KS) ส่วนที่เป็นหัวใจให้ความความสำคัญกับการแลกเปลี่ยน

3 ส่วนหาง (Knowledge Assets - KA) คือ สร้างคลังความรู้ เชื่อโยงเครือข่าย

คนสำคัญที่ดำเนินการจัดการความรู้

ผู้บริหารสูงสุด (CEO) สำหรับวงการจัดการความรู้

1 คุณเอื้อ (Chief Knowledge Officer, CKO) ถ้าการริเริ่มมาจากผู้บริหารสูงสุด

2 คุณอำนวย (Knowledge Facilitator , KF) เป็นผู้คอยอำนวยความสะดวกในการจัดการความรู้

3 คุณกิจ (Knowledge Pracititoner, KP) “คุณกิจ” หรือผู้ปฏิบัติงาน

5 . คุณประสาน (Network Manager) เป็นผู้ที่คอยประสานเชื่อมโยงเครือข่ายการจัดการความรู้ระหว่างหน่วยงาน

สรุป

การจัดการความรู้ เป็นกระบวนการเรียนรู้ผ่านกระบวนการจำแนก วิเคราะห์และจัดระเบียบความรู้ เพื่อสรรหา คัดเลือกจัดการ และเผยแพร่สารสนเทศที่ถูกต้องเหมาะสมและเอื้ออำนวยให้เกิดการแบ่งปันความรู้ในเรื่องใดเรื่องขององค์การ

IP: xxx.67.18.196
เขียนเมื่อ Sat Feb 27 2010 14:45:21 GMT+0700 (ICT)

การจัดการความรู้

การจัดการความรู้ในองค์กร หมายถึง การรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในองค์กร ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด โดยที่ความรู้มี 2 ประเภท คือ

- ความรู้ที่ฝังอยู่ในคน (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ พรสวรรค์หรือสัญชาตญาณของแต่ละบุคคลในการทำความเข้าใจในสิ่งต่างๆ เป็นความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษรได้โดยง่าย เช่น ทักษะในการทำงาน งานฝีมือ หรือการคิดเชิงวิเคราะห์ บางครั้ง จึงเรียกว่าเป็นความรู้แบบนามธรรม

- ความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็นความรู้ที่สามารถรวบรวม ถ่ายทอดได้ โดยผ่านวิธีต่างๆ เช่น การบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี คู่มือต่างๆ และบางครั้งเรียกว่าเป็นความรู้แบบรูปธรรม

ถามว่าความรู้คืออะไร ความรู้คือความรู้คือทุกๆๆสิ่งที่เราได้ยินได้สัมพัดมันเป็นความรู้ทุกๆสิ่ง

ความรู้...คือ....อะไรก็ได้ในโลกใบนี้

หากคนเรายังคงค้นหา..ค้นคว้า...และเรียนรู้

มันก็คือความรู้. ที่ได้จากการสัมผัส การได้ยิน ได้ฟัง ได้อ่าน

ได้จากประสบการณ์ต่างที่เราได้เคยทำมา ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลว่าจะให้ความสนใจในเรื่องอะไร

นั้นแหละคือความรู้ที่เราต้องค้นหา

รูปแบบแนวคิดของTUNA-MODEL แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ

1. Knowledge Vision ( KV คุณเอื้อ)เป็นส่วนหัว คือ ต้องตอบให้ได้ว่า ทำการจัดการความรู้เพื่ออะไร

2. Knowledge Sharing (Ks คุณอำนวย) เป็นส่วนตัวของปลา คือ เป็นส่วนที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนสำคัญโดยคุณอำนวยจะต้องกระตุ้นให้คุณกิจได้เล่าประสบการณ์การปฏิบัติงานที่ประสบความสำเร็จที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวของเขาออกมาให้เกิดการเรียนรู้ในกลุ่ม และเกิดวัตกรรมขององค์กร

3. Knowledge Assets (KA คุณกิจ)เป็นส่วนหาง เป็นส่วนขุมความรู้ที่ทำให้มีการนำความรู้ไปใช้งานและมีการต่อยอดยกระดับขึ้นไป

นายมาโนชน์ ม่วงเข้ม
IP: xxx.11.4.70
เขียนเมื่อ Sat Feb 27 2010 14:47:18 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียนรู้วิชาการจัดการความรู้ ประจำวันที่ 24 ม.ค. 53

ความรู้ คือ สิ่งที่สั่งสมมาจากการศึกษาเล่าเรียน ค้นคว้า มีการคิดอย่างเป็นระบบ และนำไปใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจในสถานการณ์ต่าง ๆ โดยได้รับการยอมรับจากสังคมกลุ่มหนึ่ง

พรูแซค และ ดาเวนพอร์ต ได้ให้ความเห็นว่า ความรู้นั้นประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ซึ่งมีความสัมพันธ์กัน อันได้แก่

1. ข้อมูล (Data) คือ ชุดข้อเท็จจริงเชิงวัตถุที่ไม่มีลักษณะต่อเนื่อง เป็นการเก็บบันทึกแบบมีโครงสร้างขององค์การในรูปแบบของเทคโนโลยีและสามารถเข้าไปในระบบได้ หากหน่วยงานใดต้องการใช้ข้อมูลนั้น ๆ ได้ ดังนี้

- ด้านเชิงปริมาณ ค่าใช้จ่าย, ความเร็ว ,ปริมาณความจุ

- ด้านคุณภาพ เวลา,ความเกี่ยวข้อง,ความชัดเจน

2.สารสนเทศ (Information) เป็นการใช้ข้อมูลที่ได้มา คิดวิเคราะห์ สังเคราะห์อย่างเป็นระบบ โดยมีการแปลงจากข้อมูลเป็นสารสนเทศ ดังนี้

- ทำให้เป็นการอรรถาธิบาย คือ จะเก็บข้อมูลเพื่อวัตถุประสงค์อะไร

- มีการจัดหมวดหมู่ของข้อมูล

- สามารถคำนวณได้

- มีความถูกต้อง สามารถขจัดข้อผิดพลาดของข้อมูลได้

- มีความชัดเจนของข้อมูล

3. ความรู้ (Knowledge) เมื่อได้สารสนเทศมาแล้ว ก็ต้องแปลงสารสนเทศเหล่านั้นเป็นความรู้ เพื่อที่จะเป็นการเข้าใจในแบบแผน โดยใช้วิธี ดังนี้

- การเปรียบเทียบ คือ สามารถเปรียบเทียบสถานการณ์ของสารสนเทศที่แตกต่างกันออกไปได้

- ความสำคัญ คือ มีองค์ประกอบใดบ้างที่ใช้ในการปฏิบัติหรือตัดสินใจ

- มีความสัมพันธ์กัน ความรู้แต่ละชนิดมีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร

- การสนทนา คือ มีการคิดของแต่ละบุคคลเกี่ยวกับสารสนเทศนี้อย่างไรบ้าง

เมื่อเราได้ฐานความรู้แล้ว ก็จะทำให้เข้าใจหลักการมากขึ้น และทำให้ก่อเกิดปัญญาเพิ่มขึ้นด้วย

ในส่วนราชการได้มีพระราชกฤษฎีกา เกี่ยวกับการจัดการความรู้ เมื่อ พ.ศ. 2546 กล่าวคือ

ส่วนราชการมีหน้าที่พัฒนาความรู้ ประมวลผลความรู้ในด้านต่าง ๆ ส่งเสริมและพัฒนาความรู้ ความสามารถ สร้างวิสัยทัศน์ และปรับเปลี่ยนทัศนคติของข้าราชการในสังกัด ให้เป็นบุคลากรที่มีปะสิทธิภาพ และมีการเรียนรู้ร่วมกัน

รูปแบบการเปลี่ยนแปลงองค์การ Three Step Change Model

-Unfreezing Stage คือ การละลายพฤติกรรมของบุคคลในองค์การ

-Change Stage คือ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลในองค์การ

-Refreezing Stage คือ การแช่แข็งพฤติกรรมที่ต้องการให้คงอยู่กับองค์การ

ขั้นตอนในการดำเนินการในการจัดการความรู้ มีดังนี้

1.การวินิจฉัยองค์กร (Organization Diagnosis Stage)

2.การกำหนดวิสัยทัศน์การจัดการความรู้ (The Knowledge Management Vision Stage)

3.การสื่อสารการจัดการความรู้ (The Knowledge Management Communication Stage)

4.การละลายพฤติกรรมและการเปลี่ยนแปลง (Unfreezing and Change Stage)

5.การแสวงหาความรู้ (Knowledge Acquisition Stage)

6.การแบ่งปันความรู้ (Knowledge Sharing Stage).

7.การสร้างความรู้ (Knowledge Creation Stage)

8.การจัดเก็บและการสืบค้นความรู้ (Knowledge Storage and Retrieval Knowledge)

9.การเข้าถึงความรู้ (Knowledge Accessibility Stage)

10.การซึมซับความรู้ (Knowledge Assimilation)

11.การประยุกต์ใช้ความรู้ (Knowledge Application Stage)

12.การประเมินผล (Evaluation Stage)

นายมาโนชน์ ม่วงเข้ม การจัดการ

นางสาววิรัญญา ม่วงเข้ม
IP: xxx.11.4.70
เขียนเมื่อ Sat Feb 27 2010 14:48:40 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียนวิชาการจัดการความรู้ วันที่ 24/3/53

ความรู้ หมายถึง การใช้ประสบการณ์ คุณค่า สารสนเทศ ความชำนาญ และสัญชาตญาณ เพื่อกำหนดสภาพแวดล้อมและกรอบการทำงานสำหรับการประเมินเพื่อให้ได้ประสบการณ์และสารสนเทศใหม่ ซึ่งมีวิธีการที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคล ความรู้ไม่ได้เพียงอยู่เพียงในรูปเอกสารแต่อยู่ในประสบการณ์การทำงานประจำวัน กระบวนการ วิธีการปฏิบัติ และความเชื่อในองค์กรนั้น

ข้อมูล สารสนเทศ และความรู้

1.ข้อมูล (Data) คือ ชุดข้อเท็จจริงเชิงวัตถุที่ไม่มีลักษณะต่อเนื่องซึ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆในบริษัทขององค์กรนั้น การวัดหรือประเมินผลการจัดข้อมูลสามารถพิจารณาได้ 2 ด้าน ดังนี้

- ด้านเชิงปริมาณ = ค่าใช้จ่าย, ความเร็ว ,ปริมาณความจุ

- ด้านคุณภาพ = เวลา,ความเกี่ยวข้อง,ความชัดเจน

2.สารสนเทศ (Information) คือ การเปลี่ยนวิธีการในการรับรู้ในบางสิ่งบางอย่างซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจและพฤติกรรมของผู้รับสารสนเทศจะต้องบอกถึงข้อมูลที่อยู่ในคนตัวที่จะก่อให้เกิดความแตกต่างขึ้นได้ ดังนี้

- ทำให้เป็นการอรรถาธิบาย คือ จะเก็บข้อมูลเพื่อวัตถุประสงค์อะไร

- มีการจัดหมวดหมู่ของข้อมูล

- สามารถคำนวณได้

- มีความถูกต้อง สามารถขจัดข้อผิดพลาดของข้อมูลได้

- มีความชัดเจนของข้อมูล

3.ความรู้ (Knowledge) คือ เป็นการผสมผสานขององค์ประกอบหลายอย่างที่มีลักษณะเปลี่ยนแปลงได้

องค์ประกอบของความรู้ เป็นต้นกำเนิดของความรู้ที่ผ่านกระบวนการทางความคิด หรือการวิเคราะห์ของแต่ละบุคคลจะเกิดขึ้นได้อย่างไรหรือมาจากแหล่งใด

- จากการเรียนรู้และการทดลอง

- จากประสบการณ์ของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประสบการที่ผิดพลาด

- จากประสบการณ์ของคนอื่น โดยการบอกเล่าหรือพูดคุย

- จากการศึกษาแนวทางการปฏิบัติของบุคคลที่มีผลการปฏิบัติงานดีหรือจากการศึกษาระบบธุรกิจโดยรวม

รูปแบบการเปลี่ยนแปลงองค์การ Three Step Change Model

-Unfreezing Stage = การละลายพฤติกรรมของบุคคลในองค์การ

-Change Stage = การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลในองค์การ

-Refreezing Stage = การแช่แข็งพฤติกรรมที่ต้องการให้คงอยู่กับองค์การ

ขั้นตอนในการดำเนินการในการจัดการความรู้

1.การวินิจฉัยองค์กร = (Organization Diagnosis Stage)

2.การกำหนดวิสัยทัศน์การจัดการความรู้ = (The Knowledge Management Vision Stage)

3.การสื่อสารการจัดการความรู้ = (The Knowledge Management Communication Stage)

4.การละลายพฤติกรรมและการเปลี่ยนแปลง = (Unfreezing and Change Stage)

5.การแสวงหาความรู้ = (Knowledge Acquisition Stage)

6.การแบ่งปันความรู้ = (Knowledge Sharing Stage).

7.การสร้างความรู้ = (Knowledge Creation Stage)

8.การจัดเก็บและการสืบค้นความรู้ = (Knowledge Storage and Retrieval Knowledge)

9.การเข้าถึงความรู้ = (Knowledge Accessibility Stage)

10.การซึมซับความรู้ = (Knowledge Assimilation)

11.การประยุกต์ใช้ความรู้ = (Knowledge Application Stage)

12.การประเมินผล = (Evaluation Stage)

นางสาววิรัญญา ม่วงเข้ม การจัดการ

ฐานพัฒน์ ผลแดง
IP: xxx.67.18.196
เขียนเมื่อ Sat Feb 27 2010 14:57:10 GMT+0700 (ICT)

การจัดการความรู้

การจัดการความรู้ในองค์กร หมายถึง การรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในองค์กร ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด โดยที่ความรู้มี 2 ประเภท คือ

- ความรู้ที่ฝังอยู่ในคน (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ พรสวรรค์หรือสัญชาตญาณของแต่ละบุคคลในการทำความเข้าใจในสิ่งต่างๆ เป็นความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษรได้โดยง่าย เช่น ทักษะในการทำงาน งานฝีมือ หรือการคิดเชิงวิเคราะห์ บางครั้ง จึงเรียกว่าเป็นความรู้แบบนามธรรม

- ความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็นความรู้ที่สามารถรวบรวม ถ่ายทอดได้ โดยผ่านวิธีต่างๆ เช่น การบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี คู่มือต่างๆ และบางครั้งเรียกว่าเป็นความรู้แบบรูปธรรม

ถามว่าความรู้คืออะไร ความรู้คือความรู้คือทุกๆๆสิ่งที่เราได้ยินได้สัมพัดมันเป็นความรู้ทุกๆสิ่ง

ความรู้...คือ....อะไรก็ได้ในโลกใบนี้

หากคนเรายังคงค้นหา..ค้นคว้า...และเรียนรู้

มันก็คือความรู้. ที่ได้จากการสัมผัส การได้ยิน ได้ฟัง ได้อ่าน

ได้จากประสบการณ์ต่างที่เราได้เคยทำมา ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลว่าจะให้ความสนใจในเรื่องอะไร

นั้นแหละคือความรู้ที่เราต้องค้นหา

รูปแบบแนวคิดของTUNA-MODEL แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ

1. Knowledge Vision ( KV คุณเอื้อ)เป็นส่วนหัว คือ ต้องตอบให้ได้ว่า ทำการจัดการความรู้เพื่ออะไร

2. Knowledge Sharing (Ks คุณอำนวย) เป็นส่วนตัวของปลา คือ เป็นส่วนที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนสำคัญโดยคุณอำนวยจะต้องกระตุ้นให้คุณกิจได้เล่าประสบการณ์การปฏิบัติงานที่ประสบความสำเร็จที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวของเขาออกมาให้เกิดการเรียนรู้ในกลุ่ม และเกิดวัตกรรมขององค์กร

3. Knowledge Assets (KA คุณกิจ)เป็นส่วนหาง เป็นส่วนขุมความรู้ที่ทำให้มีการนำความรู้ไปใช้งานและมีการต่อยอดยกระดับขึ้นไป

สุนทร จิตต์ทอง
IP: xxx.67.3.117
เขียนเมื่อ Sat Feb 27 2010 15:28:25 GMT+0700 (ICT)

สรุปวิชา การจัดการความรู้ วันที่ 21/2/53 โดยนายสุนทร จิตต์ทอง (คณะบริหารธุรกิจ)

ลักษณะและประเภทของความรู้ แบ่งได้หลายลักษณะตามความคิดเห็นของนักวิชาการ ตัวอย่างเช่น

เคมป์ ดา แบ่งความรู้ออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

1. ความรู้ทางสังคม เป็นความรู้ที่รวบรวมโดยระบบสังคม ซึ่งสามารถเข้าถึงได้อย่างอิสระ และเท่าเทียมกันของสมาชิก ผ่านการเก็บบันทึกและรวบรวม

2. ความรู้ส่วนบุคคล คือ ความรุ้ที่อยู่ภายในจิตใจบุคคล และสามารถเข้าใจหรือรับรู้ได้เพียงบุคคลคนนั้น

ดร. กีรติ ยศยิ่งยง เห็นว่าความรู้แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

1. ความรู้ที่ฝังลึก หรือความรู้แบบซ่อนเร้น

เป็นความรู้เฉพาะของบุคคลที่มีลักษณะมีความรู้ที่อยู่ในจิตใจของแต่ละบุคคล เกิดจากประสบการณืการเรียนรู้ หรือพรสวรรค์ต่างๆ และสามารถเข้าใจและรับรู้ได้เพียงบุคคลนั้น

2. ความรู้ชัดแจ้ง หรือความรู้ที่แสดงออกมาให้เห็น เป็นความรู้เฉพาะหรือความรู้ทั่วไปที่มีลักษระความรู้ที่เป็นเหตุเป็นผล สามารถรวบรวมและถ่ายทอดออกมา อย่างเห็นได้ชัดในรูปแบบต่างๆ

3. ความรู้โครงสร้าง หรือความรู้ที่ต่อยอดจากความรู้เดิม เป็นความรู้เฉพาะหรือความรู้ทั่วไป ที่เป็นระบบที่เกิดจากการต่อยอดองค์ความรู้

การจัดการความรู้มีขั้นตอนในการดำเนินงาน 12 ขั้นตอน คือ

1. การวินิจฉัยองค์กร

2. การกำหนดวิสัยทัศน์การจัดการความรู้

3. การสื่อสารการจัดการความรู้

4. การละลายพฤติกรรมและการเปลี่ยนแปลง

5. การแสวงหาความรู้

6. การแบ่งปันความรู้

7. การสร้างความรู้

8. การจัดเก็บและการสืบค้นความรู้

9. การเข้าถึงความรู้

10. การซึมซับความรู้

11. การประยุกต์ใช้ความรู้

12. การประเมินผล

การวินิจฉัยองค์การสมารถแบ่งระดับการวินิจฉัยได้ 3 ระดับ

1. ปัจจัยนำเข้า - เป็นการศึกษาสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกองค์การที่มีอิทธิพลและผลกระทบต่อองค์การ

2. ผลผลิตที่ส่งออกมา - เป็นเป้าหมายที่องค์การต้องการหลังจากเกิดการเปลี่ยนแปลง

3. การออกแบบส่วนประกอบ - เป็นการออกแบบปัจจัยต่างๆ เช่น

- ระบบกิจกรรมหลัก

- ระบบโครงสร้าง

- ระบบการประเมิน

- ระบบทรัพยากรมนุษย์และวัฒนธรรม

นางนภัค มุสิกมาศ
IP: xxx.173.70.73
เขียนเมื่อ Sat Feb 27 2010 17:34:59 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียนวิชาการจัดการความรู้ เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2553

โดยนางนภัค มุสิกมาศ (การจัดการทั่วไป)

ความรู้หมายถึง การใช้ประสบการณ์ คุณค่า สารสนเทศ ความชำนาญ และสัญชาติญาณ เพื่อกำหนดสภาพแวดล้อมและกรอบการทำงานสำหรับการประเมินเพื่อให้ได้ประสบการณ์และสารสนเทศใหม่ ซึ่งมีวิธีการทีแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ความรู้ไม่ได้เพียงอยู่เพียงในรูปแบบเอกสาร แต่อยู่ในประสบการณ์ การทำงานประจำ กระบวนการ วิธีการปฏิบัติ และความเชื่อในองค์การนั้น

การจัดการความรู้ คือ การรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในส่วนราชการซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด โดยที่ความรู้มี 3 ประเภท คือ

1. ความรู้ที่ฝังอยู่ในคน เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ พรสวรรค์หรือสัญชาติญาณของแต่ละบุคคลในการทำความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ เป็นความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษรได้โดยง่าย เช่น ทักษะในการทำงาน งานฝีมือ หรือการคิดเชิงวิเคราะห์ บางครั้ง จึงเรียกว่าเป็นความรู้แบบนามธรรม

2. ความรู้ที่ชัดแจ้ง เป็นความรู้ที่สามารถรวบรวม ถ่ายทอดได้ โดยผ่านวิธีต่าง ๆ เช่น การบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี คู่มือต่าง ๆ และบางครั้งเรียกว่าเป็นความรู้แบบรูปธรรม

3. ความรู้โครงสร้าง หรือความรู้ที่ต่อยอดจากความรู้เดิม (Structural Knowledge) เป็นความรู้เฉพาะ หรือความรู้ทั่วไป หรือความรู้ทางสังคม ขององค์การที่เป็นระบบที่เกิดจากการต่อยอดองค์ความรู้

องค์ประกอบของการจัดการความรู้

1. คน

2. เทคโนโลยี เป็นเครื่องมือค้นหา จัดเก็บ แลกเปลี่ยน

3. กระบวนการเรียนรู้ เป็นการบริหารจัดการเพื่อนำความรู้จากแหล่งความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์

กระบวนการจัดการความรู้ (Knowledge Management) เป็นกระบวนการที่จะช่วยให้เกิดพัฒนาการของความรู้ หรือการจัดการความรู้ที่จะเกิดขึ้นภายในองค์กร มีทั้งหมด 7 ขั้นตอน คือ

1. การบ่งชี้ความรู้ เป็นการพิจารณาว่าองค์กรมีวิสัยทัศน์ พันธกิจ ยุทธศาสตร์ เป้าหมายคืออะไร และเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เราจำเป็นต้องใช้อะไร ขณะนี้เรามีความรู้อะไรบ้าง อยู่ในรูปแบบใด อยู่ที่ใคร

2. การสร้างและแสวงหาความรู้ เช่นการสร้างความรู้ใหม่ แสวงหาความรู้จากภายนอก รักษาความรู้เก่า กำจัดความรู้ที่ใช้ไม่ได้แล้ว

3. การจัดความรู้ให้เป็นระบบ เป็นการวางโครงสร้างความรู้ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเก็บความรู้อย่างเป็นระบบในอนาคต

4. การประมวลและกลั่นกรองความรู้ เช่น ปรับปรุงรูปแบบเอกสารให้เป็นมาตรฐาน ใช้ภาษาเดียวกัน ปรับปรุงเนื้อหาให้สมบูรณ์

5. การเข้าถึงความรู้ เป็นการทำให้ผู้ใช้ความรู้เข้าถึงความรู้ที่ต้องการได้ง่ายและสะดวก เช่น ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) Web board บอร์ดประชาสัมพันธ์ เป็นต้น

6. การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ ทำได้หลายวิธีการ โดยกรณีเป็น Explicit Knowledge อาจจัดทำเป็นเอกสาร ฐานความรู้ เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือกรณีเป็น Tacit Knowledge จัดทำเป็นระบบ ทีมข้ามสายงาน กิจกรรมกลุ่มคุณภาพและนวัตกรรม ชุมชนแห่งการเรียนรู้ ระบบพี่เลี้ยง การสับเปลี่ยนงาน การยืมตัว เวทีแลกเปลี่ยนความรู้ เป็นต้น

7. การเรียนรู้ ควรทำให้การเรียนรู้เป็นส่วนหนึ่งของงาน เช่นเกิดระบบการเรียนรู้จากสร้างองค์ความรู้ การนำความรู้ในไปใช้ เกิดการเรียนรู้และประสบการณ์ใหม่ และหมุนเวียนต่อไปอย่างต่อเนื่อง

กรอบแนวคิดการจัดการความรู้

แผนผังอิชิคะวะ (Ishikawa diagram) หรือแผงผังก้างปลา

1 ส่วนหัวและตา (Knowledge Vision - KV) มองว่ากำลังจะไปทางไหน ซึ่งต้องตอบให้ได้ว่า "ทำ KM ไปเพื่ออะไร"

2 ส่วนกลางลำตัว (Knowledge Sharing - KS) ส่วนที่เป็นหัวใจให้ความความสำคัญกับการแลกเปลี่ยน

3 ส่วนหาง (Knowledge Assets - KA) คือ สร้างคลังความรู้ เชื่อโยงเครือข่าย

คนสำคัญที่ดำเนินการจัดการความรู้

ผู้บริหารสูงสุด (CEO) สำหรับวงการจัดการความรู้

1 คุณเอื้อ (Chief Knowledge Officer, CKO) ถ้าการริเริ่มมาจากผู้บริหารสูงสุด

2 คุณอำนวย (Knowledge Facilitator , KF) เป็นผู้คอยอำนวยความสะดวกในการจัดการความรู้

3 คุณกิจ (Knowledge Pracititoner, KP) “คุณกิจ” หรือผู้ปฏิบัติงาน

5 . คุณประสาน (Network Manager) เป็นผู้ที่คอยประสานเชื่อมโยงเครือข่ายการจัดการความรู้ระหว่างหน่วยงาน

ขั้นตอนในการดำเนินการในการจัดการความรู้ โดย อาจารย์ ดร.ยงยุทธ ยศยิ่งยง

1.การวนิจฉัยองค์กร (Organization Diagnosis Stage)

2.การกำหนดวิสัยทัศน์การจัดการความรู้ (The Knowledge Management Vision Stage)

3.การสื่อสารการจัดการความรู้(The Knowledge Management Communication Stage)

4.การละลายพฤติกรรมและการเปลี่ยนแปลง(Unfreezing and Change Stage)

5.การแสวงหาความรู้(Knowledge Acquisition Stage)

6.การแบ่งปันความรู้(Knowledge Sharing Stage).

7.การสร้างความรู้(Knowledge Creation Stage)

8.การจัดเก็บและการสืบค้นความรู้ (Knowledge Storage and Retrieval Knowledg)

9.การเข้าถึงความรู้ (Knowledg Accessibility Stage)

10.การซึมซับความรู้ (Knowledg Assimilation)

11.การประยุกต์ใช้ความรู้ (Knowledg Application Stage)

12.การประเมินผล (Evaluation Stage)

กาญจนพงษ์ เลิศถาวรสิน
IP: xxx.122.177.10
เขียนเมื่อ Sat Feb 27 2010 19:07:08 GMT+0700 (ICT)

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2553

อาจารย์สอนเรื่องการจัดการความรู้ (Knowledge Management)

ขอบข่ายการเรียนรู้การจัดการความรู้

1. ต้องอธิบายความหมายของ “เรียนรู้” “การเรียนรู้” และ “การจัดการความรู้”

2. อธิบายทฤษฎีการจัดการความรู้ในองค์การ

3. อธิบายปัจจัยอันเกิดจากสภาพแวดล้อมและมีผลต่อการจัดการความรู้

4. วิเคราะห์และแสดงทัศนะแนวคิดเชิงวิชาการและถอดความรู้นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์

การจัดการความรู้เปลี่ยนไปตาม

GLOBALIZATION ตามเศรษฐกิจ การไหลเวียนของแรงงาน

ทุนมนุษย์

การค้าเสรี

ตามการปกครอง ต้องมีธรรมาภิบาล

ตามวัฒนธรรม วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปเมื่อโลกเปลี่ยนไป ทำให้เปลี่ยนความคิด การดำเนินชีวิตและการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมเราต้องจัดการความรู้

ความหมายของคำว่า “ความรู้” ของอาจารย์ คือ เป็นความคิดของแต่ละบุคคลที่ผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์จนเกิดความเข้าใจ และนำไปใช้ประโยชน์ในการสรุปและตัดสินใจในสถานการณ์ต่าง ๆ จนได้รับการยอมรับโดยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งของสังคม

ความรู้ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ตามทรรศนะของอาจารย์ คือ

1. ความรู้ฝังลึก ( Tacit Knowledge) เป็นความรู้เฉพาะ หรือความรู้ทั่วไป หรือความรู้ทางสังคม ความรู้ขององค์การ หรือความรู้ส่วนบุคคล เกิดจากประสบการณ์ การเรียนรู้ หรือพรสวรรค์ต่าง ๆ สามารถเข้าใจและรับรู้ได้เพียงบุคคลนั้นหรือแต่ละบุคคล

2. ความรู้ชัดแจ้ง ( Explicit Knowledge) เป็นความรู้เฉพาะ หรือความรู้ทั่วไป หรือความรู้ทางสังคม หรือความรู้ขององค์การที่มีลักษณะเป็นความรู้ที่เป็นเหตุเป็นผล สามารถรวบรวมและถ่ายทอดออกมาอย่างเห็นได้ชัดในรูปแบบต่าง ๆ เช่น หนังสือ คู่มือ เอกสาร และรายงานต่าง ๆ ซึ่งสามารถทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้น

3. ความรู้โครงสร้าง หรือความรู้ต่อยอดจากความรู้เดิม (Structural Knowledge) เป็นความรู้เฉพาะหรือความรู้ทั่วไป หรือความรู้ทางสังคม หรือความรู้ขององค์การที่เป็นระบบที่เกิดจากต่อยอดองค์ความรู้

เจนเนตร มณีนาค (2546 : 96-98) อธิบายถึงวงจรหรือกระบวนการของความรู้ว่าความรู้ทั่วไป ๆ มักจะมีการถ่ายเทหรือไหลจากด้านบนลงด้านล่าง แต่สำหรับองค์การที่มีการจัดการความรู้ ข้อมูลจะไหลเวียนทั้งในระดับแนวราบ และแนวดิ่ง โดยมีองค์ประกอบ 4 ประการคือ

การค้นหาและการสร้างขึ้นใหม่

การรวบรวมการจัดการ

การแบ่งปันและการแลกเปลี่ยนความรู้

การใช้งานและการนำกลับมาใช้ใหม่

การจัดการความรู้ ตามทรรศนะของอาจารย์ คือ เป็นกระบวนการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบรูปแบบใหม่ที่เน้นการพัฒนากระบวนงาน ควบคู่ไปกับการพัฒนาการเรียนรู้ ผ่านกระบวนการจำแนกวิเคราะห์ และจัดระเบียบความรู้เพื่อสรรหา คัดเลือกการจัดการ และเผยแพร่สารสนเทศที่ถูกต้องเหมาะสม และเอื้ออำนวยให้เกิดการแบ่งปันความรู้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งขององค์การ เพื่อปรับปรุง และเพื่อเพิ่มขีดความสามารถเชิงการแข่งขัน หรือเพื่อให้ได้มุมมองในองค์การมากขึ้น

ขั้นตอนในการดำเนินการในการจัดการความรู้ของอาจารย์มี 12 ขั้นตอน

1. การวินิจฉัยองค์การ

2. ขั้นตอนการกำหนดวิสัยทัศน์ วางแผนและเตรียมการการจัดการความรู้

3. ขั้นตอนการสื่อสาร

4. ขั้นตอนการละลายพฤติกรรม

5. ขั้นตอนการแสวงหาความรู้

6. ขั้นตอนการแบ่งปันความรู้

7. ขั้นตอนการสร้างความรู้

8. ขั้นตอนการจัดเก็บ และการสืบค้นความรู้

9. ขั้นตอนการเข้าถึงความรู้

10. ขั้นตอนการซึมซับความรู้

11. ขั้นตอนการประยุกต์ใช้ความรู้

12. ขั้นตอนการประเมินผล

นางวรนุช เชื้อเย็น
IP: xxx.24.212.125
เขียนเมื่อ Sat Feb 27 2010 21:39:28 GMT+0700 (ICT)

สรุปความรู้ที่ได้เรียนเมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 โดย นางวรนุช เชื้อเย็น (การจัดการทั่วไป)วิชา การจัดการความรู้

ความรู้ คือสิ่งที่สั่งสมมาจากการศึกษาเล่าเรียน การค้นคว้า หรือประสบการณ์ รวมทั้งความสามารถเชิงปฏิบัติและทักษะ ความเข้าใจหรือสารสนเทศที่ได้รับมาจากประสบการณ์

ความรู้เป็นความคิดของแต่ละบุคคลที่ผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์หรือสังเคราะห์จนเกิดความเข้าใจ และนำไปใช้ประโยชน์ในการสรุปและตัดสินใจในสถานการณ์ต่างๆ จนได้รับการยอมรับโดยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งของสังคม

-ฐานข้อมูลความรู้ แหล่งเก็บความรู้ในองค์กร

1. สมองของพนักงาน 42%

2.เอกสาร กระดาษ 26%

3. เอกสาร Electronic 20 %

4. Knowledge Base 12 %

-ความรู้แบ่งออกเป็น 3 แบบคือ

1. ความรู้ที่อยู่ในตำรา (ความรู้ชัดแจ้ง) Explicit Knowledge

2.ความรู้ที่อยู่ในตัว (ความรู้ฝังแน่น) Tacit Knowledge

3.ความรู้ต่อยอด Structural Knowledge

การจัดการความรู้(กพร) คือการรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในส่วนราชการซึ่งกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสาร สามารถเข้าถึงความรู้และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้

การจัดการความรู้ เป็นกระบวนการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ รูปแบบใหม่ที่เน้นการพัฒนากระบวนงาน ควบคู้ไปกับการพัฒนาการเรียนรู้ ผ่านกระบวนการจำแนก วิเคราะห์ และจัดระเบียบความรู้ เพื่อสรรหา คัดเลือกจัดการ และเผยแพร่สารสนเทศที่ถูกต้องเหมาะสม และเอื้ออำนวยให้เกิดการแบ่งปันความรู้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งขององค์การ เพื่อปรับปรุงหรือเพื่อเพิ่มขีดความสามารถเชิงการแข่งขัน หรือเพื่อให้ได้มุมมองในองค์การมากขึ้น

