คาถาเรียนเก่งจากคุณย่า

 การเรียนรู้ต้องให้สมดุลกันทั้งสายเทคโนโลยีและสังคมศาสตร์ 

 

 

 

นะเสี้ยน                                 บัวเรียน

นะเสี้ยน                                 โบทาเซียน

หัวใจอย่าหวั่นไหว                    พะนะวันติ

 

คาถานี้คุณย่าของผมได้ให้ไว้เมื่อเกือบ 30 กว่าปีแล้ว ตอนนั้นจำได้คลับคล้ายคลับว่าว่าผมเรียนอยู่ประมาณ ป. 3 กำลังเริ่มมีการแข่งขันกับเพื่อน และที่บ้านสัญญาไว้ว่าถ้าสอบได้ที่หนึ่งจะซื้อจักรยานให้ ผมก็เกิดแรงฮึดที่จะเรียนเพื่อสอบให้ได้ที่หนึ่ง และคิดว่าท่องคาถาแล้วน่าจะทำให้เรียนเก่งขึ้น โดยไม่ต้องอ่านหนังสือ ปรากฏว่าผลสอบออกมาเป็นดังคาดครับ รูดแพ้อย่างไม่เป็นท่า ก็เลยไปถามคุณย่าว่าทำไมคาถาไม่ศักดิ์สิทธ์เลย คุณย่าก็บอกว่า คาถานี้ให้ท่องก่อนอ่านหนังสือแล้วจะทำให้จำได้ดี

 

ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไร เพียงแค่ทำตามสิ่งที่ท่านสอน ผลที่ออกมาก็เป็นที่พอใจ ได้จักรยานมือสองของพี่ลูกลุงมาขี่ไปโรงเรียนก่อน ทุกวันนี้ผมมองย้อนตัวเองลงไปในมุมมองของผู้ใหญ่ในเรื่องของคาถานี้ ในทรรศนะของผมคิดว่า คนโบราณมีกุศโลบายในการสอนเด็กให้ทำความดีหลายเรื่อง คือสอนให้เป็นคนช่างจดช่างจำ และสอนให้มีสติสมาธิ โดยจะเห็นว่าสองบรรทัดแรกจะเป็นเรื่องของสมาธิ ลักษณะภาษาคล้ายๆกับภาษาบาลีที่มีคำคล้องจองกับกับว่าเรียน เพื่อให้เด็กท่องจำ และจดจ่อกับคำว่าเรียน ส่วนบรรทัดที่สามจะเป็นเรื่องของสติที่สอนให้อย่าหวั่นไหวกับสิ่งรบกวน หรือความคิดจรที่จะเข้ามาทำลายสมาธิการเรียน

 

สมัยเด็กที่ผมเรียนหนังสืออยู่ ผมยอมรับว่าผมมีสมาธิพอใช้ได้แต่สติไม่ค่อยดี (ควบคุมสติได้ไม่ค่อยดี ทนสิ่งยั่วไม่ค่อยได้) ผมจึงลองเรียนโดยไม่อ่านหนังสือดู โดยตอนเรียนในห้องเรียนจะไม่จดลงในสมุดเพราะลายมือไม่ได้เรื่อง เอากลับมาอ่านอีกครั้งก็ไม่รู้ว่าเขียนอะไรไป วิธีการจดของผมจึงเป็นการวาดรูปเขียนสัญลักษณ์เสียเป็นส่วนใหญ่ แล้วค่อยนำมาแปลอีกครั้งตอนกลับบ้าน เพราะตอนนั้นเราได้มีเวลาคิดและย่อยความรู้สรุปเป็นความเข้าใจของเราเอง  ด้วยความที่เป็นคนเขียนลายมือหวัดไม่สวยตอนจดเร็ว จึงสามารถแก้จุดอ่อนตรงนี้ได้โดยการค่อยคิดค่อยๆเขียนอย่างช้าๆ  สมุดจดของผมในแต่ละวิชาจะมีอยู่อย่างละ 2 ชุด คือชุดที่จดในห้องเรียน กับชุดที่นำมาเรียบเรียงอีกครั้ง ตอนหลังพบว่าสมุดที่จดในห้องจะยับเยินมาก จึงเปลี่ยนเป็นกระดาษ A4 แทนทำให้เขียนสนุกและประหยัดด้วย แต่ละเทอมใช้กระดาษแค่รีมเดียวเอง ทุกวันนี้เทคโนโลยีก้าวไกลไปมากทำให้การเรียนตอบสนองกับจริตคนมากขึ้น การเรียนไม่ได้อยู่ในห้องเรียนหรือการค้นคว้าในห้องสมุดเท่านั้น

