สมาชิก
แลกเปลี่ยน

ระบบวรรณะในอินเดียโบราณ

ระบบวรรณะ

            การศึกษาระบบความคิดเกี่ยวกับสังคมอินเดียนั้น แหลงความคิดที่สําคัญและเก่าแกที่สุดก็คือ คัมภีรทางศาสนา สังคมอินเดียที่ปรากฏเป็นระบบอย่างเช่นทุกวันนี้ก็คือผลผลิตทางความคิดของปราชญอินเดียตั้งแตสมัยโบราณ โครงสรางของสังคมอินเดียปัจจุบันก็คือผลผลิตของอดีต

            คัมภีรทางศาสนาที่สําคัญ ซึ่งถือไดว่าเป็นแหล่งบันทึกวิถีชีวิต ระบบสังคมของอินเดีย  และที่สำคัญ เป็นแหล่งความคิดทางสังคมของอินเดียไดแก วรรณคดีพระเวท คัมภีรปุราณะ สูตรตาง ๆ มหากาพยรามายณะ มหาภารตะยุทธ รวมถึงคัมภีรภควัตคีตา ไมว่าจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับระบบอาศรม ระบบวรรณะ ระบบครอบครัว ล้วนแล้วแตเกิดจากความคิดที่บรรจุอยูในคัมภีรเหล่านี้ทั้งสิ้น           

บ่อเกิดระบบวรรณะ 

            คำสอนของศาสนาพราหมณ์- ฮินดูประการหนึ่งกล่าวอ้างเอาไวว่า การที่มนุษยจะประสบผลสําเร็จในการประกอบกิจการใด ๆ อันรวมไปถึงการบรรลุโมกษะนั้น มนุษยพึงปฏิบัติใหเป็นไปอย่างเหมาะสมตาม วรรณะ ดังนั้นชาวฮินดูจึงเคร่งครัด       ต่อหน้าที่ (ธรรมะ) ตามของวรรณะของตน ซึ่ง หน้าที่นี้ ผูกพันอยูกับ "อาศรม" หรือ "วัย" ของบุคคลนั้น ๆ ดังรวมเรียกว่า "วรรณาศรมธรรม" ซึ่งมีความหมายว่าหน้าที่ของคนในแตละวัยของแต่ละวรรณะ จากความหมายนี้เองทําใหเรามองเห็นว่า ระบบวรรณะนั้นจะต้องผูกพันเกี่ยวข้องกับชาวฮินดูไปตั้งแตเกิดจนตาย

            วรรณะ หมายถึง สี ซึ่งหมายถึงสีผิว โดยขยายความวาประชาชนในอินเดียมีเชื้อชาติ เผาพันธุที่มีสีผิวกายแตกต่างกัน โดยเชื่อว่าคนที่มีสถานะทางสังคมสูง(วรรณะสูง) ส่วนใหญจะมีผิวกายขาว ในขณะที่คนที่มีสถานะทางสังคมต่ำ (วรรณะต่ำ) เป็นผู้มีผิวกายดํา

แนวคิดการเกิดระบบวรรณะ

            ๑. แนวคิดที่ผูกพันกับเทพเจ้า

            ความคิดเกี่ยวกับการแบ่งประชาชนออกเป็นชนชั้นต่าง ๆ กระทั่งพัฒนามาเป็นระบบวรรณะที่

มีกฎเกณฑข้อห้าม ข้อกําหนดที่ซับซ้อนนั้นคงต้องใช้เวลานับพันป ดังนั้นจึงเป็นการยากที่จะสืบย้อนใหเห็นกําเนิดที่แทจริงและถูกต้องของระบบนี้ หลักฐานสําคัญ ๆ ที่ใช้ในการศึกษาเรื่องระบบวรรณะคือ คัมภีร์ฤคเวท ซึ่งถือว่าเป็นคัมภีรทางศาสนาที่เก่าแก่ที่สุด ระบุเรื่องราวของวรรณะไว้ว่าวรรณะทั้ง 4 เกิดจากพระพรหม โดยพระพรหมสร้างวรรณะต่าง ๆ จากอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของพระองค์เอง อันได้แก่พราหมณสร้างจากพระโอษฐ กษัตริยสร้างจากพระหัตถ แพศยสร้างจากกระเพาะ และศูทรสร้างจากพระบาท  และเพื่อกําหนดหน้าที่ อาชีพของคนในแตละวรรณะ อย่างเช่น พราหมณเป็นนักบวช ครู กษัตริยเป็นผู้ปกครอง แพทย เป็นพ่อค้า ชาวนา ชาวไร ศูทร เป็นผูรับใช้คนในวรรณะอื่น ๆ  

