ราชา มุขํ มนุสฺสานํ

 ราชา มุขํ มนุสฺสานํ 

ธรรมเทศนาวันพระที่ผ่านมา ผู้เขียนได้นำบาลีภาษิตนี้ขึ้นมาเป็นหัวข้อในการแสดงธรรม ในโอกาสที่ใกล้วันเฉลิมฯ ๕ ธันวาคม พอเทศน์แล้วก็ผ่านไป นึกขึ้นได้ว่าน่าจะเขียนเล่าซ้ำในศุภมงคลดิถีวันนี้ จึงนำมาเล่าซ้ำอีกครั้งหนึ่ง...

  • ราชา มุขํ มนุสฺสานํ
  • พระราชา เป็นประมุข ของมนุษย์ทั้งหลาย

เริ่มต้นธรรมเทศนาก็ได้ยกประเด็นขึ้นว่า แนวคิดเรื่องกำเนิดผู้ปกครอง ซึ่งแต่เดิมมาคือพระราชาหรือกษัตริย์ก็มีอยู่ทั่วโลก ซึ่งเรียนกันอยู่ในวิชารัฐศาสตร์ในประเด็นทฤษฎีกำเนิดรัฐ ซึ่งแนวคิดแรกเรียกว่าเทวสิทธิ์ นั่นคือ ผู้ปกครองหรือพระราชาเป็นผู้ที่พระเป็นเจ้า เทพเจ้า สวรรค์ หรือฟ้าก็ได้ตามแต่จะเรียก เป็นผู้ส่งมาเกิดหรืออวตารมาเพื่อปกครองมนุษย์โลก แนวคิดนี้มีอยู่ทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นตะวันตกหรือตะวันออก ดังเช่น ฮ่องเต้ซึ่งเป็นกษัตริย์ปกครองชาวจีนสมัยก่อนก็นับถือกันว่าเป็น "โอรสสวรรค์"

หรือในเมืองไทยเราก็มีแนวคิดเรื่องนารายณ์อวตาร ดังเช่นสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สมเด็จพระรามาธิบดี หรือสะพานที่สร้างในกรุงเทพฯ โดยตั้งชื่อว่า สะพานพระรามหก หรือสะพานพระรามสอง เป็นต้น นั่นแสดงว่าล้นเกล้ารัชการนั้นเป็นผู้สร้าง มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือเพียงเพื่อเป็นพระเกียรติ เป็นต้น

ต่อมาเมื่อผู้ปกครองซึ่งเป็นพระราชาหรือกษัตริย์ไม่ประกอบในธรรม สร้างความเดือดร้อนให้พสกนิกร ก็เริ่มมีแนวคิดเรื่องสัญญาประชาคมเกิดขึ้นมา โดยผู้เขียนได้ยกตัวอย่างในอังกฤษ ซึ่งทอมัส ฮอบส์ มีความคิดทำนองว่า มนุษย์ทุกคนเกิดมามีเสรีภาพเท่าเทียมกัน และต่างก็กระหายอำนาจ จึงรบราฆ่าฟัน แก่งแย่งชิงดีชิงเด่น สภาวการณ์ที่เป็นอย่างนี้ทำให้สังคมเกิดกลียุค จึงรวมใจกันยกอำนาจของทุกคนให้ใครคนหนึ่ง เป็นผู้สามารถใช้ได้แต่เพียงผู้เดียว เพื่อความสุขสงบของสังคม และนี้คือพระราชาหรือกษัตริย์... ซึ่งการมอบให้นี้เป็นการมอบให้อย่างเด็ดขาด ไม่มีเงื่อนไข ดังนั้น ผู้ปกครอง พระราชา หรือกษัตริย์นี้ จะทำอะไรก็ไม่ผิด เพราะมีอำนาจสมบูรณ์เต็มเปี่ยม และนี้คือที่มาของลัทธิสัมบูรณาญาสิทธิราชย์...

แต่ก็ยังมีนักคิดอังกฤษอีกคนหนึ่งคือ จอห์น ล็อค มีความเห็นแย้งทำนองว่า อำนาจนั้นเป็นของปวงชนทุกคน การมอบให้นั้น เป็นการมอบให้เพียงชั่วคราว โดยมีเงื่อนไข คราวใดที่ผู้ปกครองไม่ประกอบด้วยธรรม ไม่เป็นที่ยินดีชอบใจของปวงชนแล้ว ก็จะยึดคืนมาแล้วอาจมอบให้ใครบางคนแทน... ซึ่งแนวคิดนี้ก็คือเบื้องต้นของระบอบประชาธิปไตยในปัจจุบัน

 

เมื่อมีการค้นคว้าแนวคิดนี้ในพระไตรปิฏก จึงไปเจอในอัคคัญญสูตร ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงคัดค้านชาติกำเนิดของพราหมณ์ที่ว่ามาจากพระพรหม แล้วพระองค์ก็ทรงเล่ากำเนิดของโลก เริ่มตั้งแต่ปฐมกัปป์ โลกนี้มีแต่น้ำ มีเทพอาภัสสรพรหมลงมากินง้วนดิน เกล็ดดิน เกลือดิน... (ผู้สนใจพระสูตรนี้ทั้งหมด คลิกอ่านที่นี้ )

กล่าวโดยย่อ เทพอาภัสสรพรหมเหล่านี้ เบื้องต้นนั้นไม่มีเพศ ต่อมาเริ่มปรากฎเพศหญิงเพศชาย จึงเริ่มสร้างบ้านเรือนเพื่อจะได้จับคู่กันเสพเมถุนหรืออสัทธรรมตามความพอใจ เริ่มเก็บกินข้าวสาลีเกิดเองตามธรรมชาติ ครั้งแรกนั้น ไปเก็บทุกครั้งที่ต้องการกิน... ต่อมาก็เริ่มสะสมข้าวสาลี เริ่มมีการแบ่งเป็นส่วนตัวของใครของมัน มีการครอบครองพื้นที่ เริ่มมีการขโมยข้าวสาลีของคนอื่น...

