สมาชิก
แลกเปลี่ยน

มณีพิชัย : ผู้หญิงกับการแย่งชิงอำนาจความเป็นใหญ่

วรรณคดีเก่าเก็บมาอ่านใหม่

มณีพิชัย : ผู้หญิงกับการแย่งชิงอำนาจความเป็นใหญ่

Yootana_26@hotmail.com

บทคัดย่อ

บทความเรื่อง มณีพิชัย : ผู้หญิงกับการแย่งชิงอำนาจความเป็นใหญ่ เป็นการศึกษาวรรณคดีด้วยมุมมองใหม่ เพื่อที่จะทำความเข้าใจเกี่ยวกับวรรณกรรมที่สัมพันธ์อยู่กับระบบความคิดของมนุษย์ โดยเฉพาะนัยยะที่แฝงอยู่ในถ้อยคำ ทั้งที่เกิดโดยความตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจของกวี

ผลการศึกษาพบว่า อำนาจมีความสำคัญกับวรรณคดีเรื่องนี้อย่างมาก เนื้อเรื่องสามารถวิเคราะห์ให้เห็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจ และที่สำคัญ “อำนาจ” ไม่ใช่อำนาจที่เกิดจากการปกครองเพียงอย่างเดียว อำนาจยังมีความสัมพันธ์ในเรื่องของเพศ อำนาจของระเบียบจารีตของสังคม ความอาวุโสของสังคม และความต้องการที่เท่าเทียมทางเพศ

วรรณคดีจึงถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ได้ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุผลที่ว่า วรรณคดีถูก “อำนาจ” หมายความว่า อำนาจหลายอย่างกำกับเวลาที่ถูกถ่ายทอด ทั้งนี้เนื่องจากวรรณคดีเป็นสมบัติสาธารณะ และผู้อ่านที่ไม่สามารถระบุได้ ทุกอย่างจึงเป็นคู่ตรงข้ามเสมอ แต่จะทำอย่างไรให้สิ่งที่เขียนเป็นกลางที่ไม่ไปขัดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทั้งหมดคือ “อำนาจ” ต่อวรรณคดี

พื้นที่ ชนชั้น และการปฏิเสธคนที่ขาดคุณสมบัติเข้าสู่พื้นที่แห่งชนชั้น 

                   ในวรรณคดีเรื่อง “มณีพิชัย” ในตอนต้นเรื่องได้นำเสนอเรื่องของการคลอดบุตรของนางเกศนีและพระอินทร์ ความว่า

 

                         “เมื่อครั้งนางเกศนีขึ้นไปอยู่บนสวรรค์กับพระอินทร์ อยู่มานางมีครรภ์ ครั้นจวนจะถึง

                   กำหนดคลอด พระอินทร์นึกรำพึงว่านางเป็นมนุษย์คลอดลูกผิดกับเทวดา ถ้าให้คลอดบน

                   สวรรค์เกรงว่าจะเป็นอันตราย จึงพานางลงมายังโลกมนุษย์ นฤมิตพลับพลาขึ้นที่ป่าไผ่แห่ง      

                   หนึ่งให้เป็นที่อยู่แล้วเรียกเหล่าเทพบุตร เทพธิดาซึ่งอยู่ตามรุกขพิมาน ให้มาช่วยกันรักษาจน

                   นางคลอดลูก ลูกนั้นเป็นธิดามีกลิ่นหอมติดตัวมาแต่กำเนิด พระอินทร์จึงให้นามนางว่า “ยอ

พระกลิ่น” พระอินทร์เลี้ยงลูกอยู่กับนางเกศนีได้ ๗ วัน นึกเป็นห่วงเมืองสวรรค์...ครั้นจะพาลูกไปเลี้ยงบนสวรรค์ ลูกก็เป็นทารกมนุษย์จะขึ้นไปร้องอ้อนอื้ออึงให้เกิดรังเกียจของเหล่าเทวดา[1]

 

                         “ไม่ได้หรอกน้อง ลูกของเราเป็นมนุษย์ อยู่บนสวรรค์จะทำความรำคาญรังเกียจแก่เทวดา

                   อื่น ๆ[2]

 

                   เมื่อผู้อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนอาจตั้งคำถามในใจว่า “ทำไมทารกน้อยยอพระกลิ่นถึงไม่สามารถไปอยู่บนสวรรค์ได้ ทั้งที่เป็นลูกของพระอินทร์” จากตัวบทได้ให้เหตุผลที่ดูจะไม่สมเหตุสมผลที่ว่า “เป็นมนุษย์” เมื่อเปรียบเทียบยอพระกลิ่นกับนางเกศนีแล้ว ผู้ที่มีคุณสมบัติควรที่จะได้อยู่บนสวรรค์คือ ยอพระกลิ่น ในฐานะลูกของพระอินทร์ แต่นางเกศนีมีคุณสมบัติที่ด้อยกว่ากลับได้ขึ้นไปอยู่บนสวรรค์แทนยอพระกลิ่น

