ความหมายของคำว่า "ความเชื่อ" ในการเป็นคริสเตียน

 ความเชื่อในศาสนาคริสต์ 

ความหมายของคำว่า “ความเชื่อ”
 
มีเด็กที่อยากให้พ่อแม่ภูมิใจในการไปโรงเรียนวันแรก  เขาจึงไปหารุ่นพี่ที่โรงเรียนที่เขารู้จัก และถามว่าจะทำอย่างไรดีเพื่อจะให้พ่อแม่ภูมิใจ  เพื่อนรุ่นพี่คนนั้นก็เลยสอนเรื่องการคูณให้  และรับรองว่าหากพ่อแม่รู้ว่าแค่มาโรงเรียนวันแรกก็สามารถคูณเลขได้แล้ว  พ่อแม่จะต้องภูมิใจอย่างแน่นอน  เมื่อตกเย็นขณะกินข้าวเด็กก็อวดพ่อแม่ว่า  2x2=4  พ่อแม่ก็ภูมิใจและคิดว่า  นี่หรือคือเด็กที่เพิ่งเข้าโรงเรียนวันแรก  แล้วก็สามารถคูณเลขได้เลย  ไม่ต้องมาเรียนบวกลบ  ช่างเป็นเด็กอัฉริยะจริงๆ  แต่หลังจากนั้นสักพัก  เด็กน้อยก็ถามแม่ว่า  “แล้วสองมันคืออะไรเหรอครับ”

เราเคยเป็นอย่างงี้บ้างไหม เหมือนกับว่าเรารู้มากทั้งๆที่จริงๆแล้วมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น  โดยเฉพาะคนที่เติบโตในครอบครัวคริสเตียนหรือเป็นคริสเตียนมาเป็นเวลานาน เราคุ้นเคยกับคำบางคำ ประโยคบางประโยค  เราใช้คำเหล่านั้นบ่อยๆจนดูเหมือนเป็นสิ่งธรรมดา  เราดูเหมือนว่ารู้จักสิ่งเหล่านี้ดีทั้งๆที่เราอาจจะไม่รู้จักความหมายที่แท้จริงของคำๆนั้นหรือประโยคๆนั้นเลยก็ได้ หนึ่งในคำหรือประโยคเหล่านั้นที่เราคุ้นเคยที่ว่านี้ก็คือคำว่า  “ความเชื่อ”   เราคงคุ้นเคยกับประโยคที่ว่าเรารอดโดยพระคุณเพราะ “ความเชื่อ”  หรือ  เราดำเนินชีวิตโดย  “ความเชื่อ”  ไม่ใช่ตามที่ตามองเห็น  หรือเราอาจจะคุ้นเคยกับคำพูดของหลายๆคนที่บอกเราว่าให้เรา  “ไว้วางใจในพระเจ้า”   ให้เรา “มีความเชื่อ” แต่หลายๆครั้งเราเคยคิดบ้างไหมว่าการไว้วางใจในพระเจ้าคืออะไร  การที่เรามีความเชื่อในพระเจ้านั้นแท้จริงแล้วหมายความว่าอะไร  ผมเชื่อว่าหลายๆครั้งเราก็เป็นเหมือนเด็กคนนี้ที่อยากรู้ว่าให้มีความเชื่อนั้นหมายความว่าอย่างไร  แล้วเราต้องทำอย่างไรจึงจะเรียกว่าไว้วางใจในพระเจ้า เป็นเรื่องที่น่าคิดที่เหล่าอัครทูตที่มีความเชื่อในพระเยซูได้ทูลขอต่อพระองค์ว่า"ขอพระองค์โปรดให้ความเชื่อของพวกข้าพเจ้ามากยิ่งขึ้น" (ลูกา 17:5)  แต่พระเยซูกลับตรัสตอบว่า "ถ้าพวกท่านมีความเชื่อเท่าเมล็ดพืชเมล็ดหนึ่ง ท่านก็จะสั่งต้นหม่อนนี้ได้ว่า 'จงถอนขึ้นออกไปปักในทะเล' และมันจะฟังท่าน (ลูกา 17:6) 
ถ้าอย่างนั้นแล้ว  เราต้องการความเชื่อจำนวนเท่าไรหรือ?  ความเชื่อแบบไหนจึงจะเพียงพอต่อการเคลื่อนย้ายภูเขาหรือสั่งต้นหม่อนให้ไปปักในทะเล หลาย ๆ ครั้งเรามักจะเป็นเหมือนกับสาวกของพระเยซูที่ขอให้พระองค์ทรงเพิ่มเติมความเชื่อให้เรา  หลายครั้งเรามักคิดว่าเราขาดความเชื่อ  เราไม่คุ้นเคยกับการใช้ความเชื่อในการดำเนินชีวิต แต่ถ้าพิจารณาให้ดีแล้ว  เราจะเห็นว่าความเชื่อเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิตของเราเลยทีเดียว แม้ว่าผมจะไม่ค่อยป่วยเท่าไร  แต่ถ้าหากผมป่วยนั้น  ส่วนใหญ่ผมจะไปหาหมอที่โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน  ลองคิดดูนะครับ  ผมต้องเดินเข้าไปในห้องของคนๆหนึ่งที่เรียกตัวเองว่าเป็นหมอ  ผมต้องเข้าไปเจอใครก็ไม่รู้  แล้วผมก็คุยกับเขาไม่ถึง  5  นาที  หลังจากนั้นเขาก็เขียนอะไรไม่รู้ลงในกระดาษ  ซึ่งผมก็อ่านไม่ออกเพราะเหมือนกับว่าเขาเขียนภาษาต่างดาว  บางคำผมก็พอรู้ว่าเป็นภาษาอังกฤษ  ถึงจะอ่านออก  ก็ไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร  หลังจากนั้นผมก็ต้องเอากระดาษแผ่นนั้นไปที่ห้องๆหนึ่ง  แล้วคนในห้องนั้นก็จะเอายาอะไรก็ไม่รู้มาให้ผม  แล้วก็บอกให้ผมกินตามเวลา   แล้วรู้ไหมสุดท้ายผมก็กินยาชุดนั้น 