จึงได้มีการเลือกใครคนหนึ่งเป็นคนคอยดูแลนาข้าวสาลี และให้อำนาจลงโทษคนที่ลักขโมยข้าว ใครคนนี้เรียกว่า กษัตริย์ แปลว่า คนเฝ้านา คนดูแลนา อีกอย่างหนึ่ง เรียกกันว่า ราชา แปลว่า ผู้ทำให้ทุกคนพอใจยินดี

สรุปตามพระสูตรนี้ว่า คนนั้นแตกต่างกันเพราะกรรมหรือหน้าที่การงาน มิใช่เพราะกำเนิดหรือการกำหนดมาจากฟ้าเบื้องบน ดังบาลีภาษิตว่า กมฺมํ สตฺเต วิภชฺชติ กรรมย่อมจำแนกสัตว์ทั้งหลาย (ให้ทรามหรือปราณีตแตกต่างกันไป)

เนืองจากได้เวลาสมควรที่จะจบธรรมเทศนา ผู้เขียนก็ได้ค้างประเด็นไว้ทำนองว่า พระพุทธเจ้าได้ตรัสเรื่องพระราชา กษัตริย์ ซึ่งเป็นผู้ปกครองแว้นแคว้นไว้ในพระไตรปิฏกมากมาย เช่น ถ้าผู้ปกครองไม่ประกอบด้วยธรรม ผู้ถูกปกครองก็ย่อมไม่ประกอบด้วยธรรม และแล้วดินฟ้าอากาศก็จะเสียระบบ กล่าวคือไม่เป็นไปตามฤดูกาลเป็นต้น ดังเช่นได้ตรัสไว้ใน จักกวัตติสูตร (คลิกที่นี้) ซึ่งเรื่องราวทำนองนี้ จะค่อยนำมาแสดงในโอกาสต่อไป...

 

  • ทีฆายุโก โหตุ มหาราชา
  • ทีฆายุโก โหตุ มหาราชา
  • ทีฆายุโก โหตุ มหาราชา

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 หมายเลขบันทึก: 318362
 เขียน:  
 ความเห็น:  อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ

ความเห็น

วอญ่า-ผู้เฒ่า-natachoei--
เขียนเมื่อ Sat Dec 05 2009 20:27:12 GMT+0700 (ICT)

นสัสการพระคุณเจ้า พระมหาชัยวุธ

ไม่ได้แวะมาสนทนาธรรมนานแล้ว

ขอบคุณ อาหารสมอง "โลกาวิวัฒน์ ของยุค ศรีอาริยะ" ที่กรุณาอ่านจบแล้ว ครับ ทำให้เข้าใจวิถีทัศน์ขึ้นครับ

BM.chaiwut
เขียนเมื่อ Sat Dec 05 2009 20:30:54 GMT+0700 (ICT)

P วอญ่า-ผู้เฒ่า-natachoei--

 

  • อนุโมทนายิ่งสำหรับบังที่อ่านหนังสือจบไปอีกเล่ม...

เจริญพร

รีไซเคิลแมน
เขียนเมื่อ Sat Dec 05 2009 21:12:25 GMT+0700 (ICT)

นมัสการพระคุณเจ้าด้วยความเคารพ

  • มาอ่านบทความที่ดีและได้ข้อคิดและหลักธรรมไปด้วยขอรับ
  • ขอบคุณสำหรับบทความดีๆขอรับ
ธรรมหรรษา
เขียนเมื่อ Sat Dec 05 2009 21:17:29 GMT+0700 (ICT)

แวะเวียนมารับฟังพระธรรมเทศนาหลวงพี่ครับ ขอบคุณสำหรับธรรมะดีๆๆ ครับ

BM.chaiwut
เขียนเมื่อ Sat Dec 05 2009 22:43:45 GMT+0700 (ICT)

 

 

เนื้อหาอาจได้ประเด็น แต่ธรรมเทศนาไม่ได้ดังใจ...

เจริญพร

.........

Pธมฺมหาโสภิกขุ

 

ไม่เจออาจารย์นานแล้ว มุทิตาอย่างยิ่งที่อาจารย์มีตำแหน่งทางวิชาการประดับมจร. หวังเป็นอย่างยิ่งว่าอาจารย์จะได้เป็น ศ. ในอีกไม่กิ่ปีข้างหน้า...

สำหรับเกล้าฯ ไม่สอนหนังสือหลายปีแล้ว เพียงแต่ยังมีชื่ออยู่ในทำเนียบเท่านั้น ตอนนี้ก็ฝึกการเป็นสมภารอยู่ ยังไม่แน่ว่าจะพาวัดรอดหรือต้องแพ้ภัยตัวเองในอนาคต...

อามนฺตา

Kittipong
เขียนเมื่อ Tue Dec 08 2009 15:55:47 GMT+0700 (ICT)

อนุโมทนา ธรรม ครับ มหา

 อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
 ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์
 
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า