                   ตามระบบของสังคมไทย เหตุที่เกศนีสามารถขึ้นไปอยู่บนสวรรค์ได้นั้นอิงอยู่กับระบบความเชื่อในอดีต โดยนางเป็นลูกของกษัตริย์ ซึ่งความเชื่อเดิมที่ว่ากษัตริย์เป็น เทวราชหรือสมมติเทพที่มาจากสวรรค์ นางเกศนีจึงมีสายเลือดเป็นเทพ แต่ในการนี้ยังถือว่านางเกศนียังมีคุณสมบัติเท่าเทียมกับยอพระกลิ่น

                   ระบบสังคมความคิดแบบพุทธศาสนา ความเชื่อในเรื่องของการเข้าสู่นิพพานนั้นโดยเนื้อแท้ความเป็นหญิงไม่สามารถที่จะเข้าสู่นิพพานได้ด้วยตนเอง ต้องอาศัยชายผ้าเหลืองของ “บุตร” หรือ “สามี” จึงจะสามารถเข้าสู่พระนิพพานได้ ความเชื่อดังกล่าวได้ส่งอิทธิพลยังสังคมด้วยวาทกรรมชุด “ความกตัญญู” ที่ลูกผู้ชายต้องบวชก่อนแต่งงาน เพราะหากแต่งงานก่อนบวช ผลของบุญที่ได้รับจะถูกแบ่งให้แก่ผู้ที่เป็นภรรยา ทำให้บุญที่ผู้ที่เป็นแม่ลดต่ำลง

                   ประเด็นนี้เห็นว่า เหตุที่ทำให้นางเกศนีสามารถอาศัยอยู่บนสวรรค์ได้จึงไม่ใช่เรื่องที่ขัดต่อระบบความเชื่อในสังคมที่ว่า อาศัยร่มบุญของสามี(พระอินทร์) ที่ถือว่าเป็นผู้มีบุญจึงสามารถอยู่บนสวรรค์ ซึ่งเป็นพื้นที่ของผู้เป็นพ่อ (กษัตริย์ที่มาจากเทพบนสวรรค์) และพื้นที่ของสามี(พระอินทร์)

                   นอกจากประเด็นเรื่องของพื้นที่การเข้าสู่นิพพานแล้ว เรื่องเพศวิถี (Sexuality) แบบผู้หญิงถูกมองว่าเป็นปัญหาเชิงศีลธรรมที่ซับซ้อนในเชิงจิตวิญญาณและพิธีกรรมต่างๆ ทางสังคมนั้น ผู้หญิงจะมีฐานะเป็นรองผู้ชาย และเงื่อนไขเรื่องเพศทางร่างกายก็ได้ผูกมัดผู้หญิงไว้ด้วยข้อกำหนดและความต้องการของสังคม[3]

                   ด้วยเงื่อนไขทางรูปร่างที่อิงอยู่กับโลกทัศน์เดิมในสังคมพุทธศาสนาที่เชื่อในเรื่องของนิพพานที่ผู้หญิงต้องอาศัยผู้ชายจึงจะสามารถข้ามพ้นฝั่งของนิพพานได้ ยอพระกลิ่นเป็นหญิงจึงไม่สามารถที่จะอาศัยพระอินทร์ได้ ตามความเชื่อแล้วต้องอาศัยบุญของลูกและสามีทำนั้น แต่ถ้าหากว่านางมีร่างกายเป็นชายย่อมไม่ติดปัญหาในเรื่องของ เพศ

                   ในวรรณกรรมอีสานเรื่อง หงส์หิน[4]ได้กล่าวถึงความอิจฉาของมเหสีรองทั้งสี่องค์กับนางจันทรมเหสีเอก เมื่อนางให้ประสูติพระโอรสเป็นชาย มเหสีทั้งสี่ได้นำเอาลูกหมามาแทน แล้วนำเอาพระโอรสไปโยนทิ้ง พระอินทร์จึงเหาะลงมารับขึ้นไปเลี้ยงอยู่บนสวรรค์จนกระทั่งเติบโต และถามหาผู้เป็นแม่ และพระอินทร์ให้สุชาดาเป็นแม่ แต่นางไม่ยอม

                   จากวรรณกรรมท้องถิ่นเรื่อง หงส์หินนั้นเห็นได้ชัดว่าระบบความเชื่อของสังคมได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนที่ผู้ชายสามารถเข้าไปสู่บนสวรรค์(นิพพาน) ได้ หงส์หินกับยอพระกลิ่น มีความแตกต่างกันอย่างไรในเมื่อทั้งสองก็คือลูกของมนุษย์ หงส์หินก็เป็นมนุษย์เนื่องจากเป็นเชื้อสายกษัตริย์ซึ่งยอพระกลิ่นก็มีคุณสมบัติดังกล่าวด้วยเช่นกัน ฉะนั้นเหตุผลจึงไม่ได้อยู่ที่เรื่องของชนชั้น แต่เป็นเรื่องของเพศวิถีที่อ้างอิงโดยสังคมพุทธศาสนานั่นเอง

                   อาจจะมีบางท่านที่มองว่าลักษณะดังกล่าวอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เป็นสากลของระบบความเชื่อในสังคมไทย เพราะเป็นวรรณกรรมของท้องถิ่นอีสาน เมื่อดูในวรรณกรรมท้องถิ่นของภาคเหนือก็มีปรากฏลักษณะดังกล่าวด้วยเช่นกัน ดังนี้