            แนวคิดหรือทฤษฎีการกําเนิดระบบวรรณะข้างต้นสะท้อนให้เห็นความผูกพันของระบบสังคมกับเทพเจ้า ดังนั้นจึงมีความเชื่อกันวา ระบบวรรณะ เป็น หน้าที่หนึ่งที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นซึ่งจะต้องคงอยูตลอดไปเปลี่ยนแปลงไม่ได้สมาชิกของสังคมต้องทําตามหน้าที่ที่พระเจ้าเป็นผู้กําหนดขึ้นและยังต้องรักษาระบบไว้ด้วย

            ๒. แนวความคิดจากพราหมณ์

            นอกเหนือจากทฤษฎีกําเนิดวรรณะว่ามาจากพระเจาแลว ยังมีแนวคิดหรือทฤษฎีอีกบางประการที่กลาวถึง เช่น ทฤษฎีที่อ้างว่า พราหมณเป็นผู้ตั้งระบบ สร้างกฎเกณฑของวรรณะเพื่อธํารงรักษาสถานะทางสังคมของตนใหสูงสงกวาชนชั้นอื่น  เนื่องดวยสถานะทางสังคมของตนนั้นถูกท้าทาย โดยชนกลุ่มอื่น ๆ เพราะพราหมณ์เป็นวรณรเดียวที่สามารถเข้าถึงกฏเกณฑ์ทางธรรมชาติซึ่งพวกตนเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดมาจากการดลบันดาลของบรรดาเหล่าเทพเจ้าทั้งหลาย การจะให้ฟ้าฝนตกต้องไปตามฤดูกาลได้นั้นต้องร้องขอและประกอบพิธีกรรมต่อเทพพระเจ้าอย่างถูกต้อง ซึ่งพราหม์เท่านั้นที่สามารถติดต่อเทพเจ้าได้ พวกตนจึงตั้งกฏเกณฑ์มากมาย อีกทั้งยังเรียกเก็บเงินค่าประกอบพิธีกรรมในราคาที่สูง วรรณพราหมณ์จึงถูกท้าทายจากวรรณอื่นเสมอ

            ๓. แนวความคิดทางเชื้อชาติ

            แนวคิดอีกแนวคิดหนึ่งเปนแนวคิดเกี่ยวกับความเหนือกวาทางเชื้อชาติ โดยอางวาชาวอารยันที่อพยพเขาสูอนุทวีปถือวาตนนั้นมีความเจริญกวาคนพื้นเมืองอินเดีย จึงคิดแบงแยกมิใหเกิดการผสมปนเปทางเชื้อชาติ โดยสรางระบบนี้ขึ้นมา พัฒนาการขั้นแรกของวรรณะ เกิดขึ้นเมื่อชาวอารยันปฏิบัติต่อชนพื้นเมืองที่เรียกวา ทราวิส ในลักษณะเหยียดหยามดวยเปนผูแพในสงครามระหวางคน ๒ กลุมนี้ และอาจดวยเพราะความกลัวที่อารยันนั้นตองอยูทามกลางคนพื้นเมืองที่เปนประชากรสวนใหญ จึงไดสรางกฎเกณฑของการอยูรวมกัน เพื่อมิใหเกิดการผสมกลมกลืนกันระหวางประชาชน ๒ เชื้อชาติ โดยที่ความแตกตางของชน ๒ กลุมนี้ก็เห็นไดชัดอยูแลววามีสีผิวแตกตางกัน อารยันมีผิวขาว คนพื้นเมืองอินเดียมีผิวดํา ดังนั้น คําวา วรรณะ ซึ่งในความหมายหนึ่งหมายถึง สีผิว จึงเกิดขึ้น การใชสีผิวเปนตัวกําหนดความแตกตางของประชาชนนี้นาจะมีการตอกย้ำมากในระยะเวลาที่อารยันเขามาในอนุทวีปใหม ๆ ซึ่งตอมาไดฝงรากลึกในวัฒนธรรมของอารยันในแถบอินเดียตอนเหนือ อยางไรก็ตามในระยะแรกนี้การแบงแยกเชนนี้เปนเพียงการแบงแยกระหวางชาวอารยันกับประชาชนที่ไมใชอารยันโดยเชื่อวา อารยันเป็นทวิชะ (Dvija) หรือวรรณะที่มีการเกิด ๒ ครั้ง (Twice-born castes) ครั้งแรกเกิดโดยธรรมชาติ ครั้งที่ ๒ คือ การรับเขาสูวรรณะ