ลองคิดดูว่าผมต้องใช้ความเชื่อมากแค่ไหนในการไปคุยกับใครก็ไม่รู้  แล้วยังกินยาที่ใครก็ไม่รู้จัดให้ผม  ถ้าหากผมไม่เชื่อถือความมีชื่อเสียงของโรงพยาบาล  ถ้าหากผมไม่เชื่อว่าคนๆนั้นคือคนที่มีความรู้ความสามารถ ถ้าหากผมไม่เชื่อว่ายาที่เขาให้ผมนั้นสามารถรักษาผมได้  ผมก็คงไม่กิน และถ้าผมไม่กินก็คงจะไม่หาย จะเห็นว่าในชีวิตของเรานั้น  ความเชื่อเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินชีวิตจริงๆ

ถ้าหากเราคุ้นเคยกับความเชื่อแล้ว ทำไมเรามักไม่ได้รับคำตอบจากคำอธิษฐานละ  นั่นก็เพราะว่าเราวางความเชื่อของเราไว้ที่อะไร  ความเชื่อของเราอยู่บนรากฐานอะไร  สถานการณ์  สิ่งของ  คนรอบข้าง  หรือพระเจ้า

การที่เราจะมีความเชื่อได้นั้น  เราจำเป็นต้องรู้ว่าความเชื่อนั้นคืออะไร  และทำอย่างไรจึงจะได้มาซึ่งความเชื่อ  แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น  อยากให้เราลองดูก่อนว่าอะไรที่ไม่เรียกว่า  “ความเชื่อ”

ความเชื่อไม่ใช่

1 ความเชื่อไม่ใช่การงมงาย

หลายคนเชื่อว่าความเชื่อก็คือการที่เราไม่ต้องยึดหลักการของเหตุและผล  ความเชื่อย่อมอยู่ตรงข้ามกับการพิสูจน์ได้ตามหลักของวิทยาศาสตร์  แต่จริงๆแล้วพระเจ้าไม่ได้บอกอย่างนั้น พระเจ้าต้องการให้เราเชื่ออย่างมีสติ  ไม่ใช่งมงาย

เวลาเราขับรถหรือนั่งรถไปตามท้องถนน  เราคงเคยเห็นท้ายรถบางคันมีป้ายเขียนไว้ว่า  “รถคันนี้สีแดง”  “รถคันนี้สีเขียว” เป็นเพราะเขาเชื่อว่าสีนั้นๆถูกโฉลกกับชะตาชีวิตเขา ถ้าเขาขับรถสีอื่น  เขาอาจจะเจอเจ้ากรรมนายเวรมาทำให้ประสบเคราะห์ก็เป็นไปได้  จะเห็นว่าความเชื่อของเขานั้นไม่ได้ยึดหัลกอะไรเลย และความเชื่อที่ไม่มีหลักเกณฑ์หรือรากฐานที่มั่นคง เราเรียกว่า  งมงาย

