การศึกษาตลอดชีวิต

 การศึกษาตลอดชีวิต 

ดร.สายสุรี จุติกุล
สะท้อนความคิด"การศึกษาตลอดชีวิต"  
สัมภาษณ์พิเศษ...ดร.สายสุรี จุติกุล

      โลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การที่ประเทศชาติหรือสังคมหนึ่งจะสามารถดำรงอยู่อย่างเข้มแข็ง มั่นคงและ สงบสุข ก็ขึ้นอยู่กับ ศักยภาพของคนในชาติหรือสังคมนั้นๆ และวิถีทางในการสร้างศักยภาพของชนในชาติอย่างยั่งยืน คือการ ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ตลอดเวลา หรือ "การศึกษาตลอดชีวิต"นั่นเอง

      และเพื่อปรับกระบวนทัศน์ เรื่องการศึกษาตลอด ชีวิต ให้เป็นที่เข้าใจทั้งคนในแวดวงการศึกษา และประชาชน ทั่วไปให้เข้าถึง แก่นแท้ในเรื่องดังกล่าวจึงขอนำเสนอแนวความคิด เกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยบทสัมภาษณ์ของ ดร.สายสุรี จุติกุล รองประธาน กรรมการสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ กรรมการคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ เพื่อประโยชน์และความร่วมมือกันในการทลายกำแพงของการเรียนรู้ที่ว่า "เมื่อจบการศึกษาการเรียนรู้ก็สิ้นสุดลง"
  แนวความคิดเรื่อง "การศึกษาตลอดชีวิต"
           "การศึกษาตลอดชีวิตเป็นการศึกษาที่ไม่มีรูปแบบตายตัว ทุกคน ทุกวัยสามารถเรียนรู้ได้ ทั้งในระบบการศึกษา นอกระบบ และตามอัธยาศัย และเรียนรู้กันได้ตั้งแต่แรกเกิดจนตาย ไม่มีการหยุดนิ่ง เป็นการเรียนรู้ตลอดเวลา และอย่างสม่ำเสมอ กระทำได้ ทุกเวลา ทุกสถานที่ มนุษย์ที่ไม่ควรหยุดที่จะใฝ่รู้ ต้องอยากรู้อยากเห็นตลอดเวลาอย่าให้สิ้นไฟ ยิ่งรู้มากยิ่งมีข้อมูลมาก ก็ยิ่งมีโอกาส ในการตัดสินใจถูกต้องแม่นยำมากขึ้น"
             แนวความคิดใหม่ในการศึกษา จากเดิมเป็นแบบที่โรงเรียนป้อนความรู้ให้กับผู้เรียน ควรปรับเปลี่ยนมาเป็นการกระตุ้นให้ผู้ เรียนคิดและเรียนตามศักยภาพและความสนใจของตนเป็นหลัก และต้องเปลี่ยนจากการเรียนรู้ในโรงเรียนเป็นหลักไป เป็น การ เรียนรู้จากแหล่งอื่นๆ ประกอบด้วย เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการปรับปรุงสังคมไทยให้กลายเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ เพราะฉะนั้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต จึงไม่ใช่การเรียนเพียงแค่จบด้านวิชาการในโรงเรียนแล้ว ผู้เรียนจะหยุดเรียนทันที หากแต่ต้องฝึกฝนให้เป็นผู้แสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่อง จากทุกๆ แหล่งที่อยู่รายล้อมตัวเรา
 การเรียนรู้ตลอดชีวิตส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นนอกสถานศึกษา
              ถูกต้อง การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นนอกโรงเรียนมีมากมาย และส่วนใหญ่มักเกิดในสิ่งแวดล้อม จากบุคคลแวดล้อม และธรรมชาติ ใกล้ตัว แต่เนื่องจากชีวิตของเรามีเวลาอยู่ในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยอย่างน้อยๆ ประมาณ 9-16 ปี ทำให้เรามุ่งเรียนเฉพาะ ในสิ่งที่โรงเรียนนำเสนอและทำให้เราเข้าใจไปว่า เมื่อจบการศึกษาภาคบังคับแล้ว การศึกษาก็สิ้นสุด ฉะนั้นสถานศึกษาจึงควร มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนให้ผู้เรียนเรียนรู้ตลอดเวลา ครูต้องย้ำบอกเสมอว่าเด็กต้องเรียนรู้จากสิ่งรอบตัวไปพร้อมๆ กับตำรา อย่าหยุดนิ่ง สิ่งเหล่านี้ต้องมีการปลูกฝังมาตั้งแต่วัยเด็ก
