การเมืองภาคประชาชน ใน ระบอบประชาธิปไตยไทย

 การเมืองภาคประชาชน ใน ระบอบประชาธิปไตยไทย 

การเมืองภาคประชาชนในประเทศไทย:ระหว่างอุดมคติกับความเป็นจริง

       1. คำนิยามของการเมืองภาคประชาชน

                             การเมืองภาคประชาชนเป็นเรื่องของการใช้สิทธิพื้นฐานในระบอบการเมืองเปิด ซึ่งหมายถึงว่าระบอบการเมืองที่จำเป็นต้องมีเงื่อนไขอย่างน้อย 2 ประการคือ

                    1) จะต้องมีการดำรงอยู่ของพื้นที่สาธารณะสำหรับการแสดงความเห็นอย่างเสรีของประชาชน อันได้แก่ เสรีภาพของสื่อมวลชน เสรีภาพในการแสดงความเห็นของปัจเจกบุคคลหรือหมู่คณะ ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของส่วนรวม และลักษณะถูก ผิด ดี ชั่ว ในสังคมการเมือง

                   2) จะต้องมีการยอมรับโดยกฎหมายถึงสิทธิในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของประชาชนหมู่เหล่าต่างๆ ที่จะทำโดยสันติตั้งแต่สิทธิในการประชุม การชุมนุมประท้วง ไปจนถึงการนัดหยุดงาน หรือการปฏิเสธคำสั่งรัฐ

                   การใช้สิทธิดังกล่าวแตกต่างจากกิจกรรมของนักการเมืองและพรรคการเมืองตรงที่ไม่ได้ดำเนินไปเพื่อการแข่งขันขึ้นกุมอำนาจ ตรงกันข้ามการเคลื่อนไหวของฝ่ายประชาชนมีแนวโน้มจะทำให้ขอบเขตการใช้อำนาจของรัฐลดลง

                  นักวิชาการหลายคนเรียกการแสดงสิทธิทางการเมืองของประชาชนว่าเป็นกระบวนการสร้างประชาสังคม แต่ในความเห็นของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล  มองว่าความหมายของประชาสังคมอาจกว้างกว่าการเมืองภาคประชาชน คือเป็นการรวมทุกส่วนที่ไม่ใช่ภาครัฐไว้ด้วยกัน ประชาสังคมในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของโลกตะวันตกมีองค์ประกอบที่เป็นทั้งสถาบันของประชาชนธรรมดาและ พ่อค้านายทุน หรือแม้แต่กลไกการทำงานของตลาด

                 การตีความประชาสังคมในทฤษฎีการเมืองตะวันตกก็ยังมีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะในประเด็นความสัมพันธ์กับฝ่ายรัฐ นักคิดในแนวเสรีประชาธิปไตย เช่น จอห์นล็อก รุสโซ ต่างมองประชาสังคมว่ามีศักยภาพในการใช้เหตุผลและสามารถกลั่นกรองได้ว่าอะไรคือผลประโยชน์ของส่วนรวม ในขณะที่เฮเกลเห็นว่าองค์ประกอบของประชาสังคมนั้นมีแต่แตกแยกและแสวงหาผลประโยชน์เฉพาะส่วน เพราะฉะนั้นจึงต้องอาศัยรัฐควบคุมกำกับเพื่อรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมเอาไว้

                 นประเทศไทยบรรดานักคิด นักวิชาการต่างมีทัศนะที่นำเสนอความหมายของประชาสังคมซึ่งเสกสรรค์  ประเสริฐกุล ได้สรุปในหนังสือเรื่องการเมืองภาคประชาชนในระบอบประชาธิปไตย    ไว้ดังนี้

                 ไพบูลย์  วัฒนศิริธรรม กล่าวว่า ประชาสังคมหมายถึงสังคมที่ประชาชนทั่วไปมีบทบาทสำคัญในการจัดการเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตของประชาชน โดยอาศัยองค์กร กลไก กระบวนการ และกิจกรรมอันหลากหลายที่ประชาชนจัดขึ้น