แต่สำหรับความเชื่อของคริสเตียนนั้น  เรายึกหลักตามการบันทึกตามประวัติศาสตร์  หรือก็คือพระคัมภีร์นั่นเอง  นอกจากนั้นยังยึดหลักตามคำพยานของคนที่เชื่อหรือคนที่มีประสบการณ์กับพระเจ้า  ไม่ได้เกิดจากการทึกทักหรืองมงายไร้เหตุผล

2.  ความเชื่อไม่ใช่การที่ให้พระเจ้าทำอะไรก็ได้ตามที่เราต้องการ

หลายครั้งเรามักยึดกับคำที่พระเยซูบอกว่าถ้ามีความเชื่อเพียงเท่าเมล็ดผักกาด  เราก็สามารถเคลื่อนภูเขาได้  เรามักคิดว่าถ้าเรามีความเชื่อแล้ว เราจะทำสิ่งใดก็ได้  แต่ไม่ใช่อย่างนั้น  เพราะนั่นหมายถึงการที่เราสามารถควบคุมพระเจ้าได้  และหากเราควบคุมพระเจ้าได้  พระองค์ก็ไม่ใช่พระเจ้าอีกต่อไป  แต่เป็นตัวเราเอง

หลายครั้งพระเจ้าไม่ได้ช่วยคนที่เรารักให้รอด  ไม่ได้รักษาความเจ็บป่วยให้เรา  ไม่ได้ช่วยเราจากปัญหา  ไม่ได้ตอบคำอธิษฐานตามที่เราคาดหวังไว้  แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีความเชื่อ  เพราะพระคัมภีร์ไม่ได้บอกว่าความเชื่อคือการที่พระเจ้าจะทำตามสิ่งที่เราได้พูดออกไป  แต่ความเชื่อคือการที่พระเจ้าจะกระทำในสิ่งที่พระองค์ทรงตรัสไว้ต่างหาก  ซึ่งก็คือพระสัญญาของพระเจ้าที่ได้ให้ไว้กับคนทุกคน  และนี่เองเราจึงได้พักสงบในพระองค์  ไม่ว่าสถานการณ์รอบข้างจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ เพราะโดยพระสัญญาของพระองค์  เราจึงสามารถไว้วางใจได้ว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นก็เพื่อผลดีของเรา

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาขณะที่ผมได้เปิดคอมพิวเตอร์ของผมขึ้น ปรากฏว่าหน้าจอนั้นมืดไปหมด จะเห็นแต่เมาส์เท่านั้น  ผมไม่รู้จะทำอย่างไรจึงได้เริ่มต้นที่การอธิษฐาน ขอพระเจ้าช่วยให้คอมฯของผมสามารถใช้การได้ ผมพยายามบอกตัวเองว่ามีความเชื่อ  และเมื่อมีความเชื่อพระเจ้าก็จะต้องตอบ  พระเจ้าจะช่วยให้คอมฯใช้การได้เลยเมื่อผมเปิดขึ้นมาอีกครั้ง  แต่ในทันใดนั้นประโยคที่บอกว่าความเชื่อไม่ใช่เครื่องมือในการให้พระเจ้าทำในสิ่งที่เราต้องการก็เข้ามาในความคิดผม  ผมจึงเริ่มสารภาพต่อพระเจ้าและทูลขอต่อพระองค์ว่าถ้าพระเจ้าจะไม่ให้คอมฯติดก็ไม่เป็นไร  เพราะพระองค์คือพระเจ้า  ผมวางใจในพระองค์เพราะรู้ว่าทุกสิ่งเกิดขึ้นก็เพื่อผลดีของผมเอง  แต่ผมขอให้การเสียนั้นเป็นที่  software  ไม่ใช่  hardware  เพื่อที่ผมจะสามารถ  copy  ข้อมูลต่างๆในคอมฯของผมได้  ผมขอบคุณพระเจ้าที่ผมสามารถ save  ข้อมูลการทำงานทุกอย่างได้หมด  และในขณะที่ผมเขียนบทความนี้  ผมได้จัดการลง window ใหม่เรียบร้อยแล้ว  และขอบคุณพระเจ้าที่ผมได้ทำการลงใหม่ เพราะว่าคอมฯของผมนั้นเร็วกว่าเดิมมาก  เพราะผมใช้คอมฯตัวนี้มาประมาณ 3-4 ปี  โดยไม่ได้ดูแลอะไรเลย  ทำให้คอมฯช้ามากๆ  ผมได้ใช้คอมฯตัวเดิมที่ข้อมูลอยู่ครบแต่ทำงานได้เร็วกว่าเดิม  ทุกอย่างพระเจ้าให้เกิดขึ้นก็เพื่อผลดีของเราจริงๆ