               นอกจากโรงเรียน ครอบครัวยังเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ทรงคุณค่า และสามารถปลูกสร้างนิสัยอยากเรียนรู้ที่สำคัญที่สุด
               ที่บ้าน พ่อแม่ต้องส่งเสริมให้ลูกรักการอ่าน แต่ไม่ใช่ด้วยการยัดเยียดหนังสือให้อ่าน แต่เป็นเรื่องของการสร้างบรรยากาศการอ่านอย่างเป็น ธรรมชาติ ด้วยการวางหนังสือไว้ทั่วทุกมุมบ้าน แล้วค่อยๆ ชี้ชวนให้เห็นว่าหนังสือเป็นสิ่งแวดล้อมข้างตัว เมื่อเด็กหยิบหนังสือ มาอ่าน แม้จะอ่านไม่ออก ก็ไม่เป็นไร ดูรูปไปก่อนก็ได้ เด็กจะค่อยๆ ซึมซับเป็นการเรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติ และจะกลายเป็นนิสัย ที่สร้างคุณค่าให้ตัวเองในระยะยาว รวมถึงการเรียนรุ้จากเพื่อนๆ จากผู้ใหญ่คนอื่นๆ จากสื่อมวลชน สื่ออิเล็กทรอนิกส์ พิพิธภัณฑ์ ห้องสมุดต่างๆ เป็นต้น จะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม
 ปัจจุบันความอยากรู้อยากเห็นหายไปจากกระบวนการเรียนรุ้ในโรงเรียน                เพราะส่วนใหญ่ต้องเรียนในสิ่งที่เราไม่อยากเรียน หลายคนเรียนจบแล้ว ไม่ได้ใช้วิชาที่เรียนมาประกอบอาชีพ แต่อีกหลายคน เก่งกาจในอาชีพของตนโดยไม่ได้ผ่านการเรียนจากสถาบันใดๆ มาก่อนเพราะบรรยากาศ และเนื้อหาหลักสูตร รวมทั้งวิธีการเรียน การสอนในสถาบันการศึกษา ไม่เอื้อต่อความอยากรู้อยากเห็นของผู้เรียน เพราะคนที่เขียนหลักสูตรก็ไม่เคยถามผู้เรียน ว่าอยากเรียน อะไร อยากรู้อะไร ตรงกันข้าม ในเวลาเรียนหากมีใครถามปัญหานอกตำรา ด้วยความอยากรู้อยากเห็น นอกจากจะไม่ได้รับคำตอบ แล้วมักถูกมองด้วยสายตาประหลาดจากครูและเพื่อนร่วมชั้น เมื่อถูกสกัดกั้นความอยากรู้มากๆ อาการใฝ่รู้จะค่อยๆ สูญหายไป
               ทุกวันนี้มีการสร้างบรรยากาศในการเรียนขึ้นมาใหม่ในรูปของ Play + Learn = Plearn คือการเรียนผสมผสานกับ การละเล่นอย่างสร้างสรรค์เพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างสนุกสนาน แต่คนส่วนใหญ่กลับไปตีความว่าจะเรียนก็ต่อเมื่อมีความ สนุกสนานเท่านั้น ถ้าไม่สนุกก็ไม่เรียนแต่จริงๆ แล้วไม่ถูกต้อง เพราะการเรียนบางเรื่องก็ไม่สนุกอาจต้องอดทนและเป็นทุกข์ จริงๆ แล้ว เราต้องสร้างเจตคติและค่านิยมว่าการเรียนรู้เป็นเรื่องที่ดี ในกระบวนการเรียนรู้ต้องสร้างแรงจูงใจ แรงจูงใจต้องมา จากภายในตัวเราเองและภายนอก อ่านหนังสือแล้วรู้สึกว่าได้ความรุ้แล้วชอบ ฝรั่งบอกว่า enjoy ก็เป็นการสนองแรงจูงใจภายใน ได้ไม่ใช่ต้องการอ่านเพื่อจะเอาคะแนน ซึ่งเป็นเพียงแรงจูงใจจากภายนอก การอ่านมากรุ้มากก็ยิ่งดีมากขึ้น
 อุปสรรคในการมีส่วนร่วมจัดการศึกษาของชุมชน