 

                         ในวรรณกรรมเรื่อง หงส์ผาคำ หงส์ผาฅำ,คร่าวซอ[5] “เมื่อนางวิมาลาคลอดลูกเป็นโอรส นางทั้ง ๖ เกรงว่าพระโอรสจะได้ครองเมือง จึงทิ้งโอรสลงใต้ปราสาทแล้วนำเอาลูกหมามาไว้แทน ส่วนพระกุมารที่ถูกโยนทิ้ง พระอินทร์ทรงรับเอาไว้แล้วนำไปเลี้ยงบนสวรรค์จนเจริญวัยขึ้น” หรือ ในเรื่องหงส์หิน, คร่าวซอ สำนวนล้านนา[6] ก็ได้กล่าวถึงพระอินทร์มารับเอากุมารที่ถูกปองร้ายไปเลี้ยงบนสวรรค์ด้วยเช่นเดียวกัน

                   ทั้งหมดที่กล่าวมาสามารถที่จะยืนยันในระบบการอ้างอิงของสังคมพุทธศาสนา เชื่อในการเข้าสู่นิพพานเป็นเรื่องของผู้ชายเท่านั้น ส่วนผู้หญิงไม่สามารถที่จะเข้าสู่นิพพานได้ด้วยตนเอง ต้องอาศัยบุญจากลูกที่บวชให้หรือสามีที่บวชดังปรากฏเป็นความเชื่ออยู่ในสังคมปัจจุบันและนิยมที่จะให้ลูกบวชก่อนแต่งงาน ดังที่ปรานี  วงษ์เทศ[7] กล่าวว่า ทั้งกรณีพระวินัยคำสอนและการปฏิบัติ ผู้หญิงในทางพุทธศาสนานั้นมีคุณค่าในทางศาสนาที่ด้อยกว่าผู้ชาย เพราะว่าผู้หญิงไม่สามารถบวชเป็นพระได้ ซึ่งการบวชเป็นพระนั้นเป็นแหล่งที่มาของบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ ผู้หญิงในทางพระพุทธศาสนาจึงได้รับการปฏิบัติแบบเพศที่ด้อยกว่าเสมอ ทั้งหมดคือ “อำนาจของความเป็นแม่” ที่มิต้องการให้ลูกสะใภ้ได้รับส่วนแบ่งบุญจากตน ซึ่งความขัดแย้งระหว่าง “อำนาจแม่ย่า” กับ “อำนาจของลูกสะใภ้” จะได้กล่าวในตอนต่อไป

                   จากการศึกษาสามารถสรุปเป็นตารางเปรียบเทียบได้ดังนี้

 

ตัวละคร

เพศวิถี

พื้นที่ (กำเนิด)

การเข้าสู่พื้นที่(สวรรค์)

๑. นางเกศนี

หญิง

-เป็นมนุษย์ที่เกิดจากพระมหากษัตริย์ วรกรรณ กับ บุษบง ตามความเชื่อคือ กษัตริย์เป็นสมมติเทพผู้มาจากสวรรค์ นางจึงมีสายเลือดของความเป็นเทพ

-ได้รับบุญจากสามีทำให้นางสามารถเข้าสู่พื้นที่ได้ ตามความเชื่อของการเข้าสู่นิพพานที่อาศัยบุญของลูก ในกรณีที่แต่งงานก่อนบวชบุญก็จะตกแก่ภรรยา นางจึงได้รับบุญจากสามี(พระอินทร์

๒. ยอพระกลิ่น

หญิง

-เป็นมนุษย์ที่เกิดจากเชื้อกษัตริย์(เกศนี)กับพระอินทร์ จึงมีสายเลือดที่เกี่ยวกับเทวดาหรือเทพ

-ไม่สามารถเข้าสู่พื้นที่สวรรค์ได้ เนื่องจากไม่มีบุตรที่จะบวชให้หรือได้รับบุญจากสามี

๓. พระโอรส ในวรรณกรรมท้องถิ่นอีสานเรื่อง หงส์หิน

ชาย

-เกิดจากกษัตริย์ มีเชื้อสายของสมมติเทพ/เทวดา

-เข้าสู่พื้นที่ได้ โดยไม่ต้องพึงพาบารมีจากใคร (พระอินทร์มารับไปเลี้ยงดู โดยไม่เกรงกลัวอันตรายอย่างยอพระกลิ่น)

๔. พระโอรสในวรรณกรรมท้องถิ่นภาคเหนือ เรื่อง หงส์ผาฅำ และหงส์หิน(สำนวนล้านนา)

ชาย

-เกิดจากกษัตริย์ มีเชื้อสายของสมมติเทพ/เทวดา

-เข้าสู่พื้นที่ได้ โดยไม่ต้องพึงพาบารมีจากใคร (พระอินทร์มารับไปเลี้ยงดู โดยไม่เกรงกลัวอันตรายอย่างยอพระกลิ่น)

                        