                เกษียร  เตชะพีระ กล่าวว่า ประชาสังคม คือ สถาบันอิสระที่อยู่นอกรัฐ สถาบันที่อยู่นอกรัฐดังกล่าว ไม่ได้เป็นของประชาชนทั้งหมดมีที่เป็นของเอกชนด้วย ธุรกิจเอกชนก็ร่วมด้วย รากเหง้าหรือที่มาของคำนี้ ขอเพียงแต่เป็นเหล่าสถาบันที่อยู่นอกรัฐก็นับว่าเป็นประชาสังคม ซึ่งสามารถแยกออกได้เป็น 3 ส่วนคือ

                1)  ตลาด หมายถึงเป็นเวทีของการบริโภค การซื้อขายจับจ่ายสินค้า ไม่ใช่เรื่องการผลิต เพราะคิดว่าการผลิตเป็นประเด็นของภาคเศรษฐกิจโดยตรง

                2) เหล่าสถาบันที่ทำหน้าที่ในการอบรมบ่มเพาะฝึกฝน เลี้ยงดู กล่อมเกลาคนในสังคมขึ้นมาตั้งแต่ครอบครัว โรงเรียน วัด คือมีหน้าที่บ่มเพาะคนรุ่นใหม่ในสังคม

                3) ประชาสังคม มีความหมายรวมไปถึง การเคลื่อนไหวต่อสู้เรียกร้องในประเด็นต่างๆ ด้วย

                ชัยอนันต์  สมุทวณิช เห็นว่าในกรณีของประเทศไทย เนื่องจากรัฐเข้าไปจัดตั้งประชาชนมาตลอด ถ้าจะให้คำจำกัดความประชาสังคมก็ย่อมหมายถึงทุกๆ ส่วนของสังคม โดยรวมถึงภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชนด้วย ถือว่าทั้งหมดเป็น Civil Society แต่ถ้าถือแบบตะวันตก แยก Civil Society คือส่วนที่อยู่นอก State นอกภาครัฐ

                ชูชัย  ศุภวงศ์ ได้สรุปการให้ความหมาย และแนวคิดของนักวิชาการในสังคมไทยได้ว่าประชาสังคม หมายถึง การที่ผู้คนในสังคมเห็นวิกฤติการณ์ หรือสภาพปัญหาที่สลับซับซ้อนที่ยากแก่การแก้ไข มีวัตถุประสงค์ร่วมกัน ซึ่งจะนำไปสู่การก่อจิตสำนึกร่วมกัน มารวมตัวกันเป็นกลุ่มองค์กร ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคธุรกิจ หรือภาคสังคม(ประชาชน) ในลักษณะที่เป็นหุ้นส่วนกัน เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาหรือกระทำการบางอย่างให้บรรลุวัตถุประสงค์ทั้งนี้ ด้วยความรัก ความสมานฉันท์ ความเอื้ออาทรต่อกัน  ภายใต้ระบบการจัดการ โดยการเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย

              อเนก  เหล่าธรรมทัศน์ ได้ให้ความเห็นว่าประชาสังคม หมายถึง เครือข่าย กลุ่ม ชมรม สมาคม มูลนิธิ สถาบัน และชุมชนที่มีกิจกรรมหรือมีการเคลื่อนไหวอยู่ระหว่างรัฐกับปัจเจกชน 

             จากคำจำกัดความของประชาสังคมที่ยกมาทั้งหมด จะพบว่าการเมืองภาคประชาชนย่อมเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเคลื่อนไหวในประชาสังคมด้วย และต่างจากขบวนปฏิวัติในสมัยก่อนตรงที่ไม่ได้มีจุดหมายที่จะยึดกุมอำนาจรัฐมาดัดแปลงสังคมให้เป็นไปตามอุดมการณ์ที่ยึดมั่น แต่ประสงค์จะได้มาซึ่งฐานะในการกำหนดการปกครองด้วยตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องผ่านรัฐเสมอไป

