พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2545 หมวดที่1-3

   มาดูภาพรวมพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  พุทธศักราช 2542  และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2545 แล้วเจาะลงไปที่หมวดที่ 1-3 ก่อนจะพบว่า
   พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542
    
เป็นกฎหมายทางการศึกษาฉบับแรกที่ออกตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540  ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2542  มี 9 หมวด  และบทเฉพาะกาล  รวม 78 มาตรา  มีหมวดสำคัญได้แก่  ความมุ่งหมายและหลักการจัดการศึกษา  สิทธิและหน้าที่ทางการศึกษา  ระบบการศึกษา  แนวการจัดการศึกษา  การบริหารและการจัดการศึกษา  มาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา  ครูคณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา  ทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา และเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา  ถือเป็นกฎหมายแม่บทในการปฏิรูปการศึกษาในปัจจุบัน 
         ต่อมาได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมบางส่วนให้สอดคล้องกับนโยบายปฏิรูประบบราชการของรัฐบาล     ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  พุทธศักราช 2542  แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2)  พุทธศักราช 2545  เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายปฏิรูประบบราชการ  โดยให้แยกภารกิจเกี่ยวกับงานด้านศิลปะและวัฒนธรรมไปจัดตั้งเป็นกระทรวงวัฒนธรรม  ปรับปรุงการบริหารและการจัดการศึกษาของเขตพื้นที่การศึกษา  ให้มีคณะกรรมการการอาชีวศึกษา  และหลักสูตรการอาชีวศึกษาด้วย  จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น  มีมาตราที่ปรับปรุงใหม่ 13 มาตรา  ได้แก่  มาตรา 3, 5, 31-34, 37-40, 45, 51, และ 74   สาระสำคัญของพระราชบัญญัติฉบับนี้ มีการนำเสนออย่างเป็นลำดับขั้นตอน ได้แก่
หมวด 1 บททั่วไป ความมุ่งหมายและหลักการ
     
พระราชบัญญัติฉบับนี้มีเจตนารมณ์ที่ต้องการเน้นย้ำว่า การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิตสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข (มาตรา 6)
. การจัดการศึกษา ให้ยึดหลักดังนี้ (มาตรา 8)
1) เป็นการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับประชาชน
2) ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
3) การพัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง
    สำหรับเรื่องการจัดระบบ โครงสร้างและกระบวนการจัดการศึกษา ให้ยึดหลักดังนี้ (มาตรา 9)
1) มีเอกภาพด้านนโยบายและมีความหลากหลายในการปฏิบัติ
2) มีการกระจายอำนาจไปสู่เขตพื้นที่การศึกษา สถานศึกษา และองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น
3) มีการกำหนดมาตรฐานการศึกษาและจัดระบบประกันคุณภาพการศึกษาทุก ระดับและประเภท
4) มีหลักการส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพและการพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากร ทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง
5) ระดมทรัพยากรจากแหล่งต่าง ๆ มาใช้ในการจัดการศึกษา
6) การมีส่วนร่วมของบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น เอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น