                ตั้งแต่มีการจัดตั้งโรงเรียน แล้วเข้าใจว่าโรงเรียนและครูมีหน้าที่ให้การศึกษาแก่เด็ก แต่ปัจจุบันนี้ชุมชน เริ่มมีความเข้าใจ มากขึ้น ครูเองต้องมีหน้าที่ในการสื่อสารกับชุมชนว่า ชุมชนมีความสำคัยยิ่งในการเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนอนาคต ของชาติ ร่วมกันกับหน่วยงานอื่น อย่างไรก็ตาม แม้ชุมชนจะมีภูมิความรู้แต่ก็ยังไม่พร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว เพราะหน่วยอื่นๆ ของสังคมยังเชื่องช้าในเรื่องของการพัฒนาการศึกษา มีการพูดถึงเรื่องการพัฒนา การเปลี่ยนแปลง พูดกันแต่เรื่องนดยบาย แต่ไม่มีใครลงมือกระทำอย่างจริงจัง และต่อเนื่อง เราจึงยังขาดแนวทางการกระทำที่ชัดเจน คงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าที่ชุมชน จะเข้ามามีส่วนร่วมกับสถานศึกษา เพื่อปรับปรุงการศึกษาร่วมกับโรงเรียนได้อย่างจริงจัง
                เราปฏิเสธไม่ได้ว่าสังคมให้วัตถุดิบในการเรียนรู้หลากหลายกับเด็ก แต่วิธีการที่จะให้เด็กเข้าถึงแก่นการเรียนรู้ยังไม่ถูกต้อง อย่างเช่น การมีพิพิธภัณฑ์เพื่อประวัติศาสตร์ก็เป็นการสร้างให็ดูเท่านั้นไม่มีการให้ข้อมูลจับต้องสัมผัสไม่ได้ เด็กๆ จะเกิดอาการ เบื่อหน่าย และหมดความสนใจอย่างรวดเร็ว หรือห้องสมุดสำหรับเด็ก โดยธรรมชาติของเด็ก เขาต้องอ่านหนังสือแบบอ่านไปเล่นไป ต้องมีเสียงดังบ้าง แต่ห้องสมุดห้ามส่งเสียงดัง บรรยากาศจึงไม่ส่งเสริมต่อการอยากรู้อยากเห็น และธรรมชาติของเด็กๆ การส่งเสริม ให้เกิดการเรียนรู้ได้ จะต้องให้เด็กเป็นที่ตั้ง สนใจในความต้องการของเขา ประสานเข้ากับธรรมชาติในการเรียนรู้ ไม่ใช่เอาความต้องการหรือความสะดวกของผู้ใหญ่เป็นตัวกำหนด เพื่อให้เด็กรุ่นต่อไปเกิดการเรียนรู้สูงขึ้น ไม่เช่นนั้น คนยุคใหม่จะเจริญกว่าคนยุคเก่าไม่ได้
 อุปสรรคสำคัญต่อการเรียนรู้ของสังคมไทย
                เราคิดกันว่าเป็นค่านิยม เพราะเรายอมให้สังคมหลอมเราให้เป็นไปในแบบที่เป็นอยู่ แต่เดิมมา เราเป็นสังคมที่ใช้ทักษะ การดูแลและการฟังเป็นหลักไม่เน้นในเรื่องการอ่านและการเขียน หรือการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และการคิดสร้างสรรค์ ทั้งยังเป็นสังคมที่มีความเป็นอยู่สบาย จึงขาดการไขว่คว้าขาดการขวนขวายเราจึงเสมือนถูกสอนมาให้ไม่อยากรู้ แต่อุปสรรคจริงๆ ก็คือตัวเราเอง คือเราปิดตัวเราไม่ให้เรียนรู้ ถ้าจะปรับเปลี่ยนก็ต้องปรับที่ตัวเราเองก่อน เปิดตัวเปิดโลกทัศน์ของตัวเราด้วยการเรียนรู้ของ แต่ละคนก็จะฝังลึกรวมกันเป็นวิสัยการเรียนรู้ของชุมชน กลายเป็นหย่อมหญ้าที่แข็งแกร่งขึ้นมา เรื่องการเรียนรู้ฝึกฝนได้ เพราะโดยธรรมชาติ คนเรามีความอยากรู้อยากเห็นอยู่ก่อนแล้ว การเรียนรู้ และเรียนรู้ให้ตลอดชีวิตเป็นการสร้างคุณค่าให้กับตัวเอง (Value Added) เพื่อประโยชน์ของตัวเองโดยตรง และของ สังคม ความรู้คืออำนาจ ทุกคนต้องใฝ่รู้ เพื่อหลอมเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน แล้วเราจะกลายเป็นประเทศที่มั่นคงขึ้นมาได้ ไม่ใช่เพียง แต่มั่งคั่งทางเศรษฐกิจ แต่มั่งคั่งทางความรู้ จริยธรรม การแก้ปัญหา การวางแผนล่วงหน้า และมั่งคั่งทางการสร้างสรรค์
 รูปแบบของการศึกษาตลอดชีวิต