         2. การเมืองภาคประชาชนกับพัฒนาการทางการเมือง

              บทบาทฐานะของการเมืองภาคประชาชนมีความเกี่ยวข้องกับเส้นทางพัฒนาการทางการเมืองของสังคมโดยรวม และเกี่ยวของอย่างยิ่งกับการเพิ่มมิติระบอบประชาธิปไตยให้เป็นทางตรงมากขึ้น

              การเมืองภาคประชาชนเกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางการเมืองคือ พัฒนาการทางการเมือง เป็นการค้นหาความสมดุลในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคม ซึ่งสามารถเคลื่อนจุดความพอดีได้ตามเงื่อนไขที่เปลี่ยนไป รัฐบาลที่มาจากพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง เนื่องจากเป็นตัวแทนกลุ่มผลประโยชน์ที่ผูกพันอยู่กับนโยบายพัฒนาอันมีมาแต่เดิมภายใต้ระบอบอำนาจนิยม และต่อมายังเป็นตัวแทนกลุ่มผลประโยชน์ที่เชื่อมโยงกับระบบทุนโลกาภิวัตน์ จึงมีแนวโน้มที่จะคงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคมไว้เพียงเท่านี้ เพราะเป็นความสัมพันธ์ที่ยังประโยชน์ให้แก่พวกเขามาตั้งแต่ช่วงฟักตัว แล้วยังต่อยอดให้อีกด้วยการเปิดโครงสร้างให้เข้าไปกุมอำนาจรัฐรัฐโดยตรง

              ในสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งระบบรัฐสภาและรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่เพียงรวมศูนย์อำนาจปกครองไว้ แต่ยังมีแนวโน้มที่จะขยายการรวมศูนย์ออกไปอีก และอาศัยโครงสร้างอำนาจดังกล่าวควบคุมสังคม  เสกสรรค์ ประเสริฐกุลสรุปว่า รัฐที่ดีคือรัฐที่ปกครองน้อยที่สุดและในข้อนี้สามารถสรุปได้อีกว่า ถ้าจะมีจุดมุ่งหมายปลายทางอะไรสักอย่างของพัฒนาการทางการเมือง จุดหมายดังกล่าวน่าจะเกี่ยวโยงกับความสามารถของมนุษย์ในการดูแลตัวเองได้โดยไม่ต้องผ่านรัฐ และเมื่อกล่าวถึงพัฒนาการทางการเมือง ไม่ว่าในประเทศไทยหรือที่ใดก็ตามสิ่งที่ต้องจับตามองเป็นเบื้องแรกน่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคมว่ากำลังมุ่งไปสู่ทิศทางนั้นหรือไม่

             สรุปได้ว่าพัฒนาการทางการเมืองที่แท้จริงไม่ใช่เรื่องของการปลีกตัวให้พ้นอำนาจรัฐเท่านั้น  แต่เป็นการค้นหาความสมดุลในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคม ซึ่งสามารถเคลื่อนจุดความพอดีได้ตามเงื่อนไขที่เปลี่ยนไป  กล่าวอีกแบบหนึ่งก็คือ จากนี้ไปในยุคสมัยแห่งโลกาภิวัตน์ พลวัตที่ขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่การปกครองที่น้อยลง หรือการรับผิดชอบตนเองมากขึ้นของภาคสังคมจะไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนแปลงจากเบื้องบนเป็นหลัก แต่มาจากการเคลื่อนไหวของประชาชนเบื้องล่าง มาจากการเมืองภาคประชาชน  ทุกวันนี้รัฐไทยมีบทบาทน้อยลงอยู่แล้วเนื่องจากได้โอนอำนาจบางส่วนที่มีมาแต่เดิมให้แก่กลไกตลาดหรือกลุ่มทุน ซึ่งในแง่นี้อาจถือได้ว่าเป็นการเติบโตของประชาสังคมด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากยึดถือคำจำกัดความดั้งเดิมของตะวันตกที่เห็นว่าธุรกิจเป็นองค์ประกอบสำคัญของประชาสังคมมาตั้งแต่แรก