            พัฒนาการขั้นนี้จึงปรากฏชนชั้นทางสังคม ๔ ชนชั้น ซึ่ง ๓ ชนชั้นแรกเปนอารยันเป็นทวิชะ (ตอมาความเปนทวิชะจะจํากัดเฉพาะพราหมณเทานั้น) ไดแก

            กษัตริยะ คือนักรบและชนชั้นปกครอง

            พราหมณ์  คือนักบวช

            ไวศยะหรือแพศยะ คือพ่อค้า ช่างฝีมือ เกษตรกร

            ศูทร  คือ ทาส และผูมีสายเลือดผสมปนเป ระหวางทราวิสกับอารยัน

            อยางไรก็ตามไมไดหมายความวาสังคมอินเดียตอนนั้นจะแบงออกเปน ๔ กลุมอยางจริงจัง    เป็นเพียงกรอบโครงกวาง ๆ ที่เกิดขึ้นโดยการกําหนดของนักบวชเท่านั้น การแบงนี้ก็ดวยเหตุผลคือปองกันการผสมปนเปกับกลุมที่ไมใชอารยัน สวน

            ๔. แนวความคิดทางด้านเศรษฐกิจ               

            ระบบวรรณะนั้นสอดคลองกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และการปกครองของชาวอารยัน กลาวคือ การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของอารยันจากอาชีพเรรอนเลี้ยงสัตว ไปเปนสังคมเกษตรกรรมที่มีการตั้งถิ่นฐานที่แนนอน การเปลี่ยนแปลงเชนนี้กอใหเกิดความชํานาญพิเศษในอาชีพการงาน หรือเกิดแรงงานที่มีความชํานาญเฉพาะดาน (Specialization of Labor) สังคมเกษตรกรรมกอใหเกิดเกษตรกรก็คือ ศูทร ซึ่งเดิมเปนผูใชแรงงาน คนเหลานี้ประกอบอาชีพเพาะปลูก ซึ่งอาจจะบนที่ดินของเจาของที่ดินที่เปนอารยัน ก็คือ ไวศยะ ซึ่งเดิมเปนเกษตรกร ชุมชนเกษตรกรรมก็นําไปสูการคาทั้งนี้ก็เนื่องจากความตองการสินคาของประชาชนในแตละทองถิ่นนั้นตางกัน ดังนั้นชุมชนทางการคาจึงเกิดขึ้น และก็จะนําไปสูการผลิตซึ่งกอใหเกิดชุมชนชางฝมือขึ้นเชนกัน การเกิดกลุมทางเศรษฐกิจที่มีความชํานาญเฉพาะดาน ทําใหสังคมของอินเดียกาวไปสูการจัดระเบียบสังคมที่เขมงวดยิ่งขึ้น ยวหระลาล เนหรู (๒๕๔๘ : ๑๖๙) ได้กล่าวถึงการเกิดวรรณะตามแนวคิดนี้ว่า

            “การถือชั้นวรรณะเริ่มต้นด้วยการแบ่งแยกอย่างเข้มงวดระหว่างเชื้อชาติอารยันและพวกที่ไม่ใช่อารยัน...เริ่มแรกทีเดียวพวกอารยันรวมกันเข้าเป็นชนชั้นหนึ่งโดยการยังไม่มีการคำนึงถึงความเชี่ยวชาญในวิชาชีพ คำว่า “อารฺยะ” เกิดจากรากศัพท์หรือฐาตุที่แปลว่า “ไถ” พวกอารยันส่วนมากในสมัยนั้นเป็นกสิกรและถือกันว่าเกษตรกรรมเป็นอาชีพที่ประเสริฐ ชาวนาทำหน้าที่นักบวช ทหาร และพ่อค้าไปด้วยในตัว อาชีพนักบวชชนิดที่เป็นชนชั้นเสวยอถิสิทธิ์ยังไม่เกิด การแบ่งชนชั้นวรรณะนี้เดิมทีมีวัตถุประสงค์เพื่อแยกพวกอารยันออกจากพวกที่ไม่ใช่อารยัน แต่ต่อมาได้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาแก่พวกอารยันเอง กล่าวคือเมื่อการแบ่งอาชีพ หน้าที่และการแสวงหาความเชี่ยวชาญในวิชาชีพแขนงต่าง ๆ มีมากขึ้น การแบ่งแยกออกเป็นอาชีพใหม่ ๆ ก็เลยเป็นการแบ่งวรรณะไป”