               ไม่ควรมีรูปแบบแน่นอน ไม่ควรมีกรอบกำหนด เป็นการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา มีอิสระและมีความหลากหลาย ต้องมีแหล่ง ให้เรียนรู้มากมาย เช่นตำรา หนังสือทั้งของไทยและต่างประเทศ ห้องสมุดในชุมชน อินเตอร์เน็ต วิดีโอ พิพิธภัณฑ์ สวนสาธารณะ สถาบันต่างๆ เป็นต้น โดยไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่ในรั้วโรงเรียน เพราะโรงเรียนเป็นแค่สังคมเล็กๆ การใช้ชีวิตในรั้วโรงเรียนจึงมีความหมาย เพียงแค่การเรียนเพื่อให้ได้ปริญญา แต่การเรียนรู้จากสังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นการสร้างคุณค่าทางภูมิปัญญา ที่มิอาจตีมุลค่าเป็นตัวเงิน ออกมาได้ แต่เป็นคุณค่าแท้จริงของชีวิต
 ลักษณะของแหล่งเรียนรู้ที่ดี
                 ลักษณะแหล่งเรียนรู้ต้องมีความสร้างสรรค์จับต้องสัมผัสได้ สามารถเรียกให้คนเข้ามาใช้บริการ และให้ข้อมูลได้ครบถ้วน อย่าง พิพิธภัณฑ์ นอกเหนือจากการจัดแสดงเนื้อหาแล้ว ควรจะมีผู้นำเสนอเรื่องราวให้ข้อมูล อธิบาย ตอบคำถามได้อย่างหลายด้าน อาจจะมีการ ใช้วีดิทัศน์ และเทคโนโลยีที่เหมาะสมประกอบการนำเสนอเรื่องราวให้น่าสนใจยิ่งขึ้น เพื่อเชิญชวนให้คนทั่วไปอยากรู้อยากเรียน อยากค้นคว้า ต่อเนื่อง และควรคำนึงถึงกลุ่มเป้าหมายด้วย อาทิกลุ่มเด็กกับกลุ่มผู้ใหญ่ ก็ควรมีการนำเสนอเรื่องราว และให้ข้อมูลแตกต่างกัน
                 ซึ่งแหล่งเรียนรู้ส่วนใหญ่ที่เรามีอยู่ในขณะนี้ไม่เพียงพอและไม่ทันสมัย ทั้งไม่เอื้อต่อการเรียนรู้จริงๆ อีกด้วย แล้วเรายังใช้ประโยชน์จาก แหล่งเรียนรู้ไม่มากพอ อย่างในประเทศญี่ปุ่น ทุกหนแห่งถูกสร้างให้กลายเป็นสถานเรียนรู้ในชุมชนต่างๆ จะมีสวนหย่อมสาธารณะพร้อมห้อง อ่านหนังสือในสวน สำหรับเด็กที่มาวิ่งเล่น มีโอกาสมาแวะอ่านได้
                 แม้แต่ในห้างสรรพสินค้าก็มีมุมอ่านหนังสือไว้ให้ เพราะการเรียนรู้มิได้ จำกัดว่าเป็นแค่การอ่านหนังสือเท่านั้น แหล่งสาธารณะในชุมชน เป็นสถานที่ที่ให้การเรียนรู้ทักษะในเชิงสังคม (Social Skills) ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อชีวิตพอๆ กับความรู้ที่เรียนในรั้วสถานศึกษา นอกจากนี้ ก็ยังมีสื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ แหล่งเรียนรู้มิได้จำกัดเฉพาะ สถาน ศึกษาเท่านั้น แต่น่าจะหมายรวมถึง "บุคคล" ด้วย คือคนที่มีความรู้มากมายในประเทศเรา และในต่างประเทศ ผู้สูงวัยที่มี ประสบการณ์ ในชีวิต ทำอย่างไรจึงจะให้แหล่งเรียนรู้เหล่านี้กับผู้อยากเรียนรู้ได้ "พบกัน" เพื่อถ่ายทอดความรู้สู่กันได้
 "คนที่เป็นพ่อแม่ คือตัวอย่างของคนที่ต้องเรียนรู้อยู่ตลอดชีวิตและตลอดเวลา เพราะคนเป็นพ่อแม่ ไม่เคยเข้า โรงเรียนเพื่อเตรียมพร้อม เป็นพ่อแม่ใคร แม้จะมีตำราให้อ่านล่วงหน้า แต่แบบแผนในการเลี้ยงลูกของแต่ละครอบครัว จะ ไม่เหมือนกัน วิธีการของครอบครัวหนึ่งไม่สามารถ ใช้ได้ดีในอีกครอบครัวหนึ่ง การเลี้ยงลูกในประสบการณ์จริงๆ จึงเป็น สิ่งที่พ่อแม่ต้องศึกษา และประยุกต์มาใช้ให้เข้ากับลูกของตัวเอง พ่อแม่จึงต้องศึกษาและเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้น และเรียนรู้จาก พัฒนาการจริงๆ ของลูก พร้อมทั้งหาวิธีการในการแก้ไขปัญหา ต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้เข้ากับลูกตลอดเวลา ทั้งต้องเรียนรู้ที่ นำเอาวิทยาการใหม่ๆ และประสบการณ์ที่แตกต่างจากแหล่งต่างๆ มาใช้ผสมผสานกันกว่าลูกจะเติบโต คนเป็นพ่อแม่ ต้อง เรียนรู้ไม่สิ้นสุด" ดร.สายสุรี กล่าวทิ้งท้าย