              แนวคิดดังกล่าวข้างตนหากพิจารณาตามกรอบทฤษฎีเสรีนิยมล้วนๆ ก็นับว่ามีเหตุผล และที่จริงแล้วก็เป็นนโยบายข้อหนึ่งของลัทธิเสรีนิยมใหม่ที่จะให้ตลาดอยู่เหนือรัฐ แต่ประเด็นสำคัญคือแนวคิดนี้ไม่ได้ช่วยให้เกิดการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอะไรในกรณีของประเทศไทย ก่อนวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจปี 2540 และก่อนการผูกพันธะประเทศไทยไว้กับเงื่อนไขไอเอ็มเอฟ โดยผ่านกฎหมาย 11 ฉบับ กลุ่มธุรกิจใหญ่ก็มีส่วนร่วมกับรัฐในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจอยู่แล้ว และมีบทบาทมากขึ้นหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 จนเข้าไปกุมอำนาจรัฐอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการเลือกตั้งปี 2544 เพราะฉะนั้นถ้าเราจะนับการเติบโตของบทบาทและอิทธิพลของกลุ่มธุรกิจเอกชนเป็นการเติบโตของประชาสังคม ประเทศไทยก็คงไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม และอาจต้องถือว่าปัจจุบัน “ประชาชน” ได้กุมอำนาจรัฐแล้ว

              การมองประชาสังคมเป็นองค์รวมเอกภาพจึงไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง แต่ต้องพิจารณาให้เห็นว่าแม้ในปีกประชาสังคมเองก็มีกระบวนการครอบงำของทุนและมีความเหลื่อมล้ำของอำนาจอิทธิพลในบรรดาองค์ประกอบต่างๆ สถนการณ์โลกาภิวัตน์ยังทำให้องค์ประกอบในประชาสังคมเองมีความขัดแย้งกันอยู่โดยมูลฐาน ระหว่างพลังตลาดกับประชาชนผู้เสียเปรียบ  การเมืองภาคประชาชนจึงไม่ได้มีฐานะเป็นตัวแทนภาคประชาชนในการจำกัดขอบเขตการใช้อำนาจของรัฐเท่านั้น แต่ยังมีฐานะถ่วงดุลอำนาจของพลังตลาดซึ่งสังกัดภาคสังคมด้วย

สถานการณ์ที่เป็นจริงของการเมืองภาคประชาชนในประเทศไทย

       ความเป็นมาของการเมืองภาคประชาชนในเรื่องจุดเริ่มต้นของการเมืองภาคประชาชนที่สืบเนื่องถึงปัจจุบันนั้นอาจชี้ชัดลงไปค่อนข้างยากว่าเริ่มต้นขึ้นเมื่อใด ทั้งนี้เนื่องจากการต่อสู้ของประชาชนที่ต่อต้านการใช้อำนาจของรัฐนั้นมีมานานมากแล้ว  การเมืองภาคประชาชนเป็นแนวคิดใหม่ที่เน้นการจำกัดอำนาจของรัฐไปพร้อมกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของฝ่ายประชาชน ทั้งนี้อาจกล่าวได้ว่าเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นจุดสำคัญหรือเป็นหลักสำคัญของการเมืองภาคประชาชน

      ระหว่างปี 2516-2519 การเคลื่อนไหวขององค์การนักศึกษาและประชาชน เช่นศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ศูนย์พิทักษ์สิทธิครู สหพันธ์ชาวไร่ ศูนย์ประสานงานกรรมการแห่งชาติ ฯลฯ ล้วนแต่แสดงบทบาทไปในทางจำกัดขอบเขตการใช้อำนาจของรัฐทั้งสิ้น เพียงแต่กลุ่มนักศึกษาและประชาชนเหล่านี้อาจยังไม่ได้มีแนวคิดชัดเจนเกี่ยวกับการสร้างฐานะถาวรของภาคประชาสังคม หรือผลักดันให้มีกระบวนการทางการเมืองที่ยอมรับบทบาทการมีส่วนร่วมของฝ่ายประชาชนอย่างเป็นระบบและยั่งยืน สิ่งที่เกิดขึ้นในระยะนั้นมักออกมาในรูปของการชุมนุมประท้วงเป็นเรื่องๆ ควบคู่ไปกับการเจรจาต่อรองระหว่างผู้ประท้วงกับฝ่ายรัฐ