            การแบ่งนั้นการแบงชนชั้น (วรรณะ) จึงพัฒนาจนถึงขั้นที่ยอมรับทั่วไปในหมูชาวฮินดูวา พราหมณ กษัตริย ไวศยะ ศูทร มีสถานะทางสังคม สูง - ต่ำ ลดหลั่นกันมาตามลําดับ แมวาในหวงเวลานี้คนพื้นเมืองของอนุทวีปหรือกลุมทาส จะเลื่อนสถานะจากผูใชแรงงานรับใชชนอารยันเปนเกษตรกร หรืออยูในวรรณะศูทร แตประชาชนในชนชั้นนี้ก็ยังคงถูกกีดกันจากสถานะทวิชะ และก็ยังคงถูกกีดกันไมใหเขารวมในระบบความเชื่อของพระเวท การกีดกันนี้เองทําใหชนชั้นศูทรหันไปนับถือพระเจาและระบบความเชื่อของตนเอง การแบงประชาชนใหมีสถานะทางสังคม สูง - ต่ำ ไมเทากันในลักษณะเชนนี้ ทําใหในสมัยตอ ๆ มา  สังคมอินเดียสามารถดูดกลืนกลุมคนเชื้อชาติตาง ๆ ที่เขาไปในอนุทวีปอินเดียใหเขาไปในระบบสังคมของอินเดีย โดยจัดใหเปนกลุมยอย หรือที่เรียกกันวา อนุวรรณะ (Sub-caste) ซึ่งมีความสูง - ต่ำของสถานะทางสังคมแตกตางกันไป โดยขึ้นอยูกับอาชีพ หรือแหลงที่มาทางสังคม (Social origin) แลวแตกรณี           

มหาวรรณทั้ง ๔ ของอินเดีย

            พราหมณ

            วรรณะพราหมณ์ถือเป็นวรรณะสูงสุด เกิดมาจากพระโอฐของพรหม ทำหน้าที่นักบวช ศึกษาและสืบทอดคัมภีร์พระเวท เป็นสื่อกลางระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าโดยการประกอบพิธีกรรมให้กับบุคคลทุกวรรณะ พราหมณ หมายถึง ผูที่มีความรูเกี่ยวกับพระพรหม พระเวท และอาตมา ในคัมภีรธรรมศาสตร

            กษัตริย

            คําวา กษัตริย (บาลีวา ขตติย) แปลวา นักรบหรือผูปองกันภัย เปนวรรณะที่ ๒ รองจากวรรณะพราหมณ วรรณกษัตริย์เกิดจากพระพาหาของพรหม ทำหน้าที่นักรบ นักปกครอง  ในศาสนาพราหมณ์ วรรณะกษัตริยนี้มีสิทธิปกครองประเทศชาติ สรุปงาย ๆ ก็คือทําหนาที่เปนเจาแผนดินนั่นเอง ในคัมภีรธรรมศาสตรบงไววา ผูใดผูหนึ่งมีลักษณะ ๑๑ ประการดังตอไปนี้ ผูนั้นยอมเปนกษัตริย บางทีก็บงวา ผูเปนกษัตริยยอมมีลักษณะ ๑๑ ประการตามธรรมชาติ

            ๑. ศูรตา แปลวา ความกลาหาญ ผูเปนวรรณะกษัตริยควรจะเปนผูมีความกลาหาญและแข็งแรงเปนวีระบุรุษในหมูชนได ไมรูจักมีความขลาดกลัว

            ๒. วีรย(ะ) แปลวา แรงหรือกําลัง หรืออํานาจ ความเพียร ความมั่นคงในการรูเผชิญภัยตลอดจนความมั่นคงในการรบทัพจับศึก ผูอยูในวรรณะกษัตริยควรมีลักษณะเชนนี้ดวย

            ๓. ไธรย(ะ) แปลวา ความมั่นคง ไมรูจักเบื่อหนายทอถอย มีแตความเพียรพยายามอยางมั่นคงอยูเสมอเปนนิตย

            ๔. เตช(ะ) ตามศัพทแปลวา ความรอน หรือ รอน แตในที่นี้หมายถึงความมียศและมีเกียรติ     กลาวคือ รูจักใชอํานาจเทาที่มีอยูแลวในทางที่ถูกตองและสุจริต เพราะฉะนั้นผูที่จะไดชื่อวาเปนกษัตริย