3. ความเชื่อไม่ใช่การยึดอยู่กับบทบัญญัติหรือข้อเท็จจริงต่างๆ   แต่ความเชื่อที่แท้นั้นคือการที่เรายึดที่พระเจ้าเป็นสำคัญ

ความเชื่อไม่ใช่การยึดถึงตามตัวอักษรในหนังสือ หรือในพระคัมภีร์  แต่พระคัมภีร์บอกว่าความเชื่อก็คือการที่เรามีความสัมพันธ์กับบุคคลคนหนึ่ง  นั่นก็คือพระเจ้า  และนี่เป็นสาเหตุที่เราพบในพระคัมภีร์เดิมบ่อยๆที่พระเจ้าบอกว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของอับราฮัม  อิศอัก  และยาโคบ 
การยึดอยู่กับสิ่งที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของพระเจ้า  ไม่ได้ทำให้เรามีความเชื่อ  แต่การมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าต่างหาก  ทำให้เรารู้จักพระองค์มากยิ่งขึ้น  และเมื่อเรารู้จักพระเจ้า  เราก็ไว้วางใจในพระองค์  และนั่นทำให้เรามีความเชื่อ  เพราะเรารู้ว่าเรากำลังเชื่อในใครอยู่

ถ้าเราพูดถึงคนๆหนึ่ง  เราอาจจะบอกได้ว่าคนๆนั้นเบอร์โทรศัพท์หมายเลขอะไร  บ้านอยู่แถวไหน  เลขที่บัตรประชาชนเลขอะไร    แต่นั่นไม่ได้ทำให้เรารู้จักคนๆนั้นเลย เหมือนกับการที่เรารู้จักนักร้องหรือดาราที่มีชื่อเสียง  แม้ว่าเราจะสามารถบอกได้ว่าเขาเกิดเมื่อไร  อายุเท่าไร  มีผลงานอะไรบ้าง แม้ว่าเราจะสามารถบอกได้หมดทุกอย่าง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเรารู้จักคนๆนั้น

ถ้าหากเราอยากรู้จักคนๆนั้นจริงๆ  เราต้องเข้าไปพูดคุยกับเขา  ยิ่งพูดกันมากเท่าไร  เราก็จะรู้จักเขามากขึ้น ไม่เพียงแต่การพูดคุยเท่านั้น  ถ้าหากเราอยากรู้จักคนๆนั้นอย่างแท้จริง เราต้องดูผู้คนรอบข้างตัวเขาด้วย เราสามารถรู้จักคนๆนั้นได้จากคนที่เขาพูดคุย  จากคนที่เขาใช้เวลาด้วย  ดูว่าคนเหล่านั้นเป็นคนอย่างไร  รวมทั้งเราสามารถรู้จักคนๆนั้นได้จากคนที่รักและห่วงใยเขาด้วยว่าเป็นอย่างไร เช่นกันถ้าเราอยากรู้จักพระเจ้าให้เราดูคนที่พระเจ้าทรงห่วยใยว่าเป็นคนอย่างไร  รวมทั้งให้เราดูคนที่รักและห่วยใยพระเจ้าด้วย
เมื่อเรารู้แล้วว่าความเชื่อไม่ใช่อะไร  ตอนนี้ก็ถือเวลาที่เราจะได้ทำการรู้จักกับคำว่า  “ความเชื่อ”  ว่าแท้จริงแล้วมีความหมายว่าอย่างไร เราสามารถดูได้จากพระคัมภีร์ฮีบรู  11:1-13  ดังนี้