     สภาพความไม่ลงตัวของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคมดังกล่าวสิ้นสุดลงด้วยรัฐประหารเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 โดยฝ่ายรัฐเป็นผู้ยืนยันฐานะครอบงำของตน หลังจากนั้นสงครามกลางเมืองระหว่างรัฐบาลที่จัดตั้งโดยกองทัพแห่งชาติกับขบวนประชาชนที่มีพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเป็นแกนนำ ก็กลายเป็นปัจจัยชี้ขาดสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทยต่อมาอีกหลายปี ในระหว่างนี้แนวคิดที่ถือรัฐเป็นศูนย์กลางก็มีฐานะครอบงำเช่นกัน โดยได้รับการยึดมั่นทั้งจากพลังฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา ส่วนแนวคิดถ่วงดุลอำนาจรัฐด้วยประชาสังคมหรือแนวทางเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างสันติโดยฝ่ายประชาชน  ดูจะเติบโตได้ช้ามาก จนกระทั่งประมาณปี 2522 – 2523 เมื่อสถานการณ์ที่พลิกผันในระดับสากลและนโยบายที่ฉลาดกว่าของฝ่ายรัฐบาลได้นำไปสู่การพ่ายแพ้สลายตัวของขบวนคอมมิวนิสต์ในประเทศไทย บรรยากาศทางการเมืองจึงเริ่มเปลี่ยนไป ก่อนหน้านั้นการเคลื่อนไหวใดๆที่เกี่ยวข้องกับประชาชนระดับรากหญ้ามักถูกภาครัฐระแวงว่าพัวพันกับฝ่ายคอมมิวนิสต์และเสี่ยงต่อการถูกปราบปราม

     ในกรณีของประเทศไทยโอกาสเติบโตทั้งของแนวคิดประชาสังคมและการเมืองภาคประชาชนเพิ่งมาถึงจริงๆ หลังจากสงครามกลางเมืองสิ้นสุดลง การเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคมโดยทั่วไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการทำงานขององค์กรชนิดหนึ่งซึ่งค่อนข้างเป็นของใหม่สำหรับประเทศไทย สิ่งนี้เรียกกันว่าองค์กรพัฒนาเอกชนหรือเอ็นจีโอ

     กล่าวโดยสรุปในระยะหลังปี 2523 เป็นต้นมา การเคลื่อนไหวทางการเมืองของภาคประชาชนนับว่าเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วแทนที่ขบวนปฏิวัติด้วยกำลังอาวุธที่เสื่อมสลายไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ซึ่งให้สิทธิประชาชนในการจัดตั้งรวมตัว และมีส่วนร่วมทางการเมืองไว้อย่างชัดเจน แต่สิ่งที่แตกต่างกันอย่างยิ่งระหว่างการเมืองภาคประชาชนกับขบวนการปฏิวัติก็คือ เป็นการเคลื่อนไหวของกลุ่มย่อยที่ค่อนข้างกระจัดกระจาย เป็นไปเองโดยปราศจากศูนย์บัญชาการและมีจุดหมายในการแก้ปัญหาเฉพาะเรื่องมากกว่าต้องการยึดอำนาจรัฐเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่โครงสร้างใหม่ทั้งหมด ถึงกระนั้นเราก็อาจกล่าวได้ว่าลักษณะที่ไม่ยินยอมให้รัฐและทุนเป็นฝ่ายกำหนดข้างเดียว ทำให้การเมืองภาคประชาชนเป็นขบวนการประชาธิปไตยที่หัวรุนแรง