เป้าหมายของการจัดการความรู้

องค์กร = บรรลุเป้าหมาย

การทำงาน = มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล บรรลุเป้าหมาย

คน = คิดเป็น ทำเป็น

องค์กรแห่งการเรียนรู้ Learning Organization คือที่ซึ่งผู้คนขยายขีดความสามารถและความคิด เพื่อที่จะบรรลุในสิ่งที่พวกเขาต้องการอย่างแท้จริงและต่อเนื่องผ่านการเรียนรู้ร่วมกันเรื่อยๆ

- การคิดอย่างเป็นระบบ

- การเรียนรู้ของทีม

- การสร้างแบบแผนวิธีการคิด และมุมมองที่เปิดกว้าง

- การมุ่งสู่ความเป็นเลิศ

- การสร้างวิสัยทัศนืร่วมกัน

องค์กรแห่งนวัตกรรม (Inovative Organization) คืออะไรซึ่งผู้คนขยายขีดความสามารถและความคิด โดยใช้ความรู้เป็นฐานและผ่านการเรียนรู้ร่วมกันในการพัฒนาองค์การเพื่อสร้างศักยภาพทางการแข่งขันในตลาดการค้าโลกยุคเศรษฐกิจฐานความรู้

Inno Bisiness

Inno Strategy

Inno Process

Inno People

Inno Produce

Inno Marketing

ความรู้ + นวัตกรรม .ใช้เป็นฐาน เป้าหมายคือการแข่งขัน

องค์ประกอบของการจัดการความรู้

1. คน

2. เทคโนโลยี เป็นเครื่องมือค้นหา จัดเก็บ แลกเปลี่ยน

3. กระบวนการเรียนรู้ เป็นการบริหารจัดการเพื่อนำความรู้จากแหล่งความรู้ไปให้ผู้ใช้

การจัดการความรู้มีขั้นตอนในการดำเนินงานใน 12 ขั้นตอนคือ

1. การวินิจฉัยองค์กร

ระดับการวินิจฉัยขององค์กร

1. ระดับองค์กร

2. ระดับกลุ่ม

3. ระดับบุคคล

2. การกำหนดวิสัยทัศน์การจัดการความรู้

3.การสื่อสารการจัดการความรู้

4. การละลายพฤติกรรมและการเปลี่ยนแปลง

5. การแสวงหาความรู้

6. การแบ่งปันความรู้

7. การสร้างความรู้

8. การจัดเก็บและการสืบค้นความรู้

9. การเข้าถึงความรู้

10. การซึมซับความรู้

11. การประยุกต์ใช้ความรู้

12. การประเมินผล

น.ส.เครือวรรณ ทองกระโทก
IP: xxx.120.123.50
เขียนเมื่อ Sat Feb 27 2010 22:47:47 GMT+0700 (ICT)

น.ส.เครือวรรณ ทองกระโทก (สาขาการจัดการทั่วไป)

สรุปผลการเรียนวิชาการจัดการความรู้ วันอาทิตย์ที่ 21.02.10

ความรู้ หมายถึง ความรู้เป็นความคิดของแต่ละบุคคลที่ผ่านกระบวนการคิด วิเคราะห์ และสังเคราะห์ จนเกิดความเข้าใจ

ลักษณะและประเภทของความรู้

ลักษณะและประเภทของความรู้ แบ่งได้หลายลักษณะตามความคิดเห็นของนักวิชาการ ขอนำความคิดเห็นของท่าน ดร.ยงยุทธ ยศยิ่งยง เป็นตัวอย่าง

1. ความรู้ที่ฝังลึก หรือความรู้แบบซ่อนเร้น เป็นความรู้เฉพาะ หรือความรู้ทัวไป หรือความรู้ส่วนบุคคลที่มีลักษณะความอยู่ในจิตใจของแต่ละบุคคล ที่เกิดจากประสบการณ์ การเรียนรู้ หรือพรสวรรค์ต่าง ๆ และเข้าใจและรับรู้ได้เพียงบุคคลนั้นหรือแต่ละบุคคล

2. ความรู้ชัดแจ้ง หรือความรู้ที่แสดงออกมาให้เห็น เป็นความรู้เฉพาะ หรือความรู้ทั่วไป มีลักษณะเป็นความรู้ที่เป็นเหตุเป็นผล สามารถรวบรวมและถ่ายทอดออกมาอย่างเห็นได้ชัดในรูปแบบต่างๆ ได้

3. ความรู้โครงสร้าง หรือความรู้ที่ต่อยอดจากความรู้เดิม เป็นความรู้เฉพาะ หรือความรู้ขององค์กการที่เป็นระบบที่เกิดจาการต่อยอดองค์ความรู้

กระบวนการที่เรียกว่า Knowledge Spirit หรือ SECI MODEL หรือการเปลี่ยนสถานะระหว่างความรู้ฝังแน่น (Tacit Knowledge) และความรู้ที่แจ้งชัด (Rxplicit Knowledge) ทั้ง 2 ประเภทนี้ ตลอดเวลา ทำให้เกิดความรู้ใหม่ ๆ ขึ้นใน 4 รูปแบบ คือ

1. รูปแบบการปันและการสร้างความรู้ฝังแน่นของผู้สื่อสารปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันมาเป็นความรู้ของตนเอง โดยการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ตรง

2. รูปแบบการสร้างและแบ่งปันความรู้จากสิ่งที่มีและเผยแพร่ออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร เป็นความรู้ที่แจ้งชัด

3. รูปแบบของการแปลงความรู้ เพื่อสร้างความรู้ใหม่เป็นการแปลงความรู้ที่แจ้งชัด

4. รูปแบบของการนำความรู้ที่เรียนรู้มาไปปฏิบัติ เป็นการแปลงความรู้ที่แจ้งชัดมาเป็นความรู้ฝังแน่น

องค์ประกอบการจัดการความรู้

- คน

- เทคโนโลยี เป็นเครื่องมือค้นหา จัดเก็บ แลกเปลี่ยน

- กระบวนการเรียนรู้ เป็นการบริหารจัดการเพื่อนำความรู้จากแหล่งความรู้ไปให้ผู้ใช้

นาง สุวิสา สร้างเสาร์
IP: xxx.53.189.20
เขียนเมื่อ Sun Feb 28 2010 23:06:31 GMT+0700 (ICT)

สรุปผลการเรียนวิชาการจัดการความรู้

วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553

สรุปโดย นาง สุวิสา สร้างเสาร์

เครื่องมือการจัดการความรู้

-การเล่าเรื่อง Story Telling

- ทบทวนหลังการปฏิบัติ After Action Reviews –Aar

- การใช้ที่ปรึกษา หรือพี่เลี้ยง Monitoring Programs

- การเสวนา Dialogue

- เพื่อนช่วยเพื่อน Peer Assist

- พร้อมถาม- ตอบ คำถาม Forum

การสร้างกลยุทธ์ในการจัดการความรู้

บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น(มหาชน) ได้นำแนวคิดด้านหลักการของบริษัทซีร็อก จำกัดมาปรับใช้ในการสร้างโครงการนำร่องโดยแบ่งออกเป็น 6 วิธีการหลัก

1 การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม

2 การสื่อสาร

3 กระบวนการทางเครื่องมือต่างๆ

4 การฝึกอบรมและการเรียนรู้

5 การวัดผล

6 การยอรับและการให้รางวัล

ขั้นตอนการดำเนินการจัดการความรู้

- หลักการและเหตุผล

- วางแผนและจัดเตรียมระบบการจัดการความรู้

- จัดทำแผนการดำเนินโครงการ

- สร้างกลยุทธ์ในการจัดการความรู้

CoP(Community of Practice)

ชุมชนนักปฏิบัติ คือ อะไร

คือ ชุมชนที่มีการรวมตัวกัน หรือเชื่อมโยงกันอย่างไม่เป็นทางการ โดยมีลักษณะดังนี้

ประสบปัญหาลักษณะเดียวกัน

- มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน ต้องการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากกันและกัน

- มีเป้าหมายร่วมกัน มีความมุ่งมั่นร่วมกัน ที่จะพัฒนาวิธีการทำงานได้ดีขึ้น

- วิธีปฏิบัติคล้ายกัน ใช้เครื่องมือ และภาษาเดียวกัน

- มีความเชื่อ และยึดถือคุณค่าเดียว

- มีบทบาทในการสร้าง และใช้ความรู้

- มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากกันและกัน อาจจะพบกันด้วยตัวจริง หรือผ่านเทคโนโลยี

- มีช่องทางเพื่อการไหลเวียนของความรู้ ทำให้ความรู้เข้าไปถึงผู้ที่ต้องการใช้ได้ง่าย

- มีความร่วมมือช่วยเหลือ เพื่อพัฒนาและเรียนรู้จากสมาชิกด้วยกันเอง

- มีปฏิสัมพันธ์ต่อเนื่อง มีวิธีการเพื่อเพิ่มความเข้มแข็งให้แก่สายในทางสังคม

สรุป

การจัดการความรู้เป็นเครื่องมือนำสติปัญญาของชาติหรือขององ์การ มาเพิ่มพลังนำความรู้มาใช้ประโยชน์เป็นกระบวนการที่จำเป็นสำหรับสังคมในยุคสังคมเศรษฐกิจความรู้ ประเทศหรือองค์การมีความสามารถในการจัดองค์การจัดความรู้จะมีความรู้ความสามารถในการแข่งขัน มีความสามารถในการแข่งขัน มีความรู้ความสามารถในกา

ชลทิชา บุญเกลี้ยง
IP: xxx.91.193.88
เขียนเมื่อ Mon Mar 01 2010 14:08:36 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียนรู้ เมื่อวันที่ 28/02/2010

คนที่จะเป็นผู้บริหาร จะต้องมีวิสัยทัศน์ในการคิด และต้องเป็นผู้ที่มีการรู้จักปรับเปลี่ยนวิธีการคิด

และหลักการที่เรียกว่า Smile Model ประกอบด้วย

Shift – วิธีการคิด, แนวคิด

Moral – มีคุณธรรม

Innovate – ทำให้ที่แปลกและมีความแตกต่างจากผู้อื่น

Learning – มีการเรียนรู้

ในการจัดการความรู้ จำเป็นต้องใช้เครื่องมือของการจัดการความรู้ ดังนี้

-การเล่าเรื่อง (Story Telling)

-ทบทวนหลังการปฏิบัติ (After Action Reviews – AAR)

-การใช้ที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยง (Monitoring Program)

-การเสวนา (Dialogue)

-เพื่อนช่วยเพื่อน (Peer Assist)

-ฟอร์ม ถาม-ตอบ (Forum)

-ชุมชนแนวปฏิบัติ (Communities of Practice – CoP)

-ฐานความรู้ความสำเร็จ (Best Practices Database)

-ฐานความรู้บทเรียน (Lessons Learned Database)

-แหล่งผู้รู้ในองค์กร (Center of Excellence-CoE)

ตัวอย่าง ภาคเอกชนที่ได้มีการนำการจัดการความรู้มาใช้ในองค์การ

บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้นำแนวทางในการจัดการความรู้ในองค์การ โดยมีขั้นตอนดังนี้

1. วางแผนและจัดเตรียมระบบการจัดการความรู้ ประกอบด้วย

- การจัดประชุม

- จัดทำแผนงาน

- จัดตั้งกลุ่มปฏิบัติงานหลัก

- จัดทำโครงการสร้างความรู้

- การจัดตั้งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในแต่ละเรื่องของความรู้

- จัดทำ Web Site หรือ Intranet

2. จัดทำแผนการดำเนินโครงการการจัดการความรู้

3. สร้างกลยุทธ์ในการจัดการความรู้

4. ดำเนินการจัดการความรู้

สรุป การจัดการความรู้นั้น จำเป็นที่จะต้องมีการนำเครื่องมือของการจัดการความรู้มาใช้ประกอบ และมีการจัดทำเป็นขั้นตอน เป็นระบบ เพื่อที่จะได้เห็นเป็นรูปธรรม และสามารถมีการตรวจสอบหรือปรับปรุงแก้ไขขั้นตอนต่าง ๆในการดำเนินงานได้อย่างถูกต้อง อันจะนำไปสู่ผลสำเร็จตามเป้าหมาย

นางสาวจริญญา เลิศถาวรสิน
IP: xxx.25.191.216
เขียนเมื่อ Mon Mar 01 2010 14:42:28 GMT+0700 (ICT)

วิชาการจัดการความรู้

สรุปวิชาการจัดการความรู้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 / 2 / 2553 โดย นางสาวจริญญา เลิศถาวรสิน

ในช่วงแรกอาจารย์ให้ส่งรายงาน เรื่องเล่าแห่งความสำเร็จ โดยให้เพื่อนนักศึกษาออกมา

เล่าเรื่องที่เขียนมา 2 คน โดยคนแรก สรุปได้ว่า เกิดจากการทำงานราชการแล้วพบเจอชาวบ้านที่เข้ามาติดต่องานแล้วไม่สามารถอ่านออกหรือเขียนหนังสือได้ทำให้เกิดการอยากช่วยเหลือชาวบ้านที่มาติดต่องานทำให้เกิดความภาคภูมิใจในการช่วยเหลือชาวบ้าน สิ่งที่ได้จากเรื่องนี้คือ การเราต้องรู้จักช่วยเหลือผู้อื่น และต้องพยายามส่งเสริมให้ผู้ที่ด้อยกว่าได้รับความรู้ให้มากเท่าที่จะทำได้

คนที่สอง สรุปได้ว่าจากการที่เขาได้รับโอกาสในการทำงาน ทำให้ชีวิตเขาได้รับความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และได้รับการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ได้จากเรื่องนี้คือ โอกาสที่เข้ามาในชีวิตของเราไม่ได้เข้ามาบ่อยหรือง่าย ถ้าเราได้เจอแล้วควรที่จะไขว้คว้ามันไว้และพยายามเรียนรู้และศึกษาในสิ่งที่เข้ามาให้มากและต้องไม่หยุดนิ่งกับสิ่งต่างๆ ต้องหาทางศึกษาค้นหาและพร้อมที่จะเรียนรุ้ในสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา

จากนั้นอาจารย์ท่านได้สอนถึง เครื่องมือในการจัดการความรู้ คือ

1. การเล่าเรื่อง

2. ทบทวนหลังการปฏิบัติ

3. การใช้ที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยง

4. การเสวนา

5. ชุมชนแนวปฏิบัติ

6. แหล่งผู้รู้ในองค์การ

7. ฐานความรู้ความสำเร็จ

8. ฐานความรู้บทเรียน

9. เพื่อนช่วยเพื่อน

10. ฟอรัม ถาม-ตอบ

หรือแม้แต่ สมุดหน้าเหลือง การจัดทีมข้ามสายงาน การสับเปลี่ยนงานและการยืมตัวบุคลากรมาช่วยงาน ก็เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือการจัดการความรู้

และได้ยกกรณีศึกษาของ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในการจัดการความรู้ในองค์การด้วย โดยมีแนวทางดังนี้

การวางแผนและจัดเตรียมระบบการจัดการความรู้

1. การจัดประชุม

2. จัดทำแผนงาน

3. จัดตั้งกลุ่มปฏิบัติงานหลัก

4. จัดทำโครงการสร้างความรู้

5. การจัดตั้งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในแต่ละเรื่องของความรู้

6. การจัดทำ Web Site หรือ Intranet

จัดทำแผนการดำเนินโครงการการจัดความรู้

1. แผนหลัก

2. แผนรายละเอียด

3. แผนปฏิบัติการ

สร้างกลยุทธ์ในการจัดการความรู้

1. การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม

2. การสื่อสาร

3. กระบวนการทำงานและเครื่องมือต่างๆ ที่ใช้ในการดำเนินงาน

4. การฝึกอบรมและการเรียนรู้

5. การวัดผล

6. การยอมรับ และการให้รางวัล

สรุปได้ว่า การจัดการความรู้ เป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาองค์กรให้ก้าวหน้าในการที่ทำให้บุคลากรในองค์ได้พัฒนาตนเองให้เรียนรู้และจัดความสามารถให้แต่ละคนได้คิดสร้างสรรค์ในงานและทำให้องค์กรมีแนวคิดและแนวทางที่จะต่อยอดของการพัฒนาองค์ได้อย่างไม่หยุดนิ่ง

น.ส.บัวภิมาศ ผันสยอง
IP: xxx.121.227.41
เขียนเมื่อ Mon Mar 01 2010 21:42:34 GMT+0700 (ICT)

สรุป การเรียน วิชาการจัดการความรู้ วันที่ 28/2/53 โดย น.ส. บัวภิมาศ ผันสยอง

Cop ย่อมาจากคำว่า (Community of Practice) หมายถึง ชุมชนนักปฏิบัติ หรือชุมชนของการเรียนรู้ ที่เกิดจากการรวมกลุ่มกันของคนที่สนใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งร่วมกัน

การเรียนรู้ขององค์การมีรูปแบบที่หลากหลายแบ่งได้เป็น 3 ระดับ คือ ระดับองค์การ ระดับกลุ่ม และระดับบุคคล ดังนั้นกระบวนการเรียนรู้ขององค์การเกี่ยวพันธ์กับการวางแผน เช่น วิสัยทัศน์ เป้าหมาย นโยบาย กลยุทธ์ วัฒนธรรมการทำงาน และพฤติกรรมและลักษณะของพนักงานในองค์การ โดยมีขั้นตอน คือ การเตรียมตัว กระบวนการแลกเปลี่ยนสารสนเทศ กระบวนการแสวงหาความรู้ และการปฏิบัติ กระบวนการเปลี่ยนแปลงและบูรณาการและกระบวนการรับผิดชอบและการยอมรับ

เครื่องมือของการจัดการความรู้

- การเล่าเรื่อง (Story Telling)

- ทบทวนหลังการปฏิบัติ (After Action Reviews-AAr)

- การใช้ที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยง (Monitoring programs)

- การเสวนา (Dialogue)

- เพื่อนช่วยเพื่อน (Peer Assist)

- ฟอรัม ถาม-ตอบ (Forum)

- อื่นๆ (Other) เช่น การสับเปลี่ยนงาน

ขั้นตอนในการดำเนินการจัดการความรู้

- หลักการและเหตุผล (เกิดอะไรขึ้นและรู้ได้ไง)

- วางแผนและจัดเตรียมระบบการจัดการความรู้

- จัดทำแผนการดำเนินโครงการ

- สร้างกลยุทธ์ในการจัดการความรู้

- ดำเนินการจัดการความรู้

กรณีศึกษา บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่นจำกัด (มหาชน)

เหตุผลที่นำการจัดการความรู้เข้ามาใสช้ในองค์การ

บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เน้นการให้บริการที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า โดยมุ่นเน้นการให้บริการเป็นเลิศ เพื่อให้การส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการแก่ลูกค้ามีประสิทธิภาพและและสิทธิผล ดังนั้นเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ลูกค้า รวมถึงพัฒนาการดำเนินธุรกิจขององค์การให้ดีขึ้น บริษัทมีการจัดเก็บ รวบรวม แลกเปลี่ยนความรู้อย่างต่อเนื่อง ทั้งความรู้ในรูปแบบที่จับต้องได้ (Explicit Knowledge) และจัดต้องไม่ได้ (Tacit Knowledge) แต่ยังไม่เป็นระบบที่ถูกต้อง และยังทำเฉพาะกลุ่มในแต่ละหน่วยงานย่อยเท่านั้น ยังไม่ได้ดำเนินการแบบ Corss - Functional

บริษัทฯ จึงได้จัดทำ โครงการการจัดการความรู้ในส่วนสายงาน Costomer Management โดยเปิดโอกาสให้พนักงานทุกคนได้ใช้ช่องทาง ในการติดต่อสื่อสารภายในองค์การแบบสองทาง (Tow Way Communication) สามารถนำความรู้มาแลกเปลี่ยนกัน

เพื่อให้การปฏิบัติงานเกิดประสิทธิผลสูงสุด

แนวทางในการจัดการความรู้ในองค์กร

1. วางแผนและจัดเตรียมระบบการจัดการความรู้

- การจัดประชุม เพื่อชี้แจงวัตถุประสงค์ของการนำการจัดการความรู้มาใช้ในองค์การ เพื่อให้พนักงานทุกคนมีส่วนร่วมในการจัดการความรู้ได้เข้าใจถึงแนวคิด หลักการ วิธีการ และกิจกรรมต่างๆ

- จัดทำแผนงาน ทั้งในส่วนของแผนใหญ่ (Master Plan) โดยรวมแผนย่อย (Detail Plan) และแผนปฏิบัติการ (Implementation Plan) โดยแผนงานทั้งหมดสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

- จัดตั้งกลุ่มปฏิบัติงานหลัก (Core Team) ประกอบด้วยพนักงานจากทะกหน่วยงานในสายงาน เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่มวในการกระจายความรู้ และแนวทางการดำเนินงานของโครงการฯ ไปสู่พนักงานระดับปฏิบัติการ

- จัดทำโครงการสร้างความรู้ (Knowleddge Organization) โดยร่วมกันระบุความรู้ที่เกี่ยวกันงาน หรือความรู้ที่องค์การจำเป็นต้องจัดการในรูปแบบต่างๆ โดยระบุว่า เป็นความรู้ประเภทใด หรือเรื่องใด เพื่อให้ทุกคนเข้าใจตรงกัน

- การจัดตั้งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในแต่ละเรื่องของควมรู้ เพื่อให้ข้อมูลและคำปรึกษาเกี่ยวกับความรู้นั้นๆ โดยระบุว่าความรู้ในและแต่เรื่องนั้น มีใครเป็นผู้มีความรู้และความเชียวชาญ

- จัดทำ Web Site site หรือ Intranet เพื่อให้พนักงานทุกคนได้ใช้ช่องทางในการติดต่อสื่อสาร สามารถนำความรู้มาแลกเปลี่ยนได้อย่างสะดวก และรวดเร็ว

2. จัดทำแผนหลักการดำเนินโครงการการจัดการความรู้

- แผนหลัก (Master Plan) ที่ระบุตามวิธีการที่ใช้ในการดำเนินโครงการจัดการความรู้

- แผนรายละเอียด (Detail Plan) ที่กำหนดรายละเอียดของกิจกรรมที่จะต้องดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนด

- แผนปฏิบัติการ (Implementation Plan) ใช้ในการดำเนินโครงการโดยมีการระบุ วัตถุประสงค์ของงาน ความคาดหวังของผลงาน ขั้นตอนการดำเนินงาน การบริหารจัดการพฤติกรรม หรือการวัดผลงานความสำเร็จ

แหล่งที่มาของความรู้มาจาก 2 แหล่ง คือ

1. ความรู้จากแหล่งภายใน

2. ความรู้จากแหล่งภายนอก

สังวร ประดุจชนม์
IP: xxx.183.243.217
เขียนเมื่อ Tue Mar 02 2010 06:21:07 GMT+0700 (ICT)

สรุปบทเรียนการจัดการความรู้ วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553

บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เน้นการให้บริการที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า โดยมุ่นเน้นการให้บริการเป็นเลิศ เพื่อให้การส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการแก่ลูกค้ามีประสิทธิภาพและและสิทธิผล ดังนั้นเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ลูกค้า รวมถึงพัฒนาการดำเนินธุรกิจขององค์การให้ดีขึ้น บริษัทมีการจัดเก็บ รวบรวม แลกเปลี่ยนความรู้อย่างต่อเนื่อง ทั้งความรู้ในรูปแบบที่จับต้องได้ (Explicit Knowledge) และจัดต้องไม่ได้ (Tacit Knowledge) แต่ยังไม่เป็นระบบที่ถูกต้อง และยังทำเฉพาะกลุ่มในแต่ละหน่วยงานย่อยเท่านั้น ยังไม่ได้ดำเนินการแบบ

Cross - Functional

บริษัทฯ จึงได้จัดทำ โครงการการจัดการความรู้ในส่วนสายงาน Customer Management โดยเปิดโอกาสให้พนักงานทุกคนได้ใช้ช่องทาง ในการติดต่อสื่อสารภายในองค์การแบบสองทาง

(Two Way Communication) สามารถนำความรู้มาแลกเปลี่ยนกัน

เพื่อให้การปฏิบัติงานเกิดประสิทธิผลสูงสุด

เครื่องมือในการจัดการความรู้ เช่น

-การเล่าเรื่อง (Story Telling)

-ทบทวนหลังการปฏิบัติ (After Action Reviews – AAR)

-การใช้ที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยง (Monitoring Program)

-การเสวนา (Dialogue)

-เพื่อนช่วยเพื่อน (Peer Assist)

-ฟอร์ม ถาม-ตอบ (Forum)

-ชุมชนแนวปฏิบัติ (Communities of Practice – CoP)

-ฐานความรู้ความสำเร็จ (Best Practices Database)

-ฐานความรู้บทเรียน (Lessons Learned Database)

-แหล่งผู้รู้ในองค์กร (Center of Excellence-CoE)

ขั้นตอนการจัดการความรู้

• วางแผนและจัดเตรียมระบบการจัดการความรู้

1. การประชุม

2. การทำแผน เช่น แผนใหญ่ (Master plan),โดยรวมแผนย่อย ( Detail Plan )และแผนปฎิบัติการ ( Implementation Plan )

3. จัดตั้งกลุ่มปฏิบัติงานหลัก ( Core Team ) เช่น พนักงานจากทุกหน่วยงานในสายงาน ( Customer Management)

4. จัดทำโครงการสร้างความรู้ ( Knowledge Organization ) โดยร่วมกันระบุความรู้เกี่ยวกับงาน หรือความรู้ที่องค์การจำเป็นต้องจัดในรูปแบบต่างๆ

5. การจัดตั้งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในแต่ละเรื่องของความรู้ เพื่อให้ข้อมูลและคำปรึกษาที่เกี่ยวกับความรู้นั้น

6. จัดทำ Web Site หรือ Intranet เพื่อให้พนักงานทุกคนได้ใช้ช่องทางในการติดต่อสื่อสาร

สร้างกลยุทธ์ในการจัดการความรู้

บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้แนวคิดและวิธีการของบริษัท ซีร็อค จำกัด มาปรับใช้ในการสร้างโครงสร้างการนำร่องโดยแบ่งออกเป็น 6 วิธีการหลักคือ

1. การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม (Culture Change )

2. การสื่อสาร ( Communication )

3. กระบวนการทำงานและเครื่องมือต่างๆ ที่ใช้ในการดำเนินงาน( Process and Tools )

4. การฝึกอบรมและการเรียนรู้ (Training and Learning )

5. การวัดผล ( Measurement )

6. การยอมรับ และการให้รางวัล ( Recognition and Reward )

แหล่งที่มาของความรู้มาจาก 2 แหล่ง คือ

1. ความรู้จากแหล่งภายใน

2. ความรู้จากแหล่งภายนอก

สรุป

การจัดการความรู้ องค์กรจะต้องยอมรับในการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และมีโครงสร้างที่เหมาะสมกับองค์กรนั้นๆ และคนในองค์กรให้การยอมรับ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน และสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้ลูกค้า เป็นสำคัญ

อาวุธ น้อยจันทร์
IP: xxx.42.96.7
เขียนเมื่อ Tue Mar 02 2010 07:56:54 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียนประจำวันที่ 28/2/10

อาจารย์ได้สรุปที่เพื่อนได้ออกไปนำเสนอเรื่องเล่าแห่งความสำเร็จ ว่าความรู้ไม่มีที่จบสิ้นสามารถหาความรู้ต่อยอดได้อยู่เสมอ และเมื่อโอกาสมาถึงต้องรีบคว้าเพราะโอกาสไม่ได้มีมาทุกวันเพราะฉะนั้นเมือมาถึงแล้วก็ต้องรีบคว้าไว้ก่อน และการเขียนรายงานเช่น ข้อที่ 2 คือให้อ่านหนังสือหรือบทความ และสรุปหนังสือหรือบทความนั้นสิ่งที่จะได้จากการทำรายงานคือความรู้ต่ยอดและข้อคิดจากหนังสือที่อ่านเพราะการอ่านทำให้เราได้ความรู้เพิ่มขึ้นและเกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่และทัศนคติที่กว้างขึ้น เช่น คุณตัน เจ้าของโออิชิ สามารถทำให้โออิชิมีชื่อเสียง ทั้งที่ส่วนประกอบในการผลิตชาโออิชิ ก็ไม่ได้มีอะไรมาแต่ขายขวดละ 20 บาท ทำให้ได้กำไรอย่างมาก และเมือกิจกายมีชื่อเสียงแล้วก็ขายในราคาที่ค้อนข้างสูง และเมือขายให้กับคุณเจริญและคุณเจริญก็ยังจ้างให้คุณตันบริหารงานต่ออีกและยังได้เปอร์เซ็นจากการขายอีก

เครื่องมือการจัดการความรู้

1.ชุมชนแนวปฏิบัติ (Communities)

2.ฐานความรู้ความสำเร็จ (Best Practices Database)

3.ฐานความรู้บทเรียน (Lessons Learned Data bases)

4.แหล่งความรู้ในองค์กร

5.การเล่าเรื่อง(Story Telling)

6.ทบทวนหลังปฏิบัติ (After Action Reviees –AAR)

7.การใช้ที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยง (Monitoring Programs)

8.การสนทนา (Dialogue)

9.เพื่อนช่วยเพื่อน (Peer Assist)

10.ถามตอบ (Forum)

ขั้นตอนในการดำเนินการจัดการความรู้

1.หลักการและเหตุผล คือ สิ่งที่คิดจะทำเช่นในหน่วยงานเจอปัญหาอะไร

2.วางแผนและการจัดเตรียมระบบการจัดการความรู้ เช่นการจัดประชุมการจัดการทำแผน การจัดกลุ่มปฏิบัติงานหลัก จัดโครงสร้างความรู้

3.จัดทำแผนการดำเนินโครงการ เช่น แผนหลัก รายละเอียด แผนปฏิบัติงาน แผนประเมินผลการปฏิบัติงาน

4.จัดตั้งกลุ่มปฏิบัติงานหลัก ประกอบด้วยพนักงานจากทุกสายงานงาน เพื่อให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการกระจายความรู้และแนวทางในการดำเนินงานของโครงการไปสูพนักงานระดับปฏิบัติการ

5.จัดทำโครงสร้างความรู้ โดยระบุความรู้ที่เกี่ยวข้องกับพนักงาน หรือความรู้ที่องค์การจำเป็นต้องจัดการในรูปแบบต่างๆโดยระบุว่าเป็นความรู้ใดบ้าง

6.การจัดตั้งกลุ่มผู้เชียวชาญในแต่ละเรื่องของความรู้ เพื่อให้ข้อมูลและคำปรึกษาเกี่ยวกับความรู้ในแต่ละเรื่องนั้น มีใครเป็นผู้ที่มีความรู้และความความเชียวชาญบ้าง

7.จัดทำ Web Site หรือ Intranet เพื่อให้พนักงานทุกคนได้ใช้ช่องทางในการติดต่อสื่อสาร สามารถนำความรู้มาแลกเปลี่ยนกันได้อย่างสะดวก และรวดเร็ว

และอาจารย์ได้ยกตัวอย่างของ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด คือเน้นการให้บริการที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า โดยมุ้งเน้นการให้บริการที่เป็นเลิศ เพื่อให้การส่งมอบผลิตภัณฑ์และการบริการแก่ลูกค้ามีประสิทธิดภาพและประสิทธิผล ดังนั้น เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน และสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ลูกค้า รวมถึงพัฒนาการดำเนินธุรกิจขององค์การให้ดีขึ้น บริษัทมีการรวบรวม แลกเปลี่ยนความรู้อย่างต่อเนื่อง ทั้งควารู้ในรูปแบบที่จับต้องได้ และจับต้องไม่ได้ แต่ยังไม่เป็นระบบที่ถูกต้อง และยังทำเฉพาะในแต่ละหน่วยงานย่อยเท่านั้น บริษัท จึงได้จัดทำโครงการจัดการควารู้ในส่วนสายงาน Customer Management โดยเปิดโอกาสให้พนักงานทุกคนได้ใช้ช่องทางในการติดต่อสื่อสารและเปลี่ยนกัน เพื่อให้การปฏิบัติงานเกิดประสิทธิผลสูงสุด

น.ส. คำพลอย กุมารสิทธิ์
IP: xxx.121.206.85
เขียนเมื่อ Tue Mar 02 2010 09:33:38 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียน วิชาการจัดการความรู้ วันที่ 28/02/53

เครื่องมือการจัดการความรู้

- ชุมชนปฏิบัติ (Communities of practicd-CoP)

- ฐานความรู้ความสำเร็จ (Best Practices Databases)

- ฐานความรู้บทเรียน (Lessons Learned Databases)

- แหล่งผู้รู้ในองค์กร (Center of Exec)

- การเล่าเรื่อง (Story Telling)

- ทบทวนหลังการปฏิบัติงาน (After Action Reviews- AAR)

- การใช้ที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยง (Monitoring Programs) Coaching

- การเสวนา (Dialogue) เช่นคุยเป็นเรื่องเป็นราวการอภิปรายการแลกเปลี่ยน

- เพื่อนช่วยเพื่อน (Peer Assist)

- ฟอรัม ถาม- ตอบ (Forum) เป้นการจัดประชุมปกติ แล้วมีการถาม- ตอบ ได้

ขั้นตอนในการดำเนินการจัดการความรู้ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

- หลักการและเหตุผล (เกิดอะไรขึ้นและรู้ได้ไง) โดยเน้นการให้บริการที่ตอบสนองความต้องการขงลูกค้า โดยมุ่งเน้นการให้บริการ

ที่เป็นเลิศเพื่อการส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการแก่ลูกค้ามีประสิธิภาพและประสิธิผล

- วางแผนและจัดเตรียมระบบการจัดการความรู้ มีทั้งลักษณะที่เป็นทางการ และไม่เป็นทางการ ดังนี้