ฮีบรู 11
1 ความเชื่อคือความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้ เป็นความรู้สึกมั่นใจว่า สิ่งที่ยังไม่ได้เห็นนั้นมีจริง
2 โดยความเชื่อนี้เองคนในสมัยก่อนก็ได้รับการรับรองจากพระเจ้า
3 โดยความเชื่อนี้เอง เราจึงเข้าใจว่า พระเจ้าได้ทรงสร้างกัลปจักรวาล ด้วยพระดำรัสของพระองค์ ดังนั้นสิ่งที่มองเห็นจึงเป็นสิ่งที่เกิดจากสิ่งที่ไม่ปรากฏให้เห็น
4 เพราะอาแบลมีความเชื่อ จึงได้นำเครื่องบูชาอันประเสริฐกว่าของคาอินมาถวายแด่พระเจ้า ซึ่งทำให้ท่านได้รับการรับรองว่าเป็นคนชอบธรรม พระเจ้าก็ได้ทรงยืนยันโดยการทรงรับของถวายของท่าน แม้ว่าอาแบลตายไปแล้วก็จริง แต่เพราะท่านมีความเชื่อ ท่านจึงยังคงพูดอยู่
5 เพราะเอโนคมีความเชื่อ ฉะนั้นพระเจ้าจึงทรงรับท่านขึ้นไป เพื่อไม่ให้ท่านประสบกับความตาย ไม่มีผู้ใดพบท่าน เพราะพระเจ้าทรงรับท่านไปแล้ว ก่อนที่ทรงรับท่านขึ้นไปนั้น มีผู้เป็นพยานว่าท่านเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า
6 แต่ถ้าไม่มีความเชื่อแล้ว จะเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าก็ไม่ได้เลย เพราะว่าผู้ที่จะมาเฝ้าพระเจ้าได้นั้น ต้องเชื่อว่าพระองค์ทรงดำรงพระชนม์อยู่ และพระองค์ทรงเป็นผู้ประทานบำเหน็จให้แก่ทุกคนที่แสวงหาพระองค์
7 เพราะโนอาห์มีความเชื่อ ฉะนั้นเมื่อพระเจ้าทรงเตือนให้รู้ถึงเหตุการณ์ที่ยังไม่ปรากฏ ท่านจึงยำเกรงและต่อเรือใหญ่ เพื่อช่วยครอบครัวของตนให้รอดพ้นจากความตาย และด้วยเหตุนี้เองท่านจึงได้ติเตียนชาวโลก และได้เป็นทายาทแห่งความชอบธรรม ซึ่งบังเกิดมาจากความเชื่อ
8 เพราะอับราฮัมมีความเชื่อ ฉะนั้นเมื่อพระเจ้าทรงเรียกให้ท่านออกเดินทางไปยังที่ซึ่งท่านจะรับเป็นมรดก ท่านได้เชื่อฟังและได้เดินทางออกไปโดยหารู้ไม่ว่าจะไปทางไหน
9 เพราะความเชื่อของท่าน ท่านได้พำนักในแผ่นดินซึ่งพระเจ้าทรงสัญญาไว้นั้น คือได้พำนักในเต็นท์เป็นคนต่างด้าว ดังอิสอัคและยาโคบซึ่งเป็นทายาทด้วยกัน ตามพระสัญญาอันเดียวกันนั้น
10 ท่านได้เฝ้ารอคอยนครที่ตั้งบนรากฐาน ซึ่งพระเจ้าทรงเป็นนายช่างและทรงเป็นผู้สร้าง
11 เพราะนางซาราห์มีความเชื่อ นางจึงได้รับพลังตั้งครรภ์เมื่อชรามากแล้ว เพราะนางถือว่าพระองค์ผู้ได้ทรงประทานพระสัญญานั้นทรงเป็นผู้สัตย์ซื่อ
12 เหตุฉะนั้นจากชายคนเดียวซึ่งเกือบจะกล่าวได้ว่า เป็นเสมือนคนที่ตายแล้วนั้น ก็ได้ทำให้มีผู้สืบเชื้อสายเกิดมามากมายดังดวงดาวในท้องฟ้า และเป็นดังเม็ดทรายอันนับไม่ถ้วน ที่ฝั่งทะเล
13 คนเหล่านั้นได้ตายไปขณะที่มีความเชื่อเต็มที่ และไม่ได้รับสิ่งที่ได้ทรงสัญญาไว้ แต่เขาก็ได้เห็นและได้เตรียมรับไว้ตั้งแต่ไกล และรู้ดีว่าเขาเป็นคนแปลกถิ่นที่ท่องเที่ยวไปในโลก

ความเชื่อคืออะไร

1.  ความเชื่อ คือการที่เราเชื่อในเรื่องราวที่ได้มีการบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ว่าเป็นจริง