                         จากตารางพบว่า ตัวละครที่สามารถเข้าไปอยู่ในดินแดนแห่งสวรรค์ ดังนี้ ตัวละครที่เป็นชาย สามารถใช้อำนาจแห่งความเป็นชายเข้าสู่พื้นที่ได้ ในส่วนตัวละครหญิง (ยอพระกลิ่น) กลับพบว่าไม่สามารถเข้าสู่พื้นที่แห่งสวรรค์ได้อย่างชาย แต่ตัวละครหญิงจะสามารถเข้าสู่พื้นที่สวรรค์ได้ต้องอาศัยบุญจากลูกและสามี(กรณีของนางเกศนี) ทั้งหมดเป็นผลมาจากความเชื่อดั้งเดิมของสังคมพุทธศาสนา

                   เมื่อย่อพระกลิ่นไม่สามารถจะเข้าสู่พื้นที่แห่งสวรรค์ได้อย่างนางเกศนีจึงต้องอยู่บนโลกมนุษย์เพื่อรอจะให้ชายที่มีบุญมาช่วยพานางเข้าสู่สวรรค์ การที่พระอินทร์เลือกเอายอพระกลิ่นเก็บไว้ในปล้องไม้ไผ่นั้น หากพิจารณาในเชิงสัญลักษณ์ของปล้องไม้ไผ่เปรียบได้กับเป็นการกักขังคุก ซึ่งคุกในตรงนี้เปรียบได้กับระเบียบของสังคมที่อิงอยู่กับพุทธศาสนาของการเข้าสู่นิพพาน ประกอบกับในคำสาปที่จะทำให้นางพ้นจากคำสาปได้ก็ต่อเมื่อนางมีสามี (ชาย) มาช่วยให้นางจึงจะหลุดพ้น นั่นย่อมหมายความว่า เธอสามารถที่จะมีบุญได้หลังจากที่เธอมีสามี เพราะได้รับการแบ่งบุญจากสามีที่สามารถบวชได้ในพุทธศาสนา และหมายความว่าในอนาคตที่จะมาถึงหลังการมีสามีคือการให้กำเนิด หากการกำเนิดเป็นชายย่อมจะหมายถึงคุณสมบัติที่เธอจะสามารถไปยืนอยู่ในพื้นที่แห่งสวรรค์

                   ทั้งหมดที่กล่าวมาจึงชี้ให้เห็นว่า อำนาจของความเป็นชายยิ่งใหญ่กว่าหญิงจริงในสังคมแบบปิตาธิปไตย และความเชื่อที่อิงอยู่กับสังคมพุทธศาสนาของสังคมไทย ซึ่งดูจะมีลักษณะขัดแย้งกับหลักคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ประกาศเอาไว้ ชนชั้นของความเป็นชายและความเป็นหญิงจึงมีพื้นที่สำหรับเพศไม่เท่าเทียมกัน โดยชายมีพื้นที่มากกว่าโดยเฉพาะพื้นที่ทางศาสนา นอกจากนี้การกำหนดคุณสมบัติของผู้หญิงที่จะเข้ามายังพื้นที่ที่ชายยืนได้นั้นจึงเป็นการกีดกันผู้หญิงเอาไว้ ในเรื่องของคุณสมบัตินี้เองที่มีความสำคัญ กล่าวคือ ผู้หญิงที่ต้องการจะเข้าสู่พื้นที่อย่างชายได้นั้นต้องอาศัยบุญจากลูกหรือสามี หมายความสุดท้ายผู้หญิงต้องแต่งงานและมีสามี ไม่สามารถที่จะเดินเข้าสู่พื้นที่แห่งนั้นได้ด้วยตนเอง เงื่อนไขดังกล่าวหากมองในมุมมองเรื่องความต้องการทางเพศก็คือ การบังคับให้ผู้หญิงมาสนองกามรมย์ให้กับตนเอง หากผู้หญิงที่ยอมที่จะเสียพรหมจรรย์แล้วย่อมหมายความว่า “เธอขาดคุณสมบัติ” ที่จะเข้ามายืนอยู่ในพื้นที่ที่ถูกกำหนดเพียงเฉพาะของชาย ทั้งหมดจึงเป็นเหตุผลที่ยืนยันในความสมเหตุสมผลที่จะตอบคำว่าผู้อ่านได้ว่า “ทำไม ยอพระกลิ่นจึงไม่สามารถที่จะไปอยู่บนสวรรค์ได้” และที่สำคัญไม่ใช่เพียงเหตุผลที่ว่า “เธอเป็นมนุษย์” หากแต่มีความซับซ้อนในโครงสร้างของความเชื่อในสังคมหรือความหมายแฝง (connotation) ที่ถูกกำกับโดยวัฒนธรรมและสังคมแบบพุทธศาสนาที่มีชายเป็นใหญ่

 

อำนาจของการกิน : กินแมว วาทกรรมขับไล่

                   เนื้อเรื่องดำเนินมาถึงช่วงหลังจากที่ตัวเอกได้พบและร่วมใช้ชีวิตคู่ด้วยกันนั้นก็มีเหตุให้ทั้งสองต้องพรากจากกัน โดยมีมารดาของสามีเป็นคนสร้างเรื่องใส่ความ หากพิจารณาสามาสร้างเป็นปมขัดแย้งในการแย่งชิงผู้ชาย โดยมีบทบาทของความเป็น “แม่” และ “เมีย” ซึ่งชายที่ถูกแย่งคือ พระโอรสที่จะต้องขึ้นครองเมืองสืบต่อมา การแย่งพระโอรสอาจจะรวมหมายถึงประเด็นการแย่งชิงอำนาจความเป็นใหญ่ของผู้หญิง เนื้อความในตอนนี้ ความว่า