 


คัดจาก : "สื่อพลัง"ปีที่11 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2546
(สยามรัฐ วันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม 2546 ปีที่ 54 ฉบับที่ 16361)

นักเรียนนอกระบบตามอัธยาศัย (ตัวจริง) เรียบเรียงจากหนังสือในโครงการศึกษาภูมิปัญญาและกระบวนการ
ถ่ายทอดของครูภูมิปัญญาไทย โดย สุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์

  

               แม่บอกว่าผมคลอดก่อนกำหนด ตัวเล็กกะจิดริด ผิวบางยังกะไข่ปอก ร่างกายปวกเปียก เลี้ยงยากจะรอดมิรอดแหล่มาตั้งแต่เด็กๆ เดินเข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลเป็นว่าเล่น...
                             ผมเกิดมาในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ...
                             ระหว่างภูมิปัญญาพื้นถิ่น กับวิทยาการสมัยใหม่...
                             ระหว่างความเป็นชาวสยาม กับความเป็น Thailand ...
                             ระหว่างป่าดงพงพี กับป่าคอนกรีต...
                             ระหว่างเทคโนโลยี กับปาฏิหารย์...
                             ระหว่างปุ๋ยคอก กับ N.P.K. ...
                             ระหว่าง การปฏิสังขรณ์กับการปฏิรูป เอ๊ย...ปฏิแรด
                             ในยุคนั้นสภาพแวดล้อมยังดี ฟ้าฝนยังตกต้องตามฤดูกาล พื้นดินยังไม่เสื่อมโทรม ไม่ต้องใส่ปุ๋ยฉีดยาไล่แมลงใดๆ ถึงราคาผลผลิตจะต่ำ แต่ต้นทุนก็ต่ำมากด้วย จึงมีเงินที่ได้จากการเก็บนุ่นในแต่ละปีเพียงพอต่อการส่งลูกๆ เรียนกันทุกคน ปัจจุบันพี่ๆ น้องๆ ผมก็มีความเป็นอยู่ตาม วิบากกรรม ส่วนใหญ่พอเรียนสูงๆ แล้วก็มีครอบครัว ปักหลักปักฐานอยู่ในกรุงเทพฯ แล้วก็เป็นคนเทพเต็มตัว คนที่เรียนสูงๆ ต้องรับกรรมกัน ทั้งนั้นแหละครับ กลับมาบ้านเกิดเมืองนอนไม่ได้ เพราะวิชาที่เรียนมาต้องเอาไปใช้ที่กรุงเทพฯ ทำให้คนที่เรียนน้อยอย่างผมกลายมาเป็นปู่โสม เฝ้าทรัพย์แต่ผู้เดียว แต่ก็สบายอกสบายใจดีอยู่นะครับ ไม่เกี่ยงเรื่องที่ตัวเองเรียนมากเรียนน้อยอะไร คนเราถ้ารักที่จะเรียน อยู่ที่ไหนก็เรียนได้รู้ ได้ ไม่อย่างนั้นผมจะบินไปบรรยายให้นนักศึกษาปริญญาเอก ปริญญาโท ฟังจนสมองแฉะรึครับ...
                             ชีวิตในเยาว์วัยของผมติดดินขนานแท้ เพราะอยู่กับดินกินกับทรายอย่างธรรมชาติ วิ่งเล่นในป่า ชมนกชมไม้ ตั้งแต่ตัวเล็กๆ จนกระทั่งมา เข้าโรงเรียนในตัวอำเภอ ทุกครั้งที่ปิดเทอมผมก็จะเผ่นไปที่สวนอย่างไม่รั้งรอ เพราะใจจดใจจ่ออยู่กับสภาพแวดล้อมที่มีอะไรรอคอยเราอยู่เสมอ โดยเฉพาะพลเมืองของผึ้งมิ้มและผึ้งหลวง เนื่องจากเป็นอาณาบริเวณที่ใครๆ ปลูกต้นนุ่น ซึ่งมีน้ำหวานในช่วงออกดอกเป็นจำนวนมหาศาล เดิน ไปไหนก็จะได้ยินเสียงผึ้งบินหึ่งๆ เต็มไปหมด แม้แต่กระถางดินที่เราใช้เป็นภาชนะใส่น้ำเลี้ยงไก่ ผึ้งก็ยังมาตอมจนดำมืดเต็มไปหมด ตอนเด็กๆ ผมจึงมีเพื่อนในป่ามีอาหารว่างจากป่า มี...
                             น้ำหวานจากรวงผึ้งที่อาศัยอยู่ในกอไผ่รอบบ้าน...มันแกว เผือกเผา ให้ชื่นชิมพร้อมน้ำข้าวหมอกรุ่นอุ่น อยู่ในถ้วยตราไก่ยามเช้าตรู่...ข้าวโพดปิ้ง กล้วยเผายามเรานั่งล้อมวงในช่วงค่ำคืนที่มีพระจันทร์แจ่มกระจ่างร่วมผสมโรง...นิทานปรัมปราที่ ยายเล่าก่อนจะหลับกลางชาน ภายใต้แสงเดือนสุกสกาว...มีเสียไก่ขันคอยปลุกให้ลุกแต่เช้ามืดมาดูพระอาทิตย์โผล่ขึ้นจากยอดไม้... ผมเรียนอยู่ในตัวอำเภอสตึกในช่วงประถมต้น พอขึ้นชั้นมัธยมต้นไม่สบายต้องย้ายไปเรียนที่จังหวัดสุรินทร์เพื่อจะได้ไปอยู่ใกล้หมอ พอ อาการดีขึ้นบ้างก็ย้ายกลับมาเรียนที่บ้าน ช่วงที่เรียนที่บ้านผมเป็นนักเรียนของโรงเรียนประชาอนุสรณ์ (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นโรงเรียนอนุบาลสตึก) และเรียนระดับมัธยมที่โรงเรียนสตึก