1. การจัดประชุม เพื่อชี้แจงวัตถุประสงค์ของการนำการจัดการความรู้มาใช้ในองค์การ เพื่อให้พนักงานทุกคนมีส่วนร่วมในการ

จัดการความรู้ได้เข้าใจถึงแนวคิด

2. จัดทำแผนงาน ทั้งในส่วนของแผนใหญ่ โดยรวมแผนย่อย และแผนปฏิบัติการโดยแผนงานทั้งหมดสอดคล้องและเป็นไปใน

ทิศทางเดียวกันนอกจากนั้นทำรายละเอียดที่ชัดเจนและแนวทางปฏิบัติแน่นอน

3. จัดตั้งกลุ่มปฏิบัติงานหลัก ประกอบด้วยพนักงานจากทุกหน่วยงานในสายงาน เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการกระจายความรู้

และแนวทางการดำเนินงานของโครงการ

4. จัดทำโครงการสร้างความรู้ โดยร่วมกันระบุความรู้ที่เกี่ยวข้องกับงานหรือความรู้ที่องค์การจำเป็นต้องจัดการในรูปแบบต่างๆ

โดยระบุว่าเป็นเแป็นความรู้ประเภทใด

5. การจัดตั้งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในแต่ละเรื่องของความรู้ เพื่อให้ข้อมูลและคำปรึกษาเกี่ยวกับความรู้นั้นๆโดยระบุว่าความรู้ในแต่ละ

เรื่องนั้นมีใครเป็นผู้ที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญบ้าง

6. จัดทำ เพื่อให้พนักงานทุกคนได้ใช้ช่องทางในการติดต่อสื่อสาร สามารถนำความร้มาแลกเปลี่ยนกันได้สะดวกรวดเร็ว

- จัดทำแผนการดำเนินโครงการ แบ่งออกเป็น 3 แผน

1. แผนหลัก ที่ระบุตามวิธีการที่ใช้ในการดำเนินโครงการจัดการความรู้

2. แผนรายละเอียด ที่กำหนดรายละเอียดของกิจกรรมที่ต้องดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนด

3. แผนปฏิบัติการ ใช้ในการดำเนินโครงการโดยมีการระบุ - วัตถุประสงค์ของงาน - ความคาดหวังของผลงาน - ขั้นตอนการ--

ดำเนินงาน - การบริหารจัดการพฤติกรรม หรือการวัดผลงานความสำเร็จ

- สร้างกลยุทธ์ในการจัดการความรู้ การสร้างโครงการนำร่อง โดยแบ่งเป็น 6 วิธีการ

1. การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงวิธีคด ทัศนคติ

2. การสื่อสาร เกี่ยวข้องกับช่องทางในการนำความรู้ต่างๆที่มีอยุ่มาแลกเปลี่ยนแบ่งปันซึ่งกันและกัน

3. กระบวนการทำงานและเครื่องมือต่างๆ ที่ใช้ในการดำเนินงานเกี่ยวช้องกับเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนเพื่อให้เกิดการเรียนรู้

การสร้าสรรค์แนวคิดใหม่ๆ

4. การฝีกอบรมและการเรียนรู้ เป็นวิธีการที่จะส่งผ่านความรู้ที่มีอยู่สู่การแบ่งปัน และแลกเปลี่ยนให้เกิดการไหลเวียนของ

ความ รู้ ในองค์การ

5. การวัดผล เกี่ยวข้องกับการประเมินความสำเร็จของโครงการ หรือผลที่ได้รับนั้น ส่งผลต่อการปฏิบัติงาน สอดคล้องกับ

วัตถุประสงค์และเป้าหมายอย่างไร

6. การยอมรับและการให้รางวัล เกี่ยวข้องกับการกระตุ้น ผลักดัน และส่งเสริมให้พนักงาน เข้าร่วมโครงการ เผื่อให้บรรลุ

เป้าหมายขององค์การ

- ดำเนินการจัดการความรู้

1.ขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม

- ดำเนินการคัดเลือกหน่วยงานที่จะเข้าร่วมดำเนินโครงการเพื่อนำไปสู่การแลกเปลี่ยนแนวคิด ความรู้และตัวอย่างที่ดีในการ

ดำเนินโครงการ เพื่อการวางแผนโครงการต่อไป

- จัดตั้งคระทำงานด้านการจัดการความรู้ประกอบด้วยตัวแทนหน่วยงานต่างๆ

- วิเคราะห์องค์การ หรือประเมินองค์การ

- ปรับเปลี่ยนวีธีคิด ทักษณะคติและพฤติกรรมของคนในองค์การ

- กำหนดคำนิยาม ความหมาย และ สัญลักษณ์ของโครงการ

2.ขั้นตอนในการติดต่อสื่อสาร ใช้การสื่อสารหลายรูปแบบ คือ

- วารสารอิเล็คทรอนิกส์

- การติด Poster

- E-Mail

- Public Folder

- Live Broadcast

- E-Card

- Paper Card

3.ขั้นตอนกระบวนการทำงานและเครื่องมือ

ใช้กระบวนการทำงานและเครื่องมือต่าง ๆ เพื่อรวบรวมจัดเก็บถ่ายโอนความรู้ เพื่อให้สามารถนำไปใช้ ให้เกิดประโยชน์ต่อองค์การ

4.ขั้นตอนการฝึกอบรมและการเรียนรู้ การจัดทำโครงการ การจัดการเรียนรู้ อาจต้องมีการเพิ่มเติมในรายละเอียด หรือ หลัก

สูตรที่เกี่ยวข้อง และสอดคล้องกับโครงการ นอกเหนือไปจากการฝึกอบรมและการเรียนรู้ที่มีอยู่ เพื่อการเตรียมความพร้อม

ในการสร้างการเรียนรู้

5.ขั้นตอนการวัดผล การวัดผลสำเร็จของโครงการ การจัดการ ความรู้ จำเป็นต้องจัดทำตัวชี้วัดที่ชัดเจนและสอดคล้อง กับการ

ปฏิบัติจริง

6.ขั้นตอนการยอมรับ และให้รางวัล

- การให้รางวัลในการทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่นเงินสด หนังสือ ของที่ระลึก

- ระบบการสะสมแต้ม โดยแยกเป็นประเภท บุคคล และ หน่วยงาน ในการเข้าร่วมกิจกรรมและ การแลกเปลี่ยนความรู้

นายวัชรชัย ทองเปี่ยม
IP: xxx.9.225.61
เขียนเมื่อ Wed Mar 03 2010 08:44:27 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียนวิชาการจัดการความรู้

อาจารย์ได้สรุป และยกตัวอย่างในการวางแผนการจัดการความรู้ของบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งจะเน้นในการให้บริการของตัวเองให้กับลูกค้า โดยมุ่นเน้นการให้บริการเป็นเลิศ

เครื่องมือการจัดการความรู้

- ชุมชนปฏิบัติ (Communities of Practice-CoP)

- ฐานความรู้ความสำเร็จ (Best Practices Databases)

- ฐานความรู้บทเรียน (Lessons Learned Databases)

- แหล่งผู้รู้ในองค์กร (Center of Excellence - CoE)

- การสับเปลี่ยนงาน หรือการยืมตัวบุคลากรมาช่วยงาน

- การเล่าเรื่อง (Story Telling)

- ทบทวนหลังการปฏิบัติ (After Action Reviews - AAR)

- การใช้ที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยง (Monitoring Programs)

- การเสวนา (Dialogue) เช่น การคุยเป็นเรื่องราวหรือการอภิปรายการแลกเปลี่ยนในหมู่คณะ

- เพื่อนช่วยเพื่อน (Peer Assist) คือ สิ่งที่เราไม่รู้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เราก็สามารถถามผู้รู้ได้ เพราะว่าคนเราไม่เก่งถรู้ไปหมดทุกเรื่อง

- ฟอรัม ถาม- ตอบ (Forum) เป็นการจัดประชุมหรือสัมมนา แล้วมีการถาม- ตอบ

ขั้นตอนในการดำเนินการจัดการความรู้

1. หลักการและเหตุผล คือ เราต้องรู้ให้ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น และสามารถรู้ได้อย่างไร

2. วางแผนและจัดเตรียมระบบการจัดการความรู้ ซึ่งมีทั้งลักษณะเป็นทางการ และไม่เป็นทางการ ซึ่งในการวางแผนนี้จะประกอบไปด้วย

- การจัดประชุม

- จัดทำแผนงาน ซึ่งการจัดทำแผนงานนั้นจะต้องจัดตั้งกลุ่มในการปฏิบัติงาน ซึ่งจะประกอบไปด้วยพนักงานจากทุกหน่วยงาน เพื่อให้มีส่วนร่วมในแผนงานนี้

- จัดทำโครงสร้าง โดยการระบุความรู้ความต้องการที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานนั้นๆ โดยจะต้องจัดการในรูปแบบต่างๆ และระบบว่าจะต้องเป็นความรู้ประเภทใดบ้าง

- การจัดตั้งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในแต่ละเรื่องของความรู้ โดยจะจัดตั้งผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ในองค์กรที่มีความรู้ความสามารถในเรื่องนั้นๆ เสียก่อน หลังจากนั้นค่อยไปหาผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก (กรณีไม่มีในองค์กร)

- จัดทำสื่อ เพื่อให้พนักงานทุกคนได้เข้าใช้ในการติดต่อสื่อสาร และสามารถนำความรู้มาแลกเปลี่ยนกันได้อย่างรวดเร็ว

การจัดทำแผนการดำเนินโครงการ จะมีทั้งหมด 3 แผนหลักๆ คือ

 แผนหลัก คือแผนที่ระบุตามที่ใช้ในการดำเนินการจัดการความรู้

 แผนระเอียด คือแผนที่กำหนดรายละเอียดของกิจกรรม ภายในระยะเวลาที่กำหนด

 แผนปฏิบัติการ คือแผนที่ใช้ในการดำเนินการโดยมีการระบุวัตถุประสงค์ของโครงงาน และความคาดหวังของผลงานนั้นๆ

การดำเนินการจัดการความรู้

1. ขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม

2. ขั้นตอนในการติดต่อสื่อสาร

3. ขั้นตอนกระบวนการทำงานและเครื่องมือ ซึ่งจะประกอบด้วย

3.1 กระบวนการทำงาน

3.2 เครื่องมือ

4. ขั้นตอนการฝึกอบรมและการเรียนรู้

5. ขั้นตอนการวัดผล

6. ขั้นตอนการยอมรับและให้รางวัล

สรุป

ความรู้ เป็นรากฐานของการดำรงชีวิตและการงานทางอาชีพ ถ้าหากคนเราไม่มีความรู้ และไม่ได้รับการศึกษา หรือพัฒนาตนเอง รากฐานของชีวิตก็จะไม่มั่นคง ดังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระบรมราโอวาท ดังนี้

“ความรู้เป็นสิ่งที่สำคัญ จะติดตัวไปสำหรับอนาคต ถ้าผู้ที่มีความรู้ในด้านวิชาการพยายามที่จะฝึกฝนตนเองให้มีความรู้ในชีวิตในสิ่งที่ดีที่งามที่ควรให้ความสามารถที่จะปฏิบัติตนวางตัวให้ดีในสังคมได้เพียงไร ก็เป็นกำไรเพียงนั้น กำไรนั้นจะเป็นสิ่งที่จะทำให้ชีวิตและอนาคตมีความรุ่งเรืองได้ รวมทั้งจะทำให้บ้านเมืองอยู่ได้ เพราะว่าพลเมืองมีความรู้ พลเมืองสามารถที่จะเข้าหากันและกันได้ เพื่อสร้างสังคมที่แข็งแรง สังคมที่มีระเบียบเรียบร้อย และมีความมั่นคง...”

นางนภัค มุสิกมาศ
IP: xxx.24.10.175
เขียนเมื่อ Wed Mar 03 2010 11:41:21 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียนวิชา การจัดการความรู้ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553

โดยนางนภัค มุสิกมาศ (การจัดการทั่วไป)

เครื่องมือการจัดการความรู้

- ชุมชนปฏิบัติ (Communities of Practice-CoP)

- ฐานความรู้ความสำเร็จ (Best Practices Databases)

- ฐานความรู้บทเรียน (Lessons Learned Databases)

- แหล่งผู้รู้ในองค์กร (Center of Excellence - CoE)

- การเล่าเรื่อง (Story Telling)

- ทบทวนหลังการปฏิบัติ (After Action Reviews - AAR)

- การใช้ที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยง (Monitoring Programs)

- การเสวนา (Dialogue)

- เพื่อนช่วยเพื่อน (Peer Assist)

- ฟอรัม ถาม- ตอบ (Forum)

ขั้นตอนในการดำเนินการจัดการความรู้

1.หลักการและเหตุผล(เกิดอะไรขึ้นและรู้ได้อย่างไร)

2.วางแผนและจัดเตรียมระบบการจัดการความรู้

2.1การจัดประชุม เพื่อช้แจงวัตถุประสงค์ของการนำการจัดการความรู้มาใช้ในองค์การ

2.2จัดทำแผนงานทั้งในส่วนของแผนใหญ่ โดยรวมแผนย่อยและแผนปฎิบัติการ

2.3จัดตั้งกลุ่มปฎิบัติงานหลักประกอบด้วยพนักงานจากทุกหน่วยงานในสายงาน

2.4จัดทำโครงการสร้างความรู้โดยร่วมกันระบุความรู้ที่เกี่ยวข้องกับงานหรือความรู้ที่องค์การจำเป็นต้องจัดการในรูปแบบต่างๆ

2.5การจัดตั้งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในแต่ละเรื่องของความรู้เพื่อให้ข้อมูลและคำปรึกษาเกี่ยวกับความรู้นั้นๆ

2.6จัดทำWeb Site หรือ Intranet เพื่อให้พนักงานทุกคนได้ใช้ช่องทางในการติดต่อสื่อสาร

3.จัดทำแผนการดำเนินโครงการ

3.1แผนหลักที่ระบุไว้ตามวิธีการที่ใช้ในการดำเนินโครงการจัดการความรู้

3.2แผนรายละเอียดที่กำหนดรายละเอียดของกิจกรรมที่จะต้องดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนด

3.3แผนปฎิบัติการใช้ในการดำเนินโครงการโดยมีการระบุ วัตถุประสงค์ของงาน ความคาดหวังของผลงาน ขั้นตอนการดำเนินงาน การวัดผลความสำเร็จ

4.สร้างกลยุทธ์ในการจัดการความรู้

4.1การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมเกี่ยวข้องกับการปรับเปลี่ยนวิธีคิด ทัศนคติ และพฤติกรรมของคนในองค์การ

4.2การสื่อสารเกี่ยวข้องกับช่องทางในการนำความรู้ต่างๆที่มีอยู่มาแลกเปลี่ยนแบ่งปันซึ่งกันและกัน

4.3กระบวนการทำงานและเครื่องมือต่างๆที่ใช้ในการดำเนินงานเกี่ยวข้องกับการนำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้

4.4การฝึกอบรมและการเรียนรู้เป็นวิธีการที่จะส่งผ่านความรู้ที่มีอยู่การแบ่งปันและแลกเปลี่ยน

4.5การวัดผลเกี่ยวข้องกับการประเมินความสำเร็จของโครงการ

4.6การยอมรับและให้รางวัลเกี่ยวข้องกับการกระตุ้น ผลักดัน และส่งเสริมให้พนักงานเข้าร่วมโครงการ

5.ดำเนินการจัดการความรู้

5.1ขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม

- ดำเนินการคัดเลือกหน่วยงานที่จะเข้าร่วมดำเนินโครงการเพื่อนำไปสู่การแลกเปลี่ยนแนวคิด ความรู้และตัวอย่างที่ดีในการ

ดำเนินโครงการ เพื่อการวางแผนโครงการต่อไป

- จัดตั้งคณะทำงานด้านการจัดการความรู้ประกอบด้วยตัวแทนหน่วยงานต่างๆ

- วิเคราะห์องค์การ หรือประเมินองค์การเพื่อดุสถานะองค์การช่องว่าง หรือจุดที่ต้องก้ไข

- ปรับเปลี่ยนวีธีคิด ทักษณะคติและพฤติกรรมของคนในองค์การ

- กำหนดคำนิยาม ความหมาย และ สัญลักษณ์ของโครงการที่ทุกคนสามารถเข้าใจได้ตรงกัน

-จัดกิจกรรมต่างๆเพื่อให้เกิดพฤติกรรมการเรียนรู้ในองค์การ

5.2ขั้นตอนในการติดต่อสื่อสาร ใช้การสื่อสารหลายรูปแบบ คือ

- วารสารอิเล็คทรอนิกส์

- การติด Poster

- E-Mail

- Public Folder

- Live Broadcast

- E-Card

- Paper Card

5.3ขั้นตอนกระบวนการทำงานและเครื่องมือ

ใช้กระบวนการทำงานและเครื่องมือต่าง ๆ เพื่อรวบรวมจัดเก็บถ่ายโอนความรู้ เพื่อให้สามารถนำไปใช้ ให้เกิดประโยชน์ต่อองค์การ

5.4ขั้นตอนการฝึกอบรมและการเรียนรู้ การจัดทำโครงการ การจัดการเรียนรู้ อาจต้องมีการเพิ่มเติมในรายละเอียด หรือ หลัก

สูตรที่เกี่ยวข้อง และสอดคล้องกับโครงการ นอกเหนือไปจากการฝึกอบรมและการเรียนรู้ที่มีอยู่ เพื่อการเตรียมความพร้อม

ในการสร้างการเรียนรู้และการถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้อื่นๆต่อไป

5.5ขั้นตอนการวัดผล การวัดผลสำเร็จของโครงการ การจัดการ ความรู้ จำเป็นต้องจัดทำตัวชี้วัดที่ชัดเจนและสอดคล้อง กับการ

ปฏิบัติจริงและต้องทำการวัดผลในทุกๆกิจกรรมที่เกิดขึ้นในโครงการ

5.6ขั้นตอนการยอมรับ และให้รางวัล

- การให้รางวัลในการทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่นเงินสด หนังสือ ของที่ระลึก

- ระบบการสะสมแต้ม โดยแยกเป็นประเภท บุคคล และ หน่วยงาน ในการเข้าร่วมกิจกรรมและ การแลกเปลี่ยนความรู้

พาฝัน ประวะเข
IP: xxx.42.97.126
เขียนเมื่อ Wed Mar 03 2010 12:20:31 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียนวันที่28/2/10

และอาจารย์ได้ยกตัวอย่างของ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด คือเน้นการให้บริการที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า โดยมุ้งเน้นการให้บริการที่เป็นเลิศ เพื่อให้การส่งมอบผลิตภัณฑ์และการบริการแก่ลูกค้ามีประสิทธิดภาพและประสิทธิผล ดังนั้น เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน และสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ลูกค้า รวมถึงพัฒนาการดำเนินธุรกิจขององค์การให้ดีขึ้น บริษัทมีการรวบรวม แลกเปลี่ยนความรู้อย่างต่อเนื่อง ทั้งควารู้ในรูปแบบที่จับต้องได้ และจับต้องไม่ได้ แต่ยังไม่เป็นระบบที่ถูกต้อง และยังทำเฉพาะในแต่ละหน่วยงานย่อยเท่านั้น บริษัท จึงได้จัดทำโครงการจัดการควารู้ในส่วนสายงาน Customer Management โดยเปิดโอกาสให้พนักงานทุกคนได้ใช้ช่องทางในการติดต่อสื่อสารและเปลี่ยนกัน เพื่อให้การปฏิบัติงานเกิดประสิทธิผลสูงสุด

เครื่องมือการจัดการความรู้

1.ชุมชนแนวปฏิบัติ (Communities)

2.ฐานความรู้ความสำเร็จ (Best Practices Database)

3.ฐานความรู้บทเรียน (Lessons Learned Data bases)

4.แหล่งความรู้ในองค์กร

5.การเล่าเรื่อง(Story Telling)

6.ทบทวนหลังปฏิบัติ (After Action Reviees –AAR)

7.การใช้ที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยง (Monitoring Programs)

8.การสนทนา (Dialogue)

9.เพื่อนช่วยเพื่อน (Peer Assist)

10.ถามตอบ (Forum)

rapita wongthed
IP: xxx.24.90.183
เขียนเมื่อ Thu Mar 04 2010 09:57:00 GMT+0700 (ICT)

เครื่องมือในการจัดการความรู้

-ชุมชนแนวปฏิบัติ (Communities of Practice – CoP)

-ฐานความรู้ความสำเร็จ (Best Practices Database)

-ฐานความรู้บทเรียน (Lessons Learned Database)

-แหล่งผู้รู้ในองค์กร (Center of Excellence-CoE)

-การเล่าเรื่อง (Story Telling)

-ทบทวนหลังการปฏิบัติ (After Action Reviews – AAR)

-การใช้ที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยง (Monitoring Program)

-การเสวนา (Dialogue)

-เพื่อนช่วยเพื่อน (Peer Assist)

-ฟอร์ม ถาม-ตอบ (Forum)

ขั้นตอนในการดำเนินการจัดการความรู้

-วางแผนและการจัดเตรียมระบบการจัดการความรู้ เช่นการจัดประชุมการจัดการทำแผน การจัดกลุ่มปฏิบัติงานหลัก จัดโครงสร้างความรู้

-จัดทำแผนการดำเนินโครงการ เช่น แผนหลัก รายละเอียด แผนปฏิบัติงาน แผนประเมินผลการปฏิบัติงาน

-จัดตั้งกลุ่มปฏิบัติงานหลัก ประกอบด้วยพนักงานจากทุกสายงานงาน เพื่อให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการกระจายความรู้และแนวทางในการดำเนินงานของโครงการไปสูพนักงานระดับปฏิบัติการ

-จัดทำโครงสร้างความรู้ โดยระบุความรู้ที่เกี่ยวข้องกับพนักงาน หรือความรู้ที่องค์การจำเป็นต้องจัดการในรูปแบบต่างๆโดยระบุว่าเป็นความรู้ใดบ้าง

-การจัดตั้งกลุ่มผู้เชียวชาญในแต่ละเรื่องของความรู้ เพื่อให้ข้อมูลและคำปรึกษาเกี่ยวกับความรู้ในแต่ละเรื่องนั้น มีใครเป็นผู้ที่มีความรู้และความความเชียวชาญบ้าง

-จัดทำ Web Site หรือ Intranet เพื่อให้พนักงานทุกคนได้ใช้ช่องทางในการติดต่อสื่อสาร สามารถนำความรู้มาแลกเปลี่ยนกันได้อย่างสะดวก และรวดเร็ว

จัดทำแผนการดำเนินโครงการการจัดการความรู้

บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จัดทำแผนการดำเนินงานออกเป็น 3 แผนหลักคือ

1.แผนหลัก (Master Plan) ที่ระบุวิที่การที่ใช้ในการดำเนินโครงการการจัดการความรู้

2.แผนรายละเอียด(Detail Plan) ที่กำหนดรายละเอียดของกิจกรรมที่จะต้องดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนด

3.แผนปฏิบัติการ (Implementation Plan) ใช้ในการดำเนินโครงการโดยมีการระบุ

-วัตถุประสงค์ของงาน

-ความคาดหวังของผลงาน

-ขั้นตอนการดำเนินการ

-การบริหารจัดการพฤติกรรรม หรือการวัดผลงานความสำเร็จ

นางสาวชยาภรณ์ สำเริงศิลป์
IP: xxx.87.97.185
เขียนเมื่อ Thu Mar 04 2010 10:03:47 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียนรู้ ในวันที่ 28/02/53 สาขาการจัดการ

นส.ชยาภรณ์ สำเริงศิลป์

การจัดการความรู้ คือ การรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ ในส่วนราชการซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคล หรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด

โดยที่ความรู้มี 3 ประเภท คือ

1. ความรู้ที่ฝังอยู่ในคน เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ พรสวรรค์หรือสัญชาติญาณของแต่ละบุคคลในการทำความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ เป็นความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูด หรือลายลักษณ์อักษรได้โดยง่าย เช่น ทักษะในการทำงาน งานฝีมือ หรือการคิดเชิงวิเคราะห์ บางครั้ง จึงเรียกว่าเป็นความรู้แบบนามธรรม

2. ความรู้ที่ชัดแจ้ง เป็นความรู้ที่สามารถรวบรวม ถ่ายทอดได้ โดยผ่านวิธีต่าง ๆ เช่น การบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี คู่มือต่าง ๆ และบางครั้งเรียกว่าเป็นความรู้แบบรูปธรรม

3. ความรู้โครงสร้าง หรือความรู้ที่ต่อยอดจากความรู้เดิม (Structural Knowledge) เป็นความรู้เฉพาะ หรือความรู้ทั่วไป หรือความรู้ทางสังคม ขององค์การที่เป็นระบบที่เกิดจากการต่อยอดองค์ความรู้

" เครื่องมือการจัดการความรู้ "

- ชุมชนปฏิบัติ (Communities of Practice-CoP)

- ฐานความรู้ความสำเร็จ (Best Practices Databases)

- ฐานความรู้บทเรียน (Lessons Learned Databases)

- แหล่งผู้รู้ในองค์กร (Center of Excellence - CoE)

- การเล่าเรื่อง (Story Telling)

- ทบทวนหลังการปฏิบัติ (After Action Reviews - AAR)

- การใช้ที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยง (Monitoring Programs)

- การเสวนา (Dialogue)

- เพื่อนช่วยเพื่อน (Peer Assist)

- ฟอรัม ถาม- ตอบ (Forum)

" ขั้นตอนในการดำเนินการจัดการความรู้ "

1.หลักการและเหตุผล(เกิดอะไรขึ้นและรู้ได้อย่างไร)

2.วางแผนและจัดเตรียมระบบการจัดการความรู้

2.1การจัดประชุม เพื่อช้แจงวัตถุประสงค์ของการนำการจัดการความรู้มาใช้ในองค์การ

2.2จัดทำแผนงานทั้งในส่วนของแผนใหญ่ โดยรวมแผนย่อยและแผนปฎิบัติการ

2.3จัดตั้งกลุ่มปฎิบัติงานหลักประกอบด้วยพนักงานจากทุกหน่วยงานในสายงาน

2.4จัดทำโครงการสร้างความรู้โดยร่วมกันระบุความรู้ที่เกี่ยวข้องกับงานหรือความรู้ที่องค์การจำเป็นต้องจัดการในรูปแบบต่างๆ

2.5การจัดตั้งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในแต่ละเรื่องของความรู้เพื่อให้ข้อมูลและคำปรึกษาเกี่ยวกับความรู้นั้นๆ

2.6จัดทำWeb Site หรือ Intranet เพื่อให้พนักงานทุกคนได้ใช้ช่องทางในการติดต่อสื่อสาร

" องค์ประกอบของการจัดการความรู้ "

1. คน ผู้ปฏิบัิติงาน

2. เทคโนโลยี เป็นเครื่องมือค้นหา จัดเก็บ แลกเปลี่ยน

3. กระบวนการเรียนรู้ เป็นการบริหารจัดการเพื่อนำความรู้จากแหล่งความรู้ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์

ตัวอย่างแนวข้อสอบจริง ข้อที่ 3 (ดร.ยงยุทธ)

บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด คือเน้นการให้บริการที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า โดยมุ้งเน้นการให้บริการที่เป็นเลิศ เพื่อให้การส่งมอบผลิตภัณฑ์และการบริการแก่ลูกค้ามีประสิทธิดภาพและ ประสิทธิผล ดังนั้น เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน และสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ลูกค้า รวมถึงพัฒนาการดำเนินธุรกิจขององค์การให้ดีขึ้น

บริษัทมีการรวบรวม แลกเปลี่ยนความรู้อย่างต่อเนื่อง ทั้งควารู้ในรูปแบบที่จับต้องได้ และจับต้องไม่ได้ แต่ยังไม่เป็นระบบที่ถูกต้อง และยังทำเฉพาะในแต่ละหน่วยงานย่อยเท่านั้น บริษัท จึงได้จัดทำโครงการจัดการควารู้ในส่วนสายงาน Customer Management โดยเปิดโอกาสให้พนักงานทุกคน ได้ใช้ช่องทางในการติดต่อสื่อสารและเปลี่ยนกัน เพื่อให้การปฏิบัติงานเกิดประสิทธิผลสูงสุด

นางสาววราภรณ์ เพียรธัญญกรณ์
IP: xxx.172.130.184
เขียนเมื่อ Thu Mar 04 2010 13:23:16 GMT+0700 (ICT)

เครื่องมือของการจัดการความรู้

1. ชุมชนแนวปฏิบัติ

2. ฐานความรู้ความสำเร็จ

3. ฐานความรู้บทเรียน

4. แหล่งผู้รู้ในองค์กร

5. การเล่าเรื่อง

6. ทบทวนหลังการปฏิบัติ

7. การใช้ที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยง

8. การเสวนา

9. เพื่อนช่วยเพื่อน

10. ฟอร์ม ถาม ตอบ

ขั้นตอนการดำเนินการจัดการความรู้

1. หลักการและเหตุผล

2. วางแผนและจัดเตรียมระบบการจัดการความรู้

3. จัดทำแผนการดำเนินโครงการ

4. สร้างกลยุทธ์ในการจัดการความรู้

5. ดำเนินการจัดการความรู้

วางแผนและจัดเตรียมระบบการจัดการความรู้

1. การจัดประชุม

2. จัดทำแผนงาน

3. จัดตั้งกลุ่มปฏิบัติงานหลัก

4. จัดทำโครงการสร้างความรู้

5. การจัดตั้งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในแต่ละเรื่องของความรู้

6. จัดทำ web site หรือ Interanet

จัดทำแผนการดำเนินโครงการ

1. แผนหลัก

2. แผนรายละเอียด

3. แผนปฏิบัติการ

นายพงศ์รักษ์ แซ่ตัน
IP: xxx.120.129.252
เขียนเมื่อ Thu Mar 04 2010 13:33:49 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียนในชั่งโมงวิชาการจัดการความรู้ในองค์การ

28 / 2 / 2010

ตัวอย่างเครื่องมือของการจัดการความรู้

1. การเล่าเรื่อง ( Story Telling )

2. ทบทวนหลังการปฏิบัติ ( After Action Reviews / AAR )

3. การใช้ที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยง ( Monitoring Programs )

4. การเสวนา ( Dialogue )

5. เพื่อนช่วยเพื่อน ( Peer Assist )

6. ฟอรั่ม ถาม – ตอบ ( Forum )

7. การสับเปลี่ยนงาน ( Job Rotation ) และการยืมตัวบุคลากรมาช่วยงาน ( Secondment ) คือการสับเปลี่ยนงาน หรือเป็น การย้ายบุคลากรไปทำงานในหน่วยงานต่างๆ ซึ่งอาจจะอยู่ในสายงานที่เกี่ยวกันหรือข้ามสายงานกัน

แหล่งเครื่องมือของการจัดการความรู้

1. ชุมชนแนวปฏิบัติ ( Communities of Practice ( CoP ) )

2. ฐานความรู้-ความสำเร็จ ( Best Practice Databases )

3. ฐานความรู้บทเรียน ( Lessons Learned Databases )

4. แหล่งผู้รู้ในองค์กร ( Center of Excellence ( CoE ) )

ขั้นตอนในการดำเนินการจัดการความรู้

1. หลักการและเหตุผล

2. วางแผนและจัดเตรียมระบบการจัดการความรู้

3. จัดทำแผนการดำเนินโครงการ

4. สร้างกลยุทธ์ในการจัดการความรู้

5. ดำเนินการจัดการความรู้

การวางแผนและการจัดเตรียมระบบการจัดการความรู้

1. การจัดประชุม

2. การจัดทำรายงาน

3. การจัดตั้งกลุ่มปฏิบัติงานหลัก

4. จัดทำโครงการสร้างความรู้

5. การจัดตั้งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในแต่ละเรื่องของความรู้

6. การจัดทำ WEB SITE หรือ INTRANET

การจัดทำแผนการดำเนินโครงการ

1. แผนหลัก ( Master Plan )

2. แผนรายละเอียด ( Detail Plan )

3. แผนการปฏิบัติการ ( Implementation Plan )

IP: xxx.31.80.110
เขียนเมื่อ Thu Mar 04 2010 14:03:12 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียนรู้วัน อาทิตย์ที่ 28/03/10 โดย นาย พิสิฐ อาภาพิลาส สาขา การจัดการ

เครื่องมือการจัดการความรู้ Tools in Knowledge management

- ชุมชนปฏิบัติ Communities of Practice or CoP

- ฐานความรู้ความสำเร็จ Best Practices Databases

- ฐานความรู้บทเรียน Lessons Learned Databases

- แหล่งผู้รู้ในองค์กร Center of Excellence or CoE

- การเล่าเรื่อง Story Telling

- ทบทวนหลังการปฏิบัติ After Action Reviews or AAR

- การใช้ที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยง Monitoring Programs

- การเสวนา Dialogue

- เพื่อนช่วยเพื่อน Peer Assist

- ฟอรัม ถาม- ตอบ Forum

ขั้นตอนในการดำเนินการจัดการความรู้

-หลักการและเหตุผล คือ เราต้องรู้ให้ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น และสามารถรู้ได้อย่างไร

-วางแผนและจัดเตรียมระบบการจัดการความรู้ ซึ่งมีทั้งเป็นทางการ และไม่เป็นทางการ

ประกอบด้วย

- การจัดประชุม

- จัดทำแผนงาน

- จัดทำโครงสร้าง

- การจัดตั้งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ

- จัดทำสื่อ

การจัดทำแผนการดำเนินโครงการ มี 3 แผนคือ

- แผนหลัก

- แผนระเอียด

- แผนปฏิบัติการ

องค์ประกอบของการจัดการความรู้

-คน

-เทคโนโลยี

-กระบวนการเรียนรู้

การจัดการความรู้ knowledge management

-การจัดการและการเปลียนแปลงพฤติกรรม Transition and Behavior management

-การสื่อสาร Communication

-กระบวนการและเครื่องมือ Process and Tools

-การอบรมและการเรียนรู้ Training and Learning

-การวัดผล Measurement

-การยกย่องชมเชยและการให้รางวัล Recognition and Reward

นางพักดิ์ เกยแก้ว
IP: xxx.120.68.190
เขียนเมื่อ Thu Mar 04 2010 14:26:27 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียน วันที่ 28/02/2553 วิชาการจัดการความรู้