 

                         ...ท้าวพิชัยนุราชและนางจันทรสำคัญว่าราชบุตรประชวรจริงก็พากันลงไปเยี่ยมจึง

                   เห็นนางยอพระกลิ่น เมื่อท้าวพิชัยนุราชได้ไต่ถามและทราบเรื่องของนางก็เกิดเมตตาปราณี

                   เห็นควรให้เป็นชายาของมณีพิชัย แต่ส่วนนางจันทรนั้นนึกรังเกียจ ด้วยอยากจะให้มณีพิชัย

                   ได้เป็นราชบุตรเขยของพระเจ้ากรุงจีน...

                         ...คิดกลอุบายให้มีเค้าเงื่อนว่านางเป็นยักขินีผีกระสือ คนทั้งหลายก็จะเห็นเชื่อ เพราะมณี

                   พิชัยไปได้นางมาจากป่า คงจะกำจัดนางยอพระกลิ่นได้สมประสงค์ คิดดังนั้นแล้ว นางจัน

                   ทรจึงฆ่าแมวที่เลี้ยงไว้เสียตัวหนึ่ง แล้วลอบไปยังปราสาทมณีพิชัยเวลาดึก พระมณีพิชัยกับ

                   นางยอพระกลิ่นกำลังหลับ นางเอาหางแมวเหน็บไว้ที่มวยผมและเอาเลือดแมวป้ายไว้ที่ปาก

                         ... หลังจากนั้นนางก็ออกอุบายทำทีเห็นยักมากินแมวแล้วเดินเข้าไปในห้องมณีพิชัย[8]

                   หากมองในเรื่องของ ความหมายสัญญะ (Signified) และรูปสัญญะ (Signifier) จะพบว่าจากความตอนนี้มีความขัดแย้งของสัญญะ ๒ อย่าง คือ แมวและยักษ์ ดังตารางต่อไปนี้

 

รูปสัญญะ (Signifier)

ความหมายสัญญะ (Signified)

แมว

ความเป็นศิริมงคล

ยักษ์

ความเป็นอัปมงคล ความชั่วร้าย

                  

                         จากตารางพบว่า การสวมภาพมายาคติให้กับตัวแสดงในเรื่องนั้น การให้แมวเป็นมายาคติที่สื่อถึงความเป็นมงคลแสดงให้เห็นว่าเมืองใดที่มีแมวอยู่หมายความว่าเป็นเมืองที่เป็นมงคล ในขณะที่ภาพของนางยักษ์มายาคติของรูปสัญญะที่เป็นยักษ์มีความหมายในเชิงสัญญะคือ สิ่งที่เป็นอัปมงคลความชั่วร้าย

                   การเลือกที่จะให้นางยอพระกลิ่นกินแมวและใส่ความนางว่าเป็นยักษ์ย่อมมีเหตุผลเพื่อให้เกิดความหนักของโทษในสองระดับคือ ระดับที่ ๑ ความผิดในฐานะที่เป็นยักษ์ เมื่อนางถูกข้อหาว่าเป็นยักษ์ย่อมหมายความว่าเป็นสิ่งอัปมงคล เป็นสิ่งที่มีแต่ความชั่วร้าย ซึ่งไม่เหมาะสมที่จะอยู่รวมกับมนุษย์และไม่เหมาะที่จะอยู่ในเมืองมนุษย์อีกต่อไป ความผิดในระดับที่ ๒ นอกจากนางจะเป็นตัวอัปมงคลแล้ว การฆ่าแมวหมายถึงการกระทำการอันเป็นสิ่งที่ชั่วร้าย เป็นการทำลายความเป็นมงคล คือแมว ซึ่งเป็นสัตว์ที่ชื่อว่าใครเลี้ยงไว้จะได้รับแต่สิ่งที่ดีๆ ตอบแทน[9] ความผิดทั้งสองระดับจึงเป็นเครื่องผลักดันให้การขับไล่นางยอพระกลิ่นมีความสมเหตุสมผล มีความชอบธรรมมากขึ้นโดยไม่ต้องรอการพิจารณาคดีความ และเหมาะที่จะถูกขับออกจากเมืองในขณะนั้น