ฮีบรู 11
6 แต่ถ้าไม่มีความเชื่อแล้ว จะเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าก็ไม่ได้เลย เพราะว่าผู้ที่จะมาเฝ้าพระเจ้าได้นั้น ต้องเชื่อว่าพระองค์ทรงดำรงพระชนม์อยู่ และพระองค์ทรงเป็นผู้ประทานบำเหน็จให้แก่ทุกคนที่แสวงหาพระองค์

เราต้องเชื่อว่าพระเจ้าที่เราเชื่อนั้นมีอยู่จริงและทรงมอบบำเหน็จให้กับทุกคนที่แสวงหาพระองค์  นอกจากนี้  เราต้องเชื่อว่าสิ่งที่บันทึกในพระคัมภีร์เป็นพระคำของพระเจ้า   หลายครั้งเราพยายามกระตุ้นให้เกิดความเชื่อในทันทีทันใด  พอเราไม่ได้รับคำตอบ  เราก็มักคิดว่าเราขาดความเชื่อ  แต่นั่นไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง  ความเชื่อไม่ได้เกิดจากการพยายามกระตุ้นให้เชื่อ อย่างทันทีทันใด

D.L Moody เคยกล่าวไว้ว่า  เขาอธิษฐานและทูลขอความเชื่อ  และเขาคิดว่าความเชื่อน่าจะมาอย่างทันทีทันใด  แต่มันไม่ใช่อย่างนั้น  วันหนึ่งเขาได้อ่านพระคัมภีร์ใน  โรม 10 : 17 “ฉะนั้นความเชื่อเกิดขึ้นได้ก็เพราะการได้ยิน และการได้ยินเกิดขึ้นได้ก็เพราะการประกาศพระคริสต์”  หรือก็คือการได้ยินพระวจนะของพระเจ้านั่นเอง  เมื่อเขารู้ว่าความเชื่อเกิดขึ้นได้เพราะการได้ยินพระคำพระเจ้า  หลังจากนั้นเขาได้ปิดพระคัมภีร์และอธิษฐานขอสำหรับความเชื่อ  ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทุกครั้งที่เขาเปิดพระคัมภีร์และศึกษา ความเชื่อของเขาก็ได้เพิ่มพูนมากยิ่งๆขึ้น  และนี่ก็คือเคล็ดลับของความเชื่อที่มากขึ้น  ก็คือการที่เรารู้จักพระเจ้าและศึกษาพระคัมภีร์นั่นเอง

2. ความเชื่อคือการที่เราวางใจใจบุคคลคนหนึ่ง  นั่นก็คือพระเยซู

เราวางใจพระเยซูในเรื่อง  “ความรอด”  เพราะมีเพียงพระเยซูทางเดียวเท่านั้นที่ช่วยเราให้รอดพ้นจากบาป จากบึงไฟนรกได้  เหมือนกับที่บอกไว้ใน  กิจการ 4 : 12 “ในผู้อื่นความรอดไม่มีเลย ด้วยว่านามอื่นซึ่งให้เราทั้งหลายรอดได้ ไม่ทรงโปรดให้มีในท่ามกลางมนุษย์ทั่วใต้ฟ้า”

ไม่เพียงแค่เรื่องความรอดเท่านั้นที่เราไว้วางใจพระเจ้า  แต่เรายังวางใจในความรักของพระองค์ที่ทรงมีต่อเราทุกคนด้วย  เพราะเรารู้ว่าพระเจ้าจะประทานสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่เราเสมอ  1โครินธ์ 2 : 9 “ดังที่มีเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า สิ่งที่ตาไม่เห็นหูไม่ได้ยิน และสิ่งที่มนุษย์คิดไม่ถึง คือสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมไว้สำหรับคนที่รักพระองค์”

3. ความเชื่อคือการมั่นใจในพระสัญญาของพระเจ้า

พระสัญญาของพระเจ้าที่มีต่อชีวิตของเรานั้นมีมากมาย แต่ที่สำคัญก็คือพระองค์ทรงสัญญาว่าจะประทานชีวิตนิรันดร์ให้แก่เราทุกคนที่เชื่อในพระองค์  ทิตัส 1 : 2  “ด้วยหวังว่าจะได้ชีวิตนิรันดร์ ซึ่งพระเจ้าผู้ไม่ทรงมุสาเลยได้ทรงสัญญาไว้ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์”