หมวด 2 สิทธิและหน้าที่ทางการศึกษา
    บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปี ที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึง และมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย (มาตรา 10)
   - บุคคล ซึ่งมีความบกพร่องทางด้านต่าง ๆ หรือมีร่างกายพิการ หรือมีความต้องการเป็นพิเศษ หรือผู้ด้อยโอกาสมีสิทธิและโอกาสได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นพิเศษ  
 - บิดามารดา หรือผู้ปกครองมีหน้าที่จัดให้บุตรหรือบุคคลในความดูแลได้รับการศึกษาทั้งภาคบังคับ และนอกเหนือจากภาคบังคับตามความพร้อมของครอบครัว (มาตรา 11)
- บิดามารดา บุคคล ชุมชน องค์กร และสถาบันต่าง ๆ ทางสังคมที่สนับสนุนหรือจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีสิทธิได้รับสิทธิประโยชน์ตามควรแก่กรณี(มาตรา 14) คือ การสนับสนุนจากรัฐให้มีความรู้ ความสามารถในการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรหรือผู้ซึ่งอยู่ในความดูแล รวมทั้งเงินอุดหนุนสำหรับการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน การลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีสำหรับค่าใช้จ่ายการศึกษา
หมวด 3 ระบบการศึกษา
     การจัดการศึกษามีสามรูปแบบ คือ การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สถานศึกษาจัดได้ทั้งสามรูปแบบ และให้มีการเทียบโอนผลการเรียนที่ผู้เรียนสะสมไว้ระหว่างรูปแบบเดียวกันหรือต่างรูปแบบได้ ไม่ว่าจะเป็นผลการเรียนจากสถานศึกษาเดียวกันหรือไม่ก็ตาม (มาตรา 15)
     การศึกษาในระบบมีสองระดับ คือ การศึกษาขั้นพื้นฐานซึ่งจัดไม่น้อยกว่า 12 ปี ก่อนระดับอุดมศึกษา และระดับอุดมศึกษา ซึ่งแบ่งเป็นระดับต่ำกว่าปริญญา และระดับปริญญา(มาตรา 16) ให้มีการศึกษาภาคบังคับเก้าปี นับจากอายุย่างเข้าปีที่เจ็ด จนอายุย่างเข้าปีที่สิบหก หรือเมื่อสอบได้ชั้นปีที่เก้าของการศึกษาภาคบังคับ(มาตรา 17)
      สำหรับเรื่องสถานศึกษานั้น การศึกษาปฐมวัย และการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้จัดใน(มาตรา18)
1) สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย
2) โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนของรัฐ เอกชน และโรงเรียนที่สังกัดสถาบันศาสนา
3) ศูนย์การเรียน ได้แก่ สถานที่เรียนที่หน่วยงานจัดการศึกษานอกโรงเรียน บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ โรงพยาบาล สถาบันทางการแพทย์ สถานสงเคราะห์ และสถาบันสังคมอื่นเป็นผู้จัด      
     การจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา ให้จัดในมหาวิทยาลัย สถาบัน วิทยาลัย หรือ หน่วยงานทื่เรียกชื่ออย่างอื่น ทั้งนี้ให้เป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (มาตรา 19)
     การจัดการอาชีวศึกษา การฝึกอบรมวิชาชีพ ให้จัดในสถานศึกษาของรัฐ สถาน ศึกษาของเอกชน สถานประกอบการ หรือโดยความร่วมมือระหว่างสถานศึกษากับสถานประกอบการ (มาตรา 20)
     มาต่อหมวด 4 แนวการจัดการศึกษา ครั้งต่อไปครับ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 หมายเลขบันทึก: 333727
 เขียน:  
 ความเห็น:  อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ

ความเห็น

จิต
เขียนเมื่อ Thu Feb 04 2010 06:23:01 GMT+0700 (ICT)

ผู้ร่างนโยบายเขียนไว้อย่างสวยหรู ไม่ทราบว่าทำได้หรือเปล่า
ยกตัวอย่าง  การจัดการศึกษา ให้ยึดหลักดังนี้ (มาตรา 8)
1) เป็นการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับประชาชน

เป็นเรื่องที่ดีมาก แต่ทำได้หรือเปล่า ทำได้แค่ไหน
หรือเพียงมีตัวอย่างสาธิตให้ดูเท่านั้น สามารถกระจายไปทุกชุมชนได้เป็นรูปธรรมไหมคะ

ฯลฯ

คิม นพวรรณ
เขียนเมื่อ Thu Feb 04 2010 06:29:29 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะอาจารย์

  • บทบาทของชุมชนและส่วนรวม..ที่มีส่วนในการจัดการศึกษา
  • สังคมในเมืองที่มีระดับการศึกษาอาจจะเข้าใจและรู้บทบาทได้ดีนะคะ
  • ส่วนที่บ้านนอก  น่าจะเป็นหน้าที่ของโรงเรียนไปให้ความรู้กับคนในชุมชนว่าเขามีบทบาทต่อการมีส่วนร่วมอย่างไรบ้าง  อันนี้น่าเป็นห่วงอยู่มากค่ะ
  • ขอขอบพระคุณค่ะ
ธเนศ ขำเกิด
เขียนเมื่อ Fri Feb 05 2010 18:13:13 GMT+0700 (ICT)

ที่จริงการศึกษาทั้ง 3 ระบบก็กำหนดได้ครอบคลุม และยืดหยุ่น และมีหน่ายงานรับผิดชอบ ปัญหาก็อยู่ที่การปฏิบัตินั่นแหละ

 อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
 ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์
 
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า