                   ประเด็นเรื่องแมวกับค่านิยมการบริโภคในสังคมเป็นสิ่งที่สังคมยอมรับไม่ได้ ดังเช่นในช่วง สาม-สี่ปีที่ผ่านมา สังคมไทยได้เกิดการต่อต้านบทเพลงหนึ่งที่มีชื่อว่า “ผู้บ่าวกินแมว” ขับร้องโดยดาวตลกยายจื้น แห่งวงหมอลำชื่อดังของภาคอีสาน “เสียงอีสาน” ของคุณนกน้อย อุไรพร เป็นผู้ควบคุมวง กระแสการต่อต้านดังกล่าวเกิดขึ้นจากกลุ่มนักอนุรักษ์สัตว์ที่ไม่สามารถจะยอมรับในเรื่องของการกินแมว ผู้เขียนมองว่าในความซับซ้อนของเรื่องไม่ได้อยู่ที่การอนุรักษ์สัตว์ เมตาหรือสงสาร แต่เป็นสิ่งที่ขัดต่อระเบียบของสังคมที่ไม่นิยมหรือไม่ยอมรับการกินแมวมากกว่า ที่กล่าวเช่นเนื้อเพราะเชื่อว่า ในสังคมมีการบริโภค ไก่ หมู วัว กันอย่างแพร่หลาย การบริโภคสิ่งเหล่านี้ทำไมไม่เป็นสิ่งที่ต้องลุกขึ้นมาต่อต้าน และเมื่อพิจารณาในแต่ละวันสัตว์เหล่านี้ถูกฆ่ามากกว่าแมวไม่รู้จะกี่เท่า สาเหตุที่สัตว์เหล่านี้ไม่ได้รับความส่งสารจึงมีสาเหตุมาจากการยอมรับของสังคมนั่นเอง เมื่อการบริโภคแมวเป็นที่ขัดแย้งกับระเบียบของสังคม การบริโภคแมวจึงเป็นสิ่งที่เลวร้ายและไม่ควรส่งเสริมและอนุญาตให้มีการบริโภค ด้วยความไม่เปิดรับของสังคมการที่ยอพระกลิ่นจำเป็นต้องถูกให้เลือกกินแมวจึงหมายความว่า ยอพระกลิ่นผ่านการยอมรับจากคนในสังคม หรือมีลักษณะแตกต่างในเรื่องของการกินที่ไม่เหมือนคนอื่นๆ ในสังคมและวัฒนธรรมเดียวกัน

                ความเชื่อเรื่องของแมวมีอยู่อย่างหลากหลาย[10] เช่นรก เก็บไว้กับบ้านเรือนร้านค้า เชื่อว่าจะให้คุณทางเมตตามหานิยม ซื้อง่ายขายได้กำไร ประสบแต่โชคลาภอยู่เนือง ๆ น้ำมนต์แมว การบริโภคอาหารที่ปรุงจากปลา บางครั้งประสบปัญหาก้างติดคอ ทำให้ได้รับความทุกขเวทนา โบราณให้นำน้ำใส่ภาชนะไปวางเฉพาะหน้าแมว หากแมวกินน้ำหรือแม้กระทั่งดม ก็ถือได้ว่าน้ำนั้นเป็น "น้ำมนต์แมว" ให้นำไปให้คนที่ก้างติดคอดื่มกิน เชื่อกันว่าก้างจะหลุดไปกับน้ำนั้น ก้างติดแมวเกา มีอีกวิธีหนึ่ง กรณีที่ก้างติดคอ ท่านให้เอาเท้าหน้าของแมวลากผ่านลูกระเดือกเสมือนเอามือแมวมาเกา ก้างนั้นจะหลุดทันที แมวซ่วยหน้า อากัปกริยาของแมวอย่างหนึ่ง คือเอาเท้าหน้าข้างใดข้างหนึ่งปัดหน้า เหมือนมัน "ซ่วยหน้า" คือล้างหน้าตัวเอง ทายว่าไม่นานจะมีคนที่อยู่แดนไกลมาเยี่ยมเยือนเจ้าของบ้าน

แมววิ่งตัดหน้า ขณะเดินทางไปไหนมาไหน หากมีแมวสีขาวหรือสีดำวิ่งตัดหน้ากะทันหัน ก็มีคำทำนายว่าจะดีหรือร้าย กล่าวคือ แมวขาววิ่งตัดหน้าจะได้รับข่าวดี แต่ถ้าแมวดำวิ่งตัดหน้าจะได้รับข่าวร้าย แมวข้ามหล้อง ในขณะที่ตั้งศพอยู่ที่บ้านหรือที่วัด ถ้ามีแมวสีดำกระโดดข้าม "หล้อง" คือโลงศพนั้น เชื่อว่าวิญญาณของคนที่ตายจะดุร้าย เที่ยวหลอกหลอนและทำร้ายผู้คนมากมาย ฝันเห็นแมว โบราณล้านนาเชื่อว่า ถ้าใครฝันเห็นแมวนั้นเป็นเรื่องไม่ค่อยดี จะขัดสนเงินทองทรัพย์สิน ญาติมิตรไม่ยินดีจะคบหาสมาคม มิหนำซ้ำยังพากันรังเกียจโดยไม่มีเหตุผลเพียงพอ แห่นางแมว ปีใด ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล โบราณจะมีพิธีแห่นางแมวเพื่อขอฝน โดยนำแมวตัวเมียมาแต่งหน้าทาปากนุ่งห่มเหมือนคนแล้วตั้งขบวนแห่แหนไปตามหมู่บ้าน ผู้ชายที่ร่วมขบวนจะแต่งกายเป็นหญิงถือรูปอวัยวะเพศร่วมขบวน ส่วนคนที่พบเห็นจะสาดน้ำใส่กลุ่มผู้เข้าร่วมขบวน และรุมสาดน้ำใส่แมวอย่างคึกคะนอง ด้วยว่าการกระทำเช่นนี้ จะทำให้ฝนตก ห้ามเลี้ยงแมวห้าตัว ในตำราโบราณล้านนา กล่าวถึงสิ่งไม่ควรมีไว้กับบ้านเรือน ซึ่งสิ่งต่าง ๆ ดังกล่าวระบุจำนวนไว้ ดังนั้นชาวล้านนา จึงไม่นิยมเลี้ยงแมวห้าตัว เพราะเกรงจะเกิดอุบัติภัยกับคนในครอบครัวตามความเชื่อ