ทิศทางการเคลื่อนไหวของการเมืองภาคประชาชน

                   การเคลื่อนไหวของกลุ่มประชาชนต่างๆ นั้นเกิดจากประเด็นที่หลากหลายมาก แม้รูปแบบการต่อสู้จะคล้ายกันเป็นบางส่วน เช่น ชุมนุม แสดงกำลังและยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล แต่ที่จริงทิศทางการเคลื่อนไหวไม่ได้เหมือนกันเสียทีเดียว การที่ถนนทุกสายมุ่งตรงมายังผู้นำรัฐบาลนั้นเป็นผลมาจากระบอบการปกครองที่รวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง และความไม่พอเพียงของเวทีรัฐสภาในการดูแลประชาชน มากกว่าความเป็นเอกภาพของการเมืองภาคประชาชนเอง

     การเมืองภาคประชาชนเป็นการเคลื่อนไหวอย่างมีจิตสำนึกทางการเมืองของกลุ่มประชาชนเพื่อลดฐานะครอบงำของรัฐ รวมทั้งเพื่อโอนอำนาจบางส่วนมาให้ประชาชนใช้ดูแลชีวิตตนเองโดยตรง   การเมืองภาคประชาชนคือปฏิกิริยาตอบโต้การใช้อำนาจของรัฐ และเป็นกิจกรรมถ่วงดุลอิทธิพลการครอบงำของระบบตลาดเสรีในภาคประชาสังคม การเคลื่อนไหวทางการเมืองของประชาชนแบ่งออกเป็น 4  ทิศทางด้วยกันได้แก่

     1)  การเคลื่อนไหวร้องทุกข์ หรือเรียกร้องให้รัฐเข้ามาแก้ปัญหาที่ไม่ได้รับการเหลียวแล

     2)  การเคลื่อนไหวที่มุ่งตรวจสอบกระบวนการใช้อำนาจรัฐ

     3)  การประท้วงอำนาจรัฐและเรียกร้องให้ถ่ายโอนอำนาจที่รัฐเคยมีมาเป็นของประชาชน

     4)  การร่วมมือเชิงวิพากษ์กับรัฐ หรือความผูกพันในทางสร้างสรรค์เพื่อเบียดแย่งพื้นที่ในกระบวนการใช้อำนาจมาเป็นของประชาสังคม

       ในบรรดาความเคลื่อนไหวทั้งหมดของกลุ่มประชาชนนั้น การรวมตัวเรียกร้องให้รัฐบาลมาช่วยแก้ปัญหาดูจะเป็นกรณีที่มีมากที่สุด เช่นในกรณีของ นกน. สกยอ. และสมัชชาคนจน นอกจากนี้ก็ยังมีกลุ่มประชาชนเล็กๆ ในท้องถิ่นต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำของรัฐหรือการขยายตัวของทุนอีกเป็นจำนวนมหาศาล

       กล่าวสำหรับการเคลื่อนไหวในแนวตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐโดยตรงนั้น โดยพื้นฐานแล้วมักเป็นทิศทางการเคลื่อนไหวของปัญญาชนสาธารณะและองค์กรประชาชนในเมืองมากกว่าประชาชนในระดับรากหญ้า คนเหล่านี้มักไม่ใช่เจ้าของปัญหาโดยตรง แต่เคลื่อนไหวในลักษณะของผู้ตื่นรู้ทางการเมือง การตรวจสอบกระบวนการใช้อำนาจของรัฐไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่เฉพาะปัญหาทุจริตเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องอื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการใช้ความรุนแรงและการละเมิดสิทธิมนุษยชน 

อุปสรรคของการเมืองภาคประชาชน 

                     การเมืองภาคประชาชนไม่เหมือนขบวนการประชาชนในช่วงหลังเหตุการณ์ 14  ตุลาคม 2516 เสียทีเดียว และยิ่งไม่เหมือนขบวนการปฏิวัติที่นำโดยพรรคคอมมิวนิสต์ในช่วงหลังกรณีสังหารหมู่ 6 ตุลาคม 2519 จุดต่างที่สำคัญคือ การเมืองภาคประชาชนในปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของการใช้สิทธิ์ทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย โดยไม่มีกรอบอุดมการณ์ตายตัวในการเปลี่ยนแปลงสังคม และไม่มีจุดหมายที่จะโค่นอำนาจรัฐที่มีอยู่ หรือจัดตั้งอำนาจรัฐขึ้นมาใหม่เพื่อจัดระเบียบสังคมให้เป็นไปตามแนวคิดแบบใดแบบหนึ่ง