อาจารย์ได้ยกตัวอย่าง พระบรมราโชวาสของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า

ความรู้นี้เป็นสิ่งที่สำคัญ จะติดตัวไปสำหรับอนาคต ถ้าผู้ที่มีความรู้ในด้านวิชาการพยายามที่จะฝึกฝนตนเอง ให้มีความรู้ในชีวิต ในสิ่ง

ที่ดีที่งามที่ควรให้สามารถที่จะปฏิบัติตนวางตัว ให้ดีในสังคมได้เพียงไรก็เป็นกำไรเพียงนั้น กำไรนั้นจะเป็นสิ่งที่จะทำให้ชีวิตและ

อนาคตมีความรุ่งเรืองได้ รวมทั้งจะทำให้บ้านเมืองอยู่ได้ เพราะว่าพลเมืองสามารถที่ จะเข้าหากันและกันได้เพื่อสร้างสังคมที่แข็ง

แรง สังคมที่มีระเบียบเรียบร้อย และมีความมั่นคง

ความรู้การจัดการความรู้มีอยู่ 10 ข้อ

1 ชุมชนและแนวปฏิบัติ

2 ฐานความรู้ความสำเร็จ

3 ฐานความรู้บทเรียน

4 แหล่งผู้รู้ในองค์กร

5 การเล่าเรื่อง

6 บทบวนหลังการปฏิบัติ

7 การใช้ที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยง

8 การเสวนา

9 เพื่อนช่วยเพื่อน

10 ฟอร์ม - ถามตอบ

และอาจารย์ก็ยังอธิบายถึงรูปแบบของการทำขั้นตอน การสร้างผังก้างปลาให้ คือ

- ส่วนหัวปลา เป็นข้อสรุปผลของสาเหตุที่กลายเป็นตัวปัญหา

-ส่วนโครงกระดูกและก้างปลาที่เป็นตัวปลา ซึ่งจะเป็นที่รวบรวมปัจจัยอันเป็นสาเหตุของปัญหา และเขียนสาเหตุเติมลงบนกระดูก

สันหลังทั้งบนและล่าง และวิเคราะห์สาเหตุเพื่อที่จะนำ ไปสู่การแก้ไขและป้องกันปัญหาต่อไปได้

นางสาวอัจฉรา ลบเทศ
IP: xxx.120.21.240
เขียนเมื่อ Thu Mar 04 2010 14:33:39 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียนการสอน วิชาการจัดการความรู้ วันที่ 28/2/53

เครื่องมือของการจัดการความรู้

- การเล่าเรื่อง(Story Telling)

- ทบทวนหลังการปฏิบัติ (After Action Reviews AAR)

- การใช้ที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยง (Monitoring Programs)

- การเสวนา

เครื่องมือของการจัดการความรู้

- ชุมชนแนวปฏิบัติ (Communities of Practice – CoP)

- ฐานความรู้ความสำเร็จ (Best Practices Databases)

- ฐานความรู้บทเรียน (Lessons Learned Database)

- แหล่งผู้รู้ในองค์กร

ขั้นตอนในการดำเนินการจัดการความรู้

- หลักการและเหตุผล

- วางแผนและจัดเตรียมระบบการจัดการความรู้

- จัดทำแผนการดำเนินโครงการ

- กลยุทธ์ในการจัดการความรู้

- ดำเนินการจัดการความรู้

ขั้นตอนในการดำเนินการจัดการความรู้

- การจัดประชุม

- จัดทำแผนงาน

- จัดตั้งกลุ่มปฏิบัติงานหลัก

- จัดทำโครงการสร้างความรู้

- การจัดตั้งกลุ่มผู้เชียวชาญในแต่ละเรื่องของความรู้

- จัดทำ Web Site หรือ Internet

ขั้นตอนในการดำเนินการจัดการความรู้

- แผนงานหลัก

- แผนรายละเอียด

- แผนการปฏิบัติการ

ชมภู่ โสภาพงษ์
IP: xxx.49.120.100
เขียนเมื่อ Thu Mar 04 2010 23:16:55 GMT+0700 (ICT)

สรุปผลการเรียนวันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553

     ได้ออกไปเล่าเรื่องหน้าชั้นเรียน เรื่องโอกาสที่เข้ามาหาแบบไม่รู้ตัว ก็รู้สึกดีใจมาก ได้รับโอกาสจะได้ฝึกฝนตัวเองถึงจะพูดติดขัดบ้างก็พูดจบ เป็นไปอย่างที่ตั้งใจบางเนื้อหาอาจลืมไปบ้างแต่ก็มีข้อคิดให้เพื่อนในชั้นเรียน ว่า

 เมื่อโอกาสเข้ามาถึงทุกคนต้องรีบไขว่คว้าอย่าปล่อยให้ผ่านไปโดยไม่ทำอะไรเลย  มีคติจากผู้บังคับบัญชา คนไม่เรียนรู้ คือคนที่ตายแล้ว

 ทุกสิ่งย่อมทำได้ มีสิ่งเดียวที่ทำไม่ได้ คือไม่ได้ทำ เครื่องมือของการจัดการความรู้  การเล่าเรื่อง (Story Telling)

 ทบทวนหลังการปฎิบัติ (After Action Reviews -AAR)

 การใช้ที่ปรึกษาพี่เลี้ยง (Monitoring Programs)

 การเสวนา (Dialogue)

 ชุมชนแนวปฎิบัติ (Communities of Pratices Databases)

 ฐานความรู้ความสำเร็จ (Best Practices Databases)

 ฐานความรู้บทเรียน (Lessons Leaned Databases)

 แหล่งผู้รู้ในองค์กร (Center of Excellen-CoE)

 เพื่อนช่วยเพื่อน (Peer Assist)

 ฟอรัม ถาม-ตอบ (Forum)

      คนเป็นผู้บริหารต้องปรับวิธีคิดอยู่ตลอดเวลา Blue Ocean คนขายน้อยเป็นตลาดของคนซื้อ Red Ocean ตลาดคนซื้อมาก เป็นผู้กำหนดราคา *****ดังนั้นเราต้องทำงานบนฐานของความรู้ ไม่ใช้ความรู้สึกและไม่ใช่ความเคยชิน ความรู้เป็นสิ่งสำคัญจะติดตัวไปในอนาคตไม่ว่าจะเป็นการทำงานความรู้ ความคิด ความสำเร็จ ส่งผลให้องค์กรของเราประสบความสำเร็จบรรลุตามเป้าหมายที่องค์กรตั้งไว้และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องยิ่งทำให้ทั้งองค์กรในยุคแห่งความรู้และสามารถพัฒนาที่จะต่อยอดได้แข่งขันกับธุรกิจในปัจจุบันได้อย่างเข็มแข็ง

 ขั้นตอนในการดำเนินการจัดการความรู้

  หลักการและเหตุผล (เกิดอะไรขึ้นและรู้ได้อย่างไร)

 วางแผนและจัดเตรียมระบบการจัดการความรู้

 จัดทำแผนการดำเนินโครงการ

 สร้างกลยุทธ์ในการจัดการความรู้

 ดำเนินการจัดการความรู้ ขั้นตอนในการดำเนินการจัดการความรู้ วางแผน และจัดเตรียมระบบการจัดการความรู้

 การจัดการประชุม

 จัดทำแผนงาน

 จัดตั้งกลุ่มปฎิบัติงานหลัก

 จัดทำโครงการสร้างความรู้

 การจัดตั้งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในแต่ละเรื่องของความรู้

 จัดทำ Web Site หรือ Intranet

       ดังนั้น ยุทธศาสตร์แต่ละยุทธศาสตร์สำเร็จต้องมีอะไรบ้าง ต้องแยกมาเป็นแต่ละฝ่ายเกิดกระบวนการถ่ายทอด วิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมาย ต้องมี KPI ต้องมีความรู้ในงานและต้องสำเร็จระดับองค์กรสู่บุคคล

ภาณุพงษ์ วิเวก
IP: xxx.84.60.56
เขียนเมื่อ Thu Mar 04 2010 23:27:42 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียนประจำวันที่ 21/2/10

การจัดการความรู้

การจัดการความรู้ คือ การรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในส่วนราชการซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด โดยที่ความรู้มี 2 ประเภท คือ

1. ความรู้ที่ฝังอยู่ในคน เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ พรสวรรค์หรือสัญชาติญาณของแต่ละบุคคลในการทำความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ เป็นความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษรได้โดยง่าย เช่น ทักษะในการทำงาน งานฝีมือ หรือการคิดเชิงวิเคราะห์ บางครั้ง จึงเรียกว่าเป็นความรู้แบบนามธรรม

2. ความรู้ที่ชัดแจ้ง เป็นความรู้ที่สามารถรวบรวม ถ่ายทอดได้ โดยผ่านวิธีต่าง ๆ เช่น การบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี คู่มือต่าง ๆ และบางครั้งเรียกว่าเป็นความรู้แบบรูปธรรม

พระราชกฏษฎีกา

ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารบ้านเมืองที่ดี 2546

หมวดที3 มาตรา 11 ส่วนราชการมีหน้าที่พัฒนาความรู้ส่วนราชการ

เพื่อให้มีลักษณะเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอโดยต้องรับรู้ข้อมูลข่าวสารและสามารถ

ประมวลผลความรู้ในด้านต่างๆ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติราชการได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว

และเหมาะสมกับสถานการณ์ รวมทั้งต้องส่งเสริมพัฒนาความรู้ความสามารถและวิศัยทัศน์ และปรับ

เปลี่ยนทัศนะคติของข้าราชการในสังกัดให้เป็นบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ และมีการเรียนรู้ร่วมกัน

ประเภทของความรู้

ลักษณะและประเภทของความรู้แบ่งได้เป็นหลายลักษณะตามความคิดเห็นของนักวิชาการ ยกตัวอย่าง

เคมป์ ดา แบ่งความรู้เป็น 2 ประเภท สรุปดังนี้

1.ความรู้ทางสังคม (Social Knowledge) หรือความรู้สาธารณะ เป็นความรู้ที่รวบรวมโดระบบสังคมซึ่งสามารถเข้ถึงได้อย่างอิสระและเท่าเทียมกันของสมาชิกที่อยู่ในสังคมนั้นๆผ่านการเก็บบันทึกและรวบรวม

2.ความรู้ส่วนบุคคล (Personal Knowledge) หรือ ความรู้ส่วนตัว คือความรู้ที่อยู่ภายในจิตใจของบุคลและสามารถเข้าใจ หรือรับรู้ได้เพียงบุคลคนนั้น หรือโดยผ่านบุคคลคนนั้น เช่น การถามคำถามบุคคลนั้นโดยตรง

เป้าหมายของการจัดการความรู้

องค์กร  บรรลุเป้าหมาย

การทำงาน  มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

คน  คิดเป็นทำเป็น

ข้อมูล สารสนเทศ และความรู้

ข้อมูล คือ ข้อเท็จจริงเชิงวัตถุที่ไม่มีลักษณะต่อเนื่องซึ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆในบริบทขององค์การนั้น

สารสนเทศ คือการเปลี่ยนวิธีในการรับรู้ในบางสิ่งบางอย่างซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจและพฤติกรรมของผู้รับสารสนเทศจะต้องบอกถึงข้อมูลที่มีอยู่ในตัวที่จะก่อให้เกิดความแตกต่างขึ้นได้

ความรู้เป็นการผสมผสานขององค์ประกอบหลายอย่างที่มีลักษณะเปลี่ยนแปลงได้ ในขณะเดี่ยวกันก็มีโครงสร้างที่เป็นทางการที่เป็นลักษณะของการรู้แจ้ง เช่น การพูคุยสนทนา การฝึกงาน เป็นต้น

SAYAN CHRNUWAT
IP: xxx.49.120.100
เขียนเมื่อ Thu Mar 04 2010 23:29:22 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียน วันอาทิตย์ ที่ 28 ก.พ 2553

 วิชา การจัดการความรู้ (ต่อ) โดย อ.ดร. ยงยุทธ ยศยิ่งยง

บทที่ 3 แนวความคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการเรียนรู้ขององค์การ

        ในบทนี้ประกอบด้วย

-แนวความคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ในองค์การ

-ความหมายของการเรียนรู้

-วงจรการเรียนรู้ขององค์การ

-รูปแบบการเรียนรู้ขององค์การ

-กระบวนการเรียนรู้ขององค์การ

       การเรียนรู้ขององค์การเป็นปัจจัย และเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในความคิดภูมิปัญญา (ความรู้ ความเข้าใจ การหยั่งรู้) ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตอันเกิดจากการฝึกหัดหรือประสบการณ์ของแต่ละบุคคล ได้แก่ ความจริง (Facts) หลักการ (Principles) แนวคิด (Concepts) นิสัย (Habits) ทัศนคติ (Attitude) ความสนใจ (Interests) ค่านิยม (Value) และทักษะ (Skill) เพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้า เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่พึงประสงค์ โดยมีกระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมใน 3 ลักษณะคือ พฤติกรรมทางความรู้ เช่น เปลี่ยนจากไม่รู้ให้เป็นรู้ พฤติกรรมทางทักษะ เช่น จากทำไม่เป็นให้ทำเป็น และพฤติกรรมทางทัศนคติ เช่น เปลี่ยนจากความรู้สึกไม่ชอบให้ชอบ ทั้งนี้ กระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนั้น ต้องคำนึงถึงร่างกาย อารมณ์ ทัศนคติ และการปรับตัวด้านสังคมของผู้เรียนรู้ด้วย

         การเรียนรู้ขององค์การเกิดขึ้นในลักษณะที่เป็นทางการ และไม่เป็นทางการ ที่ชัดแจ้งและไม่ชัดแจ้ง ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของการจัดการเรียนรู้ขององค์การ

         การเรียนรู้ขององค์การมีรูปแบบที่หลากหลายแบ่งได้ 3 ระดับ คือ ระดับองค์การ ระดับกลุ่ม และระดับบุคคล ดังนั้นกระบวนการเรียนรู้ขององค์การเกี่ยวพันธ์กับการวางแผน เช่น วิสัยทัศน์ เป้าหมาย นโยบาย กลยุทธ์ วัฒนธรรมการทำงาน และพฤติกรรมลักษณะของพนักงานในองค์การ โดยมีขั้นตอน คือ การเตรียมตัว กระบวนการแลกเปลี่ยนสารสนเทศ กระบวนการการแสวงหาความรู้ และการปฏิบัติ กระบวนการเปลี่ยนแปลงและบูรณาการ และกระบวนการรับผิดชอบและการยอมรับ

บทที่ 4 กรณีศึกษา

       ในบทนี้ ได้นำประสบการณ์ การจัดการความรู้ไปใช้ในองค์การมาเป็นกรณีศึกษา จะทำให้สามารถเข้าถึงวิธีและกระบวนการอย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในเชิงปฏิบัติได้จริง

      เครื่องมือการจัดการความรู้ 1 ประกอบด้วย

-ชุมชนแนวปฏิบัติ (Communities of Practice – CoP)

-ฐานความรู้ความสำเร็จ (Best Practices Databases)

-ฐานความรู้บทเรียน (Lessons Learued Databaes)

-แหล่งผู้รู้ในองค์กร (Center of Excellence – CoE)

      เครื่องมือการจัดการความรู้ 2 ประกอบด้วย

 -การเล่าเรื่อง (Story Telling)

-ทบทวนหลังการปฏิบัติ (After Action Reviews –AAR)

 -การใช้ที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยง (Monitoring Programs)

-การเสวหา (Dialogue) -เพื่อนช่วยเพื่อน (Peer Assist)

 -ฟอรัม ถาม-ตอบ (Forum)

     ขั้นตอนในการดำเนินการจัดการความรู้

-หลักการและเหตุผล (เกิดอะไรขึ้น และรู้ได้ไง)

-วางแผน และจัดเตรียมระบบการจัดการความรู้

-จัดทำแผนการดำเนินโครงการ

-สร้างกลยุทธ์ในการจัดการความรู้

-ดำเนินการจัดการความรู้

          Smile Model. ประกอบด้วย

              Shift

             Moral

             Innovah / Inihal

             Leaming

             Eonohon

      ข้อสรุปและข้อเสนอแนะในโครงการการจัดการความรู้ พอสรุปได้ ดังนี้

-ควรทำแผนที่ เพื่อให้ผู้ที่ต้องการข้อมูลเข้าถึงแหล่งข้อมูลนั้นๆ ได้สะดวกและรวดเร็ว

 -ควรทำความเข้าใจและเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจสอบ วัดมูลค่าของความรู้ รวมถึงพัฒนาระบบการวัด และแหล่งที่มาของข้อมูล

-ควรผลักดันให้เกิดการผลิตความรู้และข้อมูล เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ โดยองค์การควรมีความเข้าใจถึงความซับซ้อนในการเสริมสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงาน ที่จะกระตุ้นให้เกิดแนวคิดแปลกใหม่ พอที่จะก่อให้เกิดนวัตกรรมในองค์การได้

-ควรพัฒนากลยุทธ์ในการจัดการความรู้ โดยคำนึงถึงความซับซ้อนของปัญหาที่เกิดขึ้น โดยจะต้องไม่มีการแก้ปัญหาเดียวกันซ้ำสองและบุคคลทั่วไป ลูกค้า และผู้มีส่วนได้เสียกับองค์การสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ขององค์การได้ง่ายตามที่ต้องการ สร้างบรรยากาศที่ทำให้พนักงานรู้จักพัฒนา และนำความรู้มาประยุกต์ใช้

-การวัดและประเมินผล ควรดำเนินการทั้งทางตัวระบบ และผู้ใช้ปลายทาง

-ควรจัดระบบการแลกเปลี่ยนความรู้ และการเรียนรู้ประจำเดือนในแต่ละแบบ ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ในรูปแบบที่ผ่อนคลาย

-จัดตั้ง KM Call Center เพื่อใช้เป็นช่องว่างที่เอื้อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างสมาชิกโครงการ KM ที่ยังไม่พร้อมในการแลกเปลี่ยนความรู้ โดยเป็นการหมุนเวียนกันปฏิบัติงาน

-ประเมินพฤติกรรมพนักงานในองค์การมีวัฒนธรรม การแลกเปลี่ยนไปจากเดิมมากน้อยอย่างไร

-การสื่อสารเกี่ยวกับโครงการการจัดการความรู้ ควรสื่อสารให้ทราบทั้งองค์การ ไม่ใช่สื่อสารแค่เพียงสายงานที่ดำเนินการโครงการเท่านั้น

-ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ควรมีบทบาทมากกว่า การเข้าร่วมในการกระตุ้นให้เกิดการจัดการความรู้ทั่วองค์การเท่านั้น ควรสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาระบบทรัพยากรมนุษย์ให้สอดคล้องและตอบสนองต่อการนำการจัดการความรู้ไปใช้

พรรษมน มานะการ
IP: xxx.49.120.100
เขียนเมื่อ Thu Mar 04 2010 23:36:41 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียน วันอาทิตย์ ที่ 28 ก.พ 2553 วิชา การจัดการความรู้ 

       บทที่ 3 แนวความคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการเรียนรู้ขององค์การ ในบทนี้ประกอบด้วย

-แนวความคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ในองค์การ

-ความหมายของการเรียนรู้

-วงจรการเรียนรู้ขององค์การ

-รูปแบบการเรียนรู้ขององค์การ

-กระบวนการเรียนรู้ขององค์การ

         การเรียนรู้ขององค์การเป็นปัจจัย และเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในความคิดภูมิปัญญา (ความรู้ ความเข้าใจ การหยั่งรู้) ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตอันเกิดจากการฝึกหัดหรือประสบการณ์ของแต่ละบุคคล ได้แก่ ความจริง (Facts) หลักการ (Principles) แนวคิด (Concepts) นิสัย (Habits) ทัศนคติ (Attitude) ความสนใจ (Interests) ค่านิยม (Value) และทักษะ (Skill) เพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้า เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่พึงประสงค์ โดยมีกระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมใน 3 ลักษณะคือ พฤติกรรมทางความรู้ เช่น เปลี่ยนจากไม่รู้ให้เป็นรู้ พฤติกรรมทางทักษะ เช่น จากทำไม่เป็นให้ทำเป็น และพฤติกรรมทางทัศนคติ เช่น เปลี่ยนจากความรู้สึกไม่ชอบให้ชอบ ทั้งนี้ กระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนั้น ต้องคำนึงถึงร่างกาย อารมณ์ ทัศนคติ และการปรับตัวด้านสังคมของผู้เรียนรู้ด้วย การเรียนรู้ขององค์การเกิดขึ้นในลักษณะที่เป็นทางการ และไม่เป็นทางการ ที่ชัดแจ้งและไม่ชัดแจ้ง ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของการจัดการเรียนรู้ขององค์การ การเรียนรู้ขององค์การมีรูปแบบที่หลากหลายแบ่งได้ 3 ระดับ คือ ระดับองค์การ ระดับกลุ่ม และระดับบุคคล ดังนั้นกระบวนการเรียนรู้ขององค์การเกี่ยวพันธ์กับการวางแผน เช่น วิสัยทัศน์ เป้าหมาย นโยบาย กลยุทธ์ วัฒนธรรมการทำงาน และพฤติกรรมลักษณะของพนักงานในองค์การ โดยมีขั้นตอน คือ การเตรียมตัว กระบวนการแลกเปลี่ยนสารสนเทศ กระบวนการการแสวงหาความรู้ และการปฏิบัติ กระบวนการเปลี่ยนแปลงและบูรณาการ และกระบวนการรับผิดชอบและการยอมรับ

        บทที่ 4 กรณีศึกษา ในบทนี้ ได้นำประสบการณ์ การจัดการความรู้ไปใช้ในองค์การมาเป็นกรณีศึกษา จะทำให้สามารถเข้าถึงวิธีและกระบวนการอย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในเชิงปฏิบัติได้จริง

     เครื่องมือการจัดการความรู้ 1 ประกอบด้วย

-ชุมชนแนวปฏิบัติ (Communities of Practice – CoP)

-ฐานความรู้ความสำเร็จ (Best Practices Databases)

-ฐานความรู้บทเรียน (Lessons Learued Databaes)

-แหล่งผู้รู้ในองค์กร (Center of Excellence – CoE)

      เครื่องมือการจัดการความรู้ 2 ประกอบด้วย

-การเล่าเรื่อง (Story Telling)

-ทบทวนหลังการปฏิบัติ (After Action Reviews –AAR)

-การใช้ที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยง (Monitoring Programs)

-การเสวหา (Dialogue)

-เพื่อนช่วยเพื่อน (Peer Assist)

-ฟอรัม ถาม-ตอบ (Forum)

       ขั้นตอนในการดำเนินการจัดการความรู้

-หลักการและเหตุผล (เกิดอะไรขึ้น และรู้ได้ไง)

-วางแผน และจัดเตรียมระบบการจัดการความรู้

-จัดทำแผนการดำเนินโครงการ

-สร้างกลยุทธ์ในการจัดการความรู้

-ดำเนินการจัดการความรู้

Smile Model. ประกอบด้วย

Shift

Moral

Innovah / Inihal

Leaming

Eonohon

      

ข้อสรุปและข้อเสนอแนะในโครงการการจัดการความรู้ พอสรุปได้ ดังนี้

-ควรทำแผนที่ เพื่อให้ผู้ที่ต้องการข้อมูลเข้าถึงแหล่งข้อมูลนั้นๆ ได้สะดวกและรวดเร็ว

-ควรทำความเข้าใจและเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจสอบ วัดมูลค่าของความรู้ รวมถึงพัฒนาระบบการวัด และแหล่งที่มาของข้อมูล

-ควรผลักดันให้เกิดการผลิตความรู้และข้อมูล เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ โดยองค์การควรมีความเข้าใจถึงความซับซ้อนในการเสริมสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงาน ที่จะกระตุ้นให้เกิดแนวคิดแปลกใหม่ พอที่จะก่อให้เกิดนวัตกรรมในองค์การได้

-ควรพัฒนากลยุทธ์ในการจัดการความรู้ โดยคำนึงถึงความซับซ้อนของปัญหาที่เกิดขึ้น โดยจะต้องไม่มีการแก้ปัญหาเดียวกันซ้ำสองและบุคคลทั่วไป ลูกค้า และผู้มีส่วนได้เสียกับองค์การสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ขององค์การได้ง่ายตามที่ต้องการ สร้างบรรยากาศที่ทำให้พนักงานรู้จักพัฒนา และนำความรู้มาประยุกต์ใช้

-การวัดและประเมินผล ควรดำเนินการทั้งทางตัวระบบ และผู้ใช้ปลายทาง -ควรจัดระบบการแลกเปลี่ยนความรู้ และการเรียนรู้ประจำเดือนในแต่ละแบบ ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ในรูปแบบที่ผ่อนคลาย

-จัดตั้ง KM Call Center เพื่อใช้เป็นช่องว่างที่เอื้อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างสมาชิกโครงการ KM ที่ยังไม่พร้อมในการแลกเปลี่ยนความรู้ โดยเป็นการหมุนเวียนกันปฏิบัติงาน

-ประเมินพฤติกรรมพนักงานในองค์การมีวัฒนธรรม การแลกเปลี่ยนไปจากเดิมมากน้อยอย่างไร

-การสื่อสารเกี่ยวกับโครงการการจัดการความรู้ ควรสื่อสารให้ทราบทั้งองค์การ ไม่ใช่สื่อสารแค่เพียงสายงานที่ดำเนินการโครงการเท่านั้น

-ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ควรมีบทบาทมากกว่า การเข้าร่วมในการกระตุ้นให้เกิดการจัดการความรู้ทั่วองค์การเท่านั้น ควรสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาระบบทรัพยากรมนุษย์ให้สอดคล้องและตอบสนองต่อการนำการจัดการความรู้ไปใช้

ภาณุพงษ์ วิเวก
IP: xxx.84.65.238
เขียนเมื่อ Thu Mar 04 2010 23:59:54 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียน วันอาทิตย์ ที่ 28 ก.พ 2553 วิชา การจัดการความรู้ โดย นายภาณุพงษ์ วิเวก

บทที่ 3 แนวความคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการเรียนรู้ขององค์การ ในบทนี้ประกอบด้วย

-แนวความคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ในองค์การ

-ความหมายของการเรียนรู้

-วงจรการเรียนรู้ขององค์การ

-รูปแบบการเรียนรู้ขององค์การ

-กระบวนการเรียนรู้ขององค์การ

การเรียนรู้ขององค์การเป็นปัจจัย และเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในความคิดภูมิปัญญา (ความรู้ ความเข้าใจ การหยั่งรู้) ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตอันเกิดจากการฝึกหัดหรือประสบการณ์ของแต่ละบุคคล ได้แก่ ความจริง (Facts) หลักการ (Principles) แนวคิด (Concepts) นิสัย (Habits) ทัศนคติ (Attitude) ความสนใจ (Interests) ค่านิยม (Value) และทักษะ (Skill) เพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้า เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่พึงประสงค์ โดยมีกระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมใน 3 ลักษณะคือ พฤติกรรมทางความรู้ เช่น เปลี่ยนจากไม่รู้ให้เป็นรู้ พฤติกรรมทางทักษะ เช่น จากทำไม่เป็นให้ทำเป็น และพฤติกรรมทางทัศนคติ เช่น เปลี่ยนจากความรู้สึกไม่ชอบให้ชอบ ทั้งนี้ กระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนั้น ต้องคำนึงถึงร่างกาย อารมณ์ ทัศนคติ และการปรับตัวด้านสังคมของผู้เรียนรู้ด้วย การเรียนรู้ขององค์การเกิดขึ้นในลักษณะที่เป็นทางการ และไม่เป็นทางการ ที่ชัดแจ้งและไม่ชัดแจ้ง ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของการจัดการเรียนรู้ขององค์การ การเรียนรู้ขององค์การมีรูปแบบที่หลากหลายแบ่งได้ 3 ระดับ คือ ระดับองค์การ ระดับกลุ่ม และระดับบุคคล ดังนั้นกระบวนการเรียนรู้ขององค์การเกี่ยวพันธ์กับการวางแผน เช่น วิสัยทัศน์ เป้าหมาย นโยบาย กลยุทธ์ วัฒนธรรมการทำงาน และพฤติกรรมลักษณะของพนักงานในองค์การ โดยมีขั้นตอน คือ การเตรียมตัว กระบวนการแลกเปลี่ยนสารสนเทศ กระบวนการการแสวงหาความรู้ และการปฏิบัติ กระบวนการเปลี่ยนแปลงและบูรณาการ และกระบวนการรับผิดชอบและการยอมรับ

บทที่ 4 กรณีศึกษา ในบทนี้ ได้นำประสบการณ์ การจัดการความรู้ไปใช้ในองค์การมาเป็นกรณีศึกษา จะทำให้สามารถเข้าถึงวิธีและกระบวนการอย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในเชิงปฏิบัติได้จริง

เครื่องมือการจัดการความรู้ 2 ประกอบด้วย

-การเล่าเรื่อง (Story Telling)

-ทบทวนหลังการปฏิบัติ (After Action Reviews –AAR)

-การใช้ที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยง (Monitoring Programs)

-การเสวหา (Dialogue) -เพื่อนช่วยเพื่อน (Peer Assist)

-ฟอรัม ถาม-ตอบ (Forum)

ขั้นตอนในการดำเนินการจัดการความรู้

-หลักการและเหตุผล (เกิดอะไรขึ้น และรู้ได้ไง)

-วางแผน และจัดเตรียมระบบการจัดการความรู้

-จัดทำแผนการดำเนินโครงการ

-สร้างกลยุทธ์ในการจัดการความรู้

-ดำเนินการจัดการความรู้

นางสาววันเพ็ญ แก้วอุดร
IP: xxx.172.130.184
เขียนเมื่อ Fri Mar 05 2010 10:08:01 GMT+0700 (ICT)

แนวความคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการเรียนรู้ขององค์การ ประกอบด้วย

1. แนวความคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ในองค์การ

2. ความหมายของการเรียนรู้

3. วงจรการเรียนรู้ขององค์การ

4. รูปแบบการเรียนรู้ขององค์การ

5. กระบวนการเรียนรู้ขององค์การ

เครื่องมือการจัดการความรู้

1. ชุมชนแนวปฏิบัติ (Communities of Practice – CoP)

2. ฐานความรู้ความสำเร็จ (Best Practices Databases)

3. ฐานความรู้บทเรียน (Lessons Learued Databaes)

4. แหล่งผู้รู้ในองค์กร (Center of Excellence – CoE)

5. การเล่าเรื่อง (Story Telling)

6. ทบทวนหลังการปฏิบัติ (After Action Reviews –AAR)

7. การใช้ที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยง (Monitoring Programs)

8. การเสวหา (Dialogue) -เพื่อนช่วยเพื่อน (Peer Assist)

9. เพื่อนช่วยเพื่อน (Peer Assist)

10. ฟอรัม ถาม-ตอบ (Forum)

ขั้นตอนในการดำเนินการจัดการความรู้

1. หลักการและเหตุผล (เกิดอะไรขึ้น และรู้ได้ไง)

2. วางแผน และจัดเตรียมระบบการจัดการความรู้

3. จัดทำแผนการดำเนินโครงการ

4. สร้างกลยุทธ์ในการจัดการความรู้

5. ดำเนินการจัดการความรู้

นางสาว ยุภาพร อัมมะลิน
IP: xxx.164.247.19
เขียนเมื่อ Fri Mar 05 2010 10:23:22 GMT+0700 (ICT)

น.ส ยุภาพร อัมมะลิน

คณะบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาคอมพิวเตอร์

สรุปการเรียน วันอาทิตย์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553

วิชา การจัดการความรู้

เครื่องมือของการจัดการความรู้

- ชุมชนแนวปฏิบัติ (Communities of Practice – CoP)

- ฐานความรู้ความสำเร็จ (Best Practices Databases)

- ฐานความรู้บทเรียน (Lessons Learned Database)

- แหล่งผู้รู้ในองค์กรเครื่องมือการจัดการความรู้ Tools in Knowledge management

- ชุมชนปฏิบัติ Communities of Practice or CoP

- ฐานความรู้ความสำเร็จ Best Practices Databases

- ฐานความรู้บทเรียน Lessons Learned Databases

- แหล่งผู้รู้ในองค์กร Center of Excellence or CoE

- การเล่าเรื่อง Story Telling

- ทบทวนหลังการปฏิบัติ After Action Reviews or AAR

- การใช้ที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยง Monitoring Programs

- การเสวนา Dialogue

- เพื่อนช่วยเพื่อน Peer Assist

- ฟอรัม ถาม- ตอบ Forum

ขั้นตอนในการดำเนินการจัดการความรู้

หลักการและเหตุผล (เกิดอะไรขึ้นและรู้ได้อย่างไร)

วางแผนและจัดเตรียมระบบการจัดการความรู้

จัดทำแผนการดำเนินโครงการ

สร้างกลยุทธ์ในการจัดการความรู้

ดำเนินการจัดการความรู้ ขั้นตอนในการดำเนินการจัดการความรู้ วางแผน และจัดเตรียมระบบการจัดการความรู้

การจัดการประชุม

จัดทำแผนงาน

จัดตั้งกลุ่มปฎิบัติงานหลัก

จัดทำโครงการสร้างความรู้

การจัดตั้งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในแต่ละเรื่องของความรู้

จัดทำ Web Site หรือ Intranet

เครื่องมือของการจัดการความรู้

- การเล่าเรื่อง (Story Telling)

- ทบทวนหลังการปฏิบัติ (After Action Reviews AAR)

- การใช้ที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยง (Monitoring Programs)

- การเสวนา

การจัดทำแผนการดำเนินโครงการ มี 3 แผนคือ

- แผนหลัก

- แผนระเอียด

- แผนปฏิบัติการ

สรุปและข้อเสนอแนะในโครงการการจัดการความรู้

พอสรุปได้ ดังนี้

-ควรทำแผนที่ เพื่อให้ผู้ที่ต้องการข้อมูลเข้าถึงแหล่งข้อมูลนั้นๆ ได้สะดวกและรวดเร็ว