                จะเห็นได้ว่าบทบาทของแมวต่อวิถีความเชื่อของสังคมมีความผูกพันอย่างมาก การที่ ยอพระกลิ่นกินแมวจึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อระเบียบและค่านิยมของคนในสังคม เพราะการทำร้ายแมวย่อมหมายถึงความเดือดร้อนที่จะบังเกิดมีต่อบ้านเมือง ตามคติที่ว่า แมวเป็นสัตว์ที่เป็นมงคล หากผู้ใดเลี้ยงไว้ยอมจะประสบแต่ความสุขความเจริญ และการขัดต่อจารีตนิยมของสังคมนี่เอง “วาทกรรม” ยอพระกลิ่นเป็นยักษ์กินแมวจึงมีพลังอำนาจอย่างมากที่จะขับไล่ให้นางยอพระกลิ่นออกจากเมือง

 

อำนาจของความเป็นแม่ย่าและลูกสะใภ้

                   จากแผนการอันชั่วร้ายของนางจันทรต่อยอพระกลิ่นดังที่ได้นำเสนอข้างต้น ในส่วนของยอพระกลิ่นเองก็ได้ตั้งตารอคอยที่จะแก้แค้น ดังความว่า

 

                         ขณะนั้นเกิดบันดาลร้อนอาสน์พระอินทร์ ส่องทิพเนตรดูรูว่านางยอพระกลิ่นผู้เป็นธิดา

                   ต้องตกยากถึงสาหัส จึงลงมาช่วยนางยอพระกลิ่น นางเล่าเรื่องทั้งพวงให้พระอินทร์ทราบ

                   พระอินทร์ก็โกรธานางจันทรแล้วเลยขัดเคืองพระมณีพิชัยว่าหลงเชื่อแม่ไม่ช่วยแก้ไข จึง

                   แปลงนางยอพระกลิ่นให้เป็นพราหมณ์ สอนเวทมนต์ให้มีฤทธิ์และให้พระขรรค์ไว้สำหรับ

                   ตัว และนฤมิตศาลาอาศรมให้อยู่ในป่าที่ใกล้เมืองอยุธยา บอกเจ้าพราหมณ์ว่าจะแก้แค้นแม่

                   ผัวให้จงได้[11]

 

                   ด้วยอำนาจของสังคมที่มี “แม่” นำหน้า ย่อมเป็นใหญ่กว่าผู้ที่มีคำว่า “ลูก” นำหน้าเสมอ ในความขัดแย้งของตัวละครทั้งสอง มีความเกี่ยวเนื่องกันในหลายลักษณะ ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจ

                   บทบาทของแม่ย่าในฐานะชายาของเจ้าเมือง ในประเด็นนี้น่าสังเกตว่า นางจันทรผู้มีรูปร่างเป็นหญิงได้ลุกขึ้นมากำจัดยอพระกลิ่นสะใภ้ด้วยความเกรงกลัวต่อพระเจ้ากรุงจีนที่จะยกทัพมารุกรานตน ในขณะที่ท้าวพิชัยนุราชกษัตริย์ผู้ปกครองเมืองกลับมีท่าทีที่นิ่งเฉยต่ออนาคตของเมือง การที่นางจันทรเลือกกำจัดนางยอพระกลิ่นเพื่อจะให้มณีพิชัยไปแต่งงานกับลูกสาวพระเจ้ากรุงจีนเพื่อรักษาเมืองตนเอาไว้ นั่นแสดงในว่าฐานะของตัวละครหญิงที่ลุกขึ้นมารับหน้าที่อย่างผู้ชาย โดยที่ตัวละครผู้เป็นสะใภ้ไม่สามารถที่จะห้ามปรามหรือขัดขวางได้เลย

                   ด้วยระบบความเชื่อของสังคมที่เคารพในผู้อาวุโสและผู้ที่แม่ การดำรงตำแหน่งเป็นสะใภ้ขอยอพระกลิ่นจึงไม่มีอำนาจที่จะต่อรองกับบรรทัดฐานทางสังคมได้ว่าตนสามารถที่มีอำนาจหรือสามารถลุกขึ้นมาแข็งข้อต่อแม่ย่าได้อย่างเปิดเผย ลักษณะดังกล่าวปรากฏในวรรณกรรมหลายเรื่อง

                   ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือเรื่อง แม่ย่าเกลียดลูกสะใภ้ ซึ่งมีเนื้อความว่า