                  ในบริบทของสังคมไทยที่เป็นอยู่เส้นทางการเคลื่อนไหวทางการเมืองภาคประชาชนก็มิได้ราบรื่นแต่อย่างใดทั้งนี้เนื่องจากอุปสรรคสำคัญสี่ประการ

                  1)  แนวนโยบายของรัฐและรัฐบาล

                  2)  แนวโน้มใช้ความรุนแรงของฝ่ายรัฐและฝ่ายทุน

                 3)  ความไม่เข้าใจและการวางเฉยของสังคมที่ไม่เดือดร้อน

                 4)  ปัญหาจิตสำนึกทางการเมือง การขาดแคลนทุน และภาวะผู้นำ

                   ในประเด็นปัญหาแรกรัฐบาลการประกาศใช้และดำเนินนโยบายช่วยเหลือประชาชนชั้นล่างในเรื่องต่างๆ ตามแนวนโยบายประชานิยม เป็นการเข้าไปเบียดยึดพื้นที่ทางการเมือง ทั้งของเอ็นจีโอและเครือข่ายการเมืองภาคประชาชนอื่นๆ ด้วยวิธีการดึงมวลชนให้มาอยู่กับภาครัฐและกลไกตลาด เป็นการที่รัฐเข้าไปครอบงำสังคม เป็นการโดดเดี่ยวผู้นำหรือกลุ่มประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายรัฐบาล ทำให้รัฐบาลสามารถดำเนินการปิดล้อมทางการเมืองต่อขบวนการประชาชนที่เคลื่อนไหวเรื่องสิทธิมนุษยชนในการพัฒนาแบบทางเลือกและสิทธิของประชาชนท้องถิ่นในการจัดการทรัพยากรได้มากขึ้น  กล่าวโดยทั่วไปนโยบายประชานิยมของรัฐบาลพรรคไทยรักไทยกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ลดทอนบทบาทฐานะตลอดจนศักยภาพในการเคลื่อนไหวของการเมืองภาคประชาชนไปได้อย่างรวดเร็ว

                 ในประเด็นที่สองแนวโน้มที่ภาครัฐและฝ่ายทุนจะใช้ความรุนแรงสกัดความเคลื่อนไหวทางการเมืองภาคประชาชน เพราะเท่าทีผ่านมาการเคลื่อนไหวของกลุ่มประชาชนทั้งเพื่อดูแลชีวิตตนเองและลดฐานะการครอบงำของรัฐล้วนต้องเผชิญกับแรงต้านจากภาครัฐและบางส่วนของภาคสังคม สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะแรงเฉื่อยของแนวคิดแบบเอารัฐเป็นตัวตั้ง เป็นการที่ผู้นำของรัฐและชนชั้นนำทางการเมืองไม่ค่อยยอมรับสิทธิของประชาชนที่จะมีส่วนร่วมในกระบวนการใช้อำนาจ ทั้งนี้เป็นเพราะกรอบความคิดของชนชั้นนำในรัฐและเจ้าหน้าที่รัฐมักเห็นการเรียกร้องสิทธิของกลุ่มประชาชนต่างๆ เป็นเรื่องผิดกฎหมายหรืออยู่นอกระบบ

                  ความไม่เข้าใจและการวางเฉยของสังคมที่ไม่เดือดร้อนเป็นการบั่นทอนการเมืองภาคประชาชนเพราะมีส่วนทำให้เกิดความแตกต่างและเหลื่อมล้ำระหว่างประชาชนที่เสียเปรียบซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในชนบท กับประชาชนที่ได้เปรียบซึ่งจะเป็นประชากรที่อาศัยอยู่ในเมืองเป็นพวกชนชั้นกลาง  สภาพของชนสองกลุ่มนี้ไม่ใช่เรื่องของการมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ต่างกันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงจิตสำนึกทางการเมืองและวิถีชีวิตตลอดจนรสนิยมทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกันอย่างมากด้วย