-ควรทำความเข้าใจและเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจสอบ วัดมูลค่าของความรู้ รวมถึงพัฒนาระบบการวัด และแหล่งที่มาของข้อมูล

-ควรผลักดันให้เกิดการผลิตความรู้และข้อมูล เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ โดยองค์การควรมีความเข้าใจถึงความซับซ้อนในการเสริมสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงาน ที่จะกระตุ้นให้เกิดแนวคิดแปลกใหม่ พอที่จะก่อให้เกิดนวัตกรรมในองค์การได้

-ควรพัฒนากลยุทธ์ในการจัดการความรู้ โดยคำนึงถึงความซับซ้อนของปัญหาที่เกิดขึ้น โดยจะต้องไม่มีการแก้ปัญหาเดียวกันซ้ำสองและบุคคลทั่วไป ลูกค้า และผู้มีส่วนได้เสียกับองค์การสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ขององค์การได้ง่ายตามที่ต้องการ สร้างบรรยากาศที่ทำให้พนักงานรู้จักพัฒนา และนำความรู้มาประยุกต์ใช้

-การวัดและประเมินผล ควรดำเนินการทั้งทางตัวระบบ และผู้ใช้ปลายทาง -ควรจัดระบบการแลกเปลี่ยนความรู้ และการเรียนรู้ประจำเดือนในแต่ละแบบ ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ในรูปแบบที่ผ่อนคลาย

-จัดตั้ง KM Call Center เพื่อใช้เป็นช่องว่างที่เอื้อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างสมาชิกโครงการ KM ที่ยังไม่พร้อมในการแลกเปลี่ยนความรู้ โดยเป็นการหมุนเวียนกันปฏิบัติงาน

-ประเมินพฤติกรรมพนักงานในองค์การมีวัฒนธรรม การแลกเปลี่ยนไปจากเดิมมากน้อยอย่างไร

-การสื่อสารเกี่ยวกับโครงการการจัดการความรู้ ควรสื่อสารให้ทราบทั้งองค์การ ไม่ใช่สื่อสารแค่เพียงสายงานที่ดำเนินการโครงการเท่านั้น

-ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ควรมีบทบาทมากกว่า การเข้าร่วมในการกระตุ้นให้เกิดการจัดการความรู้ทั่วองค์การเท่านั้น ควรสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาระบบทรัพยากรมนุษย์ให้สอดคล้องและตอบสนองต่อการนำการจัดการความรู้ไปใช้

นายกาญจนพงษ์ เลิศถาวรสิน
IP: xxx.53.41.225
เขียนเมื่อ Fri Mar 05 2010 12:33:27 GMT+0700 (ICT)

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553

ผู้บริหารต้องมี S M I L E

S มาจากคำว่า SHIFT การมองตลาดใหม่ และก้าวหน้า

M มาจากคำว่า MORAL ต้องมีขวัญและกำลังที่ดี

I มาจากคำว่า INNOVATION ต้องมีนวตกรรมใหม่ ต้องมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์

L มาจากคำว่า LEARNNING การเรียนรู้ต้องการมีการเรียนรู้ตลอดเวลา

E มาจากคำว่า EMOTION การแสดงอารมณ์

เครื่องที่ใช้ในการจัดการความรู้ (Tools)

1. ชุมชนแนวปฏิบัติ COMMUNITIES OF PRATICE (COP)

2. ฐานความรู้ความสำเร็จ BEST PRATICE DATABASE

3. ฐานความรู้บทเรียน LESSONS LEARNED DATABASE

4. แหล่งผู้รู้ในองค์การ CENTER OF EXCELLENCE (COE)

5. การเล่าความรู้ ( STORY TELLING)

6. ทบทวนหลังการปฏิบัติ (AFTER ACTION REVIEW)

7. การใช้ที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยง MONITOR PROGRAM (COACHING)

8. การเสวนา DAILOGUE

9. เพื่อนช่วยเพื่อน PEER ASSIST

10. ฟอรัม ถามตอบ (FORUM)

นางสาว ชัชจิรา ธรรมนาม
IP: xxx.24.224.185
เขียนเมื่อ Fri Mar 05 2010 13:23:49 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียน  28/02/10

แนวความคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการเรียนรู้ขององค์การ ประกอบด้วย

1. แนวความคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ในองค์การ

2. ความหมายของการเรียนรู้

3. วงจรการเรียนรู้ขององค์การ

4. รูปแบบการเรียนรู้ขององค์การ

5. กระบวนการเรียนรู้ขององค์การ

ขั้นตอนในการดำเนินการจัดการความรู้

1. หลักการและเหตุผล (เกิดอะไรขึ้น และรู้ได้ไง)

2. วางแผน และจัดเตรียมระบบการจัดการความรู้

3. จัดทำแผนการดำเนินโครงการ

4. สร้างกลยุทธ์ในการจัดการความรู้

5. ดำเนินการจัดการความรู้

น.ส.พรรษมน มานะการ
IP: xxx.120.94.171
เขียนเมื่อ Fri Mar 05 2010 14:02:11 GMT+0700 (ICT)

  สรุปผลการเรียนรู้วันอาทิตย์ที่ 28/02/53 

วิชา การจัดการความรู้

      

         การจัดการความรู้ คือ การรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ ในส่วนราชการซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคล หรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุดตามวัฒนธรรม วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปเมื่อโลกเปลี่ยนไป ทำให้เปลี่ยนความคิด  การดำเนินชีวิตและการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยนทางวัฒนะธรรมเราต้องจัดการความรู้

       การจัดการความรู้ ตามทรรศนะของอ.ดร.ยงยุทธ คือ เป็นกระบวนการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบรูปแบบใหม่ที่เน้นการพัฒนากระบวนงาน ควบคู่ไปกับการพัฒนาการเรียนรู้ ผ่านกระบวนการจำแนกวิเคราะห์ และจัดระเบียบความรู้เพื่อสรรหา คัดเลือกการจัดการ และเผยแพร่สารสนเทศที่ถูกต้องเหมาะสม และเอื้ออำนวยให้เกิดการแบ่งปันความรู้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งขององค์การ เพื่อปรับปรุง และเพื่อเพิ่มขีดความสามารถเชิงการแข่งขัน หรือเพื่อให้ได้มุมมองในองค์การมากขึ้น

 

          ความหมายของคำว่า “ความรู้” ของอ.ดร.ยงยุทธ คือ เป็นความคิดของแต่ละบุคคลที่ผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์จนเกิดความเข้าใจ และนำไปใช้ประโยชน์ในการสรุปและตัดสินใจในสถานการณ์ต่าง ๆ จนได้รับการยอมรับโดยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งของสังคม

 

ความรู้ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท

1. ความรู้ฝังลึก ( Tacit Knowledge) เป็นความรู้เฉพาะ หรือความรู้ทั่วไป หรือความรู้ทางสังคม ความรู้ขององค์การ หรือความรู้ส่วนบุคคล เกิดจากประสบการณ์ การเรียนรู้ หรือพรสวรรค์ต่าง ๆ สามารถเข้าใจและรับรู้ได้เพียงบุคคลนั้นหรือแต่ละบุคคล

2. ความรู้ชัดแจ้ง ( Explicit Knowledge) เป็นความรู้เฉพาะ หรือความรู้ทั่วไป หรือความรู้ทางสังคม หรือความรู้ขององค์การที่มีลักษณะเป็นความรู้ที่เป็นเหตุเป็นผล สามารถรวบรวมและถ่ายทอดออกมาอย่างเห็นได้ชัดในรูปแบบต่าง ๆ เช่น หนังสือ คู่มือ เอกสาร และรายงานต่าง ๆ ซึ่งสามารถทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้น

3. ความรู้โครงสร้าง หรือความรู้ต่อยอดจากความรู้เดิม (Structural Knowledge) เป็นความรู้เฉพาะหรือความรู้ทั่วไป หรือความรู้ทางสังคม หรือความรู้ขององค์การที่เป็นระบบที่เกิดจากต่อยอดองค์ความรู้

เจนเนตร มณีนาค (2546 : 96-98) อธิบายถึงวงจรหรือกระบวนการของความรู้ว่าความรู้ทั่วไป ๆ มักจะมีการถ่ายเทหรือไหลจากด้านบนลงด้านล่าง แต่สำหรับองค์การที่มีการจัดการความรู้ ข้อมูลจะไหลเวียนทั้งในระดับแนวราบ และแนวดิ่ง โดยมีองค์ประกอบ 4 ประการคือ

-          การค้นหาและการสร้างขึ้นใหม่

-          การรวบรวมการจัดการ

-          การแบ่งปันและการแลกเปลี่ยนความรู้

-          การใช้งานและการนำกลับมาใช้ใหม่

 องค์ประกอบของการจัดการความรู้

1. คน ผู้ปฏิบัติงาน

2. เทคโนโลยี เป็นเครื่องมือค้นหา จัดเก็บ แลกเปลี่ยน

3. กระบวนการเรียนรู้ เป็นการบริหารจัดการเพื่อนำความรู้จากแหล่งความรู้ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์

เครื่องมือการจัดการความรู้

-          ชุมชนปฏิบัติ (Communities of Practice- CoP)

-          ฐานความรู้ความสำเร็จ (Best Practices Databases)

-          ฐานความรู้บทเรียน (Lessons Learned Databases)

-          แหล่งผู้รู้ในองค์กร (Center of Excellence – CoE)

-          การเล่าเรื่อง (Story Telling)

-          ทบทวนหลังการปฏิบัติ (After Action Reviews - AAR)

-          ทบทวนหลังการปฏิบัติ (After Action Reviews – AAR)

-          การใช้ที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยง (Monitoring Program)

-          การเสวนา (Dialogue)

-          เพื่อนช่วยเพื่อน (Peer Assist)

-          ฟอรัม ถาม – ตอบ (Forum)

 

ชุมชนนักปฏิบัติ CoP  (Community of Practice)

               ชุมชนนักปฏิบัติ คือ อะไร

                คือ ชุมชนที่มีการรวมตัวกัน หรือเชื่อมโยงกันอย่างไม่เป็นทางการ โดยมีลักษณะดังนี้

  •        ประสบปัญหาลักษณะเดียวกัน
  •        มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน ต้องการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากกันและกัน
  •        มีเป้าหมายร่วมกัน มีความมุ่งมั่นร่วมกัน ที่จะพัฒนาวิธีการทำงานได้ดีขึ้น
  •        วิธีปฏิบัติคล้ายกัน ใช้เครื่องมือ และภาษาเดียวกัน
  •        มีความเชื่อ และยึดถือคุณค่าเดียวกัน
  •        มีบทบาทในการสร้าง และใช้ความรู้
  •        มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากกันและกัน อาจจะพบกันด้วยตัวจริง หรือผ่านเทคโนโลยี
  •        มีช่องทางเพื่อการไหลเวียนของความรู้ ทำให้ความรู้เข้าไปถึงผู้ที่ต้องการใช้ได้ง่าย
  •        มีความร่วมมือช่วยเหลือ เพื่อพัฒนาและเรียนรู้จากสมาชิกด้วยกันเอง
  •        มีปฏิสัมพันธ์ต่อเนื่อง มีวิธีการเพื่อเพิ่มความเข้มแข็งให้แก่สายในทางสังคม

         ทำให้เพิ่มพูนความรู้ที่ลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ ในระดับที่ง่ายที่สุด ชุมชนนักปฏิบัติ คือ คนกลุ่มเล็กๆ ซึ่งทำงานด้วยกันมาระยะหนึ่ง มีเป้าหมายร่วมกัน และต้องการที่จะแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์จากการทำงาน กลุ่มดังกล่าวมักจะไม่ได้เกิดจากการจัดตั้งโดยองค์การ เป็นกลุ่มที่เกิดจากความต้องการทางสังคม และความพยายามที่จะทำให้บรรลุผลสำเร็จ เป็นกลุ่มที่ไม่มีอำนาจ ไม่มีการกำหนดไว้ในแผนภูมิโครงสร้างองค์กร และอาจจะมีเป้าหมายที่ขัดแย้งกับผู้นำองค์กร ในหนึ่งองค์กรอาจจะมีชุมชนนักปฏิบัติจำนวนมาก และคนคนหนึ่งจะเป็นสมาชิกในหลายชุมชน ชุมชนนักปฏิบัติมีความสำคัญอย่างไร เครือข่ายความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นทางการ เกิดจากความใกล้ชิด ความพอใจ และพื้นฐานที่ใกล้เคียงกัน ลักษณะที่ไม่เป็นทางการจะเอื้อต่อการเรียนรู้ และการสร้างความรู้ใหม่ๆ มากกว่าโครงสร้างที่เป็นทางการ คำว่า ปฏิบัติ หรือ practice ใน CoP ชี้จุดเน้นที่ การเรียนรู้ซึ่งได้รับจากการทำงาน เป็นหลัก เป็นแง่มุมเชิงปฏิบัติ ปัญหาประจำวัน เครื่องมือใหม่ๆ พัฒนาการในเรื่องงาน วิธีการทำงานที่ได้ผล และไม่ได้ผล การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ทำให้เกิดการถ่ายทอดแลกเปลี่ยนความรู้ฝังลึก สร้างความรู้ และความเข้าใจได้มากกว่าการเรียนรู้ จากหนังสือ หรือการฝึกอบรมตามปกติ เครือข่ายที่ไม่เป็นทางการ ซึ่งมีสมาชิกจากต่างหน่วยงาน ช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จได้ดีกว่า การสื่อสารตามโครงสร้างที่เป็นทางการ ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับชุมชนนักปฏิบัติ

 

แนวคิด

  CoP เป็นกลไกของการไขว่คว้าหาความรู้เข้าหาตัว มากกว่าการรวบรวมความรู้ เพื่อส่งมอบให้ผู้อื่น

  •  CoP เป็นเรื่องของการเรียนรู้ เพื่อเป็นคนทำงานที่เก่งขึ้น มิใช่แค่เรียนรู้ว่า จะทำงานอย่างไร หรือเรียนรู้แต่เรื่องที่เป็นนามธรรม
  •  การเป็นสมาชิกของ CoP คือ มีส่วนร่วมในชุมชนนั้น อย่างมีความหมาย
  •  CoP ควรเชื่อมโยงกับเป้าหมายหลักขององค์กร

       แนวคิดของการปฏิบัติในชุมชนนักปฏิบัติ หรือ P ใน CoP หมายถึง การกระทำในบริบทเฉพาะ

       สิ่งที่มีผลต่อการปฏิบัติ และเป็นผลจากการเรียนรู้ ได้แก่ • สิ่งที่ปรากฎชัดแจ้ง: เครื่องมือ เอกสาร ภาพลักษณ์ สัญลักษณ์ บทบาที่ชัดเจน เกณฑ์ที่กำหนดไว้ กฎข้อบังคับ สัญญา • สิ่งที่ไม่ปรากฎชัดแจ้ง: ความสัมพันธ์ กฎเกณฑ์ในใจ ความหยั่งรู้ การรับรู้ ความอ่อนไหว ความเข้าใจ สมมติฐาน มุมมองซึ่งเป็นที่ยอมรับทั่วไป

       ส่งเสริมการเรียนรู้ทุกรูปแบบ และเชื่อมต่อทั่วทั้งองค์กร มุมมองต่อการเรียนรู้

       การเรียนรู้ เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติ แต่เรามักจะมองไม่เห็นว่า เกิดการเรียนรู้ดีขึ้น

       การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ไม่ได้เกิดจากการดูเอกสาร ของคนอื่น แต่เกิดจากการทำความเข้าใจ ในตรรกะ หรือวิธีคิดของคนอื่น

       เทคโนโลยีสารสนเทศ ช่วยให้เราแลกเปลี่ยนความเข้าใจ และความคิดกันได้กว้างขวางขึ้น แต่หัวใจของการแลกเปลี่ยน คือ ความสนใจร่วมกัน ใส่ใจความคิดของกันและกัน และสร้างชุมชนซึ่งเชื่อใจกัน การหาโอกาสเรียนรู้

       ถ้ามีปัญหาเกี่ยวกับการเรียนรู้ ให้มองหาแบบแผน / สาเหตุของการมีส่วนร่วม และการแยกตัวของสมาชิก

       เมื่อมีการนำความรู้ไปใช้ในบริบทอื่น หรือมีการส่งผ่านข้อมูลข่าวสารไปยังอีกหน้วยงานหนึ่ง ให้ติดตามเรียนรู้การปรับเปลี่ยน ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน และการแผลความหมายใหม่

       รับรู้การเกิดขึ้นของวิธีปฏิบัติใหม่ๆ ในที่ไกลหูไกลตา

        การเรียนรู้ที่ชายขอบของ CoP ก็มีความสำคัญ ได้แก่ การดึงดูดสมาชิกใหม่ การตอบสนองสิ่งกระตุ้นจากภายนอก การมีปฏิสัมพันธ์กับชุมชนอื่นๆ ข้อควรระวัง

        ความพยายามที่จะเปลี่ยนความรู้ที่ฝังลึก มาเข้าไว้ในลักษณะของเอกสาร อาจจะก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี เกิดเป็นขยะของข้อมูลข่าวสาร ที่ไม่คนใช้ สุดท้ายคนก็ยังต้องการความช่วยเหลือ ในเรื่องประสบการณ์ จากเพื่อนร่วมงาน

        ให้มีการเรียนรู้ใกล้ชิดกับการปฏิบัติให้มากที่สุด อย่าด่วนหลวมตัวที่จะสกัดความรู้ความรู้จาก CoP หรือเปลี่ยนความรู้จาก CoP ไปเป็นหลักสูตรเพื่อการฝึกอบรม

         แนวคิดปัจจุบัน เปลี่ยนจากการเก็บเกี่ยวความรู้ ไปสู่การเชื่อมต่อระหว่างบุคคล อย่าสร้างห้องสมุดที่เต็มไปด้วยเอกสาร ให้สร้างบัตรรายชื่อบุคคล (card catalog) เพื่อช่วยในการเชื่อมต่อระหว่างบุคคลต่อบุคคล ปัจจัยสู่ความสำเร็จ กลุ่มที่ไม่เป็นทางการเป็นสิ่งที่เกิดโดยธรรมชาติอยู่แล้วในองค์กร มีลักษณะของสิ่งมีชีวิต เติบโตขึ้นเมื่อเป็นที่ประสงค์ของสมาชิก การที่จะให้มีคุณค่าต่อองค์กร จะต้องได้รับการเพาะบ่ม ดูแลด้วยความระมัดระวัง การสนับสนุนมาเกินไป อาจจะทำให้ไม่เป็นที่สนใจจากสมาชิก การปล่อยปละละเลย ก็อาจจะทำให้แคระแกร็นเหี่ยวเฉา ความท้าทายนี้แตกต่างจากปัจจัยต่างๆ ที่ผู้นำองค์กรเคยประสบ ความท้าทายสำหรับ CoP ปัญหาสำคัญของชุมชนที่กำลังเติบโต คือ การที่สมาชิกสูญเสียความสนใจ และปล่อยให้ผู้ประสานงานรับผิดชอบไปคนเเดียว เมื่อผู้ประสานงานหันไปทำงานอื่น ชุมชนก็ล่มสลาย ปัญหาสำคัญของชุมชนที่ประสบความสำเร็จ คือ การที่สนใจอยู่แต่ความสำเร็จของตนเอง ข้อเสนอแนะต่อไปนี้ จะช่วยรักษาพลังของชุมชน ให้เกิดความต่อเนื่อง นำสมาชิกใหม่เข้ามาร่วม และมุ่งไปที่ประเด็นที่แหลมคม

        เชิญผู้นำทางความคิด ซึ่งเป็นที่ยอมรับเข้ามาร่วมแต่เริ่มแรก เพื่อสร้างพลังให้แก่ชุมชน

        จัดให้มีเวทีพบปะกัน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิด เพื่อสร้างความตื่นตัว ความไว้เนื้อเชื่อใจ ความรู้สึกร่วม

        ส่งเสริมการติดต่อระหว่างสมาชิกของชุมชน

        จัดตั้งกลุ่มแกนที่แข็งขัน ไม่จำเป็นว่าสมาชิกทุกคนจะมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมกัน สนับสนุนกลุ่มแกนด้วยการให้เป็นที่รับรู้ของชุมชน และไม่รบกวนเวลาเพิ่มมากเป็นพิเศษ ความท้าทายด้านเทคนิค

        ทำให้การติดต่อ การให้ข้อมูล และการเข้าถึงชุมชนเป็นเรื่องง่าย เช่น การใช้ Software computer ที่ใช้ง่าย และคุ้นเคย ความท้าทายสำหรับสมาชิก สิ่งที่มีคุณค่ามากของชุมชน คือ การร่วมกันแก้ปัญหา แต่การอภิปรายปัญหาอย่างเปิดอก ในขณะที่ความคิดยังไม่สุกงอมดี หรือคิดดังๆ ในที่ประชุมเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ธรรมชาติของเรา ความท้าทายของสมาชิกที่สำคัญ คือ การพูดถึงปัญหาของตนเอง ต่อหน้าผู้คนจำนวนมากที่เราไม่รู้จัก

        สร้างเวทีเสวนา ในประเด็นที่เฉียบคม ให้สมาชิกอาวุโสซึ่งคนยอมรับ เป็นผู้ขอความช่วยเหลือ และหาผู้ที่มีกึ๋นไปร่วมอยู่ในเวที ผู้ประสานงานช่วยกระตุ้นให้อธิบายหลักคิดของข้อเสนอ เพื่อให้สมาชิกอภิปรายไปที่สมมติฐาน ที่ใช้และเลือก การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจในกลุ่มขนาดเล็ก 2-3 คน อาจใช้เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการสร้างชุมชนได้

 

บทสรุป ชุมชนแห่งการเรียนรู้ (CoP)

          ชุมชนแห่งการเรียนรู้ (CoP) เป็นกิจกรรมเริ่มต้นอีกกิจกรรมหนึ่งในกระบวนการ   KM  ที่มีกิจกรรมหลายประการที่จะต้องดำเนินการทั้งในส่วนที่อาจเรียกว่าเป็นมิติของการบังคับและในส่วนที่เป็นมิติของการส่งเสริม ส่วนที่เป็นมิติการบังคับ  คือ  การที่จะต้องดำเนินการ KM  ในฐานะตัวชี้วัดที่เป็นพันธะสัญญาที่กรมการปกครองได้จัดทำไว้ในคำรับรองการปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ 2549 กับ สำนักงาน ก.พ.ร. ให้สำเร็จ คือ การดำเนินการในส่วนกลางของทุกสำนัก/กอง  ตามแผนปฏิบัติการการจัดการความรู้  (KM  Action  Plan)  กับการดำเนินการในส่วนภูมิภาคของอำเภอ/กิ่งอำเภอ  ในการทำให้อำเภอ/กิ่งอำเภอ   เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้เพื่อการแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงบูรณาการในพื้นที่ที่เป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง  โดยอำเภอ/กิ่งอำเภอ จะต้องจัดทำผลสำเร็จการแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงบูรณาการในพื้นที่   จำนวน 1 เรื่อง  เพื่อเผยแพร่ติดไว้ที่  ศตจ.อำเภอ/กิ่งอำเภอ  และบันทึกไว้ที่เว็บไซต์ของจังหวัดและกรมการปกครอง  ในส่วนที่เป็นมิติของการส่งเสริมคือ การดำเนินการ KM ในฐานะที่เป็นตัวขับเคลื่อน องค์กรสู่ความมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและทำให้มีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด      บุคลากรของกรมการปกครองที่ถือได้ว่าเป็น   “ทุนทางสังคม”   มีความสำคัญยิ่งต่อการเดินทางไปสู่เป้าหมาย KM  ดังกล่าว  การศึกษาเรียนรู้เรื่อง KM และการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในกิจกรรม KM ต่าง ๆ  ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคจะทำให้เกิดสัมฤทธิ์ผล กับงานด้านการจัดการความรู้ที่กรมปกครองรับผิดชอบเช่นเดียวกับงานอื่น ๆ ที่ผ่านเข้ามาและสำเร็จผลลงด้วยดี กับทั้งเกิดคุณค่าประโยชน์แก่พี่น้องประชาชนและชาติบ้านเมืองไปพร้อมกัน เป็นที่ยอมรับและได้เกิดความไว้วางใจจากรัฐบาลทุกรัฐบาลเสมอมา 

 กรณีศึกษา บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่นจำกัด (มหาชน)

            บริษัท ทรูคอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เน้นการให้บริการที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า โดยมุ่นเน้นการให้บริการเป็นเลิศ เพื่อให้การส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการแก่ลูกค้ามีประสิทธิภาพและและสิทธิผล ดังนั้นเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ลูกค้า รวมถึงพัฒนาการดำเนินธุรกิจขององค์การให้ดีขึ้น บริษัทมีการจัดเก็บ รวบรวม แลกเปลี่ยนความรู้อย่างต่อเนื่อง ทั้งความรู้ในรูปแบบที่จับต้องได้ (Explicit Knowledge)  และจัดต้องไม่ได้  (Tacit Knowledge) แต่ยังไม่เป็นระบบที่ถูกต้อง และยังทำเฉพาะกลุ่มในแต่ละหน่วยงานย่อยเท่านั้น ยังไม่ได้ดำเนินการแบบ Couse - Functional

บริษัทฯ จึงได้จัดทำ โครงการการจัดการความรู้ในส่วนสายงาน Customer Management โดยเปิดโอกาสให้พนักงานทุกคนได้ใช้ช่องทาง ในการติดต่อสื่อสารภายในองค์การแบบสองทาง (Tow Way Communication) สามารถนำความรู้มาแลกเปลี่ยนกัน เพื่อให้การปฏิบัติงานเกิดประสิทธิผลสูงสุด

  ขั้นตอนในการดำเนินการจัดการความรู้  

-          หลักการและเหตุผล (เกิดอะไรขึ้นและรู้ได้ไง)

-          วางแผนและจัดเตรียมระบบการจัดการความรู้

-          จัดทำแผนการดำเนินโครงการ

-          สร้างกลยุทธ์ในการจัดการความรู้

-          ดำเนินการจัดการความรู้

 วางแผน และจัดเตรียมระบบการจัดการความรู้

- การจัดประชุม เพื่อชี้แจงวัตถุประสงค์ของการนำการจัดการความรู้มาใช้ในองค์การ เพื่อให้พนักงานทุกคนมีส่วนร่วมในการจัดการความรู้ได้เข้าใจถึงแนวคิด หลักการ วิธีการ และกิจกรรมต่างๆ

- จัดทำแผนงาน ทั้งในส่วนของแผนใหญ่ (Master Plan) โดยรวมแผนย่อย (Detail Plan) และแผนปฏิบัติการ (Implementation Plan) โดยแผนงานทั้งหมดสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

- จัดตั้งกลุ่มปฏิบัติงานหลัก (Core Team) ประกอบด้วยพนักงานจากหน่วยงานในสายงาน เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการกระจายความรู้ และแนวทางการดำเนินงานของโครงการฯ ไปสู่พนักงานระดับปฏิบัติการ

- จัดทำโครงการสร้างความรู้ (Knowledge Organization) โดยร่วมกันระบุความรู้ที่เกี่ยวกันงาน หรือความรู้ที่องค์การจำเป็นต้องจัดการในรูปแบบต่างๆ โดยระบุว่า เป็นความรู้ประเภทใด หรือเรื่องใด เพื่อให้ทุกคนเข้าใจตรงกัน

- การจัดตั้งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในแต่ละเรื่องของความรู้ เพื่อให้ข้อมูลและคำปรึกษาเกี่ยวกับความรู้นั้นๆ โดยระบุว่าความรู้ในและแต่เรื่องนั้น มีใครเป็นผู้มีความรู้และความเชียวชาญ

- จัดทำ Web Site site หรือ Intranet เพื่อให้พนักงานทุกคนได้ใช้ช่องทางในการติดต่อสื่อสาร สามารถนำความรู้มาแลกเปลี่ยนได้อย่างสะดวก และรวดเร็ว

     จัดทำแผนหลักการดำเนินโครงการการจัดการความรู้

-      แผนหลัก (Master Plan) ที่ระบุตามวิธีการที่ใช้ในการดำเนินโครงการจัดการความรู้

-      แผนรายละเอียด (Detail Plan) ที่กำหนดรายละเอียดของกิจกรรมที่จะต้องดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนด

-          แผนปฏิบัติการ (Implementation Plan) ใช้ในการดำเนินโครงการโดยมีการระบุ วัตถุประสงค์ของงาน ความคาดหวังของผลงาน ขั้นตอนการดำเนินงาน การบริหารจัดการพฤติกรรม หรือการวัดผลงานความสำเร็จ

 

สรุป

         การจัดการความรู้เป็นเครื่องมือนำสติปัญญาขององค์การ มาเพิ่มพลัง (synergy)

นำความรู้จากทั่โลกมาใช้ประโยชน์ เป็นกระบวนการที่จำเป็นสำหรับยุคสังคมเศรษฐกิจความรู้ ประเทศหรือองค์การที่มีความสามารถในการจัดการความรู้จะมีความสามารถในการจัดการความรู้จะมีความสามารถในการแข่งขันสูง มีความสามารถในการปรับตัว เพื่อนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

อนันต์ วัฒนามานนท์
IP: xxx.120.123.34
เขียนเมื่อ Fri Mar 05 2010 14:38:16 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียนวิชา การจัดการความรู้ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553

เครื่องมือการจัดการความรู้

  • Communities of Practice-CoP (ชุมชนปฏิบัติ)
  • Best Practices Databases (ฐานความรู้ความสำเร็จ)
  • Lessons Learned Databases (ฐานความรู้บทเรียน)
  • Center of Excellence – CoE (แหล่งผู้รู้ในองค์กร)
  • Story Telling (การเล่าเรื่อง)
  • After Action Reviews – AAR (ทบทวนหลังการปฏิบัติ)
  • Monitoring Programs (การใช้ที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยง)
  • Dialogue  (การเสวนา)
  • Peer Assist (เพื่อนช่วยเพื่อน)
  • Forum (ถาม-ตอบ)

ขั้นตอนในการดำเนินการจัดการความรู้

1.หลักการและเหตุผล 

2.วางแผนและจัดเตรียมระบบการจัดการความรู้

   2.1 การจัดประชุม เพื่อชี้แจงวัตถุประสงค์ของการนำการจัดการความรู้มาใช้ในองค์การ

   2.2 จัดทำแผนงานทั้งหมดในส่วนของแผนใหญ่ โดยรวมแผนย่อยและแผนปฏิบัติการ

   2.3 จัดตั้งกลุ่มปฏิบัติงานหลัก ประกอบด้วยพนักงานจากทุกหน่วยงานในสายงาน

   2.4 จัดทำโครงการสร้างความรู้โดยร่วมกันระบุความรู้ที่เกี่ยวข้องกับงานหรือความรู้ที่องค์การจำเป็นต้องจัดการในรูปแบบต่าง ๆ

   2.5 การจัดตั้งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในแต่ละเรื่องของความรู้เพื่อให้ข้อมูลและคำปรึกษาเกี่ยวกับความรู้นั้น ๆ

   2.6 จัดทำWeb Site หรือ Internet เพื่อให้พนักงานทุกคนได้ใช้ช่องทางในการติดต่อสื่อสาร

3.จัดทำแผนการดำเนินโครงการ

   3.1 แผนหลักที่ระบุไว้ตามวิธีการที่ใช้ในการดำเนินโครงการจัดการความรู้

   3.2 แผนรายละเอียดที่กำหนดรายละเอียดของกิจกรรมที่จะต้องดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนด

   3.3 แผนปฏิบัติการใช้ในการดำเนินโครงการโดยมีการระบุ วัตถุประสงค์ของงาน ความคาดหวังของผลงาน ขั้นตอนการดำเนินงาน การวัดผลความสำเร็จ

4.สร้างกลยุทธ์ในการจัดการความรู้

   4.1 การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมเกี่ยวข้องกับการปรับเปลี่ยนวิธีคิด ทัศนคติ และพฤติกรรมของคนในองค์การ

   4.2 การสื่อสารเกี่ยวข้องกับช่องทางในการนำความรู้ต่าง ๆ ที่มีอยู่มาแลกเปลี่ยนแบ่งปันซึ่งกันและกัน

   4.3 กระบวนการทำงานและเครื่องมือต่าง ๆ ที่ใช้ในการดำเนินงานเกี่ยวข้องกับการนำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้

   4.4 การฝึกอบรมและการเรียนรู้เป็นวิธีการที่จะส่งผ่านความรู้ที่มีอยู่การแบ่งปันและแลกเปลี่ยน

   4.5 การวัดผลเกี่ยวข้องกับการประเมินความสำเร็จของโครงการ

   4.6 การยอมรับและให้รางวัลเกี่ยวข้องกับการกระตุ้น ผลักดัน และส่งเสริมให้พนักงานเข้าร่วมโครงการ

5.ดำเนินการจัดการความรู้

   5.1ขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม

   - ดำเนินการคัดเลือกหน่วยงานที่จะเข้าร่วมดำเนินโครงการเพื่อนำไปสู่การแลกเปลี่ยนแนวคิด ความรู้และตัวอย่างที่ดีในการ

   - ดำเนินโครงการ เพื่อการวางแผนโครงการต่อไป

   - จัดตั้งคณะทำงานด้านการจัดการความรู้ประกอบด้วยตัวแทนหน่วยงานต่าง ๆ

   - วิเคราะห์องค์การ หรือประเมินองค์การเพื่อดุสถานะองค์การช่องว่าง หรือจุดที่ต้องแก้ไข

   - ปรับเปลี่ยนวิธีคิด ทักษะคติและพฤติกรรมของคนในองค์การ

   - กำหนดคำนิยาม ความหมาย และ สัญลักษณ์ของโครงการที่ทุกคนสามารถเข้าใจได้ตรงกัน

   - จัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้เกิดพฤติกรรมการเรียนรู้ในองค์การ