ควรจะเปนผูที่ตั้งอยูในความสุจริตทุกประการ

            ๕. ทาน(ะ) แปลวา การให หมายถึงความมีจิตใจที่เต็มไปดวยอุปการะและชอบทําการอุปถัมภ

บํารุงแกผูอื่นอยูเปนนิตย คือชอบทําบุญ ฝกใฝในการทําบุญนั่นเอง

            ๖. ทม(ะ) หมายถึง สภาพที่จิตใจไดรับการระงับไวแลว กลาวคือรูจักขมจิตใจของตนดวยความสํานึกในเมตตาและมีสติอยูเสมอ รูจักมีจิตใจอดกลั้นไมปลอยใหหวั่นไหวไปตามอารมณไดงาย ๆ

            ๗. กษมา หมายถึง ความอดกลั้น หรือความอดโทษ กลาวโดยยอก็คือ (สงบ) มีความพากเพียรพยายามและอดทน โดยถือเอาความเมตตากรุณาเปนที่ตั้งนั่นเอง

            ๘. พราหมณภกติ หมายถึงา ความภักดีตอพราหมณ เพราะขึ้นชื่อวาวรรณะกษัตริยแลวควรนับถือวรรณะพราหมณอยูเสมอ ถาจะพูดไปแลวก็ทํานองเดียวกับวาวรรณะพราหมณสูงกวาวรรณะกษัตริยนั่นเอง กษัตริยจึงตองนับถือพราหมณ

            ๙. ปรสนนตา แปลวา ความราเริงยินดี ก็คือความไมรูจักวิตกและยิ่งไปกวานั้นก็คือแสดงความยินดี และกอใหเกิดความปลื้มปติใหแกผูอื่นดวย หรือทําใหผูอื่นบังเกิดความยินดีเปรมใจไปดวย

            ๑๐. รกษาภาว(ะ) หมายถึง การเตรียมตัวพรอมอยูเสมอในอันที่จะปกปกรักษาประเทศชาติ

และชวยเหลือผูที่ออนแอ หรือเพื่อรักษาความยุติธรรม

            ๑๑. สตย(ะ) แปลตามศัพทวา จริงหรือความจริง หรือศุทธมติ (ความเห็นอันบริสุทธิ์ใจ) หรือความเห็นอันสุจริต กลาวคือควรแสดงความซื่อสัตยตอกันและกัน จนถึงทําใหเปนที่ไววางใจกันและเชื่อใจกันไดโดยไมคิดคดทรยศตอกันอีกตอไป

            ทั้งหมดคือ ขอที่ควรประพฤติปฏิบัติ หรือลักษณะของชนในวรรณะกษัตริย หรือ ธรรมะของกษัตริย นั่นเอง ผูเปนวรรณะกษัตริยควรฝกใหเปนนิสัยติดตนไปโดยธรรมชาติ นอกจากนั้นแลวผูเปน วรรณะกษัตริย ควรมีการกระทํากําหนดไวดวยวาหนาที่ของตนก็คือ ๔ ประการนี้ กลาวคือ

            ๑. ปฐนัง ไดแกการรับการศึกษาชั้นสูง และการพยายามแสวงหาความจริง

            ๒. ยชนัง ไดแกการทําพิธีบูชาตาง ๆ เชน พิธียัชญ (หรือยัญญกรรม) และจัดพิธีการกุศลตาง ๆ ดวยตนเอง

            ๓. ทานัง ไดแกการทําบุญใหทานแกผูอื่นตามกําลังเทาที่จะสามารถทําได้

            ๔. รกษา กษัตริยเปนรกษก(ะ) (ผูรักษา หรือผูคุมครองปองกัน) เพราะฉะนั้น    กษัตริยจึงตอง เปนผูมีความมั่นใจในการคุมครองรักษาดินแดน ปองกันมิใหผูที่ออนแอเปนอันตรายไปได รูจักใชอาวุธตาง ๆ รูจักการยุทธวิธีตามสมัย ตลอดจนรูจักหลักวิชากฎหมาย คือนิติศาสตรดวย

            ไวศย(ะ) หรือ แพศย(ะ)

            เปนวรรณะที่ ๓ หมายถึง เกิดจากพระโสณี (สะโพก) ของพรพรหม ทำผูที่ทําหนาที่ประกอบการคาและพาณิชยการตาง ๆ ในคัมภีรพระธรรมศาสตรบงไววา ผูหนึ่งผูใดมีลักษณะ ๔ ประการดังตอไปนี้ ผูนั้นชื่อวาเปน ไวศย คือ

            ๑. ความเฉลียวฉลาดในการแลกเปลี่ยนสิ่งของตาง ๆ หรืออีกนัยหนึ่งในการคาขายนั่นเองมีความมั่นใจ ในการอุตสาหกรรมตาง ๆ ดวย เพราะอุตสาหกรรมมักเกิดมาควบคูกับพณิชยกรรมเสมอ