พระเจ้าทรงรักษาพระสัญญาของพระองค์โดยส่งพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ลงมาตายเพื่อไถ่บาปเรา ด้วยเหตุนี้เราจึงมีความมั่นใจในพระสัญญาที่เหลือที่พระองค์ทรงสัญญากับเรา  โดยเฉพาะที่บอกไว้ว่าพระองค์ทรงจัดเตรียมที่ให้เราเมื่อเราจากโลกนี้ไปแล้ว

การยึดมั่นในพระสัญญาของพระเจ้าคือพิ้นฐานความเชื่อในชีวิตคริสเตียนที่เรามี  อย่าให้ความเชื่อของเรามีพื้นฐานจากคำตอบของคำอธิษฐานหรือสภาพแวดล้อมหรืออย่างอื่น  เหมือนกับการที่ผมเชื่อมั่นในชื่อเสียงของโรงพยาบาล   ผมเชื่อมั่นว่าโรงพยาบาลนี้จะมีแต่หมอที่เก่ง  ที่จบด้านการแพทย์มาทำงาน  ดังนั้นไม่ว่าผมจะเป็นโรคอะไร  โรงพยาบาลนี้ก็จะสามารถรักษาผมให้หายได้  เช่นเดียวกัน เมื่อเราวางใจในพระเจ้า  เรารู้ว่าพระเจ้าของเราทรงเป็นพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่  ไม่มีสิ่งใดยากเกินกว่าที่พระเจ้าจะทรงกระทำได้  นอกจากนี้พระองค์ยังทรงรักเรามาก  พระองค์ทรงมีแผนการที่ดีต่อชีวิตของเราทุกคน  ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเรา เราก็มั่นใจว่าพระองค์จะทรงช่วยเราให้ผ่านพ้นสิ่งต่างๆได้ 

แล้วเราจะตอบสนองต่อความเชื่อนี้อย่างไร
1. นมัสการพระเจ้า

ให้เราเหมือนกับอาเบลที่แสดงออกทางความเชื่อของเขาโดยการนมัสการพระเจ้า  โดยการถวายเครื่องบูชาแห่งผลแรกของเขาให้พระเจ้า
ฮีบรู 11
4 เพราะอาแบลมีความเชื่อ จึงได้นำเครื่องบูชาอันประเสริฐกว่าของคาอินมาถวายแด่พระเจ้า ซึ่งทำให้ท่านได้รับการรับรองว่าเป็นคนชอบธรรม พระเจ้าก็ได้ทรงยืนยันโดยการทรงรับของถวายของท่าน แม้ว่าอาแบลตายไปแล้วก็จริง แต่เพราะท่านมีความเชื่อ ท่านจึงยังคงพูดอยู่

2. เดินกับพระเจ้าวันต่อวัน

ไม่เพียงแต่การนมัสการพระเจ้าเท่านั้น  เราจะต้องเดินกับพระเจ้าวันต่อวันอย่างสัตย์ซื่อด้วย  เหมือนกับเอโนค  ที่เขามีชีวิตที่พอพระทัยพระเจ้า  เขาได้เดินกับพระเจ้าตลอดระยะเวลา  300  ปี  และพระคัมภีร์บอกว่าเขาเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า พระองค์จึงรับเขาไปเพื่อไม่ให้ท่านประสบกับความตาย
ฮีบรู 11
5 เพราะเอโนคมีความเชื่อ ฉะนั้นพระเจ้าจึงทรงรับท่านขึ้นไป เพื่อไม่ให้ท่านประสบกับความตาย ไม่มีผู้ใดพบท่าน เพราะพระเจ้าทรงรับท่านไปแล้ว ก่อนที่ทรงรับท่านขึ้นไปนั้น มีผู้เป็นพยานว่าท่านเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า

3. รับใช้พระเจ้า
โนอาห์เป็นแบบอย่างแห่งความเชื่อในการรับใช้  ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับครอบครัวของโนอาห์ที่จะสร้างเรือใหญ่ขนาดนั้นอย่างนั้น  กาสร้างเรือขนาดใหญ่ในสถานการ์ที่โลกนี้ไม่เคยเกิดน้ำท่วมมาก่อน  ในสถานการ์ที่โลกไม่เคยมีฝนตกมาก่อน คงจะเป็นเรื่องยากที่คนๆนึงจะคิดจินตนาการได้  และการสร้างเรือขนาดนี้นั้นต้องใช้ในการก่อสร้างถึง 100 ปี แต่เพราะความเชื่อ  โนอาร์จึงทำ พระเจ้าอาจไม่ได้เรียกเราให้สร้างเรือแบบโนอาห์  แต่เรามีความเชื่อแบบโนอาห์หรือไม่ที่จะทำงานเพื่อพระเจ้า

