ทรงผมหญิงไทย

ทรงผมหญิงไทย 

ทรงผมกับมนุษย์เป็นของคู่กัน แต่ใครจะประดิษฐ์คิดออกแบบทรงไหนแล้วดูดีสมฐานะนั้น ขึ้นอยู่กับเหตุผลของแต่ละคนไป แต่สาวไทยใจถึงยุคนี้ก็ยังจะไว้ผมทรงเดียวกับดารา แม้จะรู้ว่าไม่รับกับใบหน้าหรือบุคลิกภาพของตนก็ตาม ไปเข้าตำราไม่ให้ แต่ใจรักซะอย่าง ถ้าไม่ติดขัดด้านทุนทรัพย์ จะไปลบรอยตีนกา แถมร่ำๆ จะทำผมทรงแม่นัท มีเรียกะเค้าเหมือนกันแหละ

สมัยก่อนไม่มีมูส เจล โฟม หรือแม้แต่สเปรย์ ก็ได้แต่อาศัยจับเขม่าใส่น้ำมัน กันหน้า เก็บไร ตามมีตามเกิด แต่น่ายกย่องน้ำใจหญิงไทยตรงที่เธอมีเหตุผลของการไว้ผมทรงต่างๆ ที่ดูเข้าท่า น่าสรรเสริญ ซึ่งเป็นเหตุผลของการใช้สอยส่วนตัวแล้ว ทรงผมที่แปลกปลี่ยนไปแต่ละยุค  ก็ด้วยเหตุของการต้องปลอมตัวเป็นบุรุษ เพื่อป้องกันประเทศชาติในยามศึกสงคราม หญิงไทยก็ตัดผมสั้นทะมัดทะแมงอาจใช้ปลอมตัวเพื่อหนีภัยสงคราม หรือแม้แต่ยามสงบ พักรบเพื่อพบรักก็แล้วแต่ สตรีไทยไม่เคยเสียดายความงามที่ถูกหายไปกับเส้นผมที่ถูกตัด แต่ยังคงความงามที่เรียกกันว่างามอย่างมีคุณภาพได้ประโยชน์ และสนองคุณแผ่นดินบ้านเกิดเมืองนอนครบถ้วน น่าชมเชยน้ำใจยิ่งนัก

เราลองมาลำดับความเป็นไปของเส้นทางบนถนนแฟชั่นทรงผมชองสาวไทยดูว่ามีการพัฒนากันอย่างไรบ้าง สันนิษฐานว่า หญิงไทยน่าจะไว้ผมเกล้าขึ้นสูงมาตั้งแต่แรกเริ่มเป็นชาติไทย ไม่ได้เลียนแบบมาจากพราหมณ์อย่างที่เข้าใจกันแต่ประการใด เพราะชาวเอเชียแถบตะวันออก มักเกล้าผมทรงสูงเป็นส่วนใหญ่อยู่แล้ว ไม่ว่าจีน หรือญี่ปุ่น ก็นิยมเกล้าผมเช่นกัน

สตรีไทยสมัยไทยมุง กับสมัยทวาราวดี จึงเกล้ามวยเป็นจอมสูงขึ้นไปเหนือศีรษะ แล้วรัดกลางให้ตอนบนสยายออก เป็นพุ่มด้วยเครื่องประดับให้สวยงาม บางครั้งก็ถักเปียระสองข้างแก้ม จัดเรียงเป็นเปียเส้นเล็กๆลงมาให้เป็นกระรอบวงหน้า

สาวชาวศรีวิชัย ก็เกล้าผมมวยสูงเช่นกัน โดยทำเป็นรูปข้าวบิณฑ์ สวมกลีบรวบด้วยรัดเกล้า ปล่อยชายผมปรกลงมาด้านหลัง บางครั้งมุ่นเป็นมวยทรงกลมเหนือศีรษะ ใช้รัดเกล้าเป็นชั้น  ปล่อยปลายผมประบ่า ๒ ข้าง มีการถักเปียบ้างเหมือนกัน

สตรียุคอาณาจักร อ้ายลาว ต้องบุกป่าฝ่าดง จำเป็นต้องแต่งกายให้กระชับรับกับสถานการณ์ ผมจึงมุ่นขึ้นสูงเหมือนสมัยน่านเจ้า

ครั้นสมัยลพบุรี หญิงสาวหวีผมแสกกลาง ตอนบนมุ่นป็นมวยแล้วประดับด้วยการปักปิ่นยอด

สตรีสมัยเชียงแสน แม้จะไว้ผมมวย แต่จะเกล้า ให้ค่อนไปข้างหลังศีรษะเล็กน้อย ที่ขาดไม่ได้คือ รัดมวยผมด้วยเครื่องประดับรอบมวยผม

สาวไทยเริ่มนิยมผมแสก ปล่อยผมให้ประบ่าในยุคสุโขทัยนี่เอง แต่ก็ยังไม่ทิ้งผมเกล้าสูงเสียทีเดียว อาจจะเป็นเพราะเหตุที่ว่า บ้านเมืองยุคนี้สงบสุข ไพร่ฟ้าหน้าใส เพราะ “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” สตรีไทยส่วนใหญ่จึงไม่ต้องตกอยู่ในสภาวะ “มือก็ไกวดาบก็แกว่ง” ก็เลยมีเวลามากพอที่จะดูแล บำรุงส้นผมได้ตามถนัดกว่ายุคอื่น ๆ