ถึงจะอยู่ที่สตึกช่วงสั้นๆ แต่เนื่องจากเป็นเด็กชอบกิจกรรม และได้รับเลือกให้เป็นประธานโรงเรียน                              มีบทบาทหน้าที่สารพัดละครับ เช่น ได้ร่วมกับเพื่อนตั้งเป็นกลุ่มยุวกสิกรร่วมกับ นายอ้อ มีสิทธิ์ เกษตรอำเภอสมัยนั้น จากผลงานของเด็กๆ ทำให้อาจารย์ใหญ่ นายเสริม พลศรีพิมพ์ ได้รับการคัดเลือก ให้เป็นที่ปรึกษายุวกสิกรดีเด่นไปดูงานที่ประเทศเกาหลี ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจมากที่สมัยนั้นผู้บริหาร โรงเรียนก็ได้ไปต่างประเทศ กลับมาอาจารย์ใหญ่เล่าเรื่องเกาหลีให้ฟังอย่างสนุก ส่วนผมเองได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนของจังหวัดบุรีรัมย์ไป ร่วมประชุมยุวกสิกรแห่งชาติครั้งที่ 7 ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และยังเคยเหมารถไฟพาเพื่อนครึ่งโรงเรียนเดินทางไปทัวร์กรุงเทพฯ กลับ มามีเรื่องเล่ากัน 2 ปีไม่จบ                              ผมประทับใจในครูบาอาจารย์ที่สอนผมมาทุกท่าน ครูสมัยนั้นเป็นที่พึ่งพาของลูกศิษย์ได้สารพัดเรื่อง เป็นกระโถนท้องพระโรงสำหรับ เราจริงๆ เมื่อเด็กมีที่ปรึกษาที่ดี เด็กสมัยก่อนจึงไม่ค่อยมีปัญหา และที่ผมจับความรู้สึกได้ก็คคือ "ครูสมัยนั้นรักลูกศิษย์ทุกคน" อนุภาพความรัก ของครูนั้นบรรเทาปัญหาได้ทุกอย่าง โดยเฉพาะ นายเสริม พลศรีพิมพ์ นี่ละครับ ที่ยกพิมพ์ดีดมาวางตรงหน้าแล้วบอกว่า "ไปหัดพิมพ์มา ให้ดูสิ"
                             โอ้โฮ้...อาจารย์ ทำไมถึงทำกับผมได้...สาเหตุก็มาจากผมและเพื่อนๆ ออกวารสารประจำโรงเรียน คงจะพิมพ์ตกๆ หล่นๆ เพราะช่วย กันเขียนหลายคน แล้วใช้ภาษาท้องถิ่นกันมากในสำนวนที่เล่าขานเรื่องต่างๆ เช่น กรมส่งเสริมการเกษตร สำนักเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตร จังหวัดฯ เมื่อเขาได้รับแล้วคงจะมีข้อเสนอแนะมายังท่านอาจารย์ใหญ่ ท่านจึงมาเช็กบิลเอากับผม ให้ผมพิมพ์และตรวจสอบให้เรียบร้อยก่อนที่ จะส่งออกนอกรั้วโรงเรียน ผมต้องมานั่งจิ้มพิมพ์ดีดกระเป๋าหิ้วรุ่นบุโรทั่ง ด้วยการฝึกฝนเรียนเองจนพิมพ์ได้พอสมควร
                             ประสบการณ์ตรงนี้ ผมเอามาใช้สมัยที่ซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องแรก เนื่องจากรู้ภาษาอังกฤษแค่งูๆ ปลาๆ ทำให้ไม่ทราบความหมายและคำ อธิบายต่างๆ จึงกดแป้นพิมพ์ดีดมั่วไปหมด สุดท้ายเครื่องก็พัง...พังก็ซ่อมไม่ได้ ซ่อมไม่ได้ก็ซื้อเครื่องใหม่ การที่เครื่องพังกับมือทำให้ผมเรียน คอมพิวเตอร์ได้อย่างเข้มข้น เหตุที่ทำเช่นนี้ เพราะผมอยู่ในป่า จะถามใครบ่อยๆ ก็เกรงใจเขา จึงกดโน่นกดนี่ หาประสบการณ์แบบไม่รอใคร
                             ช่วงที่ผมไปซื้อรถคันแรกในชีวิตที่จังหวัดขอนแก่นก็เช่นกัน ก่อนไปก็เปิดดูแคตาล็อกรถอยู่บ้างเหมือนกันละครับ แต่พอนั่งผ่านบริษัท ประชายนต์ก็บอกสามล้อถีบให้เลี้ยวเข้าไป สุดท้ายก็ตกลงซื้อรถโฟล์กเต่ามาคันหนึ่ง เจ้าหน้าที่ฝ่ายขายบอกให้ผมลองขับดู ผมบอกว่าขับไม่เป็น เล่นเอางงทั้งบริษัท เขาลองให้เหยียบคันเร่ง ผมก็เหยียบจมมิด ควันออกจากท่อไอเสียดำโขมงไปทั้งบริษัท ผู้จัดการวิ่งหน้าตื่นลงมาถามสาเหตุ