ฮีบรู 11
7 เพราะโนอาห์มีความเชื่อ ฉะนั้นเมื่อพระเจ้าทรงเตือนให้รู้ถึงเหตุการณ์ที่ยังไม่ปรากฏ ท่านจึงยำเกรงและต่อเรือใหญ่ เพื่อช่วยครอบครัวของตนให้รอดพ้นจากความตาย และด้วยเหตุนี้เองท่านจึงได้ติเตียนชาวโลก และได้เป็นทายาทแห่งความชอบธรรม ซึ่งบังเกิดมาจากความเชื่อ

4. รอคอยด้วยความมั่นใจ

อับราฮัมผู้ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งความเชื่อ  พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะประทานดินแดนแห่งพันธสัญญาให้กับเขา  อับราฮัมมีความเชื่อ จึงได้เดินทางออกจาญาติพี่น้องไปยังดินแดนที่ตนไม่รู้จัก  อับราฮัมได้รอคอยดินแดนแห่งพันธสัญญาตลอดชีวิตของเขา  แม้ว่าเขาจะไม่เห็นด้วยตา  แต่เขาก็มีความเชื่อว่าพระเจ้าจะทรงประทานให้

นอกจากนี้อับราฮัมยังรอคอยลูกแห่งพระสัญญาของพระเจ้าด้วย พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะประทานลูกให้อับราฮัมตอนที่เขามีอายุ  85  ปี  แม้ว่าเขาจะแก่  เขาก็ยังมีความเชื่อ  อับราฮัมอดทนรอคอยลูกที่พระเจ้าจะประทานให้เป็นเวลานานมาก  แต่เขาก็ไม่หมดหวังในที่สุดเมื่อเขามีอายุ  100 ปี  เขาก็ได้เห็นหน้าลูกที่พระเจ้าทรงสัญญานั้น

เช่นเดียวกัน พระเจ้าต้องการให้เราตอบสนองต่อความเชื่อด้วยการรอคอย  เราอาจจะอธิษฐานอย่างดีแล้ว  เราอาจจะทำหน้าที่ของเราอย่างดีที่สุด  แต่คำตอบก็ยังมาไม่ถึง  สิ่งเดียวที่เราทำได้ก็คือการรอคอย  ให้เรารอคอยด้วยความมั่นใจว่าจะได้  เหมือนกับอับราฮัมที่รอคอยลูกถึง  100  ปี  เหมือนกับอับราฮัมที่มีความเชื่อว่าพระเจ้าจะมอบแผ่นดินให้เขาเป็นกรรมสิทธ์  แม้ว่าเขาจะไม่ได้เห็นด้วยตาก็ตาม  ให้เรารอคอยด้วยความเชื่อ  เพราะนี่คือการรอคอยที่พระเจ้าพอพระทัย

พระเจ้าไม่ต้องการให้เราแค่มีความเชื่อเฉยๆ แต่ต้องการให้เราตอบสนองต่อความเชื่อด้วย  โดยการนมัสการพระเจ้า  ดำเนินกับพระองค์อย่างสัตย์ซื่อวันต่อวัน  ร่วมทำงานรับใช้พระองค์ และรอคอยคำตอบหรือพระสัญญาของพระเจ้าที่มีต่อเราด้วยความอดทน และหากวันนี้เราอธิษฐานขอสิ่งใดจากพระเจ้า  เราอาจจะอยู่ในช่วงรอคอยคำตอบจากพระองค์  อย่าให้เราท้อแท้หรือหมดหวังว่าเมื่อไรคำตอบจะมา ให้เรามีความเชื่อ ให้เราอดทนรอคอยแบบอับราฮัม รอคอยด้วยความมั่นใจ  และในขณะที่เรารอคอยคำตอบจากพระเจ้าด้วยความเชื่อ ให้เรายังคงนมัสการพระเจ้า  เดินกับพระเจ้าและทำงานของพระองค์ต่อไป  เพราะนี่คือท่าทีแห่งความเชื่อที่พระเจ้าพอพระทัย

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 คำสำคัญ: kmanw 
 หมายเลขบันทึก: 333839
 เขียน:  
 อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ

ความเห็น

 อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
 ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์
 
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า