 

สมัยเด็กๆ วิชาที่ผมชอบจะเป็นพวกคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ เสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะคิดว่าไม่ใช่วิชาท่องจำ แต่พอโตขึ้นผมพบว่าวิชาสังคมภาษาไทย เป็นวิชาที่ต้องใช้ทักษะการคิดที่สูงกว่า เพราะลองกลับไปดูเนื้อการเรียนการสอนที่ผมเคยภูมิใจ พบว่าเป็นแค่ระดับเข้าใจและนำไปใช้เท่านั้น และลองไปดูเนื้อหาแบบฝึกหัดของวิชาสังคมที่ผมเคยเกลียดกลับพบว่าต้องใช้ทักษะการคิดที่ลึกและกว้างกว่า เช่น จากคำถามเพื่อแบ่งกลุ่มอภิปรายในวิชาประวัติศาสตร์ ถามว่า ทำไม่พระยาตากจึงต้องทุบหม้อข้าวหม้อแกงก่อนเข้าตีเมืองจันทน์ นักเรียนเห็นด้วยหรือไม่เพราะเหตุใด

 

อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นวิชาทางเทคโนโลยีหรือวิชาทางสังคมศาสตร์ล้วนมีความสำคัญอย่างเท่าเทียมกัน เปรียบเหมือนหยินกับหยาง การเรียนรู้จึงต้องให้สมดุลกัน ถ้าเน้นเทคโนโลยีอย่างเดียวกันก็จะมีแต่การแก่งแย่งกัน ทำลายทรัพยากรเพื่อตอบสนองกิเลสตัญหา แต่ถ้าเน้นทางสังคมศาสตร์อย่างเดียวก็จะไม่มีหลักเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ออกมา

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 หมายเลขบันทึก: 324988
 เขียน:  
 ความเห็น:  อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า

ความเห็น

berger0123
เขียนเมื่อ Mon Jan 04 2010 17:19:39 GMT+0700 (ICT)

คุณย่าน่ารักค่ะ มีเทคนิคในการสอนค่ะ

ไทเลย-บ้านแฮ่
เขียนเมื่อ Mon Jan 04 2010 17:26:08 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณ คุณP berger0123 ที่เข้ามาเยี่ยมเยือนกันครับ และสวัสดีปีใหม่ 2553 ขอให้มีความสุขมากๆ นะครับ

PoOmDeE
เขียนเมื่อ Mon Jan 04 2010 17:57:09 GMT+0700 (ICT)
  • ขอบคุณ P ไทเลย-บ้านแฮ่ 
  • ที่แวะมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้คะที่ CKW Junior เข้ารอบ 8 ทีม กบจูเนียร์ "กบนอกกะลา"
  • ความภาคภูมิใจในความเป็นตัวตนของเรา จะช่วยให้วัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์ได้คงอยู่ต่อไปกับ ชาวไทเลย ตราบนานเท่านานคะ
  • ยังไง อย่าลืมโหวตช่วยกันนะคะ
  • ส่งข้อความไปที่ หมายเลข 4221066 พิมพ์ K2 (ครั้งละ 3 บาทเท่านั้นคะ)
  • *_*
FREEDOM
เขียนเมื่อ Wed Jan 06 2010 13:20:30 GMT+0700 (ICT)
IP: xxx.172.13.254
เขียนเมื่อ Fri Jan 14 2011 23:39:55 GMT+0700 (ICT)