                             สุดท้ายก็มาลงตัวที่ว่า ผู้จัดการต้องขับรถมาส่งผมที่จังหวัดสุรินทร์ด้วยตนเอง และในระหว่างที่นั่งมาครึ่งทาง 100 กม.แรก ผมก็เรียนทฤษฎี ขับรถเหยียบเบรกเหยียบคลัตช์ทำยังไง เข้าเกียร์ยังไง...อีก 150 กม. หลังเรียนภาคปฏิบัติ โดยมีผู้จัดการบริษัทนั่งอยู่ข้างๆ คอยบอกบทบอก เทคนิคต่างๆ สุดท้ายผมก็เอาตัวรอด สามารถขับรถเข้าจอดหน้าบ้านให้หวานใจยืนตะลึงอ้าปากหวอออ...  
                            บางช่วงที่ต้องย้ายเข้าไปเรียนที่กรุงเทพฯ เพื่อสะดวกต่อการเข้าโรงเรียนและโรงพยาบาล การเล่าเรียนจึงกระท่อนกระแท่นต่อไม่ติด ผม เรียนชั้น ม.7 ที่โรงเรียนสันติราษฎร์บำรุง แต่ก็ไม่รอด จึงออกนอกระบบการเรียนแต่นั้นมา ปรับเปลี่ยนมาเรียนรู้งกๆ เงิ่นๆ ด้วยตนเองจนถึง บัดนี้ ลองนับนิ้วดู ผมเกิดปี พ.ศ.2491 ถ้าไล่เลียงก็เลยวัยกลางคน ผมมีอายุ 53 - 54 ปี คงจะเหลือเวลาเรียนรู้นอกโลงอีกไม่กี่ปีแล้วสินะ
                             ผู้ที่มาสนทนาด้วยโดยเฉพาะนักศึกษาที่มาทำวิทยานิพนธ์ หรือศึกษาดูงาน เขานึกว่าผมคงเรียนมาสูง อย่างน้อยก็คงจะจบปริญญาโท อะไรทำนองนั้น บางคนถึงกับคาดหมายว่าคนที่คุยด้วยอยู่นี้จบด็อกเตอร์ เพราะดูจะรู้เรื่องอะไรๆ เกินธรรมเนียมของชาวบ้านทั่วๆ ไป พูดถึงมิติ ทางสังคมเป็นฉากๆ พูดถึงการออกแบบชีวิต พูดถึงการปฏิรูปการศึกษา การวิจัยและการพัฒนาเชิงรุก เชิงปฏิบัติการ จะตอบจะถามดูมันลื่น ไหลไปเสียหมด แหม...คนอย่างผมจะไปจบด็อกแด๊กอะไรกัน แต่ขอยืนยันนะครับว่า ผมเป็นศิษย์มีครู ครูผมเยอะหลายรุ่นหลายลำดับดังนี้
                             ศ.เสน่ห์ จามริก เป็นองค์กะถามิใหญ่ ที่คอยเคี่ยวงวดผมในด้านวิชามิติทางสังคม                              ศ.นพ.ประเวศ วะสี เป็นครูสอนผมในวิชาหน้าที่มนุษย์ ศ.ระพี สาคริก เป็นครูสอนผมด้านความสัมพันธ์มนุษย์กับธรรมชาติ
                             อาจารย์นฤมล ปราชญโยธิน เป็นครูด้านการศึกษาเชิงประจักษ์ อาจารย์ประภาภัทร นิยม เป็นครูด้านการศึกษาเชิงประจักษ์
                             ดร.กษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เป็นครูด้านการศึกษา
                             ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ เป็นครูด้านวิจัยการศึกษา
                             ดร.อุษา กลิ่นหอม เป็นครูด้านระบบนิเวศธรรมชาติพื้นบ้าน
                             อาจารย์ชาตรี คงสำราญ - อาจารย์สุรินทร์ กิจนิตชีย์ เป็นครูผมในลักษณะศิราณี ตอบทุกเรื่องที่ถาม
                             ไม่มีข้อสงสัยใดที่ท่านเหล่านี้ตอบให้กระจ่างใจไม่ได้ แถมยังฝากกำลังใจมาให้หลายปี๊บทุกครั้งที่เฉลยปัญหา จะเห็นว่าผมโชคดีตรง ที่มีครูดีคอยเคาะกระโหลก นอกจากนี้ยังมีครูบาอาจารย์นับร้อยรวมทั้งหมอนักพัฒนาหัวใจเสริมใยเหล็ก เช่น น.พ.อภิสิทธิ์-พ.ญ.ทานทิพย์ ธำรงวรากูร แห่งโรงพยาบาลอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น รวมทั้งปราชญ์ชาวบ้าน ต้นไม้ใบหญ้า น้ำหมอกน้ำค้าง นกหนูปูปลาที่อยู่รอบๆ ตัว ล้วนเป็นครูแห่งครูที่สร้างความรู้ให้กับผมทุกเมื่อเชื่อวัน ผมจึงเป็นนักเรียนนอกระบบตามอัธยาศัยตัวจริงยังไงล่ะครับ .