                   ในประการสุดท้าย ปัญหาจิตสำนึกทางการเมือง การขาดแคลนทุน และภาวะผู้นำ ตามปกติกลุ่มประชาชนที่มีปัญหากับโครงการของรัฐหรือได้รับผลกระทบจากการรุกล้ำวิถีชีวิตโดยภาคธุรกิจเอกชนมักให้กำเนิดผู้นำที่เป็นธรรมชาติซึ่งเป็นคนในท้องถิ่น แต่เมื่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองภาคประชาชนเริ่มเข้าไปเกี่ยวข้องกับโครงสร้างอำนาจระดับชาติ หรือจำเป็นต้องมีการประสานงานร่วมมือกันกว้างขวางกว่าประเด็นท้องถิ่น การนำในระดับนี้กลับกลายเป็นเรื่องที่ยากขึ้นและไม่ประสบความสำเร็จมากนัก ทั้งนี้เนื่องจากความขาดแคลนตัวบุคคลที่มีฐานะเหมาะสม และความไม่เป็นเอกภาพในเรื่องแนวทางการเคลื่อนไหว

บทสรุป

                  ขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองภาคประชาชน มีบทบาททางการเมืองมากยิ่งขึ้น ย่อมนำมาสู่การต่อสู้และขัดแย้งกับกลุ่มอื่นๆที่ต้องการแสวงหารักษาอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ทวีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น โดยที่เป็นการต่อสู้เคลื่อนไหวและความขัดแย้ง บนพื้นฐานความแตกต่างด้านอุดมการณ์และการเลือกยุทธศาสตร์การพัฒนา ภาคประชาชนจึงมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างขบวนการ/องค์กรภาคประชาชนขึ้นมา เพื่อจะทำหน้าที่กลุ่มพลังที่คานอำนาจกลุ่มทุนทั้งในและนอกรัฐ คานอำนาจสื่อ คานอำนาจรัฐ ตลอดจนอำนาจเหนือรัฐ เพื่อให้เกิดความชอบธรรม/ยุติธรรมส่งเสริมคุณภาพชีวิต รวมทั้งการกระจายผลประโยชน์ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมต่อภาคประชาชนมากที่สุด

                  โดยทั้งนี้ขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองภาคประชาชน มีแนวทางการเคลื่อนไหวเพื่อมุ่งสร้างจิตสำนึกคนในประเด็นผลประโยชน์ร่วมของมนุษยชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านสิ่งแวดล้อม การคัดค้านโลกาภิวัตน์ ตลอดจนการเคารพอำนาจสิทธิในวิถีชีวิตตัวตนของชุมชนบุคคล

                  ดังนั้นขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองจึงมีความสัมพันธ์ ปะทะสังสรรค์ แทรกซึมซึ่งกันและกันตลอดจนขัดแย้งพื้นที่สาธารณะ ช่วงชิง อำนาจ ผลประโยชน์ ทรัพยากร อุดมการณ์ ตลอดจนทางเลือกของการพัฒนา กับหน่วยทางสังคมภาคต่างๆ

 

                                            บรรณานุกรม

ชัยอนันต์  สมุทรวณิช  (2527) “ระบบราชการกับการมีส่วนร่วมของประชาชน : พิจารณาในแง่มหภาค”    

        การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนา กรุงเทพ : ศักดิ์โสภาการพิมพ์

ธเนศวร์  เจริญเมือง  (2547) รัฐศาสตร์ที่ยังมีลมหายใจ  แนวคิดประชาธิปไตย การเมืองไทย และ

        แผ่นดินแม่ กรุงเทพ : สำนักพิมพ์พิราบ

เสกสรรค์  ประเสริฐกุล  (2548) การเมืองภาคประชาชนในระบอบประชาธิปไตยไทย  กรุงเทพ : 

        สำนักพิมพ์อมรินทร์

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 หมายเลขบันทึก: 300943
 เขียน:  
 อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ

ความเห็น

 อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
 ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์
 
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า