ส่งต่อด้วยนะ

มีคนส่งให้อ่ะ

อ่านแล้ว อย่าหยุด เพราะ

คุนได้โดนคำสาปนี้ไปแล้ว…. อ่านต่อ

เลย

เป็น เรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับเด็กคนนึงใน

จ. พิษณุโลก เด็กคนนี้ชื่อนิ้งเป็นเด็กนัก

เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ สาม วันนั้นเป็น

วันสอบซ่อม นิ้งได้มาที่ รร เพื่อที่จะ

สอบซ่อม ระหว่างที่รอเพื่อน ๆ อยู่นั้น

นิ้ง ก้อเหลือบไปเห็นสิ่ง ๆ หนี่ง เขาเดิน

เข้าไปใกล้ ๆ กับสิ่ง ๆ นั้น มันคือกล่อง

ใส่กระดาษกล่องหนึ่ง นิ้งนั้นไม่รู้ว่าใน

นั้นมีอะไร แต่เขาก้อได้เก็บกล่องนั้นไป

หลังจากที่เขาสอบซ่อมเสร็จแล้ว นิ้ง

และเพื่อน ๆ ก้อกลับบ้านทันที พวกเขา

อยากรู้ว่าในกล่องนั้นมีอะไรซ่อนอยู่ ตก

กลางคืนนิ้งและเพื่อน ๆ ก้อไปสนาม เตะ

เล่นและเปิดกล่อง ๆ นั้น ข้างในกล่องมี

กระดาษสีดำเขียนอยู่หนึ่งแผ่น ใน

กระดาษแผ่นนั้นเขียนไว้ว่า * สวัสดี เรา

ชื่อ”เปลวเทียน”เป็นเด็กนักเรียนคนนึง

เราถูกฆาตกรโรคจิด ข่มขืนและค่าหมก

อยู่ในป่าแห่งหนี่ง ที่นั่นหนาวเหน็บไม่มี

แม้แต่เสียงหายใจของมนุษย์ เรา

พยายามร้องให้คนมาช่วยแต่ก้อไม่มีใคร

มา ตอนนี้เราเหงาเหลือเกิน จะมีใครมา

อยู่เป็นเพื่อนเราบ้างไหม ถ้าเทอไม่

อยากให้เราลากเทอมาอยู่เป็นเพื่อนกับ

เรา จากนี้ไปเป็นเวลา 7 ชั่วโมง ขอให้

เทอก็อปข้อความข้างบนนี้ ส่งต่อให้สื่อ

อะไรก้อได้ เป็นจำนวน 10 coppy แต่

ถ้าเธอไม่ทำตาม อีก 7 ชั่วโมงนี้ฉันจะ

ไปตามเทอมาอยู่เป็นเพื่อน * หลังจาก

ที่นิ้งได้อ่านนั้น เทอก้อไม่เชื่อ และคิดว่า

มีคนมาแกล้งเป็นเพียงแค่เรื่องไร้สาระ

และไม่ยอมทำตาม 7 ชั่วโมงให้หลัง นิ้ง

และเพื่อน ๆ ก้อตาย โดยที่ไม่มีสาเหตุ

**** เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง จนถึงขณะนี้

หมอและตำรวจยังไม่สามารถรู้ได้ว่า เด็ก

เหล่านั้นตายได้เช่นไร _ ตอนนี้พวกเท

อได้อ่านกระทู้นี้ ก้อคงได้รับผลกระทบ

เหมือนกันหมด นั่นคือ เทอจะต้อง

copy ข้อความนี้เป็นจำนวน 10 copy

แต่ถ้าเทอไม่ทำตามที่เด็กคนนั้นขอ

เทอจะต้องไปอยู่เป็นเพื่อกับเด็กคนนั้น อีก

7 ชั่วโมงให้หลัง ขอให้พวกเทอทุกคน

คง เข้า จาย นะ ว่าอารัย ต้องทำตามนะจ๊ะไม่เชื่ออย่าลบลู่

อย่าโกรธนะ ส่งต่อด้วย

IP: xxx.77.243.138
เขียนเมื่อ Sun Apr 17 2011 21:12:13 GMT+0700 (ICT)

ผมคิดว่าคาถาอาคมมันไม่ใช่กุศโลบงโลบายอย่างที่คนทั่วๆไปหรอกครับ คาถาก็คือคาถาเป็นของศักศิษดิ์ใครศัทธาก็ดีมีผลมีคุณใครใช้เพื่อแค่หวังแต่ได้มันก็ไม่คนโง่หรอกครับ แค่ตั้งนะโม 3 จบก็ยังไม่ได้ลำลึกเลยว่ามันมีความหมายเช่นไรแค่นี้ก็รู้แล้วว่าคนมันจะไปเชื่ออะไรกับคาถาอาคม คนจบสูงๆฏ้หาว่าเรื่องไสยศาสตร์เป็นเรื่องงมงายแล้วเคยคิดไหมว่าคนที่เขารู้ซึ้งถึงแก่นแท้เขาจะคิดยังไง

ผมก็เปนคนนึงที่พอเข้าใจในทั้งสองเรื่องนี้จึงยากบอกว่ามันขึ้นอยู่กะศัทธา เคารพ แต่อย่าไปงมงาย ลูกหลานใครความจำไม่ค่อยดีเรียนไม่เก่งก็ลองใช้คาถาบทนี้ดู หรือใครจะเสกใส่ข้าวป้อนเด็กก็ไดครับ นะตะรอด โมทะลุ พุทปรุ ธาโปร่ง ยะงวยงง จะคิดเห็นหักทะยังมะมะ เสกใส่ข้าวสามคำ เสกสามคาบได้ผลดีครับ

 อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
 ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์