เมื่อถึงอยุธยาแรกเริ่ม หญิงไทยที่แต่งตัวตามกฎมนเทียรบาล กำหนด จะเป็นลักษณะ “เมียนา ๑๐,๐๐๐ หัวเมืองทั้ง ๔ เมื่องานใส่เศียรเพชรมวย นุ่งแพร เมียจตุสดมภ์ เกล้าหนูนยิก เกี้ยวแซม เสื้อนุ่งแพร”ซึ่งเป็นการแต่งตัวของข้าราชการผู้ใหญ่ และพวกผู้ดีมีสกุล

ช่วงอยุธยาตอนกลาง มีการรบกับพม่า สตรียังคงไว้ผมสูงที่เรียกกันว่า ผมทรงกระโดง เป็นการรวบผมขึ้นไปเกล้าไว้บนขม่อม เป็นห่วงยาว ๆ มีเกี้ยวหรือพวงมาลัยสวมทับ เป็นการแต่งตัวตามที่กำหนดไว้ในกฎมนเทียรบาลเหมือนอยุธยาตอนต้น ซึ่งมีหลักฐานปรากฏในพระราชพิธีสิบสองเดือน ในพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระจุลเจ้าเกล้าเจ้าอยู่หัวด้วย เมื่อรบกับพม่าบ่อยขึ้นจึงมีการตัดเกรียนมหาดไทย

จนถึงยุคอยุธยาตอนปลาย คนต้องรบพุ่งกับศัตรูแผ่นดิน ทั้งชายหญิง จึงต้องตัดผมสั้นเกรียนเหมือน ๆ กัน เพื่อปลอมตัวเป็นชาย และเพื่อหนีภัยสงครามได้สะดวกปลอดภัย

สตรียุครัตนโกสินทร์ ผมยังตัดไว้เชิงสั้นอยู่  เป็นชั้นๆ ปล่อยปลายผมประบ่า ๒ ข้าง เป็นการแต่งตัวตามที่กำหนดไว้ตามกฎมนเทียรบาลชายจึงตัดผมสั้นเกรียนบางครั้งอาจทัดดอกไม้ข้างหู เรียกว่า “จอนหู”สตรียุครัตนโกสินทร์บางคนไว้ผมยาวเฉพาะกลางศีรษะคล้ายผมมหาดไทยของชาย

ในรัชกาลที่ ๔ ทรงไว้ผมแบบสมัยใหม่แบบฝรั่งตะวันตกจนถึงรัชกาลที่ ๕ พระประยูรวงศ์เมื่อครั้งยังเป็นเจ้าจอมมารดาแพร เป็นผู้นำในการไว้ผมยาวเป็นคนแรกจนแพร่หลายมาสู่ประชาชน

สมัยรัชกาลที่ ๖ จะไว้ผมโป่ง แบบญี่ปุ่นคือรวบข้างหลังไว้ที่ต้นคอ แล้วปล่อยยาวข้างหลัง แล้วกลายมาเป็นผมยาวดัดเป็นลอนในสมัยรัชกาลที่ ๗

ทรงผมไทยในยุคปัจจุบัน ได้รับอิทธพลจากแฟชั่นด้วยเหตุที่การสื่อสารก้าวหน้ามากขึ้นก่อให้เกิดทรงผมต่างๆ มากมาย เช่น ผมบ๊อบ หน้าม้า  ตัดเป็นคลื่น  ข้างหลังยาวแค่คอ ตวัดปลายผมมาไว้ข้างแก้มทั้งสอง อีกแบบคือตัดให้เตียนถึงหู เหลือไว้เล็กน้อยด้านหลังไถขึ้นไปถึงท้ายทอย นอกนั้นก็มีทรงทวิกกี้ รากไทร แอร์ไร ตัดลอน ตัดหยิกทั้งหัว ทรงสวอนที่ปลายผมตวัดงอนออก หรือทรงม้อดที่ปลายผมงองุ้มเข้า  

ปัจจุบัน ทรงผมมีหลากหลายรูปแบบให้เลือกตามความพอใจ ขณะนี้กำลังนิยมการทำผมให้เป็นสีต่าง ๆ ดูแปลกตา น่าตื่นใจดีไม่ใช่เล่น เมื่อไรแฟชั่นนี้จะเลิกราเสียที บ้านไหนบ้านนั้น ที่เปิดศึกวิวาทกัน ระหว่างพ่อแม่กับลูกวัยกระเตาะ ก็เรื่องผมนี่แหละ

 




อ้างอิง:http://www.dhamma5minutes.com/

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 คำสำคัญ (keywords): ทรงผมหญิงไทย 
 หมายเลขบันทึก: 337854
 เขียน:  
 ความเห็น:  อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ

ความเห็น

เบดูอิน
เขียนเมื่อ Thu Feb 18 2010 20:38:40 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับ เรื่องผมนี่ยุ่งจริงๆ เรื่องดิฉันไม่เห็นยุ่งเลยนะครับ

พิมล มองจันทร์
เขียนเมื่อ Sun Feb 21 2010 15:24:19 GMT+0700 (ICT)

คนอีสานโบราณบอกวิธีการมัดผมของสตรีว่า

"แม่ญิงมัดกลาง

แม่ฮ้างมัดซ้าย

แม่หม้ายมัดขวา"

 อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
 ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์
 
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า