สีมากำพร้าพ่ออยู่กับแม่สองคน
พอโตเป็นหนุ่มก็แต่งงาน
ในครอบครัวก็รักใคร่กันดี   แต่สาวๆที่ผิดหวังจากสีมา
อิจฉาจึงยุแหย่แม่ผัวให้เกลียดลูกสะใภ้
ตอนแรกลูกสะใภ้ก็ไม่โต้ตอบเวลาแม่ผัวดุด่า
นานเข้าก็โต้ตอบไปบ้าง   ทำให้สีมาหนักใจคิดหาวิธีให้ทั้งสอง
ปรองดองกัน   จึงบอกแม่ว่าจะฆ่าเมียตัวเองให้เพื่อให้แม่สบายใจ

แต่ก่อนจะฆ่าให้แม่ทำดีกับลูกสะใภ้
สัก ๑๕ วันก่อน   และก็ไปบอกเมียให้ทำดีกับแม่ ๑๕ วันเช่นกัน
แล้วจะฆ่าแม่ให้
ตั้งแต่นั้นมาทั้งสองต่างทำดีต่อกัน   จนเกิดรักใคร่กันจริงๆ
พอครบ ๑๕ วันสีมาทำท่าจะฆ่าเมียแม่ก็เข้าห้ามไว้
พอจะฆ่าแม่เมียก็ห้ามไว้
สีมาจึงเอาเคียวเก็บที่เดิมพร้อมยิ้มอย่างสุขใจ
ที่แก้ปัญหาลูกสะใภ้กับแม่เกลียดกันได้สำเร็จ[12]

                   จากนิทานข้างต้นอำนาจของความเป็นแม่ย่าและลูกสะใภ้ สิ้นสุดลงด้วยความเสมอ คืออำนาจของความเป็นแม่ย่าไม่สามารถที่จะอยู่เหนือลูกสะใภ้ ดังในตอนสรุปที่ทั้งสองฝ่ายต่างก็ดีต่อกัน

                   ยังมีนิทานพื้นบ้านอีสานอีกเรื่องหนึ่งที่ชี้ให้เห็นถึงการต่อสู้ระหว่างความเป็น “แม่ย่า” กับ “ลูกสะใภ้” และผลที่ได้รับคืออำนาจของความเป็น “ลูกสะใภ้” ก็ถูกอำนาจ “แม่ย่า” อยู่เหนือกว่า นิทานเรื่องนี้คือ ย่ากินปลิง ซึ่งมีเนื้อเรื่องย่อดังนี้

 

                         เขียวเป็นลูกสะใภ้แห่งบ้านหลังหนึ่งที่มีแม่กับลูก(สามีของเขียว) เขียวเป็นคนที่ขยันใน

                   การทอหูก ในขณะที่แม่ย่าชอบตามธรรมชาติของผู้สูงอายุ ด้วยความที่เขียวตั้งหน้าอยู่กับ

                   งานทอหูกไม่สนใจที่จะทำมาหาอาหารมาเลี้ยงครอบครัว แม่ย่าจึงบ่นให้เป็นประจำ วันหนึ่ง

                   เขียวทนเสียงบ่นของแม่ย่าไม่ได้จึงออกไปหาปลามาทำอาหารให้แม่ย่ากิน เขียวได้ปลิง

                   กลับมาจึงนำมาต้มให้แม่ย่ากิน ด้วยความที่แม่ย่าเป็นคนตาบอดไม่สามารถมองเห็นได้ว่าใน

                   สำรับอาหารนั่นเป็นปลิงซึ่งมีลักษณะคล้ายปลาหลด จึงไม่ได้ติดใจว่าจะเป็นปลิง เมื่อแม่ย่า

                   กินก็รู้สึกว่าปลานั้นเหนียวฉีกไม่ขาด กินยาก จึงได้แต่นั่งกินช้าๆ ขณะนั้นลูกชายก็กลับมา

                   พบแล้วร้องบอกแม่ว่าทำไมกินปลิง แม่ย่าจึงเกิดอาเจียน จนกระทั่งหมดแรงสิ้นลมไปใน

                   ที่สุด ก่อนที่แม่ย่าจะสิ้นลมได้สาปแช่งไว้ว่า ผู้ใดเอาปลิงมาให้กินจะเป็นผู้ที่สามารถหามศพ

                   ยายไปเผาได้คนเดียวและให้คนคนนั้นติดอยู่กับไม้หามศพ เมื่อถึงเวลาที่จะนำศพย่าไปทิ้งก็

                   ไม่มีใครสามารถจะหามศพขึ้น เขียวจึงมาหามและติดอยู่กับไม้หามศพ ตายในกองไฟพร้อม

                   กับแม่ย่า

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า
· คำสำคัญ: วาทกรรม บทละครนอก มณีพิชัย สัญศาสตร์ 
· หมายเลขบันทึก: 310372 · เขียน:  
· ดอกไม้:
1
 · ความเห็น:
1
 · อ่าน: แสดง
· สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
แจ้งลบ
แจ้งลบ
IP: xxx.143.146.162
เขียนเมื่อ Fri Jun 11 2010 14:52:04 GMT+0700 (ICT)

มากเกินไป

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
ใส่รูปหรือไฟล์