5.2 ขั้นตอนในการติดต่อสื่อสาร ใช้การสื่อสารหลายรูปแบบ คือ

  - วารสารอิเล็คทรอนิกส์

  - การติด Poster

  - E-Mail

  - Public Folder

  - Live Broadcast

  - E-Card

  - Paper Card

  5.3 ขั้นตอนกระบวนการทำงานและเครื่องมือใช้กระบวนการทำงานและเครื่องมือต่าง ๆ เพื่อรวบรวมจัดเก็บถ่ายโอนความรู้ เพื่อให้สามารถนำไปใช้ ให้เกิดประโยชน์ต่อองค์การ

  5.4 ขั้นตอนการฝึกอบรมและการเรียนรู้ การจัดทำโครงการ การจัดการเรียนรู้ อาจต้องมีการเพิ่มเติมในรายละเอียด หรือ หลักสูตรที่เกี่ยวข้อง และสอดคล้องกับโครงการ นอกเหนือไปจากการฝึกอบรมและการเรียนรู้ที่มีอยู่ เพื่อการเตรียมความพร้อมในการสร้างการเรียนรู้และการถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้อื่น ๆ ต่อไป

  5.5 ขั้นตอนการวัดผล การวัดผลสำเร็จของโครงการ การจัดการ ความรู้ จำเป็นต้องจัดทำตัวชี้วัดที่ชัดเจนและสอดคล้อง กับการปฏิบัติจริงและต้องทำการวัดผลในทุกๆกิจกรรมที่เกิดขึ้นในโครงการ

  5.6ขั้นตอนการยอมรับและให้รางวัล

  - การให้รางวัลในการทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่นเงินสด หนังสือ ของที่ระลึก

  - ระบบการสะสมแต้ม โดยแยกเป็นประเภท บุคคล และ หน่วยงาน ในการเข้าร่วมกิจกรรมและ การแลกเปลี่ยนความรู้

นายอนันต์ วัฒนามานนท์

สาขาการจัดการ 

นายฐานพัฒน์ ผลแดง
IP: xxx.120.94.171
เขียนเมื่อ Fri Mar 05 2010 14:44:40 GMT+0700 (ICT)

 

สรุป การเรียนรู้ วิชาการจัดการความรู้ วันที่ 28/02/53

 

 การจัดการความรู้ คือ การรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ ในส่วนราชการซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคล หรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด

ความรู้ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท

1. ความรู้ฝังลึก ( Tacit Knowledge) เป็นความรู้เฉพาะ หรือความรู้ทั่วไป หรือความรู้ทางสังคม ความรู้ขององค์การ หรือความรู้ส่วนบุคคล เกิดจากประสบการณ์ การเรียนรู้ หรือพรสวรรค์ต่าง ๆ สามารถเข้าใจและรับรู้ได้เพียงบุคคลนั้นหรือแต่ละบุคคล

2. ความรู้ชัดแจ้ง ( Explicit Knowledge) เป็นความรู้เฉพาะ หรือความรู้ทั่วไป หรือความรู้ทางสังคม หรือความรู้ขององค์การที่มีลักษณะเป็นความรู้ที่เป็นเหตุเป็นผล สามารถรวบรวมและถ่ายทอดออกมาอย่างเห็นได้ชัดในรูปแบบต่าง ๆ เช่น หนังสือ คู่มือ เอกสาร และรายงานต่าง ๆ ซึ่งสามารถทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้น

3. ความรู้โครงสร้าง หรือความรู้ต่อยอดจากความรู้เดิม (Structural Knowledge) เป็นความรู้เฉพาะหรือความรู้ทั่วไป หรือความรู้ทางสังคม หรือความรู้ขององค์การที่เป็นระบบที่เกิดจากต่อยอดองค์ความรู้

ขั้นตอนในการดำเนินการจัดการความรู้

1.หลักการและเหตุผล(เกิดอะไรขึ้นและรู้ได้อย่างไร)

2.วางแผนและจัดเตรียมระบบการจัดการความรู้

2.1การจัดประชุม เพื่อช้แจงวัตถุประสงค์ของการนำการจัดการความรู้มาใช้ในองค์การ

2.2จัดทำแผนงานทั้งในส่วนของแผนใหญ่ โดยรวมแผนย่อยและแผนปฎิบัติการ

2.3จัดตั้งกลุ่มปฎิบัติงานหลักประกอบด้วยพนักงานจากทุกหน่วยงานในสายงาน

2.4จัดทำโครงการสร้างความรู้โดยร่วมกันระบุความรู้ที่เกี่ยวข้องกับงานหรือความรู้ที่องค์การจำเป็นต้องจัดการในรูปแบบต่างๆ

2.5การจัดตั้งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในแต่ละเรื่องของความรู้เพื่อให้ข้อมูลและคำปรึกษาเกี่ยวกับความรู้นั้นๆ

2.6จัดทำWeb Site หรือ Intranet เพื่อให้พนักงานทุกคนได้ใช้ช่องทางในการติดต่อสื่อสาร

ขั้นตอนในการดำเนินการจัดการความรู้

-          หลักการและเหตุผล (เกิดอะไรขึ้นและรู้ได้ไง)

-          วางแผนและจัดเตรียมระบบการจัดการความรู้

-          จัดทำแผนการดำเนินโครงการ

-          สร้างกลยุทธ์ในการจัดการความรู้

-          ดำเนินการจัดการความรู้

 

เครื่องมือการจัดการความรู้

-          ชุมชนปฏิบัติ (Communities of Practice- CoP)

-          ฐานความรู้ความสำเร็จ (Best Practices Databases)

-          ฐานความรู้บทเรียน (Lessons Learned Databases)

-          แหล่งผู้รู้ในองค์กร (Center of Excellence – CoE)

-          การเล่าเรื่อง (Story Telling)

-          ทบทวนหลังการปฏิบัติ (After Action Reviews - AAR)

-          ทบทวนหลังการปฏิบัติ (After Action Reviews – AAR)

-          การใช้ที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยง (Monitoring Program)

-          การเสวนา (Dialogue)

-          เพื่อนช่วยเพื่อน (Peer Assist)

-          ฟอรัม ถาม – ตอบ (Forum)

ยกตัวอย่าง บริษัททรู คอเปอเรชั่น จำกัด มาเป็นกรณีศึกษา

 บริษัท ทรูคอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เน้นการให้บริการที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า โดยมุ่นเน้นการให้บริการเป็นเลิศ เพื่อให้การส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการแก่ลูกค้ามีประสิทธิภาพและและสิทธิผล ดังนั้นเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ลูกค้า รวมถึงพัฒนาการดำเนินธุรกิจขององค์การให้ดีขึ้น บริษัทมีการจัดเก็บ รวบรวม แลกเปลี่ยนความรู้อย่างต่อเนื่อง ทั้งความรู้ในรูปแบบที่จับต้องได้ (Explicit Knowledge)  และจัดต้องไม่ได้  (Tacit Knowledge) แต่ยังไม่เป็นระบบที่ถูกต้อง และยังทำเฉพาะกลุ่มในแต่ละหน่วยงานย่อยเท่านั้น ยังไม่ได้ดำเนินการแบบ Couse - Functional

บริษัทฯ จึงได้จัดทำ โครงการการจัดการความรู้ในส่วนสายงาน Customer Management โดยเปิดโอกาสให้พนักงานทุกคนได้ใช้ช่องทาง ในการติดต่อสื่อสารภายในองค์การแบบสองทาง (Tow Way Communication) สามารถนำความรู้มาแลกเปลี่ยนกัน เพื่อให้การปฏิบัติงานเกิดประสิทธิผลสูงสุด

ชฎาพร ทองโปร่ง
IP: xxx.31.121.66
เขียนเมื่อ Fri Mar 05 2010 19:45:41 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียนวิชา การจัดการความรู้ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553

การจัดการความรู้ (Knowledge Management : KM)

การจัดการความรู้ คือ การรวบรวมองค์ความรู้กระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด โดยที่ความรู้มี 2 ประเภท คือ

1. ความรู้ที่ฝังอยู่ในคน (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ พรสวรรค์หรือสัญชาติญาณของแต่ละบุคคลในการทำความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ เป็นความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษรได้โดยง่าย เช่น ทักษะในการทำงาน งานฝีมือ หรือการคิดเชิงวิเคราะห์ บางครั้ง จึงเรียกว่าเป็นความรู้แบบนามธรรม

2. ความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็นความรู้ที่สามารถรวบรวม ถ่ายทอดได้ โดยผ่านวิธีต่าง ๆ เช่น การบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี คู่มือต่าง ๆ และบางครั้งเรียกว่าเป็นความรู้แบบรูปธรรม

เพื่อการบรรลุเป้าหมายอย่างน้อย 4 ประการไปพร้อมๆ กัน ได้แก่

1. บรรลุเป้าหมายของงาน

2. บรรลุเป้าหมายการพัฒนาคน

3. บรรลุเป้าหมายการพัฒนาองค์กรไปเป็นองค์กรเรียนรู้ และ

4. บรรลุความเป็นชุมชน เป็นหมู่คณะ ความเอื้ออาทรระหว่างกันในที่ทำงาน

การจัดการความรู้เป็นการดำเนินการอย่างน้อย 6 ประการต่อความรู้ ได้แก่

(1) การกำหนดความรู้หลักที่จำเป็นหรือสำคัญต่องานหรือกิจกรรมของกลุ่มหรือองค์กร

(2) การเสาะหาความรู้ที่ต้องการ

(3) การปรับปรุง ดัดแปลง หรือสร้างความรู้บางส่วน ให้เหมาะต่อการใช้งานของตน

(4) การประยุกต์ใช้ความรู้ในกิจการงานของตน

(5) การนำประสบการณ์จากการทำงาน และการประยุกต์ใช้ความรู้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสกัด “ขุมความรู้” ออกมาบันทึกไว้

(6) การจดบันทึก “ขุมความรู้” และ “แก่นความรู้” สำหรับไว้ใช้งาน และปรับปรุงเป็นชุดความรู้ที่ครบถ้วน ลุ่มลึกและเชื่อมโยงมากขึ้น เหมาะต่อการใช้งานมากยิ่งขึ้น

ตั้งเป้าหมายการจัดการความรู้เพื่อพัฒนา

งาน พัฒนางาน

คน พัฒนาคน

องค์กร เป็นองค์กรการเรียนรู้

องค์ประกอบสำคัญของการจัดการความรู้ (Knowledge Process)

1. “คน” ถือว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดเพราะเป็นแหล่งความรู้ และเป็นผู้นำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์

2.“เทคโนโลยี” เป็นเครื่องมือเพื่อให้คนสามารถค้นหา จัดเก็บ แลกเปลี่ยน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้อย่างง่าย และรวดเร็วขึ้น

3. “กระบวนการความรู้” นั้น เป็นการบริหารจัดการ เพื่อนำความรู้จากแหล่งความรู้ไปให้ผู้ใช้ เพื่อทำให้เกิดการปรับปรุง และนวัตกรรม

CoP(Community of Practice)

ชุมชนนักปฏิบัติ คือ อะไร

คือ ชุมชนที่มีการรวมตัวกัน หรือเชื่อมโยงกันอย่างไม่เป็นทางการ โดยมีลักษณะดังนี้

ประสบปัญหาลักษณะเดียวกัน

มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน ต้องการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากกันและกัน

มีเป้าหมายร่วมกัน มีความมุ่งมั่นร่วมกัน ที่จะพัฒนาวิธีการทำงานได้ดีขึ้น

วิธีปฏิบัติคล้ายกัน ใช้เครื่องมือ และภาษาเดียวกัน

มีความเชื่อ และยึดถือคุณค่าเดียวกัน

มีบทบาทในการสร้าง และใช้ความรู้

มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากกันและกัน อาจจะพบกันด้วยตัวจริง หรือผ่านเทคโนโลยี

มีช่องทางเพื่อการไหลเวียนของความรู้ ทำให้ความรู้เข้าไปถึงผู้ที่ต้องการใช้ได้ง่าย

มีความร่วมมือช่วยเหลือ เพื่อพัฒนาและเรียนรู้จากสมาชิกด้วยกันเอง

มีปฏิสัมพันธ์ต่อเนื่อง มีวิธีการเพื่อเพิ่มความเข้มแข็งให้แก่สายในทางสังคม

ทำให้เพิ่มพูนความรู้ที่ลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ ในระดับที่ง่ายที่สุด ชุมชนนักปฏิบัติ คือ คนกลุ่มเล็กๆ ซึ่งทำงานด้วยกันมาระยะหนึ่ง มีเป้าหมายร่วมกัน และต้องการที่จะแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์จากการทำงาน กลุ่มดังกล่าวมักจะไม่ได้เกิดจากการจัดตั้งโดยองค์การ เป็นกลุ่มที่เกิดจากความต้องการทางสังคม และความพยายามที่จะทำให้บรรลุผลสำเร็จ

นางสาว วรัญญา กองแก้ว
IP: xxx.137.191.50
เขียนเมื่อ Sat Mar 06 2010 13:04:59 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียนวันอาทิตย์ที่ 28/02/10

ขั้นตอนการดำเนินการจัดการความรู้

1.มีหลักการและเหตุผล

2.วางแผนและจัดเตรียมระบบการจัดการความรู้

3.สร้างกลยุทธในการจัดการความรู้

4.ดำเนินการจัดการความรู้

การจัดการความรู้ในองค์กร หมายถึง การรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในองค์กร ซึ่งกระจัด

กระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถ

เข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะ

ส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด

ความรู้มี 2 ประเภท คือ

- ความรู้ที่ฝังอยู่ในคน (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ พรสวรรค์หรือสัญชาตญาณของแต่ละบุคคลในการทำความเข้าใจในสิ่งต่างๆ เป็นความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษรได้โดยง่าย เช่น ทักษะในการทำงาน งานฝีมือ หรือการคิดเชิงวิเคราะห์ บางครั้ง จึงเรียกว่าเป็นความรู้แบบนามธรรม

- ความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็นความรู้ที่สามารถรวบรวม ถ่ายทอดได้ โดยผ่านวิธีต่างๆ เช่น การบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี คู่มือต่างๆ และบางครั้งเรียกว่าเป็นความรู้แบบรูปธรรม

การจัดการความรู้

การจัดการความรู้ คือ การรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในส่วนราชการซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด โดยที่ความรู้มี 2 ประเภท คือ

1. ความรู้ที่ฝังอยู่ในคน (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ พรสวรรค์หรือสัญชาติญาณของแต่ละบุคคลในการทำความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ เป็นความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษรได้โดยง่าย เช่น ทักษะในการทำงาน งานฝีมือ หรือการคิดเชิงวิเคราะห์ บางครั้ง จึงเรียกว่าเป็นความรู้แบบนามธรรม

2. ความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็นความรู้ที่สามารถรวบรวม ถ่ายทอดได้ โดยผ่านวิธีต่าง ๆ เช่น การบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี คู่มือต่าง ๆ และบางครั้งเรียกว่าเป็นความรู้แบบ

1. บรรลุเป้าหมายของงาน

2. บรรลุเป้าหมายการพัฒนาคน

3. บรรลุเป้าหมายการพัฒนาองค์กรไปเป็นองค์กรเรียนรู้ และ

4. บรรลุความเป็นชุมชน เป็นหมู่คณะ ความเอื้ออาทรระหว่างกันในที่ทำงาน

การจัดการความรู้เป็นการดำเนินการอย่างน้อย 6 ประการต่อความรู้

1. การกำหนดความรู้หลักที่จำเป็นหรือสำคัญต่องานหรือกิจกรรมของกลุ่มหรือองค์กร

2. การเสาะหาความรู้ที่ต้องการ

3. การปรับปรุง ดัดแปลง หรือสร้างความรู้บางส่วน ให้เหมาะต่อการใช้งานของตน

4. การประยุกต์ใช้ความรู้ในกิจการงานของตน

5. การนำประสบการณ์จากการทำงาน และการประยุกต์ใช้ความรู้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสกัด “ขุมความรู้” ออกมาบันทึกไว้

6. การจดบันทึก “ขุมความรู้” และ “แก่นความรู้” สำหรับไว้ใช้งาน และปรับปรุงเป็นชุดความรู้ที่ครบถ้วน ลุ่มลึกและเชื่อมโยงมากขึ้น เหมาะต่อการใช้งานมากยิ่งขึ้น

โดยที่การดำเนินการ 6 ประการนี้บูรณาการเป็นเนื้อเดียวกัน ความรู้ที่เกี่ยวข้องเป็นทั้งความรู้ที่ชัดแจ้ง อยู่ในรูปของตัวหนังสือหรือรหัสอย่างอื่นที่เข้าใจได้ทั่วไป (Explicit Knowledge) และความรู้ฝังลึกอยู่ในสมอง (Tacit Knowledge) ที่อยู่ในคน ทั้งที่อยู่ในใจ (ความเชื่อ ค่านิยม) อยู่ในสมอง (เหตุผล) และอยู่ในมือ และส่วนอื่นๆ ของร่างกาย (ทักษะในการปฏิบัติ) การจัดการความรู้เป็นกิจกรรมที่คนจำนวนหนึ่งทำร่วมกันไม่ใช่กิจกรรมที่ทำโดยคนคนเดียว เนื่องจากเชื่อว่า “จัดการความรู้” จึงมีคนเข้าใจผิด เริ่มดำเนินการโดยรี่เข้าไปที่ความรู้ คือ เริ่มที่ความรู้ นี่คือความผิดพลาดที่พบบ่อยมาก การจัดการความรู้ที่ถูกต้องจะต้องเริ่มที่งานหรือเป้าหมายของงาน เป้าหมายของงานที่สำคัญ คือ การบรรลุผลสัมฤทธิ์ในการดำเนินการตามที่กำหนดไว้ ที่เรียกว่า Operation Effectiveness และนิยามผลสัมฤทธิ์ ออกเป็น 4 ส่วน คือ

1. การสนองตอบ (Responsiveness) ซึ่งรวมทั้งการสนองตอบความต้องการของลูกค้า สนองตอบความต้องการของเจ้าของกิจการหรือผู้ถือหุ้น สนองตอบความต้องการของพนักงาน และสนองตอบความต้องการของสังคมส่วนรวม

2. การมีนวัตกรรม (Innovation) ทั้งที่เป็นนวัตกรรมในการทำงาน และนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์หรือบริการ

3. ขีดความสามารถ (Competency) ขององค์กร และของบุคลากรที่พัฒนาขึ้น ซึ่งสะท้อนสภาพการเรียนรู้ขององค์กร และ

4. ประสิทธิภาพ (Efficiency) ซึ่งหมายถึงสัดส่วนระหว่างผลลัพธ์ กับต้นทุนที่ลงไป การทำงานที่ประสิทธิภาพสูง หมายถึง การทำงานที่ลงทุนลงแรงน้อย แต่ได้ผลมากหรือคุณภาพสูง เป้าหมายสุดท้ายของการจัดการความรู้ คือ การที่กลุ่มคนที่ดำเนินการจัดการความรู้ร่วมกัน มีชุดความรู้ของตนเอง ที่ร่วมกันสร้างเอง สำหรับใช้งานของตน คนเหล่านี้จะสร้างความรู้ขึ้นใช้เองอยู่ตลอดเวลา โดยที่การสร้างนั้นเป็นการสร้างเพียงบางส่วน เป็นการสร้างผ่านการทดลองเอาความรู้จากภายนอกมาปรับปรุงให้เหมาะต่อสภาพของตน และทดลองใช้งาน จัดการความรู้ไม่ใช่กิจกรรมที่ดำเนินการเฉพาะหรือเกี่ยวกับเรื่องความรู้ แต่เป็นกิจกรรมที่แทรก/แฝง หรือในภาษาวิชาการเรียกว่า บูรณาการอยู่กับทุกกิจกรรมของการทำงาน และที่สำคัญตัวการจัดการความรู้เองก็ต้องการการจัดการด้วย

นายทวีป ชำนาญชัยศรี
IP: xxx.19.99.147
เขียนเมื่อ Sat Mar 06 2010 13:15:57 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียน 28/02/10 นายทวีป ชำนาญชัยศรี

1. การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม

2. การสื่อสาร

3. กระบวนการทำงานและเครื่องมือต่างๆ ที่ใช้ในการดำเนินงาน

4. การฝึกอบรมและการเรียนรู้

5. การวัดผล

6. การยอมรับ และการให้รางวัล

เครื่องมือการจัดการความรู้

- ชุมชนปฏิบัติ

- ฐานความรู้ความสำเร็จ

- ฐานความรู้บทเรียน

- แหล่งผู้รู้ในองค์กร

- การสับเปลี่ยนงาน หรือการยืมตัวบุคลากรมาช่วยงาน

- การเล่าเรื่อง (Story Telling)

- ทบทวนหลังการปฏิบัติ (After Action Reviews - AAR)

- การใช้ที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยง (Monitoring Programs)

- การเสวนา (Dialogue) เช่น การคุยเป็นเรื่องราวหรือการอภิปรายการแลกเปลี่ยนในหมู่คณะ

- เพื่อนช่วยเพื่อน (Peer Assist) คือ สิ่งที่เราไม่รู้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เราก็สามารถถามผู้รู้ได้ เพราะว่าคนเราไม่เก่งถรู้ไปหมดทุกเรื่อง

- ฟอรัม ถาม- ตอบ (Forum) เป็นการจัดประชุมหรือสัมมนา แล้วมีการถาม- ตอบ

การจัดการความรู้ (Knowledge Management : KM)

การจัดการความรู้ คือ การรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในส่วนราชการซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด โดยที่ความรู้มี 2 ประเภท คือ

1. ความรู้ที่ฝังอยู่ในคน (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ พรสวรรค์หรือสัญชาติญาณของแต่ละบุคคลในการทำความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ เป็นความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษรได้โดยง่าย เช่น ทักษะในการทำงาน งานฝีมือ หรือการคิดเชิงวิเคราะห์ บางครั้ง จึงเรียกว่าเป็นความรู้แบบนามธรรม

2. ความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็นความรู้ที่สามารถรวบรวม ถ่ายทอดได้ โดยผ่านวิธีต่าง ๆ เช่น การบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี คู่มือต่าง ๆ และบางครั้งเรียกว่าเป็นความรู้แบบรูปธรรม

การจัดการความรู้คือ เครื่องมือ เพื่อการบรรลุเป้าหมายอย่างน้อย 4 ประการไปพร้อมๆ กัน ได้แก่

1. บรรลุเป้าหมายของงาน

2. บรรลุเป้าหมายการพัฒนาคน

3. บรรลุเป้าหมายการพัฒนาองค์กรไปเป็นองค์กรเรียนรู้ และ

4. บรรลุความเป็นชุมชน เป็นหมู่คณะ ความเอื้ออาทรระหว่างกันในที่ทำงาน

ตั้งเป้าหมายการจัดการความรู้เพื่อพัฒนา

งาน พัฒนางาน

คน พัฒนาคน

องค์กร เป็นองค์กรการเรียนรู้

ความเป็นชุมชนในที่ทำงาน การจัดการความรู้จึงไม่ใช่เป้าหมายในตัวของมันเอง นี่คือ หลุมพรางข้อที่ 1 ของการจัดการความรู้ เมื่อไรก็ตามที่มีการเข้าใจผิด เอาการจัดการความรู้เป็นเป้าหมาย ความผิดพลาดก็เริ่มเดินเข้ามา อันตรายที่จะเกิดตามมาคือ การจัดการความรู้เทียม หรือ ปลอม เป็นการดำเนินการเพียงเพื่อให้ได้ชื่อว่ามีการจัดการความรู้ การริเริ่มดำเนินการจัดการความรู้ แรงจูงใจ การริเริ่มดำเนินการจัดการความรู้เป็นก้าวแรก ถ้าก้าวถูกทิศทาง ถูกวิธี ก็มีโอกาสสำเร็จสูง แต่ถ้าก้าวผิด ก็จะเดินไปสู่ความล้มเหลว ตัวกำหนดที่สำคัญคือแรงจูงใจในการริเริ่มดำเนินการจัดการความรู้

การจัดการความรู้ที่ดีเริ่มด้วย

สัมมาทิฐิ : ใช้การจัดการความรู้เป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุความสำเร็จและความมั่นคงในระยะยาว

การจัดทีมริเริ่มดำเนินการ

การฝึกอบรมโดยการปฏิบัติจริง และดำเนินการต่อเนื่อง

การจัดการระบบการจัดการความรู้

แรงจูงใจในการริเริ่มดำเนินการจัดการความรู้ แรงจูงใจแท้ต่อการดำเนินการจัดการความรู้ คือ เป้าหมายที่งาน คน องค์กร และความเป็นชุมชนในที่ทำงานดังกล่าวแล้ว เป็นเงื่อนไขสำคัญ ในระดับที่เป็นหัวใจสู่ความสำเร็จในการจัดการความรู้ แรงจูงใจเทียมจะนำไปสู่การดำเนินการจัดการความรู้แบบเทียม และไปสู่ความล้มเหลวของการจัดการความรู้ในที่สุด แรงจูงใจเทียมต่อการดำเนินการจัดการความรู้ในสังคมไทย มีมากมายหลายแบบ ที่พบบ่อยที่สุด คือ ทำเพียงเพื่อให้ได้ชื่อว่าทำ ทำเพราะถูกบังคับตามข้อกำหนด ทำตามแฟชั่นแต่ไม่เข้าใจความหมาย และวิธีการดำเนินการ จัดการความรู้อย่างแท้จริง

องค์ประกอบสำคัญของการจัดการความรู้ (Knowledge Process)

1. “คน” ถือว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดเพราะเป็นแหล่งความรู้ และเป็นผู้นำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์

2.“เทคโนโลยี” เป็นเครื่องมือเพื่อให้คนสามารถค้นหา จัดเก็บ แลกเปลี่ยน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้อย่างง่าย และรวดเร็วขึ้น

3. “กระบวนการความรู้” นั้น เป็นการบริหารจัดการ เพื่อนำความรู้จากแหล่งความรู้ไปให้ผู้ใช้ เพื่อทำให้เกิดการปรับปรุง และนวัตกรรม

นายมาโนชน์ ม่วงเข้ม
IP: xxx.9.31.88
เขียนเมื่อ Sat Mar 06 2010 15:17:04 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียนรู้วิชาการจัดการความรู้ เมื่อวันที่ 28 ก.พ. 53

การจัดการความรู้ คือ การรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ ในส่วนราชการซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคล หรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด

ความรู้ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท

1. ความรู้ฝังลึก ( Tacit Knowledge) เป็นความรู้เฉพาะ หรือความรู้ทั่วไป หรือความรู้ทางสังคม ความรู้ขององค์การ หรือความรู้ส่วนบุคคล เกิดจากประสบการณ์ การเรียนรู้ หรือพรสวรรค์ต่าง ๆ สามารถเข้าใจและรับรู้ได้เพียงบุคคลนั้นหรือแต่ละบุคคล

2. ความรู้ชัดแจ้ง ( Explicit Knowledge) เป็นความรู้เฉพาะ หรือความรู้ทั่วไป หรือความรู้ทางสังคม หรือความรู้ขององค์การที่มีลักษณะเป็นความรู้ที่เป็นเหตุเป็นผล สามารถรวบรวมและถ่ายทอดออกมาอย่างเห็นได้ชัดในรูปแบบต่าง ๆ เช่น หนังสือ คู่มือ เอกสาร และรายงานต่าง ๆ ซึ่งสามารถทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้น

3. ความรู้โครงสร้าง หรือความรู้ต่อยอดจากความรู้เดิม (Structural Knowledge) เป็นความรู้เฉพาะหรือความรู้ทั่วไป หรือความรู้ทางสังคม หรือความรู้ขององค์การที่เป็นระบบที่เกิดจากต่อยอดองค์ความรู้

เครื่องมือการจัดการความรู้

- ชุมชนปฏิบัติ (Communities of Practice- CoP)

- ฐานความรู้ความสำเร็จ (Best Practices Databases)

- ฐานความรู้บทเรียน (Lessons Learned Databases)

- แหล่งผู้รู้ในองค์กร (Center of Excellence – CoE)

- การเล่าเรื่อง (Story Telling)

- ทบทวนหลังการปฏิบัติ (After Action Reviews - AAR)

- การใช้ที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยง (Monitoring Program)

- การเสวนา (Dialogue)

- เพื่อนช่วยเพื่อน (Peer Assist)

- ฟอรัม ถาม – ตอบ (Forum)

ขั้นตอนในการดำเนินการจัดการความรู้

1.หลักการและเหตุผล

2.วางแผนและจัดเตรียมระบบการจัดการความรู้

2.1 การจัดประชุม เพื่อชี้แจงวัตถุประสงค์ของการนำการจัดการความรู้มาใช้ในองค์การ

2.2 จัดทำแผนงานทั้งหมดในส่วนของแผนใหญ่ โดยรวมแผนย่อยและแผนปฏิบัติการ

2.3 จัดตั้งกลุ่มปฏิบัติงานหลัก ประกอบด้วยพนักงานจากทุกหน่วยงานในสายงาน

2.4 จัดทำโครงการสร้างความรู้โดยร่วมกันระบุความรู้ที่เกี่ยวข้องกับงานหรือความรู้ที่องค์การจำเป็นต้องจัดการในรูปแบบต่าง ๆ

2.5 การจัดตั้งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในแต่ละเรื่องของความรู้เพื่อให้ข้อมูลและคำปรึกษาเกี่ยวกับความรู้นั้นๆ

2.6 จัดทำWeb Site หรือ Internet เพื่อให้พนักงานทุกคนได้ใช้ช่องทางในการติดต่อสื่อสาร

3.จัดทำแผนการดำเนินโครงการ

3.1 แผนหลักที่ระบุไว้ตามวิธีการที่ใช้ในการดำเนินโครงการจัดการความรู้

3.2 แผนรายละเอียดที่กำหนดรายละเอียดของกิจกรรมที่จะต้องดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนด

3.3 แผนปฏิบัติการใช้ในการดำเนินโครงการโดยมีการระบุ วัตถุประสงค์ของงาน ความคาดหวังของผลงาน ขั้นตอนการดำเนินงาน การวัดผลความสำเร็จ

4.สร้างกลยุทธ์ในการจัดการความรู้

4.1 การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมเกี่ยวข้องกับการปรับเปลี่ยนวิธีคิด ทัศนคติ และพฤติกรรมของคนในองค์การ

4.2 การสื่อสารเกี่ยวข้องกับช่องทางในการนำความรู้ต่าง ๆ ที่มีอยู่มาแลกเปลี่ยนแบ่งปันซึ่งกันและกัน

4.3 กระบวนการทำงานและเครื่องมือต่าง ๆ ที่ใช้ในการดำเนินงานเกี่ยวข้องกับการนำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้

4.4 การฝึกอบรมและการเรียนรู้เป็นวิธีการที่จะส่งผ่านความรู้ที่มีอยู่การแบ่งปันและแลกเปลี่ยน

4.5 การวัดผลเกี่ยวข้องกับการประเมินความสำเร็จของโครงการ

4.6 การยอมรับและให้รางวัลเกี่ยวข้องกับการกระตุ้น ผลักดัน และส่งเสริมให้พนักงานเข้าร่วมโครงการ

5.ดำเนินการจัดการความรู้

5.1ขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม

- ดำเนินการคัดเลือกหน่วยงานที่จะเข้าร่วมดำเนินโครงการเพื่อนำไปสู่การแลกเปลี่ยนแนวคิด ความรู้และตัวอย่างที่ดีในการ

- ดำเนินโครงการ เพื่อการวางแผนโครงการต่อไป

- จัดตั้งคณะทำงานด้านการจัดการความรู้ประกอบด้วยตัวแทนหน่วยงานต่าง ๆ

- วิเคราะห์องค์การ หรือประเมินองค์การเพื่อดุสถานะองค์การช่องว่าง หรือจุดที่ต้องแก้ไข

- ปรับเปลี่ยนวิธีคิด ทักษะคติและพฤติกรรมของคนในองค์การ

- กำหนดคำนิยาม ความหมาย และ สัญลักษณ์ของโครงการที่ทุกคนสามารถเข้าใจได้ตรงกัน

- จัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้เกิดพฤติกรรมการเรียนรู้ในองค์การ

5.2 ขั้นตอนในการติดต่อสื่อสาร ใช้การสื่อสารหลายรูปแบบ คือ

- วารสารอิเล็คทรอนิกส์

- การติด Poster

- E-Mail

- Public Folder

- Live Broadcast

- E-Card

- Paper Card

5.3 ขั้นตอนกระบวนการทำงานและเครื่องมือใช้กระบวนการทำงานและเครื่องมือต่าง ๆ เพื่อรวบรวมจัดเก็บถ่ายโอนความรู้ เพื่อให้สามารถนำไปใช้ ให้เกิดประโยชน์ต่อองค์การ

5.4 ขั้นตอนการฝึกอบรมและการเรียนรู้ การจัดทำโครงการ การจัดการเรียนรู้ อาจต้องมีการเพิ่มเติมในรายละเอียด หรือ หลักสูตรที่เกี่ยวข้อง และสอดคล้องกับโครงการ นอกเหนือไปจากการฝึกอบรมและการเรียนรู้ที่มีอยู่ เพื่อการเตรียมความพร้อมในการสร้างการเรียนรู้และการถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้อื่น ๆ ต่อไป

5.5 ขั้นตอนการวัดผล การวัดผลสำเร็จของโครงการ การจัดการ ความรู้ จำเป็นต้องจัดทำตัวชี้วัดที่ชัดเจนและสอดคล้อง กับการปฏิบัติจริงและต้องทำการวัดผลในทุกๆกิจกรรมที่เกิดขึ้นในโครงการ

5.6ขั้นตอนการยอมรับและให้รางวัล

- การให้รางวัลในการทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่นเงินสด หนังสือ ของที่ระลึก

- ระบบการสะสมแต้ม โดยแยกเป็นประเภทบุคคลและหน่วยงานในการเข้าร่วมกิจกรรมและการแลกเปลี่ยนความรู้