            ๒. มีสมองดีในการคิดเลข บวก ลบ คูณ หาร ตนทุน กําไร ฯลฯ และรูจักวาเมื่อไรควรเสียเมื่อไรควรได รอบคอบอยูเสมอ

            ๓. มีความเชื่อถือและความจงรักภักดีตอพระเปนเจาคือพระพรหม ตลอดจนคําสั่งสอนของพระพรหมดวย

            ๔. มีความนับถือวรรณะพราหมณและวรรณะกษัตริย ทั้งนี้จะแสดงความนับถือนั้นออกมาไดก็ดวยการไปพบปะและสนทนากับชนในวรรณะพราหมณ เพื่อขวนขวายหาความรูทางธรรม แลวนําเอาความรูนั้นมาใชในชีวิตประจําวัน มีการปฏิบัติตามคําสั่งสอนนั้น ๆ ดวย สวนที่วาควรมีความจงรักภักดีตอชนในวรรณะกษัตริยนั้นก็คือควรปฏิบัติตามกฎหมาย         โดยไมฝาฝนแมแตประการใด ขอควรปฏิบัติของชนในวรรณะไวศยะนี้ก็คือใหทําการประกอบอาชีพกสิกรรมและการคาขาย แตในยามวิบัติกาลแลว พระธรรมศาสตรก็อนุญาตใหประกอบอาชีพไดทุกอยางตามกาลเทศะ แตทวามีขอแมวาจะตองเปนอาชีพที่สุจริตเทานั้นเ

            ศูทร

            เปนวรรณะที่ ๔ กําเนิดมาจากเบื้องพระบาทของพระพรหมเพราะฉะนั้นจึงทําหนาที่เปน เสวกะ คือเปนผูรับใชในกิจการงานตาง ๆ โดยทั่วไปในคัมภีรพระธรรมศาสตรบงไววา ผูใดผูหนึ่งมีลักษณะทั้ง ๗ ประการ ตอไปนี้ผูนั้นไดเชื่อวาเปนศูทร คือ

            ๑. นมรตา แปลตามศัพทวาความออนนอม หรือ คด โคง งอ อันเปนลักษณะของผูที่ตองคอมตัวคอยรับใชผูอื่นอยูเสมอดวยความเสงี่ยมเจียมตน ในอีกนัยหนึ่ง นมรตา แปลวา วินัย คือการวางตนใหจํากัดอยูแตในระเบียบแบบแผนและขอบังคับโดยมีหิริโอตตัปปะ (ความกลัวและความละอายตอการที่จะประพฤติชั่ว) และมุทุตา (ความออนหวาน หรือความเปนผูมีใจออน ความละมุนละมอมก็ได)  เปนหลักอยูในความประพฤติและปฏิบัติ

            ๒. นิษกปฏตา แปลตามศัพทวาความเปนผูปราศจากความเฉื่อยชา ปราศจากการลอลวงปราศจากการตลบแตลง ปราศจากความคดโกง กลาวคือมีแตความซื่อสัตยเยี่ยงทาสและผูรับใชที่ดีมีหลักธรรมะ และความเจียมตัวเจียมกายแลวทั้งปวง

            ๓. เศาจ(ะ) ความบริสุทธิ์ หมายถึง การทําตนเองใหเปนผูมีความบริสุทธิ์ทั้งจิตใจและรางกายนั่นเอง

            ๔. อาสติกตา การมีความเชื่อถือ ไววางใจ และมอบความจงรักภักดีไวตอพระพรหมนั่นเอง

            ๕. อสเตย(ะ) แปลวา ไมลัก ไมขโมย ไมกระทําโจรกรรมนั่นเอง

            ๖. สตย(ะ) แปลตามศัพทวา จริงหรือความจริง หรือศุทธมติ (ความเห็นอันบริสุทธิ์ใจ) หรือความเห็นอันสุจริต กลาวคือควรแสดงความซื่อสัตยตอกันและกัน จนถึงทําใหเปนที่ไววางใจกันและเชื่อใจกันไดโดยไมคิดคดทรยศตอกันอีกตอไป

            ๗. อาทรภาว(ะ) แปลตามศัพทวา ภาวะแหงความเคารพนับถือที่แสดงตอหรือมีตอผูอื่น ในที่นี้หมายถึงวาควรมีความเคารพนับถือและจงรักภักดีตอชนในวรรณะที่สูงกวาทั้ง 3 วรรณะ ไดแก วรรณะพราหมณ วรรณกษัตริย และวรรณะแพศย