ที่มา : วารสารไลฟ์ แอนด์ แฟมิลี่ ปีที่7 ฉบับที่73 เมษายน 2545

 

 

ปัจจุบันเทคโนโลยี   ที่ผลิตขึ้นมาใหม่ในโลกปัจจุบันเปิดโอกาสให้ใช้เทคโนโลยีเหล่านั้น ในการช่วยการจัดการเรียนการสอนได้อย่างแพร่หลาย ออกไปอย่างเหลือเชื่อ และมีผู้สนใจใช้เทคโนโลยีเหล่านั้นกันอย่างมากมายในเรื่องการเรียนการสอน โดยบางครั้งการนำเทคโนโลยีเหล่านั้นมาใช้โดยไม่ มีการวางแผน และเตรียมการที่ถูกต้องให้รอบคอบว่าเทคโนโลยีเหล่านั้นมาก็คือเป็นเพียงเครื่องประดับสำนักงาน ชิ้นหนึ่งเท่านั้นสำหรับเทคโนโลยีที่ใช้ ในการจัดการศึกษาทางไกล ปัจจุบันมีมากมายหลายชนิด ทั้งแบบเทคโนโลยีชั้นสูง หรือใช้เทคโนโลยีในระดับต่ำ ที่สามารถนำมาช่วยในเรื่องการจัด การศึกษาทางไกลให้มีคุณภาพแก่นักเรียน นักศึกษาได้แต่การใช้เทคโนโลยีเหล่านั้น ต้องมีการวางแผนในการที่จะใช้งานเทคโนโลยีเหล่านั้นอย่างคุ้มค่า ที่จัดหามาโดยต้องคำนึงถึงหลักการดังนี้
                 1. เทคโนโลยีเหล่านั้นจะช่วยอะไรเรา
                 2. เทคโนโลยีที่นำมาใช้งานเพื่อใคร
                 3. เทคโนโลยีที่นำมาจะใช้เพื่อทำอะไร
                  เทคโนโลยีแต่ละอย่างมีข้อจำกัด ซึ่งบางครั้งการจะใช้ในเรื่องของการเรียนการสอนต้องใช้เทคโนโลยี ในลักษณะที่มีการผสมผสานกันใน หลายๆ อย่าง ซึ่งการเลือกใช้เทคโนโลยีในแต่ละชนิดก็แล้วแต่ละเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
                 ในประเทศสวีเดนที่ ใช้เทคโนโลยีในการจัดการศึกษาทางไกลแบบผสมผสานกัน โดยทางสถาบันเป็นผู้วางแผนที่จะใช้เทคโนโลยีต่างๆ ใน เรื่องของการเรียนการสอน เช่น อินเตอร์เน็ต (Internet), อีเมล์ ระบบการประชุมกลุ่ม การประชุมทางวีดิทัศน์ บริคดิงลิงค์ (briding ling) ห้องเรียนวีดิทัศน์ (Video Class) จดหมาย ฯลฯ โดยทางสถาบันจะเป็นผู้กำหนดว่าเทคโนโลยีแต่ละอย่างจะเหมาะสมกับงานประเภทใด เช่น ถ้าเป็นการประชุมทางไกลก็จะใช้เป็นวีดิทัศน์หรือโทรทัศน์ และงานในรูปแบบอื่น ก็ใช้คอมพิวเตอร์แต่ละหลักสูตรก็แตกต่างกันไปตามความเหมาะสม ในแต่ละหลักสูตรและกลุ่มเป้าหมายจะเป็นตัวตัดสินว่าควรใช้เทคโนโลยีเหมือนๆ กัน โดยตัวโครงสร้างหลักสูตรและกลุ่มเป้าหมายจะเป็นตัวตัดสินว่า ควรใช้เทคโนโลยีอย่างไร ส่วนมากหลักสูตรที่มีการพบปะและเวลาน้อยจะถูกชดเชยด้วยเทคโนโลยี และจะทำให้มีผลย้อนกลับอย่างรวดเร็ว และก็เป็น ธรรมดาที่ทุกแห่ง เมื่ออยู่ในที่มีเทคโนโลยีพร้อมเขาก็อยากจะใช้เทคโนโลยีเหล่านั้น แต่เรามีผู้เรียนที่ไม่มีเทคโนโลยีใดเลย สถาบันก็ปรับตัวให้เข้ากับ สถานการณ์ แต่สิ่งที่แน่นอนก็คือเทคโนโลยีในการจัดการศึกษาทางไกล และโอกาสที่จะจัดหาหลักสูตรได้หลากหลายมากขึ้น
                 เทคโนโลยีอาจเป็นทางแก้ปัญหาต่างๆ ได้ แต่ก็เป็นเพียงเครื่องมือเท่านั้นไม่ใช่เป้าหมายในการจัดการเรียนการสอน เนื้อหาในหลักสูตรเป็นสิ่ง สำคัญที่สุด ถ้าหากปรับใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์และเนื้อหาได้ และมีการวางแผนและเตรียมการในเรื่องการใช้ให้ถูกต้องแก่หลักสูตร และกลุ่มเป้าหมาย ผู้เรียน นักศึกษา ก็สามารถติดตามข่าวสารได้ตลอดเวลา อย่าให้เทคโนโลยีที่เรานำมาใช้เป็นเพียงเครื่องประดับห้องชิ้นหนึ่ง และ เราจะเป็นผู้ใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีสติ
--------------------------------------------------------------------------------
ที่มา : วารสารการศึกษานอกโรงเรียน ประจำเดือนกันยายน 2546 หน้า 32

การพัฒนาระบบเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาโรงเรียนอนุบาลสมุทรสงคราม การดำเนินชีวิตมนุษย์ในโลกปัจจุบัน สิ่งที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตมักจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีแทบทั้งสิ้น เพราะคงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า เทคโนโลยีทำให้การดำเนินชีวิตมีความสะดวกสบายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในด้านบริหารจัดการงานในองค์กร การติดต่อสื่อสาร ความบันเทิง สิ่งอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานและการดำเนินชีวิตประจำวัน ดังนั้น องค์ประกอบสำคัญที่สถานศึกษานำมาใช้ในการพัฒนาการบริหารจัดการศึกษา คือ การพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของสถานศึกษาให้มีความพร้อมและเอื้อต่อการบริหารจัดการศึกษาให้ประสบความสำเร็จทุกด้านตามมาตรฐานการศึกษา โดยคำนึงถึงบริบทของสถานศึกษาที่มีความพร้อมในด้านผู้เรียน บุคลากร และการสนับสนุนจากผู้ปกครอง ภายใต้การบริหารงานที่คำ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 คำสำคัญ (keywords): การศึกษาตลอดชีวิต 
 หมายเลขบันทึก: 307242
 เขียน:  
 อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ

ความเห็น

 อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
 ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์
 
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า