นายมาโนชน์ ม่วงเข้ม การจัดการ

นางสาววิรัญญา ม่วงเข้ม
IP: xxx.9.31.88
เขียนเมื่อ Sat Mar 06 2010 15:18:45 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียนวิชาการจัดการความรู้ วันที่ 28/3/53

การจัดการความรู้ คือ การรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ ในส่วนราชการซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคล หรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด

ความรู้ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท

1. ความรู้ฝังลึก ( Tacit Knowledge) เป็นความรู้เฉพาะ หรือความรู้ทั่วไป หรือความรู้ทางสังคม ความรู้ขององค์การ หรือความรู้ส่วนบุคคล เกิดจากประสบการณ์ การเรียนรู้ หรือพรสวรรค์ต่าง ๆ สามารถเข้าใจและรับรู้ได้เพียงบุคคลนั้นหรือแต่ละบุคคล

2. ความรู้ชัดแจ้ง ( Explicit Knowledge) เป็นความรู้เฉพาะ หรือความรู้ทั่วไป หรือความรู้ทางสังคม หรือความรู้ขององค์การที่มีลักษณะเป็นความรู้ที่เป็นเหตุเป็นผล สามารถรวบรวมและถ่ายทอดออกมาอย่างเห็นได้ชัดในรูปแบบต่าง ๆ เช่น หนังสือ คู่มือ เอกสาร และรายงานต่าง ๆ ซึ่งสามารถทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้น

3. ความรู้โครงสร้าง หรือความรู้ต่อยอดจากความรู้เดิม (Structural Knowledge) เป็นความรู้เฉพาะหรือความรู้ทั่วไป หรือความรู้ทางสังคม หรือความรู้ขององค์การที่เป็นระบบที่เกิดจากต่อยอดองค์ความรู้

เครื่องมือการจัดการความรู้

• Communities of Practice-CoP (ชุมชนปฏิบัติ)

• Best Practices Databases (ฐานความรู้ความสำเร็จ)

• Lessons Learned Databases (ฐานความรู้บทเรียน)

• Center of Excellence – CoE (แหล่งผู้รู้ในองค์กร)

• Story Telling (การเล่าเรื่อง)

• After Action Reviews – AAR (ทบทวนหลังการปฏิบัติ)

• Monitoring Programs (การใช้ที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยง)

• Dialogue (การเสวนา)

• Peer Assist (เพื่อนช่วยเพื่อน)

• Forum (ถาม-ตอบ)

ขั้นตอนในการดำเนินการจัดการความรู้

1.หลักการและเหตุผล

2.วางแผนและจัดเตรียมระบบการจัดการความรู้

2.1 การจัดประชุม เพื่อชี้แจงวัตถุประสงค์ของการนำการจัดการความรู้มาใช้ในองค์การ

2.2 จัดทำแผนงานทั้งหมดในส่วนของแผนใหญ่ โดยรวมแผนย่อยและแผนปฏิบัติการ

2.3 จัดตั้งกลุ่มปฏิบัติงานหลัก ประกอบด้วยพนักงานจากทุกหน่วยงานในสายงาน

2.4 จัดทำโครงการสร้างความรู้โดยร่วมกันระบุความรู้ที่เกี่ยวข้องกับงานหรือความรู้ที่องค์การจำเป็นต้องจัดการในรูปแบบต่าง ๆ

2.5 การจัดตั้งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในแต่ละเรื่องของความรู้เพื่อให้ข้อมูลและคำปรึกษาเกี่ยวกับความรู้นั้นๆ

2.6 จัดทำWeb Site หรือ Internet เพื่อให้พนักงานทุกคนได้ใช้ช่องทางในการติดต่อสื่อสาร

3.จัดทำแผนการดำเนินโครงการ

3.1 แผนหลักที่ระบุไว้ตามวิธีการที่ใช้ในการดำเนินโครงการจัดการความรู้

3.2 แผนรายละเอียดที่กำหนดรายละเอียดของกิจกรรมที่จะต้องดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนด

3.3 แผนปฏิบัติการใช้ในการดำเนินโครงการโดยมีการระบุ วัตถุประสงค์ของงาน ความคาดหวังของผลงาน ขั้นตอนการดำเนินงาน การวัดผลความสำเร็จ

4.สร้างกลยุทธ์ในการจัดการความรู้

4.1 การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมเกี่ยวข้องกับการปรับเปลี่ยนวิธีคิด ทัศนคติ และพฤติกรรมของคนในองค์การ

4.2 การสื่อสารเกี่ยวข้องกับช่องทางในการนำความรู้ต่าง ๆ ที่มีอยู่มาแลกเปลี่ยนแบ่งปันซึ่งกันและกัน

4.3 กระบวนการทำงานและเครื่องมือต่าง ๆ ที่ใช้ในการดำเนินงานเกี่ยวข้องกับการนำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้

4.4 การฝึกอบรมและการเรียนรู้เป็นวิธีการที่จะส่งผ่านความรู้ที่มีอยู่การแบ่งปันและแลกเปลี่ยน

4.5 การวัดผลเกี่ยวข้องกับการประเมินความสำเร็จของโครงการ

4.6 การยอมรับและให้รางวัลเกี่ยวข้องกับการกระตุ้น ผลักดัน และส่งเสริมให้พนักงานเข้าร่วมโครงการ

5.ดำเนินการจัดการความรู้

5.1ขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม

- ดำเนินการคัดเลือกหน่วยงานที่จะเข้าร่วมดำเนินโครงการเพื่อนำไปสู่การแลกเปลี่ยนแนวคิด ความรู้และตัวอย่างที่ดีในการ

- ดำเนินโครงการ เพื่อการวางแผนโครงการต่อไป

- จัดตั้งคณะทำงานด้านการจัดการความรู้ประกอบด้วยตัวแทนหน่วยงานต่าง ๆ

- วิเคราะห์องค์การ หรือประเมินองค์การเพื่อดุสถานะองค์การช่องว่าง หรือจุดที่ต้องแก้ไข

- ปรับเปลี่ยนวิธีคิด ทักษะคติและพฤติกรรมของคนในองค์การ

- กำหนดคำนิยาม ความหมาย และ สัญลักษณ์ของโครงการที่ทุกคนสามารถเข้าใจได้ตรงกัน

- จัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้เกิดพฤติกรรมการเรียนรู้ในองค์การ

5.2 ขั้นตอนในการติดต่อสื่อสาร ใช้การสื่อสารหลายรูปแบบ คือ

- วารสารอิเล็คทรอนิกส์

- การติด Poster

- E-Mail

- Public Folder

- Live Broadcast

- E-Card

- Paper Card

5.3 ขั้นตอนกระบวนการทำงานและเครื่องมือใช้กระบวนการทำงานและเครื่องมือต่าง ๆ เพื่อรวบรวมจัดเก็บถ่ายโอนความรู้ เพื่อให้สามารถนำไปใช้ ให้เกิดประโยชน์ต่อองค์การ

5.4 ขั้นตอนการฝึกอบรมและการเรียนรู้ การจัดทำโครงการ การจัดการเรียนรู้ อาจต้องมีการเพิ่มเติมในรายละเอียด หรือ หลักสูตรที่เกี่ยวข้อง และสอดคล้องกับโครงการ นอกเหนือไปจากการฝึกอบรมและการเรียนรู้ที่มีอยู่ เพื่อการเตรียมความพร้อมในการสร้างการเรียนรู้และการถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้อื่น ๆ ต่อไป

5.5 ขั้นตอนการวัดผล การวัดผลสำเร็จของโครงการ การจัดการ ความรู้ จำเป็นต้องจัดทำตัวชี้วัดที่ชัดเจนและสอดคล้อง กับการปฏิบัติจริงและต้องทำการวัดผลในทุกๆกิจกรรมที่เกิดขึ้นในโครงการ

5.6ขั้นตอนการยอมรับและให้รางวัล

- การให้รางวัลในการทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่นเงินสด หนังสือ ของที่ระลึก

- ระบบการสะสมแต้ม โดยแยกเป็นประเภทบุคคลและหน่วยงานในการเข้าร่วมกิจกรรมและการแลกเปลี่ยนความรู้

นางสาววิรัญญา ม่วงเข้ม การจัดการ

สุนทร จิตต์ทอง
IP: xxx.67.71.8
เขียนเมื่อ Sat Mar 06 2010 17:02:34 GMT+0700 (ICT)

สรุปวิชาการจัดการความรู้ วันที่ 28/3/2553 โดยนายสุนทร จิตต์ทอง (คณะบริหารธุรกิจ)

การจัดการความรู้ คือ การรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในส่วนราชการซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด

ความรู้ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท

1. ความรู้ฝังลึก ( Tacit Knowledge) เป็นความรู้เฉพาะ หรือความรู้ทั่วไป หรือความรู้ทางสังคม ความรู้ขององค์การ หรือความรู้ส่วนบุคคล เกิดจากประสบการณ์ การเรียนรู้ หรือพรสวรรค์ต่าง ๆ สามารถเข้าใจและรับรู้ได้เพียงบุคคลนั้นหรือแต่ละบุคคล

2. ความรู้ชัดแจ้ง ( Explicit Knowledge) เป็นความรู้เฉพาะ หรือความรู้ทั่วไป หรือความรู้ทางสังคม หรือความรู้ขององค์การที่มีลักษณะเป็นความรู้ที่เป็นเหตุเป็นผล สามารถรวบรวมและถ่ายทอดออกมาอย่างเห็นได้ชัดในรูปแบบต่าง ๆ เช่น หนังสือ คู่มือ เอกสาร และรายงานต่าง ๆ ซึ่งสามารถทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้น

3. ความรู้โครงสร้าง หรือความรู้ต่อยอดจากความรู้เดิม (Structural Knowledge) เป็นความรู้เฉพาะหรือความรู้ทั่วไป หรือความรู้ทางสังคม หรือความรู้ขององค์การที่เป็นระบบที่เกิดจากต่อยอดองค์ความรู้

ขั้นตอนในการดำเนินการจัดการความรู้

- หลักการและเหตุผล ( เกิดอะไรขึ้นและรู้ได้ไง )

- วางแผนและจัดเตรียมระบบการจัดการความรู้

- จัดทำแผนการดำเนินโครงการ

- สร้างกลยุทธ์ในการจัดการความรู้

- ดำเนินการจัดการความรู้

การวางแผนและการจัดการความรู้

- การจัดประชุม

- จัดตั้งกลุ่มปฎิบัติการหลัก

- จัดทำโครงการสร้างความรู้

- จัดตั้งกลุมผู้เชี่ยวชาญในแต่ละเรื่องขององค์ความรู้

- จัดทำเว็บไซค์ หรืออินเตอร์เน๊ต

การจัดทำแผนการจัดทำโครงการ

- แผนหลัก

- แผนรายละเอียด

- แผนการปฎิบัติการ

น.ส. ช่อทิพย์ รุ่งรัศมีทอง
IP: xxx.120.124.231
เขียนเมื่อ Sat Mar 06 2010 17:52:37 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียนวันที่ 28/2/53

เครื่องมือการจัดการความรู้

- ชุมชนแนวปฏิบัติ (Communities of Practice - CoP)

- ฐานความรู้ความสำเร็จ (Best Practices Databases)

- ฐานความรู้บทเรียน (Lessons Learned Databases)

- แหล่งผู้รู้ในองค์กร (Center of Excellence - CoF)

-การเล่าเรื่อง (Story Telling)

- ทบทวนหลังการปฏิบัติ (After Action Reviews - AAR)

- การใช้ที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยง (Monitoring Program)

- การเสวนา (Dialogue)

- เพื่อนช่วยเพื่อน (Peer Assist)

- ฟอรัม ถาม-ตอบ (Forum)

ขั้นตอนในการดำเนินการจัดการความรู้

- หลักการและเหตุผล

- วางแผนและจัดเตรียมระบบการจัดการความรู้

- จัดทำแผนการดำเนินโครงการ

- สร้างกลยุทธ์ในการจัดการความรู้

- ดำเนินการจัดการความรู้

ขั้นตอนในการดำเนินการจัดการความรู้

วางแผนและจัดเตรียมระบบการจัดการความรู้

- การจัดประชุม

- จัดทำแผนงาน

- จัดตั้งกลุ่มปฏิบัติงานหลัก

- จัดทำโครงการสร้างความรู้

- การจัดตั้งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในแต่ละเรื่องของความรู้

- จัดทำ Web Site หรือ Internet

จัดทำแผนการดำเนินโครงการ

- แผนหลัก (Master Plan)

- แผนรายละเอียด (Detail Plan)

- แผนปฏิบัติการ (Implementation Plan)

น.ส.พิมพา ศิริยาภรณ์
IP: xxx.31.121.78
เขียนเมื่อ Sat Mar 06 2010 19:51:23 GMT+0700 (ICT)

สรุปความเข้าใจวิชาการจัดการความรู้ 28/02/2010

ความรู้สร้างขึ้นบนพื้นฐานของความรู้

ที่เราพบเจอมาทุกวัน ทำให้เรานำความรู้ไปใช้ปรับปรุง

และเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้ โดยที่ไม่เกิดความผิดพลาดซำสอง

เพราะเหตุการที่ผ่านมาสอนให้เราได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการกระทำของเรา

ขั้นตอนในการดำเนินการจัดการความรู้ประกอบไปด้วย

-หลักการและเหตุผล (เกิดอะไรขึ้นและรู้ได้ยังไง)

-การวางแผน

-การจัดทำแผนการดำเนินโคลงการ

-การสร้างกลยุทธ์ในการจัดการความรู้

-การดำเนินการจัดการความรู้

ความรู้เรื่องอะไรบ้างที่ทำให้ลูกค้าประทับใจ

-บุคลิกภาพ

-มนุษย์สัมพันธ์ที่ดี

-การสร้างความพึงพอใจสูงสุด

-การพูดในที่สาธารณะ

ถ้าเราจะทำกลยุธย์ให้สำเร็จเราควรกำหนดสิ่งเหล่านี้

-ต้องกำหนดยุทธศาสตร์ทางด้านการบริการ

-ต้องกำหนดยุทธศาสตร์ทางด้านการปรับใช้ระบบสารสนเทศ

-ต้องกำหนดยุทธศาสตร์ทางด้านการให้บริการและสินค้า

ความรู้ที่สำคัญขององค์กร

-ความรู้เกี่ยวกับลูกค้า

-ความสัมพันธ์กับคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียต่างๆ

-ประสานงานความรู้ที่องค์กรสั่งงาน

-ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการ

-ความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการ

-ความรุ้ที่มีอยู่ในบุคลากร

นายพีรชัย ใครอุบล
IP: xxx.144.180.4
เขียนเมื่อ Sat Mar 06 2010 20:44:10 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียน ประจำวันอาทิตย์ที่ 28/2/53

การจัดการความรู้ (Knowledge Management : KM)

การจัดการความรู้ ก็คือวิธีการแสวงหาความรู้หรือการรวบรวมองค์ความรู้ต่างๆที่มีอยู่ในองค์กรซึ่งได้กระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสารต่างๆเพื่อนำมาพัฒนาและจัดเก็บให้เป็นระบบ เพื่อให้บุคลากรและหน่วยงานนั้นๆสามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสม อีกทั้งยังสามารถนำกลับมาใช้ได้ตลอดเวลาเมื่อเกิดความต้องการ หรือเราอาจจะกล่าวได้ว่า การจัดการความรู้นั้นก็คือ เครื่องมือสำหรับนำมาใช้ในการพัฒนาคุณภาพขององค์กรนั่นเอง ซึ่งรูปแบบที่ได้นำมาใช้นั้นก็ขึ้นอยู่กับองค์กรและหน่วยงานนั้นๆจะเลือกนำมาใช้เพื่อให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ที่ได้วางไว้ อันที่จริงแล้ว การจัดการความรู้นั้น ถือเป็นกระบวนการที่มีประโยชน์ต่อหน่วยงานและองค์กรเป็นอย่างมาก แต่ไม่ได้มีการนำมาใช้เนื่องจาก การทำงานภายในองค์กรเมื่อก่อนนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับปัจจุบันถือว่ายังไม่ได้มีผลกระทบและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ เพราะยังไม่มีการแข่งขันเกิดขึ้นการเปลี่ยนแปลงก็ยังไม่ค่อยมี การจัดการความรู้จึงถือเป็นสิ่งที่ยังไม่จำเป็นสำหรับองค์กร แต่หากเราลองมองกลับมาสู่ยุคของปัจจุบันนี้เราจะเห็นได้ว่ายิ่งนับวันการจัดการความรู้ก็ยิ่งมีความสำคัญและกลายเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ ที่เกิดจากการค้นพบว่าองค์กรและหน่วยงานต่างๆต้องสูญเสียความรู้ไปพร้อมๆกับการที่บุคลากรในหน่วยงานต้อง เกษียณอายุราชการ หรือลาออกซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็คือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น อันส่งผลกระทบต่อการดำเนินการขององค์กรเป็นอย่างยิ่งเพราะไม่มีการวางแผนในการจัดเก็บดูแลและรักษาข้อมูลไว้เลย ทำให้ความรู้ที่ได้สั่งสมมา อาจสูญหายพร้อมกันไปด้วย และนี่ก็เป็นเพียงตัวอย่างเดียวเท่านั้นที่การเปลี่ยนแปลง ทำให้มีผลกระทบต่อการทำงานทั้งองค์กร แต่ในชีวิตจริง การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมีปัจจัยมากมายทั้งปัจจัยภายใน และปัจจัยภายนอกองค์กรซึ่งเป็นสิ่งที่องค์กรไม่สามารถควบคุมได้

ปัจจุบันทุกองค์กร ไม่ว่าจะขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ต่างก็ให้ความสำคัญกับการจัดการความรู้ (Knowledge Management) เพราะเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อการก้าวหน้าหรือถอยหลังขององค์กร การทำให้บุคลากรมีความกระตือรือร้นที่จะสร้างบรรยากาศในการแสวงหาความรู้ เพื่อนำพาองค์กรเจริญต่อไปในอนาคต จำเป็นจะต้องคำนึงถึงปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประกอบกันไปด้วย มิฉะนั้นความรู้ที่ทุกคนได้ร่วมแรงร่วมใจในการสร้างนั้น ก็จะไม่มีประโยชน์ใดเลย

ความรู้มี 2 ประเภท คือ

1. ความรู้ที่ฝังอยู่ในคน (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ พรสวรรค์หรือสัญชาติญาณของแต่ละบุคคลในการทำความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ เป็นความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษรได้โดยง่าย เช่น ทักษะในการทำงาน งานฝีมือ หรือการคิดเชิงวิเคราะห์ บางครั้ง จึงเรียกว่าเป็นความรู้แบบนามธรรม

2. ความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็นความรู้ที่สามารถรวบรวม ถ่ายทอดได้ โดยผ่านวิธีต่าง ๆ เช่น การบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี คู่มือต่าง ๆ และบางครั้งเรียกว่าเป็นความรู้แบบรูปธรรม

เครื่องมือในการจัดการความรู้ KM Tools

ในการจัดการความรู้ มีองค์ประกอบที่หลากหลาย แล้วแต่ทฤษฎีหรือตัวแบบ แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากและขาดไม่ได้คือการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Knowledge sharing) ซึ่งสามารถทำได้หลายรูปแบบทั้งเวทีจริง (F2F)และเวทีเสมือน (B2B) ในเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เราสามารถใช้รูปแบบหรือกระบวนการได้หลายรูปแบบ เช่น

1. ชุมชนนักปฏิบัติ Community of practice : Co P เป็นการจัดกลุ่มคุณกิจที่ทำเรื่องเดียวกัน มารวมตัวกันด้วยเรื่องที่สนใจเรื่องเดียวกัน (Domain) มาพบปะกันสม่ำเสมอ (Community) และมาพัมนาวิธีการทำงานในเรื่องนั้นๆให้ดีขึ้น (Best practice)

2. การศึกษาดูงาน (Study tour) หรือ สุนทรียทัศนา เป็นการขอไปเรียนลัดจากประสบการณ์ของผู้อื่นโดยเข้าไปดูสถานที่จริง การปฏิบัติจริงๆของเขา หรืออาจใช้ในหน่วยงานตนเองโดยการให้เพื่อนที่ทำดีๆสาธิตหรือทำเป้นตัวอย่างให้เราดู ให้เราเรียนรู้ก็ได้

3. การทบทวนหลังปฏิบัติการหรือการถอดบทเรียน : After action review (AAR) เมื่อทำงานเรื่องใดเรื่องหนึ่งเสร็จแล้ว ก็มีการมานั่งทบทวนร่วมกันผ่านทางการเขียนและการพูด ด้วยการตอบคำถามง่ายๆว่า วันนี้ที่ทำนี่เพื่ออะไรหรืออยากได้อะไร ทำแล้วได้ตามที่คาดหวังไว้ไหม ทำไมถึงได้มากกว่าหรือน้อยกว่า ได้อะไรดีๆเพิ่มขึ้นมาบ้างและถ้าจะทำแบบนี้อีกควรปรับปรุงอย่างไร ในระยะหลังมีคนคิดการทบทวนก่อนปฏิบัติ (Before action review : BAR)ขึ้นมาใช้และการทบทวนขณะปฏิบัติ (During action review : DAR)

4. การเรียนรู้ร่วมกันหลังงานสำเร็จ : Retrospect เป็นกิจกรรมที่ทีมทำงานสำเร็จไปแล้วระยะหนึ่ง ก็นัดเจอกันเพื่อทบทวนย้อนหลังงานนั้นๆ เช่นทบทวนการดูแลผู้ป่วย การสัมนาผู้ป่วย เป็นต้น

5. เรื่องเล่าเร้าพลัง : Springboard Storytelling เป็นการถอดความรู้ฝังลึกโดยการมอบหมายให้ผู้ที่มีผลงานดีหรือมีวิธีการทำงานที่ดี มาเล่าให้คนอื่นๆฟังว่าทำอย่างไร คนเล่าจะต้องเล่าให้สนุก น่าฟัง เร้าใจ เล่าให้เห็นการปฏิบัติ เห็นบุคคล ตัวละครในเหตุการณ์ ใช้ภาษาเชิงปฏิบัติจริง เล่าสิ่งที่ตนเองทำจริงๆกับมือ ไม่ปรุงแต่ง ใส่สีตีไข่ เล่าเหมือนเล่านิทานเด็กฟัง

6. การค้นหาสิ่งดีๆรอบๆตัว : Appreciative Inquiring หรือสุนทรียสาธก เป็นการมองเชิงบวก พยายามค้นหาสิ่งดีๆ ความสุข คำชื่นชม ความดีงามที่อยู่ในตัวคน ในองค์การ ในการทำงานหรือนวัตกรรมต่างๆเพื่อนำมาเผยแพร่ให้คนอื่นๆได้ทราบ

7. เวทีเสวนา : Dialogue หรือสุนทรียสนทนา เป็นจัดกลุ่มพูดคุยกันเพื่อเอาสิ่งดีๆที่แต่ละคนมีอยู่ในตัวเองหรือในการปฏิบัติออกมา โดยไม่ขีดวงที่ชัดเจนมากเกินไป มีเพียงการกำหนดประเด็นกว้างๆในเรื่องที่จะสนทนากัน ไม่รู้คำตอบสุดท้ายว่าคืออะไร ไม่กำหนดเวลาสนทนาของแต่ละคน เปิดกว้างด้านเวลา สถานที่ บุคคลและเปิดกว้างทางใจของทุกคนที่เข้าร่วมกิจกรรมกัน บรรยากาศสบายๆ บรรยากาศเชิงบวก พูดเรื่องเก่า ท้าวความหลังที่ดีๆ พูดถึงสิ่งที่ทำจริงๆในอดีต ไม่ใช่ความคิดเห็นที่จะทำในอนาคต ลักษณะสำคัญของการเข้ากลุ่มสุนทรียสนทนาในการจัดการความรู้จึงมีลักษณะสำคัญ 4 ประการคือพูดอย่างจริงใจ ฟังอย่างตั้งใจ ถามอย่างซาบซึ้งใจและจดอย่างเข้าใจใส่ใจ

8. เพื่อนช่วยเพื่อน : Peer Assist เชิญทีมอื่นมาแบ่งปันประสบการณ์ดีๆให้เรา มาแนะ มาสอน มาบอก มาเล่าให้เราได้ฟังเพื่อจะได้นำไปประยุกต์ใช้ในหน่วยงานเรา

9. Action Learning การเรียนรู้โดยการปฏิบัติ เป็นการรวมกลุ่มกันของผู้ปฏิบัติเพื่อจะแก้ไขปัญหาใดปัญหาหนึ่ง โดยการวิเคราะห์สาเหตุ วิเคราะห์ทางเลือก เลือกทางเลือกที่เหมาะสมแล้วนำไปปฏิบัติ พร้อมทั้งติดตามประเมินผลเพื่อปรับให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ในภาษานักคุณภาพเขาเรียกทำ CQI Story

10. Benchmarking มาตรฐานเปรียบเทียบ เป็นการตกลงกันเองในกลุ่มผู้ปฏิบัติอาจเป้นระดับบุคคล งาน แผนก ฝ่าย กลุ่มงานหรือองค์การก็ได้ กำหนดประเด็นร่วมกันแล้วนำมาเปรียบเทียบกันเพื่อร่วมมือกันในการยกระดับงานให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่เปรียบเทียบเพื่อแข่งขันเอารางวัลกัน แต่เปรียบเทียบเพื่อเรียนรู้ร่วมกัน ในการเปรียบเทียบมาตรฐานปฏิบัติมี 2 แบบคือ Process Benchmarking และ Result Benchmarking เครื่องมือที่นำหลักการเปรียเบทียบมาตรฐานปฏิบัติมาใช้คือเครื่องมือชุดธารปัญญา

11. Coaching การสอนงาน เป็นการขับเคลื่อนความรู้ข้ามบุคคลที่ง่ายและใกล้ตัวคนทำงานมากที่สุด ให้ผู้ที่มีประสบการณ์มากกว่าหรือรุ่นพี่ที่มีผลงานดี มาแนะนำ สอน ให้คนที่มาใหม่หรือคนที่มีผลงานไม่ดีได้เรียนรู้ปรับปรุงวิธีการทำงาน มักใช้ในกลุ่มผู้ปฏิบัติหรืองานระดับปฏิบัติการ

12. Mentoring การเป็นพี่เลี้ยง เป็นการให้คนทำงานที่อยู่คนละฝ่ายหรือกลุ่มงานหรือแผนกหรือแผนกเดียวกันก็ได้ มาช่วยแนะนำวิธีการทำงาน ช่วยเหลือสนับสนุน คอยให้คำปรึกษาชี้แนะ มักใช้ในการเรียนรู้ในกลุ่มผู้บริหารหรือผู้ที่จะก้าวไปเป็นผู้บริหาร

13. Portfolio แฟ้มงานเพื่อการพัฒนา เป็นการบันทึกผลงานดีๆ นวัตกรรมในการทำงาน คำชื่นชม ความภาคภูมิใจทั้งระดับบุคคล ระดับแผนกหรือระดับองค์การ เรียกอีกอย่างว่าบัญชีความสุข

14. บทเรียนจากความผิดพลาด : Lesson Learned ผมมักเรียกกิจกรรมนี้ว่า ผิดเป็นครู ในทางการแพทย์มักจะมีการทำอยู่บ่อยๆเพื่อลดความผิดพลาดในการรักษาผู้ป่วย ที่เรียกว่า Dead case conference ในการทำกิจกรรมผิดเป็นครูนี้ ถ้าเริ่มทำKMใหม่ๆ ไม่แนะนำให้ใช้ เพราะคนยังไม่มีความสัมพันธ์กันดีพอ ยังไม่เปิดใจเข้าหากัน อาจเป็นบ่อเกิดของการโทษกันหรือทะเลาะกินใจกันได้ กิจกรรมผืดเป็นครูที่ดี ควรเป็นคนที่ทำผิดพลาดหรือทำงานไม่สำเร็จ เป็นผู้ที่นำเอาความผิดพลาดนั้นมาเล่าให้คนอื่นๆฟังอย่างเต็มใจ เล่าให้เห็นวิธีการ เหมือนทำเรื่องเล่าเร้าพลัง เล่าโดยไม่พยายามปกป้องตนเอง คนฟังก็ต้องฟังอย่างเข้าใจ เห้นใจ ไม่ตำหนิ ไม่ว่ากล่าวโทษ ไม่หาผู้กระทำผิด แต่เป็นการเรียนรู้จากเหตุการณ์เพื่อหาสาเหตุของความผิดพลาด จะได้วางระบบเพื่อป้องกันความผิดพลาดนั้นๆ ไม่ให้คนอื่นๆผิดพลาดซ้ำอีก ในการทำคุณภาพจะมีการทำการบริหารความเสี่ยง (Risk management : RM) ก็เป็นไปตามหลักการนี้ กิจกรรมผิดเป็นครูนี้ ดีมากสำหรับการเรียนรู้ของตนเอง เพราะถ้าเราเรียนรู้แบบผิดเป็นครู ก็จะไม่เกิดสภาพที่ว่า ผิดเป็นกู(ทุกที)

จะเห็นได้ว่า เครื่องมือการแลกเปลี่ยนเรียนรู้มีอยู่มากมาย เราต้องเลือกใช้ให้เหมาะกับเวที บุคคล สถานที่ เหตุการณ์ ก็จะส่งผลประโยชน์ที่แท้จริงในการแลกเปลี่ยนได้ เรียกว่า งานได้ผล คนสุขใจ ไปได้พร้อมๆกัน

นางสาวไรวินทร์นารถ วริทธ์ธนิน
IP: xxx.8.126.195
เขียนเมื่อ Sat Mar 06 2010 20:44:25 GMT+0700 (ICT)

พระบรมราโชวาท

ความรู้เป็นสิ่งสำคัญจะติดตัวไปสำหรับอนาคต ความรู้ในด้านวิชาการพยายามที่จะฝึกฝนตนเองให้มีความรู้ในชีวิตในสิ่งที่ดีงามที่ควรให้สามารถที่จะปฏิบัติตนวางตัวที่ดีในสังคมได้เพียงไร ก็เป็นกำไรเพียงนั้น กำไรนั้นจะเป็นสิ่งที่จะทำให้ชีวิตและอนาคตมีความรุ่งเรืองได้รวมทั้งจะทำให้บ้านเมืองอยู่ได้เพราะว่าพลเมืองมีความรู้พลเมืองสามารถเข้าหากันและกันเพื่อสร้างสังคมที่แข็งแรง สังคมที่มีระเบียบเรียบร้อยมั่นคง

เครื่องมือในการจัดการความรู้

-ชุมชนแนวปฏิบัติ I COP [Communities of prsctice]

-ฐานความรู้แห่งความสำเร็จ [Best Practices Databases]

-ฐานความรู้บทเรียน [Lesson learned Databases]

-แหล่งผู้รู้ในองค์กรณ์ [center of Excellence - COE]

เครื่องมือความรู้ต่อยอด

-การเล่าเรื่อง [Story telling]

-ทบทวนหลังปฎิบัติ [After Action Reviews - AAR]

-การใช้ที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยง [Monitoring Programs] Coaching

-การเสวนา [Dialogue] เหมือนการอภิปราย

-เพื่อนช่วยเพื่อน [Pear Assist

-ฟอรัม ถาม-ตอบ [Forum]

การปรับเปลี่ยนงาน [Jop Rotation] การยืมตัวบุคคลมาใช้ช่วยงาน

-การย้ายบุคคลไปทำงานหน่วยต่างๆ

-อาจอยู่ภายใตสายงานเดียวกันหรือข้ามสายงาน

-กระตุ้นให้เกิดการแลกเปลี่ยน

ขั้นตอนการทำงานเกี่ยวกับการจัดการความรู้

-หลักการและเหตุผล [เกิดอะไรขึ้นแล้วรู้ได้อย่างไร]

-วางแผนและจัดเตรียมระบบจัดการความรู้

-จัดทำแผนการดำเนินโครงการ

-สร้างกลยุทธ์ในการจัดการความรู้

-ดำเนินการจัดการความรู้

ความรู้ที่ให้ลูกค้าเกิดความประทับใจ [เข้าสู่ขั้นตอนวางแผนและจัดเตรียมระบบความรู้]

1.การจัดการประชุม

2.จัดทำแผนงาน

3.จัดตั้งกลุ่มปฏิบัติงานหลัก

4.การจัดทำโครงสร้างความรู้

5.การจัดตั้งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในแต่ละเรื่งของความรู้

6.จัดทำ Web Site หรือ Internet

ความรู้ ความประทับใจ

-มนุษย์สัมพันธ์

-การพูดเทคนิค

-ขั้นตอนการปฎิบัติ

1.เอาความรู้มากจากไหน 1.1จากแหล่งภายใน 1.2จากแหล่งภายนอก 1.3มาจากผู้เชีย่วชาญ

จัดทำแผนโครงการ

-แผนหลัก [Master Plan]

-แผนรายละเอียด [Detial Plan]

-แผนปฎิบัติการ [Implementation Plan]

การสร้างกลยุทธ์การจัดการความรู้ ต้องมี Model และต้องมีการพัมนาเปลี่ยนแปลง เพื่อให้เห็นภาพ สิ่งที่ต้องใส่ไปคือความประทับใจ

หลักวางแผน

-จัดประชุม

-ทำแผนงาน

-จัดตั้งกลุ่มปฏิบัติงาน

-วัตถุประสงค์

-ใช้KPIวัดผลความคาดหวัง

ขั้นตอนการดำเนินงาน

-ผลสำเร็จโครงการ

เครื่องมือ

-การสื่อสารเพื่อเปิดระบบการเรียนรู้

การวัดผล

คือทำตามเป้าหมายและได้รางวัล เพื่อเป็นแรงกระตุ้นผลักดันให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างพนักงาน ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมโดยการพิจารณาเรื่องการให้การยอมรับและรางวัลในทุกๆด้านเช่น การให้รางวัล เป็นของที่รักลึก เงินสด หนังสือ ฯลฯ

พ.ศ. 2549 ใช้รูปแบบกำหนด

-พันธกิจ

-ความรู้

-วิสัยทัศน์/ประเด็น

-กลยุทธ์/ยุทธศาสตร์

-กระบวนการ

-ขอบเขต KM [KM Focus Areas]