            วรรณะศูทรที่ดีควรจะมีลักษณะทั้ง ๗ ประการ ดังกลาวแลวติดเปนนิสัยหรือมีวาสนามากอนแล้ว ตามธรรมชาติ มีการกระทําอันไดกําหนดไวแลววา ควรกระทําหนาที่ฃรับใชหรือเปนคนใชของชนในวรรณะหลาย แตทั้งนี้มิไดหมายความวาจะเปนทาสที่ไมมีอิสรภาพเสียเลย ยังคงเปนผูมีอิสรภาพอยูหากคอยเปนผูชวยของชนในวรรณะทั้งสามเทานั้น กลาวคือผูเปนวรรณะศูทรควรมีความรูในทางปรนนิบัติวัตถากตอวรรณะทั้งสามที่สูงกวา

            ในสวนที่เกี่ยวกับการงานของชนในวรรณะทั้งสี่นั้น ในยามวิบัติกาลแลว ชนทั้ง ๔ วรรณะนั้นย่อมมีสิทธิที่จะกระทําสิ่งไรไดทุกสิ่งทุกประการ เพื่อความสะดวกในการครองชีวิตอยูในปจจุบัน

             จัณฑาล วรรณะนอกวรรณะ

            นอกจากชนใน ๔ วรรณะดังที่ไดกลาวมาแลว ยังอีกวรรณะหนึ่งที่เรียกกันวา วรรณะจัณฑาลหรือจาณฑาล ชื่อของวรรณะนี้ความจริงไมเคยมีปรากฏในพระเวทเลย สันนิฐานว่าเกิดขึ้นมาในภาคหลังยุคพระเวท แต่ก็ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าเกิดขึ้นในสมัยใด

            ระบบวรรณะของอินเดีย เปนการจัดระเบียบทางสังคมที่ยอมรับวามนุษยนั้นมีสถานะทางสังคมสูง-ต่ำ ไมเทากัน และในขณะเดียวกันสมาชิกของชนชั้นวรรณะ ตาง ๆ ก็ยังมีการกําหนดความสูง - ต่ำของสถานะทางสังคมใหแยกยอยลงไปอีกมากมายนับพันวรรณะ และที่สําคัญในสังคมอินเดีย ยังมีกลุมประชาชนที่มิไดอยูใน "ระบบ" คนเหลานี้เปนกลุมประชาชนที่ไดรับการดูถูกเหยียดหยามหรือถูกกีดกันไมใหเขาไปมีสวนรวมในกิจกรรมทางสังคม ทางศาสนาของชุมชน ไมสามารถจะสนทนาหรือมีปฏิสัมพันธทางสังคมกับคนใน "ระบบ" ได จะทําไดก็เพียงพยายามอยูใหหางไกลจากคนในระบบ และมีปฏิสัมพันธกับคนในสถานะเดียวกันเทานั้น

            ประชาชนที่จัดวาอยูนอกระบบสังคมกลุมที่ใหญที่สุดของสังคมอินเดียคือพวก จัณฑาล(Untouchables) การมีจัณฑาลในสังคมอินเดียนั้นในทรรศนะของนักวิชาการบางท่าน รวมถึงชาวตะวันตกที่ถือเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องสำคัญนั้นถือวาเปนสิ่งชั่วรายของสังคมอินเดียที่มีการดูถูกเหยียดหยามมนุษยดวยกัน แตอยางไรปรากฏการณเชนนี้ก็คือความพยายามในการจัดระเบียบของสังคม ใหสังคมดําเนินตอไปไดอยางปกติและสันติ เพื่อบรรลุถึงเปาหมายสูงสุดของสังคม คือเพื่อธํารงรักษา แบ่งงานกันทำตามหน้าที่ หน้าที่ที่พระเจาสรางและใหสมาชิกของสังคม  บรรลุโมกษะอันเปนเปาหมายสูงสุดของชีวิต

            จัณฑาลเกิดจากการแตงงานขามวรรณะ โดยที่หญิงมีสถานะทางสังคม (วรรณะ) สูงกวาชาย คือหญิงอยูในวรรณะพราหมณ ชายอยูในวรรณะศูทรบุตรที่เกิดมาจะเปนจัณฑาล เปนผูที่คนในวรรณะสูง ๆ ไมควรถูกตองสัมผัส หรือแมแตมองก็จะทําใหนัยนตาสกปรก ตองชําระลางใหหมดมลทิน

            การแตงงานขามวรรณะโดยที่หญิงมีวรรณะสูงกวาชายนั้นถือวาเปนการทําผิดกฎของวรรณะอยางรุนแรง เพราะโดยปกติแลวชาย - หญิงจะตองแตงงานภายในพวก หรือกลุมทางสังคมเดียวกัน  การละเมิดกฎของวรรณะนี้ก็ ถือวาเปนความผิดที่รายแรง สามี ภรรยา ก็ทําผิดตั้งแตยังไมมีบุตร เหตุใดบุตรเทานั้นที่เปนจัณฑาล พอ-แม ก็นาจะเปนจัณฑาลดวย ดังนั้นจัณฑาลนาจะเกิดขึ้นจากการที่สมาชิกของสังคมทําผิดกฎของวรรณะ คลาย ๆ กับทําผิดกฎศาสนา (Canon Law) ของยุโรปยุคกลางที่ถูกขับออกจากศาสนา (Ex-communication) ในกรณีของสังคมอินเดียก็เชนกัน การทําผิดกฎของวรรณะก็ตองถูกลงโทษรุนแรงมากนอยขึ้นอยูกับกรณี หากรุนแรงมากอยางเชนการแตงงานขามวรรณะก็คงถูกขับออกไป นอกจากนี้พฤติกรรมทางสังคมหรือวัฒนธรรมบางอยางอาจทําใหถูกมองไดวาเป็นคนนอกระบบวรรณะ เชนการบริโภคเนื้อสัตว สังคมฮินดูเปนสังคมมังสวิรัติ การบริโภคเนื้อสัตวจะไดรับการดูถูกเหยียดหยามวาสกปรก มีมลทิน ไมมีใครคบคาสมาคมดวย

            จัณฑาลเป็นคนนอกระบบสังคมที่ไมมีทางจะกลับเขาไปสูระบบวรรณะไดอีกเลย อยางไรก็ตามคมอินเดียมีกลุมคนที่อยูนอกระบบชั่วคราว หรืออยูนอกระบบอันเนื่องมาจากเหตุการณบางอยางที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนผูนั้น อยางเชน เด็ก ตั้งแตแรกเกิดจนกระทั่งถึงพิธีรับเขาวรรณะ ตัดจุก มอบสายคลองไหล (ธุรำ หรือ ญัตโชปวีต) เมื่ออายุประมาณ ๑๒ – ๑๓ปี ที่เป็นเช่นนนี้เพราะวาเด็กยังออนดวยวัยวุฒิ และวุฒิภาวะรวมถึงยังดอยความรู ไมสามารถแยกแยะ ผิด ถูกไดดี เขาจึงถือกันวา เด็กอยูนอกระบบชั่วคราว คงจะเพื่อหลีกเลี่ยงการลงโทษเด็กหากทําผิดกฎของวรรณะบางประการโดยไมรูตัว หากเมื่อเขาสูวรรณะแลวก็ตองปฏิบัติตามกฎอยางเครงครัด คนอีกกลุมหนึ่งที่จัดไดวาอยูนอกระบบปกติก็คือ หญิงหมายในสังคมอินเดีย หญิงหมายดูจะเปนกลุมคนที่ดอยโอกาส มิสามารถที่จะรวมกิจกรรมทาง

           สังคมกับคนในระบบไดเหมือนในสมัยที่สามียังมีชีวิตอยู จะตองรวมกลุมกันทํากิจกรรมไมวาเปนกิจกรรมทางศาสนา ทางสังคม ในกลุมของตนเองเทานั้น กลุมคนนอกระบบ 2 ประเภทหลังนี้     แมวาจะมีข้อกำหนด ขอหามในการรวมกิจกรรมทางสังคม ทางศาสนา แตก็มิไดรับการดูถูกเหยียดหยามจากสังคมเหมือนจัณฑาล

วาทิน ศานต์ สันติ : เรียบเรียง

        ปล. "ระบบ" ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น cpoy ไฟน์จาก word แล้วตัวหนังสือออกมาเป็นเช่นนี้  ชออภัยหากทำให้อ่านยาก (ไม่มีเวลาแก้ไข)

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า
· คำสำคัญ: วรรณะ 
· หมายเลขบันทึก: 330594 · เขียน:  
· ความเห็น:
2
 · อ่าน: แสดง
· สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
แจ้งลบ
แจ้งลบ
กวาง
IP: xxx.147.122.135
เขียนเมื่อ Mon May 31 2010 16:44:18 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณค่า

ได้รับความรู้มากๆเลย

ขอบคุณนะค่ะ

tj
IP: xxx.49.2.210
เขียนเมื่อ Thu Jun 02 2011 16:55:33 GMT+0700 (ICT)

ก้อดีน๊ะ

ขอบคุณ

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
ใส่รูปหรือไฟล์