-เป้าหมาย KM [Desired State of KM Focus Areas]

-แผนจัดการ KM Action Plan[ 6-Step Model]

พ.ศ.2550 นโยบาย

ยุทธศาสตร์ขององค์กร

-ยุทธศาสตร์การบริการ

-ยุทธสาสตร์การปรับ

-กระบวนการมีคุณภาพ

หน้าที่เขียนยุทธศาสตร์เป็นหน้าที่ของผู้บริหารระดับสูง มีตัวชี้วัดตามแผนกต่างๆ พนักงานต้องมีKPI

นางสาวเจริญศรี นันทนาคม
IP: xxx.8.126.195
เขียนเมื่อ Sat Mar 06 2010 21:34:50 GMT+0700 (ICT)

การจัดการความรู้ คือ การรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในองค์กรซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด

เครื่องมือในการจัดการความรู้

- ชุมชนแนวปฏิบัติ

- ฐานความรู้ความสำเร็จ

- ฐานความรู้บทเรียน

- แหล่งผู้รู้ในองค์กร

-การเล่าเรื่อง

- ทบทวนหลังการปฏิบัติ

- การใช้ที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยง

- การเสวนา

- เพื่อนช่วยเพื่อน

- ฟอรัม ถาม-ตอบ

ขั้นตอนในการดำเนินการจัดการความรู้

- หลักการและเหตุผล

- วางแผนและจัดเตรียมระบบการจัดการความรู้

-การจัดประชุมเพื่อชี้แจงวัตถุประสงค์ของการนำการจัดการความรู้มาใช้ในองค์การ

-จัดทำแผนงานทั้งหมดในส่วนของแผนใหญ่ โดยรวมแผนย่อยและแผนปฏิบัติการ

-จัดตั้งกลุ่มปฏิบัติงานหลัก ประกอบด้วยพนักงานจากทุกหน่วยงานในสายงาน

-จัดทำโครงการสร้างความรู้โดยร่วมกันระบุความรู้ที่เกี่ยวข้องกับงานหรือความรู้ที่องค์การจำเป็นต้องจัดการในรูปแบบต่าง ๆ

-การจัดตั้งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในแต่ละเรื่องของความรู้เพื่อให้ข้อมูลและคำปรึกษาเกี่ยวกับความรู้นั้นๆ

- จัดทำ Web Site หรือ Internet เพื่อให้พนักงานทุกคนได้ใช้ช่องทางในการติดต่อสื่อสาร

- จัดทำแผนการดำเนินโครงการ

- แผนหลัก (Master Plan)ที่ระบุไว้ตามวิธีการที่ใช้ในการดำเนินโครงการจัดการความรู้

- แผนรายละเอียด(Detail Plan)ที่กำหนดรายละเอียดของกิจกรรมที่จะต้องดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนด

- แผนปฏิบัติการ(Implementation Plan)ใช้ในการดำเนินโครงการโดยมีการระบุ วัตถุประสงค์ของงาน ความคาดหวังของผลงาน ขั้นตอนการดำเนินงาน การวัดผลความสำเร็จ

- สร้างกลยุทธ์ในการจัดการความรู้

- การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมเกี่ยวข้องกับการปรับเปลี่ยนวิธีคิด ทัศนคติ และพฤติกรรมของคนในองค์การ

- การสื่อสารเกี่ยวข้องกับช่องทางในการนำความรู้ต่าง ๆ ที่มีอยู่มาแลกเปลี่ยนแบ่งปันซึ่งกันและกัน

- กระบวนการทำงานและเครื่องมือต่าง ๆ ที่ใช้ในการดำเนินงานเกี่ยวข้องกับการนำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้

- การฝึกอบรมและการเรียนรู้เป็นวิธีการที่จะส่งผ่านความรู้ที่มีอยู่การแบ่งปันและแลกเปลี่ยน

- การวัดผลเกี่ยวข้องกับการประเมินความสำเร็จของโครงการ

- การยอมรับและให้รางวัลเกี่ยวข้องกับการกระตุ้น ผลักดัน และส่งเสริมให้พนักงานเข้าร่วมโครงการ

-ดำเนินการจัดการความรู้

1.ขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม

- ดำเนินการคัดเลือกหน่วยงานที่จะเข้าร่วมดำเนินโครงการเพื่อนำไปสู่การแลกเปลี่ยนแนวคิด ความรู้และตัวอย่างที่ดีในการ

- ดำเนินโครงการ เพื่อการวางแผนโครงการต่อไป

- จัดตั้งคณะทำงานด้านการจัดการความรู้ประกอบด้วยตัวแทนหน่วยงานต่าง ๆ

- วิเคราะห์องค์การ หรือประเมินองค์การเพื่อดุสถานะองค์การช่องว่าง หรือจุดที่ต้องแก้ไข

- ปรับเปลี่ยนวิธีคิด ทักษะคติและพฤติกรรมของคนในองค์การ

- กำหนดคำนิยาม ความหมาย และ สัญลักษณ์ของโครงการที่ทุกคนสามารถเข้าใจได้ตรงกัน

- จัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้เกิดพฤติกรรมการเรียนรู้ในองค์การ

2.ขั้นตอนในการติดต่อสื่อสาร ใช้การสื่อสารหลายรูปแบบ คือ

- วารสารอิเล็คทรอนิกส์

- การติด Poster

- E-Mail

- Public Folder

- Live Broadcast

- E-Card

- Paper Card

3.ขั้นตอนกระบวนการทำงานและเครื่องมือใช้กระบวนการทำงานและเครื่องมือต่าง ๆ เพื่อรวบรวมจัดเก็บถ่ายโอนความรู้ เพื่อให้สามารถนำไปใช้ ให้เกิดประโยชน์ต่อองค์การ

4 .ตอนการฝึกอบรมและการเรียนรู้ การจัดทำโครงการ การจัดการเรียนรู้ อาจต้องมีการเพิ่มเติมในรายละเอียด หรือ หลักสูตรที่เกี่ยวข้อง และสอดคล้องกับโครงการ นอกเหนือไปจากการฝึกอบรมและการเรียนรู้ที่มีอยู่ เพื่อการเตรียมความพร้อมในการสร้างการเรียนรู้และการถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้อื่น ๆ ต่อไป

5.ขั้นตอนการวัดผล การวัดผลสำเร็จของโครงการ การจัดการ ความรู้ จำเป็นต้องจัดทำตัวชี้วัดที่ชัดเจนและสอดคล้อง กับการปฏิบัติจริงและต้องทำการวัดผลในทุกๆกิจกรรมที่เกิดขึ้นในโครงการ

6.ขั้นตอนการยอมรับและให้รางวัล

- การให้รางวัลในการทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่นเงินสด หนังสือ ของที่ระลึก

- ระบบการสะสมแต้ม โดยแยกเป็นประเภทบุคคลและหน่วยงานในการเข้าร่วมกิจกรรมและการแลกเปลี่ยนความรู้

เครือวรรณ ทองกระโทก
IP: xxx.122.94.254
เขียนเมื่อ Sat Mar 06 2010 23:33:09 GMT+0700 (ICT)

น.ส.เครือวรรณ ทองกระโทก (สาขาการจัดการทั่วไป)

สรุปผลการเรียนวันอาทิตย์ที่ 28/Feb/2010

คนจะเป็นผู้บริหารจะต้องมีขีดสมรรณะความสามารถได้ความรู้ต่อยอดได้มาจากเอกสารถ้าคุณไม่เปลี่ยนความคิดก็จะล้าหลัง

เครื่องมือของการจัดการความรู้

ชุมชนแนวปฏิบัติ (Communities of Practice – cop)

ฐานความรู้ความสำเร็จ (Best Pratices Databases)

ฐานความรู้บทเรียน (Lessons Learned Databases)

แหล่งผู้รู้ในองค์กร (Center of Ercellence –Coe)

การเล่าเรื่อง (Story telling)

การทบทวนหลังการปฏิบัติ (After Action revicws – AAR)

การใช้ที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยง (Monitoring programs) เช่นสอนงานให้พนักงานใหม่

การเสวนา (Dialogue) เช่น การนั่งคุยกันเป็นเรื่องเป็นราว 2-3 คนขึ้นไป

เพื่อนช่วยเพื่อน (Peer Assist) เพราะเราไม่ได้เก่งทุกเรื่องจึงต้องช่วยเหลือกัน

ฟอรัม ถาม – ตอบ (Forum)

การสับเปลี่ยนงาน (job Rotation) และการยืมตัวบุคคลากรมาช่วยงาน (Secondment)

การสับเปลี่ยนงานเป็นการย้ายบุคลากรไปทำงานในหน่วยงานต่างๆ จะต้องตรงกับสายงานเดียวกัน เช่น ไม่ใช่จบบัญชีไปทำการตลาด จะทำให้ไม่เกิดความเหมาะสมในตำแหน่งสายงานนั้น ถ้าสายงานนั้นขาดสามารถทดแทนกันได้เลย

ขั้นตอนในการดำเนินการจัดการความรู้

1. หลักการและเหตุผล (เกิดอะไรขึ้นและรู้ได้ไง) คือ ที่มาของสิ่งที่เราจะทำ เช่น ในองค์กรมีปัญหาเยอะมาก แผนกลูกค้าสัมพันธ์พบปัญหา พนักงานใหม่เข้ามาเยอะกลัวว่าจะบริการลูกค้าไม่ดี

2. วางแผนและจัดเตรียมระบบการจัดการความรู้ เช่น เราจะทำให้ลูกค้าเกิดความประทับใจจะต้องมีความรู้อะไรบ้าง การจัดประชุม

การทำแผนงาน

จัดตั้งกลุ่มปฏิบัติงานหลัก

จัดทำโครงสร้างความรู้

การจัดตั้งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในแต่ละเรื่องของความรู้

จัดทำ Web site หรือ Internet

3. สร้ากลยุทธ์ในการจัดการความรู้

4. ดำเนินการจัดการความรู้

นางวรนุช เชื้อเย็น
IP: xxx.25.5.199
เขียนเมื่อ Sat Mar 06 2010 23:39:12 GMT+0700 (ICT)

สรุปความรู้ที่ได้เรียนเมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 โดย นางวรนุช เชื้อเย็น (การจัดการทั่วไป)วิชา การจัดการความรู้

เครื่องมือของการจัดการความรู้

1. ชุมชนแนวปฏิบัติ COMMUNITIES OF PRACTICES (CoP)

2. ฐานความรู้ความสำเร็จ BEST PRACTICES DATABASE

3. ฐานความรู้บทเรียน LESSON LEARNED DATABASE

4. แหล่งผู้รู้ในองค์กร CENTER OF EXCELLENCE (CoE)

5. การเล่าเรื่อง STORY TELLING

6. ทบทวนหลังการปฏิบัติ AFTER ACTION REVIEWS (AAR)

7. การใช้ที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยง MONITORING PROGRAMS / COACHING

8. การเสวนา DIALOGUE

9. เพื่อนช่วยเพื่อน PEER ASSIST

10. ฟอรัม ถาม-ตอบ FORUM

ขั้นตอนในการดำเนินการจัดการความรู้

1. หลักการและเหตุผล

2. วางแผนและจัดเตรียมระบบการจัดการความรู้

3. จัดทำแผนการดำเนินโครงการ

4. สร้างกลยุทธ์ในการจัดการความรู้

5. ดำเนินการจัดการความรู้

วางแผนและจัดเตรียมระบบการจัดการความรู้

1. การจัดประชุม

2. จัดทำแผนงาน

3. จัดตั้งกลุ่มปฏิบัติงานหลัก

4. การจัดทำโครงการสร้างความรู้

5. การจัดตั้งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในแต่ละเรื่องของความรู้

6. จัดทำ web site หรือ internet

แหล่งของความรู้

1. ความรู้จากแหล่งภายใน

2. ความรู้จากแหล่งภายนอก

จัดทำแผนการดำเนินโครงการ

1. แผนหลัก (Master Plan)

2. แผนรายละเอียด ( Detail Plan)

3. แผนปฏิบัติการ (Implementation Plan)

นาย ปิยะพงษ์ ธงอาษา
IP: xxx.120.232.254
เขียนเมื่อ Sun Mar 07 2010 05:00:13 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียน วันอาทิตย์ ที่ 28 ก.พ 2553 วิชา การจัดการความรู้

บทที่ 3 แนวความคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการเรียนรู้ขององค์การ ในบทนี้ประกอบด้วย

-แนวความคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ในองค์การ

-ความหมายของการเรียนรู้

-วงจรการเรียนรู้ขององค์การ

-รูปแบบการเรียนรู้ขององค์การ

-กระบวนการเรียนรู้ขององค์การ

การเรียนรู้ขององค์การเป็นปัจจัย และเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในความคิดภูมิปัญญา (ความรู้ ความเข้าใจ การหยั่งรู้) ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตอันเกิดจากการฝึกหัดหรือประสบการณ์ของแต่ละบุคคล ได้แก่ ความจริง (Facts) หลักการ (Principles) แนวคิด (Concepts) นิสัย (Habits) ทัศนคติ (Attitude) ความสนใจ (Interests) ค่านิยม (Value) และทักษะ (Skill) เพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้า เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่พึงประสงค์ โดยมีกระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมใน 3 ลักษณะคือ พฤติกรรมทางความรู้ เช่น เปลี่ยนจากไม่รู้ให้เป็นรู้ พฤติกรรมทางทักษะ เช่น จากทำไม่เป็นให้ทำเป็น และพฤติกรรมทางทัศนคติ เช่น เปลี่ยนจากความรู้สึกไม่ชอบให้ชอบ ทั้งนี้ กระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนั้น ต้องคำนึงถึงร่างกาย อารมณ์ ทัศนคติ และการปรับตัวด้านสังคมของผู้เรียนรู้ด้วย การเรียนรู้ขององค์การเกิดขึ้นในลักษณะที่เป็นทางการ และไม่เป็นทางการ ที่ชัดแจ้งและไม่ชัดแจ้ง ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของการจัดการเรียนรู้ขององค์การ การเรียนรู้ขององค์การมีรูปแบบที่หลากหลายแบ่งได้ 3 ระดับ คือ ระดับองค์การ ระดับกลุ่ม และระดับบุคคล ดังนั้นกระบวนการเรียนรู้ขององค์การเกี่ยวพันธ์กับการวางแผน เช่น วิสัยทัศน์ เป้าหมาย นโยบาย กลยุทธ์ วัฒนธรรมการทำงาน และพฤติกรรมลักษณะของพนักงานในองค์การ โดยมีขั้นตอน คือ การเตรียมตัว กระบวนการแลกเปลี่ยนสารสนเทศ กระบวนการการแสวงหาความรู้ และการปฏิบัติ กระบวนการเปลี่ยนแปลงและบูรณาการ และกระบวนการรับผิดชอบและการยอมรับ

บทที่ 4 กรณีศึกษา ในบทนี้ ได้นำประสบการณ์ การจัดการความรู้ไปใช้ในองค์การมาเป็นกรณีศึกษา จะทำให้สามารถเข้าถึงวิธีและกระบวนการอย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในเชิงปฏิบัติได้จริง

เครื่องมือการจัดการความรู้ 1 ประกอบด้วย

-ชุมชนแนวปฏิบัติ (Communities of Practice – CoP)

-ฐานความรู้ความสำเร็จ (Best Practices Databases)

-ฐานความรู้บทเรียน (Lessons Learued Databaes)

-แหล่งผู้รู้ในองค์กร (Center of Excellence – CoE)

เครื่องมือการจัดการความรู้ 2 ประกอบด้วย

-การเล่าเรื่อง (Story Telling)

-ทบทวนหลังการปฏิบัติ (After Action Reviews –AAR)

-การใช้ที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยง (Monitoring Programs)

-การเสวหา (Dialogue)

-เพื่อนช่วยเพื่อน (Peer Assist)

-ฟอรัม ถาม-ตอบ (Forum)

ขั้นตอนในการดำเนินการจัดการความรู้

-หลักการและเหตุผล (เกิดอะไรขึ้น และรู้ได้ไง)

-วางแผน และจัดเตรียมระบบการจัดการความรู้

-จัดทำแผนการดำเนินโครงการ

-สร้างกลยุทธ์ในการจัดการความรู้

-ดำเนินการจัดการความรู้

Smile Model. ประกอบด้วย

Shift

Moral

Innovah / Inihal

Leaming

Eonohon

น.ส ยุภาพร อัมมะลิน
IP: xxx.164.247.127
เขียนเมื่อ Wed Mar 10 2010 17:33:47 GMT+0700 (ICT)

นางสาว ยุภาพร อัมมะลิน

คณะบริหารธุรกิจ สาขาคอมพิวเตอร์

สรุปข้อสอบ วัน อาทิตย์ ที่ 7 มีนาคม 2553

 สรุป ความรู้ เป็นความคิดจองแต่ละบุคคลที่ผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์ จนเกิดความเข้าใจและนำไปใช้ประโยชน์ในการสรุปและตัดสินใจในสถานการณ์ต่างๆ จนได้รับการยอมรับโดยคนใจกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งสังคม ความรู้แบ่งออกเป็น 3 ประเภท 1. ความรู้ที่ฝังลึก 2. ความรู้ชัดแจ้ง 3. ความรู้โครงสร้าง ความรู้มีองค์ประกอบและกระบวนการที่มีความหลายหลายที่แสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนไหลของข้อมูลทั้งในระดับแนวราบและแนวดิ่ง ที่เชื่อมโยงและเป็นระบบ เพื่อให้ได้รูปแบบของความรู้ใหม่ๆ ออกมาซึ่งความรู้ใหม่ๆ เหล่านี้จะหมุนเวียนกลับไปเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าขององค์การต่อไป

สรุป การเรียนรู้ การเรียนรู้ขององค์การเป็นปัจจัย และเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เป็นกระบวบการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในความคิดภูมิปัญญา (ความรู้ ความเข้าใจ การหยั่งรู้) ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตอันเกิดจากการฝึกหัดหรือประสบการณ์ของแต่ละบุคคล ได้แก่ ความจริง หลักการ แนวคิด นิสัย ทัศนคติ ความสนใจ ค่านิยม และทักษะการเรียนรู้ขององค์การเกิดขึ้นในลักษณะที่เป็นทางการ ไม่เป็นทางการ ที่ชัดแจ้งและไม่ชัดแจ้ง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนของการจัดการเรียนรู้ขององค์การ การเรียนรู้ ขององค์การมีรูปแบบที่หลากหลายแบ่งได้ 3 ระดับ คือ ระดับองค์การ ระดับกลุ่ม และระดับบุคคล ดังนั้นกระบวนการเรียนรู้ขององค์การเกี่ยวพันธ์ กับการวางแผน เช่น วิสัยทัศน์ เป้าหมาย นโยบาย กลยุทธ์ วัฒนธรรมของการทำงาน และพฤติกรรมและลักษณะของพนักงานในองค์การ โดยมีขั้นตอน คือ การเตรียมตัว กระบวนการการแลกเปลี่ยนสารสนเทศ กระบวนการการแสวงหาความรู้ และการปฏิบัติ กระบวนการเปลี่ยนแปลงและบูรณาการและกระบวนการรับผิดชอบและการยอมรับ

สรุป การจัดการความรู้ เป็นกระบวนการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ รูปแบบใหม่ที่เน้นการพัฒนากระบวนการควบคู่ไปกับการพัฒนาการเรียนรู้ ผ่านกระบวนการจำแนก วิเคราะห์ และ จัดระเบียบความรู้ เพื่อสรรหา คัดเลือกจัดการ และเผยแพร่สารสนเทศที่ ถูกต้องเหมาะสม และเอื้ออำนวยให้เกิดการแบ่งปันความรู้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งขององค์การ เพื่อปรับปรุงและ/หรือเพื่อเพิ่มขีดความสามารถเชิงการแข่งขัน และ/หรือเพื่อให้ได้มุมมองในองค์การมากขึ้น หลักการเรียนรู้ ควรเน้นในเรื่องการใช้กิจกรรม เพื่อกระตุ้น ให้เกิดการเรียนรู้และการรวมกลุ่มเป็นสำคัญ เพื่อสร้างพฤติกรรมการเรียนรู้ร่วมกัน การจัดการความรู้มีขั้นตอนการดำเนินงานใน 12ขั้นตอน คือ 1. การวินิจฉัยองค์การ 2 .การกำหนดวิสัยทัศน์การจัดการความรู้ 3.การสื่อสารการจัดการความรู้ 4.การละลายพฤติกรรมและการเปลี่ยนแปลง 5.การแสวงหาความรู้ 6.การแบ่งปัน 7.การสร้างความรู้ 8.การจัดเก็บและการสืบค้นความรู้ 9.การถึงความรู้ 10.การซึมซับความรู้ 11.การประยุกต์ใช้ความรู้และ 12.การประเมินผล

เครื่องมือ

1.ชุมชนนักปฏิบัติ Community of practice: Co P เป็นการจัดกลุ่มคุณกิจที่ทำเรื่องเดียวกัน มารวมตัวกันด้วยเรื่องที่สนใจเรื่องเดียวกัน (Domain) มาพบปะกันสม่ำเสมอ (Community) และมาพัฒนาวิธีการทำงานในเรื่องนั้นๆให้ดีขึ้น (Best practice)

2.การศึกษาดูงาน (Study tour) หรือ สุนทรียะทัศนา เป็นการขอไปเรียนลัดจากประสบการณ์ของผู้อื่นโดยเข้าไปดูสถานที่จริง การปฏิบัติจริงๆของเขา หรืออาจใช้ในหน่วยงานตนเองโดยการให้เพื่อนที่ทำดีๆสาธิตหรือทำเป็นตัวอย่างให้เราดู ให้เราเรียนรู้ก็ได้

3. Coaching การสอนงาน เป็นการขับเคลื่อนความรู้ข้ามบุคคลที่ง่ายและใกล้ ตัวคนทำงานมากที่สุด ให้ผู้ที่มีประสบการณ์มากกว่าหรือรุ่นพี่ที่มีผลงานดี มาแนะนำ สอน ให้คนที่มาใหม่หรือคนที่มีผลงานไม่ดีได้เรียนรู้ปรับปรุงวิธีการทำงาน มักใช้ในกลุ่มผู้ปฏิบัติหรืองานระดับปฏิบัติการ

4.การทบทวนหลังปฏิบัติการ หรือ การถอดบทเรียน (After Action Review: AAR) เมื่อทำงานเรื่องใดเรื่องหนึ่งเสร็จแล้ว ก็มีการมานั่งทบทวนร่วมกัน ผ่านทางการเขียนและการพูด ด้วยการตอบคำถามง่ายๆ ว่า วันนี้ที่ทำนี่เพื่ออะไรหรืออยากได้อะไร ทำแล้วได้ตามที่คาดหวังไว้ไหม ทำไมถึงได้มากกว่าหรือน้อยกว่า ได้อะไรดีๆเพิ่มขึ้นมาบ้างและถ้าจะทำแบบนี้อีกควรปรับปรุงอย่างไร ในระยะหลังมีคนคิดการทบทวนก่อนปฏิบัติ (Before Action Review: BAR) ขึ้นมาใช้และ การทบทวนขณะ

5.การเรียนรู้ร่วมกันหลังงานสำเร็จ : Retrospect เป็นกิจกรรมที่ทีมทำงานสำเร็จไปแล้วระยะหนึ่ง ก็นัดเจอกันเพื่อทบทวนย้อนหลังงานนั้นๆ เช่นทบทวนการดูแลผู้ป่วย การสัมมนาผู้ป่วย เป็นต้น

สรุปการเขียนโครงการ การฝึกอบรม ( Training Policy) เราจะสร้างสรรค์โครงการทางการศึกษา และการจัดการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง อันจะเป็นการส่งเสริมความสามารถของพนักงานในด้านต่างๆ ทั้ง ความรู้, ทัศนคติ, ทักษะ และพัฒนาขีดความสามารถให้กับพนักงานของเรา เพื่อความสำเร็จอย่างสูงสุดในการทำงาน ระบบการให้รางวัลและการจูงใจ บริษัทซัมซุงฯ จัดให้มีระบบการให้รางวัล สำหรับพนักงานกลุ่มต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นและจูงใจให้พนักงานระดับต่างๆ มีความกระตือรือร้น และมีบรรยากาศของการแข่งขันอย่างเหมาะสม โดยประธานบริษัท จัดให้มีเวทีเพื่อการมอบรางวัลและเป็นเกียรติให้กับพนักงานที่ได้รับรางวัลทุกเดือน รวมทั้งมีการติดประกาศเกียรติคุณ ผู้ที่ได้รับรางวัลประจำเดือน และสำหรับพนักงานที่มีความสามารถโดดเด่น และได้รับคัดเลือกจะถูกบันทึกชื่อใน ถนนแห่งความสำเร็จ (Pro-Avenue)

นางสุวิสา สร้างเสาร์
IP: xxx.24.208.214
เขียนเมื่อ Thu Mar 11 2010 22:59:49 GMT+0700 (ICT)

นาง สุวิสา สร้างเสาร์

สรุปผลการสอบ วิชาการจัดการความรู้ วันอาทิตย์ที่ 7 มีนาคม 2553

คณะบริหารธุรกิจ สาขาการจัดการทั่วไป

(ข้อ 1 ) ความรู้แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ

1. ความรู้ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็นความรู้ที่รวบรวมได้ง่าย จัดระบบและถ่ายโอนโดยใช้วิธีการดิจิทัล มีลักษณะเป็นวัตถุดิบ (Objective) เป็นทฤษฏี สามารถแปลงเป็นรหัสในการถ่ายทอดโดยวิธีการที่เป็นทางการ ไม่จำเป็นต้องอาศัยการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเพื่อถ่ายทอดความรู้ เช่น นโยบายขององค์กร กระบวนการทำงาน ซอฟต์แวร์ เอกสาร และกลยุทธ์ เป้าหมายและความสามารถขององค์กร

2. ความรู้แบบฝังลึก (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่ไม่สามารถอธิบายโดยใช้คำพูดได้ มีรากฐานมาจากการกระทำและประสบการณ์ มีลักษณะเป็นความเชื่อ ทักษะ และเป็นอัตวิสัย (Subjective) ต้องการการฝึกฝนเพื่อให้เกิดความชำนาญ มีลักษณะเป็นเรื่องส่วนบุคคล มีบริบทเฉพาะ (Context-specific) ทำให้เป็นทางการและสื่อสารยาก เช่น วิจารณญาณ ความลับทางการค้า วัฒนธรรมองค์กร ทักษะ ความเชี่ยวชาญในเรื่องต่างๆ การเรียนรู้ขององค์กร ความสามารถในการชิมรสไวน์ หรือกระทั่งทักษะในการสังเกตเปลวควันจากปล่องโรงงานว่ามีปัญหาในกระบวนการผลิตหรือไม่

การเรียนรู้ ขององค์การเป็นปัจจัย และเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เป็นกระบวบการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในความคิดภูมิปัญญา (ความรู้ ความเข้าใจ การหยั่งรู้) ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตอันเกิดจากการฝึกหัดหรือประสบการณ์ของแต่ละบุคคล ได้แก่ ความจริง หลักการ แนวคิด นิสัย ทัศนคติ ความสนใจ ค่านิยม และทักษะการเรียนรู้ขององค์การเกิดขึ้นในลักษณะที่เป็นทางการ ไม่เป็นทางการ ที่ชัดแจ้งและไม่ชัดแจ้ง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนของการจัดการเรียนรู้ขององค์การ การเรียนรู้ ขององค์การมีรูปแบบที่หลากหลายแบ่งได้ 3 ระดับ คือ ระดับองค์การ ระดับกลุ่ม และระดับบุคคล ดังนั้นกระบวนการเรียนรู้ขององค์การเกี่ยวพันธ์ กับการวางแผน เช่น วิสัยทัศน์ เป้าหมาย นโยบาย กลยุทธ์ วัฒนธรรมของการทำงาน และพฤติกรรมและลักษณะของพนักงานในองค์การ โดยมีขั้นตอน คือ การเตรียมตัว กระบวนการการแลกเปลี่ยนสารสนเทศ กระบวนการการแสวงหาความรู้ และการปฏิบัติ กระบวนการเปลี่ยนแปลงและบูรณาการและกระบวนการรับผิดชอบและการยอมรับ

การจัดการความรู้ หมายถึง กระบวนการในการนำความรู้ที่มีอยู่หรือได้เรียนรู้มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กรและเป็นเครื่องมือเพื่อการบรรลุเป้าหมายขององค์กรในด้านการทำงาน ด้านการพัฒนาคน ด้านการเป็นองค์กรเรียนรู้ ด้านการเป็นชุมชนที่มีความเอื้ออาทรระหว่างกันในที่ทำงาน และด้านการตอบสนองความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียขององค์กรในทุกกลุ่ม โดยผ่านกระบวนการต่างๆ เช่น การสร้าง การรวบรวม การแลกเปลี่ยนและการนำไปใช้งาน

(ข้อ2) เครื่องมีอในการจัดการความรู้

1 เรื่องเล่าเร้าพลัง (Storytelling) เป็นการถอดความรู้ฝังลึกโดยการมอบหมายให้ผู้ที่มีผลงานดี

2 เพื่อนช่วยเพื่อน (Peer Assist) เชิญทีมอื่นมาแบ่งปันประสบการณ์ดีๆ ให้เรา มาแนะ มาสอน มาบอก มาเล่าให้เราได้ฟังเพื่อจะได้นำไปประยุกต์ใช้ในหน่วยงานเรา

3. การทบทวนหลังปฏิบัติการ หรือ การถอดบทเรียน (After Action Review : AAR) เมื่อทำงานเรื่องใดเรื่องหนึ่งเสร็จแล้ว ก็มีการมานั่งทบทวนร่วมกัน ผ่านทางการเขียนและการพูด ด้วยการตอบคำถามง่ายๆ ว่า วันนี้ที่ทำนี่เพื่ออะไรหรืออยากได้อะไร

4. ระบบพี่เลี้ยง เป็นระบบถ่ายทอดความรู้ แบบ Tacit Knowledge แบบตัวต่อตัวจากผู้ที่มีความรู้

5. การสับเปลี่ยนงาน และยืมตัวบุคลากรมาช่วยงาน

6. เวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนความรู้

(ข้อ 3)

ในบทนี้ ได้นำประสบการณ์ การจัดการความรู้ไปใช้ในองค์การมาเป็นกรณีศึกษา จะทำให้สามารถเข้าถึงวิธีและกระบวนการอย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในเชิงปฏิบัติได้จริง

การจัดทำแผนการดำเนินโครงการ

-จัดการประชุม

- จัดทำแผนหลัก เช่นการกำหนดวิสัยทัศน์ และพันธกิจ

- จัดตั้งกลุ่มปฏิบัติงาน

- จัดตั้งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในแต่ละเรื่องของความรู้

- จัดทำ Web site หรือ Internet เพื่อให้พนักงานทุกคนได้ใช้ช่องทางในการสื่อสาร

- ขั้นตอนการวัดผล

- การยอมรับและให้รางวัลแห่งความสำเร็จเพื่อเป็นแรงกระตุ้นและผลักดันให้มีการเปลี่ยนแปลงความรู้และให้ทุกคนในสายงานมีส่วนร่วมในโครงการนี้

อาวุธ น้อยจันทร์
IP: xxx.42.99.59
เขียนเมื่อ Sat Mar 13 2010 12:24:29 GMT+0700 (ICT)

สรุปการเรียนประจำวันที่ 7/3/10

1.ความแตกต่างระหว่าง ความรู้ การเรียนรู้ การจัดการความรู้

ความรู้

ข้อมูลสารสนเทศผสมผสานกับประสบการณ์ ความรอบรู้ในบริบท การแปความหมายและการแสดงความคิดเห็น โดยเป็นข้อมูลสารสนเทศที่มีคุณค่าสูง ที่พร้อมจะนำไป ประยุกต์ใช้ในการตัดสินใจ หรือใช้ในการทำงาน แม้ว่า ความรู้และข้อมูลข่าวสารสารสนเทศเป็นสิ่งที่แทบจะแยกกันไม่ออก แต่ทั้งสองสิ่งนี้มีค่าและเกี่ยวข้องกับบุคคลมากกว่าข้อมูลดิบ โดยเหตุที่มีความสำคัญดังกล่าวแทบทุกองค์กรจึงให้ความสนใจ เรื่องนี้ ด้วยการแสวงหาว่าความรู้คืออะไร จะสร้างและถ่ายทอดตลอดจนใช้ความรู้

การเรียนรู้

ความหมายของคำว่า “การเรียนรู้” มีนักจิตวิทยาได้ให้ความหมายของการเรียนรู้ไว้หลายท่านในที่นี้จะสรุปพอเป็นแนวทางให้เข้าใจดังนี้คือ

การเรียนรู้ หมายถึง การที่มนุษย์ได้รับรู้ถึงสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเขา โดยเริ่มต้นตั้งแต่การมีปฏิสนธิอยู่ในครรภ์มารดาเรื่อยไป จนกระทั่งคลอดมาเป็นทารกแล้วอยู่รอด ซึ่งบุคคลก็ต้องปรับตัวเพื่อให้ตนเองอยู่รอดกับสิ่งแวดล้อมทั้งภายในครรภ์มารดาและเมื่อออกมาอยู่ภายนอกเพื่อให้ชีวิตดำรงอยู่รอดทั้งนี้ก็เพราะการเรียนรู้ทั้งสิ้น

การเรียนรู้ มีความหมายลึกซึ้งมากกว่าการสั่งสอน หรือการบอกเล่าให้เข้าใจและจำได้เท่านั้น ไม่ใช่เรื่องของการทำตามแบบ ไม่ได้มีความหมายต่อการเรียนในวิชาต่างๆเท่านั้น แต่ความหมายคลุมไปถึง การเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมอันเป็นผลจากการสังเกตพิจารณา ไตร่ตรอง แก้ปัญหาทั้งปวงและไม่ชี้ชัดว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นไปในทางที่สังคมยอมรับเ